แอปเปิลประกาศขึ้นราคา MacBook และ iPad ทั่วโลกเซ่นพิษชิปหน่วยความจำแพงขึ้นเท่าตัว

แอปเปิลประกาศขึ้นราคา MacBook และ iPad ทั่วโลกเซ่นพิษชิปหน่วยความจำแพงขึ้นเท่าตัว

26 มิ.ย. 2569 11:33 น.

แอปเปิลประกาศขึ้นราคา MacBook และ iPad ทั่วโลกเซ่นพิษชิปหน่วยความจำแพงขึ้นเท่าตัว

แอปเปิล บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศปรับขึ้นราคาสินค้าในกลุ่มคอมพิวเตอร์ MacBook แท็บเล็ต iPad รวมถึงอุปกรณ์ความบันเทิงอย่าง Apple TV และลำโพงอัจฉริยะ HomePod เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าบริษัทไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากการขยายตัวอย่างมหาศาลของศูนย์ข้อมูลในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

การปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อ “iPhone” ซึ่งเป็นสินค้าทำเงินหลักของบริษัทในปัจจุบัน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ยอดนิยมรุ่นอื่น ๆ บนหน้าเว็บไซต์หลักของ Apple ในสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยมีราคาปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 30 ถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐ โดย MacBook Pro รุ่นหน้าจอ 14 นิ้ว (ความจุ 1 TB) ราคาพุ่งจาก 1,699 ดอลลาร์ เป็น 1,999 ดอลลาร์

ส่วน MacBook Air (ความจุ 512 GB) ราคาเพิ่มขึ้นจาก 1,099 ดอลลาร์ เป็น 1,299 ดอลลาร์  ขณะที่ MacBook Neo โน้ตบุ๊กรุ่นประหยัดตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อมีนาคมเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจาก Windows และ Chromebook ถูกปรับราคาเริ่มต้นจาก 599 ดอลลาร์ เป็น 699 ดอลลาร์  ทำให้สูญเสียความได้เปรียบด้านราคาต่อคู่แข่งอย่าง Dell XPS 13 ทันที

ด้าน iPad Air (ความจุ 128 GB) ราคาปรับขึ้นจาก 599 ดอลลาร์ เป็น 749 ดอลลาร์ และ Apple TV ราคาพุ่งจาก 130 ดอลลาร์ เป็น 200 ดอลลาร์

ข้อมูลจาก TrendForce สถาบันวิจัยตลาดระบุว่า ราคาของหน่วยความจำแบบไดนามิกแรม (DRAM) ที่ใช้ในอุปกรณ์ไอทีแทบทุกชนิด พุ่งสูงขึ้นถึง 98% ในไตรมาสแรกของปี 2026 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 58% ถึง 63% ในไตรมาสปัจจุบัน เนื่องจากผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ เช่น Micron ได้หันไปให้ความสำคัญกับคำสั่งซื้อจากผู้พัฒนาชิป AI รายใหญ่อย่าง Nvidia ที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายระยะยาวเพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ โดย Micron เพิ่งเปิดเผยว่าได้รับยอดจองล่วงหน้าระยะยาวสูงถึง 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แอปเปิลระบุในแถลงการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า “เราไม่เคยเห็นราคาชิ้นส่วนอะไหล่ปรับตัวสูงขึ้นมากและรวดเร็วขนาดนี้มาก่อน ที่ผ่านมาเราพยายามปกป้องผู้บริโภคจากภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้มาโดยตลอด แต่ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องเริ่มปรับขึ้นราคาสินค้า”

สอดคล้องกับคำเตือนของ ทิม คุก ซีอีโอที่กำลังจะลงจากตำแหน่ง ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์กับเดอะ วอลล์สตรีทเจอร์นัล ก่อนหน้านี้ว่า การขึ้นราคาเป็นสิ่งที่ ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’ โดยเขาเปรียบเทียบวิกฤตชิปหน่วยความจำแพงในครั้งนี้ว่าเป็นเหมือน “อุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ” ที่ซัพพลายขาดแคลนในขณะที่ผู้ผลิตชิปต่างผลักภาระต้นทุนมหาศาลมาให้ผู้ผลิตอุปกรณ์

ข่าวการปรับขึ้นราคาและแนวโน้มกำไรที่อาจลดลง ส่งผลให้หุ้นของแอปเปิลร่วงลงทันทีกว่า 4.7% ในการซื้อขายช่วงเช้า ขณะที่หุ้นของคู่แข่งสำคัญอย่าง Dell ดิ่งลงมากกว่า 8% อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Creative Strategies ประเมินว่า ค่ายผู้ผลิตแบรนด์อื่นอาจต้องปรับราคาขึ้นรุนแรงยิ่งกว่า Apple เนื่องจากแอปเปิลยังมีสายสัมพันธ์และอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งคอยช่วยพยุงไว้บางส่วน

นอกจากนี้ นาบิลา โพพาล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสของ IDC ออกมาระบุว่า การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และเชื่อว่า iPhone รุ่นใหม่ก็จะไม่รอดพ้นจากชะตากรรมนี้เช่นกัน “iPhone ไม่ได้รับการละเว้น การขึ้นราคากำลังจะมาถึง มันเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดมากของแอปเปิลที่เลือกประกาศขึ้นราคาสินค้าอื่น ๆ ก่อน เพื่อไม่ให้ประเด็นเรื่องราคาที่แพงขึ้นมากลบกระแสความน่าสนใจและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ในงานเปิดตัว iPhone ช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้”

วิกฤตต้นทุนชิปแพงในครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อยอดขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก โดย IDC คาดการณ์ว่า ตลาดสมาร์ตโฟนในปีนี้อาจเผชิญกับการลดลงประจำปีที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 14% ขณะที่ตลาดพีซีจะลดลง 11.3%

ทั้งนี้ สถานการณ์ฝุ่นตลบจากการปรับขึ้นราคาและวิกฤตต้นทุน AI จะกลายเป็นบททดสอบแรกที่ท้าทายสำหรับจอห์น เทอร์นัส ซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของแอปเปิลต่อจาก ทิม คุก ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ก่อนหน้างานเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่เพียงไม่กี่วัน.

ที่มา Reuters / AFP

“สึนามิทุเรียน” ถล่มมาเลเซีย ผลผลิตล้นตลาด ราคาดิ่ง 90% เหลือลูกละ 4 บาท

"สึนามิทุเรียน" ถล่มมาเลเซีย ผลผลิตล้นตลาด ราคาดิ่ง 90% เหลือลูกละ 4 บาท

26 มิ.ย. 2569 11:12 น.

“สึนามิทุเรียน” ถล่มมาเลเซีย ผลผลิตล้นตลาด ราคาดิ่ง 90% เหลือลูกละ 4 บาท

ชาวมาเลเซียแห่ปิดเต็นท์ริมทางและร้านขายผลไม้แห่กินทุเรียนกันอย่างคึกคัก หลังเกิดปรากฏการณ์ “สึนามิทุเรียน” ผลผลิตทะลักและสินค้าส่งออกถูกตีกลับ ทำราคาดิ่งเหวกว่า 90% เผยสายพันธุ์พรีเมียมอย่าง “มูซังคิง” ราคาลดวูบเหลือกิโลกรัมละราว 70 บาท ขณะที่ทุเรียนพื้นบ้านถูกเทขายราคาถูกเหลือเพียงลูกละ 4 บาท

เกิดปรากฏการณ์ขึ้นทั่วประเทศมาเลเซีย เมื่อประชาชนจำนวนมากต่างหลั่งไหลไปยังแผงขายผลไม้และเต็นท์ริมทางริมกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเลือกซื้อทุเรียนมารับประทานกันอย่างคึกคัก หลังจากทุเรียน ที่ได้ชื่อว่าราชาแห่งผลไม้ประสบภาวะราคาตกต่ำอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผลผลิตที่ออกมามากเกินความต้องการ ประกอบกับผลผลิตบางส่วนที่ไม่ได้มาตรฐานสำหรับการส่งออกถูกตีกลับ ส่งผลให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาดในประเทศอย่างรุนแรง

สื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า วิกฤตราคาทุเรียนดิ่งเหวในครั้งนี้ถูกเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ “สึนามิทุเรียน” (Durian Tsunami) ซึ่งส่งผลให้ทุเรียนสายพันธุ์พรีเมียมหลายชนิดราคาลดลงมากถึง 90% โดยมาเลเซียถือเป็นประเทศผู้ผลิตทุเรียนรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีผลผลิตมากกว่า 550,000 ตันต่อปี และขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด

รายงานระบุว่า ทุเรียนสายพันธุ์ “มูซังคิง” (Musang King) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ยอดนิยมระดับพรีเมียมและเป็นสินค้าส่งออกหลักไปยังประเทศจีน ราคาได้ร่วงลงอย่างหนัก จากเดิมที่เคยสูงถึงประมาณ 90 ริงกิต (ราว 730 บาท) ต่อกิโลกรัม เหลือเพียงประมาณ 6 ถึง 9 ริงกิต (ประมาณ 49 – 73 บาท) ต่อกิโลกรัมเท่านั้น เช่นเดียวกับสายพันธุ์พรีเมียมอื่น ๆ อย่าง “หนามดำ” ที่ราคาลดลงอย่างน่าใจหาย โดยราคาขายปลีกตามแผงริมถนนในย่านเซกัมบุตพบว่า มูซังคิงและหนามดำเกรดพรีเมียมแบบยกทั้งลูก มีราคาไม่ถึง 25 ริงกิต (ประมาณ 204 บาท) ส่วนทุเรียนสายพันธุ์ทั่วไปถูกนำมาจัดชุดขายเหมาตะกร้า 7 ลูก ในราคาเพียง 100 ริงกิต (ประมาณ 815 บาท) เท่านั้น

ที่น่าตกใจไปกว่านั้น ทุเรียนสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น พันธุ์ 101 และพันธุ์กุ้งแดง (Red Prawn) มีราคาลดลงเหลือเพียงลูกละ 2 ริงกิต (ประมาณ 15 บาท) ในขณะที่ทุเรียนพื้นบ้าน (Kampung Durian) เผชิญกับการดิ่งลงของราคาที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยลดลงเหลือเพียงลูกละ 0.50 ริงกิต หรือประมาณ 4 บาทเท่านั้น ทำให้นี่เป็นโอกาสที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับคนรักทุเรียน

เพื่อเร่งระบายสินค้าและตัดวงจรขาดทุน พ่อค้าแม่ค้าทุเรียนจำนวนมากได้งัดกลยุทธ์การตลาดที่ดุดันมาดึงดูดลูกค้า โดยบางร้านแจกถุงพลาสติกขนาดใหญ่ให้ลูกค้าเลือกหยิบทุเรียนใส่เองแล้วคิดราคาเป็นรายลูก ขณะที่บางร้านจัดโปรโมชันด้วยการแจกกระสอบป่านขนาดใหญ่ให้ลูกค้าสามารถเลือกใส่ทุเรียนเข้าไปให้แน่นที่สุดจนเต็มกระสอบ แล้วคิดราคาเหมาจ่ายเพียงกระสอบละ 100 ริงกิต (ประมาณ 815 บาท) ซึ่งเรียกความสนใจจากผู้ซื้อจนเกิดการเข้าคิวรอซื้ออย่างล้นหลาม

นาย เชียะ คิม ไว ผู้จัดการร้าน “DurianMan” ในย่านเปอตาลิงจายา นอกกรุงกัวลาลัมเปอร์ เปิดเผยว่า “ทุเรียนในปีนี้กลายเป็นทุเรียนที่ราคาถูกที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตอนนี้ทุเรียนได้กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงและซื้อกินได้อย่างง่ายดาย ราคามันเหมือนกับทุเรียนพื้นบ้านในสมัยก่อนเลย”

อย่างไรก็ตาม นายเชียะยอมรับว่าผู้ค้าหลายรายกำลังกังวลกับสถานการณ์นี้เนื่องจากกำไรลดลงอย่างมาก แต่ก็จำเป็นต้องขายต่อไปเพราะธุรกิจต้องดำเนินต่อ เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้สดที่ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน หากไม่รีบเทขายสินค้าก็จะเน่าเสีย และจะทำให้เผชิญกับภาวะขาดทุนที่หนักกว่าเดิม การลดราคาเพื่อกู้ทุนคืนจึงเป็นทางเลือกเดียวในขณะนี้

ด้านนายไฟซอล อิสวาร์ดี อิสมาอิล รองผู้อำนวยการองค์การตลาดเกษตรแห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย (FAMA) ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า “ทางเราได้รับข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมล่วงหน้าแล้วว่าปีนี้จะเกิดปรากฏการณ์ “‘สึนามิมูซังคิง” ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ ตามคาด อย่างไรก็ตาม เราหวังว่าราคาทุเรียนจะสามารถฟื้นตัวและกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า”

จากการสำรวจความเห็นของผู้บริโภคที่มาร่วมงานอีเวนต์ซึ่งจัดโดยหน่วยงานด้านการเกษตร ต่างแสดงความตื่นเต้นและยินดีกับวิกฤตราคาครั้งนี้ โดยชาวมาเลเซียรายหนึ่งกล่าวว่า “ตอนนี้คนมาเลเซียได้กินทุเรียนในราคาที่ถูกลงมาก ๆ มันทำให้พวกเรามีความสุขจริง ๆ”

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุหลักของปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนอย่างรวดเร็วในมาเลเซียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประกอบกับมาตรการจำกัดการนำเข้าที่เข้มงวดขึ้นในตลาดส่งออกบางแห่ง ส่งผลให้ปริมาณทุเรียนทะลักกลับมาจำหน่ายภายในประเทศจนเกิดภาวะตลาดอิ่มตัวขั้นรุนแรง แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างความกดดันและภาระอันหนักอึ้งให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ แต่สำหรับฝั่งผู้บริโภคแล้ว นี่คือช่วงเวลาทองแห่งความสุขในการลิ้มรสราชาแห่งผลไม้ในราคาที่จับต้องได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์.

ที่มา AFP / The Straits Times

“ฮุน เซน” เยือนจีน 3 วัน กระชับสัมพันธ์ “มิตรเหล็กกล้า” กัมพูชา-จีน

"ฮุน เซน" เยือนจีน 3 วัน กระชับสัมพันธ์ "มิตรเหล็กกล้า" กัมพูชา-จีน

26 มิ.ย. 2569 11:08 น.

“ฮุน เซน” เยือนจีน 3 วัน กระชับสัมพันธ์ “มิตรเหล็กกล้า” กัมพูชา-จีน

สมเด็จฮุน เซน เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง เริ่มภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 3 วัน ตามคำเชิญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มุ่งยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และสานต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

วันที่ 26 มิถุนายน 2569  ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ประธานพรรคประชาชนกัมพูชา พร้อมคณะผู้แทนระดับสูง เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง ของจีน เพื่อเริ่มการเยือนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วัน ตามคำเชิญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน 

คณะผู้แทนกัมพูชาได้รับการต้อนรับที่ท่าอากาศยานจากนายหลิว ไห่ซิง รัฐมนตรีว่าการกรมวิเทศสัมพันธ์ คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน นายเฉิน โจว รองรัฐมนตรีว่าการกรมวิเทศสัมพันธ์ รวมถึงนางซึง รัชฉวี เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศจีน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาและจีนในการกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน และร่วมสร้างประชาคมกัมพูชา-จีนที่มีอนาคตร่วมกันในทุกสภาพการณ์เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น นอกจากนี้ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา รวมทั้งให้การสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาหลายด้านอย่างต่อเนื่อง.

Cr: Facebook /Samdech Hun Sen of Cambodia

คลื่นความร้อนยุโรป ดันยอดขายแอร์พุ่ง ผู้ผลิตเอเชียโกยกำไร

คลื่นความร้อนยุโรป ดันยอดขายแอร์พุ่ง ผู้ผลิตเอเชียโกยกำไร

26 มิ.ย. 2569 10:58 น.

