หญิงฝรั่งเศส ผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้ารายแรกของโลก 11 ปีก่อน เสียชีวิตแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 11:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714813

 

เศร้า…หญิงฝรั่งเศส อิสซาเบล ดินัวร์ บุคคลแรกที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้ารายแรกในโลก เสียชีวิตแล้ว หลังผลข้างเคียงจากการปลูกถ่ายใบหน้า ที่ต้องใช้ยากดภูมิต้านทานหลายขนาน ส่งผลร่างกายอ่อนแอ และป่วยด้วยโรคมะเร็งถึง 2 ชนิด

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว นางอิสซาเบล ดินัวร์ หญิงชาวฝรั่งเศส วัย 49 ปี ซึ่งนับเป็นบุคคลที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าเป็นรายแรกของโลกเมื่อปี 2548 เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากผลจากการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้า ซึ่งต้องใช้ยากดการทำงานของระบบภูมิต้านทานโรคอย่างหนัก ทำให้ร่างกายดินัวร์อ่อนแอลง และป่วยด้วยโรคมะเร็งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะอายุ 49 ปี

บีบีซี แจ้งว่า สาเหตุที่ทางโรงพยาบาลในเมืองอาเมียง เพิ่งแจ้งข่าวการเสียชีวิตของดินัวร์ในหลายวันต่อมา เพราะเคารพในความเป็นส่วนตัวของครอบครัวของเธอต่อการจากไปของดินัวร์


อิสซาเบล ดินัวร์ เมื่อปี 2549 หลังได้รับการปลูกถ่ายใบหน้าเป็นรายแรกของโลก

ทั้งนี้ อิสซาเบล ดินัวร์ ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าเป็นคนแรกของโลก หลังจากใบหน้าของเธอต้องเสียโฉมอย่างหนัก โดยเฉพาะ จมูก ปาก และคาง จากการถูกสุนัขที่เลี้ยงไว้ขย้ำกัด โดยเมื่อปี 2552 ดินัวร์ เคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวบีบีซีว่า ทุกครั้งที่เธอส่องกระจก เธอจะได้เห็นใบหน้าที่ผสมผสานกันระหว่างใบหน้าของเธอกับใบหน้าของคนที่บริจาคใบหน้ามาให้ ซึ่งเธอรู้สึกว่า ผู้บริจาคใบหน้านี้อยู่กับเธอตลอดเวลา

ด้าน นสพ.ฟิกาโร เคยรายงานว่า ดินัวร์ต้องเจ็บป่วยจากการที่ร่างกายของเธอปฏิเสธการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าอีกครั้ง ซึ่งอาการต่อต้าน ทำให้เธอป่วยด้วยโรคมะเร็ง ถึง 2 ชนิด

 

โอบามาชี้ โสมเหนือยิงนุกยิ่งโดดเดี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714555

 

ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ เตือนเกาหลีเหนือกับการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยกลางแบบ “โนดอง” 3 ลูกไปตกในเขตเศรษฐกิจจำเพาะในทะเลญี่ปุ่น ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำจี 20 ที่จีน เมื่อ 5 ก.ย.นั้น จะยิ่งทำให้เกาหลีเหนือถูกตัดขาดจากโลกมากขึ้น ขณะที่นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือประกาศว่า ประสบความสำเร็จ “สมบูรณ์แบบ” และเรียกร้องให้กองทัพเกาหลีเหนือสร้างเสริมอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้นในปีแห่งประวัติศาสตร์นี้

วันเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ประชุมฉุกเฉินที่นครนิวยอร์กตามคำร้องของสหรัฐฯและญี่ปุ่น เพื่อหารือมาตรการตอบโต้เกาหลีเหนือ ขณะที่นายจอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงประณามการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการกระทำหรือคำพูดที่จะเพิ่มความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

นอกจากนี้ สำนักงานด้านประสานงานกิจการมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติรายงานสถานการณ์น้ำท่วมที่หนักสุดเป็นประวัติการณ์ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีเหนือ หลังฝนตกลงมาอย่างหนักช่วง 4 วันก่อนหน้านี้ จนทำให้น้ำในแม่น้ำทูเมน ซึ่งมีพรมแดนติดกับจีนและรัสเซียเอ่อล้นตลิ่ง รวมถึงแม่น้ำมูซานกับแม่น้ำเฮอร์ยงซึ่งอยู่ใกล้กัน มีผู้เสียชีวิต 60 ราย ชาวบ้านกว่า 44,000 คนต้องไร้ที่อยู่อาศัย อาคารบ้านเรือนเกือบ 9,000 หลังพังเสียหาย.

 

พุทธฮือไล่อดีตผู้นำยูเอ็นแก้ปัญหายะไข่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714553

 

เมื่อ 6 ก.ย. กลุ่มชาวพุทธกว่า 1,000 คน ชุมนุมประท้วงคณะกรรมการที่ปรึกษา 9 คน นำโดยนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ชาวกานา ที่นางอองซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของรัฐบาลเมียนมาตั้งขึ้นเดือนที่แล้วเพื่อให้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธและมุสลิมโรฮีนจาในรัฐยะไข่ ระหว่างไปเยือนยะไข่

กลุ่มผู้ประท้วงนำโดยพรรคอาระกันแห่งชาติ (เอเอ็นพี) กับเครือข่ายสตรียะไข่ มีชาวบ้านกับพระสงฆ์ร่วมด้วย ชุมนุมประท้วงที่สนามบินซิตตะเว เมืองเอกรัฐยะไข่ ตั้งแต่คณะกรรมการชุดนี้ลงจากเครื่องบิน ทั้งยังตามขบวนรถของอันนันไปยังสำนักงานเทศบาลรัฐยะไข่ ที่ซึ่งเขาพบปะเหล่าผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐบาล ตำรวจ และกลุ่มเอ็นจีโอ โดยผู้ประท้วงตะโกนต่อต้านคณะกรรมการฯ ว่าเป็นพวกต่างชาติที่แทรกแซงกิจการภายในของเมียนมาอย่างมีอคติ โดยไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ในรัฐยะไข่ และขอให้ยุบคณะกรรมการชุดนี้


โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ

นายอันนันเรียกร้องให้ชาวพุทธและมุสลิมก้าวข้ามความขัดแย้งต่างๆ และปรองดองเพื่ออนาคตร่วมกัน แต่เอเอ็นพีประกาศจะไม่พบปะทำงานกับคณะกรรมการฯชุดนี้ ซึ่งจะเยือนยะไข่ 6 วัน หลังซูจีขอให้ไปดูรากเหง้าปัญหาด้วยตาตนเอง อนึ่ง ความรุนแรงระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมในยะไข่ในปี 2555 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน ไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 125,000 คน และซูจีถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยในชะตากรรมของชาวโรฮีนจาที่ยังเป็นคนไร้รัฐ.

 

สื่อจีนจวก! โครงการ ‘รถบัสยกระดับ’ คือมหกรรมต้มตุ๋นบันลือโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 04:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714605

 

สื่อหลายสำนักในประเทศจีน ออกมาโจมตีโครงการสร้างรถบัสอุโมงค์ ซึ่งผู้พัฒนาเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหารถติดในประเทศ ว่า เป็นโครงการต้มตุ๋นขนานใหญ่เพื่อหลอกเงินจากนักลงทุน ท่ามกลางข้อครหาอีกมากมาย…

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีรายงานข่าวฮือฮาบนสื่อทั่วโลกเรื่อง การทดสอบใช้งานรถยกระดับในขั้นต้นแล้วที่ประเทศจีน ‘รถบัสขนส่งยกระดับ’ หรือ ‘Transit Elevated Bus’ (ทีอีบี) ที่มีความยาว 22 เมตร สูง 4.8 เมตร ซึ่งเป็นรถบัสที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์วิ่งคร่อมรถยนต์คันอื่น โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด แต่จากการเปิดเผยของสำนักข่าวแห่งรัฐของจีน โครงการดังกล่าวเป็นเพียงโครงการเพื่อดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนระดับสูงจากนวัตกรรมใหม่ๆ ทางอินเทอร์เน็ต

