จีนอ่วม เตรียมรับมือไต้ฝุ่น 4 ลูกก่อตัวพร้อมกัน อิทธิพลเอลนีโญทำให้ปีนี้เกิดพายุสูงกว่าค่าเฉลี่ย

จีนอ่วม เตรียมรับมือไต้ฝุ่น 4 ลูกก่อตัวพร้อมกัน อิทธิพลเอลนีโญทำให้ปีนี้เกิดพายุสูงกว่าค่าเฉลี่ย

25 ส.ค. 2569 08:50 น.

จีนอ่วม เตรียมรับมือไต้ฝุ่น 4 ลูกก่อตัวพร้อมกัน อิทธิพลเอลนีโญทำให้ปีนี้เกิดพายุสูงกว่าค่าเฉลี่ย

จีนเฝ้าระวังไต้ฝุ่น 4 ลูกก่อตัวพร้อมกันในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ ขณะที่อิทธิพล “เอลนีโญ” ทำให้ปีนี้เกิดพายุสูงกว่าค่าเฉลี่ย

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 หอสังเกตการณ์อุตุนิยมวิทยากลางของจีนเปิดเผยว่า กำลังเฝ้าระวังสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น 4 ลูกที่ก่อตัวพร้อมกันในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ ภายใต้อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางภาคตะวันออกและภาคใต้ของจีนอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝนตกหนัก ลมแรง และความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม

โดยระบุว่าไต้ฝุ่นทั้ง 4 ลูก ได้แก่ ไต้ฝุ่นเซาเดล (Saudel) ไต้ฝุ่นนาร์รา (Narra) ไต้ฝุ่นแกนารี (Gaenari) และ ไต้ฝุ่นอัสนี (Atsani) ซึ่งก่อตัวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเป็นพายุลูกที่ 18-21 ที่ได้รับการตั้งชื่อในภูมิภาคนี้ในปีนี้ พร้อมระบุว่า ไต้ฝุ่นอัสนีอาจเคลื่อนตัวเข้าใกล้และมีอิทธิพลต่อไต้ฝุ่นเซาเดล ทำให้เกิดการส่งผ่านความชื้นเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางและความรุนแรงของไต้ฝุ่นเซาเดล หลังเคลื่อนเข้าสู่ทะเลจีนตะวันออก

ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญคาดว่าพายุทั้ง 4 ลูกอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง พร้อมเตือนประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะฝนตกหนักสะสม ลมแรง น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปีนี้มีไต้ฝุ่นก่อตัวในภูมิภาคนี้แล้ว 21 ลูก มากกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเดียวกันถึง 9 ลูก และมองว่าจำนวนพายุที่เพิ่มขึ้นมีความสัมพันธ์กับสภาพอากาศที่ได้รับอิทธิพลจากเอลนีโญ ซึ่งมักทำให้ความเคลื่อนไหวขแงพายุไต้ฝุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเพิ่มขึ้น ขณะที่ช่วยลดการก่อตัวของพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก.

ที่มา AP

ทอร์นาโดถล่มฝรั่งเศส เจ็บ 26 ราย บ้านเสียหายกว่า 100 หลัง ไฟดับ 2,800 ครัวเรือน

ทอร์นาโดถล่มฝรั่งเศส เจ็บ 26 ราย บ้านเสียหายกว่า 100 หลัง ไฟดับ 2,800 ครัวเรือน

25 ส.ค. 2569 08:30 น.

ทอร์นาโดถล่มฝรั่งเศส เจ็บ 26 ราย บ้านเสียหายกว่า 100 หลัง ไฟดับ 2,800 ครัวเรือน

เกิดเหตุทอร์นาโดพัดถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ช่วงเย็นวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 26 คน และบ้านเรือนประมาณ 100 หลัง ได้รับความเสียหายหนัก

ทางการท้องถิ่นระบุว่า ทอร์นาโดพัดเข้าพื้นที่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมื่อเวลาประมาณ 17.20 น. โดยแรงลมพัดหลังคาบ้านหลายหลังหลุดออก รวมถึงสร้างความเสียหายต่ออาคารและต้นไม้ในหลายชุมชน โดยเมืองโพมาสในแคว้นโอด ใกล้เมืองการ์กาซอน ซึ่งมีประชากรราว 1,000 คน เป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 26 คนมีอาการไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ในจำนวนนี้ 5 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา หนึ่งในผู้บาดเจ็บเป็นหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งได้รับบาดเจ็บหลังส่วนหนึ่งของบ้านพังถล่มลงมา โดยมีโซฟาช่วยป้องกันไม่ให้ได้รับอันตรายรุนแรงกว่านี้

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยมากกว่า 115 นายถูกส่งเข้าพื้นที่ รวมถึงทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง 14 นาย พร้อมสุนัขกู้ภัย เพื่อค้นหาและช่วยเหลือประชาชน ขณะที่สภากาชาดฝรั่งเศสเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย และทางการเปิดศูนย์พักพิงฉุกเฉิน 2 แห่งในเมืองโพมาสและเมืองลีมูซ์ สำหรับประชาชนที่ไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้

พายุยังทำให้ต้นไม้จำนวนมากหักโค่นลงมาขวางถนน ส่งผลให้ต้องปิดถนนหลายสายเพื่อความปลอดภัยและเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงาน ขณะที่ประมาณ 2,800 ครัวเรือนในราว 10 ชุมชนยังไม่มีไฟฟ้าใช้หลังเกิดเหตุ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศส หรือ Météo-France ตรวจพบแรงลมกระโชกสูงสุดประมาณ 117 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในพื้นที่ใกล้เคียง โดยก่อนหน้านี้หลายพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสอยู่ภายใต้ประกาศเตือนภัยพายุฝนฟ้าคะนองระดับสีส้ม

นอกจากทอร์นาโดแล้ว พายุฝนฟ้าคะนองยังทำให้เกิดฝนตกหนัก ลูกเห็บ และลมแรงในหลายพื้นที่ ขณะที่ทางการฝรั่งเศสเตือนว่าอาจเกิดพายุระลอกใหม่ในช่วงกลางคืน โดยบางพื้นที่อาจเผชิญฝนตกหนัก ลูกเห็บ และลมกระโชกแรงสูงสุดราว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ประสบภัย เพื่อเปิดทางให้ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินเข้าปฏิบัติงาน พร้อมติดตามข้อมูลจากทางการอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : dailymail

มหาสมุทรทั่วโลก อุณหภูมิเฉลี่ยทุบสถิติสูงสุด เอลนีโญทวีความรุนแรง

มหาสมุทรทั่วโลก อุณหภูมิเฉลี่ยทุบสถิติสูงสุด เอลนีโญทวีความรุนแรง

25 ส.ค. 2569 06:21 น.

มหาสมุทรทั่วโลก อุณหภูมิเฉลี่ยทุบสถิติสูงสุด เอลนีโญทวีความรุนแรง

หน่วยงานสภาพอากาศของยุโรปเผยว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นจนทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาล โดยเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 24 ส.ค. 2569 ว่า ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “โคเปอร์นิคัส” (Copernicus) ของสหภาพยุโรป ระบุว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลก (ไม่รวมเขตขั้วโลก) พุ่งสูงถึง 21.1 องศาเซลเซียส ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ทำลายสถิติเดิมที่ 21.09 องศาฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2567

ปกติแล้วอุณหภูมิน้ำทะเลทั่วโลกจะขึ้นสู่จุดสูงสุดในเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูร้อนของซีกโลกใต้ แต่สถิติใหม่กลับเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักวิทยาศาสตร์อย่างมาก

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญนำน้ำอุ่นขึ้นสู่ผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก และคาดว่าจะทวีความรุนแรงจนถึงช่วงปลายปี โดยนี่อาจเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายศตวรรษ ทำให้อุณหภูมิมีโอกาสพุ่งสูงขึ้นอีก

ทั้งนี้ มหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ มากกว่า 90% โดยหลักคือก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้อุณหภูมิทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในแปซิฟิกเท่านั้น แต่น่านน้ำอื่นๆ เช่น ช่องแคบอังกฤษฝั่งตะวันตก ก็เผชิญคลื่นความร้อนในทะเลต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี โดยอุณหภูมิสูงกว่าปกติถึง 7 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนกรกฎาคม

ผู้เชี่ยวชาญเตือนด้วยว่า น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นเป็นตัวเร่งความรุนแรงของพายุ เพิ่มความชื้น และลดลมเย็นจากทะเล ส่งผลให้คลื่นความร้อนบริเวณชายฝั่งรุนแรงขึ้น นอกจากนั้น น้ำทะเลที่ร้อนขึ้นจะขยายตัว ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่งมากขึ้นด้วย

ความร้อนของน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปรากฏการณ์แนวปะการังฟอกขาว และสร้างความกดดันต่อชุมชนที่พึ่งพาอาชีพประมง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าชายแฮร์รี่ ลาออกมูลนิธิสัตว์ป่าแอฟริกา หลังพบ จนท.ละเมิดสิทธิมนุษยชน

เจ้าชายแฮร์รี่ ลาออกมูลนิธิสัตว์ป่าแอฟริกา หลังพบ จนท.ละเมิดสิทธิมนุษยชน

25 ส.ค. 2569 05:10 น.

เจ้าชายแฮร์รี่ ลาออกมูลนิธิสัตว์ป่าแอฟริกา หลังพบ จนท.ละเมิดสิทธิมนุษยชน

เจ้าชายแฮร์รี่ตัดสินใจลาออกจากบอร์ดบริหารของมูลนิธิ African Parks เพื่อสัตว์ป่าในแอฟริกาแล้ว หลังผลการตรวจสอบชี้ว่า เจ้าหน้าที่ขององค์กรละเมิดสิทธิมนุษยชนของชนพื้นเมือง

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่ ดยุคแห่งซัสเซกซ์ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการของ “แอฟริกัน พาร์กส์” (African Parks) องค์กรการกุศลเพื่อสัตว์ป่าในแอฟริกาแล้ว หลังมีการตรวจพบว่า เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าขององค์กรแห่งนี้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชนพื้นเมือง

โฆษกประจำพระองค์ของเจ้าชายแฮร์รี่ยืนยันว่า พระองค์ทรงลาออกจากตำแหน่ง หลังจากทรงดำรงตำแหน่งประธานองค์กรการกุศล แอฟริกัน พาร์กส์ เป็นเวลา 6 ปี ก่อนจะเข้าเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารเมื่อปี 2566 แต่ระบุว่าพระองค์ยังคง “สนับสนุนภารกิจขององค์กรต่อไป”

เมื่อปี 2568 แอฟริกัน พาร์กส์ ออกมายอมรับว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นจริง โดยเป็นเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าในประเทศสาธารณรัฐคองโก (คองโก-บราซซาวิล)

“ดยุกทรงภูมิใจกับช่วงเวลา 10 ปีที่ได้ร่วมงานกับ แอฟริกัน พาร์กส์ และทรงสนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของคณะกรรมการอย่างเต็มที่” โฆษกประจำพระองค์ระบุ “ความมุ่งมั่นของพระองค์ในการอนุรักษ์ธรรมชาติในแอฟริกายังคงดำเนินต่อไป และพระองค์ยังคงเป็นผู้สนับสนุนภารกิจของ African Parks ต่อไป”

ทั้งนี้ แอฟริกัน พาร์กส์ ทำหน้าที่บริหารจัดการอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครองราว 20 แห่งใน 12 ประเทศแอฟริกา

องค์กรแห่งนี้เคยตกเป็นเป้าการสอบสวนด้านสิทธิมนุษยชนโดยคณะกรรมการอิสระมาแล้ว จากข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่สัญญาจ้างทำร้ายร่างกาย ข่มขืน และทรมานชนพื้นเมืองในอุทยานแห่งชาติ ออดซาลา-โคคัว (Odzala-Kokoua)

อนึ่ง เว็บไซต์ขององค์กรระบุว่า เจ้าชายแฮร์รี่ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยดำเนินงานระยะแรกของโครงการ “500 Elephants” ซึ่งถือเป็น “หนึ่งในการย้ายถิ่นฐานของช้างครั้งใหญ่และสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การอนุรักษ์”

โครงการดังกล่าวเป็นการเคลื่อนย้ายช้างโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าจากอุทยานในประเทศมาลาวี เพื่อช่วยเพิ่มประชากรช้างในพื้นที่ที่พวกมันเคยถูกล่าอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เปิดตัวมาตรการคว่ำบาตร “D-Day ทางเศรษฐกิจ” มุ่งโดดเดี่ยวอิหร่าน

สหรัฐฯ เปิดตัวมาตรการคว่ำบาตร “D-Day ทางเศรษฐกิจ” มุ่งโดดเดี่ยวอิหร่าน

25 ส.ค. 2569 03:01 น.

สหรัฐฯ เปิดตัวมาตรการคว่ำบาตร “D-Day ทางเศรษฐกิจ” มุ่งโดดเดี่ยวอิหร่าน

สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตร “D-Day ทางเศรษฐกิจ” โดยมีเป้าหมายเพื่อโดดเดี่ยวอิหร่าน และขู่ว่าใครก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน จะเสี่ยงถูกตัดขาดจากระบบการเงินที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ส.ค. 2569 สหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่านขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) โดยนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แถลงข่าวว่า สหรัฐฯ หวังให้มาตรการนี้ “ตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ” ที่ค้ำจุนประเทศอิหร่าน

เบสเซนต์ได้เปิดเผยมาตรการที่เขาอธิบายว่าเป็นการ “D-Day ทางเศรษฐกิจ” (economic D-Day) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อมอบคำเตือนครั้งสุดท้ายแก่ประเทศต่างๆ ให้ตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน มิเช่นนั้น บริษัทและองค์กรสำคัญของพวกเขาอาจถูกตัดขาดจากระบบการเงินที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์

“เรากำลังเปิดฉากบุกโจมตีทางเศรษฐกิจต่อเครือข่ายทางการเงินของอิหร่านทั่วโลก เป้าหมายของเราคือการตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนระบอบทรราชนี้ จนกว่าเตหะรานจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว” เบสเซนต์ กล่าว

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐฯ ในการกดดันให้อิหร่านยุติการโจมตีเรือสินค้าในอ่าวเปอร์เซีย และในทะเลแดงผ่านกองกำลังตัวแทนอย่างกลุ่มฮูตี หลังเตหะรานดำเนินการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ซึ่งทำให้สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อิหร่านอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรหลายชั้นจากสหรัฐฯ และนานาชาติ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่สามารถยับยั้งผู้นำอิหร่านได้ และอิหร่านออกมายืนยันว่า มาตรการล่าสุดของสหรัฐฯ นี้ จะให้ผลในทางตรงกันข้าม

ก่อนหน้านี้ เบสเซนต์เคยเรียกร้องความร่วมมือจากจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่านมาหลายปี แม้ว่ามาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ ที่เริ่มบังคับใช้อีกครั้งเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคม จะส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากอิหร่านไปยังจีนลดลงก็ตาม

บรรดาผู้เชี่ยวชาญมองว่า วอชิงตันยังคงระมัดระวังการตอบโต้จากจีนหากมีการคว่ำบาตรธนาคารของจีน ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะพบปะกันในเดือนหน้า เพราะการส่งออกแร่ธาตุหายากของจีนถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับธนาคารของจีน นายเบสเซนต์กล่าวว่า “เราต้องการทำความเข้าใจให้ชัดเจนในวันนี้ว่า ไม่มีใครอยู่เหนือน้ำมือของมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงว่า มาตรการคว่ำบาตรและการใช้วิธีกดดันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา และปักกิ่งจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

เบสเซนต์กล่าวเสริมว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้แกะรอยเครือข่าย ผู้ให้การสนับสนุน และช่องทางการเงินที่อิหร่านใช้ในการลักลอบขนส่งน้ำมันและหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรไว้หมดแล้ว และวอชิงตันจะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อเล่นงานทุกแหล่งที่มาของ “รายได้ที่ผิดกฎหมาย” ของอิหร่านต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ UK มอบแปลนขีปนาวุธให้ยูเครน ไปผลิตเองในประเทศ

นายกฯ UK มอบแปลนขีปนาวุธให้ยูเครน ไปผลิตเองในประเทศ

25 ส.ค. 2569 01:46 น.

นายกฯ UK มอบแปลนขีปนาวุธให้ยูเครน ไปผลิตเองในประเทศ

นายกฯ อังกฤษเยือนยูเครน ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนยูเครนต่อ แม้จะเผชิญคำขู่จากรัสเซีย พร้อมเดินหน้าปลดชั้นความลับ มอบแบบแปลนขีปนาวุธให้ยูเครนไปผลิตเองด้วย

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ส.ค. 2569 นายแอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร เดินทางเยือนยูเครนในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก และให้คำมั่นว่า ประเทศของเขาจะให้การสนับสนุนแก่ยูเครนต่อไป แม้รัสเซียจะออกโรงขู่อย่างรุนแรงว่า จะดำเนินการตอบโต้

นายเบิร์นแฮมได้พบประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน และร่วมการประชุม “กลุ่มพันธมิตรผู้เต็มใจ” (Coalition of the Willing) โดยเน้นย้ำเรื่องการสนับสนุนระบบและจรวดป้องกันทางอากาศ เช่น ระบบ “แพทริออต” (Patriot) พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรดึงยุทโธปกรณ์จากคลังออกมาช่วยยูเครนรับมือการโจมตีจากรัสเซีย

สหราชอาณาจักรยังอนุมัติให้บริษัท MBDA ผู้พัฒนาและผลิตขีปนาวุธสำหรับกองทัพ ถอดชั้นความลับข้อมูลชิ้นส่วนขีปนาวุธ Scalp ซึ่งเป็นเวอร์ชันฝรั่งเศสของขีปนาวุธร่อน Storm Shadow เพื่อมอบแบบแปลนให้ยูเครนสามารถผลิตขีปนาวุธนำวิถีระยะไกลนี้ได้เองภายในประเทศ

นอกจากนั้น สหราชอาณาจักรเรียกร้องให้สภาคองเกรสแห่งสหรัฐฯ เร่งเพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียอย่างเข้มงวดขึ้นด้วย

ด้านนายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซีย ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การมอบแบบแปลนขีปนาวุธให้ยูเครนว่าเป็นการ “ราดน้ำมันเข้ากองไฟ” และระบุว่ากองทัพรัสเซียกำลังเก็บข้อมูลเพื่อทำลายโรงงานผลิตขีปนาวุธดังกล่าว รวมถึงเตือนว่าสหราชอาณาจักรจะต้องชดใช้ราคาแพงหากยิ่งถลำลึกในสงครามนี้

ขณะที่นายเบิร์นแฮมปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียที่ว่า UK ช่วยยูเครนโจมตีดินแดนรัสเซีย โดยระบุว่า สหราชอาณาจักรเพียงช่วยให้ยูเครนปกป้องตนเอง และตั้งคำถามกลับว่า “ใครกันแน่ที่เป็นคนจุดไฟสงครามนี้ขึ้นมา” พร้อมยืนยันว่าความสัมพันธ์และความช่วยเหลือของสหราชอาณาจักรกับยูเครนจะมั่นคงและยาวนานจนกว่าจะบรรลุสันติภาพที่ยุติธรรม

ทั้งนี้ รัสเซียยืนยันว่า อังเดร เคลิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหราชอาณาจักร พ้นจากตำแหน่งแล้ว โดยไม่ได้เปิดเผยสาเหตุของการออกจากตำแหน่งในครั้งนี้ แต่ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: bbc

เกาหลีใต้เผย สหรัฐฯ ยกเลิกซ้อมรบร่วมเดือนหน้า เพราะสงครามอิหร่าน

เกาหลีใต้เผย สหรัฐฯ ยกเลิกซ้อมรบร่วมเดือนหน้า เพราะสงครามอิหร่าน

24 ส.ค. 2569 23:53 น.

เกาหลีใต้เผย สหรัฐฯ ยกเลิกซ้อมรบร่วมเดือนหน้า เพราะสงครามอิหร่าน

เกาหลีใต้เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ยกเลิกการซ้อมรบร่วมกับพวกเขาที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายน เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังพล หลังจากเกิดสงครามกับอิหร่าน

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ส.ค. 2569 ทางการเกาหลีใต้ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกการฝึกซ้อมยกพลขึ้นบกสะเทินน้ำสะเทินบกครั้งใหญ่ที่ทั้งสองประเทศจะกระทำร่วมกันในเดือนหน้า เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังพลอันเป็นผลมาจากสงครามกับอิหร่าน

การซ้อมรบดังกล่าวมีชื่อว่า “ซังยง” (Ssangyong) จัดขึ้นแบบปีเว้นปี เป็นการฝึกร่วมระหว่างนาวิกโยธินเกาหลีใต้และสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการปฏิบัติการร่วมกัน โดยปกติต้องใช้เรือรบ อากาศยาน และกำลังทางบกในการซ้อมยกพลขึ้นบก

การยกเลิกครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีคำสั่งเมื่อสัปดาห์ก่อนให้ปรับลดขนาดการฝึกซ้อมรบประจำปี “อุลชี ฟรีดอม ชีลด์” (Ulchi Freedom Shield) ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์เดียวกันนั้น โดยลดระยะเวลาการซ้อมรบร่วมจาก 11 วัน เหลือเพียง 5 วัน

ในตอนนั้น ทรัมป์อ้างถึงค่าใช้จ่ายที่สูง และกล่าวว่าการซ้อมรบเป็นการส่งสัญญาณที่ “ไม่เหมาะสมและไม่เป็นมิตร” ต่อเกาหลีเหนือ พร้อมกับเน้นย้ำว่าเขากับ คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากๆ ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายทรัมป์จะออกมาเผยว่า เขาเตรียมพบกับผู้นำเปียงยางในช่วงปลายปีนี้

“กองพลนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อกองทัพของเราอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายนว่า ความสามารถในการส่งกำลังพลระหว่างการฝึกซ้อมซังยงในปีนี้จะถูกจำกัด เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง” ฮัน ซึง-ชอน โฆษกกองพลนาวิกโยธินเกาหลีใต้ บอกกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าว

เขากล่าวอีกว่า รัฐบาลกรุงโซลและวอชิงตันกำลังหารือกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการฟื้นฟูการฝึกซ้อมสะเทินน้ำสะเทินบกดังกล่าว โดยไม่ได้ให้รายละเอียดมากไปกว่านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โดรนยูเครนถล่มโกดังบริษัทค้าปลีกออนไลน์ใหญ่อันดับ 2 ของรัสเซีย

โดรนยูเครนถล่มโกดังบริษัทค้าปลีกออนไลน์ใหญ่อันดับ 2 ของรัสเซีย

24 ส.ค. 2569 23:02 น.

โดรนยูเครนถล่มโกดังบริษัทค้าปลีกออนไลน์ใหญ่อันดับ 2 ของรัสเซีย

ยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังสินค้าของบริษัทค้าปลีกออนไลน์อันดับ 2 ของรัสเซียหลายแห่ง ยกระดับการโจมตีทางเศรษฐกิจ ขณะที่ฝ่ายรัสเซียระบุว่า การโจมตีของยูเครนทำให้เด็กเสียชีวิตด้วย 3 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 24 ส.ค. 2569 ว่า คลังสินค้าของบริษัท “โอซอน” (Ozon) ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซรายใหญ่อันดับ 2 ของรัสเซียหลายแห่ง ทั้งในแคว้นคราสโนดาร์, ดาเกสถาน, สตาฟโรโปล และ อาดีเกีย ถูกโดรนของยูเครนโจมตีอย่างหนักจนเกิดไฟลุกไหม้และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

ยูเครนกำลังขยายเป้าหมายการโจมตีทางเศรษฐกิจของรัสเซีย หลังจากช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเขาส่งโดรนโจมตีคลังสินค้าของบริษัท “ไวด์เบอร์รีส์” (Wildberries) ผู้ให้บริการค้าปลีกออนไลน์อันดับ 1 ของรัสเซีย หลายแห่ง โดยอ้างว่าทำเพื่อทำลายสินค้าที่ใช้ประโยชน์ได้สองทาง และสกัดการขนส่งสนับสนุนกองทัพรัสเซีย

โอซอนกับไวด์เบอร์รีส์ เปรียบเหมือน “แอมะซอน” (Amazon) แห่งรัสเซีย และถูกใช้งานโดยประชากรวัยทำงานของรัสเซียมากถึง 85-90% การโจมตีครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวรัสเซียโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องพึ่งพาการสั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านระบบออนไลน์

เนื่องจากทั้งสองบริษัทใช้โมเดลตลาดกลางเชื่อมต่อผู้ขายรายย่อย ความเสียหายของคลังสินค้าจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรดาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยในรัสเซียด้วย

ก่อนหน้านี้ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียเตือนว่า ยูเครนกำลังเปิด “กล่องแพนโดรา” ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจ และยืนยันว่ารัสเซียจะทำการตอบโต้อย่างแน่นอน

ด้านกระทรวงกลาโหมของรัสเซียเปิดเผยว่า มีเด็ก 3 คน อายุ 13, 15 และ 16 ปี เสียชีวิตในแคว้นคราสโนดาร์ หลังถูกโดรนของยูเครนโจมตี นอกจากนั้นยังมีเด็กได้รับบาดเจ็บอีก 6 รายด้วย

ส่วนรัสเซียก็ยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและคลังสินค้าในยูเครนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเหตุโจมตีคลังอาหารและพลังงานในเมืองโอเดซา ส่งผลให้สงครามยกระดับความรุนแรงในมิติทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ก่อนที่ฤดูหนาวในปีนี้จะมาถึง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์-อะไหล่ จากแคนาดาเป็น 50%

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์-อะไหล่ จากแคนาดาเป็น 50%

24 ส.ค. 2569 22:00 น.

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์-อะไหล่ จากแคนาดาเป็น 50%

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความขู่จะขึ้นภาษี รถยนต์, รถบรรทุก, ชิ้นส่วนยานยนต์ และเหล็กกล้า ที่นำเข้าจากแคนาดา เป็น 50% หลังทั้งสองฝ่ายเจรจาการค้าล้มเหลว

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ รถบรรทุก ชิ้นส่วนยานยนต์ และเหล็กกล้าทั้งหมดเป็น 50% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 หลังจากการเจรจาการค้ากับแคนาดาประสบความล้มเหลว

“หากผลิตในสหรัฐฯ จะเสียภาษี 0%! แคนาดาจะไม่ได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐฯ อีกต่อไป!” ทรัมป์เขียนระบุ “ในเรื่องการค้าและเรื่องอื่นๆ พวกเขาจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่รับมือได้ยากที่สุดในโลก พวกเขารู้สึกเหมือนว่าตนเองมีสิทธิ์ได้รับสิ่งต่างๆ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแคนาดา แต่พวกเขาต่างหากที่จำเป็นต้องพึ่งพาเรา!”

ทั้งนี้ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 ส.ค.) ประสบความล้มเหลว ส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาเพิ่มเติมในอัตรา 50% ครอบคลุมสินค้าหลายรายการ ไวน์, ผลิตภัณฑ์นม, ปูนซีเมนต์ เสื้อผ้า และอุปกรณ์ฮอกกี้ มูลค่าการนำเข้าประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดที่สหรัฐฯ นำเข้าจากแคนาดา

ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษอีกฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุให้การเจรจาล้มเหลว ขณะที่แคนาดาเตรียมบังคับใช้ภาษีกับสินค้าสหรัฐฯบางรายการเพื่อเป็นการตอบโต้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คณะรัฐบาลของทรัมป์ออกมาเตือนว่า แคนาดาจะ “โง่เขลา” มากหากคิดว่าจะสามารถเอาชนะสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ได้ พร้อมคาดการณ์ว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนทางตอนเหนือนี้จะ “ส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

น้ำมันเถื่อน-ยาเสพติด เส้นทางถ่ายลำเลียงกลางทะเลอ่าวไทย ยันขบวนการมดชายแดน

น้ำมันเถื่อน-ยาเสพติด เส้นทางถ่ายลำเลียงกลางทะเลอ่าวไทย ยันขบวนการมดชายแดน

24 ส.ค. 2569 19:38 น.

น้ำมันเถื่อน-ยาเสพติด เส้นทางถ่ายลำเลียงกลางทะเลอ่าวไทย ยันขบวนการมดชายแดน

เปิดเบื้องลึกขบวนการน้ำมันเถื่อน-ยาเสพติดข้ามชาติ เส้นทางถ่ายลำเลียงกลางทะเลอ่าวไทย ขบวนการมดชายแดน เผยมาตรการเด็ดขาดตัดท่อน้ำเลี้ยงชายแดนใต้

จากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 22 – 23 ส.ค. 69 ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีผู้ก่อความไม่สงบก่อเหตุ ทำลายสถานที่ราชการ และพื้นที่ของเอกชน สร้างความเสียหายจำนวนมาก และจากการออกมาสัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่า เหตุผลหนึ่งในการก่อเหตุเนื่องจาก มีการปราบปรามการนำเข้าสินค้าเถื่อน ที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน และอาจโยงกับขบวนการยาเสพติด

ทีมงานเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยังแหล่งข่าวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงการลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อน เปิดเผยข้อมูลว่า ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการนำเข้าของเถื่อนและยาเสพติด โดยสินค้าหลักที่ทำการลักลอบเข้ามาคือ น้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันปาล์ม

โดยสาเหตุที่มีการลักลอบนำเข้า “น้ำมันปาล์ม” เนื่องจากฝั่งประเทศมาเลเซียมีกำลังการผลิตในการปลูกต้นปาล์มได้มากกว่าไทย ทำให้ราคาขายฝั่งทางมาเลเซียถูกกว่าฝั่งไทย จึงมีการนำเข้ามาขายและส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศไทยถูกลง

นอกจากนี้ ยังมีการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อน รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ยาสีฟัน สบู่ ผ้าอ้อมเด็กหรือแพมเพิสจากประเทศมาเลเซียโดยไม่เสียภาษี

เส้นทางการค้าของเถื่อนแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก

1. เส้นทางทางทะเลอ่าวไทย

การขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ จะไม่ผ่านช่องทางปกติ แต่ใช้วิธีนำเรือขนถ่ายน้ำมันขนาดใหญ่วิ่งเข้ากลางทะเล ก่อนจะใช้เรือเล็ก หรือเรือประมงที่ดัดแปลงพิเศษถ่ายน้ำมันเข้ามา สินค้าเหล่านี้บางส่วนจะถูกลำเลียงขึ้นฝั่งจนถึงทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากอ่าวไทยฝั่งหาดใหญ่ หรือนครศรีธรรมราช ไม่มีท่าเรือที่เอื้อต่อการขนถ่าย

2. เส้นทางชายแดนนราธิวาส

เนื่องจากพื้นที่นราธิวาส มีแม่น้ำสายเล็กๆ กั้นพรมแดน จึงใช้เรือเล็กข้ามแม่น้ำไม่ถึง 5 นาที ลักษณะเป็นการขนส่งแบบ “ขบวนการมด” ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่น้ำมันเถื่อนและสินค้าอื่นๆ ลักลอบวิ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ดำเนินการมานาน โดยกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่นที่อาศัยการดูแลคนรอบข้างและจ่ายผลประโยชน์ให้คนในพื้นที่ แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งด้านผลประโยชน์หรือมีการเปลี่ยนชุดผู้ดูแลใหม่ในพื้นที่ ขบวนการนี้จึงถูกเปิดเผยและจับกุมขึ้นมา

ทางผ่านยาเสพติดข้ามแดน

ในส่วนของยาเสพติด มีเส้นทางการลำเลียงโดยรับมาจากประเทศลาว เข้าทางภาคเหนือและภาคอีสาน มารวมไว้ที่จังหวัดนนทบุรี ก่อนจะถ่ายของลงมาทางภาคใต้ เพื่อส่งออกไปทางประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะยาบ้าซึ่งไทยจะเน้นส่งออก เนื่องจากไม่ได้ทำการผลิตเอง

มาตรการเด็ดขาด ตัดท่อน้ำเลี้ยงผู้ก่อเหตุความไม่สงบ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 69 ได้มีการบังคับใช้กฎหมายต่อเครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี มีการจับกุมผู้ต้องหา 3 รายพร้อมยึดของกลางทั้งบุหรี่ผิดกฎหมาย 2,452,680 มวน , อาวุธปืน 3 กระบอกและเงินสด 8,759,000 บาท ซึ่งคาดว่ามีการเชื่อมโยงว่าเป็นการสนับสนุนด้านการเงินแก่กลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบ

นอกจากนี้ ผลการเปิดยุทธการ “90 วัน พิฆาตยาเสพติด” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนและ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้ทำการปิดล้อมและตรวจค้นจนสามารถดำเนินคดีได้รวมถึง 972 คดี จับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด993 ราย ยึดของกลางยาบ้ามากกว่า 981,638 เม็ด , ยาไอซ์ 235 กรัมและเฮโรอีนอีก 422 กรัม ถือว่าเป็นการเดินหน้าตัดวงจรการเงินมืดที่คอยค้ำจุนขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่อย่างเด็ดขาด