คลื่นความร้อนยุโรป ดันยอดขายแอร์พุ่ง ผู้ผลิตเอเชียโกยกำไร

คลื่นความร้อนยุโรปที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ หนุนให้ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศในเอเชียมียอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดดถ้วนหน้า ทั้งค่ายของของจีน เกาหลี และญี่ปุ่น

ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศในเอเชียมียอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำอย่าง ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์, แอลจี อิเลคโทรนิคส์, มิเดีย ของจีน และ มิตซูบิชิ อิเล็คทริก ของญี่ปุ่นซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ หลังคลื่นความร้อนในยุโรปทวีความรุนแรง จนทำให้ยอดขายเครื่องปรับอากาศเพิ่มสูง

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า คาดว่าความต้องการเครื่องปรับอากาศจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังอุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน และเข้าสู่ช่วงพีคของฤดูร้อน

บริษัทระบุว่า ตลาดสำคัญอย่าง อิตาลี สเปน และฝรั่งเศส มียอดขายเครื่องปรับอากาศในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้าน แอลจี อิเลคโทรนิคส์ระบุว่า โรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ต้องเดินสายการผลิตเต็มกำลังมาตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในเกาหลีใต้และตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปที่กำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง

ฝั่ง มิเดียผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีนเปิดเผยว่า เครื่องปรับอากาศแบบ PortaSplit ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม หลังคลื่นความร้อนในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมช่วยกระตุ้นยอดขายอย่างมาก

บริษัทระบุว่าสินค้าบางช่องทางจำหน่ายหมดเกลี้ยง และความต้องการที่สูงมากทำให้ ราคาสินค้ามือสองสูงกว่าราคาของใหม่ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยอดขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใน เยอรมนี ช่วงเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นประมาณ 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ยอดส่งมอบสินค้าใน สเปน และ ฝรั่งเศส เพิ่มขึ้นถึง 108%

ด้าน มิตซูบิชิ อิเล็คทริกเปิดเผยว่า ยอดขายเครื่องปรับอากาศในยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะใน ฝรั่งเศส สเปน สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ซึ่งกำลังเผชิญคลื่นความร้อนอย่างหนัก

ความต้องการเครื่องปรับอากาศที่พุ่งสูงสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุโรป ซึ่งต้องเผชิญผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การติดตั้งเครื่องปรับอากาศในยุโรปยังมีอุปสรรค เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารเก่า ทำให้การติดตั้งมีความยุ่งยาก ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง

มิเดียระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในยุโรปอาจสูงกว่า 1,000 ยูโร หรือประมาณ กว่า 37,000 บาท ทำให้หลายครัวเรือนไม่สามารถเข้าถึงได้

ขณะที่ข้อมูลจาก สำนักงานพลังงานสากลระบุว่า ปัจจุบันครัวเรือนในยุโรปมีเครื่องปรับอากาศเพียงประมาณ 20% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย

ทั้งนี้ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ เร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกมากกว่า 2 เท่า ส่งผลให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นในแต่ละปี จนทำให้เครื่องปรับอากาศซึ่งเคยเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นในหลายประเทศยุโรป กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน.

ที่มา :CNN

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหลายพื้นที่ พายุ 2 ลูกจ่อซ้ำ เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหลายพื้นที่ พายุ 2 ลูกจ่อซ้ำ เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

26 มิ.ย. 2569 10:22 น.

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหลายพื้นที่ พายุ 2 ลูกจ่อซ้ำ เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

ญี่ปุ่นเผชิญฝนตกหนักหลายพื้นที่จากอิทธิพลร่องมรสุม ขณะพายุโซนร้อนกำลังแรง “เมขลา” และพายุโซนร้อน “ฮีโกส” เคลื่อนตัวเข้าใกล้ คาดหลายภูมิภาคมีฝนสะสมสูงสุด 200 มิลลิเมตร เตือนระวังดินถล่ม น้ำท่วม และแม่น้ำล้นตลิ่ง

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 สำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น รายงานว่า หลายพื้นที่ของประเทศกำลังเผชิญฝนตกหนัก จากอิทธิพลของร่องฝนฤดูที่พาดผ่านญี่ปุ่น ประกอบกับมวลอากาศอุ่นและชื้นที่ไหลเข้าปกคลุม แม้พายุโซนร้อน 2 ลูกจะยังไม่ขึ้นฝั่งก็ตาม

เมื่อเวลา 03.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น เมืองคามิ จังหวัดโคจิ มีปริมาณฝนสะสม 64.5 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่หมู่บ้านอิตสึกิ จังหวัดคุมาโมโตะ วัดปริมาณฝนได้ 46 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ทางการประกาศเตือนภัยระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับที่ประชาชนควรอพยพ สำหรับความเสี่ยงดินถล่มในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ รวมถึงมีการประกาศเตือนฝนตกหนักและน้ำท่วมในบางพื้นที่

ขณะเดียวกัน พายุโซนร้อนกำลังแรง “เมขลา” (Mekkhala) กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้จังหวัดโอกินาวา โดยบางพื้นที่เริ่มได้รับอิทธิพลจากพายุแล้ว และมีโอกาสเกิดกลุ่มเมฆฝนขนาดใหญ่จนถึงช่วงก่อนเที่ยงวันศุกร์ ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ พายุโซนร้อน “ฮีโกส” (Higos) มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าใกล้ฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่นในวันเสาร์ ซึ่งจะดึงความชื้นเข้าสู่ร่องฝนฤดู ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักต่อเนื่อง

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นคาดว่า ภายในวันศุกร์ ภูมิภาคโทไก คิงกิ ชิโกกุ และโอกินาวา อาจมีฝนสะสมสูงสุดถึง 200 มิลลิเมตร ส่วนคิวชูและหมู่เกาะอามามิอาจมีฝนสูงสุด 180 มิลลิเมตร ภูมิภาคคันโต-โคชิน 150 มิลลิเมตร และภูมิภาคชูโกกุ 120 มิลลิเมตร

ทางการญี่ปุ่นจึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวังดินถล่ม น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ แม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง รวมถึงอันตรายจากฟ้าผ่า ลมกระโชกแรง และพายุหมุนทอร์นาโดที่อาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่.

