คิงชาร์ลส์เผย จ่ายภาษีกว่า 12.9 ล้านปอนด์ ในปีงบประมาณ 2567-68

คิงชาร์ลส์เผย จ่ายภาษีกว่า 12.9 ล้านปอนด์ ในปีงบประมาณ 2567-68

26 มิ.ย. 2569 05:39 น.

คิงชาร์ลส์เผย จ่ายภาษีกว่า 12.9 ล้านปอนด์ ในปีงบประมาณ 2567-68

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กับเจ้าชายวิลเลียมทรงเปิดเผยข้อมูลการชำระภาษีส่วนพระองค์ออกมาแล้ว เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและส่งเสริมความรับผิดชอบของราชวงศ์

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเปิดเผยข้อมูลการชำระภาษีส่วนพระองค์ออกมาแล้ว โดยระบุว่า พระองค์ชำระภาษีเป็นจำนวนเงิน 12.9 ล้านปอนด์ (ราว 567.5 ล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2567-2568 ซึ่งนับเป็นกษัตริย์พระองค์แรกในประวัติศาสตร์ของอังกฤษที่ทรงเปิดเผยยอดเงินค่าภาษีต่อสาธารณชน

จำนวนภาษีที่ทรงชำระนี้ ส่งผลให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ติดอันดับผู้เสียภาษีสูงสุด 100 อันดับแรกของสหราชอาณาจักร

ด้านเจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทลำดับที่ 1 แห่งราชบัลลังก์อังกฤษ ก็ทรงแจ้งยอดชำระภาษีเป็นจำนวน 7.76 ล้านปอนด์ (ราว 341 ล้านบาท) ในช่วงเวลาเดียวกัน

สำนักพระราชวังระบุว่า การที่ทั้งสองพระองค์เปิดเผยยอดชำระภาษีด้วยความสมัครใจนี้ เป็นการตัดสินใจส่วนพระองค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและ “ส่งเสริมให้สาธารณชนเข้าใจถึงความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ของราชวงศ์”

จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมา ตั้งแต่กษัตริย์ชาร์ลส์เสด็จขึ้นครองราชย์และเจ้าชายวิลเลียมดำรงตำแหน่งเจ้าชายแห่งเวลส์ ยอดรวมภาษีที่ทั้งสองพระองค์ชำระให้แก่กรมสรรพากรและศุลกากร (HMRC) มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 50 ล้านปอนด์แล้ว

มีการเปิดเผยด้วยว่าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์และสมเด็จพระราชินีคามิลลา จะยังคงประทับอยู่ที่พระตำหนักแคลเรนซ์ต่อไป โดยจะไม่มีการย้ายเข้าไปประทับในพระราชวังบักกิงแฮม

เงินทุนหลักของราชสำนัก (Sovereign Grant) ซึ่งเป็นเงินรายปีส่วนพระมหากษัตริย์อังกฤษ จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 99.9 ล้านปอนด์เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570-2571 เป็นต้นไป (เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 3 ปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 51.8 ล้านปอนด์) โดยเงินนี้จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น เงินเดือนเจ้าหน้าที่ การดูแลรักษาอาคารสถานที่ และค่าเดินทางในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ

ทั้งนี้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับรายได้ประจำปีจากเขตที่ดินดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์ (Duchy of Lancaster) ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้กษัตริย์มีแหล่งเงินทุนอิสระสำหรับค่าใช้จ่ายในงานราชการและส่วนพระองค์

ทรัพย์สินดังกล่าวประกอบด้วยที่ดิน การลงทุน และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสร้างรายได้ประจำปีให้แก่พระองค์ โดยในปีงบประมาณ 2568-2569 คิดเป็นมูลค่า 25.2 ล้านปอนด์ นอกจากนี้ แหล่งรายได้อื่นๆ ที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ เงินลงทุนและเงินออมส่วนพระองค์ รวมถึงรายได้ที่มาจากพระตำหนักส่วนพระองค์อย่าง บัลมอรอล (Balmoral) และแซนดริงแฮม (Sandringham)

ส่วนเจ้าชายวิลเลียมทรงได้รับรายได้จากเขตที่ดินดัชชีแห่งคอร์นวอลล์ (Duchy of Cornwall) ซึ่งเป็นทรัพย์สินมรดกตกทอดที่มีเนื้อที่กว่า 130,000 เอเคอร์ และมีมูลค่านับพันล้านปอนด์ รวมถึงสนามคริกเก็ต ดิ โอวอล ในลอนดอนด้วย โดยรายได้นี้จะถูกนำมาใช้เป็นทุนสำหรับงานราชการ การดำเนินงานของสำนักงานส่วนพระองค์ และการใช้ชีวิตส่วนพระองค์ของครอบครัว

เจ้าชายวิลเลียมยังทรงประกาศว่า พระองค์จะไม่รับผลประโยชน์ส่วนพระองค์จากค่าเช่ารายปีมูลค่า 1.5 ล้านปอนด์ที่ได้จากเรือนจำดาร์ตมัวร์ (Dartmoor) ที่ถูกปล่อยร้างตั้งแต่ปี 2567 อีกต่อไป และจะนำเงินส่วนนี้ไปใช้สนับสนุนชุมชนในท้องถิ่นแทน โดยเฉพาะในแถบพื้นที่ชนบทของเมืองพรินซ์ทาวน์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเรือนจำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

26 มิ.ย. 2569 04:00 น.

