หญิงชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเยอรมนี

หญิงชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเยอรมนี

31 ส.ค. 2569 05:49 น.

หญิงชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเยอรมนี

หญิงสาวชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเมืองโรเซนไฮม์ ทางตอนใต้ของประเทศ โดยคนร้ายถูกจับกุมตัวได้ในทันที ซึ่งตำรวจกำลังสืบสวนหาแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงชาวอังกฤษวัย 31 ปี เสียชีวิตหลังจากถูกแทงที่สถานีรถไฟในเมืองโรเซนไฮม์ รัฐบาวาเรีย ทางตอนใต้ของเยอรมนีเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (30 ส.ค. 2569) โดยเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

แถลงการณ์ของตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมชายชาวเยอรมันวัย 27 ปีในที่เกิดเหตุทันทีหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อเหตุ

ตำรวจได้ขอความร่วมมือจากผู้ที่อาจเห็นเหตุการณ์ “การมีปากเสียงหรือการทำร้ายร่างกาย” ที่สถานีรถไฟในช่วงดึกวันเสาร์หรือเช้ามืดวันอาทิตย์ ให้ติดต่อเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ด้วย

สำนักข่าว DPA ของเยอรมนีรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งมาจากเขตเฟือร์สเทนเฟลด์บรุค (Fürstenfeldbruck) จะถูกนำตัวส่งศาลในช่วงวันอาทิตย์ ขณะที่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทั้งสองคนรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ หรือหญิงคนดังกล่าวมาทำอะไรในรัฐบาวาเรีย

ทั้งนี้ เมืองโรเซนไฮม์เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตอัปเปอร์บาวาเรีย และเป็นศูนย์กลางการเดินทางทางรถไฟที่คึกคักสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ของออสเตรีย รวมถึงเวียนนา ซัลซ์บูร์ก และอินส์บรุค

ในพื้นที่กำลังมีการจัดงาน Rosenheimer Herbstfest ซึ่งเป็นเทศกาลเบียร์ที่มีลักษณะคล้ายกับเทศกาล Oktoberfest ซึ่งเป็นเทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเมืองมิวนิก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ “โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ มุ่งไขปริศนาจักรวาล

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ "โรมัน" ขึ้นสู่อวกาศ มุ่งไขปริศนาจักรวาล

31 ส.ค. 2569 03:18 น.

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ “โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ มุ่งไขปริศนาจักรวาล

นาซาปล่อยจรวดส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “โรมัน” ออกสู่อวกาศแล้ว เพื่อทำภารกิจสำรวจอวกาศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อไขปริศนาของจักรวาล ทั้งเรื่องสสารมืดและพลังงานมืด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา (NASA) ดำเนินการส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman) ขึ้นสู่อวกาศแล้ว ด้วยจรวด “ฟอลคอน เฮฟวี” (Falcon Heavy) ของบริษัท สเปซเอ็กซ์ จากศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ โรมัน เป็นโครงการมูลค่าราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีจุดเริ่มต้นมาจากการดัดแปลงดาวเทียมสอดแนมเดิมของสำนักงานสอดแนมแห่งชาติสหรัฐฯ (NRO) ที่ยกเลิกโครงการไปแล้วนำมามอบให้นาซาในปี 2555

โรมันจะเดินทางไปประจำการ ณ “จุดลากรองจ์ที่ 2” (Lagrange Point 2) ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.6 ล้านกิโลเมตร เพื่อปฏิบัติภารกิจหลักเป็นเวลา 5 ปี (อาจขยายได้อีก 5 ปี) และคาดว่าจะส่งภาพถ่ายความละเอียดสูงแรกกลับมาได้ก่อนช่วงวันหยุดฤดูหนาวปลายปีนี้

หากเปรียบเทียบกล้องโทรทรรศน์ “เจมส์ เวบบ์” (James Webb) เป็นเลนส์ซูมเน้นส่องลึก กล้องโรมันจะเปรียบเหมือน “เลนส์มุมกว้าง” มีความคมชัดใกล้เคียงกับกล้องโทรทรรศน์ “ฮับเบิล” (Hubble) แต่สำรวจอวกาศได้เร็วกว่ามาก สามารถสำรวจกาแล็กซีทางช้างเผือกได้ทั้งหมดในเวลาเพียง 1 เดือน ขณะที่ฮับเบิลต้องใช้เวลานานถึง 1 ศตวรรษ

กล้องโรมันจะสร้างแผนที่ 3 มิติของจักรวาลที่ครอบคลุมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจะสำรวจกาแล็กซีมากกว่า 2,000 ล้านแห่ง เพื่อช่วยนักวิทยาศาสตร์ศึกษาสิ่งที่เป็นปริศนาของจักรวาลเช่น สสารมืด (dark matter) ซึ่งอาจเป็นองค์ประกอบ 27% ของจักรวาล และพลังงานมืด (dark energy) ที่อาจเป็นองค์ประกอบ 68% ของจักรวาล

กล้องโรมันยังมีภารกิจสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าจะมีการค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่หลายพันดวง

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยพยายามยกเลิกหรือลดงบประมาณของโครงการโรมันมาแล้ว ทั้งตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกและสมัยที่ 2 ในปัจจุบัน แต่สภาคองเกรสยังคงรักษางบประมาณของโครงการเอาไว้ได้ และทำให้การปล่อยจรวดส่งกล้องโทรทรรศน์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดถึง 9 เดือน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แคนาดาติดป้ายชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ตอบโต้ทรัมป์สั่งเปลี่ยนชื่อ

แคนาดาติดป้ายชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ตอบโต้ทรัมป์สั่งเปลี่ยนชื่อ

31 ส.ค. 2569 01:56 น.

แคนาดาติดป้ายชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ตอบโต้ทรัมป์สั่งเปลี่ยนชื่อ

ทางการแคนาดาติดตั้งป้ายชื่อทะเลสาบออนแทริโอ เพื่อตอบโต้ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ พยายามจะเปลี่ยนชื่อทะเลสาบดังกล่าวเป็น ทะเลสาบอเมริกา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. 2569 นายดัก ฟอร์ด นายกรัฐมนตรีรัฐออนแทริโอ สั่งดำเนินการติดตั้งป้ายขนาดใหญ่บนชายฝั่งของแคนาดา พร้อมข้อความว่า “ทะเลสาบออนแทริโอ บัดนี้และตลอดไป” เพื่อตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามเปลี่ยนชื่อทะเลสาบแห่งนี้

ผู้นำสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) เพื่อพยายามเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทริโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” (Lake America) และได้แชร์วิดีโอที่สร้างด้วย AI หลายตัวเกี่ยวกับทะเลสาบที่ครอบคลุมพื้นที่ของทั้งสองประเทศแห่งนี้

“นานมากแล้วก่อนจะมีประธานาธิบดีทรัมป์ ทะเลสาบแห่งนี้ก็ชื่อทะเลสาบออนแทริโอ และอีกนานหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์พ้นจากตำแหน่งไป ทะเลสาบแห่งนี้ก็ยังคงชื่อทะเลสาบออนแทริโอ” ฟอร์ดกล่าว

สงครามน้ำลายระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับแคนาดาปะทุขึ้นหลังจากการเจรจาการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายประสบความล้มเหลว ส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มการเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากแคนาดาหลายรายการในอัตราสูงถึง 50% โดยครอบคลุมสินค้ามูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่แคนาดาจะเริ่มใช้นโยบายภาษีตอบโต้แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” ในเดือนหน้า

ทั้งนี้ แม้ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีอำนาจอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับวิธีการที่สหรัฐฯ จะเรียกชื่อสถานที่สำคัญต่างๆ แต่ประเทศอื่นไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม

เมื่อวันเสาร์ กูเกิล (Google) ระบุว่าได้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบดังกล่าวบนแผนที่สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ แล้ว

“เนื่องจากเราอัปเดต Google Maps ให้สะท้อนการเปลี่ยนชื่อในแหล่งข้อมูลอย่างเป็นทางการของรัฐบาล ซึ่งก็คือ GNIS [ระบบสารสนเทศชื่อภูมิศาสตร์] ของสหรัฐฯ ผู้ใช้ Maps ในสหรัฐฯ จะเห็นชื่อ “Lake America” ส่วนผู้ใช้ในแคนาดาจะยังคงเห็นชื่อ “Lake Ontario” และผู้ใช้ภายนอกสหรัฐฯ และแคนาดาจะเห็นทั้งสองชื่อ” กูเกิลระบุ

หลังจากนั้น ทั้งฝ่ายทรัมป์กับแคนาดาต่างตอบโต้กันผ่านโซเชียลมีเดีย โดยทรัมป์พสต์วิดีโอที่สร้างจาก AI หลายตัว โดยคลิปหนึ่งแสดงภาพเขากำลังเตะป้ายทะเลสาบออนแทริโอจนล้มลง แล้วแทนที่ด้วยป้ายที่เขียนว่า: “ยินดีต้อนรับสู่ทะเลสาบอเมริกา”

อีกวิดีโอหนึ่งเป็นภาพฝูงห่านแคนาดาที่แต่งทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และถือปืนไรเฟิลขณะเดินตรวจลาดตระเวนตามชายฝั่งของทะเลสาบอเมริกาที่เพิ่งถูกตั้งชื่อใหม่

ฟอร์ดกล่าวว่า การที่ทรัมป์เปลี่ยนชื่อทะเลสาบเป็นเพราะเขาไม่ชอบที่ออนแทริโอและแคนาดาลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง “เผื่อประธานาธิบดีทรัมป์หรือใครก็ตามจะลืม เราจึงติดตั้งป้ายนี้เพื่อเตือนความจำพวกเขาว่า ที่นี่คือทะเลสาบออนแทริโอ ทั้งในตอนนี้และตลอดไป”

คำพูดดังกล่าวสอดคล้องกับคำตอบก่อนหน้านี้ของมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ต่อประเด็นความขัดแย้งนี้ โดยยืนยันว่า “สิ่งต่างๆ ต้องถูกเรียกด้วยชื่อของมัน และทะเลสาบแห่งนี้ชื่อทะเลสาบออนแทริโอ ทั้งในวันนี้และตลอดไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 7 ศพ เรือข้ามฟากล่มนอกฝั่งไซปรัสเหนือ สูญหายอีกจำนวนมาก

ดับแล้ว 7 ศพ เรือข้ามฟากล่มนอกฝั่งไซปรัสเหนือ สูญหายอีกจำนวนมาก

31 ส.ค. 2569 00:22 น.

ดับแล้ว 7 ศพ เรือข้ามฟากล่มนอกฝั่งไซปรัสเหนือ สูญหายอีกจำนวนมาก

เรือข้ามฟากที่บรรทุกผู้โดยสารมากว่า 270 คน ล่มนอกชายฝั่งไซปรัสเหนือ เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ เจ้าหน้าที่ช่วยผู้ประสบภัยได้หลายร้อยราย แต่ยังเหลือผู้สูญหายอีก 23 คน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. 2569 เกิดเหตุเรือข้ามฟากที่บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือราว 270 คน ล่มนอกชายฝั่งไซปรัสเหนือ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 ศพ และสูญหายอีก 23 ราย ขณะที่ผู้ประสบภัยหลายคนต้องนั่งหรือเกาะอยู่กับตัวเรือที่พลิกคว่ำเพื่อรอความช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เรือข้ามฟากของเอกชนลำนี้ เดินทางออกจากท่าเรือคีเรเนีย (Kyrenia) เมื่อเวลา 12.30 น. และเริ่มมีน้ำไหลทะลักเข้าสู่ตัวเรือโดยยังไม่ทราบสาเหตุ ในขณะที่เรือกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือตาซูจู (Tasucu) ในจังหวัดแมร์ซิน (Mersin) ของตุรกี ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณนอกชายฝั่งคีเรเนีย ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของทั้งชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว โดยเรือเฟอร์รีที่เกิดเหตุเป็นเรือสองตอน (Catamaran) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการเรือรับส่งประจำวันที่เชื่อมต่อระหว่างไซปรัสเหนือกับประเทศตุรกี

ทั้งนี้ ไซปรัสเหนือ หรือ ชื่อเต็มคือ สาธารณรัฐตุรกีแห่งไซปรัสเหนือ (TRNC) เป็นดินแดนประกาศเอกราชจากไซปรัสเมื่อปี 2526 โดยได้รับการยอมรับจากตุรกีเพียงประเทศเดียวเท่านั้น และปัจจุบันอยู่ในการควบคุมของตุรกี ส่วนประชาคมระหว่างประเทศถือว่าดินแดนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐไซปรัส

นายตูฟัน เอร์ฮูร์มัน (Tufan Erhurman) ประธานาธิบดีไซปรัสเหนือ กล่าวว่า มีผู้ได้รับช่วยเหลือขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย 237 คน ขณะที่พบผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย และยังคงอยู่ระหว่างการค้นหาอีก 23 คน

เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่เรืออับปาง เอร์ฮูร์มันได้เอ่ยถึงพายุหมุนที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ยืนยันว่าสภาพอากาศในตอนเกิดเหตุนั้นถือว่าเหมาะสมต่อการเดินทาง

“ผู้คนในพื้นที่ต่างตกใจกับเหตุการณ์นี้อย่างมาก นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราเคยพบเจอมาก่อน… พวกเรารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนกำลังทำทุกทางเท่าที่ทำได้และทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่” เขากล่าวขณะให้สัมภาษณ์จากศูนย์บริหารวิกฤตที่จัดตั้งขึ้นในพื้นที่

ด้านอูนัล อุสเตล (Unal Ustel) นายกรัฐมนตรีไซปรัสเหนือ กล่าวว่าปฏิบัติการกู้ภัยครั้งใหญ่กำลังดำเนินอยู่ “สิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือชีวิตของมนุษย์ ทุกหน่วยงานของรัฐ กองกำลังความมั่นคง ทีมการแพทย์ และทีมค้นหาและกู้ภัยต่างลงพื้นที่และปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไอซ์แลนด์ลงประชามติ ค้านรื้อฟื้นเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

ไอซ์แลนด์ลงประชามติ ค้านรื้อฟื้นเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

30 ส.ค. 2569 22:50 น.

ไอซ์แลนด์ลงประชามติ ค้านรื้อฟื้นเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

ชาวไอซ์แลนด์ลงประชามติคัดค้านการกลับมาเปิดเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอีกครั้ง หลังจากที่การเจรจาหยุดชะงักไปเมื่อ 13 ปีก่อน จากความกังวลเรื่องสิทธิ์การทำประมง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ชาวไอซ์แลนด์ออกไปลงคะแนนเสียงประชามติ เพื่อตัดสินว่า จะยอมรับหรือปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาล เรื่องการกลับมาเปิดเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) อีกครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่คัดค้านแนวคิดดังกล่าว

สถานีโทรทัศน์สาธารณะ RUV รายงานว่า จากจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงกว่า 225,000 คน มี 52.8% ที่ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาล ขณะที่ 47.2% ให้การสนับสนุน โดยมีผลต่างคะแนนห่างกันประมาณ 12,600 เสียง

รัฐบาลฝ่ายซ้ายกลางของนายกรัฐมนตรี คริสตรูน ฟรอสตัดโดตตีร์ (Kristrún Frostadóttir) เคยสัญญาว่าจะจัดให้มีการลงคะแนนเสียงประชามติภายในปี 2570 แต่กำหนดการถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่มีต่อกรีนแลนด์

อย่างไรก็ตาม การถกเถียงในประเทศเกาะที่มีประชากรเกือบ 400,000 คนแห่งนี้ กลับมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมประมงมากกว่าความกังวลด้านความมั่นคง

ด้วยจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนประมาณ 270,000 คน RUV รายงานว่าผู้ออกมาใช้สิทธิซึ่งสูงถึง 82.5% ถือเป็นสถิติสูงที่สุดในการเลือกตั้งของไอซ์แลนด์นับตั้งแต่ปี 2552

แม้ปัจจุบันไอซ์แลนด์จะเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเดี่ยว EU และเขตเสรีเชงเกนอยู่แล้ว แต่การเป็นสมาชิก EU เต็มตัวจะทำให้ไอซ์แลนด์ต้องเข้าร่วมสหภาพศุลกากร และระบบเงินยูโรในที่สุด

ไอซ์แลนด์เริ่มยื่นเรื่องสมัครเข้าร่วม EU ในปี 2552 สืบเนื่องจากวิกฤตการเงินปี 2551 และการล่มสลายของระบบธนาคารในไอซ์แลนด์ โดยกระบวนการสมัครคืบหน้าไปมากแล้ว จนกระทั่งรัฐบาลที่มีแนวคิดต่อต้าน EU ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2556 และสั่งระงับการเจรจาลง

สิทธิการทำประมงถือเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการเข้าร่วม EU ของไอซ์แลนด์ในตอนนั้น และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้เนื่องจาก ไอซ์แลนด์เคยประสบความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อปกป้องน่านน้ำจับปลาจากชาวประมงต่างชาติในช่วง “สงครามปลาค็อด” (Cod Wars) กับสหราชอาณาจักรในยุค 70 และอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของประเทศยังคงคิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

ผู้ลงคะแนนไม่เห็นชอบจำนวนมากเกรงว่าการเป็นสมาชิก EU จะหมายถึงการต้องสูญเสียอำนาจควบคุมพื้นที่จับปลาอันมั่งคั่งเหล่านี้ตามนโยบายของสหภาพยุโรป ซึ่งมีการกำหนดโควตาปริมาณการจับปลาของประเทศสมาชิก

ขณะเดียวกัน แม้ว่าความกังวลทางเศรษฐกิจจะเป็นประเด็นหลักในแคมเปญรณรงค์ประชามติครั้งนี้ แต่ประเด็นด้านความมั่นคงก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน

ไอซ์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งองค์การนาโต (NATO) แต่กลับไม่มีกองทัพเป็นของตนเอง และต้องพึ่งพาพันธมิตรในการป้องกันประเทศ การเป็นส่วนหนึ่งของ EU จะช่วยให้ไอซ์แลนด์สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศร่วมกันของสหภาพยุโรปได้อย่างเต็มรูปแบบ

ไอซ์แลนด์ให้การสนับสนุนยูเครนมาโดยตลอดนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกเต็มรูปแบบ และเจ้าหน้าที่ก็แสดงความกังวลต่อการซ้อมรบทางเรือของรัสเซียที่เพิ่มขึ้นใกล้กับตัวเกาะ

ทว่าในช่วงหลังมีเรื่องที่สร้างความกังวลมากกว่าคือ การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการผนวกกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกาะในแถบอาร์กติก เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

คาทริน กุนนาร์สโดตตีร์ (Katrín Gunnarsdóttir) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไอซ์แลนด์ กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เธอจะแสวงหาแนวทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศกับประเทศอื่นๆ หลังผลการทำประชาพิจารณ์ออกมาเช่นนี้

ขณะที่นางคริสตรูนกล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ว่า ประเด็นเรื่องการเป็นสมาชิก EU จะไม่ถูกนำกลับมาพิจารณาอีกในขณะที่รัฐบาลของเธอยังบริหารประเทศอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กระตุ้นผู้นำชาติอ่าวอาหรับร่วมมือต่อสู้ “ศัตรูที่แท้จริง”

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กระตุ้นผู้นำชาติอ่าวอาหรับร่วมมือต่อสู้ “ศัตรูที่แท้จริง”

30 ส.ค. 2569 21:51 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กระตุ้นผู้นำชาติอ่าวอาหรับร่วมมือต่อสู้ “ศัตรูที่แท้จริง”

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาเรียกร้องให้ชาติมุสลิม โดยเฉพาะประเทศแถบอ่าวอาหรับ สามัคคีกันเพื่อต่อสู้กับผู้ที่เขาเรียกว่าเป็น “ศัตรูที่แท้จริง” พร้อมย้ำว่าใครที่สร้างความแตกแยกจะถือเป็นศัตรู

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 ส.ค. 2569 ว่า โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งสารเรียกร้องให้ประเทศมุสลิม โดยเฉพาะประเทศในแถบอ่าวอาหรับ รวมตัวกันต่อสู้กับสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “ศัตรูที่แท้จริง” พร้อมกล่าวว่าความแตกแยกในหมู่ชาวมุสลิมมีแต่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายตรงข้าม

ข้อความดังกล่าวได้รับการเผยแพร่บนบัญชีเทเลแกรมของคาเมเนอี เนื่องในโอกาสสัปดาห์เอกภาพแห่งอิสลาม (Islamic Unity Week) ซึ่งเป็นวาระเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของศาสดามูฮัมหมัด

สารฉบับนี้เรียกร้องให้เกิดความสามัคคีในหมู่ชาวมุสลิม ความร่วมมือในด้านต่างๆ รวมถึงการป้องกันประเทศร่วมกัน โดยระบุว่าใครก็ตามที่สร้างความแตกแยกในหมู่ชาวมุสลิม ไม่ว่าจะ “โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ” ถือเป็นการช่วยเหลือศัตรูของศาสนาอิสลาม

นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามย้อนกลับว่า ชาวปาเลสไตน์จะถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพ “ไร้ที่พึ่ง” เช่นนี้หรือไม่ หากชาวมุสลิมมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

คาเมเนอีไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลย นับตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อ 6 เดือนก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามอิหร่าน และเป็นเหตุให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขาและผู้นำสูงสุดคนก่อน เสียชีวิต

การเรียกร้องความสามัคคีในครั้งนี้ สอดคล้องกับแถลงการณ์ที่เขาแจ้งต่อชาวอิหร่านเมื่อวันศุกร์ โดยระบุว่าเขาได้สั่งห้ามการกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความสมานฉันท์ในสังคม พร้อมกระตุ้นให้ทางการหลีกเลี่ยง “คำพูดที่บั่นทอนกำลังใจ” ซึ่งจะทำให้ขวัญกำลังใจของชาติและประชาชนอ่อนแอลง

คาเมเนอีได้ตั้งคำถามถึงบรรดาผู้ปกครองรัฐอ่าวอาหรับโดยเฉพาะว่า “พวกคนพาลไร้หัวนอนปลายเท้า” จะกล้ามาปองร้ายที่ดินและทรัพย์สินของพวกท่านหรือไม่ หากประชาชนและรัฐบาลในแถบอ่าวอาหรับ “ร่วมมือกันภายใต้ผืนธงแห่งอิสลาม”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522 ประเทศอ่าวอาหรับซึ่งปกครองด้วยระบอบกษัตริย์มองว่า อุดมการณ์ปฏิวัติของอิหร่าน รวมถึงวาทกรรมต่อต้านระบอบกษัตริย์และอิทธิพลในภูมิภาค เป็นภัยคุกคามต่อระบบการเมืองของพวกเขา

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในปัจจุบัน เตหะรานได้เปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างเตหะรานและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

“คำแนะนำที่ผมเน้นย้ำและกล่าวซ้ำอยู่เสมอต่อผู้ปกครองประเทศมุสลิม โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันตกและอ่าวอาหรับ คือจงระบุตัวศัตรูที่แท้จริงของพวกท่าน ทำความเข้าใจแผนการของมัน และเผชิญหน้ากับมัน” คาเมเนอีกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เหตุยิงสนั่นงานปาร์ตี้ดนตรีเรฟในสวิตเซอร์แลนด์ พบเหยื่อหลายราย

เหตุยิงสนั่นงานปาร์ตี้ดนตรีเรฟในสวิตเซอร์แลนด์ พบเหยื่อหลายราย

30 ส.ค. 2569 13:40 น.

เหตุยิงสนั่นงานปาร์ตี้ดนตรีเรฟในสวิตเซอร์แลนด์ พบเหยื่อหลายราย

เกิดเหตุยิงในงานดนตรีเรฟที่จัดขึ้นในสนามแข่งม้าในเมืองอาเรา ทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงเช้ามืดวันนี้ ตำรวจระบุมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานเบื้องต้นว่าอาจมีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีก 5 คน แต่ตำรวจยังไม่ยืนยันตัวเลขดังกล่าว พร้อมระดมกำลังปิดล้อมพื้นที่และเร่งติดตามผู้ก่อเหตุ

เกิดเหตุยิงปืนหลายนัดระหว่างงานดนตรีเรฟที่จัดขึ้นบริเวณสนามแข่งม้าในย่านชาเคน เมืองอาเรา รัฐอาร์เกา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) โดยตำรวจรัฐอาร์เการะบุว่าได้รับแจ้งเหตุหลังเวลา 02.30 น. และยืนยันว่ามีการยิงปืนหลายนัด ท่ามกลางกลุ่มผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ตำรวจระบุว่า ขณะนี้มี “ผู้เสียหายหลายราย” แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่ามีผู้เสียชีวิตหรือไม่ ขณะที่มีรายงานเบื้องต้นจากสื่อท้องถิ่นว่า มีผู้เสียชีวิต 1 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 5 คน โดยบางรายอาการสาหัส อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากตำรวจ

เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเข้าปฏิบัติการในพื้นที่จำนวนมาก ทั้งรถตำรวจ รถพยาบาล และเจ้าหน้าที่ดับเพลิง พร้อมปิดกั้นพื้นที่โดยรอบสนามแข่งม้า และตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะที่เข้าใกล้พื้นที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ยังมีเฮลิคอปเตอร์ซูเปอร์พูมาของกองทัพสวิตเซอร์แลนด์เข้าร่วมภารกิจ รวมถึงหน่วยรับมือภัยพิบัติของรัฐอาร์เกา

วาเนสซา รัมโพลด์ โฆษกตำรวจรัฐอาร์เกา ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นที่บริเวณสนามแข่งม้า แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น โดยตำรวจยืนยันเพียงว่า มีการยิงปืนหลายนัดจากกลุ่มคนจำนวนมาก

ด้านปาสคาล เวนเซล โฆษกตำรวจรัฐอาร์เกา เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังถือเป็น “สถานการณ์พิเศษ” และการติดตามตัวผู้ก่อเหตุยังดำเนินอยู่ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมแล้วหรือไม่

ตำรวจขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ชาเคน และเตือนประชาชนไม่ให้เข้าใกล้บริเวณเกิดเหตุ เนื่องจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ยังดำเนินต่อเนื่อง นอกจากนี้ สระว่ายน้ำอาเรายังปิดให้บริการในวันอาทิตย์จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งเล่าว่า เพื่อนของเธออยู่ในงานและต้องหลบอยู่ใต้เวทีดีเจ ขณะที่ผู้ร่วมงานอีกคนระบุว่า ตอนแรกคิดว่าเสียงดังกล่าวเป็นเสียงพลุ ก่อนจะทราบว่าเป็นเสียงปืน

สื่อสวิตเซอร์แลนด์รายงานว่า เหตุยิงเกิดขึ้นหลังเวลา 02.30 น. โดยคลิปวิดีโอที่ได้รับการเผยแพร่มีเสียงคล้ายการยิงปืนหลายนัด เจ้าหน้าที่จึงขอให้ผู้ที่มีภาพถ่ายหรือวิดีโอจากเหตุการณ์ส่งข้อมูลให้ตำรวจ เพื่อใช้ประกอบการสอบสวน

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างงาน Aarau Rave Vol. 7 ซึ่งเป็นงานดนตรีแนวเทคโนที่จัดขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายวันเสาร์ต่อเนื่องถึงเช้าวันอาทิตย์ และมีผู้เข้าร่วมประมาณ 3,500 คน ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน เมืองอาเรายังมีงานดนตรี “Musig i de Altstadt Aarau” จัดขึ้นในพื้นที่เมืองเก่า

ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยแรงจูงใจของเหตุยิง จำนวนผู้ก่อเหตุ หรือยืนยันว่าผู้ก่อเหตุยังอยู่ในพื้นที่หรือหลบหนีไปแล้ว โดยขณะนี้การค้นหาและตรวจสอบพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไป

เมืองอาเราตั้งอยู่ในรัฐอาร์เกา ทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ห่างจากนครซูริกราว 40 กิโลเมตร.

ที่มา Blick / swissinfo.ch

ยอดเสียชีวิตน้ำท่วมเนปาล-ทิเบตพุ่ง 750 ศพ สูญหายกว่า 3,000 คน

ยอดเสียชีวิตน้ำท่วมเนปาล-ทิเบตพุ่ง 750 ศพ สูญหายกว่า 3,000 คน

30 ส.ค. 2569 13:08 น.

ยอดเสียชีวิตน้ำท่วมเนปาล-ทิเบตพุ่ง 750 ศพ สูญหายกว่า 3,000 คน

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตยังวิกฤต ยอดผู้เสียชีวิตรวมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 750 คน ขณะที่ผู้สูญหายมีมากกว่า 3,000 คน ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติที่ยังตามหาไม่พบอีกหลายร้อยชีวิต ล่าสุดเกิดแผ่นดินถล่มซ้ำก่อตัวเป็นทะเลสาบแห่งใหม่ จนต้องอพยพทีมกู้ภัยออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่นานาชาติเร่งส่งความช่วยเหลือ มุ่งค้นหาคนงานที่ติดอยู่ภายในอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ

ความคืบหน้าเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและโคลนทะลักเข้าถล่มพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วรวมกันพุ่งสูงเกิน 750 ราย โดยทางการเนปาลรายงานพบผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 734 ราย ขณะที่สื่อทางการจีนยืนยันผู้เสียชีวิตในทิเบตอีก 16 ราย

นอกจากนี้ ยอดผู้สูญหายรวมในทั้งสองประเทศได้พุ่งทะลุ 3,000 คน โดยเนปาลแจ้งระบุตัวตนไม่ได้และขาดการติดต่อนานกว่า 2,498 คน ส่วนเจ้าหน้าที่จากเขตปกครองตนเองทิเบตของจีนกล่าวในการแถลงข่าวว่า ชาวต่างชาติที่สูญหายมากที่สุดคือชาวเนปาลจำนวน 104 คน ขณะที่ชาวอินเดีย 49 คน ชาวลัตเวีย 33 คน ชาวอเมริกัน 18 คน และชาวอังกฤษ 15 คน ยังคงสูญหายเช่นกัน เนื่องจากด่านจี๋หลง บริเวณชายแดนเป็นเส้นทางผ่านสำคัญของนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากกรุงกาฐมาณฑุไปยังเขาไกรลาส สถานที่แสวงบุญศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต

สถานการณ์การกู้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่งจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องและสภาพภูมิประเทศที่เป็นโคลนหนาแน่น สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีนรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดรนสำรวจพบเหตุแผ่นดินถล่มระลอกใหม่ตรงบริเวณจุดต่ำกว่าแนวกั้นน้ำเดิม 2.8 กิโลเมตร ส่งผลให้เศษดินและหินปิดกั้นลำน้ำจนเกิดเป็น “ทะเลสาบกั้นน้ำแห่งใหม่” ขึ้นมา ซึ่งเสี่ยงต่อการแตกและทะลักซ้ำ เจ้าหน้าที่จึงต้องสั่งอพยพทีมกู้ภัยใกล้ด่านจี๋หลงไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที

ขณะเดียวกัน ทางการเนปาลได้ประกาศเตือนประชาชนริมแม่น้ำโภเต โกศี ให้เฝ้าระวังขั้นสูงสุด หลังพบสัญญาณระดับน้ำพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

หนึ่งในจุดที่วิกฤตที่สุดคือการกู้ภัยคนงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำมากกว่า 100 ชีวิตที่ยังคงติดค้างอยู่ภายในอุโมงค์ใต้ดินท่ามกลางดินโคลนที่อุดปิดทางเข้า กองทัพเนปาลได้พยายามสอดท่อเข้าไปในอุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าตรีศูลี 3เอ เพื่ออัดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปประทังชีวิตให้แก่ผู้รอดชีวิตด้านใน แต่ระดับน้ำในแม่น้ำที่สูงขึ้นทำให้การทำงานต้องหยุดชะงักเป็นระยะ

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้มีคนงานจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูญหายรวมกันมากถึง 933 คน ทำให้รัฐบาลอินเดียและจีนตัดสินใจส่งทีมเชี่ยวชาญด้านการขุดเจาะอุโมงค์และการกู้ภัยเฉพาะทางเข้าร่วมปฏิบัติการกู้ชีวิตแข่งกับเวลา

ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) ร่วมกับสำนักข่าวซินหัว ระบุตรงกันว่าชนวนเหตุภัยพิบัติครั้งมโหฬารนี้ เกิดจาก “การพังทลายของธารน้ำแข็ง”  บริเวณลาดเขาทางตอนใต้ของยอดเขาลิรุง ในเนปาล ส่งผลให้ก้อนน้ำแข็งและหินมหาศาลถล่มลงมารวมกับมวลน้ำ ก่อตัวเป็นโคลนและเศษซากพัดถล่มลงมาตามลำน้ำเป็นระยะทางยาวกว่า 20 กิโลเมตร ซึ่งนายไซมอน สตีล หัวหน้าฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ระบุว่านี่คือสัญญาณเตือนอันตรายจากภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนเทือกเขาอย่างรุนแรง

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศเนปาลประเมินว่า ความเสียหายเฉพาะมูลค่าการบูรณะฟื้นฟูอาจพุ่งสูงถึง “หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ” พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติทั้งชุดตรวจดีเอ็นเอ, เครื่องแช่เย็นศพ และโดรนยกของหนัก ขณะนี้ชาติต่างๆ ได้เร่งส่งความช่วยเหลือแล้ว โดยสหรัฐฯ และแคนาดามอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแห่งละ 3.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สหราชอาณาจักรสนับสนุน 6.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสหภาพยุโรปให้เงินช่วยเหลือ 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สหประชาชาติปล่อยงบฉุกเฉิน 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งเยียวยาประชาชนเนปาลกว่า 93,000 คนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก.

ที่มา BBC / AFP / Reuters

เกาหลีเหนือปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปรับโครงสร้างผู้นำทหารครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปรับโครงสร้างผู้นำทหารครั้งใหญ่

30 ส.ค. 2569 12:20 น.

เกาหลีเหนือปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปรับโครงสร้างผู้นำทหารครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือปรับโครงสร้างผู้นำกองทัพครั้งสำคัญ โดยปลด “โน กวังชอล” จากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม และแต่งตั้ง คิม ซองกี ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ขณะที่นายทหารระดับสูง พัค จอง-ชอน หวนกลับมารับตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง ท่ามกลางการเร่งพัฒนาศักยภาพทางทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของเกาหลีเหนือ

สำนักข่าวศูนย์กลางเกาหลี (KCNA) สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำระดับสูงในกองทัพอย่างเป็นทางการ ตามมติจากการประชุมคณะกรรมการการทหารส่วนกลางของพรรคแรงงานเกาหลี (WPK) ซึ่งมี นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด เป็นประธานการประชุม

รายงานระบุว่า นายโน กวังชอล ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และถูกลดบทบาทลงไปดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายแรกของกรมอุตสาหกรรมกระสุนและยุทธภัณฑ์ โดยทางการเกาหลีเหนือได้แต่งตั้ง นายคิม ซองกี อดีตผู้อำนวยการสำนักการเมืองทั่วไปของกองทัพประชาชนเกาหลี ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่แทน

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้ง นายพัค จองชอน เจ้าหน้าที่ทหารระดับอาวุโส เข้าดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง และกลับเข้าสู่ทำเนียบสมาชิกโพลิตบูโรของพรรคแรงงานอีกครั้ง หลังจากที่เคยหลุดจากตำแหน่งเนื่องจากคาดการณ์ว่ามีปัญหาด้านสุขภาพและอายุ โดยการปรับโครงสร้างครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการกองทัพเกาหลีเหนือ

สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือยังได้เผยแพร่ภาพ นายคิม จองอึน เข้าร่วมพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์และรางวัลเกียรติยศระดับชาติให้แก่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยการป้องกันประเทศ เพื่อยกย่องความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบอาวุธต่อสู้รุ่นใหม่

นายคิม จองอึน ได้กล่าวยกย่องทีมนักวิจัยว่าเป็น “วีรบุรุษและผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ซึ่งผลงานนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการทหารครั้งล่าสุดนี้ ถือเป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ แม้สื่อเกาหลีเหนือจะไม่ได้ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าเป็นอาวุธประเภทใดก็ตาม แต่ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากเกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่ระยะไกลรุ่นใหม่ไปเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

การปรับทัพและประกาศความสำเร็จทางทหารของเกาหลีเหนือ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลียังคงพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ได้ออกมายืนยันแผนการเตรียมจัดพิธีซ้อมรบทางทะเลร่วมกันสามฝ่ายภายใต้ชื่อ “Freedom Edge” ในระหว่างวันที่ 7–11 กันยายน ในบริเวณน่านน้ำสากลทางตะวันออกและตอนใต้ของเกาะเชจู

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะเคยสั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้เพื่อเปิดทางในการเจรจา และกล่าวชื่นชมผู้นำเกาหลีเหนือ แต่ทางการเกาหลีเหนือยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการประณามการอนุมัติขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้แก่เกาหลีใต้ รวมถึงการทดสอบยิงขีปนาวุธตอบโต้เป็นระยะ เพื่อแสดงจุดยืนปฏิเสธการแทรกแซงจากชาติตะวันตก.

ที่มา Yonhap / AFP

ศาลเอกวาดอร์สั่งจำคุก 5 ปี อดีต ปธน. “เลนิน โมเรโน” คดีรับสินบนบริษัทจีนสร้างเขื่อนยักษ์

ศาลเอกวาดอร์สั่งจำคุก 5 ปี อดีต ปธน. "เลนิน โมเรโน" คดีรับสินบนบริษัทจีนสร้างเขื่อนยักษ์

30 ส.ค. 2569 12:05 น.

ศาลเอกวาดอร์สั่งจำคุก 5 ปี อดีต ปธน. “เลนิน โมเรโน” คดีรับสินบนบริษัทจีนสร้างเขื่อนยักษ์

ศาลเอกวาดอร์พิพากษาจำคุก “เลนิน โมเรโน” อดีตประธานาธิบดีเอกวาดอร์ เป็นเวลา 5 ปี ในความผิดฐานรับสินบนจากบริษัทรัฐวิสาหกิจจีนเพื่อแลกกับสัมปทานสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ พร้อมลงโทษจำคุกภรรยาและครอบครัว เจ้าตัวยังยืนกรานบริสุทธิ์ ชี้เป็นเกมการเมืองแก้แค้น พร้อมยื่นอุทธรณ์สู้คดี

ศาลในกรุงกีโต ประเทศเอกวาดอร์ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก นายเลนิน โมเรโน  อดีตประธานาธิบดีเอกวาดอร์ วัย 73 ปี เป็นเวลา 5 ปี หลังพบว่ามีความผิดจริงในข้อหารับสินบนจากบริษัท ชิโนไฮโดร (Sinohydro) บริษัทรัฐวิสาหกิจของจีน ในโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ “โคลคา โคโด ซินแคลร์” (Coca Codo Sinclair) ซึ่งเป็นโครงการเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ

เนื่องจากนายโมเรโนมีอายุ 73 ปี และเป็นผู้พิการทุพพลภาพ ศาลจึงอนุญาตให้เขารับโทษด้วยการกักขั่งบริเวณภายในบ้านพัก นอกจากนี้ ศาลยังสั่งลงโทษจำคุกจำเลยร่วมอีก 19 ราย ซึ่งรวมถึงภรรยา ลูกสาว และพี่ชายของนายโมเรโน ที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาเกือบ 3 ปีในข้อหาสมรู้ร่วมคิด ตลอดจนอดีตผู้บริหารโครงการ และอดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำเอกวาดอร์

อัยการแฉเงินทอดสะพานกว่า 76 ล้านดอลลาร์อัยการสูงสุดของเอกวาดอร์เปิดเผยว่า บริษัท ไซโนไฮโดร ได้จ่ายเงินสินบนรวมกันสูงถึง 76.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,600 ล้านบาท) ผ่านบริษัทนอมินีหลายแห่งให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 4 ของมูลค่าโครงการทั้งหมด แม้ตัวนายโมเรโนจะได้รับเงินโดยตรงจำนวนไม่มาก แต่นักวิเคราะห์และอัยการพบว่าญาติพี่น้องและคนใกล้ชิดของเขาได้รับเงินไปรวมหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ

คำพิพากษาระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีสินบนจะต้องชดใช้เงินคืนเป็นจำนวน 3 เท่าของเงินสินบนที่ได้รับไป พร้อมสั่งห้าม นายโมเรโน ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต

นายโมเรโน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีระหว่างปี 2007–2013 ในยุคของอดีตประธานาธิบดีราฟาเอล กอร์เรอา ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเองในช่วงปี 2017–2021 ได้ออกมายืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง โดยระบุว่าเขาไม่เคยรับเงินแม้แต่ “เซนต์เดียว” จากบริษัทจีน

นายโมเรโนโต้แย้งว่า สัญญาโครงการเขื่อนดังกล่าวถูกลงนามในยุคของนายกอร์เรอา ซึ่งปัจจุบันถูกศาลตัดสินจำคุก 8 ปีในคดีสินบนอีกคดีหนึ่งและลี้ภัยอยู่ในประเทศเบลเยียม นายโมเรโนอ้างว่าหลังจากเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและเปลี่ยนแนวทางบริหารเข้าหาสหรัฐฯ ทำให้นายกอร์เรอามองว่าเขาเป็นผู้ทรยศและอาฆาตว่าจะแก้แค้น คดีนี้จึงเป็นผลมาจากเกมการเมืองของฝั่งตรงข้าม ซึ่งเขาเตรียมจะยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อไป

ย้อนรอยเขื่อนร้าวรุนแรง นำไปสู่การฟ้องร้องสำหรับโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ โคคา โคโด ซินแคลร์ ถือเป็นโครงการเจ้าปัญหาของเอกวาดอร์ โดยเมื่อปี 2021 รัฐบาลเอกวาดอร์ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายกับบริษัท ไซโนไฮโดร หลังจากพบรอยแตกร้าวรุนแรงที่ตัวเขื่อนและพบข้อบกพร่องทางวิศวกรรมหลายจุด จนนำไปสู่การเจรจายอมความชดใช้ค่าเสียหายมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายโมเรโนถือเป็นอดีตประธานาธิบดีคนที่ 3 ของเอกวาดอร์ที่ถูกศาลตัดสินรับโทษจำคุกในคดีคอร์รัปชัน