ตื่นเช้า!! เปลี่ยนชีวิต…ซื้ออนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มิสแซฟไฟร์ 10 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716993

 

“อย่านอนตื่นสาย…อย่าอายทำกิน…อย่าหมิ่นเงินน้อย…อย่าคอยวาสนา” ถือเป็นคาถามงคลชีวิต ที่นำมาปรับใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ใครตื่นก่อนก็ไขว่คว้าโอกาสได้ก่อน เพราะโลกหมุนเร็วอย่างกับอะไรดี มัวแต่นอนตื่นสายคงถูกทิ้งรั้งท้ายตกขบวน

วงการแพทย์ทั่วโลกระบุว่า มนุษย์เราต้องการพักผ่อนนอนหลับเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมงเป็นมาตรฐาน ขณะเดียวกัน ก็มีหลายทฤษฎีโต้แย้งเกี่ยวกับนิสัยการนอนที่เหมาะสม บางกระแสบ่งชี้ว่า ความสำเร็จในหน้าที่การงานสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนิสัยการนอน โดยมหาเศรษฐี, ซีอีโอ และผู้นำระดับโลกจำนวนมากยืนกรานว่า ต้องการเวลานอนเพียงวันละ 4 ชั่วโมง และมักตื่นแต่เช้ามืดแบบไม่พึ่งนาฬิกาปลุก เพื่อไม่ให้เสียเวลาทำมาหากิน

คนดังระดับโลกที่เข้าข่ายพวกเออร์ลี่เบิร์ด ก็มีตั้งแต่ “อินทรา นูยี” ซีอีโอหญิงคนเก่งค่ายเป๊ปซี่โค ซึ่งนอนวันละ 4 ชั่วโมง โดยเข้านอน 5 ทุ่ม และตื่นตอนตีห้า เพื่อออกวิ่งจ๊อกกิ้งทุกเช้า เช่นเดียวกับ “เอเรียนนา ฮัฟฟิงตัน” เจ้าแม่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ทรงอิทธิพล หลังจากช็อกหมดสติเพราะพักผ่อนไม่พอเมื่อหลายปีก่อน นับแต่นั้นมาก็เอาจริงเอาจังกับเรื่องการนอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม โดยจัดแจงปรับเปลี่ยนบรรยากาศห้องนอนให้เงียบสงบปราศจากสิ่งรบกวนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทีวี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนนักว่ายน้ำโอลิมปิกคนดังของอเมริกา “ไมเคิล เฟลป์ส” มีเทคนิคการนอนแปลกประหลาดไม่เหมือนใคร เตียงนอนของเขาจะตั้งสูงเหนือพื้นปกติ เพื่อทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง และกระตุ้น ให้ร่างกาย ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่ม และส่งออกซิเจนไป เลี้ยงกล้ามเนื้ออย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคเปลี่ยนคนนอนตื่นสาย ให้กลายเป็นคนตื่นเช้า ก็ไม่ยากอย่างที่คิด คนปกติทั่วไปมักตั้งนาฬิกาปลุกไว้หัวเตียงเพื่อให้เอื้อมมือไปปิดได้ง่าย ความเคยชินแบบนี้ทำให้ขี้เซาไม่ยอมลุกจากเตียง ทางที่ดีควรจะตั้งนาฬิกาปลุกไว้มุมห้องที่อยู่ห่างจากเตียงนอน จะได้ลุกขึ้นเดินไปปิดเสียง เพื่อปลุกร่างกายให้ตื่นหายจากอาการงัวเงีย

ถ้าอยากตื่นเช้าแบบกระปรี้กระเปร่า อย่าแตะเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเด็ดขาดหลัง 5 โมงเย็น การดื่มกาแฟและชาก่อนเข้านอน 6 ชั่วโมง แม้เพียงแค่จิบเดียว ก็มีผลให้ตาค้างนอนไม่หลับไปทั้งคืน

ใครอยากตื่นเช้า ลองหาแรงจูงใจน่าตื่นเต้นทำให้อยากลุกจากที่ นอนไวๆ ถ้าทุกเช้าเราแค่ตื่นมาอาบน้ำ และรีบแต่งตัวไปทำงานโดยไม่มีจุดหมายอย่างอื่นในชีวิต เป็นใครก็คงไม่รู้สึกตื่นตัวก่อนเข้านอน ทุกคืน ให้เขียนถึง 5 สิ่งที่อยากทำในวันรุ่งขึ้น เพื่อปลุกพลังความมีชีวิตชีวา

ถ้าอยากตื่นเช้า ก็ต้องเข้านอนเร็ว และนอนให้เป็นเวลาด้วย ลองตั้งนาฬิกาปลุกเตือนว่าถึงเวลาต้องเข้านอนแล้ว เพื่อจะได้เลิกทำกิจกรรมต่างๆ และปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่

ทิ้งเรื่องราวเครียดๆทั้งหมด ทันทีที่โดดขึ้นเตียง กิจกรรมอย่างเดียวที่จะทำก่อนนอนคือ การฟังเพลงเบาๆ หรืออ่านหนังสือเล่มโปรด เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปิดสวิตช์ และพร้อมสำหรับการเข้าโหมดพักผ่อนอย่างแท้จริง

กระตุ้นตัวเองให้ตื่นเช้า ด้วยการหากิจกรรมออกกำลังกายยามเช้า เช่น จองคลาสเล่นโยคะตอนเช้าตรู่ เพื่อกำหนดเป้าหมาย สร้างวินัยให้ตัวเอง และหาแรงจูงใจให้ต้องตื่นเช้า

ก่อนเข้านอน 3-4 ชั่วโมง ไม่ควรใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสารดิจิตอลทุกชนิด เพราะแสงสีฟ้าจากจออุปกรณ์ไฮเทคขัดขวางการทำงานของสมองในการหลั่งเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการปรับเปลี่ยนระบบนาฬิกาของร่างกายให้รับรู้ว่าถึงเวลากลางคืนที่เราต้องนอนหลับพักผ่อนแล้ว

ดื่มน้ำแก้วใหญ่ก่อนเข้านอนทุกวัน จะปลุกร่างกายให้ตื่นเช้าเพื่อมาเข้าห้องน้ำ เทคนิคนี้ทดลองแล้วได้ผลจริงๆ ทำให้ร่างกายถูกปลุกขึ้นมาอย่างอัตโนมัติทุก 7 โมงเช้า ลองทำดูไม่เสียหาย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.

มิสแซฟไฟร์

 

อย่าลืมนัด! แอปเปิล เปิดตัวไอโฟนใหม่ แถมเอาใจสาวก ถ่ายสด ไลฟ์สตรีม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 18:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715390

 

แอปเปิล ยักษ์ใหญ่ไอที นัดสื่อมวลชนทั่วโลกมาร่วมงาน ‘เจอกันวันที่ 7’ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ไอโฟนรุ่นใหม่ ที่ซานฟรานซิสโก แถมมีการถ่ายทอดสดแบบ ‘ไลฟ์ สตรีม’ ให้สาวกไอโฟนทั่วโลกร่วมชมไปพร้อมๆ กัน

เมื่อ 7 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานครึกโครม อีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า สาวกของแอปเปิล เตรียมได้ยลโฉม ไอโฟนรุ่นใหม่ ที่รอคอยมาเนิ่นนาน หลังจากบริษัทแอปเปิล บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ส่งเทียบเชิญสื่อมวลชนทั่วโลก ‘See You on the 7th’ (เจอกันวันที่ 7) ให้มาร่วมงานใหญ่ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ บ.แอปเปิล ที่ บิลล์ เกรแฮม ซิวิค ออดิทอเรียม ในนครซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐฯ และงานจะเริ่มขึ้นตอนเวลา 10.00 น. ของวันพุธที่ 7 เดือนกันยายน ตามเวลาท้องถิ่น

ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอที อย่างแอปเปิล จะมีการถ่ายทอดสดแบบ ไลฟ์ สตรีม (Live Stream) ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของแอปเปิล เพื่อให้บรรดาสาวกและผู้คนที่สนใจจากทั่วโลก สามารถติดตามชมงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของแอปเปิลผ่านทางคอมพิวเตอร์ Apple Mac (แอปเปิล แมค) หรือมือถือไอโฟนที่เป็นระบบปฏิบัติการ ios (ไอโอเอส) ไปพร้อมๆ กัน