ปารีสสั่งห้ามดื่มเหล้าในที่สาธารณะ จำกัดการซื้อกลับบ้าน หวังลดผู้ป่วยจากคลื่นความร้อนล้นรพ.

ปารีสสั่งห้ามดื่มเหล้าในที่สาธารณะ จำกัดการซื้อกลับบ้าน หวังลดผู้ป่วยจากคลื่นความร้อนล้นรพ.

26 มิ.ย. 2569 09:26 น.

ปารีสสั่งห้ามดื่มเหล้าในที่สาธารณะ จำกัดการซื้อกลับบ้าน หวังลดผู้ป่วยจากคลื่นความร้อนล้นรพ.

ฝรั่งเศสออกมาตรการเข้มรับมือคลื่นความร้อน สั่งห้ามดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะ และจำกัดการซื้อในกรุงปารีส เพื่อบรรเทาภาระของรพ.ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ขณะที่คลื่นความร้อนจ่อแผ่ถึงเยอรมนี-เช็ก

ฝรั่งเศสประกาศคำสั่ง ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะ และจำกัดการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบซื้อกลับบ้านในกรุงปารีส เพื่อบรรเทาภาระของโรงพยาบาลที่กำลังเผชิญผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คลื่นความร้อนซึ่งปกคลุมยุโรปตะวันตกกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก โดยหลายประเทศเตรียมเผชิญอุณหภูมิสูงแตะ 40 องศาเซลเซียส

โดยกรุงปารีส สั่งห้ามประชาชนดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันศุกร์ ถึง 07.00 น. ของวันเสาร์ และใช้มาตรการเดียวกันในช่วงสุดสัปดาห์ ส่วนการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบซื้อกลับบ้านจะถูกระงับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 07.00 น. อย่างไรก็ตาม ร้านอาหารและบาร์ที่ได้รับอนุญาตยังสามารถให้บริการตามปกติ

เซบาสเตียง เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า รัฐบาลได้ยกระดับการเตือนภัยด้านสาธารณสุขขึ้นสู่ระดับสูงสุด เพื่อเพิ่มกำลังบุคลากรทางการแพทย์และดูแลกลุ่มเปราะบาง หลังโรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มรับภาระหนักจากผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากอากาศร้อน โดยปาทริซ โฟร์ ผู้บัญชาการตำรวจกรุงปารีสกล่าวว่า ขณะนี้สถานพยาบาลในเมืองหลวงกำลังเข้าใกล้จุดวิกฤต โรงพยาบาลกำลังจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

ฝรั่งเศสเผชิญสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันหลายวัน โดยคืนวันพุธที่ผ่านมา อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยทั่วประเทศยังสูงถึง 22 องศาเซลเซียส ขณะที่เมืองน็องต์มีอุณหภูมิกลางคืนสูงถึง 27.2 องศาเซลเซียส

ด้าน สเตฟานี ริสต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศสเตือนว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้ไม่ได้เป็นอันตรายเฉพาะผู้สูงอายุ แต่กำลังส่งผลกระทบต่อคนหนุ่มสาวเช่นกัน โดยพบผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เธอระบุว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หน่วยรถพยาบาลในกรุงปารีสรับแจ้งเหตุผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น มากกว่าปกติถึง 4 เท่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขยืนยันผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความร้อนโดยตรง

ขณะเดียวกัน มีรายงานพบเด็กวัย 3 ขวบ เสียชีวิตภายในรถยนต์ในเขตชานกรุงปารีส เพียงไม่กี่วันหลังจากก่อนหน้านี้มีเด็กเล็กอีก 2 คนเสียชีวิตในรถยนต์ที่เมืองการ์ป็องตรา ทางตอนใต้ของประเทศ

ส่วนที่เมืองแรนส์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส หัวหน้าแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเปิดเผยว่า มีประชาชนเสียชีวิตภายในบ้าน 5-6 ราย ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศร้อนจัด โดยเจ้าหน้าที่พบศพหลังเข้าไปตรวจสอบ เนื่องจากผู้เสียชีวิตไม่รับโทรศัพท์จากการติดต่อเพื่อเช็กความปลอดภัย

เอ็มมานูเอล เกรกัวร์ นายกเทศมนตรีกรุงปารีสระบุว่า อัตราการเสียชีวิตในเมืองหลวงกำลังเพิ่มขึ้น พร้อมเตือนประชาชน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวไม่ให้ประมาทสภาพอากาศ โดยยังพบประชาชนจำนวนมากออกไปวิ่งออกกำลังกายในช่วงเย็น แม้อุณหภูมิยังคงสูง พร้อมเตือนว่าอย่าคิดว่าตัวเองแข็งแรงจนไม่เป็นอะไร และควรจะหยุดออกกำลังกายสักสองสามวันดีกว่า

ด้านรัฐมนตรีสาธารณสุขยังเตือนว่า แม้จะเป็นคนอายุน้อยและไม่มีโรคประจำตัว ก็สามารถได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนได้ รวมถึงการปั่นจักรยานหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งอาจทำให้หน้ามืด เป็นลม และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

นักอุตุนิยมวิทยาคาดว่า คลื่นความร้อนจะเคลื่อนตัวไปยังยุโรปตอนกลางและตะวันออก โดยเยอรมนี และ สาธารณรัฐเช็ก อาจเผชิญอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่หลายประเทศ เช่น ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ต่างประกาศเตือนภัยสภาพอากาศร้อนในระดับสูง

ผลกระทบจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงยังส่งผลให้การแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนที่เมืองฮัมบูร์กของเยอรมนีถูกยกเลิก การรถไฟเยอรมนีเปิดให้ผู้โดยสารยกเลิกตั๋วโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนพิพิธภัณฑ์ อุฟฟิซี เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ต้องระงับการจำหน่ายบัตรเข้าชมชั่วคราว เนื่องจากระบบปรับอากาศไม่สามารถรองรับทั้งจำนวนผู้เข้าชมและสภาพอากาศร้อนจัดได้

นอกจากนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของฝรั่งเศส 3 แห่ง ยังต้องหยุดเดินเครื่องชั่วคราวจากผลกระทบของคลื่นความร้อน

ไซมอน สตีล เลขาธิการบริหารด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ กล่าวว่า คลื่นความร้อนรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปเป็นหลักฐานชัดเจนของผลกระทบจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน อนุรักษ์ป่าไม้ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้ว

ข้อมูลจากบริการติดตามสภาพภูมิอากาศ โคเปอร์นิคัสระบุว่า ยุโรปเป็นทวีปที่ร้อนขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 2 เท่า ส่งผลให้คลื่นความร้อนในฤดูร้อนเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ไฟป่ามีความรุนแรงมากขึ้น และทรัพยากรน้ำของหลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก.

ที่มา : BBC

ยังมีหวัง กู้ภัยเวเนฯ ยังพบผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารอีกอย่างต่อเนื่อง หลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

ยังมีหวัง กู้ภัยเวเนฯ ยังพบผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารอีกอย่างต่อเนื่อง หลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

26 มิ.ย. 2569 09:15 น.

ยังมีหวัง กู้ภัยเวเนฯ ยังพบผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารอีกอย่างต่อเนื่อง หลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเวเนซุเอลาช่วยหญิงรายหนึ่งออกจากซากอาคารถล่มในรัฐลากวยรา หลังแผ่นดินไหวรุนแรง 7.2 และ 7.5 แมกนิจูด ขณะที่ยอดผู้บาดเจ็บพุ่งกว่า 1,500 คน มีผู้ติดใต้ซากอาคารอีกกว่า 200 คน และยังมีผู้สูญหายจำนวนมาก

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาสมัครของเวเนซุเอลาช่วยเหลือหญิงรายหนึ่งออกจากซากอาคารที่พังถล่มในรัฐลากวยรา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้ง เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา โดยหนึ่งในหญิงผู้รอดชีวิตคือนางกราเซียลา โมรา ถูกพบติดอยู่ใต้ซากอาคาร โดยยังมีสติและสามารถยื่นแขนออกมาให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ ก่อนถูกนำขึ้นเปลส่งโรงพยาบาล ท่ามกลางเสียงปรบมือและกำลังใจจากทีมกู้ภัย

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 188 ราย มีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารมากกว่า 200 คน และคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 แมกนิจูด ห่างกันเพียง 40 วินาที ถือเป็นหนึ่งในเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดของเวเนซุเอลาในรอบกว่าศตวรรษ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 1,500 คน และมีผู้สูญหายอีกหลายพันคนทั่วประเทศ

รายงานข่าวระบุว่า รัฐลากวยรา ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของกรุงการากัส เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด ทั้งอาคารบ้านเรือนพังถล่มและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่แรงสั่นสะเทือนยังรับรู้ได้ไกลถึงภูมิภาคแอมะซอนของบราซิล ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงการากัสราว 1,700 กิโลเมตร.

สุดสลดพบร่างไร้วิญญาณ 2 พี่น้องวัย 3 และ 10 ขวบ ติดใต้ซากบ้านในเวเนซุเอลา แม่เป็นลมล้มพับ

สุดสลดพบร่างไร้วิญญาณ 2 พี่น้องวัย 3 และ 10 ขวบ ติดใต้ซากบ้านในเวเนซุเอลา แม่เป็นลมล้มพับ

26 มิ.ย. 2569 08:57 น.

สุดสลดพบร่างไร้วิญญาณ 2 พี่น้องวัย 3 และ 10 ขวบ ติดใต้ซากบ้านในเวเนซุเอลา แม่เป็นลมล้มพับ

กู้ภัยเวเนซุเอลานำร่างของเด็กวัย 3 ขวบ และ 10 ขวบ ออกจากซากอาคารที่พังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว ขณะที่ผู้เป็นแม่กรีดร้องด้วยความเสียใจ ก่อนทรุดลงหมดสติ ท่ามกลางความสะเทือนใจของญาติและเจ้าหน้าที่

เมืองลา กวยรา ประเทศเวเนซุเอลา เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความโศกเศร้า หลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างของ เลย์เดอร์ โรฮาส วัย 3 ขวบ และ เลย์มาร์ โรฮาส วัย 10 ขวบ อยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง โดยร่างของเด็กทั้งสองถูกห่อด้วยผ้าห่มและนำออกมาจากซากอาคาร ขณะที่ผู้เป็นแม่กรีดร้องด้วยความเสียใจ ก่อนทรุดลงหมดสติ ท่ามกลางความสะเทือนใจของญาติและเจ้าหน้าที่กู้ภัย

รามอน เอดูอาร์โด ลุงของเด็กทั้งสอง เปิดเผยถึงช่วงเวลาอันเลวร้ายว่า ครอบครัวพยายามช่วยเหลือทุกคนที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารอย่างสุดกำลัง แต่สามารถช่วยออกมาได้เพียง 1 คนเท่านั้น

แม้สำหรับครอบครัวนี้ และอีกหลายครอบครัวจะไม่มีปาฏิหาริย์ แต่ก็ยังมีข่าวดีจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยในบางจุดที่พบผู้รอดชีวิต โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยและทหารสามารถช่วยชีวิต เอเดรียนเด็กชายวัย 4 ขวบ ออกมาจากใต้ซากอาคารได้อย่างปลอดภัย ก่อนรีบนำตัวขึ้นรถพยาบาล ท่ามกลางความโล่งใจของครอบครัวที่เฝ้าติดตามการค้นหา

รวมถึงหญิงอีกราย ทราบชื่อคือเกรเซียลา โมรา ที่ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากใต้ซากอาคารได้สำเร็จ หลังจากที่เธอพยายามยื่นมือออกจากอาคารเพื่อขอความช่วยเหลือ ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจจากอาสาสมัครที่ร่วมปฏิบัติการ ก่อนรีบนำตัวขึ้นเปลส่งโรงพยาบาล

โดยโมราเล่าว่า ขณะที่แผ่นดินไหวเริ่มสั่นสะเทือน เธอรีบคว้ากรอบประตูและยึดไว้แน่นสุดแรง จนกระทั่งนิ้วหัก แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ แม้อาคารจะพังถล่มลงมาทีละชั้น เธอเล่าทั้งน้ำตาว่าเธอเห็นมือของเพื่อนและคว้าไว้ แต่สุดท้ายเพื่อนของเธอก็ไม่รอด และเธอยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องไห้
เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเวเนซุเอลาเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.2 และ 7.5 แมกนิจูด เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของประเทศในรอบกว่าศตวรรษ แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในหลายประเทศของภูมิภาค และมีการอพยพผู้คนออกจากอาคารไกลถึงพื้นที่ลุ่มน้ำแอมะซอนของบราซิล

ภาพจากโดรนเผยให้เห็นความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วเมืองลา กวยรา ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงการากัส อาคารที่พักอาศัยจำนวนมากพังถล่ม โดยพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด นอกจากนี้ สนามบินนานาชาติหลักของประเทศยังได้รับความเสียหายและต้องปิดให้บริการ ส่งผลให้การลำเลียงกำลังพลและความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก

ข้อมูลล่าสุดจากทางการระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 235 คน บาดเจ็บกว่า 1,500 คน สูญหายอีกหลายพันคน และยังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารมากกว่า 200 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เกรงว่ายอดผู้เสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นอีก เพราะการค้นหากู้ภัยยังไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่.

ที่มา : BBC

เผย “กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3” ไม่ย้ายเข้าพระราชวังบักกิงแฮม หลังบูรณะ 1.6 หมื่นล้านบาท เสร็จปีหน้า

เผย "กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3" ไม่ย้ายเข้าพระราชวังบักกิงแฮม หลังบูรณะ 1.6 หมื่นล้านบาท เสร็จปีหน้า

26 มิ.ย. 2569 08:53 น.

เผย “กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3” ไม่ย้ายเข้าพระราชวังบักกิงแฮม หลังบูรณะ 1.6 หมื่นล้านบาท เสร็จปีหน้า

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา จะไม่ย้ายไปประทับที่พระราชวังบักกิงแฮม แม้โครงการบูรณะมูลค่ากว่า 369 ล้านปอนด์ หรือราว 16,200 ล้านบาท จะแล้วเสร็จในปีหน้า โดยจะประทับที่คลาเรนซ์เฮาส์ต่อไป พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชมพระราชวังมากขึ้น

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวังอังกฤษเปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะไม่ทรงย้ายไปประทับที่พระราชวังบักกิงแฮม หลังโครงการบูรณะครั้งใหญ่ซึ่งใช้เวลานาน 10 ปี และใช้งบประมาณ 369 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 16,200 ล้านบาท มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2570

เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังยืนยันว่า พระราชวังบักกิงแฮมยังคงเป็นศูนย์กลางด้านพระราชพิธีและการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลาจะยังประทับที่คลาเรนซ์เฮาส์ ซึ่งเป็นพระตำหนักที่พระองค์ประทับมาตั้งแต่ครั้งดำรงพระอิสริยยศเจ้าชายแห่งเวลส์ 

นายเจมส์ ชาลเมอร์ส เจ้าหน้าที่อาวุโสผู้ดูแลด้านการเงินของสำนักพระราชวัง กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยให้พระราชวังบักกิงแฮมสามารถเปิดรับประชาชนได้มากขึ้น ทั้งการจัดกิจกรรม การขยายรอบเข้าชม และการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีผู้มาเยือนราว 700,000 คนต่อปี

พระราชวังบักกิงแฮมสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 2360 และเป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์อังกฤษมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ภายในมีห้องต่าง ๆ รวม 775 ห้อง และใช้เป็นสถานที่จัดพระราชพิธี รวมถึงการรับรองประมุขและผู้นำจากทั่วโลก ส่วนโครงการบูรณะเริ่มขึ้นในปี 2560 เพื่อปรับปรุงระบบประปา ระบบไฟฟ้า และระบบทำความร้อนที่เสื่อมสภาพ ตลอดจนเสริมความแข็งแรงของอาคาร เพื่อให้สามารถใช้งานต่อไปได้อีกอย่างน้อย 50 ปี.

ดับพุ่ง 188 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เร่งช่วยคนติดใต้ซากอาคาร

ดับพุ่ง 188 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เร่งช่วยคนติดใต้ซากอาคาร

26 มิ.ย. 2569 06:19 น.

ดับพุ่ง 188 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เร่งช่วยคนติดใต้ซากอาคาร

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนในเวเนซุเอลา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 188 ศพแล้ว ขณะที่หน่วยกู้ภัยกับชาวบ้านกำลังเร่งให้การช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 มิ.ย.) ทีมกู้ภัยกับชาวบ้านในเวเนซุเอลาต่างพยายามอย่างไม่ลดละ เพื่อช่วยเหลือบุคคลอันเป็นที่รักที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่พังถล่มลงมา หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงสองครั้งซ้อน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 188 ราย

สำนักธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า เกิดแผ่นดินไหวความรุนแรงขนาด 7.2 และ 7.5 ห่างกันไม่ถึงหนึ่งนาที ในพื้นที่ใกล้เมืองหลวงกรุงการากัส ทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อช่วงเย็นวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ทำให้อาคารบ้านเรือนจำนวนมากเกิดรอยร้าวและพังถล่มลงมา

ขณะนี้ความช่วยเหลือและทีมกู้ภัยจากนานาชาติต่างหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดย ฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 188 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีก 1,520 คน นอกจากนี้ยังสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของอาฟเตอร์ช็อกที่รุนแรงได้อย่างต่อเนื่องในวันพฤหัสบดี

อาคารหลายแห่งในเมืองลาไกวราพังถล่มลงมา หลังเกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อน
อาคารหลายแห่งในเมืองลาไกวราพังถล่มลงมา หลังเกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อน

เมืองลาไกวรา (La Guaira) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงการากัส ได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วง ประชาชนต้องเดินฝ่าเศษอิฐเศษปูนพร้อมตะโกนเรียกชื่อคนในครอบครัว และพยายามช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บอย่างสุดความสามารถ

“มีช่วงหนึ่งที่หญิงสาวชื่อเจนนิเฟอร์ ซึ่งอยู่บนชั้น 11 ขานรับเสียงของผม แต่พวกเราไม่มีเครื่องมืออะไรเลย พวกเราไม่มีทางที่จะช่วยเธอออกมาได้เลย” อันโตนิโอ แบร์มูเดซ ชาวบ้านที่อาคารที่พักของเขาในเมืองลาไกวราพังถล่มลงมา

แบร์มูเดซเล่าต่อว่า ในอีกจุดหนึ่งของซากอาคาร มีพ่อและลูกชายคนหนึ่งกำลังใช้ชะแลงและจอบพยายามงัดแผ่นคอนกรีตขนาดใหญ่ออก เพื่อเข้าไปให้ถึงตัวลูกชายอีกสองคนของเขาที่ติดอยู่ข้างใน

“พวกเขายังมีชีวิตอยู่… แต่เราทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้ว เราทำได้แค่บอกให้พวกเขาอย่าใช้เสียงมากเกินไป และให้หายใจเข้าสั้นๆ โดยหวังว่าอย่างน้อยทั้งสามคนที่ติดอยู่ตรงนั้นจะได้รับการช่วยเหลือออกมา”

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP ในพื้นที่รายงานว่า พบเห็นกลุ่มชาวบ้านเริ่มเข้าไปปล้นสะดมสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นแห่งหนึ่งในลาไกวรา ท่ามกลางภาวะไฟฟ้าดับภายในเมือง โดยชาวบ้านจำนวนมากต้องใช้เวลาทั้งคืนนอนอยู่บนท้องถนน หรือไม่ก็ต้องเดินตามหาญาติพี่น้องที่สูญหาย

เจ้าหน้าที่จากนานาประเทศถูกส่งมาช่วยเหลือเวเนซุเอลา โดยในภาพเป็นทีมกู้ภัยจากเอลซัลวาดอร์
เจ้าหน้าที่จากนานาประเทศถูกส่งมาช่วยเหลือเวเนซุเอลา โดยในภาพเป็นทีมกู้ภัยจากเอลซัลวาดอร์

ทั้งนี้ สวิตเซอร์แลนด์, สเปน, ฝรั่งเศส, โปรตุเกส และเม็กซิโก เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกๆ ที่ส่งทีมกู้ภัยและผู้เชี่ยวชาญไปยังเวเนซุเอลา ขณะที่ จีน, อินเดีย, บราซิล รวมถึงอิหร่านเสนอตัวเข้าช่วยเหลือเช่นกัน ขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ได้ประทานเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจำนวน 100,000 ยูโร

อย่างไรก็ดี สนามบินนานาชาติของเวเนซุเอลาซึ่งตั้งอยู่ในเมืองลาไกวราได้รับความเสียหายอย่างหนักและต้องประกาศปิดทำการ จนอาจส่งผลให้การดำเนินงานบรรเทาทุกข์และขนส่งความช่วยเหลือมีความซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna