อิหร่านลั่นไม่พบผู้แทนสหรัฐฯ ดับหวังข้อตกลงสันติภาพ

อิหร่านลั่นไม่พบผู้แทนสหรัฐฯ ดับหวังข้อตกลงสันติภาพ

1 ก.ค. 2569 11:12 น.

อิหร่านลั่นไม่พบผู้แทนสหรัฐฯ ดับหวังข้อตกลงสันติภาพ

อิหร่านประกาศปฏิเสธที่จะพบหารือโดยตรงกับคณะผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ ที่เดินทางมายังตะวันออกกลาง ที่รวมถึงนายจาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกันมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาแผนการโจมตีทางทหารระลอกใหม่ หากการทูตไม่เป็นผล

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยว่า อิหร่านจะไม่เข้าร่วมประชุมโดยตรงกับคณะผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ ที่เดินทางมายังภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังจากเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงก่อนหน้านี้ โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องตกลงเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนให้ชัดเจนเสียก่อน ก่อนที่จะขยับไปหารือในประเด็นที่ยากกว่า อย่างเช่นการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นต่างกันอย่างมากในโครงสร้างข้อตกลงเบื้องต้น ซึ่งกำหนดให้อิหร่านต้องยุติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการได้รับผลประโยชน์จูงใจทางการเงิน และกำหนดกรอบเวลาเจรจา 60 วันเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ถาวร

แม้ว่านายจาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ จะเดินทางถึงกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อเข้าร่วมการเจรจาระดับสูง แต่ทางอิหร่านและกาตาร์ ในฐานะเจ้าภาพ ยืนยันว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ จะได้พบกับ “ตัวกลาง” เท่านั้น ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับผู้แทนอิหร่านโดยตรง 

ทั้งนี้ นายมาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มการเจรจาทางเทคนิคในระดับที่ต่ำกว่าผ่านตัวกลางแทน ส่วนนายเอสมาอิล บาฆาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า “ไม่มีการกำหนดตารางการประชุมในทุกระดับกับฝ่ายอเมริกันในช่วงไม่กี่วันข้างหน้านี้”

หนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวในสหรัฐฯ ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หารือกับนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการกลับสู่สงครามเต็มรูปแบบและการเปิดฉากโจมตีทางทหารเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าในขณะนี้ ทรัมป์ตัดสินใจที่จะให้เวลาเพิ่มกับการทูต แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะออกมาข่มขู่อิหร่านผ่านสื่อสาธารณะก็ตาม

ส่วนการขนส่งสินค้าทางเรือ ปัจจุบันเริ่มกลับมาดำเนินการได้บางส่วนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวถึง 1 ใน 5 ของโลกก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทใหม่กำลังก่อตัวขึ้นเมื่อ นายโมฮัมหมัด บาเคอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน ประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่า “อธิปไตยของช่องแคบฮอร์มุซเป็นของอิหร่านและโอมาน” และอิหร่านเตรียมจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ในกลางเดือนสิงหาคมนี้ เมื่อระยะเวลาผ่อนผัน 60 วันสิ้นสุดลง

ด้านนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงผ่านรายการ The Michael Knowles Show โดยย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่มีวันยอมให้อิหร่านเก็บค่าผ่านทางในน่านน้ำสากลแห่งนี้อย่างเด็ดขาด พร้อมเปิดเผยว่าขณะนี้ปริมาณการไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องแคบได้กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว และในบางวันยังสูงกว่าเดิม

แม้จะมีความไม่แน่นอนสูง แต่ราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดโจมตีฐานทัพเรือของอิหร่าน เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านใช้โดรนโจมตีเรือสินค้า ขณะที่อิหร่านก็โต้กลับด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานเพื่อการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNCTAD) เตือนว่า ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเปราะบางยังคงมีความเสี่ยงสูงจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้น

นอกจากนี้ สงครามดังกล่าวยังดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันทางการเมืองอย่างมหาศาลต่อประธานาธิบดีทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าพรรคใดจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ทำให้ทรัมป์และนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องออกมาเรียกร้องให้ผู้ค้าน้ำมันรายย่อยเร่งลดราคาขายปลีกในประเทศลง

ข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในครั้งนี้ เดิมทีครอบคลุมถึงการยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนที่อิหร่านหนุนหลังด้วย แต่นายนาบิห์ แบร์รี ประธานสภาผู้แทนราษฎรเลบานอน ซึ่งเป็นพันธมิตรของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ได้ออกมาแสดงความคลางแคลงใจต่อกรอบข้อตกลงที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลางระหว่างเลบานอนและอิสราเอล

นักวิเคราะห์ประเมินว่า ข้อตกลงนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์หยุดชะงักยาวนาน เนื่องจากมีการผูกเงื่อนไขการถอนทหารของอิสราเอลออกจากตอนใต้ของเลบานอน เข้ากับการปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยอมรับได้ยากสำหรับทั้งสองฝ่าย.

ที่มา Reuters

ฮ่องกงจัดพิธีฉลองครบรอบ 29 ปีคืนสู่การปกครองของจีน

ฮ่องกงจัดพิธีฉลองครบรอบ 29 ปีคืนสู่การปกครองของจีน

1 ก.ค. 2569 10:27 น.

ฮ่องกงจัดพิธีฉลองครบรอบ 29 ปีคืนสู่การปกครองของจีน

ฮ่องกงจัดพิธีเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 29 ปี ของการกลับคืนสู่การปกครองภายใต้อธิปไตยของจีน วันที่ 1 กรกฎาคม โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้นำภาคธุรกิจ และบุคคลสำคัญของฮ่องกงเข้าร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง

เนื่องในวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นวันครบรอบการส่งมอบฮ่องกงจากสหราชอาณาจักรกลับคืนสู่จีนเมื่อปี 1997 ภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ฮ่องกงจึงได้จัดพิธีเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 29 ปี ของการกลับคืนสู่การปกครองภายใต้อธิปไตยของจีน

โดยเริ่มต้นพิธีด้วยการเชิญธงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีนและธงเขตบริหารพิเศษฮ่องกงขึ้นสู่ยอดเสา ที่จัตุรัสโกลเดนเบาฮิเนีย ในย่านหว่านไจ๋ ท่ามกลางการเข้าร่วมของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้นำภาคธุรกิจ และบุคคลสำคัญของฮ่องกง 

หลังเสร็จสิ้นพิธี จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการฮ่องกง เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” (One Country, Two Systems) 

นอกจากนี้ รัฐบาลฮ่องกงยังจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองทั่วเมืองตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นการบินเฮลิคอปเตอร์พร้อมธงชาติและธงฮ่องกง การสวนสนามทางทะเลของหน่วยงานด้านความมั่นคง ตลอดจนกิจกรรมในทั้ง 18 เขตของเมือง เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันสถาปนาเขตบริหารพิเศษฮ่องกง 

นอกจากนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนยังร่วมกันมอบสิทธิประโยชน์แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมีร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจกว่า 1,000 แห่ง จัดโปรโมชั่นพิเศษ ขณะที่ประชาชนสามารถใช้บริการรถรางฟรี เข้าชมพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวของรัฐบางแห่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงมีส่วนลดสำหรับระบบขนส่งสาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดพิเศษของฮ่องกง.

ที่มา : CGTN

รัฐบาลญี่ปุ่นไฟเขียวแก้กฎหมายป้องกันสมาชิกราชวงศ์ลดลง เปิดทางเจ้าหญิงคงฐานันดรหลังสมรส

รัฐบาลญี่ปุ่นไฟเขียวแก้กฎหมายป้องกันสมาชิกราชวงศ์ลดลง เปิดทางเจ้าหญิงคงฐานันดรหลังสมรส

1 ก.ค. 2569 09:19 น.

รัฐบาลญี่ปุ่นไฟเขียวแก้กฎหมายป้องกันสมาชิกราชวงศ์ลดลง เปิดทางเจ้าหญิงคงฐานันดรหลังสมรส

รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติร่างแก้ไขกฎหมายราชวงศ์ เปิดทางเจ้าหญิงยังคงเป็นสมาชิกพระราชวงศ์หลังสมรส พร้อมรับบุตรบุญธรรมสายชายจากราชสกุลเดิม หวังแก้ปัญหาสมาชิกราชวงศ์ลดลง

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นมีมติอนุมัติร่างแก้ไขกฎหมายราชวงศ์  เพื่อรับมือกับปัญหาจำนวนสมาชิกพระราชวงศ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และเตรียมเสนอให้รัฐสภาพิจารณาในสมัยประชุมปัจจุบัน โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายคือ การเปิดทางให้สมาชิกราชวงศ์ฝ่ายหญิงยังคงสถานะเป็นสมาชิกพระราชวงศ์แม้สมรสกับสามัญชน จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้ต้องออกจากราชวงศ์เมื่อแต่งงานกับบุคคลนอกพระราชวงศ์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่าน สมาชิกราชวงศ์ฝ่ายหญิงที่มีสถานะอยู่ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ยังสามารถเลือกลาออกจากการเป็นสมาชิกพระราชวงศ์หลังสมรสได้ หากประสงค์จะทำเช่นนั้น 

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังเปิดทางให้ รับบุตรบุญธรรมที่เป็นผู้สืบเชื้อสายฝ่ายชายของอดีตราชสกุล 11 สาย ซึ่งถูกถอดสถานะจากราชวงศ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 2490 เพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกพระราชวงศ์ โดยผู้ที่จะเข้ารับการอุปการะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป เป็นโสด และไม่มีบุตร โดยบุคคลดังกล่าว ไม่มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ แต่บุตรชายที่เกิดภายหลังจะมีสิทธิ์อยู่ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ปัจจุบันราชวงศ์ญี่ปุ่นมีสมาชิกทั้งหมด 16 พระองค์ รวมถึง สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ขณะที่กฎหมายกำหนดให้ผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ต้องเป็น พระราชวงศ์ฝ่ายชายที่สืบสายพระโลหิตทางฝ่ายชาย ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์เพียง 3 พระองค์ เท่านั้น.