บริษัท ไป๋ จื่อหมิง (Bai Zhiming) เจ้าของโครงการ ระบุว่า ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนถึง 12% และสามารถระดมทุนได้ถึง 23 ล้านยูโร (920 ล้านบาท) อย่างไรก็ตามขณะนี้มีข่าวว่า นักลงทุนจำนวน 200 คน กำลังเรียกร้องขอเงินลงทุนคืน


รถบัสขนส่งยกระดับ มีความยาว 22 เมตร สูง 4.8 เมตร

ทั้งนี้ ข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการนี้มีหลายประการ รวมถึงเรื่องการทดสอบ รถบัสขนส่งยกระดับ ที่เกิดขึ้นที่เมืองชินฮวงเต่า มณฑลเหอเป่ย เมื่อต้นเดือน ส.ค. เพราะการทดสอบวิ่งบนรางเป็นระยะทางเพียง 300 ม. ไม่อาจเลียนแบบสภาพการจราจรที่แท้จริงบนท้องถนน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของเมืองชินฮวงเต่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการทดสอบนี้เกิดขึ้น ก่อนที่ในเวลาต่อมาทางบริษัท ไป๋ จื่อหมิง จะออกมาแก้ไขว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การทดสอบวิ่ง แต่เป็นการทดสอบภายในของตัวรถ

นอกจากนี้ สื่อจีนยังตั้งคำถามว่า รถบัสยกระดับคันนี้จะสามารถนำมาใช้งานบนท้องถนนได้จริงๆ หรือ? ด้วยเหตุผลใหญ่ 3 ประการ คือ 1. ความสูงของบัส ทีอีบี โดยรถที่วิ่งลอดใต้มัน จะต้องมีความสูงไม่เกิน 2.1 ม. ทำให้รถที่มีความสูงกว่านี้ไม่สามารถวิ่งลอดมันได้ ข้อ 2. คือ บัสทีอีบีจะมีปฏิสัมพันธ์กับรถคันอื่นบนถนนอย่างไร? มันจะเลี้ยวได้หรือไม่? ขึ้นสะพานได้หรือเปล่า? มันจะวิ่งลอดหรือข้ามสัญญาณไฟจราจรอย่างไร? ยิ่งกว่านั้น คนขับรถบัสในจีนก็มีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีอยู่แล้ว แม้ว่าจะขับรถขนาดธรรมดาก็ตาม ข้อสุดท้ายคือ บัสทีอีบี ไม่ใช่รถบัส แต่เป็นรถราง ที่จำเป็นต้องวิ่งบนราง


บรรทุกผู้โดยสารได้ 300 คน

ขณะที่สำนักข่าว โกลบอล ไทม์ส และ ซีนา ของจีนอ้างว่า โครงการ ทีอีบี เป็นโครงการลงทุนต้มตุ๋นแบบ พี2พี (คนสู่คน) ที่มีเป้าหมายเพื่อหลอกลวงนักลงทุน รวมทั้งยังกล่าวหา นาย ซ่ง อิ๋วโจว ผู้ออกแบบรถบัสยกระดับด้วยว่า มีวุฒิการศึกษาเพียงชั้นประถม แต่นายซ่งออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ และระบุว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด

ส่วนหน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับโครงการ ทีอีบี รวมทั้ง คณะกรรมการปฏิรูปและการพัฒนาชุมชนของเมืองชินฮวงเต่า และมหาวิทยาลัย เซียงไฮ เจียวตง ที่ในอดีตผู้พัฒนาบัส ทีอีบี เคยอ้างว่าร่วมงานในโครงการ ทีอีบี กับพวกเขาอย่างใกล้ชิด

อนึ่ง มหกรรมลวงโลกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปีที่แล้ว หน่วยงานควบคุมด้านธนาคารระบุว่า ตรวจพบปัญหาการหลอกลวงเงินเพื่อการลงทุนถึงกว่า 1,000 ราย ในประเทศจีน ในลักษณะของ การระดมทุนจากมวลชน (crowdfunding)

 

สลด! บัสประสานงารถบรรทุกน้ำมันในอัฟกานิสถาน ดับ 36 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ย. 2559 22:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712388

 

เกิดอุบัติเหตุรถบัสโดยสารชนกับรถบรรทุกน้ำมันในพื้นที่ทางใต้ของประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อเช้าวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 36 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวนเท่ากัน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดอุบัติเหตุรถบัสโดยสารชนประสานงากับรถบรรทุกน้ำมันที่จังหวัด ซาบูล ติดกับเมืองกันดาฮาร์ทางตอนใต้ของประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ย. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 36 ราย โดยคนขับรถบรรทุกน้ำมันเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตด้วย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 36 คน

ตามการเปิดเผยของนาย กุล อิสลาม ซิอาล โฆษกหน่วยงานปกครองจังหวัดซาบูล อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นบนถนนหลวงที่เชื่อมต่อกรุงคาบูลกับเมืองกันดาฮาร์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อับดับ 1 และ 2 ของประเทศ เมื่อเวลาประมาณ 5:00น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น โดยรถบัสโดยสารระยะใกล้ซึ่งบรรทุกรถโดยสารจากกันดาฮาร์ไปยังกรุงคาบูล ชนกับรถบรรทุกน้ำมันในเขตชาร์ เอ ซาฟา

นายซิอาลระบุว่า สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ เกิดจากความประมาทของคนขับรถทั้งสองฝ่าย เนื่องจากบนถนนหลวงสายนี้ในเวลาดังกล่าวจะมีรถบรรทุกและรถโดยสารสัญจรอย่างพลุกพล่าน

 

สข.โวยหวั่นถูกยุบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/239805

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ส.ค. 2559

สข.โวยหวั่นถูกยุบ

“อดีต.ส.ข.ปชป.” โวย “สปท.” ยุบระบบเลือกตั้ง ลั่นไม่ถูกต้อง ข้องใจปฏิรูประบบราชการกระจายอำนาจ แต่กลับถูกยกเลิก

 

26 ส.ค. 59 – นายสามารถ มะลูลีม อดีตส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยอดีตสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) แถลงว่า ตามที่การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผ่านวาระหนึ่งไปแล้ว โดยจะให้มีการยุบสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) นั้นขอเรียนว่าตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร 2528 ตนเป็น ส.ข.รุ่นแรกที่มีการเลือกตั้งพร้อมกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผว.กทม.) และสมาชิกสภากทม.(ส.ก.) ซึ่งมีมา 30 ปี ถือว่าทำงานใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ส.ข.ทุกคนรู้สึกว่าทำไมการที่เราปฏิรูประบบราชการกระจายอำนาจ แต่กลับมายกเลิกทิ้งซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นายสามารถ กล่าวว่า การที่จะยกเลิกส.ข. แต่จะไปตั้งประชาคมเขตๆละ 10-20 คน โดยให้ผู้อำนวยการเขตแต่งตั้งให้มีวาระคนละ 2 ปี การที่มาจากพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ในระบอบประชาธิปไตย และควรที่จะต้องคงไว้ เพราะดูแล้วไม่เป็นธรรม ตนคิดว่า สปท.ควรที่จะทบทวน และตนจะไปพบกับประธานสปท.ที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อระงับเรื่องดังกล่าว โดยจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปให้กับประธานด้วย.

 

ระเบิดใต้ไม่ชัดโยงการเมือง-ไฟใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/239416


ระเบิด, ใต้, ไม่ชัด, โยง, การเมือง, นายกฯ

ระเบิด, ใต้, ไม่ชัด, โยง, การเมือง, นายกฯ

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 24 ส.ค. 2559

ระเบิดใต้ไม่ชัดโยงการเมือง-ไฟใต้

“นายกฯ”ระบุได้รับรายงานระเบิดปัตตานีแล้ว แจงเหตุบึ้มหลายพื้นที่ภาคใต้ยังไม่ชี้ชัดความเชื่อมโยง ทั้งการเมืองไฟใต้

 

24 ส.ค. —  ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดในพื้นที่ จ.ปัตตานี โดยย้อนถามว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ใด อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใดพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีกองอำนวยการรักษาความสงบภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)ภาค 4  และ ศอ.บต.ทหาร ตำรวจ ดูแลอยู่แล้ว ขณะนี้กำลังสอบสวนอยู่ ก็เหมือนเหตุการณ์ระเบิดหลายครั้งที่เคยเกิดขึ้น โดยเบื้องต้นได้รับรายงานว่ามีเหตุระเบิดขึ้นเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างคำพูด ผบ.ตร.ว่า เหตุระเบิด 7 จุดในพื้นที่ภาคใต้ เป็นแนวร่วมผู้ก่อความสงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยไม่ใช่ชาวพุทธ นายกฯ กล่าวว่า  หน้าที่ของสื่อ คือต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ จะให้นายกฯพูดเองตลอดเลยหรืออย่างไร ขณะเดียวกันในโลกโซเชียล สื่อก็ช่วยด้วย และอย่ากดดันเจ้าหน้าที่ ว่าต้องพูดคุยให้ปัญหาจบ เพราะไม่มีปัญหาใดพูดคุยจบได้ภายใน  1-2 ปี บางประเทศในอาเซียนพูดคุยปัญหาลักษณะเดียวกันนี้มาห้าสิบปีก็ยังไม่จบ แล้วจะให้เราทำได้เร็ว มันอะไรนักหนา แตะอะไรไม่ได้สักอย่าง กฎหมายก็ใช้ไม่ได้ เราต้องการอิสระเสรี แล้วก็ตามโครม ๆ แล้วคนที่เรียกร้อง รับผิดชอบได้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ เชื่อมโยงกับการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่พูดถึงปัญหาการเมือง เพราะปัญหาเดิมมีอยู่แล้ว แต่เหตุระเบิดที่เกิดขึ้น เป็นเพราะเขาพยายามสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นแก่รัฐ แล้วจะขยายความให้เขาทำไม ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน ที่ผ่านมาทำงานแทบตาย และตายไปกี่ร้อยศพแล้ว ตายมากว่าประชาชนอีก ไม่นึกถึงครอบครัวเขาบ้างหรืออย่างไร

ต่อข้อถามที่ว่าแล้วเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในจังหวัดภาคใต้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า“ยังไม่เชื่อมโยง เขาสอบอยู่ แล้วอยู่ดี ๆ เขาจะขยายพื้นที่ขึ้นมาหรือเปล่า หลักการและการต่อสู้ที่ผ่านมาของเขาเป็นอย่างนั้นหรือไม่วันหลังก็ไปถามโจรเขาบ้าง เดี๋ยวจะรวมให้ที่ไหนก็เลือกเอา ปัตตานีไหม เอานักข่าวสักทีม เลือกเอา คุยกับเขาโดยตรงว่าต้องการอะไร แล้วค่อยมาบอก เพราะการพูดคุย ไม่ใช่การเจรจา ผมไม่ได้รบกับเขา เขาผิดกฎหมายอาญา ใช้อาวุธสงคราม รัฐบาลมองเขาด้วยความเมตตา วันนี้ถ้าใช้มาตรการทางทหาร ไปล้อมทุกหมู่บ้านก็ทำได้ ปิดถนนบางเส้น เคอร์ฟิวส์บางพื้นที่จะได้สู้กับโจร แล้วยอมสักอย่างหรือไม่ เพราะตรวจยังไม่ได้เลย ประเทศไทยอย่าหวังว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ายังเป็นอย่างนี้อยู่ วันหน้าผมไม่อยู่ดูแล้ว เมื่อท่านยังอยู่ ก็รับความลำบากต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้นด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว โดยระหว่างลงจากโพเดียมได้สะดุดแต่ไม่ถึงกับล้ม ขณะเดียวกันจะก่อนเดินขึ้นแท่นโพเดียมนายกฯ ก้าวขึ้นด้วยความอ่อนเพลียเหมือนคนหมดแรง เนื่องจากใช้เวลาเดินเยี่ยมชมบูธและขึ้นกล่าวบนเวทีเป็นเวลานาน

 

“พีระศักดิ์”คาด”คสช.-สนช.”ลาจากแน่ต้นปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/238998


ลาจากแน่, ลั่น, สนช.พบประชาชน, สภานิติบัญญัติแห่งชา, ข่าวการเมืองคมชัดลึก, พีระศักดิ์, คาด, คสช, ลาจาก, แน่, ต้นปี, คสช-สนช

ลาจากแน่, ลั่น, สนช.พบประชาชน, สภานิติบัญญัติแห่งชา, ข่าวการเมืองคมชัดลึก, พีระศักดิ์, คาด, คสช, ลาจาก, แน่, ต้นปี, คสช-สนช

การเมือง  : 21 ส.ค. 2559

“พีระศักดิ์”คาด”คสช.-สนช.”ลาจากแน่ต้นปี 61

“พีระศักดิ์”นำทีม สนช. ลงพื้นที่ชุมพร ชมชาวปากน้ำชุมพรออกมาใช้สิทธิอันหนึ่งของปท. เผย ปท.เดินตามโรดแม็ป คาด คสช-สนช.ไปแน่ต้นปี 61

 

ที่ห้องประชุมศูนย์ราชการจังหวัดชุมพร สภานิติบัญญัติแห่งชาติ นำโดยนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 พร้อมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)กว่า 20 คน อาทิ พล.อ.สิงห์ศิก สิงห์ไพร พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ พล.ร.ท.สนธยา น้อยฉายา นายวิทยา ฉายสุวรรณ นายชาญวิทย์ วสยางกูร นางกาญจนรัตน์ ลีวิโรจน์ เป็นต้น พร้อมด้วนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ตัวแทนจากคณะรัฐมนตรี ลงพื้นที่จ.ชุมพร เพื่อพบปะรับฟังความเห็นตลอดจนอุปสรรคในด้านต่างๆของพื้นที่จ.ชุมพร มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารและสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ตัวแทนภาคเอกชนและตัวแทนภาคประชาชน กว่า 500 ร่วมประชุม โดยมีนายสมดี คชายั่งยืน ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปภาพรวมของจังหวัด ซึ่งได้มีการหารือกับส่วนราชการและประชาชน ซึ่งประชาชนได้สะท้อนปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จเพื่อขอให้สนช.ช่วยผลักดัน อาทิ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินของประชาชน ปัญหาการดำเนินโครงการในที่ดินของรัฐ

 

นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า ขอชื่นชมการออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติของชาวจังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เฉลี่ย ถือว่าจังหวัดชุมพรเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ทั้งในการออกมาใช้สิทธิ์ การให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ซึ่งทุกอย่างได้เดินไปตามโรดแม็ปที่คสช.วางไว้ โดยจะมีการเลือกตั้งในปลายปี 60 แต่หากเกิดเหตุติดขัดหรือมีปัญหา การเลือกตั้งก็อาจจะเลือนไปเป็นต้นปี 61 ขณะที่ สนช.และคสช.ก็จะพ้นไปประมาณต้นปี 61 เช่นกัน ซึ่งการทำงานของสนช. ในจังหวัดต่างก็เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมแม่น้ำ 5 สาย ในการรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขโดยเร็ว

 

ด้านนายคำนูณ ชี้แจงโรดแมปการทำงานก่อนนำไปสู่การเลือกตั้ง ว่า ภายหลังจากประชาชนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติ ขณะนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. อยู่ระหว่างการปรับแก้ไขบทเฉพาะกาลในส่วนของคำถามพ่วงให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ สามารถสรุปสาระสำคัญได้ 3 ประเด็นหลัก คือ ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น กลไกยับยั้งการเกิดวิกฤติประเทศ และการปฏิรูปประเทศ ทั้งนี้ คาดว่า จะสามารถประกาศใช้รัฐธรรมนูญได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ และภาระงานของ สนช. ก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น ในการเตรียมพิจารณากฎหมายลูกรวม 15 ฉบับ รวมทั้งกฏหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศที่สปท.จะส่งมาให้สนช.พิจารณา โดยเฉพาะร่างพ.ร.บ.แผนการปฏิรูปประเทศ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจากนี้ไป ไม่ว่ารัฐบาลชุดใด ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ พร้อมรับฟังความเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง และดำเนินการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ซึ้งเป็นมิติใหม่ของรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญ 19 ฉบับไม่มีมาก่อน

 

พล.อ.สิงห์ศึก กล่าวว่า การทำงานของสนช.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงพื้นที่ในโครงการสนช.พบประชาชนมา 2 ปี ได้รับปัญหาของประชาชนมากกว่า 6,000 เรื่องทั้งข้อกฎหมาย ปัญหานโยบาย ซึ่งขณะนี้ทางสนช.ได้แก้ปัญหาและส่งเรื่องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการแล้วเหลือเพียง 1,000 เรื่อง ครั้งนี้สนช.พบประชาชนที่จ.ชุมพร จึงอยากให้ชาวชุมพรได้แสดงความคิดเห็นถึงปัญหาอย่างเต็มที่

 

ทั้งนี้โครงการสนช.พบประชาชน เริ่มดำเนินการครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2557 ปัจจุบันดำเนินการมาแล้วจำนวน 18 ครั้ง รวม 36 จังหวัด

 

สวยครบเครื่อง’ทับทิม อัญรินทร์’ คว้าเหรียญทองไอซ์สเกตเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/229799

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 12.07 น.

10 ส.ค.59 เป็นนางเอกสาวมากความสามารถจริงๆ สำหรับ “ทับทิม อัญรินทร์” ที่นอกจากจะมีฝีมือการแสดงที่ยอดเยี่ยมแล้ว ทักษะด้านกีฬาก็เลิศไม่แพ้กัน โดยสาวทับทิมได้เดินทางเข้าร่วมการแข่งขัน ไอซ์สเกตชิงแชมป์เอเชีย รายการ  Skate Asia 2016 Malaysia ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ซึ่งสาวทับทิมไม่ทำให้ทุกคนที่คอยเชียร์ผิดหวัง เจ้าตัวได้คว้าเหรียญทองเหรียญแรกในการแข่งขันในประเภทฟรีสไตล์รายการนี้มาเป็นที่เรียบร้อย เรียกได้ว่าสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย สวยและเก่งครบเครื่องสุดๆ

ภาพ : @anyarinsweet , @iamtanyatorn

Home versus Hotels

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/asean&beyon/Home-versus-Hotels-30289727.html

pic

 

By Yuen Meikeng
The Star
HOME ASEAN&BEYON AEC MON, 4 JUL, 2016 1:00 AM

KUALA LUMPUR – Home-sharing services like Airbnb are becoming a hit among Malaysians. But hotels are urging the Government to regulate such services, claiming that rental of private apartments and studio units is illegal. Noting such calls, the Government is currently discussing how to address the matter.

Living rooms rooms instead of hotel lobbies. Apartment units instead of hotel suites. This is the trend today.

More Malaysian holiday-makers are choosing to rent private properties as accommodation on their trips, instead of booking hotel rooms.

They do this using home-sharing services like Airbnb and Singapore-based HomeAway, which offer travellers the option to stay in a local host’s property.

Ranging from single rooms to entire apartment units, guests can book their accommodation from hosts, who list their property on such websites to be leased out for a fee.

Sometimes, the fees are even lower than the room rates offered by hotels.

This is one of the factors that drive the popularity of such services, with the San Francisco-based Airbnb having over two million property listings for rent from local hosts in about 191 countries around the world.

In Malaysia, home-sharing services are also gaining traction among travellers and homeowners, who want to earn some income from offering short-term rentals.

However, the hotel industry in the country is claiming that such services are eating into their business, with some estimating about 5% to 15% of their business being diverted.

Hoteliers are also saying that consumers are not fully protected under such arrangements.

Likening home-sharing services like Airbnb to Uber in the taxi business, hoteliers claim that the hosts are not subjected to the same regulations imposed on hotels and do not need to pay taxes or collect the Goods and Services Tax (GST).

As the industry calls on the Government to regulate such services, the Tourism and Culture Ministry says discussions are ongoing to address the matter while the Urban Wellbeing, Housing and Local Government Ministry is open to feedback on the issue.

Malaysian Association of Hotels president Sam Cheah sees the growing popularity of such home-sharing platforms like Airbnb as a threat to the hotel industry.

“It isn’t a level playing ground because the hosts who are offering their properties for rent are not subjected to the same requirements, including safety standards,” he says.

Cheah points out that the hosts can afford to offer lower rates because their operating costs to run their businesses are smaller.

“They pay domestic usage for quit rent and utility bills. They are not required to adhere to safety requirements such as installing proper fire protection,” he adds.

Cheah explains that hotels also have public liability insurance and protect consumers in the event of negligence or fire.

“We are obligated to protect our customers. But there is no such policy for home-sharing hosts,” he says, urging consumers to be aware of such risks.

Cheah also points out that it is illegal for homeowners to operate a business for tourists and travellers when the property is meant for domestic dwelling.

“It is unfair for residents who are neighbours of such hosts as they will have strangers walking in and out of the premises,” he says.

These tourists will also be using the swimming pool, gym and other facilities meant for residents.

However, Cheah says the association, which consists of 881 member hotels, cannot discount or prevent such a business model from being practised.

“But the Government should regulate such businesses to protect tourists and make it an even playing field for hotel operators,” he says.

If left unchecked and unregulated, Cheah foresees the Government will have a problem dealing with the projected 36 million tourist arrivals by 2020.

“If we do not regulate Airbnb and other home-sharing services, we wouldn’t be able to monitor the industry. We wouldn’t know if we have an oversupply or over-development and businesses may lose out.

“It is just like Uber and GrabCar in the taxi industry. You cannot stop them but you have to regulate them. Then it makes sense,” he says.

Echoing Cheah’s call to the Government to impose regulations, Malaysian Association of Hotel Owners secretary Anthony Wong calls such home-sharing services illegal as hosts are not licensed to provide lodging and insurance for guests.

“It is amounting to making private arrangements and guests who are hurt during their stay are unable to claim insurance for any mishaps.

“As legal entities, hotels have permits to comply with. Our operating costs are expensive and we pay taxes,” says Wong, adding that hotel rates are also competitively priced.

He claims that the emergence of such services and illegal homestays have caused hoteliers to lose about 5% in revenue.

Acknowledging the concerns by hotels, Tourism and Culture Ministry secretary-general Tan Sri Dr Ong Hong Peng says the ministry has received complaints from the industry on the emergence of home-sharing platforms.

“This issue has been acknowledged and discussed extensively by the Special Task Force on Service Delivery and its working group.

“This working group is represented by government agencies such as the ministry, Malaysia Productivity Corporation, the Urban Wellbeing, Housing and Local Government Ministry and the police,” he tells Sunday Star.

Dr Ong adds that the question of regulating home-sharing platforms and conducting enforcement on homeowners under such services comes under the purview of local councils.

In the meantime, the ministry has its Malaysian Homestay Programme, which offers a unique experience to tourists.

“The programme enables tourists to stay and interact with local families who act as hosts.

“Under this programme, families and their houses register with the ministry after completing the homestay training module and following the guidelines,” he explains.

But Dr Ong points out that this is different from merely offering accommodation as it is a community-based tourism programme which offers tourists a lifestyle experience of rural villages.

In 2015, Malaysia attracted 25.7 million tourist arrivals, a decline of 6.3% compared to 27.4 million tourist arrivals in 2014.

For the first quarter of 2016, Malaysia registered an increase of 2.8% in tourist arrivals, which Dr Ong perceives as a positive outlook.

“A strong growth in arrivals is expected for the remainder of this year,” he says.

Former Urban Wellbeing, Housing and Local Government Minister Datuk Abdul Rahman Dahlan, who was just replaced in a Cabinet reshuffle on Monday, says it is still too early to decide whether to regulate homeowners involved in home-sharing services.

“This will require extensive discussion. The ministry welcomes feedback from stakeholders on this matter, including hoteliers, and will be more than happy to listen to their concerns,” he says.

The issue of regulating or even banning Airbnb and other home-sharing marketplaces is of growing concern.

Recently, it was reported that New York State in the United States may make it illegal to advertise apartments on Airbnb if a Bill is made into law by Governor Andrew Cuomo.

Meanwhile, the German capital of Berlin has stopped tourists from renting entire apartment units using Airbnb and other similar websites. The move bans homeowners from leasing their property to tourists without a city permit.

Japan released national guidelines for home-sharing services, making properties only available for rent if guests stay for a week or longer.

Other places are more receptive towards home-sharing platforms, including London, which amended housing legislation that makes it legal for locals to rent out their homes through websites like Airbnb.