ทิม คุก (คนกลาง) ซีอีโอของบริษัทแอปเปิล

ท่ามกลางการคาดเดาและข่าวหลุดข่าวรั่วของไอโฟนรุ่นใหม่ที่ออกมาตามสื่อต่างๆ และเชื่อว่า งานนี้ แอปเปิล จะเป็นการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ และน่าจะใช้ชื่อว่า ไอโฟน 7 แต่ด้วยความเป็นบริษัทแอปเปิล ที่มักซ่อนนัยในคำเชิญอยู่เสมอ ไม่ยอมบอกความจริงของผลิตภัณฑ์ที่จะเปิดตัวแบบหมดเปลือก เพื่อหวังสร้างความตื่นตาตื่นใจ รวมถึงความตื่นเต้นในวันงานจริง อย่างชื่องาน ‘See You on the 7th’ อาจมีจุดประสงค์เพื่อให้วันเปิดตัว เป็นวันที่ 7 เพื่อให้ตรงกับชื่อรุ่น ไอโฟน 7 พร้อมกันนั้น ภาพบนบัตรเชิญ ที่เป็นรูปวงกลมโปร่งแสง สีสันสวยงาม น้ำเงิน ทอง เทา ชมพู ส้ม เขียว แดง ราวกับหยดน้ำหลากสี อาจบอกเป็นนัยถึงข่าวลือที่ออกมาว่า แอปเปิลจะมีการออกสีใหม่ของไอโฟน รวมทั้งรูปวงกลม อาจหมายถึงหยดน้ำ ที่ไอโฟนรุ่นใหม่สามารถป้องกันน้ำได้ด้วย


อย่างไรก็ตาม ขณะที่แอปเปิลกำลังสร้างความตื่นเต้นให้กับแวดวงไอทีอีกครั้ง หลังจากบริษัทซัมซุง ได้ช็อกโลกไปแล้วกับการระงับการขาย และเรียกคืน ‘กาแลคซี่ โน้ต 7’ ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่ถึง 2 สัปดาห์ เนื่องจากได้รับรายงานร้องเรียนจากลูกค้า 35 ราย เจอปัญหาไฟไหม้ เครื่องระเบิดระหว่างชาร์จแบตเตอรี่นั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานความจริงวันนี้ของผู้บริโภคในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นประเทศลูกค้ารายใหญ่ของแอปเปิลว่า ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แอปเปิล ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ที่ผ่านมา ลดลงมากกว่าสองเท่าตัวเมื่อเทียบกับ 3 เดือนก่อนหน้า ขณะที่ผู้ถูกสอบถามถึงครึ่งหนึ่งในจำนวน 12 คน บอกว่า พวกเขาจะต้องตรวจสอบขอดูฟังก์ชั่นใหม่ๆ ของไอโฟนรุ่นใหม่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ หรือไม่ก็จะรอซื้อตอนที่ราคาถูกลงกว่าตอนเปิดตัว โดยมีผู้ถูกสอบถามเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่มีแผนจะซื้อไอโฟนรุ่นใหม่ทันทีที่ออกมา.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

คืนนี้มีอะไร? ในงาน ‘See you on the 7th’ เปิดตัวของใหม่แอปเปิล

 

อนามัยโลก เตือนดังๆ กลับจากพท.ไวรัสซิการะบาด ควรมีเซ็กซ์แบบปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 16:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715280

 

องค์การอนามัยโลก ออกคำเตือน หญิง-ชายกลับจากประเทศที่มีการระบาดของไวรัสซิกา ควรมีเซ็กซ์อย่างปลอดภัย 6 เดือน แม้จะไม่มีอาการป่วยของโรค ป้องกันความเสี่ยงแพร่ระบาดไวรัสซิกา ขณะที่ตอนนี้ พบการระบาดในกว่า 60 ประเทศ และมี 11 ประเทศที่มีคนติดเชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกคำเตือน หญิงหรือชายที่เดินทางกลับจากพื้นที่หรือในประเทศที่มีการระบาดของไวรัสซิกา ควรมีเพศสัมพันธ์กันอย่างปลอดภัย เป็นเวลาอย่างน้อยถึง 6 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของไวรัสซิกา อีกทั้ง ยังรวมถึงบุคคลที่ไม่ได้มีอาการจากการติดเชื้อไวรัสซิกาก็ตาม