ที่มา NHK

ทรัมป์แจ้งรายได้คริปโต ทะลุ 4.5 หมื่นล้านบาท ถูกจับตาผลประโยชน์ทับซ้อน

ทรัมป์แจ้งรายได้คริปโต ทะลุ 4.5 หมื่นล้านบาท ถูกจับตาผลประโยชน์ทับซ้อน

1 ก.ค. 2569 08:48 น.

ทรัมป์แจ้งรายได้คริปโต ทะลุ 4.5 หมื่นล้านบาท ถูกจับตาผลประโยชน์ทับซ้อน

เอกสารเปิดเผยทรัพย์สินรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุ “โดนัลด์ ทรัมป์” มีรายได้จากธุรกิจสกุลเงินดิจิตัลคริปโตมากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 หลังเดินหน้านโยบายหนุนสินทรัพย์ดิจิทัล ถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 สำนักงานจริยธรรมแห่งรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยแบบแสดงรายการทรัพย์สินและรายได้ประจำปีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ โดยเอกสารความยาว 927 หน้า ระบุว่า ทรัมป์มีรายได้จากธุรกิจสกุลเงินดิจิทัลรวมมากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 45,500 ล้านบาท

เอกสารระบุว่า รายได้ส่วนใหญ่มาจาก “เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล” (World Liberty Financial) ธุรกิจคริปโตที่ทรัมป์ร่วมก่อตั้งกับบุตรชาย ซึ่งสร้างรายได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,250 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีรายได้อีก 635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20,640 ล้านบาท จากการจำหน่ายเหรียญมีม “$TRUMP” เป็นการแสดงให้เห็นว่า รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของทรัมป์ แซงหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นรากฐานความมั่งคั่งของครอบครัว

โดยการเปิดเผยข้อมูลนี้ทำให้เกิดกระแสจับตาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากนับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม 2568 ทรัมป์ได้ผลักดันนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศเป้าหมายผลักดันให้สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางคริปโตของโลก นอกจากนี้รัฐบาลของทรัมป์ยังประกาศจัดตั้ง กองทุนสำรองคริปโตเชิงยุทธศาสตร์แห่งชาติ เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงจัดการประชุมด้านคริปโตที่ทำเนียบขาวเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ได้ยกเลิกการดำเนินคดีกับ คอยน์เบส (Coinbase) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าดำเนินธุรกิจเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาตในสมัยรัฐบาลก่อน ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามจากฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ว่า นโยบายของรัฐบาลอาจเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่ทรัมป์มีผลประโยชน์ทางธุรกิจอยู่ด้วย.

ที่มา Aljazeera

Meta แพ้คดี ค้านคำฟ้องปมมอมเมาเด็ก หลัง 29 รัฐรุมฟ้องเฟซบุ๊ก-IG

Meta แพ้คดี ค้านคำฟ้องปมมอมเมาเด็ก หลัง 29 รัฐรุมฟ้องเฟซบุ๊ก-IG

1 ก.ค. 2569 06:22 น.

Meta แพ้คดี ค้านคำฟ้องปมมอมเมาเด็ก หลัง 29 รัฐรุมฟ้องเฟซบุ๊ก-IG

บริษัท เมตา แพ้คดีที่พวกเขาพยายามขอให้ศาลยกฟ้องในคดีที่อัยการสูงสุดจาก 29 รัฐของสหรัฐฯ รวมตัวกันยื่นฟ้องกล่าวหาว่าบริษัทจงใจออกแบบแพลตฟอร์มให้เด็กเกิดอาการเสพติด

ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ปฏิเสธคำร้องของบริษัท เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) ที่พยายามขอให้ศาลยกฟ้องในคดีที่อัยการสูงสุดจาก 29 รัฐของสหรัฐฯ รวมตัวกันยื่นฟ้อง โดยกล่าวหาว่าบริษัทจงใจออกแบบแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก (Facebook) และอินสตาแกรม (Instagram) ให้เด็กเกิดอาการเสพติด และเจตนาปกปิดข้อมูลด้านอันตรายดังกล่าวไม่ให้สาธารณชนรับรู้

คำตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ โดยผู้พิพากษาศาลแขวง อีวอนน์ กอนซาเลซ โรเจอร์ส ในเมืองโอกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ยกคำร้องของเมตาที่ขอให้ยกฟ้องในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง การดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม และการละเมิดกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวทางออนไลน์ของเด็กระดับรัฐบาลกลาง หรือ COPPA

นอกจากนี้ ผู้พิพากษายังระบุด้วยว่า เมตาไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายดังกล่าวในส่วนของการแจ้งเตือนและการขอความยินยอมจากผู้ปกครอง พร้อมทั้งมีคำพิพากษาโดยสรุปให้ทางกลุ่มรัฐต่าง ๆ เป็นฝ่ายชนะในประเด็นนี้ทันที

ด้านบริษัทเมตาได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า “เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อกล่าวหาเหล่านี้ และเรามั่นใจว่าหลักฐานต่าง ๆ จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันยาวนานของเราในการสนับสนุนและดูแลเยาวชน”

ทั้งนี้ ทางกลุ่มรัฐต่าง ๆ ระบุว่า ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของเด็ก ๆ สามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า, ความวิตกกังวล, อาการนอนไม่หลับ, การรบกวนต่อการศึกษาและการดำเนินชีวิตประจำวัน ตลอดจนการทำร้ายตัวเองซึ่งรวมถึงการจบชีวิตตัวเอง

ในทางกลับกัน เมตาได้โต้แย้งว่าเหล่าอัยการสูงสุดไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่พิสูจน์ได้ว่าบริษัทได้ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องพฤติกรรมการมอมเมาให้เสพติดของแพลตฟอร์ม ซึ่งรวมถึงถ้อยแถลงในการเข้าให้การต่อสภาคองเกรสของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้วยเช่นกัน

เมตาระบุว่า เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะ “อาการเสพติดโซเชียลมีเดีย” (social media addiction) ยังไม่ได้ถูกบรรจุให้เป็นโรคทางจิตเวชอย่างเป็นทางการ ดังนั้น ถ้อยแถลงของบริษัทที่ระบุว่าแพลตฟอร์มไม่ได้ทำให้เสพติด จึงไม่สามารถถือว่าเป็นเท็จได้

นอกจากนี้ เมตายังระบุอีกว่าบริษัทไม่ได้ละเมิดกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวทางออนไลน์ของเด็ก เนื่องจากบริษัทได้วางเป้าหมายให้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมเป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (general audience) ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาพบข้อขัดแย้งทางข้อเท็จจริงในประเด็นเรื่องพฤติกรรมการมอมเมาให้เสพติด

ในคำตัดสินความยาว 38 หน้า ผู้พิพากษา กอนซาเลซ โรเจอร์ส ระบุว่า หลักฐานที่ฝ่ายโจทก์นำเสนอแสดงให้เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงแล้วแพลตฟอร์มของเมตาถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เกิดอาการเสพติดจริง และคณะลูกขุนก็ย่อมสามารถวินิจฉัยได้อย่างมีเหตุผลว่า ถ้อยแถลงของเมตาเป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริงในมุมมองของคนทั่วไปที่มีเหตุผล

อนึ่ง ผู้พิพากษา กอนซาเลซ โรเจอร์ส ยังเป็นผู้ดูแลคดีความในลักษณะเดียวกันนี้ แต่เป็นการรวมกลุ่มฟ้องร้องจากผู้เสียหายรายบุคคล, เขตพื้นที่การศึกษา และรัฐบาลท้องถิ่นรวมกันมากกว่า 2,600 ราย ในประเด็นที่ว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ อาทิ เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, กูเกิล (Google), ยูทูบ (YouTube), สแนปแชต (Snapchat) และติ๊กต็อก (TikTok) มีพฤติกรรมมอมเมาจนทำให้เด็ก ๆ เกิดอาการเสพติดหรือไม่

และการพิจารณาคดีในส่วนของข้อเรียกร้องจากรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, เคนทักกี และนิวเจอร์ซีย์ ที่มีต่อเมตา มีกำหนดการเริ่มไต่สวนในวันที่ 18 ส.ค.นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

1 ก.ค. 2569 05:40 น.

ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

ทางการออสเตรเลียยื่นฟ้องร้องบริษัท Amazon โดยกล่าวหาว่า ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการจำนวนมากกว่าหนึ่งล้านราย ด้วยการบังคับให้จ่ายเงินเพิ่มเพื่อเลี่ยงโฆษณาที่แต่เดิมไม่เคยมี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 มิ.ย. 2569 ว่า หน่วยงานกำกับดูแลผู้บริโภคของออสเตรเลียได้ยื่นฟ้องบริษัท แอมะซอน (Amazon) โดยอ้างว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ได้ใส่โฆษณาเข้ามาในบริการ “ไพรม์ วิดีโอ” (Prime Video) โดยใช้ข้อสัญญาที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นธรรม

คณะกรรมาธิการการแข่งขันทางการค้าและผู้บริโภคแห่งออสเตรเลีย (ACCC) ระบุว่า แอมะซอนได้ละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจากการทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการรายปีมากกว่าหนึ่งล้านราย ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงเดือนสิงหาคม 2568

“ผู้บริโภคที่ต้องการหลีกเลี่ยงโฆษณาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อคงบริการในรูปแบบเดิมที่พวกเขาได้ลงทะเบียนสมัครไว้ตั้งแต่แรก” จีนา แคสส์-ก็อตต์ลีบ ประธาน ACCC กล่าว

เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ Prime Video เป็นบริการสตรีมมิ่งแบบไม่มีโฆษณาคั่น ซึ่งรวมอยู่ในแพ็กเกจสมาชิก Amazon Prime ซึ่งขายเป็นเวอร์ชั่นอัปเกรดของบริการจัดส่งสินค้า ซึ่งเป็นบริการหลักของบริษัท

บริการ Prime เริ่มเปิดตัวในออสเตรเลียเมื่อปี 2561 แต่แอมะซอนเริ่มเปิดระบบโฆษณาในบริการนี้ทั่วโลกในปี 2567 และแจ้งแก่ผู้สมัครบริการในออสเตรเลียว่า หากต้องการใช้บริการแบบไม่มีโฆษณาต่อไป จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในแต่ละเดือน ส่งผลให้ราคาต่อเดือนพุ่งสูงขึ้นเป็น 12.99 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

ณ จุดนั้น ACCC ระบุว่ามีประชาชนในออสเตรเลียมากกว่า 850,000 คนที่ได้จ่ายเงินล่วงหน้าสำหรับค่าบริการ Prime แบบรายปีไปแล้ว

“ผู้สมัครบริการเหล่านั้นกลับได้รับบริการ Prime Video ที่ถูกลดคุณภาพลงและมีโฆษณาคั่นตลอดช่วงเวลาที่เหลือของอายุสัญญาที่จ่ายเงินล่วงหน้าไป เว้นแต่พวกเขาจะยอมจ่ายเงินเพิ่มสำหรับตัวเลือกแบบไม่มีโฆษณา” ACCC ระบุเพิ่มเติมในเอกสารยื่นฟ้อง

ACCC ระบุว่า แอมะซอนกระทำการดังกล่าวโดยอาศัยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม 5 ข้อในสัญญาที่ทำกับลูกค้ามากกว่าหนึ่งล้านราย ซึ่งลงนามระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 2566 ถึง 18 ส.ค. 2568

“สัญญาเหล่านั้นรวมข้อกำหนด 5 ข้อที่อนุญาตให้ [แอมะซอน ออสเตรเลีย] สามารถเปลี่ยนแปลงบริการของตนฝ่ายเดียวในลักษณะที่ส่งผลเสียอย่างร้ายแรง (ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงบริการ Prime Video) ตลอดจนข้อกำหนดที่ควบคุมบริการเหล่านั้น โดยที่ผู้สมัครบริการไม่มีสิทธิ์ตามสัญญาในการได้รับเงินคืนหรือการชดเชยที่สมน้ำสมเนื้อแต่อย่างใด” ACCC ระบุ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พฤติกรรมการปฏิบัติต่อผู้ใช้บริการของแอมะซอนถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานภาครัฐ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ (FTC) ได้ดำเนินคดีทางกฎหมายกับแอมะซอน จากข้อกล่าวหาว่าบริษัทแอบสมัครบริการ Prime ให้ผู้บริโภคโดยที่พวกเขาไม่ได้ยินยอม และจงใจทำให้ขั้นตอนการยกเลิกสมาชิกมีความยุ่งยากซับซ้อน

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แอมะซอนเพิ่งตกลงที่จะจ่ายค่าปรับให้แก่ FTC เพื่อยุติข้อกล่าวหาว่าบริษัทได้สร้างกระบวนการที่ “ซับซ้อนและทารุณทางจิตใจราวกับหลุดมาจากนิยายของคาฟคา” สำหรับผู้ที่เป็นเหยื่อของการฉ้อโกงช้อปปิ้งออนไลน์

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอังกฤษก็เข้ามาตรวจสอบวิธีการจัดอันดับสินค้าเพื่อลงโฆษณาขายของแอมะซอน รวมถึงปัญหาการแพร่ระบาดของรีวิวสินค้าปลอมบนแพลตฟอร์มเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 1,943 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา พบเด็ก 3 ขวบรอดปาฏิหาริย์

ดับพุ่ง 1,943 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา พบเด็ก 3 ขวบรอดปาฏิหาริย์

1 ก.ค. 2569 05:03 น.

ดับพุ่ง 1,943 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา พบเด็ก 3 ขวบรอดปาฏิหาริย์

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นเป็น 1,943 ศพแล้ว แต่ทีมกู้ภัยยังพบผู้รอดชีวิต โดยสามารถช่วยเหลือเด็กวัย 3 ขวบจากซากปรักหักพังได้สำเร็จแม้จะผ่านไป 6 วันแล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 30 มิ.ย. 2569 ทีมกู้ภัยจากประเทศจอร์แดนเปิดเผยว่า สามารถช่วยเหลือเด็กชายวัย 3 ขวบขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย หลังจากติดอยู่ใต้ซากตึกนานถึง 6 วัน นับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนในประเทศเวเนซุเอลาเมื่อสัปดาห์ก่อน

คลิปวิดีโอเผยให้เห็นนาทีที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยต่างโห่ร้องด้วยความดีใจขณะดึงตัวเด็กชายออกจากซากปรักหักพังในรัฐลาไกวรา โดยนางเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาระบุว่า เด็กคนนี้มีชื่อว่า คลีเบอร์ โมรัน (Klieber Morán) และการช่วยเหลือเขาได้เปรียบเสมือน “ห้วงเวลาแห่งความหวัง”

เหตุปาฏิหาริย์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำเตือนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ว่า ประชาชนหลายแสนคนกำลังตกอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหารและที่อยู่อาศัยอย่างรุนแรง

ในปัจจุบัน จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพุ่งสูงขึ้นเป็น 1,943 ศพแล้ว ในขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บก็เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 10,000 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกหลายหมื่นคน

ด้านความเสียหายทางโครงสร้าง จากการประเมินข้อมูลดาวเทียมเบื้องต้นของนาซา (NASA) คาดว่าแรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงได้สร้างความเสียหายหรือทำลายอาคารบ้านเรือนไปแล้วราว 58,870 หลัง

ส่วนอาการของเด็กชายวัย 3 ขวบ ทีมกู้ภัยของจอร์แดนระบุว่า เด็กชายคลีเบอร์ได้รับการปฐมพยาบาลและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว โดยสัญญาณชีพยังคงปกติ ด้านนายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเวเนซุเอลา กล่าวว่า ขณะนี้เด็กชายกำลังเข้ารับการรักษาตัวในกรุงการากัส เมืองหลวงของประเทศ

ทั้งนี้ รัฐลาไกวราเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด โดยชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากต้องพยายามดำเนินภารกิจกู้ภัยกันเอง

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แถลงผ่านเว็บไซต์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า พื้นที่รัฐลาไกวรากำลังเผชิญกับการขาดแคลนอาหารเป็นวงกว้าง ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานพังทลาย และการสื่อสารส่วนใหญ่ถูกตัดขาด “ความตึงเครียดในชุมชนเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากช่องทางการเข้าถึงความช่วยเหลือยังคงถูกจำกัด”

UNHCR ระบุอีกว่า ในเบื้องต้นจำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อ “ยกระดับการคุ้มครอง จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และสนับสนุนที่พักพิงชั่วคราวให้แก่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว 30,000 คน ตลอดระยะเวลา 6 เดือน”

ตอนนี้ความช่วยเหลือจากนานาชาติเริ่มเดินทางมาถึงเวเนซุเอลาแล้ว โดยโฆษกองค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยว่า สิ่งของบรรเทาทุกข์ทางมนุษยธรรมน้ำหนักรวม 47 ตันได้ส่งถึงประเทศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วยชุดอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินสำหรับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน อุปกรณ์สำหรับการทำคลอดอย่างปลอดภัย การดูแลทารกแรกเกิด และการป้องกันโรคระบาด

ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่าระบบบริการสาธารณสุขกำลังเผชิญกับ “แรงกดดันอย่างหนักหน่วง” เนื่องจากมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน เช่น โรคหัดและโรคคอตีบ เนื่องจากอัตราการได้รับวัคซีนของประชากรในพื้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐบาล UK เผย อาจขวางดีล Paramount ซื้อกิจการ Warner Bros.

รัฐบาล UK เผย อาจขวางดีล Paramount ซื้อกิจการ Warner Bros.

1 ก.ค. 2569 02:29 น.

รัฐบาล UK เผย อาจขวางดีล Paramount ซื้อกิจการ Warner Bros.

รัฐมนตรีสหราชอาณาจักรออกมาเผยว่า อาจเข้าแทรกแซงความพยายามของ พาราเมาต์ ที่จะเข้าซื้อกิจการของ วอร์เนอร์ บราเธอส์ โดยได้ยื่นหนังสือให้ทางบริษัทชี้แจงในเรื่องที่รัฐบาลเป็นกังวลแล้ว

รัฐบาลอังกฤษเปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (30 มิ.ย. 2569) ว่า รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะยื่นคัดค้านการที่บริษัท พาราเมาต์ สกายแดนซ์ (Paramount Skydance) เข้าซื้อกิจการของ วอร์เนอร์ บราเธอส์ ดิสคัฟเวอรี (Warner Bros. Discovery) ซึ่งอาจส่งผลให้การบรรลุข้อตกลงควบรวมกิจการมูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

ลิซา แนนดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของอังกฤษ ระบุในแถลงการณ์ว่า เธอ “มีแนวโน้มที่จะเข้าแทรกแซง” (minded to intervene) ในความพยายามของพาราเมาต์ที่จะเข้าซื้อกิจการของ CNN, HBO, สตูดิโอภาพยนตร์วอร์เนอร์ บราเธอส์ รวมถึงสินทรัพย์อื่น ๆ ของ วอร์เนอร์ บราเธอส์ ดิสคัฟเวอรี เพราะกังวลเรื่องผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความหลากหลายของสื่อ

“หลังจากได้พูดคุยกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและทำการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นอิสระแล้ว ในวันนี้ทางกระทรวงของฉันได้ส่งหนังสือในนามของฉันไปยังเจ้าของปัจจุบันและผู้เสนอซื้อกิจการของ วอร์เนอร์ บราเธอส์ ดิสคัฟเวอรี เพื่อแจ้งให้ทราบว่าฉันมีแนวโน้มที่จะเข้าแทรกแซง” แนนดีระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ ในสหราชอาณาจักร คำว่า “minded to” (มีแนวโน้มที่จะ…) เป็นคำที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลใช้เพื่อประกาศทิศทางการดำเนินการล่วงหน้า ก่อนที่จะเริ่มขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ

แนนดีกล่าวว่าเธอยังไม่ได้ทำการ “ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดในการแทรกแซงในระยะนี้” โดยบริษัทต่าง ๆ มีเวลา 1 สัปดาห์ในการตอบกลับหนังสือของเธอ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดว่าแนนดีมีเจตนาที่จะเข้าแทรกแซง และหากเดินหน้าต่อ การตรวจสอบในครั้งนี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่พาราเมาต์ต้องข้ามไปให้ได้ โดย ออฟคอม (Ofcom) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสื่อของอังกฤษ จะได้รับมอบหมายให้ประเมินข้อตกลงนี้ นอกเหนือไปจากการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการตลาด (CMA) ที่กำลังดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน

แนนดีระบุเพิ่มเติมว่า เธอพิจารณาเรื่องการเข้าแทรกแซงโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก ซึ่งรวมถึง การสร้างหลักประกันว่า “สื่อสิ่งพิมพ์และสำนักข่าวจะมีความหลากหลายของมุมมองที่เพียงพอ” และรับรองว่าจะมี “จำนวนบุคคลที่เพียงพอและเหมาะสมในการเข้ามาควบคุมกิจการสื่อสารมวลชน” เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาด

ด้านโฆษกของพาราเมาต์บอกกับสำนักข่าว CNN ว่า พวกเขามีความมั่นใจว่าข้อเสนอการทำธุรกรรมของบริษัทจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านความหลากหลายของสื่อในสหราชอาณาจักร และยังคงเชื่อมั่นในกรอบเวลาการทำธุรกรรมตามที่ได้ระบุไว้

พาราเมาต์ระบุว่าบริษัทคาดว่าข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ในไตรมาสที่สามของปีนี้ ซึ่งหมายถึงภายในสิ้นเดือนกันยายน โดยการประชุมระดับองค์กรเกี่ยวกับวิธีการผนวกรวมพาราเมาต์และ WBD เข้าด้วยกันนั้นได้ดำเนินมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว

ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลในสหภาพยุโรป (EU) ก็เข้ามาตรวจสอบข้อตกลงนี้เช่นกัน แต่คาดว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะไม่เข้ามาขัดขวาง

นอกจากนี้ พาราเมาต์ได้ผ่านอุปสรรคด้านกฎระเบียบในประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศแล้ว รวมถึงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมลงนามอนุมัติข้อตกลงไปเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาโดยไม่มีการเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนใด ๆ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยออกมากล่าวหาพาราเมาต์ว่า พยายามเข้าหาและเอาใจรัฐบาลของทรัมป์เพื่อหวังได้รับการปฏิบัติที่เป็นประโยชน์จากกระทรวงยุติธรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ช็อกปากีสถาน หลังคาสถาบันกวดวิชาพังถล่ม เด็กดับ 14 ศพ

ช็อกปากีสถาน หลังคาสถาบันกวดวิชาพังถล่ม เด็กดับ 14 ศพ

1 ก.ค. 2569 01:49 น.

ช็อกปากีสถาน หลังคาสถาบันกวดวิชาพังถล่ม เด็กดับ 14 ศพ

เกิดเหตุหลังคาของสถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่งในปากีสถานพังถล่มลงมาทับเด็กๆ ที่อยู่ภายใน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ โดยตำรวจจับกุมตัวผู้ที่อาจต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ได้แล้ว 2 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 30 มิ.ย. 2569 ว่า เกิดเหตุหลังคาของสถาบันกวดวิชาเอกชนแห่งหนึ่ง ในเมืองลาฮอร์ ทางตะวันออกของประเทศปากีสถานพังถล่มลงมา ทับเด็กนักเรียนที่อยู่ภายใน ส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิตแล้ว 14 ศพ

นาย ฟารุก อาเหม็ด โฆษกหน่วยบริการฉุกเฉิน Rescue 1122 ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ทางหน่วยได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 16:45 น. ของเมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกู้ภัยเสร็จสิ้นภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ที่ได้รับการช่วยเหลือออกมามีอายุระหว่าง 7 ถึง 11 ปี

ขณะที่นาย ไฟซาล คัมรัน เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ระบุว่า มีเด็กอีก 8 รายได้รับบาดเจ็บและกำลังเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล พร้อมเสริมว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมเจ้าของสถาบันกวดวิชาดังกล่าวและบุคคลอื่นอีกหนึ่งรายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายคัมรันบอกอีกว่า สถาบันกวดวิชาแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาคารที่ค่อนข้างเก่า และโครงสร้างหลังคาของชั้นสองที่ยังสร้างไม่เสร็จได้พังถล่มลงมา ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากคุณภาพการก่อสร้างที่ต่ำกว่ามาตรฐาน

หลังเกิดเหตุ บรรยากาศภายนอกโรงพยาบาลและในชุมชนแถบชานเมืองลาฮอร์ ซึ่งเป็นจุดที่สถาบันกวดวิชาเอกชนแห่งนี้ตั้งอยู่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ในขณะที่มีการส่งมอบร่างของเด็ก ๆ คืนให้แก่ครอบครัว พ่อแม่ต่างหลั่งน้ำตาให้กับความสูญเสีย ขณะที่แม่และญาติผู้หญิงคนอื่น ๆ ร้องไห้คร่ำครวญและทุบอกตัวเองด้วยความอาลัย

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง โดยคาดว่าจะมีการจัดพิธีสวดภาวนาในพิธีศพในช่วงค่ำวันอังคาร

ต่อมา ความโศกเศร้าได้แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ต่างเรียกร้องให้มีการลงโทษเจ้าของสถาบันกวดวิชาอย่างเด็ดขาด โดยตำหนิว่าเป็นความผิดของเขาที่เปิดการเรียนการสอนในอาคารที่เก่าและไม่ปลอดภัยเช่นนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ให้รัฐต่างๆ ห้ามนักกีฬาข้ามเพศแข่งกีฬาผู้หญิงได้

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ให้รัฐต่างๆ ห้ามนักกีฬาข้ามเพศแข่งกีฬาผู้หญิงได้

30 มิ.ย. 2569 23:52 น.

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ให้รัฐต่างๆ ห้ามนักกีฬาข้ามเพศแข่งกีฬาผู้หญิงได้

ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ตัดสินว่า รัฐต่างๆ สามารถห้ามไม่ให้นักกีฬาข้ามเพศลงแข่งขันในกีฬาของผู้หญิงได้ หลังเกิดการฟ้องร้องในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียและรัฐไอดาโฮ

เมื่อวันอังคารที่ 30 มิ.ย. 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่ารัฐต่าง ๆ สามารถสั่งห้ามไม่ให้นักกีฬาข้ามเพศเข้าร่วมการแข่งขันในทีมกีฬาประเภทเด็กหญิงและสตรีได้ ซึ่งคำตัดสินที่มีผลผูกพันเป็นวงกว้างครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อสิทธิของกลุ่มคนข้ามเพศทั่วสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน

ผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ ลงมติด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 พิพากษายืนตามกฎหมายของรัฐเวสต์เวอร์จิเนียและรัฐไอดาโฮ ที่จำกัดการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาในโรงเรียนของนักกีฬาข้ามเพศ 2 คนคือ เบคกี้ เปปเปอร์-แจ็กสัน นักเรียนมัธยมปลายจากรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย และ ลินด์เซย์ เฮค็อกซ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยในรัฐไอดาโฮ ทำให้คดีดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อคดี West Virginia v. B.P.J. และคดี Little v. Hecox

ผู้พิพากษา เบรตต์ คาวานอฮ์ เป็นผู้เขียนคำแถลงในนามเสียงข้างมาก โดยระบุว่าภายใต้กฎหมายไทเทิลไนน์ (Title IX) ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่กำหนดให้มีความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการกีฬา และบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิที่เท่าเทียมกันของรัฐธรรมนูญ โรงเรียนต่าง ๆ สามารถกำหนดคุณสมบัติการเข้าร่วมทีมกีฬาสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงโดยอิงตามเพศสภาพทางชีววิทยาได้

“เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย Title IX และบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิฯ เราจึงมีคำตัดสินว่า รัฐต่าง ๆ สามารถคงไว้ซึ่งกีฬาสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงไว้ให้กับเพศหญิงทางชีววิทยาได้ พวกเขาสามารถกำหนดคุณสมบัติสำหรับกีฬาผู้หญิงและเด็กหญิงโดยอิงตามเพศสภาพทางชีววิทยา” คาวานอฮ์ระบุในคำแถลง

“รัฐธรรมนูญและกฎหมาย Title IX ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีการรื้อระบบกีฬาสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยมทั้ง 3 ท่านได้แสดงความเห็นแย้งต่อข้อวินิจฉัยของเสียงข้างมากในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิฯ โดยระบุว่าศาลยังไม่ควรตัดสินชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากยังมีประเด็นข้อเท็จจริงบางประการที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

ทว่า ในส่วนของกฎหมาย Title IX นั้น ฝ่ายเสรีนิยมของศาลกลับเห็นพ้องกับฝ่ายอนุรักษนิยม ทั้งนี้ ผู้พิพากษา โซเนีย โซโตมายอร์ ได้อ่านสรุปคำแถลงแย้งของเธอจากบัลลังก์ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงต่อคำวินิจฉัยของเสียงข้างมาก

“ในท้ายที่สุด สำหรับศาลแห่งนี้ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ กลับไม่มีความหมายเลย แม้ว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะร้ายแรงก็ตาม การสั่งห้ามนี้มีผลโดยเด็ดขาด ส่งผลให้ บี.พี.เจ. ไม่สามารถร่วมฝึกซ้อมในทีมเด็กหญิงได้ ต่อให้เธอจะไม่ไปแย่งที่ของใครในการแข่งขันจริงก็ตาม ต่อให้ทุกคนที่มาคัดตัวจะผ่านเข้ารอบทั้งหมดก็ตาม และต่อให้โอกาสในการได้มีส่วนร่วมนี้จะช่วยเยียวยาภาวะทุกข์ใจในเพศสภาพ (gender dysphoria) ของ บี.พี.เจ. ได้อย่างมหาศาลก็ตาม” เธอระบุในคำแถลง

ทั้งนี้ คำตัดสินของศาลสูงสุดจะช่วยคุ้มครองกฎหมายในลักษณะเดียวกันนี้ใน 27 รัฐ ซึ่งถูกตราขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้กรณีข่าวดังที่มีนักกีฬาข้ามเพศเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาประเภทเด็กหญิงและสตรี

เมื่อปี 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ห้ามไม่ให้โครงการทางการศึกษาที่รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง อนุญาตให้ผู้หญิงข้ามเพศลงเล่นในทีมกีฬาของผู้หญิง

นอกจากนี้ สมาคมกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติ (NCAA) และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ก็ได้ปรับปรุงนโยบายคุณสมบัติของผู้เข้าแข่งขันเช่นกัน โดยจำกัดให้การแข่งขันในประเภทหญิงสงวนไว้สำหรับนักกีฬาที่เป็นเพศหญิงโดยกำเนิดเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian , cbsnews