กาตาร์ตะเพิดทูตทหาร-ทูตความมั่นคงอิหร่าน หลังโจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน”

กาตาร์ตะเพิดทูตทหาร-ทูตความมั่นคงอิหร่าน หลังโจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน”

19 มี.ค. 2569 05:19 น.

กาตาร์ตะเพิดทูตทหาร-ทูตความมั่นคงอิหร่าน หลังโจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน”

รัฐบาลกาตาร์สั่งขับทูตทหารและทูตฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านออกจากประเทศ หลังอิหร่านยิงมิสไซล์โจมตีกาตาร์อย่างต่อเนื่อง และลูกหนึ่งไปตกที่นิคมอุตสาหกรรม ราส ลัฟฟาน แหล่งผลิตเชื้อเพลิงสำคัญ

เมื่อ 18 มี.ค. 2569 กาตาร์ประกาศให้ทูตทหารและทูตฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านเป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” (Persona non grata) พร้อมสั่งให้เดินทางออกนอกประเทศภายใน 24 ชั่วโมง โดยระบุว่าคำสั่งนี้เป็นผลจากการที่อิหร่านโจมตีเข้าใส่และละเมิดอธิปไตยของพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ข่าวนี้เกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังจากที่กาตาร์ระบุว่า นิคมอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ “ราส ลัฟฟาน” (Ras Laffan) ซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของรัฐอ่าวแห่งนี้ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่าน จนเกิดไฟลุกไหม้รุนแรง ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ในแถลงการณ์ที่ประกาศเมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) กระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ระบุว่า ได้ส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านในกรุงโดฮา เพื่อแจ้งให้ทราบว่าทูตทหารและทูตฝ่ายความมั่นคง รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานของบุคคลดังกล่าว จะต้องเดินทางออกจากประเทศ

กระทรวงฯ ระบุว่ามาตรการนี้เป็น “การตอบโต้ต่อการที่อิหร่านตั้งเป้าโจมตีรัฐกาตาร์ซ้ำ ๆ และการรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง” พร้อมเตือนอิหร่านให้ยุติ “แนวทางที่ไม่เป็นมิตร” มิเช่นนั้นกาตาร์จะตอบโต้ “ในลักษณะที่มั่นใจได้ว่าจะสามารถปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติได้”

ทั้งนี้ การโจมตีนิคมฯ ราส ลัฟฟาน ในกาตาร์ มีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเตหะรานกล่าวหาสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า โจมตีแหล่งน้ำมันและก๊าซของอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลเตหะรานขู่ว่า จะแก้แค้นด้วยการโจมตีแหล่งพลังงานในภูมิภาค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังโครงสร้างพลังงานโดนโจมตี

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังโครงสร้างพลังงานโดนโจมตี

19 มี.ค. 2569 05:02 น.

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังโครงสร้างพลังงานโดนโจมตี

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นจนแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว หลังมีรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั้งในอิหร่าน และหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย

เมื่อวันพุธที่ 18 มี.ค. 2569 ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว หลังจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วตะวันออกกลางได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุน ในขณะที่ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการบรรเทาความกังวลเรื่องราคาพลังงานไม่เป็นผล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานราคาน้ำมันโลก พุ่งสูงถึง 110.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบของสหรัฐฯ (WTI) แตะระดับ 99.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากมีรายงานว่า อิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายแห่งในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงที่นิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” ในกาตาร์

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า หลังจากสื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า โรงงานน้ำมันในเมืองอัสซาลูเยห์ กับแหล่ง “เซาท์ พาร์ส” ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในอิหร่าน ถูกโจมตี ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทันที

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังคงทะยานสูงขึ้น แม้ว่าทำเนียบขาวจะประกาศยกเว้นกฎหมายโจนส์ (Jones Act) ชั่วคราว เพื่ออนุญาตให้เรือที่ติดธงต่างชาติสามารถขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างท่าเรือของสหรัฐฯ ได้ในช่วง 60 วันข้างหน้า