คำเตือนขององค์การอนามัยโลก มีขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังจากมีคณะแพทย์ตรวจพบเชื้อไวรัสยังคงอยู่ในอสุจิของชายชาวอิตาเลียนคนหนึ่งทั้งที่เขาติดเชื้อไวรัสซิกาและมีอาการป่วยผ่านมาแล้วถึง 6 เดือน โดยก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลกได้เตือน บรรดาผู้ชายที่กลับจากพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสซิกา ถึงแม้ไม่มีอาการป่วยด้วยว่า ควรสวมถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ หรืองดเว้นการมีเซ็กซ์สัก 8 สัปดาห์ เพื่อเป็นการป้องกันการระบาดของไวรัสซิกา


ทั้งนี้ ไวรัสซิกา ซึ่งปกติแล้ว มียุงลายเป็นพาหะ สามารถติดต่อผ่านทางของเหลวในร่างกาย โดยผู้คนจำนวนมากที่ติดเชื้อไวรัสซิกา จะไม่ได้แสดงอาการป่วยออกมา หรืออาจแค่เพียงมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ เท่านั้น โดยบราซิล ซึ่งเพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ถือเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสซิกาหนักที่สุด แต่ขณะนี้ ยังไม่มีรายงานยืนยันว่ามีนักกีฬาหรือบุคคลที่ไปร่วมการแข่งขันโอลิปิกติดเชื้อไวรัสซิกากลับมา

ขณะเดียวกัน ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ขณะนี้มี 11 ประเทศที่มีรายงานมีประชาชนติดเชื้อไวรัสซิกา จากการมีเพศสัมพันธ์ ขณะที่มีมากกว่า 60 ประเทศและดินแดน รวมทั้งสิงคโปร์ (ยอดผู้ติดเชื้อซิกาสะสมในสิงคโปร์ ทะลุ 200 รายแล้ว )ยังคงมีการระบาดของไวรัสซิกาโดยมียุงในท้องถิ่นเป็นพาหะ

 

ชาวญี่ปุ่น ร้องยี้! สาวลูกครึ่งอินเดีย ครองมงกุฎ มิส เจแปน 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 15:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715170

 

ชาวญี่ปุ่นร้องยี้ วิจารณ์อื้ออึง ปริยานกา โยชิกาวะ นางงามญี่ปุ่นคนใหม่ เป็นสาวลูกครึ่ง ผิวเข้ม ซ้ำรอยปีก่อนอีกแล้ว เพียงแต่ปีนี้ เป็นลูกครึ่งเชื้อสายอินเดีย

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.59 สำนักข่าวบีบีซี รายงานชาวญี่ปุ่นหัวอนุรักษ์รับไม่ได้ นางสาวปริยานกา โยชิกาวะ สาวงามชาวญี่ปุ่นลูกครึ่งอินเดีย วัย 22 ปี คว้ามงกุฎนางงามญี่ปุ่น (Miss Japan) คนใหม่ ประจำปี 2016 ซ้ำรอย นางงามญี่ปุ่นปีที่แล้ว ที่สาวญี่ปุ่นลูกครึ่งอเมริกัน-แอฟริกันได้ตำแหน่งนางงามในญี่ปุ่นเป็นคนแรก

น.ส.ปริยานกา โยชิกาวะ สาวลูกครึ่ง ผิวเข้ม ซึ่งได้รับใบอนุญาตสามารถฝึกช้างในญี่ปุ่น กล่าวว่า เธอมุ่งหวังให้การได้รับตำแหน่งนางงามญี่ปุ่นคนใหม่ของเธอ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมุมมอง การรับรู้ของชาวญี่ปุ่น ขณะที่คนบางส่วนได้พากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความที่ต้องการในมิสเจแปน มีสายเลือดชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ไม่ใช่ลูกครึ่งเช่นเธอ


ปริยานกา โยชิกาวะ บนเวทีประกวดนางงามญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน มิสเจแปนคนใหม่ ยังกล่าวกับนักข่าวเอเอฟพีในฐานะที่เธอเป็นลูกครึ่งว่า พวกเราเป็นชาวญี่ปุ่น ถึงแม้พ่อของฉันเป็นชาวอินเดีย และฉันก็มีความภูมิใจ ที่มีสายเลือดชาวอินเดียอยู่ในตัว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ฉันไม่ใช่ชาวญี่ปุ่น โดย น.ส.ปริยานกา โยชิกาวะ ยังกล่าวชื่นชม นางสาวอาเรียนา มิยาโมโตะ สาวงามชาวญี่ปุ่นลูกครึ่งอเมริกัน-แอฟริกัน ที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากสังคมชาวญี่ปุ่น หลังจากเธอเป็นสาวงามลูกครึ่งที่ได้ครองมงกุฎมิส ยูนิเวอร์ส เจแปน 2015 และกลายเป็นสาวงามลูกครึ่งคนแรกของญี่ปุ่น ที่ได้สวมมงกุฎนางงาม


นางสาวอาเรียนา มิยาโมโตะ สาวงามชาวญี่ปุ่นลูกครึ่งอเมริกัน-แอฟริกัน ขณะประกวดนางงามจักรวาล 2015 ที่สหรัฐฯ
 

ปูติน หวิดไป! รถประจำตำแหน่ง ชนสนั่นเก๋ง คนขับคู่ใจดับคาที่ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 12:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714870

 

(ภาพจากยูทูบ : Harold Westmoreland)

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ใจหายวูบ.. รถBMW ประจำตำแหน่งประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ชนตูมกับรถเมอร์ซิเดส ในกรุงมอสโก คนขับรถดับคาที่…

เมื่อ 7 ก.ย. 59 สื่อต่างประเทศรายงาน เกิดอุบัติเหตุสุดระทึก รถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ซึ่งเป็นรถเก๋งสุดหรู ยี่ห้อ BMW สีดำ ประสบเหตุชนกับรถเก๋งเมอร์ซิเดสอย่างรุนแรง บนถนนคูตูซอฟสกี ในกรุงมอสโก เมืองหลวง เป็นเหตุให้คนขับรถของประธานาธิบดีปูติน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ขณะที่ ประธานาธิบดีปูติน ยังโชคดี ไม่ได้นั่งอยู่บนรถขณะประสบอุบัติเหตุ

ข่าวแจ้งว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่บนถนน แสดงให้เห็นช่วงนาทีรถเก๋งเมอร์ซิเดส ชนกับรถ BMW ของประธานาธิบดีอย่างแรง จนทำให้รถหมุนคว้าง ก่อนสงบนิ่งกลางถนน ด้านหน้ารถพังยับ โดยสื่อท้องถิ่นในรัสเซีย รายงานว่า รถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีปูติน ขับโดยคนขับรถ (ไม่มีการเปิดเผยชื่อ) ซึ่งปูตินชื่นชอบฝีมือในการขับรถ ด้วยประสบการณ์ในการขับรถมายาวนานกว่า 40 ปี ส่วนคนขับรถเมอร์ซิเดส คู่กรณี ขับรถมาคนเดียวลำพัง ได้รับบาดเจ็บสาหัส และอยู่ระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาล


ชมคลิป ที่นี่

 

หญิงฝรั่งเศส ผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้ารายแรกของโลก 11 ปีก่อน เสียชีวิตแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 11:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714813

 

เศร้า…หญิงฝรั่งเศส อิสซาเบล ดินัวร์ บุคคลแรกที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้ารายแรกในโลก เสียชีวิตแล้ว หลังผลข้างเคียงจากการปลูกถ่ายใบหน้า ที่ต้องใช้ยากดภูมิต้านทานหลายขนาน ส่งผลร่างกายอ่อนแอ และป่วยด้วยโรคมะเร็งถึง 2 ชนิด

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว นางอิสซาเบล ดินัวร์ หญิงชาวฝรั่งเศส วัย 49 ปี ซึ่งนับเป็นบุคคลที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าเป็นรายแรกของโลกเมื่อปี 2548 เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากผลจากการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้า ซึ่งต้องใช้ยากดการทำงานของระบบภูมิต้านทานโรคอย่างหนัก ทำให้ร่างกายดินัวร์อ่อนแอลง และป่วยด้วยโรคมะเร็งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะอายุ 49 ปี

บีบีซี แจ้งว่า สาเหตุที่ทางโรงพยาบาลในเมืองอาเมียง เพิ่งแจ้งข่าวการเสียชีวิตของดินัวร์ในหลายวันต่อมา เพราะเคารพในความเป็นส่วนตัวของครอบครัวของเธอต่อการจากไปของดินัวร์


อิสซาเบล ดินัวร์ เมื่อปี 2549 หลังได้รับการปลูกถ่ายใบหน้าเป็นรายแรกของโลก

ทั้งนี้ อิสซาเบล ดินัวร์ ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าเป็นคนแรกของโลก หลังจากใบหน้าของเธอต้องเสียโฉมอย่างหนัก โดยเฉพาะ จมูก ปาก และคาง จากการถูกสุนัขที่เลี้ยงไว้ขย้ำกัด โดยเมื่อปี 2552 ดินัวร์ เคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวบีบีซีว่า ทุกครั้งที่เธอส่องกระจก เธอจะได้เห็นใบหน้าที่ผสมผสานกันระหว่างใบหน้าของเธอกับใบหน้าของคนที่บริจาคใบหน้ามาให้ ซึ่งเธอรู้สึกว่า ผู้บริจาคใบหน้านี้อยู่กับเธอตลอดเวลา

ด้าน นสพ.ฟิกาโร เคยรายงานว่า ดินัวร์ต้องเจ็บป่วยจากการที่ร่างกายของเธอปฏิเสธการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าอีกครั้ง ซึ่งอาการต่อต้าน ทำให้เธอป่วยด้วยโรคมะเร็ง ถึง 2 ชนิด

 

โอบามาชี้ โสมเหนือยิงนุกยิ่งโดดเดี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714555

 

ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ เตือนเกาหลีเหนือกับการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยกลางแบบ “โนดอง” 3 ลูกไปตกในเขตเศรษฐกิจจำเพาะในทะเลญี่ปุ่น ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำจี 20 ที่จีน เมื่อ 5 ก.ย.นั้น จะยิ่งทำให้เกาหลีเหนือถูกตัดขาดจากโลกมากขึ้น ขณะที่นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือประกาศว่า ประสบความสำเร็จ “สมบูรณ์แบบ” และเรียกร้องให้กองทัพเกาหลีเหนือสร้างเสริมอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้นในปีแห่งประวัติศาสตร์นี้

วันเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ประชุมฉุกเฉินที่นครนิวยอร์กตามคำร้องของสหรัฐฯและญี่ปุ่น เพื่อหารือมาตรการตอบโต้เกาหลีเหนือ ขณะที่นายจอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงประณามการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการกระทำหรือคำพูดที่จะเพิ่มความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

นอกจากนี้ สำนักงานด้านประสานงานกิจการมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติรายงานสถานการณ์น้ำท่วมที่หนักสุดเป็นประวัติการณ์ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีเหนือ หลังฝนตกลงมาอย่างหนักช่วง 4 วันก่อนหน้านี้ จนทำให้น้ำในแม่น้ำทูเมน ซึ่งมีพรมแดนติดกับจีนและรัสเซียเอ่อล้นตลิ่ง รวมถึงแม่น้ำมูซานกับแม่น้ำเฮอร์ยงซึ่งอยู่ใกล้กัน มีผู้เสียชีวิต 60 ราย ชาวบ้านกว่า 44,000 คนต้องไร้ที่อยู่อาศัย อาคารบ้านเรือนเกือบ 9,000 หลังพังเสียหาย.

 

พุทธฮือไล่อดีตผู้นำยูเอ็นแก้ปัญหายะไข่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714553

 

เมื่อ 6 ก.ย. กลุ่มชาวพุทธกว่า 1,000 คน ชุมนุมประท้วงคณะกรรมการที่ปรึกษา 9 คน นำโดยนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ชาวกานา ที่นางอองซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของรัฐบาลเมียนมาตั้งขึ้นเดือนที่แล้วเพื่อให้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธและมุสลิมโรฮีนจาในรัฐยะไข่ ระหว่างไปเยือนยะไข่

กลุ่มผู้ประท้วงนำโดยพรรคอาระกันแห่งชาติ (เอเอ็นพี) กับเครือข่ายสตรียะไข่ มีชาวบ้านกับพระสงฆ์ร่วมด้วย ชุมนุมประท้วงที่สนามบินซิตตะเว เมืองเอกรัฐยะไข่ ตั้งแต่คณะกรรมการชุดนี้ลงจากเครื่องบิน ทั้งยังตามขบวนรถของอันนันไปยังสำนักงานเทศบาลรัฐยะไข่ ที่ซึ่งเขาพบปะเหล่าผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐบาล ตำรวจ และกลุ่มเอ็นจีโอ โดยผู้ประท้วงตะโกนต่อต้านคณะกรรมการฯ ว่าเป็นพวกต่างชาติที่แทรกแซงกิจการภายในของเมียนมาอย่างมีอคติ โดยไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ในรัฐยะไข่ และขอให้ยุบคณะกรรมการชุดนี้


โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ

นายอันนันเรียกร้องให้ชาวพุทธและมุสลิมก้าวข้ามความขัดแย้งต่างๆ และปรองดองเพื่ออนาคตร่วมกัน แต่เอเอ็นพีประกาศจะไม่พบปะทำงานกับคณะกรรมการฯชุดนี้ ซึ่งจะเยือนยะไข่ 6 วัน หลังซูจีขอให้ไปดูรากเหง้าปัญหาด้วยตาตนเอง อนึ่ง ความรุนแรงระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมในยะไข่ในปี 2555 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน ไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 125,000 คน และซูจีถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยในชะตากรรมของชาวโรฮีนจาที่ยังเป็นคนไร้รัฐ.

 

สื่อจีนจวก! โครงการ ‘รถบัสยกระดับ’ คือมหกรรมต้มตุ๋นบันลือโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 04:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714605

 

สื่อหลายสำนักในประเทศจีน ออกมาโจมตีโครงการสร้างรถบัสอุโมงค์ ซึ่งผู้พัฒนาเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหารถติดในประเทศ ว่า เป็นโครงการต้มตุ๋นขนานใหญ่เพื่อหลอกเงินจากนักลงทุน ท่ามกลางข้อครหาอีกมากมาย…

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีรายงานข่าวฮือฮาบนสื่อทั่วโลกเรื่อง การทดสอบใช้งานรถยกระดับในขั้นต้นแล้วที่ประเทศจีน ‘รถบัสขนส่งยกระดับ’ หรือ ‘Transit Elevated Bus’ (ทีอีบี) ที่มีความยาว 22 เมตร สูง 4.8 เมตร ซึ่งเป็นรถบัสที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์วิ่งคร่อมรถยนต์คันอื่น โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด แต่จากการเปิดเผยของสำนักข่าวแห่งรัฐของจีน โครงการดังกล่าวเป็นเพียงโครงการเพื่อดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนระดับสูงจากนวัตกรรมใหม่ๆ ทางอินเทอร์เน็ต

บริษัท ไป๋ จื่อหมิง (Bai Zhiming) เจ้าของโครงการ ระบุว่า ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนถึง 12% และสามารถระดมทุนได้ถึง 23 ล้านยูโร (920 ล้านบาท) อย่างไรก็ตามขณะนี้มีข่าวว่า นักลงทุนจำนวน 200 คน กำลังเรียกร้องขอเงินลงทุนคืน


รถบัสขนส่งยกระดับ มีความยาว 22 เมตร สูง 4.8 เมตร

ทั้งนี้ ข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการนี้มีหลายประการ รวมถึงเรื่องการทดสอบ รถบัสขนส่งยกระดับ ที่เกิดขึ้นที่เมืองชินฮวงเต่า มณฑลเหอเป่ย เมื่อต้นเดือน ส.ค. เพราะการทดสอบวิ่งบนรางเป็นระยะทางเพียง 300 ม. ไม่อาจเลียนแบบสภาพการจราจรที่แท้จริงบนท้องถนน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของเมืองชินฮวงเต่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการทดสอบนี้เกิดขึ้น ก่อนที่ในเวลาต่อมาทางบริษัท ไป๋ จื่อหมิง จะออกมาแก้ไขว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การทดสอบวิ่ง แต่เป็นการทดสอบภายในของตัวรถ

นอกจากนี้ สื่อจีนยังตั้งคำถามว่า รถบัสยกระดับคันนี้จะสามารถนำมาใช้งานบนท้องถนนได้จริงๆ หรือ? ด้วยเหตุผลใหญ่ 3 ประการ คือ 1. ความสูงของบัส ทีอีบี โดยรถที่วิ่งลอดใต้มัน จะต้องมีความสูงไม่เกิน 2.1 ม. ทำให้รถที่มีความสูงกว่านี้ไม่สามารถวิ่งลอดมันได้ ข้อ 2. คือ บัสทีอีบีจะมีปฏิสัมพันธ์กับรถคันอื่นบนถนนอย่างไร? มันจะเลี้ยวได้หรือไม่? ขึ้นสะพานได้หรือเปล่า? มันจะวิ่งลอดหรือข้ามสัญญาณไฟจราจรอย่างไร? ยิ่งกว่านั้น คนขับรถบัสในจีนก็มีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีอยู่แล้ว แม้ว่าจะขับรถขนาดธรรมดาก็ตาม ข้อสุดท้ายคือ บัสทีอีบี ไม่ใช่รถบัส แต่เป็นรถราง ที่จำเป็นต้องวิ่งบนราง


บรรทุกผู้โดยสารได้ 300 คน

ขณะที่สำนักข่าว โกลบอล ไทม์ส และ ซีนา ของจีนอ้างว่า โครงการ ทีอีบี เป็นโครงการลงทุนต้มตุ๋นแบบ พี2พี (คนสู่คน) ที่มีเป้าหมายเพื่อหลอกลวงนักลงทุน รวมทั้งยังกล่าวหา นาย ซ่ง อิ๋วโจว ผู้ออกแบบรถบัสยกระดับด้วยว่า มีวุฒิการศึกษาเพียงชั้นประถม แต่นายซ่งออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ และระบุว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด

ส่วนหน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับโครงการ ทีอีบี รวมทั้ง คณะกรรมการปฏิรูปและการพัฒนาชุมชนของเมืองชินฮวงเต่า และมหาวิทยาลัย เซียงไฮ เจียวตง ที่ในอดีตผู้พัฒนาบัส ทีอีบี เคยอ้างว่าร่วมงานในโครงการ ทีอีบี กับพวกเขาอย่างใกล้ชิด

อนึ่ง มหกรรมลวงโลกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปีที่แล้ว หน่วยงานควบคุมด้านธนาคารระบุว่า ตรวจพบปัญหาการหลอกลวงเงินเพื่อการลงทุนถึงกว่า 1,000 ราย ในประเทศจีน ในลักษณะของ การระดมทุนจากมวลชน (crowdfunding)

 

สลด! บัสประสานงารถบรรทุกน้ำมันในอัฟกานิสถาน ดับ 36 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ย. 2559 22:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712388

 

เกิดอุบัติเหตุรถบัสโดยสารชนกับรถบรรทุกน้ำมันในพื้นที่ทางใต้ของประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อเช้าวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 36 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวนเท่ากัน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดอุบัติเหตุรถบัสโดยสารชนประสานงากับรถบรรทุกน้ำมันที่จังหวัด ซาบูล ติดกับเมืองกันดาฮาร์ทางตอนใต้ของประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ย. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 36 ราย โดยคนขับรถบรรทุกน้ำมันเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตด้วย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 36 คน

ตามการเปิดเผยของนาย กุล อิสลาม ซิอาล โฆษกหน่วยงานปกครองจังหวัดซาบูล อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นบนถนนหลวงที่เชื่อมต่อกรุงคาบูลกับเมืองกันดาฮาร์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อับดับ 1 และ 2 ของประเทศ เมื่อเวลาประมาณ 5:00น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น โดยรถบัสโดยสารระยะใกล้ซึ่งบรรทุกรถโดยสารจากกันดาฮาร์ไปยังกรุงคาบูล ชนกับรถบรรทุกน้ำมันในเขตชาร์ เอ ซาฟา

นายซิอาลระบุว่า สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ เกิดจากความประมาทของคนขับรถทั้งสองฝ่าย เนื่องจากบนถนนหลวงสายนี้ในเวลาดังกล่าวจะมีรถบรรทุกและรถโดยสารสัญจรอย่างพลุกพล่าน