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาตให้รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวของผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรียจำนวนหลายแสนคน ทำให้คนกลุ่มนี้เสี่ยงถูกเนรเทศกลับไปเผชิญกับอันตรายในประเทศบ้านเกิด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ตัดสินให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถดำเนินแผนการยกเลิก “สถานะผู้ได้รับความคุ้มครองชั่วคราว” (TPS) ของผู้อพยพชาวเฮติประมาณ 350,000 คน และชาวซีเรียอีกราว 6,000 คน ซึ่งส่งผลให้คนกลุ่มนี้อาจถูกส่งตัวกลับประเทศ

ผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม ซามูเอล อาลีโต ตัวแทนเสียงข้างมาก ระบุว่า ศาลไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่ายเรื่องการตัดสินอนาคตของนโยบายนี้ เนื่องจากกฎหมายจำกัดสิทธิ์ของศาลอย่างชัดเจนในการทบทวนการตัดสินใจของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ว่าจะขยายเวลาหรือยุติการคุ้มครอง TPS

นอกจากนั้น ศาลยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า การยกเลิกสถานะของชาวเฮติมาจากอคติทางเชื้อชาติ โดยระบุว่า วาทกรรมของทรัมป์ เช่น ข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานว่าชาวเฮติจับสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านกิน ยังไม่ถือว่าเป็นความพยายาม “เหยียดเชื้อชาติอย่างโจ่งแจ้ง” และไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่านโยบายนี้ตั้งอยู่บนฐานรากของการเหยียดผิว

ขณะที่ เอเลนา คาแกน ตุลาการฝ่ายเสียงข้างน้อยโต้แย้งว่า คำพูดของทรัมป์แสดงออกถึงการเหยียดเชื้อชาติอย่างชัดเจน และสิ่งนี้มีผลต่อการตัดสินใจผลักดันชาวเฮติออกนอกประเทศ

ด้านทนายความฝั่งผู้อพยพและองค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่า คำตัดสินนี้เปรียบเสมือนการส่งผู้บริสุทธิ์หลายแสนคนกลับไปเผชิญความรุนแรงและความตายในประเทศบ้านเกิด ซึ่งขัดแย้งกับหลักมนุษยธรรม ทั้งที่คนเหล่านี้เข้ามาสร้างชีวิตและเสียภาษีอย่างถูกต้องในสหรัฐฯ มานานหลายปี

ทั้งนี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกมาตรการ TPS เนื่องจากนาง คริสตี โนเอม รัฐมนตรีความมั่นคงฯ ในขณะนั้น อ้างว่าสถานการณ์ในเฮติและซีเรียดีขึ้นแล้วจนไม่จำเป็นต้องได้รับสถานะ TPS

แต่ข้อมูลดังกล่าวขัดแย้งกับประกาศของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ยังคงเตือนพลเมืองอเมริกันว่า “ห้ามเดินทาง” ไปยังทั้งสองประเทศเนื่องจาก เฮติยังคงอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน มีคดีอาชญากรรมร้ายแรง ปล้นจี้ ล่วงละเมิดทางเพศ และลักพาตัวเรียกค่าไถ่เกิดขึ้นเป็นประจำ

ส่วนซีเรีย กระทรวงการต่างประเทศระบุชัดเจนว่า “ไม่มีพื้นที่ใดในซีเรียที่ปลอดภัยจากความรุนแรง”

เมื่อปีก่อน ศาลสูงสุดเคยอนุมัติให้รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกสถานะคุ้มครองในลักษณะเดียวกันนี้ของชาวเวเนซุเอลากว่า 600,000 คนมาแล้ว ซึ่งรัฐบาลนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานอ้างอิงในคดีนี้

หากสูญเสียสถานะ TPS ผู้อพยพชาวเฮติและซีเรียจะถูกเข้าสู่กระบวนการเนรเทศตามปกติ อย่างไรก็ตาม ทนายความกำลังเร่งหาช่องทางกฎหมายอื่นๆ เช่น การยื่นเรื่องขอลี้ภัย (Asylum) เพื่อให้พวกเขาได้อยู่ต่อ

นอกเหนือจากคดีนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังได้ยกเลิกสถานะ TPS ของผู้อพยพจากประเทศอื่นๆ เช่น อัฟกานิสถานและแคเมอรูน รวมถึงยุติโครงการในสมัยของประธานาธิบดีไบเดนที่เคยอนุญาตให้ผู้อพยพกว่า 500,000 คนจากคิวบา เฮติ นิการากัว และเวเนซุเอลา พำนักในสหรัฐฯ ระหว่างรอการพิจารณาคดีได้ด้วย

อนึ่ง โครงการ TPS เป็นโครงการบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมของสหรัฐฯ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2533 เพื่อให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ผู้ที่หนีภัยสงครามหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติร้ายแรงจากประเทศบ้านเกิด และอนุญาตให้ทำงานในสหรัฐฯ ได้ชั่วคราวเป็นเวลา 18 เดือน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทาง รบ.ทรัมป์ฟื้นนโยบาย จำกัดสิทธิ์ผู้ลี้ภัยที่ชายแดน

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทาง รบ.ทรัมป์ฟื้นนโยบาย จำกัดสิทธิ์ผู้ลี้ภัยที่ชายแดน

26 มิ.ย. 2569 03:36 น.

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทาง รบ.ทรัมป์ฟื้นนโยบาย จำกัดสิทธิ์ผู้ลี้ภัยที่ชายแดน

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินเปิดทางให้รัฐบาลทรัมป์สามารถนำนโยบายจำกัดจำนวนผู้มีสิทธิ์ขอลี้ภัยบริเวณชายแดน ที่เคยใช้ในยุคโอบามากับทรัมป์สมัยแรก กลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้งแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทางให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีสิทธิ์ที่จะฟื้นคืนนโยบายคนเข้าเมืองรูปแบบเดิม ซึ่งเคยถูกนำมาใช้เพื่อผลักดันกลุ่มผู้อพยพที่ต้องการขอลี้ภัยบริเวณชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง

คณะตุลาการศาลสูงสุดมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เคยสั่งระงับแนวปฏิบัติดังกล่าว ซึ่งเป็นมาตรการจำกัดจำนวนผู้มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอลี้ภัยในแต่ละวัน โดยนโยบายนี้ริเริ่มขึ้นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลโอบามา ก่อนจะถูกขยายผลและบังคับใช้อย่างเข้มข้นขึ้นในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์

ทั้งนี้ กลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิผู้อพยพ ซึ่งต่อต้านนโยบายดังกล่าวระบุว่า มาตรการนี้ หรือที่เรียกว่าระบบ Metering ได้สร้างวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม เนื่องจากส่งผลให้ผู้อพยพหลายพันคนต้องติดค้างและอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวที่ไม่ปลอดภัยเพื่อเฝ้ารอคิวของตนเอง

ส่วนฝ่ายรัฐบาลทรัมป์แย้งว่า มาตรการนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารจัดการและรับมือกับจำนวนผู้ขอลี้ภัยบริเวณชายแดนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนโยบายจำกัดโควตารายวันนี้ยังไม่ได้ถูกนำกลับมาบังคับใช้ในทันที แม้ว่าทางการจะมีการกำหนดข้อจำกัดอื่นๆ กับผู้ขอลี้ภัยอยู่แล้วก็ตาม โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะฟื้นนโยบายนี้เมื่อใด แต่ได้ออกมาแสดงความยินดีต่อคำตัดสินดังกล่าวแล้ว

“คำตัดสินนี้เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ใช้เครื่องมือสำคัญในการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนทางตอนใต้ของเราต่อไป” เจมส์ เพอร์ซิวัล ที่ปรึกษากฎหมายทั่วไปของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิกล่าว

ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลให้เหตุผลว่า มาตรการจัดสรรคิวนี้เป็นเครื่องมือการจัดการสำคัญที่ประธานาธิบดีจากทั้งสองพรรคการเมืองเคยนำมาใช้ และควรคงไว้ให้สามารถเลือกใช้ได้ต่อไป

ขณะที่ทนายความฝั่งรัฐบาลกลางระบุว่า ผู้ที่ถูกปฏิเสธบริเวณชายแดนสามารถเดินทางกลับมายื่นเรื่องใหม่ได้ในภายหลัง แม้ว่าในความเป็นจริงช่วงที่มีการใช้นโยบายนี้ แถวรอคิวจะยาวเหยียดนับหลายพันคนก็ตาม

อนึ่ง คดีนี้เป็นหนึ่งในคดีความด้านกฎหมายคนเข้าเมืองหลายคดีที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาในวาระนี้ รวมถึงความพยายามของทรัมป์ในการจำกัดสิทธิ์การให้สัญชาติโดยกำเนิด นอกจากนี้ ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ศาลฎีกายังมีคำตัดสินอนุญาตให้รัฐบาลของเขา ยุติการคุ้มครองผู้อพยพที่หลบหนีความรุนแรงจากบ้านเกิด ไม่ให้ถูกส่งกลับประเทศอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ยุโรประอุ ฝรั่งเศสเตือนคนรุ่นใหม่ก็เสี่ยง สเปนดับพุ่ง 200 ศพ

ยุโรประอุ ฝรั่งเศสเตือนคนรุ่นใหม่ก็เสี่ยง สเปนดับพุ่ง 200 ศพ

26 มิ.ย. 2569 03:14 น.

ยุโรประอุ ฝรั่งเศสเตือนคนรุ่นใหม่ก็เสี่ยง สเปนดับพุ่ง 200 ศพ

มวลความร้อนในยุโรปเริ่มเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก แผ่ความร้อนปกคลุมหลายประเทศมากขึ้น ในขณะที่ฝรั่งเศสยกระดับเตือนภัยอีกโดยระบุว่า แม้แต่คนหนุ่มสาวก็เสี่ยงอันตรายจากความร้อน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 ทางการฝรั่งเศสประกาศยกระดับเตือนภัยด้านสาธารณสุขสู่ระดับสูงสุด (ระดับ 3) เพื่อระดมบุคลากรทางการแพทย์มารับมือสถานการณ์คลื่นความร้อน โดยรัฐมนตรีสาธารณสุขเตือนว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้ไม่ได้เป็นอันตรายแค่กับผู้สูงอายุ แต่คนหนุ่มสาวที่แข็งแรงดีก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

หน่วยรถพยาบาลในกรุงปารีสรายงานว่า พบผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest) เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในรอบ 24 ชั่วโมง โดยนายเอ็มมานูเอล เกรกัวร์ นายกเทศมนตรีกรุงปารีสวิจารณ์ว่ากลุ่มวัยรุ่นที่ยังออกมาวิ่งจ็อกกิงท่ามกลางสภาพอากาศเช่นนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่ “ไร้ความรับผิดชอบ”

ที่เมืองแรนส์ (Rennes) พบผู้เสียชีวิตในบ้านพักแล้ว 5-6 ราย มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ในภูมิภาคเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดแคลน นอกจากนี้ยังมีรายงานสลดพบเด็กอายุ 3 ขวบเสียชีวิตเนื่องจากถูกทิ้งไว้ในรถยนต์ในแถบปารีส และก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็มีเด็กเสียชีวิตในลักษณะเดียวกันอีก 2 รายทางตอนใต้ของประเทศ

สถานการณ์คลื่นความร้อนยังทำให้สหภาพครูฝรั่งเศสประกาศนัดหยุดงานประท้วง เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการทำงานร้อนจนไม่สามารถรับได้ ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 3 แห่งต้องหยุดทำงานชั่วคราวเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด

ฝรั่งเศสยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน โดยบางพื้นที่ทางตะวันตกเตรียมรับมือพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง และมีการสั่งยกเลิกเทศกาลดนตรี Garorock วันแรก เนื่องจากคาดว่าอุณหภูมิจะสูงถึง 42 องศาเซลเซียส และอาจมีลมกระโชกแรง

ทั้งนี้ หลังจากสเปน สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสเผชิญความร้อนจัดมาหลายวัน มวลความร้อนกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก ส่งผลกระทบวงกว้างในหลายประเทศมากขึ้น

ที่เยอรมนีและสาธารณรัฐเช็ก อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสในช่วงสุดสัปดาห์ ทางการเยอรมนีสั่งยกเลิกการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนที่เมืองฮัมบูร์ก และบริการรถไฟในทั้งสองประเทศประกาศให้ผู้โดยสารสามารถยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางได้ฟรีหากไม่จำเป็น

ส่วนที่สเปน แม้สภาพอากาศจะเริ่มเย็นลงจากมวลอากาศในมหาสมุทรแอตแลนติกที่เคลื่อนเข้ามา แต่ระบบเฝ้าระวังรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตที่อาจเกี่ยวเนื่องจากความร้อนแล้วถึง 213 ราย โดยเฉพาะวันพุธ (24 มิ.ย.) วันเดียวก็พบผู้เคราะห์ร้ายสูงถึง 95 รายแล้ว

ที่สหราชอาณาจักร สำนักอุตุนิยมวิทยาได้ขยายเวลาการเตือนภัยความร้อนรุนแรงระดับสีแดงในลอนดอนและอังกฤษตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่ในอิตาลี พิพิธภัณฑ์อุฟฟิซิ (Uffizi) ในเมืองฟลอเรนซ์ ต้องหยุดขายตั๋วชั่วคราวเนื่องจากระบบปรับอากาศไม่สามารถรองรับความร้อนจัดได้ โดยคาดว่าอุณหภูมิในอิตาลีจะพุ่งแตะ 40 องศาเซลเซียสในวันจันทร์หน้า

ผู้เชี่ยวชาญในอิตาลีชี้ว่า สภาพอากาศในเดือนมิถุนายนของศตวรรษนี้เปลี่ยนไปจากศตวรรษก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยอุณหภูมิเฉลี่ยตอนกลางคืนสูงถึง 29 องศาเซลเซียส จากเดิมในอดีตที่เคยอยู่ที่ 17 องศาเซลเซียสเท่านั้น

ส่วนประเทศอื่นๆ ในยุโรปอย่างเช่น ลักเซมเบิร์กประกาศเตือนภัยระดับสีแดง, สวิตเซอร์แลนด์ประกาศเตือนภัยภัยแล้งรุนแรงสูงสุด, ส่วนเนเธอร์แลนด์และออสเตรีย เฉพาะในกรุงเวียนนา คาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งแตะ 39-40 องศาเซลเซียสในช่วงสุดสัปดาห์เช่นกัน

หัวหน้าฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า “คลื่นความร้อนที่โหดร้ายในยุโรปครั้งนี้มีร่องรอยของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis) ปรากฏอยู่อย่างชัดเจน” พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและสร้างระบบรับมือที่รวดเร็วกว่าเดิม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลลั่น จะถอนทหารออกจากเลบานอนเมื่อฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ

อิสราเอลลั่น จะถอนทหารออกจากเลบานอนเมื่อฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ

25 มิ.ย. 2569 23:52 น.

อิสราเอลลั่น จะถอนทหารออกจากเลบานอนเมื่อฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ

ทางการอิสราเอลยืนยันว่า พวกเขาจะถอนกำลังทหารออกจากภาคใต้ของเลบานอนก็ต่อเมื่อ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยอมปลดอาวุธและลดกำลังพลแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ปฏิเสธมาตลอด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 รัฐบาลอิสราเอลแถลงว่า พวกเขาจะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนก็ต่อเมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยอมปลดอาวุธแล้วเท่านั้น ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังเข้าร่วมการเจรจาที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

กองทัพอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศเป็นวงกว้างในเลบานอน และส่งกำลังทหารเข้าไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เข้าร่วมในสงครามตะวันออกกลางเมื่อต้นเดือนมีนาคม เพื่อช่วยเหลืออิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีอย่างหนัก

เดวิด เมนเซอร์ โฆษกรัฐบาลอิสราเอล กล่าวในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า “เราจะไม่ถอนกำลังทหารออกจากทางตอนใต้ของเลบานอน ตราบใดที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงเป็นภัยคุกคาม, ยังไม่ถูกปลดอาวุธ และยังไม่ถูกลดกำลังพลทางทหาร”

ด้านความคืบหน้าของการเจรจา เจ้าหน้าที่ของเลบานอนได้เริ่มเปิดฉากเจรจาโดยตรงกับอิสราเอล ณ กรุงวอชิงตัน ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยการเจรจารอบล่าสุดซึ่งดำเนินมาเป็นเวลา 3 วันแล้ว และมีกำหนดจะสิ้นสุดลงในวันพฤหัสบดีนี้

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเจรจาครั้งนี้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองใกล้ที่จะบรรลุเจตจำนงร่วมกัน

เมื่อถูกถามถึงเรื่องการเจรจา นายเมนเซอร์ระบุว่า “เรากำลังแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนที่สุดว่า เราต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในภาคเหนือและทั้งประเทศอิสราเอล และเราจะไม่ยอมให้กองกำลังก่อการร้ายใดๆ เข้าใกล้ชายแดนของเรา ซึ่งนั่นหมายความว่า การปรับกำลังพลของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) จะเกิดขึ้นหลังจาก ไม่ใช่ก่อนหน้า แต่เป็นหลังจากการปลดอาวุธและลดกำลังพลของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในภาคใต้ของเลบานอนเท่านั้น”

“เราเคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาแล้วในปี 2567” นายเมนเซอร์กล่าวเสริม “ในตอนนั้นกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ควรจะต้องถูกปลดอาวุธ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดาว TikTok โดนข้อหา ฆาตกรรมแฟนตัวเองในดูไบ เสี่ยงรับโทษประหาร

ดาว TikTok โดนข้อหา ฆาตกรรมแฟนตัวเองในดูไบ เสี่ยงรับโทษประหาร

25 มิ.ย. 2569 22:54 น.

ดาว TikTok โดนข้อหา ฆาตกรรมแฟนตัวเองในดูไบ เสี่ยงรับโทษประหาร

(ภาพจาก Detained in Dubai)

ดาว TikTok สาวชาวอังกฤษ ถูกจับในดูไบข้อหาฆาตกรรมแฟนหนุ่ม ซึ่งเสี่ยงทำให้เธอต้องรับโทษประหารชีวิต โดยกลุ่มสิทธิพยายามเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จัดคดีนี้เป็นคดีความรุนแรงในครอบครัว

เมื่อ 25 มิ.ย. 2569 กลุ่ม “Detained in Dubai” ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า บรู๊ค จอร์จ อินฟลูเอนเซอร์สาวบนแพลตฟอร์ม TikTok วัย 23 ปี ถูกตั้งข้อหาแทงชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเธอคบหาดูใจด้วยหลังจากพบกันทางออนไลน์ และขณะนี้กำลังจะเผชิญโทษประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า

น.ส.จอร์จ อ้างว่า เธอคว้ามีดขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวระหว่างที่ถูกคนรักทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งทางกลุ่มขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเธอชั่วคราวโดยการประกันตัว และขอให้ดำเนินคดีนี้ในฐานะที่เป็นเหตุความรุนแรงในครอบครัว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาเครือจักรภพของอังกฤษ (FCDO) แถลงว่า กำลังให้ความช่วยเหลือหญิงชาวอังกฤษที่ถูกควบคุมตัวใน UAE รายนี้ รวมถึงครอบครัวของเธอ

ทั้งนี้ น.ส.จอร์จ จากเมืองเกรฟเซนด์ ในมณฑลเคนต์ ของอังกฤษ ซึ่งเป็นอดีตพนักงานของห้างสรรพสินค้า John Lewis ถูกจับกุมตัวในช่วงเช้ามืดของวันที่ 22 มิ.ย. และถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยหากเธอถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เธอจะต้องเผชิญโทษประหารชีวิตตามกฎหมายของ UAE

กลุ่ม “Detained in Dubai” ระบุเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่จอร์จถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจเขต “บูร์ ดูไบ” (Bur Dubai) เธออ้างว่าถูกบังคับให้เปลื้องผ้าต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจชาย โดยไม่มีเจ้าหน้าที่หญิงอยู่ด้วยเลย ซึ่งเธอกล่าวว่าเป็นประสบการณ์ที่ “สร้างความอับอายและสะเทือนใจอย่างรุนแรง”

ขณะที่ ราธา สเตอร์ลิง ประธานบริหารของกลุ่ม “Detained in Dubai” เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ของจอร์จกับแฟนหนุ่มเริ่มมีปัญหา มีการทำร้ายร่างกายและจิตใจกันในการเดินทางมาเยือนดูไบเป็นครั้งที่ 2

จอร์จอ้างว่าคนรักของเธอเริ่ม “ควบคุมบงการและทำร้ายเธอมากขึ้นเรื่อยๆ” และเธอพยายามที่จะเดินทางออกจากดูไบ หลังจากที่เขาชกต่อยเธอ, ยึดหนังสือเดินทางของเธอเอาไว้ และทำร้ายร่างกายเธอซ้ำอีกครั้งที่อพาร์ตเมนต์ของพวกเขา จนเธอ “กลัวว่าจะเอาชีวิตไม่รอด จึงคว้ามีดทำครัวที่อยู่ใกล้มือเพื่อป้องกันตัว”

สเตอร์ลิงกล่าวว่า “คนสนิทของบรู๊คเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเธออาจถูกล่อลวงมายังดูไบด้วยกลอุบายเพื่อวัตถุประสงค์ในการแสวงหาประโยชน์”

“ความกังวลของพวกเขาถูกตอกย้ำด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างไม่มีสาเหตุของฝ่ายชาย, ตั๋วเครื่องบินแบบเที่ยวเดียว, การจัดฉากถ่ายแบบชุดบิกินี่โดยช่างภาพมืออาชีพในการมาเยือนครั้งแรก, การอ้างว่าถูกยึดหนังสือเดินทาง, การที่บรู๊คบอกกับเพื่อนๆ ว่า “มีบางอย่างไม่ถูกต้อง” และความกลัวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เธอรู้สึกว่าจำเป็นต้องหนี”

กลุ่ม “Detained in Dubai” บอกอีกว่า จอร์จยังไม่ได้รับโอกาสในการติดต่อกับสถานทูตของเธอ และต้องให้การกับเจ้าหน้าที่โดยไม่มีทนายความอยู่ร่วมด้วย

สเตอร์ลิงกล่าวว่า คดีนี้ “ได้จุดชนวนความกังวลอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับประเด็นความรุนแรงต่อสตรี, สิทธิในการป้องกันตนเอง, กระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องเหมาะสม และการปฏิบัติต่อชาวอังกฤษที่ถูกควบคุมตัวในต่างแดน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง

ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง

25 มิ.ย. 2569 21:42 น.

ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง

ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนเพิ่มเป็น 164 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีกเกือบ 1,000 ราย ขณะที่หน่วยกู้ภัยเร่งช่วยเหลือชาวบ้านที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่ม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 นางเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 164 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีก 971 คน

ตามข้อมูลจาก สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติของสหรัฐฯ (USGS) เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 เมื่อเวลาประมาณ 18.04 น.วันพุธที่ 24 มิ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากกรุงการากัสไปทางตะวันตกประมาณ 160 กิโลเมตร และตามมาด้วยแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ในเวลาห่างกันเพียง 40 วินาที

อาคารหลังหนึ่งในกรุงการากัสพังถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหว
อาคารหลังหนึ่งในกรุงการากัสพังถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหว 7.5 นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดที่เวเนซุเอลาเคยเผชิญนับตั้งแต่ปี 2443 สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในกรุงการากัสซึ่งเป็นเมืองหลวงและพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้มีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่พังถล่ม และเกิดอาฟเตอร์ช็อกรุนแรงตามมาอีกหลายระลอก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวบ้านในพื้นที่ต้องปีนป่ายซากอาคารที่พังราบคาบท่ามกลางความมืด เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตและช่วยชีวิตผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ขณะที่ประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย ได้เสนอตัวส่งความช่วยเหลือมาอย่างเร่งด่วน

อนึ่ง ชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากพักผ่อนอยู่ภายในบ้านขณะเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากตรงกับวันหยุดราชการ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมา ในกรุงการากัส
เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมา ในกรุงการากัส

ด้านสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (UN OCHA) ระบุว่า มีอาคารมากกว่า 100 แห่งพังถล่มลงในเมืองลาไกวรา (La Guaira) ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงการากัส โดยประธานาธิบดีโรดริเกซอนุญาตให้ทีมค้นหาและกู้ภัยของสหประชาชาติเข้าปฏิบัติการ เพื่อให้การสนับสนุนด้านการขนส่งและความช่วยเหลืออื่นๆ

ทีมกู้ภัยนานาชาติจะมุ่งเน้นการปฏิบัติงานในพื้นที่ลาไกวราและกรุงการากัสเป็นหลัก ส่วนพื้นที่อื่นๆ ของเวเนซุเอลานั้น จะอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและทีมเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

อย่างไรก็ดี มีความกังวลว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นจนถึงหลายพันคนหรือหลักหมื่นคน โดย USGS ได้ใช้แบบจำลองคาดการณ์เพื่อประเมินยอดผู้เสียชีวิต โดยระบุว่าตัวเลขน่าจะพุ่งสูงถึงหลักพัน และมีความเป็นไปได้สูงมากที่อาจจะเกิน 10,000 ราย

ขณะที่เว็บไซต์ซึ่งผู้นำกลุ่มฝ่ายค้านจัดตั้งขึ้นเพื่อติดตามผู้สูญหาย ระบุรายชื่อผู้ที่ยังไม่สามารถติดต่อได้มากกว่า 10,000 คน ณ เวลา 05.40 น. วันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งฮวบแตะระดับ “ก่อนสงครามอิหร่าน”

ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งฮวบแตะระดับ "ก่อนสงครามอิหร่าน"

25 มิ.ย. 2569 17:12 น.

ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งฮวบแตะระดับ “ก่อนสงครามอิหร่าน”

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ขณะที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” สั่งสอบสวนบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ หลังพบราคาขายปลีกหน้าปั๊มสวนทางต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันนี้ (25 มิ.ย.) โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ร่วงลง 1.28 ดอลลาร์ หรือ 1.74% ลงไปแตะระดับต่ำสุดชั่วคราวที่ 72.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ของสหรัฐฯ ดิ่งลง 1.15 ดอลลาร์ หรือ 1.63% ลงมาอยู่ที่ 69.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. หรือหนึ่งวันก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว มาจากความหวังเรื่องอุปทานน้ำมันดิบจากตะวันกลางที่จะกลับเข้าสู่ตลาดในปริมาณมหาศาล หลังจากที่ทางเดินเรือขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดในโลกอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” เริ่มทยอยเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง หลังจากถูกอิหร่านสั่งปิดเพื่อตอบโต้การโจมตีในช่วงสงคราม

ทิศทางราคาน้ำมันเริ่มกลับเป็นขาลงนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิหร่านได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อกำหนดกรอบเวลา 60 วันในการเจรจาประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและมาตรการยุติสงคราม จนนำไปสู่การเจรจาครั้งสำคัญที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์คือสหรัฐฯ ยอมผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่านชั่วคราว

คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ เปิดเผยในงานเสวนาแห่งหนึ่งว่า ขณะนี้ปริมาณการไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว โดยในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีน้ำมันดิบไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาร์เรลที่ถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ออกไป อย่างไรก็ตาม การจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์อาจต้องใช้เวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเคลียร์ทุ่นระเบิดและสิ่งกีดขวางทางน้ำออกให้หมดเสียก่อน

ข้อมูลจาก Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลทางทะเลระบุว่า จำนวนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนใหญ่เป็นเรือขนส่งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และปุ๋ย โดยมีรายงานว่า ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมามีเรือแล่นผ่านไปแล้วราวกว่า 80 ลำ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เส้นทางเดินเรือทางตอนใต้ที่กองทัพเรือสหรัฐฯ คัดกรองแล้วว่าปลอดภัยจากทุ่นระเบิด ขณะที่ประเทศโอมานก็ได้เปิดเส้นทางเดินเรือชั่วคราวเมื่อวันพุธเพื่อช่วยระบายเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างอยู่เป็นจำนวนมากในอ่าวเปอร์เซีย

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระบุว่า ตลาดน้ำมันอาจไม่ได้เพิ่มกำลังการผลิตจากฝั่งอิหร่านมากนัก โดยโกลด์แมน แซกส์ คาดการณ์ว่า จีนจะยังคงเป็นผู้ซื้อหลักของน้ำมันดิบอิหร่าน เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ต่อเรือของอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้อยู่

แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แต่ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปหน้าปั๊มกลับไม่ได้ลดลงในอัตราส่วนที่เท่ากัน โดยปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ ลดลงมาอยู่ที่ราว 3.93 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หลังจากพุ่งแตะสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ที่ราคา 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อเดือนเมษายน แต่ตัวเลขนี้ก็ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามค่อนข้างมาก

ประเด็นดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งให้มีการตรวจสอบบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เช่น Shell และ ExxonMobil โดยทรัมป์กล่าวหาบริษัทเหล่านี้ว่ากำลัง “ขูดรีด”ผู้ขับขี่รถยนต์ในอเมริกา

ด้านสถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (API) ตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้ว่า ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปไม่มีทางที่จะขยับลดลงเป็นเส้นขนานพร้อมๆ กับราคาน้ำมันดิบได้ทันที ขณะที่ในฝั่งสหราชอาณาจักร หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าได้ออกมาเปิดเผยผลตรวจสอบว่า ไม่พบหลักฐานการโก่งราคาอย่างแพร่หลายในหมู่บริษัทพลังงานอังกฤษ โดยชี้ว่าอัตรากำไรเฉลี่ยของบริษัทยังคงทรงตัวนับตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม

อีกหนึ่งประเด็นในภาคพลังงานที่ต้องจับตาคือ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงน้ำมันของประเทศอิรักเปิดเผยว่า อิรักอาจจำเป็นต้องพิจารณา “ทุกทางเลือกที่เป็นไปได้” หากกลุ่มโอเปก (OPEC) ไม่ยอมปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันดิบให้กับประเทศของตน ซึ่งกระแสข่าวเรื่องการส่งสัญญาณขู่ถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปกของอิรักในครั้งนี้ เกิดขึ้นคล้อยหลังเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ประกาศถอนตัวไปก่อนหน้านี้ โดยอิรักถือเป็น 1 ใน 5 ประเทศสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มโอเปกขึ้นมาที่กรุงแบกแดด.

ที่มา BBC / Reuters

คลื่นความร้อนสเปน คร่าชีวิต 212 รายใน 4 วัน ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนัก

คลื่นความร้อนสเปน คร่าชีวิต 212 รายใน 4 วัน ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนัก

25 มิ.ย. 2569 16:27 น.

คลื่นความร้อนสเปน คร่าชีวิต 212 รายใน 4 วัน ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนัก

สเปนเผชิญวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว หลังคลื่นความร้อนระลอกแรกของฤดูร้อนพัดถล่ม ทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1950 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกี่ยวเนื่องกับความร้อนพุ่งสูงถึง 212 รายภายในเวลาเพียง 4 วัน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ

ระบบเฝ้าระวังอัตราการเสียชีวิตรายวัน (MoMo) ซึ่งประสานงานโดยศูนย์ระบาดวิทยาแห่งชาติ สถาบันสุขภาพการ์ลอสที่ 3 (ISCIII) ในประเทศสเปน ได้เปิดเผยรายงานสถิติตัวเลขผู้เสียชีวิตเบื้องต้นจากวิกฤตคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป โดยระบุว่า ระหว่างวันที่ 21-24 มิ.ย. ที่ผ่านมา สเปนมีผู้เสียชีวิตที่เชื่อมโยงกับสภาพอากาศร้อนจัดทางสถิติสูงถึง 212 ราย โดยภูมิภาคตอนกลางและตอนเหนือของคาบสมุทรไอบีเรียเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

สถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า วันพุธที่ผ่านมา (24 มิ.ย.) เป็นวันที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดโดยมีผู้เสียชีวิตถึง 96 ราย หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งหมด ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสเปน ระบุว่าวันอังคารและวันพุธที่ผ่านมา ถือเป็นวันที่ร้อนที่สุดของเดือนนี้นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติมาตั้งแต่ปี 1950 โดยมียอดผู้เสียชีวิตในวันอังคาร 66 ราย วันพุธ 38 ราย และวันอาทิตย์อีก 13 ราย ตามลำดับ

เดียนา โกเมซ นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ระบาดวิทยาแห่งชาติ ชี้แจงว่า ตัวเลข 212 รายนี้ยังเป็นเพียงสถิติขั้นต้น และจำเป็นต้องรออีกราวหนึ่งสัปดาห์เพื่อสรุปข้อมูลจริงที่นิ่งแล้ว โดยระบบ MoMo จะใช้การคำนวณทางสถิติเปรียบเทียบระหว่างจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกิดขึ้นจริง กับจำนวนผู้เสียชีวิตที่คาดการณ์ตามเกณฑ์ปกติในช่วงเวลาเดียวกันของปี

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชุดนี้สะท้อนชัดเจนถึงอัตราการเสียชีวิตที่ “พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ในช่วง 4 วันสุดท้ายของเดือนมิถุนายน ส่งผลให้ในเดือนมิถุนายนนี้ มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนรวมแล้ว 380 ราย ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 55% เกิดขึ้นในช่วงคลื่นความร้อนระลอกล่าสุดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น สถิตินี้ยังซ้ำเติมสถานการณ์ที่ผิดปกติมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งบันทึกยอดผู้เสียชีวิตจากความร้อนไว้สูงถึง 101 ราย นับเป็นสถิติเดือนพฤษภาคมที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สเปน

เมื่อแยกตามภูมิภาค พบว่าแคว้นคาตาลูญญามียอดผู้เสียชีวิตสูงสุดที่ 43 ราย ตามมาด้วยกาสตีญาและเลออน 32 ราย, บาสก์ 30 ราย และมาดริด 28 ราย

ผลการประเมินชี้ว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว โดยในจำนวนผู้เสียชีวิต 212 รายนั้น มีถึง 200 รายที่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และในกลุ่มนี้มีผู้สูงอายุที่อายุเกิน 85 ปีสูงถึง 148 ราย

นอกจากนี้ โกเมซยังระบุถึงแนวโน้มที่น่ากังวลว่า คลื่นความร้อนในปัจจุบันเริ่มมาเยือนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากปกติที่เกิดในช่วงต้นฤดู ซึ่งผลการวิจัยเบื้องต้นชี้ว่า “ยิ่งคลื่นความร้อนมาเร็วกว่ากำหนดในปฏิทินมากเท่าไหร่ อัตราการเสียชีวิตของประชากรก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น” เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ยังปรับตัวไม่ทันกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนคือ ในเดือนมิถุนายนปีนี้ สเปนต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ “คืนมหาโหด” ติดต่อกัน โดยเฉพาะช่วงรุ่งสางของวันที่ 22 และ 23 มิถุนายน ที่อุณหภูมิต่ำสุดในตอนกลางคืนไม่ลดลงต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นค่ำคืนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในเดือนมิถุนายน

แม้ว่าระบบ MoMo จะยังไม่ได้แยกแยะสถิติการเสียชีวิตจากอุณหภูมิในตอนกลางคืนโดยตรง แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่าจำเป็นต้องเร่งศึกษาเรื่องนี้ เนื่องจากมีหลักฐานทางการแพทย์เด่นชัดว่า การที่อุณหภูมิตอนกลางคืนไม่ลดลง ทำให้ร่างกายมนุษย์ไม่ได้พักผ่อนและฟื้นฟู ส่งผลให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานหนักจนนำไปสู่ความตายในที่สุด

สอดคล้องกับงานวิจัยระดับโลก นำโดยศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Climate Change ซึ่งระบุว่า ปัจจุบันอุณหภูมิในตอนกลางคืนทั่วโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าตอนกลางวัน โดยในช่วงแต่ละปี ค่ำคืนที่ร้อนที่สุด 10 อันดับแรก มีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.32 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ แซงหน้าอัตราการร้อนขึ้นของตอนกลางวันซึ่งอยู่ที่ 0.27 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ

สำหรับสภาพอากาศในช่วงสุดสัปดาห์นี้ คาดว่าอุณหภูมิจะเริ่มลดลงทั่วทั้งคาบสมุทรไอบีเรีย โดยเฉพาะพื้นที่แถบชายฝั่งกันตาเบรียทางตอนเหนือที่จะเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่แถบลุ่มน้ำเอโบร ทางตะวันออก และหมู่เกาะแบลีแอริก อุณหภูมิจะยังคงสูงเกิน 34–36 องศาเซลเซียส และอาจพุ่งแตะ 38–39 องศาเซลเซียสในบางจุด ขณะที่ปรากฏการณ์ “คืนเขตร้อน” ที่อุณหภูมิตอนกลางคืนไม่ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส จะยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่ตอนกลาง ตอนใต้ และแถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน.

ที่มา El Independiente / AFP

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษคุก 14 ปี 2 ผู้สื่อข่าว ปมถ่ายภาพติดทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษคุก 14 ปี 2 ผู้สื่อข่าว ปมถ่ายภาพติดทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

25 มิ.ย. 2569 15:26 น.

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษคุก 14 ปี 2 ผู้สื่อข่าว ปมถ่ายภาพติดทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

ศาลฎีกากัมพูชาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 2 ผู้สื่อข่าวออนไลน์เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหากบฏและเผยแพร่ความลับทางทหาร หลังโพสต์ภาพพื้นที่สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาลงบนเฟซบุ๊ก ซึ่งรวมถึงภาพทุ่นระเบิดที่ปราสาทตาควายที่สื่อไทยนำไปอ้างอิง

ศาลฎีกากัมพูชาได้ออกคำพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกนายพร โสเพียบ อายุ 39 ปี ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว Battambang Post TV Online และ นายเพียบ พารา อายุ 41 ปี จากสำนักข่าว TSP 68 TV Online เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหา “กบฏ” และ “ส่งมอบข้อมูลที่เป็นภัยต่อการป้องกันประเทศให้แก่รัฐต่างชาติ” ตามมาตรา 445 แห่งประมวลกฎหมายอาญากัมพูชา โดยคำตัดสินของศาลฎีกาถือเป็นที่สิ้นสุดและจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์เท่านั้น

คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกรณีที่ผู้สื่อข่าวทั้งสองคนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2025 หลังจากเดินทางกลับจากการลงพื้นที่รายงานข่าวบริเวณชายแดนจังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างกัมพูชากับไทย โดยทางการกัมพูชาตั้งข้อหาว่าทั้งสองลักลอบถ่ายภาพและผลิตเนื้อหาที่เปิดเผยตำแหน่งยุทธศาสตร์รวมถึงความลับทางทหารในเขตหวงห้ามลงบนสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก ขณะที่ผู้สื่อข่าวทั้งสองยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยระบุว่าพวกเขาได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างถูกต้อง

หนึ่งในภาพถ่ายที่เป็นประเด็นสำคัญคือ ภาพของ “ทุ่นระเบิด” ซึ่งสื่อมวลชนของไทยได้นำไปเผยแพร่และใช้อ้างอิงเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาของฝั่งไทยที่ระบุว่า กัมพูชาได้ลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน จนเป็นเหตุให้ทหารพรานของไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบระเบิดระหว่างลาดตระเวน

ซึ่งก่อนหน้านี้ ทางการกัมพูชาได้ปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิดในความขัดแย้งดังกล่าวเนื่องจากต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และอ้างว่าระเบิดเหล่านั้นอาจเป็นระเบิดตกค้างจากสงครามกลางเมืองในอดีตที่สิ้นสุดไปตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ทั้งนี้ เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตรวมกันราว 100 ราย และทำให้ประชาชนนับแสนคนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน ก่อนที่จะมีการเจรจาสงบศึกกัน

หลังคำตัดสินของศาลฎีกา ไบรโอนี ลู  รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียขององค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรตส์วอตช์ กล่าวกับสำนักข่าวเอพีว่า “การสั่งฟ้องโดยมิชอบและบทลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุต่อผู้สื่อข่าวทั้งสองคน แสดงให้เห็นถึงความเพิกเฉยและไม่แยแสต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนจากทางการกัมพูชา รัฐบาลของฮุน มาเนต กำลังปิดกั้นแหล่งข้อมูลที่เป็นอิสระของประชาชน และขัดขวางไม่ให้นักข่าวสะท้อนความจริงของกัมพูชาให้โลกได้รับรู้”

ขณะที่ นายเนธ เพียกตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูลข่าวสารของกัมพูชา ได้ออกมาแถลงโต้แย้งข้อวิจารณ์ โดยระบุว่าศาลได้ทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี้มีไว้เพื่อคุ้มครองวิชาชีพสื่อมวลชนควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ

“กัมพูชาเคารพเสรีภาพของสื่อและบทบาทสำคัญของนักข่าวในสังคมประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม นักข่าวก็เหมือนกับพลเมืองทุกคน ที่ต้องแยกแยะระหว่างการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ถูกกฎหมายกับการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีขีดจำกัด และไม่ได้ให้สิทธิ์คุ้มกันทางอาญาแก่ใคร” 

ด้าน นายอัม สัม อัต ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ Licadho กลุ่มสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน โดยชี้ว่า หากนักข่าวทำผิดพลาดในแง่ของวิชาชีพหรือเนื้อหา ก็ควรได้รับการพิจารณาคดีภายใต้ “กฎหมายว่าด้วยการแถลงข่าวและสื่อมวลชน” ซึ่งมีบทลงโทษที่เบากว่ามาก ไม่ใช่การนำประมวลกฎหมายอาญาข้อหาร้ายแรงอย่างคดีความมั่นคงหรือข้อหากบฏมาบังคับใช้เช่นนี้

คำตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นคล้อยหลังไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ศาลฎีกาเพิ่งพิพากษายืนในคดีของ นายรง ชุน นักการเมืองฝ่ายค้านชื่อดังวัย 56 ปี ในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสังคม หลังจากที่เขาลงพื้นที่ไปพบปะกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินในโครงการก่อสร้างของรัฐบาล

ทั้งนี้ ในรายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลกประจำปี 2025 โดยองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน กัมพูชาถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 161 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สถานการณ์เสรีภาพสื่อเข้าขั้น “วิกฤตร้ายแรง” ขณะที่องค์กร Freedom House ในสหรัฐฯ ได้ปรับลดระดับความน่าเชื่อถือด้านเสรีภาพสื่อของกัมพูชาลงในปีนี้ โดยระบุเหตุผลว่า “สำนักข่าวอิสระเกือบทั้งหมดในประเทศกัมพูชาถูกบีบให้ปิดตัวลงหมดแล้ว”

แม้นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ผู้นำคนปัจจุบันที่จบการศึกษาจากสหรัฐฯ จะก้าวขึ้นสู่อำนาจต่อจาก นายฮุน เซน บิดาของตนเมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ท่ามกลางความหวังของหลายฝ่ายว่าอาจเห็นการเปิดกว้างทางการเมืองมากขึ้น แต่สถานการณ์การจับกุมนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม นักการเมืองฝ่ายค้าน รวมถึงนักข่าวสายสืบสวนสอบสวนคดีทุจริตและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชายังไม่มีสัญญาณของการเปิดเสรีทางการเมืองแต่อย่างใด.

ที่มา Associated Press / Reuters