นายร็อบ ธัมเมล ผู้จัดการพอร์ตอาวุโสจากบริษัท Tortoise Capital กล่าวว่า “หากคุณทำลายหรือสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน นั่นจะทำให้กรอบระยะเวลาในการฟื้นตัวยืดออกไปโดยทันที”

“คุณต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ทั้งหมด และกระบวนการสร้างใหม่นั้นอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจจะหลายปีเลยก็ได้ ดังนั้น ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นสิ่งที่ตลาดน้ำมันกำลังตอบโต้กลับมา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ยูกันดาเฮ แรดขาวกลับคืนสู่ธรรมชาติ ครั้งแรกในรอบ 40 ปี

ยูกันดาเฮ แรดขาวกลับคืนสู่ธรรมชาติ ครั้งแรกในรอบ 40 ปี

19 มี.ค. 2569 04:30 น.

ยูกันดาเฮ แรดขาวกลับคืนสู่ธรรมชาติ ครั้งแรกในรอบ 40 ปี

แรดขาวใต้กลับคืนสู่ธรรมชาติในยูกันดาเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี หลังจากพวกมันถูกล่าจนสูญพันธุ์จากประเทศแห่งนี้ โดยเจ้าหน้าที่วางแผนจะทยอยส่งแรดขาวคืนสู่ป่ามากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา “แรดขาวใต้” (southern white rhino) จำนวน 2 ตัวถูกส่งกลับคืนสู่ธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติ “คิเดโปวัลเลย์” (Kidepo Valley) ของประเทศยูกันดาแล้ว โดยนี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ทศวรรษที่แรดขาวได้กลับคืนสู่ธรรมชาติ หลังจากพวกมันถูกล่าจนสูญพันธุ์เพื่อเอานอและเนื้อ

แรด 2 ตัวดังกล่าวเป็นสมาชิกกลุ่มแรกจากทั้งหมด 8 ตัวที่จะถูกส่งกลับคืนธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูประชากรแรดในอุทยานแห่งนี้อีกครั้ง โดยหน่วยงานคุ้มครองสัตว์ป่ายูกันดา ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการย้ายถิ่นฐานระบุว่า แรดตัวสุดท้ายในพื้นที่นี้ถูกฆ่าตายไปเมื่อปี 2526

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายคราวนั้น เหล่านักล่าได้สังหารแรดทุกตัวในคิเดโป รวมถึงในอุทยานแห่งชาติแห่งอื่น ๆ ทั่วประเทศยูกันดา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของสัตว์ร่างยักษ์เหล่านี้ถึงประมาณ 700 ตัว ความสูญเสียในครั้งนั้นส่งผลให้แรดสายพันธุ์นี้สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของยูกันดาอย่างสิ้นเชิง

นายเจมส์ มูซิงกูซี ผู้อำนวยการบริหารของหน่วยงานคุ้มครองสัตว์ป่ายูกันดา (UWA) กล่าวว่า “ช่วงเวลานี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่สำหรับแรดในอุทยานแห่งชาติคิเดโปวัลเลย์”

นายมูซิงกูซีระบุว่า ความริเริ่มนี้ดำเนินตามผลการศึกษา ที่พิจารณาถึงความเหมาะสมของถิ่นที่อยู่ ความต้องการทางระบบนิเวศ และเงื่อนไขด้านความปลอดภัย ซึ่งพบว่าคิเดโปเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการนำสายพันธุ์นี้กลับคืนสู่ธรรมชาติให้สำเร็จ

UWA เปิดเผยว่า ได้มีการจัดเตรียมเขตรักษาพันธุ์แรดเอาไว้ โดยติดตั้งรั้วล้อมรอบ ถนนเข้าถึงพื้นที่ แนวกันไฟ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ระบบน้ำ และเทคโนโลยีการเฝ้าติดตาม เพื่อให้แน่ใจว่าสัตว์เหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ แรดขาวใต้ทั้ง 2 ตัวถูกย้ายมาจากฟาร์มปศุสัตว์เอกชนในเขตปกครอง “นากาซองโกลา” (Nakasongola) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกัมปาลา เมืองหลวง ไปทางเหนือประมาณ 100 กิโลเมตร โดยฟาร์มแห่งนี้เริ่มเพาะพันธุ์แรดขาวมาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว หลังจากนำเข้าแรดขาวใต้จำนวน 4 ตัวมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในเคนยา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักเคลื่อนไหวรายงานว่า การลักลอบล่าสัตว์ยังคงเป็นความท้าทายในยูกันดา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมและดำเนินคดีกับบุคคลที่ครอบครองงาช้าง ตัวนิ่ม และสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดอื่น ๆ ไปแล้วหลายราย

ตลาดค้านอแรดผิดกฎหมายยังคงเป็นธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาล โดยมีแรงจูงใจในการนำไปใช้ในยาแผนโบราณ และเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะทางสังคมในหลายประเทศแถบเอเชีย

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จัดให้แรดขาวใต้อยู่ในสถานะ “ใกล้ถูกคุกคาม” (Near Threatened) โดยระบุว่าประชากรของพวกมันกำลังลดลง ซึ่งผลสำรวจจากปี 2563 มีแรดขาวใต้เหลืออยู่ในธรรมชาติมากกว่า 10,000 ตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กาตาร์จวกอิหร่าน โจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน” ขู่มีสิทธิ์ในการตอบโต้

กาตาร์จวกอิหร่าน โจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน” ขู่มีสิทธิ์ในการตอบโต้

19 มี.ค. 2569 03:22 น.

กาตาร์จวกอิหร่าน โจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน” ขู่มีสิทธิ์ในการตอบโต้

กาตาร์ประณามอิหร่าน ที่ยิงมิสไซล์โจมตีนิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” ชี้เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค และกาตาร์มีสิทธิ์ในการตอบโต้ เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ออกมาประณามอิหร่าน ที่ยิงขีปนาวุธโจมตีนิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” อย่างอุกอาจ โดยระบุว่านี่ถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงแห่งชาติและความเข้มแข็งของภูมิภาคตะวันออกกลาง

“ฝ่ายอิหร่านยังคงดำเนินนโยบายยกระดับความรุนแรง ซึ่งกำลังผลักดันภูมิภาคให้ดิ่งลงสู่เหว และดึงประเทศที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งในวิกฤตนี้ให้เข้ามาติดร่างแหในวงล้อมของความขัดแย้ง” กระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า กาตาร์ “ขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้” และจะ “ไม่ลังเลที่จะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของพลเมืองของตน”

ก่อนหน้านี้ บริษัท “กาตาร์ เอเนอร์จี” (QatarEnergy) บริษัทปิโตรเลียมของรัฐบาลกาตาร์ ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า มีขีปนาวุธตกใส่นิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งแปรรูปน้ำมันขนาดใหญ่ของประเทศ ส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

ในเวลาต่อมา กระทรวงมหาดไทยของกาตาร์ระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวได้แล้ว โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของกาตาร์ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตลอดทั้งวันพุธ (18 มี.ค.) มีขีปนาวุธทั้งหมด 5 ลูกถูกยิงมาจากอิหร่านมุ่งหน้าสู่กาตาร์ โดย 4 ลูกถูกสกัดเอาไว้ได้ ส่วนอีกลูกหนึ่งตกลงในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” จนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร

ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร

19 มี.ค. 2569 02:19 น.

ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร

ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามคณะกรรมาธิการวุฒิสภาว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามที่จวนตัวอย่างไร โดยระบุว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเธอที่จะตัดสินใจเรื่องนั้น

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 นางทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (DNI) เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต โดยเธอปฏิเสธที่จะยืนยันคำกล่าวอ้างของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าอิหร่านเคยเป็นภัยคุกคามที่จวนตัวต่อสหรัฐฯ

คำให้การของแกบบาร์ดต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภา ตอกย้ำถึงการวางตัวที่ยากลำบากของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ ในขณะที่สงครามกับอิหร่านย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 และเริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ว่ากระแสคัดค้านสงครามภายในพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองกำลังเพิ่มสูงขึ้น

ในถ้อยแถลงที่เตรียมมา แกบบาร์ดได้ใช้คำยืนยันที่ทรัมป์มักกล่าวซ้ำบ่อยครั้งว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถูก “กวาดล้างจนสิ้นซาก” โดยการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อมิถุนายนปีก่อนไปแล้ว แต่เธอกล่าวเสริมด้วยว่า “นับตั้งแต่นั้นมา อิหร่านก็ยังไม่มีความพยายามใด ๆ ที่จะฟื้นฟูขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่”

ต่อมา แกบบาร์ดได้ปฏิเสธหลายครั้งที่จะตอบว่า เธอเชื่อหรือไม่ว่าอิหร่านเป็น “ภัยคุกคามที่จวนตัว” ต่อสหรัฐฯ ก่อนที่ทรัมป์จะเปิดฉากสงครามเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทรัมป์ใช้ในการตัดสินใจโจมตีอิหร่าน

“ไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบของประชาคมหน่วยข่าวกรอง (IC) ที่จะตัดสินว่าอะไรคือภัยคุกคามที่จวนตัวหรือไม่ นั่นขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี” แกบบาร์ดกล่าว

คำพูดของเธอทำให้ วุฒิสมาชิก จอน ออสซอฟฟ์ จากพรรคเดโมแครตกล่าวตอบโต้ว่า “คุณกำลังเลี่ยงคำถาม เพราะการให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมาต่อคณะกรรมาธิการ จะเป็นการขัดแย้งกับแถลงการณ์ของทำเนียบขาว”

การโต้ตอบที่ตึงเครียดนี้แสดงให้เห็นว่าแกบบาร์ดอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกต่อประเด็นเรื่องอิหร่าน เนื่องจากในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรก แกบบาร์ดเคยเป็นผู้คัดค้านตัวยงต่อการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน

แกบบาร์ดยังไม่ยอมตอบด้วยว่า เธอได้รับคำขอให้บรรยายสรุปให้ประธานาธิบดีทรัมป์ฟัง เรื่องความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหรือไม่ด้วย

“ดิฉันจะไม่ขอแสดงความคิดเห็นว่าท่านประธานาธิบดีได้ถามหรือไม่ถามดิฉันในหัวข้อใดก็ตาม” แกบบาร์ดกล่าวตอบคำถามของวุฒิสมาชิก มาร์ก เคลลี จากรัฐแอริโซนา

เมื่อถูกถามด้วยคำถามเดียวกัน นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ระบุว่า โดยปกติแล้วการบรรยายสรุปในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามคำขอของทำเนียบขาว แต่หน่วยงานข่าวกรองจะเป็นฝ่ายนำเสนอข้อมูลสำคัญให้ทำเนียบขาวทราบเองเมื่อมีประเด็นเกิดขึ้น

“มีการวิเคราะห์ [ทางข่าวกรอง] เกี่ยวกับเรื่องช่องแคบฮอร์มุซมาโดยตลอดและยังคงดำเนินต่อไป” แรตคลิฟฟ์กล่าวยืนยัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

สหรัฐฯ ปัดข่าวโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติอิหร่าน เตหะรานลั่นจะตอบโต้

สหรัฐฯ ปัดข่าวโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติอิหร่าน เตหะรานลั่นจะตอบโต้

19 มี.ค. 2569 01:05 น.

สหรัฐฯ ปัดข่าวโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติอิหร่าน เตหะรานลั่นจะตอบโต้

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อ้างว่า อิสราเอลคือผู้โจมตีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน ไม่ใช่สหรัฐฯ ขณะที่กองทัพอิหร่านประกาศจะตอบโต้อย่างรุนแรง และเตือนให้ประชาชนในโรงงานน้ำมันบางแห่งอพยพด้วย

เมื่อ 18 มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รายหนึ่งได้ออกมาปฏิเสธว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นผู้โจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติในอิหร่านตามที่รัฐบาลเตหะรานกล่าวหา แต่บอกว่าปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการโดยอิสราเอล

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเตหะรานกล่าวหาสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลว่าโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบางแห่งของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติ “เซาท์ พาร์ส” (South Pars) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งถือเป็นการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานของอิหร่านเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

แหล่งข่าวจากอิสราเอลให้ข้อมูลกับ CNN เมื่อช่วงเช้าวันพุธว่า อิสราเอลได้โจมตีโรงงานในเมืองอัสซาลูเยห์ (Asaluyeh) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน ขณะที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลอีกรายระบุว่า การโจมตีแหล่งเซาท์ พาร์ส ของอิหร่านนั้น กระทำโดยมีการประสานงานร่วมกับสหรัฐอเมริกา

ต่อมากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ออกคำเตือนฉบับใหม่ระบุว่า ศัตรูของอิหร่านควร “เตรียมรับการตอบโต้อย่างหนักหน่วง” จากกองทัพ

IRGC ระบุในแถลงการณ์ล่าสุดว่า ศัตรูผู้เป็นอาชญากรได้ล่วงละเมิดโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเชื้อเพลิงของอิหร่านบางส่วน ก่อนที่ IRGC จะกล่าวย้ำคำขู่ที่พวกเขาเคยพูดก่อนหน้านี้ว่า จะแก้แค้นหากสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงาน, ก๊าซธรรมชาติ และเศรษฐกิจของอิหร่าน ตกเป็นเป้าหมายโจมตี

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า อิหร่านถือเป็น “ความชอบธรรม” ที่จะพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านเชื้อเพลิง พลังงาน และก๊าซของ “ประเทศต้นทาง” และจะทำการตอบโต้อย่างรุนแรง “ในโอกาสแรกที่ทำได้”

IRGC ยังเรียกร้องให้มีการอพยพผู้อยู่อาศัยและพนักงานออกจากโรงงานน้ำมันบางแห่งในซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

18 มี.ค. 2569 23:54 น.

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

กัมพูชาหันมานำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์และมาเลเซียมากขึ้น หลังจากเวียดนามและจีนเริ่มจำกัดการส่งออก เนื่องจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางกระทบต่อการขนส่งน้ำมันโลก

เมื่อ 18 มี.ค. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กัมพูชากำลังนำเข้าเชื้อเพลิงจากผู้ผลิตในสิงคโปร์และมาเลเซียเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยส่วนต่างที่ขาดหายไปจากการที่เวียดนามและจีนจำกัดการจัดส่ง ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่าน กระทบต่อการขนส่งและราคาน้ำมันทั่วโลก

นายแก้ว โรตตะนัก (Keo Rottanak) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เผยว่า ปั๊มน้ำมันประมาณ 1 ใน 3 จากทั้งหมด 6,300 แห่งทั่วประเทศ ปิดตัวลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจากความไม่แน่นอนเรื่องผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่มีต่อราคาเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันปั๊มส่วนใหญ่ได้กลับมาเปิดให้บริการแล้ว และเหลือเพียงร้อยละ 5.77 เท่านั้นที่ยังคงปิดอยู่

ก่อนหน้านี้ เวียดนามและจีนประกาศจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงไปจนถึงอย่างน้อยสิ้นเดือนมีนาคม เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนภายในประเทศ ขณะที่ประเทศไทยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านได้สั่งห้ามส่งออกน้ำมันให้กัมพูชามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 หลังเกิดการปะทะกันบริเวณชายแดน และยังไม่มีการกลับมาส่งมอบเชื้อเพลิงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (ITC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติและองค์การการค้าโลกระบุว่า ในปี 2567 กัมพูชานำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากไทยและเวียดนามคิดเป็น 60% ของการนำเข้าทั้งหมดใน 1 ปี ขณะที่อีก 30% มาจากสิงคโปร์และมาเลเซีย และอีก 7% มาจากจีน

นายแก้วกล่าวว่า กัมพูชากำลังเร่งเพิ่มการนำเข้าจากสิงคโปร์และมาเลเซียเนื่องจากมีการจำกัดการส่งออกจากที่อื่น “เรายังคงสามารถนำเข้าจากจีนได้บ้างเล็กน้อย แต่เนื่องจากเรามีพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับผู้ผลิตระดับโลกอย่าง “โททัล” และ “เชฟรอน” (Chevron) พวกเขาจึงสามารถช่วยบรรเทาความเสี่ยงบางส่วนลงได้”

ข้อมูลจาก “เคปเลอร์” (Kpler) บริษัทวิเคราะห์ตลาดพลังงานระบุว่า การส่งออกน้ำมันเบนซินและดีเซลจากทั้งสองประเทศ (สิงคโปร์และมาเลเซีย) ไปยังกัมพูชาในช่วง 18 วันแรกของเดือนมีนาคม สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 25% แต่ในช่วง 18 วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์กลับน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 40%

นายแก้วระบุว่า กัมพูชาไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง และภายใต้สถานการณ์ปกติ กัมพูชามีปริมาณสำรองน้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันเบนซิน สำหรับใช้งานได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน

“ในขณะนี้เรายังไม่สามารถป้องกันผลกระทบได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ปริมาณน้ำมันที่ไหลเข้ามาในขณะนี้ดูเหมือนว่าจะยังเพียงพอสำหรับช่วงเวลานี้” นายแก้วกล่าว

นายแก้วบอกอีกว่า ในเดือนนี้รัฐบาลกัมพูชาได้เปิดการเจรจาเบื้องต้นกับบริษัท วูดไซด์ เอนเนอร์จี (Woodside Energy) ของออสเตรเลีย เพื่อจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซแห่งแรกของกัมพูชา ที่คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ในปีหน้า โดยเสริมว่าการจัดหาทรัพยากรจากออสเตรเลียจะช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก

18 มี.ค. 2569 22:46 น.

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก

สื่ออิหร่านเผย สหรัฐฯ กับอิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของอิหร่านหลายแห่ง รวมถึงแหล่ง “เซาท์ พาร์ส” ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และประกาศว่าหลังจากนี้ “เส้นแดงได้เปลี่ยนไปแล้ว”

เมื่อวันพุธที่ 18 มี.ค. 2569 สำนักข่าว “ทัสนิม” (Tasnim) ของอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ กับอิสราเอลว่า โจมตีพื้นที่บางส่วนของแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน ซึ่งรวมถึง “เซาท์ พาร์ส” (South Pars) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ

ทัสนิมระบุว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหาย โดยนอกจากแหล่งเซาท์ พาร์สแล้ว เมืองอัสซาลูเยห์ (Asaluyeh) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีหลายแห่ง ก็ถูกโจมตีด้วย

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวฟารส์ (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รายงานว่า มีเสียง “ระเบิดรุนแรง” ดังขึ้นจากโรงกลั่นหลายแห่งในอัสซาลูเยห์ และระบุว่าแทงก์เก็บจำนวนหนึ่ง กับพื้นที่ผลิตก๊าซธรรมชาติหลากหลายระยะของโรงกลั่นถูกโจมตีด้วย

สำนักข่าวฟารส์รายงานเสริมว่า เจ้าหน้าที่ทั้งหมดได้รับการเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้ว และทีมกู้ภัยกำลังเร่งดำเนินการดับไฟที่ลุกไหม้

ทั้งนี้ หากรายงานของสื่ออิหร่านได้รับการยืนยัน นี่จะเป็นการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอิหร่านครั้งแรกในสงครามนี้ หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ก่อน อิสราเอลได้โจมตี “คลังเก็บเชื้อเพลิง” หลายแห่งของอิหร่านไปก่อนหน้า

แหล่งข่าวจากอิสราเอลให้ข้อมูลกับสำนักข่าว CNN เมื่อวันพุธว่า อิสราเอลได้โจมตีโรงงานในเมืองอัสซาลูเยห์ (Asaluyeh) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน ขณะที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลอีกรายระบุว่า การโจมตีแหล่งเซาท์ พาร์ส (South Pars) ของอิหร่านนั้น กระทำโดยมีการประสานงานร่วมกับสหรัฐอเมริกา

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล กล่าวว่าการโจมตีในอิหร่านกำลังถูกยกระดับขึ้น และเรื่องน่าประหลาดใจอย่างมากซึ่งจะยกระดับสงครามกำลังจะเกิดขึ้น โดยแหล่งข่าวและเจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า สิ่งที่นายคัตซ์หมายถึงคือ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติของอิหร่านนั่นเอง

สำนักข่าวฟารส์อธิบายว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการข้าม “เส้นแดง” ที่ไม่ควรข้าม และว่า “ตั้งคืนนี้เป็นต้นไป เส้นแดงได้เปลี่ยนไปแล้ว หากศัตรูคิดว่าการโจมตีเหล่านี้จะเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านยอมถอย ก็ถือว่าเป็นการคำนวณที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะการกระทำนี้ได้มอบ “ไพ่ตาย” ที่เรียกว่า “การล้างแค้น” ให้อิหร่านอย่างเต็มตัวแล้ว”

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวทัสนิมเผยแพร่ “คำเตือนเร่งด่วน” ให้ผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอยู่ห่างจากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในประเทศซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์

ด้านนายมาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ กล่าวว่า การโจมตีของอิสราเอลต่อแหล่งก๊าซธรรมชาติ เซาท์ พาร์ส ของอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนต่อขยายของแหล่งนอร์ท ฟิลด์ (North Field) ของกาตาร์ ถือเป็น “ย่างก้าวที่อันตรายและขาดความรับผิดชอบ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล

อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล

18 มี.ค. 2569 22:08 น.

อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล

ทางการสวีเดนยืนยัน อิหร่านดำเนินการประหารชีวิตพลเมืองสวีเดนที่ถูกจับกุมเมื่อปีก่อนแล้ว ในข้อหาจารกรรมข้อมูลเพื่อเอื้อประโยชน์แก่รัฐบาลอิสราเอล

เมื่อ 18 มี.ค. 2569 นางมาเรีย มาลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสวีเดนระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลอิหร่านดำเนินการประหารชีวิตพลเมืองสวีเดนรายหนึ่งในวันพุธ โดยกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวทำการจารกรรมข้อมูล

“เป็นที่ชัดเจนสำหรับเราว่า กระบวนการทางกฎหมายที่นำไปสู่การประหารชีวิตพลเมืองสวีเดนรายนี้ไม่มีการรับรองทางกฎหมาย” นางสเตเนอร์การ์ดกล่าว “สวีเดนจะยังคงประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในอิหร่านต่อไป”

รัฐบาลสวีเดนไม่ได้ระบุชื่อพลเมืองที่ถูกประหารชีวิต แต่สื่อของรัฐบาลอิหร่านได้ระบุชื่อชายคนนี้ว่า คุโรช เคย์วานี (Kourosh Keyvani) ซึ่งถูกจับกุมเมื่อปีที่แล้วในข้อหา “ให้ความร่วมมือด้านข่าวกรองและจารกรรมเพื่อเอื้อประโยชน์แก่รัฐบาลอิสราเอล”

“สวีเดนได้หยิบยกกรณีนี้ขึ้นมาหารือหลายครั้งในระดับต่าง ๆ กับตัวแทนของอิหร่าน นับตั้งแต่มีการจับกุมในเดือนมิถุนายน ปี 2568 โดยในการติดต่อเหล่านั้น เราได้ย้ำถึงความคาดหวังของสวีเดนว่าพลเมืองของเราควรได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และต้องไม่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต” นางสเตเนอร์การ์ด ระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ นายเคย์วานีเป็นผู้ถือสองสัญชาติ (สวีเดนและอิหร่าน) เขาถือเป็นชายรายที่ 3 ที่ถูกอิหร่านประหารชีวิตในข้อหาจารกรรมในปี 2569 นี้ โดยข้อมูลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (Iran Human Rights) ซึ่งมีฐานอยู่ในประเทศนอร์เวย์ ระบุว่าในปีที่ผ่านมามีผู้ถูกประหารชีวิตในข้อหาที่คล้ายคลึงกันอย่างน้อย 13 ราย

ปัจจุบันยังมีชาวอิหร่านอีกหลายร้อยคนที่ยังคงรอการประหารชีวิต ซึ่งรวมถึงผู้ที่ถูกพิจารณาว่าเป็นนักโทษการเมืองจำนวนมาก หลายรายยังไม่ได้รับการตัดสินโทษและอาจต้องเผชิญกับโทษประหารชีวิตในอนาคต

“โทษประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่ไร้มนุษยธรรม โหดร้าย และไม่สามารถย้อนคืนได้ สวีเดนพร้อมด้วยสมาชิกสหภาพยุโรปที่เหลือ ขอประณามการใช้โทษนี้ในทุกกรณี” รัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดนระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปธน.อิหร่านยืนยัน รมว.ข่าวกรอง ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

ปธน.อิหร่านยืนยัน รมว.ข่าวกรอง ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

18 มี.ค. 2569 21:39 น.

ปธน.อิหร่านยืนยัน รมว.ข่าวกรอง ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

ประธานาธิบดีของอิหร่านออกมายืนยันว่า นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรอง ถูกสังหารในการโจมตีของอิสราเอล

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ออกมายืนยันว่า นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรอง ถูกอิสราเอล “ลอบสังหาร” แล้ว

นายเปเซชเคียนประณามสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “การลอบสังหารอันขี้ขลาด” ต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศหลายรายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึง นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรอง ที่ทางอิสราเอลระบุว่าได้สังหารในการโจมตีเมื่อคืนที่ผ่านมา

“การลอบสังหารอันขี้ขลาดต่อเพื่อนร่วมงานอันเป็นที่รักของผม ทั้งนายเอสมาอิล คาติบ, นายอาลี ลารีจานี (เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงแห่งชาติ) และนายอาซิซ นาซีร์ซาเดห์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) พร้อมด้วยสมาชิกในครอบครัวและทีมงานที่ร่วมเดินทางบางส่วน ได้สร้างความโศกเศร้าเสียใจอย่างยิ่งแก่เรา”

“ผมขอแสดงความเสียใจต่อประชาชนชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ สำหรับการสละชีพเพื่อศาสนา (Martyrdom) ของสมาชิกคณะรัฐมนตรีทั้งสองท่าน, เลขาธิการสมัชชาประชาชน รวมถึงเหล่าผู้บัญชาการทหารและกองกำลังบาซิจ (Basij) ผมมั่นใจว่าหนทางของพวกเขาจะดำเนินต่อไปอย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม” นายเปเซชเคียนกล่าวเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลเปิดเผยว่า กองทัพของพวกเขาสังหารนายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรองของอิหร่านแล้ว ระหว่างการโจมตีเข้าใส่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 มี.ค.)

นายคัตซ์กล่าวระหว่างการประเมินสถานการณ์เมื่อช่วงเช้าวันพุธว่า จะเกิดเรื่องน่าประหลาดใจอย่างมีนัยสำคัญขึ้นในทุกแนวรบของสงคราม และประกาศกร้าวว่า จะยกระดับความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่นไปทั่วภูมิภาคให้มากขึ้นอีก พร้อมบอกด้วยว่า เขากับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ปรับปรุงกระบวนการเจาะจงเป้าหมายที่เป็นบุคคลระดับผู้นำรายอื่น ๆ ของอิหร่าน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

“ผมได้ให้อำนาจแก่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ในการจัดการกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านรายใดก็ได้ทันทีที่สบโอกาสทางยุทธการและทางการข่าวกรอง โดยไม่จำเป็นต้องขออนุมัติเพิ่มเติม” นายคัตซ์กล่าว

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสังหาร นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรองของอิหร่าน ว่าเป็นปฏิบัติการแบบเจาะจงเป้าหมายในกรุงเตหะราน

IDF ระบุว่า กระทรวงข่าวกรองของอิหร่านภายใต้การนำของนายคาติบ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการปราบปรามทางการเมืองและกิจกรรมก่อการร้ายของรัฐบาลอิหร่าน และตัวนายคาติบเองก็มีบทบาทอย่างยิ่งในการจับกุมและสังหารผู้ประท้วงระหว่างการชุมนุมใหญ่และการปราบปรามที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

ทั้งนี้ นายเอสมาอิล คาติบ กลายเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายสิบคนของอิหร่านที่ถูกอิสราเอลสังหาร รวมถึง อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนก่อน และนายอาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn