สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ เสี่ยงพิการ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง  ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ เสี่ยงพิการ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ เสี่ยงพิการ รู้เร็ว รักษาได้

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แพทย์เฉพาะทางเตือน โรคกระดูกสันหลังเสื่อม ภัยเงียบที่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในวัย 50 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะมีอาการปวดหลัง อาการปวดลงขา ถ้ามีการกดทับของเส้นประสาทร่วมด้วย อาจจะทำให้มีอาการชา รักษาช้าเสี่ยงพิการ  

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากความเสื่อมของร่างกายย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กระดูกสันหลังเสื่อม” นับเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทรมานในผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นภาระให้กับผู้ดูแลอย่างมาก 

นพ. ฐปนัตว์ จันทราภาส แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า  สาเหตุการเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของข้อต่อ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลัง ส่วนสาเหตุอื่นนอกเหนือจากอายุ ได้แก่ การใช้งานที่มากเกินไป เช่น ยกของหนัก อุบัติเหตุ ล้มซ้ำๆ ซึ่งทำให้กระดูกข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมได้  ซึ่งจะทำให้พบการเสื่อมของข้อต่อในคนอายุน้อยได้ 

สำหรับอาการของกระดูกสันหลังเสื่อมจะปรากฏอาการปวดคอ หรือปวดหลังซึ่งอาจเป็นๆ หายๆ แต่บางคนอาจมีอาการปวดเรื้อรัง หรือบางครั้งอาการปวดอาจจะรุนแรงขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง

การวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม แพทย์วินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมจากอาการที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า มีอาการปวดตามแนวแกนกลางคอและหลังมากขึ้นเวลาแอ่นคอ หรือ หลัง ร่วมกับการตรวจร่างกายที่พบความผิดปกติ

สำหรับกระดูกสันหลังส่วนคอ แพทย์จะให้ผู้ป่วยหันศีรษะจากซ้ายไปขวา และให้แหงนศีรษะขึ้นและลง จะพบอาการปวดชาร้าวลงไปตามแขนจากเส้นประสาทที่ถูกกด การตรวจกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวนั้น แพทย์อาจให้ผู้ป่วยก้มลงหรือเคลื่อนไหวหลังและเอวไปในทิศทางต่างๆ ทั้งหมดนี้เพื่อทดสอบว่าการเคลื่อนไหวนั้นถูกจำกัดหรือไม่ ร่วมกับอาการปวดหรืออ่อนแรง  เนื่องจากกระดูกสันหลังเสื่อมส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการใช้มือและการเดิน แพทย์อาจทดสอบมือ แขน ขาและเท้าของผู้ป่วยว่า มีกำลังมือที่อ่อนแรง ร่วมกับการทำกิจกรรมที่ต้องใช้รายละเอียดแม่นยำน้อยลง  หากพบว่าผู้ป่วยมีปัญหาต่อการตอบสนองที่อาจบ่งบอกถึงความเสียหายของเส้นประสาท แพทย์อาจต้องขอ X-RAY ร่วมกับการทำ MRI เพื่อจะได้วินิจฉัยอาการ

 แนวทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อมนั้นมีหลายวิธีจากน้อยไปมาก เมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการปวดไม่ว่าจะเป็นบริเวณคอ หรือหลัง เช่น ปวดหลังร้าวลงขา , ปวดคอร้าวลงแขน ,มีอาการชา หรืออ่อนแรง บางรายปวดศีรษะ คล้ายกับเป็นไมเกรน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคกระดูกเสื่อมที่เกิดจากกระดูกทับเส้นประสาท หากจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดต้องผ่านการรักษาเบื้องต้นมาก่อน ดังนี้

เริ่มต้นจากกินยา ทำกายภาพบำบัด แต่หากนานกว่า 6 สัปดาห์ แต่อาการยังไม่ดีขึ้นหรือไม่สามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ กล้ามเนื้อขาลีบ หรือ แขน-ขาอ่อนแรงจนไม่สามารถหยิบจับสิ่งของ ใช้งานได้ไม่เหมือนปกติ หรือ เดินไม่ได้  ก็อาจมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

ซึ่งปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ด้วยเทคนิคการรักษาสมัยใหม่ได้พัฒนานวัตกรรมจากการผ่าตัดกระดูกสันหลัง มาเป็นการเจาะรูส่องกล้องซึ่งเทคนิคนี้จะใช้อุปกรณ์ที่มีเลนส์ของกล้องเอนโดสโคป (Endoscopic) ติดอยู่ ที่ปลายกล้อง เปรียบเสมือนดวงตาอยู่ ในตัวผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน แม่นยำ เลือกตัดออกเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาได้โดยไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก ทำให้แผลเล็กเจ็บน้อย ปลอดภัย ฟื้นตัวเร็ว หรือ MIS-Spine จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้เข้ารับการรักษา เพราะเพียง 1 คืนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะวินิจฉัยและชี้ให้เห็นรอยโรคด้วยผล X-ray และ MRI ถึงจะวางแผนการรักษาไปพร้อมผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด แม่นยำ และปลอดภัย ดังนั้น วิธีการรักษานี้จึงเป็นที่นิยมของผู้ป่วยที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตตาม lifestyle ที่เคยเป็น เช่น กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว คนที่รัก หรือทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากทำ และไม่เป็นภาระให้กับคนใกล้ชิดได้เร็วยิ่งขึ้น

“นอกจากนี้ เราได้พัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับการรักษาด้านกระดูกสันหลังให้ทัดเทียมระดับโลก ทำให้ทีมแพทย์และบุคลากรในโรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง พร้อมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วยเทคนิคการรักษาที่ต่างจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่า “มารักษากระดูกสันหลังที่ เอส สไปน์ ครบจบในที่เดียว” นพ. ฐปนัตว์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โทร.02 034 0808

คุณแหน : 17 มีนาคม 2569

คุณแหน : 17 มีนาคม 2569

คุณแหน : 17 มีนาคม 2569

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านครั้งนี้ นับเป็นการกรีฑาทัพหลวงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงคราม “เวียดนาม” ซึ่งสหรัฐฯต้องทุ่มเทสรรพาวุธและค่าใช้จ่ายนับวันละหลายพันล้านเหรียญ อีกทั้งจำนวนทหาร พลีชีพจำนวนหลายหมื่นคน สำหรับครั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องการจะแสดงแสนยานุภาพทั้งบก-เรือ-อากาศให้นานาชาติได้ประจักษ์ในเวลาที่สั้นที่สุด ประการแรกกองทัพเรือสหรัฐฯระดมใช้ทั้งโดรนใต้น้ำ, ปืนใหญ่เรือและสำคัญยิ่งจรวดอานุภาพสูง TOMAHAWK ทำลายกองทัพเรืออิหร่าน เริ่มปฏิบัติการเพียงครึ่งชั่วโมงก็สามารถถล่มกองบัญชาการทร. และสามารถจมเรือพิฆาตได้ถึง 9 ลำ และอีก 6 วันต่อมาทรัมป์ก็รายงานว่าสหรัฐฯได้ทำลายศักยภาพทางทะเลของอิหร่านลงพร้อมเรือพิฆาต 46 ลำ…สำหรับประการถัดมาน่าจะเป็นประเด็นที่ผู้ชำนาญการฝ่ายไทยน่าจะติดตามใกล้ชิด เพราะผลการรบทางน่านฟ้าก็ไม่แตกต่างกันอย่างใด เพราะอิหร่านรู้ดีว่าเครื่องบินที่มีในประจำการเป็นจุดอ่อนเพราะเป็นเครื่องขับไล่ตระกูล “SU” ซึ่งไม่ใช่คู่ต่อสู้ ก็พยายามแล้วโดยหลายปีนี้สั่งซื้อเครื่องขับไล่ GRIPEN ของสวีเดนมาเตรียมไว้ แต่พอแอ๊คชั่นจริงเหล่ากริพเพ้นกลายเป็นนกเขาให้นกอินทรีย์ F35 ขย้ำหมด แล้วสหรัฐฯยังติดตามไปบอมบ์โรงเก็บที่ซ่อนตัวของทัพอากาศอีกหลายรอบ…
  • บางพื้นที่ผู้คนเริ่มตื่นตัวเรื่องซัพพลายน้ำมันขาดแคลน แห่กันไปเข้าคิวเติมน้ำมันรถยาวเหยียด จนรัฐบาลต้องออกมาประกาศสร้างความมั่นใจว่าซัพพลายน้ำมันของประเทศยังมีหมุนเวียนปกติและสามารถสำรองได้ถึง 90 วัน…ภาพในอดีตปี 1976 จึงหวนกลับมาปัญหาขาดแคลนน้ำมันที่สะพัดไปทั่วโลก แม้แต่ในสหรัฐฯเองการดำเนินชีวิตต้องเปลี่ยนชั่วข้ามคืน เมื่อไม่มีซัพพลายน้ำมันหมุนเวียนสู่ปั๊มน้ำมัน (GAS STATION) มาตรการปันส่วนน้ำมันทางอ้อมจึงถูกนำมาใช้ อาทิ ผู้อาศัยในหมู่บ้านจัดสรรต้องมาจัดโปรแกรมเวรขับรถไปทำงานโดยมีเพื่อนบ้านอีกหลายคนติดรถไปด้วย, จำกัดปริมาณการเติมน้ำมันและงดเว้นการนำถังมาซื้อน้ำมันกลับบ้าน, และป้ายทะเบียนรถวันคู่วันคี่จะแสดงถึงสิทธิที่จะเติมน้ำมันได้ตามวันที่เท่านั้น นอกจากนั้นเรายังควรระลึกถึงคุณูปการของท่านอดีตนายกฯผู้ล่วงลับ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในยามที่ทั่วโลกเกิดความวุ่นวาย เพราะขาดแคลนน้ำมันในเมืองไทยกลับมีน้ำมันใช้ในสภาพเกือบปกติ ประเด็นสำคัญที่สุดน่าจะเป็นเพราะ ฯพณฯ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ เชค ยามานี อดีต รมว.พลังงานประเทศซาอุดีอาระเบียบุรุษผู้กุมบังเหียนซับพลายน้ำมันโลกในวันนั้น…
  • เมื่อ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา นพ.ศราวุธ เรืองสนาม ผอ.รพ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี นพ.ธนพัฒน์ บุญรักษา นายแพทย์ชำนาญการ และคณะกรรมการบริหาร รพ.ไชยา รับมอบเงินบริจาค จำนวน 300,000.- บาท อุปกรณ์การแพทย์ เก้าอี้ห้องประชุม และพัดลม จากบุตร-หลาน และกัลยาณมิตร ของ คุณแม่กรองแก้ว(แม่เก็บ) ขุนพรหม เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ คุณแม่ ตามเจตน์จำนงของท่านก่อนล่วงลับ…
  • พิธีสวดพระอภิธรรมศพ จุลจิตต์ บุณยเกตุ จัด ณ อาคาร 150 ปี วัดมกุฏกษัตริยารามฯ วันที่ 14-18 มี.ค.18.30 น.และ วันที่ 19 มี.ค. ครอบครัว ญาติมิตร ร่วมพิธีถวายภัตตาหารเพลแด่ภิกษุสงฆ์ และมอบร่างผู้วายชนม์เพื่อการศึกษาตามเจตนารมณ์ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี…
  • คุณแม่กมลา มารดาของ อัมพร จักกะพาก เพิ่งฉลองวันเกิดวัยงาม106ปี กับลูกหลานเหลนโหลน…
  • ข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังสงสัยว่า ตนเองและญาติมิตรจะเป็น โรคพาร์กินสัน หรือไม่ รศ.นพ.ประวีณ โล่ห์เลขา อ.แพทย์ด้านประสาทวิทยา รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยข้อมูลว่า โดยทั่วไป โรคพาร์กินสัน เกิดแก่ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันเราพบว่า คนไข้ที่เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 40-50 ปีก็พบได้มากขึ้น ดังนั้น หากมีอาการ สั่น (มือสั่น) แข็ง ช้า(กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง)เป็นสัญญาณเตือนของโรคพาร์กินสัน โรคนี้ รู้เร็ว รักษาได้…รพ.ธรรมศาสตร์ฯ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลอย่างเหมาะสม !!…

บารอนเนส

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ ‘การเลิกสูบ’ ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ 'การเลิกสูบ' ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ ‘การเลิกสูบ’ ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

ประเด็นความอันตรายของการใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงในวงการสาธารณสุขอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ผลิตภัณฑ์นี้เป็นสินค้าผิดกฎหมาย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เคยให้ความเห็นว่า “เท่าที่มีหลักฐานถึงขณะนี้ บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวยังไม่ทราบ และไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการสูบบุหรี่ได้เพราะยังมีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดที่มีอานุภาพรุนแรง” ด้านกรมควบคุมโรคเผยว่าผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ตรวจพบสารพิษกลุ่มโลหะหนักในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและละอองไอจากการสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก พร้อมย้ำเตือนประชาชน ลด ละ เลิก การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด

ในขณะที่การศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดระดับนานาชาติ European Heart Journal (EHJ) ซึ่งเป็นงานวิจัยจากประเทศเกาหลีใต้ที่ศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด  (Percutaneous Coronary Intervention : PCI) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การทำบอลลูน” พบว่าการปรับพฤติกรรมการสูบบุหรี่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจที่ลดลง

การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล Korean National Health Insurance โดยติดตามผู้ป่วยจำนวน 17,973 ราย ที่เคยสูบบุหรี่และได้รับการทำ PCI แล้วติดตามพฤติกรรมการสูบหลังการรักษา ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่แบบเผาไหม้ ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จและผู้ที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า

จากการติดตามผลเฉลี่ยประมาณ 2.4 ปี พบว่า 49.8% ยังคงสูบบุหรี่แบบเดิม 40.7% สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ส่วน 9.4% เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางหัวใจและหลอดเลือดรุนแรง (Major Adverse Cardiac Events : MACE) พบว่ากลุ่มที่ยังสูบบุหรี่แบบเดิมมีอัตราเกิดเหตุการณ์ 17% กลุ่มที่เลิกสูบบุหรี่ 13.4% ส่วนกลุ่มที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวลดลงเหลือประมาณ 10%

ผลการศึกษาชี้ว่า การเลิกสูบบุหรี่หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทดแทนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจที่ลดลง เมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่แบบเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นย้ำว่า แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจยังคงเป็น การเลิกสูบบุหรี่โดยสิ้นเชิง

นักวิจัยยังระบุเพิ่มเติมว่า การศึกษานี้เป็น การศึกษาประเภทสังเกตการณ์ (observational study) จึงยังไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้อย่างเด็ดขาด และยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์ในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังย้ำว่า ผลการศึกษานี้ ไม่ได้หมายความว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน

สุดท้ายแล้ว เรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าก็คงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน สังคมจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน แต่สิ่งที่ทราบกันแน่นอนคือ การสูบบุหรี่ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพยังคงเป็น การเลิกสูบบุหรี่ทุกประเภท

พลังผู้หญิง ‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ เปิดกว้างทุกความเป็นไปได้ องค์กรแห่งโอกาส เท่าเทียม ยั่งยืน ให้ ‘ผู้หญิง’ เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด

พลังผู้หญิง  ‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ เปิดกว้างทุกความเป็นไปได้ องค์กรแห่งโอกาส เท่าเทียม ยั่งยืน ให้ ‘ผู้หญิง’ เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด

พลังผู้หญิง ‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ เปิดกว้างทุกความเป็นไปได้ องค์กรแห่งโอกาส เท่าเทียม ยั่งยืน ให้ ‘ผู้หญิง’ เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

ปูนซีเมนต์นครหลวง องค์กรแห่งโอกาส เปิดกว้าง เท่าเทียม และยั่งยืน สนับสนุนผู้หญิงทุกสายงานเติบโตในทุกบทบาท พร้อมเชิดชู ‘พลังผู้หญิง’ แรงบันดาลใจของการขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่  เฉลิมฉลองวันสตรีสากล International Women’s Day 2026 

“Give to Gain” แนวคิดหลักของวันสตรีสากลในปีนี้ ที่สื่อถึงพลังแห่งการแบ่งปัน ความร่วมมือ และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง มุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้างอย่างเสมอภาค และสนับสนุนให้ผู้หญิงได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ในทุกสายงาน แม้กระทั่งในงานที่ท้าทายอย่างงานเหมืองหรือโรงโม่ ที่ในปัจจุบันมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการยอมรับจากการแสดงศักยภาพพิสูจน์ตัวเอง และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทีมที่มีความหลากหลาย 

 เสาวลักษณ์ ตันตระกูล

พลังผู้หญิง พลังองค์กร หัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืน

ในโลกยุคใหม่ที่ตัวชี้วัดความสำเร็จ ตัดสินกันที่ผลงานและความเป็นผู้นำ เสาวลักษณ์ ตันตระกูล Commercial Manager บริษัท นครหลวงคอนกรีต จำกัด ในกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ไม่มีคำว่า…เป็นไปไม่ได้” สำหรับผู้หญิงในทุกสายงาน แม้แต่งานเหมืองแร่ที่หลายคนอาจไม่คุ้นชินว่าจะมีผู้หญิงใน  สายงานดังกล่าว แต่ก็สามารถท้าทายตัวเองจากวิศวกรเหมืองแร่สู่ผู้นำทีมหลักขององค์กรได้เป็นผลสำเร็จ

ประสบการณ์ 20 ปีในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน “นครหลวงคอนกรีต” เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ในตำแหน่ง Mining and Reserve Management Manager ที่โรงโม่หินอินทรี สุพรรณบุรี ซึ่งหน้าที่หลักคือ วางแผนการผลิตหินสำหรับนำไปใช้ในธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จและผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง ความรับผิดชอบหลัก เป็นงานวางแผน งานช่างรังวัด และควบคุมกำลังการผลิตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทฯ วางไว้

“เรามีความคุ้นชินกับการทำงานภาคปฏิบัติการที่มีความหลากหลาย และการเป็นผู้หญิงก็มองว่าเป็นข้อดี เพราะมีกลยุทธ์ในการพูดคุยเวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น หัวใจสำคัญคือการรับฟัง และพยายามหาจุดที่ลงตัวให้ได้ และทำให้เกิดการยอมรับซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน” 

ปัจจุบัน เสาวลักษณ์ ได้ท้าทายกับ “โอกาส” ครั้งใหม่ ในบทบาท Commercial Manager รับผิดชอบดูแลทีมขาย และเทคนิคอล ซัพพอร์ท โดยกล่าวว่า การเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายขาย เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่จากที่เคยทำงานอยู่

แต่ในเหมือง ไม่รู้ว่าธุรกิจต้องดำเนินการอย่างไร ทำให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้มีโอกาสวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ควบคุมทีมงานที่มีความหลากหลาย ทั้งเรื่องของอายุ เพศ ประสบการณ์การทำงาน ทำให้ต้องใช้ทักษะการบริหารจัดการเป็นอย่างมาก เพื่อการบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายของตัวเองและบริษัทฯ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ท้าทายมากเพราะต้องเรียนรู้งานและเรียนรู้ทีมงานใหม่ รวมไปถึงการทำงานร่วมกันระหว่างสายงาน (Cross Functional) โดยมองว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของการปรับตัว เพื่อให้เข้าใจธุรกิจ และการวางกลยุทธ์มากขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับโอกาสจากบริษัทฯ ให้ดูแลส่วนขายของโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดชลบุรี ในฝั่งอีสเทิร์นซีบอร์ด

“การเดินทางในสายอาชีพมาจนถึงวันนี้ รู้สึกประทับใจผู้บริหารและบริษัทฯ ที่ให้ได้มีส่วนร่วมในการคิดและพัฒนากลยุทธ์ว่าธุรกิจจะโตแบบไหน ทีมเติบโตอย่างไร และแต่ละคนมีความก้าวหน้าในงานอย่างไร”

ส่วนในบทบาทของการเป็นหัวหน้างาน เน้นทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ไม่คิดว่าต้องได้สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นการตอบแทน สิ่งสำคัญคือ การให้โอกาสทีมงานได้พัฒนาตัวเองและเติบโต เช่นเดียวกับที่ตัวเองได้รับการสนับสนุนจากบริษัทฯ ในส่วนของการเทรนนิ่ง และการโค้ชชิ่ง เป็นต้น

“แรงบันดาลใจที่อยากจะส่งต่อทุกคน คือ ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายสามารถเติบโตในสายงานตัวเองได้อย่างเท่าเทียม แม้เราจะเป็นผู้หญิง แต่สามารถทุ่มเททำงานให้บริษัทอย่างเต็มที่ เพราะสุดท้ายความสามารถของตัวเองที่พัฒนาขึ้นมานี้จะนำพาเราไปอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จ และในจุดที่เราต้องการอยากจะไปได้” เสาวลักษณ์กล่าวทิ้งท้าย

ในโลกธุรกิจยุคใหม่ งานวิจัยระดับสากลจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่มีความหลากหลายในระดับบริหารมีแนวโน้มสร้างผลประกอบการที่ดีกว่าองค์กรที่ขาดความหลากหลาย แนวคิดนี้สอดคล้องกับนโยบายของปูนอินทรีที่มีเป้าหมายด้านความหลากหลายและความเท่าเทียม (Diversity & Inclusion) เปิดกว้างให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น ให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยพนักงานทุกคนแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้สังคมเปิดกว้างมากขึ้น และก้าวสู่ความเสมอภาคอย่างเท่าเทียม และยังสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนกล้าแสดงศักยภาพและความมุ่งมั่นของตัวเอง เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน 

องค์กรแห่งโอกาส เท่าเทียม ยั่งยืน ให้ “ผู้หญิง” เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด

ดวงพร บุศราวงศ์ Chief Human Resources Officer บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวงให้ความสำคัญในคุณค่าของบุคลากรที่หลากหลาย และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำงานได้อย่างเท่าเทียม เพื่อให้เป็นสถานที่ทำงานที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ วัฒนธรรมองค์กรที่ปูนซีเมนต์นครหลวงเปิดกว้าง ยอมรับ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และให้คุณค่าบุคลากรด้วยการปฏิบัติอย่างเสมอภาค สะท้อนผ่านสภาพแวดล้อมการทำงานที่โอบรับความหลากหลายทางความคิด การสนับสนุนให้พนักงานทุกคนกล้าที่จะแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทำให้บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยพลังจากทุกคนที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย ขณะเดียวกันก็ดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ต้องการร่วมงานกับองค์กรในอนาคต 

ดวงพร บุศราวงศ์

“เราเชื่อมั่นว่า หากทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม การส่งเสริมให้ทุกคน ทุกเพศ มีโอกาสเรียนรู้และเติบโตในองค์กรได้โดยไม่มีการแบ่งแยก ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงานภายในองค์กร แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจขององค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

เส้นทางของผู้หญิงในแต่ละอุตสาหกรรมอาจไม่ง่าย แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่าง คือการมี “ระบบ” ที่เอื้อให้ความสามารถได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ซึ่งปูนอินทรี กำลังส่งสัญญาณว่า การสร้างองค์กรแห่งโอกาสไม่ได้หมายถึงการยกย่องความสำเร็จรายบุคคลเท่านั้น แต่ต้องออกแบบวัฒนธรรม โครงสร้าง และเส้นทางอาชีพที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนทุกเพศอย่างแท้จริง

ที่สำคัญความหลากหลายไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง โดยเฉพาะในปัจจุบัน “พลังผู้หญิง” สามารถเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญและมีผลต่อความสำเร็จขององค์กรธุรกิจยุคใหม่

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง คนไทยเตรียมพร้อมรับวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง คนไทยเตรียมพร้อมรับวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน ใน พศ 2569 ที่มีการสังหารผู้นำอิหร่าน   โจมตีโรงกลั่นน้ำมันและเรือขนส่ง ส่งผลกระทบต่อ คนทั่วโลก จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
หากโลกเผชิญวิกฤตรุนแรง คนไทยอาจต้องย้อนกลับไปใช้ชีวิตคล้ายในอดีต เช่น สมัยรัชกาลที่ 1 ยุครัตนโกสินทร์เมื่อกว่า 200 ปีก่อน หรือสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 400 ปีที่ผ่ทนมา    ซึ่งคนไทยเคยดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีเกียรติภูมิมาแล้ว
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตและมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย  ขอเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อม เพื่อให้ประชาชน “อยู่ให้รอด และอยู่อย่างมีเกียรติ” ในยามวิกฤต ดังนี้

เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

ในสถานการณ์สงครามหรือวิกฤตระดับโลก ระบบสาธารณูปโภคและห่วงโซ่อุปทานอาจสะดุด ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น
 • น้ำมันขาดแคลน ปั๊มน้ำมันบางแห่งอาจไม่มีน้ำมันจำหน่าย
 • ไฟฟ้าอาจดับเป็นช่วง ๆ หรือมีการจำกัดการใช้พลังงาน
 • น้ำประปาหยุดไหล ไม่สะอาดหรือแรงดันน้ำไม่เพียงพอ
 • ระบบธนาคารหรือการโอนเงินขัดข้อง ไม่สามารถเบิกหรือโอนเงินผ่านโทรศัพทมือถือได้ชั่วคราว
 • อินเทอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์อาจขัดข้อง ทำให้การสื่อสารยากขึ้น
 • โรงพยาบาลและร้านขายยาขาดยา เนื่องจากการนำเข้าและการขนส่งสะดุด
 • ร้านค้าขนาดใหญ่หรือร้านสะดวกซื้อ เช่น เซเว่น แม็คโคร หรือโลตัส อาจมีสินค้าบางประเภทหมดสต็อกชั่วคราว

เหตุการณ์สมมติเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศเคยเผชิญในช่วงวิกฤต ดังนั้นการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องที่รอบคอบและมีสติ

1. ด้านการสัญจรและพลังงาน

น้ำมันเชื้อเพลิง
หากจำเป็นต้องเดินทาง ควรเติมน้ำมันให้เต็มถังเสมอ และเผื่อปริมาณสำหรับการเดินทางกลับ ไม่ให้น้ำมันหมดกลางทาง

ทางเลือกสำรอง
เตรียมจักรยาน หรือฝึกการเดินเท้าไว้ เผื่อกรณีรถยนต์หรือรถไฟฟ้าไม่สามารถใช้งานได้จากการขาดพลังงาน

ไฟฟ้าสำรอง
ควรมีแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก กล่องพลังงานสำรอง (Power Box) วิทยุสื่อสาร และไฟฉายแบบมือหมุน เพื่อใช้ในกรณีไฟฟ้าดับ

รถไฟฟ้า อาจต้องรอคิวเครื่องชารจนาน หรือ ไฟฟ้าที่บ้าน/ที่ปั๊ม ดับ

2. การสำรองปัจจัยสี่ (อาหารและยา)

เสบียงอาหาร
ควรสำรองข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องแกงสำเร็จรูป  และน้ำดื่ม ให้เพียงพออย่างน้อย 3–6 เดือน

ยารักษาโรค
ควรเตรียมยาประจำตัวให้เพียงพอประมาณ 6 เดือน และอาจปลูกสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น ฟ้าทะลายโจร สเลดพังพอน หรือสะเดา

เงินสดสำรอง
ควรมีเงินสดสำรองไว้บางส่วน เผื่อกรณีระบบธนาคารหรือระบบออนไลน์ขัดข้อง และควรใช้จ่ายอย่างประหยัด

3. การสร้างแหล่งอาหารในครัวเรือน (การพึ่งพาตนเอง)

กสิกรรมครัวเรือน
ทยอยปลูกผักสวนครัวและไม้ผล เช่น ผักบุ้ง คะน้า แตงกวา พริก มะละกอ มะม่วง เป็นต้น ปลูกหมุนเวียนทุกเดือนเพื่อให้มีอาหารกินต่อเนื่อง

การเลี้ยงสัตว์
การเลี้ยงไก่ไข่หรือปลานิลในบ่อเล็ก ๆ จะช่วยให้ครอบครัวมีแหล่งอาหารที่มั่นคง และควรฝึกการถนอมอาหาร เช่น ปลาแห้ง ปลาร้า กุ้งดอง  ผักดอง เพื่อเก็บไว้บริโภคได้นาน

4. การจัดการสุขอนามัยและอุปกรณ์ยังชีพ

การจัดการขยะ
ควรแยกขยะอินทรีย์เพื่อนำไปทำปุ๋ยหมัก ลดปัญหาสุขอนามัย ซื้อถุงชนิดย่อยสลายได้ เอาไว้ใส่เศษอาหาร และอุจจาระเอาไปฝังดินทำปุ๋ย

อุปกรณ์ยังชีพพื้นฐาน
ควรมีเตาถ่าน ตะเกียงน้ำมันพืช เทียนไข และไฟแช็ก เผื่อกรณีต้องใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายโดยไม่มีไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต

บทสรุป

การเตรียมพร้อม ไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่เป็นการใช้สติและความรอบคอบ เหมือนที่คนไทยเคยผ่านวิกฤตต่าง ๆ มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ น้ำท่วมใหญ่ หรือโรคระบาด

หากเรารู้จักเตรียมตัว พึ่งพาตนเอง และช่วยเหลือกันในชุมชน เราก็สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส และสร้างวิถีชีวิตใหม่ที่มั่นคงยั่งยืนได้

ด้วยความปรารถนาดีจาก
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต
“กู้ชีวิตคนยากลำบาก”
บทการแสดงรอบกองไฟ ลูกเสือ (Campfire Drama) ที่เน้นความสนุกสนานแต่แฝงด้วยสาระตามแบบฉบับ “นิทานแห่งความดี” โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลูกเสือ ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติและการร้องเพลง

บทการแสดงรอบกองไฟลูกเสือ:
เรื่อง: คนไทยเตรียมพร้อม รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ตัวละคร
1. ผู้นำกิจกรรม: (ผู้ดำเนินเรื่อง/พิธีกร)
2. ลุงมั่น: (ลูกเสืออาวุโส/ชาวบ้านผู้รอบคอบ แต่งกายแบบชาวสวน มีอุปกรณ์ครบมือ)
3. เจ้าเปี๊ยก: (ลูกเสือจอมประมาท ติดสมาร์ทโฟน ชอบความสบาย)
4. กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน: (3-4 คน เป็นตัวแทนคนไทยยุคต่าง ๆ)
ฉากที่ 1: ข่าวร้ายสายด่วน
(เปิดฉากด้วยเสียงระเบิดจำลอง “ตูม!” และเสียงไซเรน กลุ่มลูกเสือวิ่งวุ่นไปมา)

เจ้าเปี๊ยก: (ตะโกน) “แย่แล้วครับลุงมั่น! ข่าวใน ติ๊กตอกบอกว่าตะวันออกกลางรบกันหนัก น้ำมันจะหมดโลก ไฟฟ้าจะดับ เซเว่นจะปิด ผมจะสั่ง แกรปได้ยังไงเนี่ย!”

ลุงมั่น: (เดินออกมาอย่างใจเย็น) “เจ้าเปี๊ยกเอ๊ย… ตื่นตูมเป็นกระต่ายตกใจ ไปได้ ความสงบสยบความเคลื่อนไหวจำไม่ได้รึ? วิกฤตมันมาได้ แต่มันก็ทำอะไรคนที่มี ‘ความเตรียมพร้อม’ (Be Prepared) ไม่ได้หรอก”

ผู้นำกิจกรรม: “ใช่แล้วครับพี่น้องลูกเสือ ในยามที่โลกปั่นป่วน เราต้องย้อนกลับไปดูภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์จนถึงอยุธยา ท่านอยู่กันมาได้อย่างมีเกียรติโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร”

ฉากที่ 2: จำลองวิกฤต 
(ไฟกองไฟหรี่ลง หรือทำท่าไฟดับ)

เจ้าเปี๊ยก: “โอ๊ย    ไฟดับ มือถือแบตหมด เงินในแอปฯ ก็โอนไม่ได้ หิวข้าวด้วย ทำไงดี!”

ลุงมั่น: “นี่ไงล่ะ! (หยิบ ไฟฉายมือหมุน และ วิทยุสื่อสาร ออกมา) ในยามวิกฤต เทคโนโลยีไฮเทคอาจสู้ ‘High Touch’ แบบลูกเสือไม่ได้ เราต้องมีพลังงานสำรอง มีโซลาร์เซลล์เล็ก ๆ และที่สำคัญ… มีสติ!”

กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน: (เดินออกมาพร้อมถือ เตาถ่าน และ ตะเกียงน้ำมันพืช) 

“น้ำมันแพงเราไม่กลัว เรามีจักรยานปั่นไปนา ข้าวสารเรามีเต็มยุ้ง น้ำดื่มเรามีเต็มตุ่ม อยู่ได้เป็นปี!”

ฉากที่ 3: เพลง “เตรียมพร้อมรับมือ”
(ทุกคนล้อมวงเต้นท่าประกอบการทำกสิกรรม)
(เนื้อเพลง)
“ตะวันออกกลางเขารบกัน… (สร้อย: ฮึ่ย ช่า ฮึ่ย ช่า)
น้ำมันขาดแคลนอย่าไปหวั่น… (สร้อย: ฮึ่ย ช่า ฮึ่ย ช่า)
ปลูกผักสวนครัว มีพริกมีขิง… เลี้ยงไก่ไข่จริง มีกินทุกวัน
เงินสดต้องมี ยาดีต้องพร้อม… ไม่ต้องออดอ้อน พึ่งตนเองเอย!”

ฉากที่ 4: การจัดการขยะและสุขอนามัย

เจ้าเปี๊ยก: “แล้วถ้าส้วมกดไม่ลง ขยะล้นเมืองล่ะครับลุง?”
ลุงมั่น: “ลูกเสือเราสอนเรื่องสุขาภิบาลมานานแล้ว ขยะอินทรีย์ก็ทำปุ๋ยหมัก ส่วนของเสียก็ใช้ถุงย่อยสลายฝังดินคืนสู่ธรรมชาติ เป็นปุ๋ยให้ต้นมะม่วงต้นมะละกอที่เราปลูกไว้ไงล่ะ อยู่อย่างสะอาด อยู่อย่างมีเกียรติ”

บทสรุป: คติสอนใจ
ผู้นำกิจกรรม: “พี่น้องลูกเสือครับ การเตรียมพร้อมไม่ใช่การกลัวจนขี้ขลาด แต่คือการมีสติรับมือกับความไม่แน่นอน เหมือนคำขวัญลูกเสือที่ว่า ‘เสียชีพอย่าเสียสัตย์’ และเราจะรักษาสัตย์ที่จะดูแลตัวเองและประเทศชาติให้รอดพ้นจากทุกวิกฤต”
ทุกคน: (ยืนตรง ทำวันทยหัตถ์) “เตรียมพร้อม! เพื่ออยู่ให้รอด และอยู่อย่างมีเกียรติ!”

(ปิดท้ายด้วยการร้องเพลง “ตื่นเถิดไทย” ร่วมกัน) ลองดูวิดีโอนี้ “ตื่นเถิดไทย ขับร้อง” https://share.google/NGSz2BgwmbuNBmTTa

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้แสดง:
• ควรมีอุปกรณ์ประกอบฉากจริง เช่น จักรยาน, พลั่วขุดดิน, ไข่ไก่จำลอง (เชื่อมโยงกับโปรเจกต์ “ใครขายไข่ไก่”) เพื่อให้เห็นภาพการพึ่งพาตนเองที่ชัดเจน
• เน้นการแสดงที่กระฉับกระเฉง


เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”
These documents created by  “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation”.

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าเสี่ยงไตวาย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าเสี่ยงไตวาย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าเสี่ยงไตวาย

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.22 น.

ทุกวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือนมีนาคม เป็นวันไตโลก หรือ World Kidney Day ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ทุกคนหันมาเห็นความสำคัญของไต ซึ่งหลายท่านทราบว่าเป็นอวัยวะหลักในการกำจัดของเสียของร่างกาย แต่ที่จริงแล้วไตทำหน้าที่อีกหลายอย่าง ทั้งควบคุมสมดุลของน้ำ และรักษาสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย  ควบคุมสมดุลระดับความเป็นกรดด่างในเลือด และที่หลายท่านอาจจะไม่ค่อยทราบคือ ไตยังผลิตฮอร์โมนเพื่อรักษาระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ รวมถึงฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และยังทำหน้าที่หลักในการเปลี่ยนวิตามินดีให้เป็นวิตามินดีที่ร่างกายนำไปใช้ได้อีกด้วย ดังนั้นเมื่อไตมีปัญหาทำงานได้ลดลงจนถึงทำงานไม่ได้เลย หรือที่เรียกว่าไตวาย ก็จะเกิดปัญหาตามมาหลายอย่างทั้งของเสียคั่ง เลือดเป็นกรด ระดับเกลือแร่ผิดปกติ ความดันเลือดสูง โลหิตจาง กรณีที่เป็นมากๆ และแก้ไขไม่ทันคนไข้ก็อาจเสียชีวิตได้

ภาวะไตวายมี 2 แบบคือ ไตวายเฉียบพลัน ก็คือภาวะที่การทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเป็นหลักวัน สาเหตุหลักที่พบบ่อยคือขาดน้ำ หรือได้รับสารเคมี หรือได้รับยาบางชนิด ยาสมุนไพรบางชนิด  หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นพิษต่อไต อีกแบบคือไตวายเรื้อรัง ซึ่งหมายถึงการที่การทำงานของไตค่อยๆ เสื่อมลงทีละน้อย จนในที่สุดก็ถึงระดับที่กรองของเสียต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ถ้าไม่ล้างหรือไม่เปลี่ยนไต ผู้ป่วยก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยต้องล้างไต หรืออาจต้องทำการปลูกถ่ายไตซึ่งในกรณีนี้ผู้ป่วยต้อง กินยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายต่อต้านไตที่ปลูกถ่ายใหม่ เราจึงต้องพยายามรักษาสุขภาพไตให้ทำหน้าที่ได้ตลอดอายุขัยของเรา

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะไตวายคือ การกินเค็มหรือเกลือมากไป การไม่ควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงให้ดี และการใช้ยาหรือสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นพิษต่อไตอย่างไม่ระมัดระวัง  ซึ่งหลายคนไว้ใจสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากเกินไป คิดว่าสิ่งเหล่านี้ปลอดภัย

สำหรับยาที่ทำร้ายไตมากที่สุดก็คือ ยาบรรเทาอาการอักเสบ แก้ปวด ในกลุ่มที่เป็นยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs หรือที่เรียกว่า ยาเอ็นเสด, NSAIDs)  เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน  เป็นต้น ยากลุ่มนี้มีผล ไปมีผลทำให้หลอดเลือดในไต หดตัว เลือดจึงไปเลี้ยงไตได้น้อยลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการกรองของเสียลดลงอย่างรวดเร็ว จนอาจนำไปสู่ภาวะ ไตวายเฉียบพลัน ได้ โดยเฉพาะในคนที่ร่างกายขาดน้ำ หรือมีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว

ดังนี้เราควรดูแลการใช้ยาให้ดี เพื่อจะรักษาสุขภาพไตให้ทำหน้าที่ได้นานๆ ไม่ทำให้ไตพังก่อนวัยอันควร เราควรปรับพฤติกรรมดังนี้

  • เลี่ยงการซื้อยาชุดหรือยาแก้ปวดกินเองติดต่อกันนานๆ หากมีอาการปวดควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรเพื่อเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยที่สุด
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องทานยา เพื่อช่วยให้ไตขับสารเคมีตกค้างออกมาได้สะดวกขึ้น และลดความเสี่ยงไตวายจากภาวะขาดน้ำ
  • ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี ในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงต้องทานยาตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด เพราะหากคุมโรคไม่ได้ ไตจะเสื่อมสภาพลงทีละน้อยจนกลายเป็น ไตวายเรื้อรัง ในที่สุด
  • แจ้งแพทย์ทุกครั้งหากมีประวัติโรคไต เพื่อให้แพทย์ปรับขนาดความแรงของยาให้เหมาะสมกับประสิทธิภาพการทำงานของไตที่เหลืออยู่

เนื่องจาก “ไต” ไม่ได้มีหน้าที่แค่ขับปัสสาวะ แต่ยังช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมความดัน และปรับสมดุลวิตามินดีให้กระดูกแข็งแรง การถนอมไตให้ทำงานได้ตลอดอายุขัยด้วยการ “ลดเค็ม คุมโรค และใช้ยาอย่างระมัดระวัง” จึงเป็นกำไรชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณแหน : 16 มีนาคม 2569

คุณแหน : 16 มีนาคม 2569

คุณแหน : 16 มีนาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.20 น.

  • พรหเมศ พหลพลพยุหเสนา เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ฝากข่าวมายังนักลงทุนไทยว่า ประเทศฮังการียังเปิดโอกาสต้อนรับนักลงทุนไทยในหลายกิจการ ดังนั้น หากนักลงทุนไทยต้องการเข้าไปแสวงหาช่องทางการลงทุน ขอให้ประสานงานกับสถานทูตไทย ณ กรุงบูดาเปสต์ได้ตลอดเวลา และที่ขอย้ำคือชาวฮังกาเรียนจำนวนไม่น้อยต่างบอกว่าไทยคือดินแดนในฝันที่ต้องไปเยือนให้ได้
  • ศิระ สว่างศิลป์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ย้ำว่าโปแลนด์มีศักยภาพโดดเด่นด้านการลงทุนในเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะด้านไอที เทคโนโลยี และการแพทย์ นักลงทุนไทยที่ต้องการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจในดินแดนยุโรปตะวันออก โปรดอย่ามองข้ามศักยภาพของโปแลนด์ และที่สำคัญคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโปแลนด์น่าจับตามองมาก
  • ในขณะที่เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอร์ซอ พยายามให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจโปแลนด์กับนักลงทุนไทย แต่คนไทยที่ขอทำวีซาเข้าประเทศโปแลนด์ต่างบ่นตรงกันว่าขอวีซาได้ลำบากยากเย็นมาก ๆ ๆ แถมเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรับเอกสารเพื่อขอวีซาโปแลนด์ก็ไม่แสดงความเป็นมิตรกับผู้ไปขอวีซา เมื่อคนไทยเจอปัญหาแบบนี้ ก็ต้องถอยแล้วถอดใจไม่อยากไปโปแลนด์
  • พัศ กิตติขจร หลานชาย คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี เป็นตัวแทนหนึ่งในนักเรียนไทย 13 คน ที่ได้ไปแสดงปาฐกถาเรื่องศิลปวัฒนธรรมและการศึกษาไทย ที่สำนักงาน UNRSCO กรุงปารีสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 
  • สงครามที่อิสราเอลร่วมมือกับสหรัฐอเมริการุมถล่มอิหร่านดำเนินมาแล้วกว่าสองสัปดาห์ แล้วยังไม่มีท่าทีจะยุติลง ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วนหนัก ราคาแก๊สและน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นราคากระฉูด ต้องย้ำว่ามูลเหตุของวิกฤตการณ์โลกครั้งนี้มาจากความบ้าระห่ำของอิสราเอลกับสหรัฐฯ เป็นสำคัญ แล้วก็ไม่ต้องหวังว่าอิหร่านจะยอมจำนนต่อศัตรูผู้รุกรานอย่างแน่นอน
  • วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้จะบานปลายเกิน 1 เดือนหรือไม่ นี่คือคำถามที่นักธุรกิจทั่วโลกตั้งคำถามตรงกัน แต่ที่หวังตรงกันคืออยากให้สงครามจบลง เพราะถ้าวิกฤตนี้ไม่ยุติภายในหนึ่งเดือน โลกอาจเผชิญกับปัญหา oil chock คล้ายกับยุค 1973 @ 

Victor Lee

‘จิ๊บ-จ๊ะจ๋า’พร้อมใจกันร่วมพิธีแห่งประวัติศาสตร์สุดขลัง

'จิ๊บ-จ๊ะจ๋า'พร้อมใจกันร่วมพิธีแห่งประวัติศาสตร์สุดขลัง

‘จิ๊บ-จ๊ะจ๋า’พร้อมใจกันร่วมพิธีแห่งประวัติศาสตร์สุดขลัง

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.57 น.

เป็นการรวมตัวของดารา-เซียนพระชื่อดัง ตบเท้ามุ่งหน้าสู่ภาคอีสานร่วมพิธีสุดขลัง ทั้ง จิ๊บ วสุ, จ๊ะจ๋า พริมรตา, เกรซ พัชร์สิตา, อ้น อัครวัฒน์, บิ๊ก กฤษฎา, ริว จิตสัมผัส, วาม จิรกิตติ์ และอีกมากมาย รวมไปถึงเซียนพระชื่อดังพร้อมใจกันเดินทางไปที่วัดพระธาตุหมื่นหิน จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อทำพิธีปลุกเสกเหรียญหลวงปู่ศิลารุ่นใหม่ล่าสุด พิธีมงคลครั้งสำคัญที่รวมเกจิคณาจารย์จากทั่วประเทศในวาระเดียวกัน

โดยพิธีดังกล่าวคือพิธีมหาพุทธาภิเษกเหรียญรุ่นปลดหนี้ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) ที่มี มาดามเดียร์-ปฐมาภรณ์  เตมียเวส ประธานผู้จัดสร้าง พลตำรวจเอกอิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ (จเรตำรวจแห่งชาติ) ประธานในพิธี ศิษยานุศิษย์ อุบาสก อุบาสิกา สาธุชน ร่วมพิธี ณ วิหารไม้พระราชวัชรธรรมโสภณ วัดพระธาตุหมื่นหิน จังหวัดกาฬสินธุ์ และได้อัญเชิญพระเกจิคณาจารย์ทั่วฟ้าเมืองไทย ร่วมอธิษฐานจิตกว่า ๑๖๑ รูป ที่สร้างประวัติศาสตร์ของการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศไทยกับพิธีมหาพุทธาภิเษกวัตถุมงคล “พระเทพวัชรธรรมโสภณ” (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) รุ่นปลดหนี้ และเป็นวัตถุมงคลรุ่นที่จัดสร้างเนื่องในวาระพิธีไหว้ครูปาธยาย กตัญญูบูชาพระคุณประจำปี ๒๕๖๙

หลังถวายภัตตาหารเพลได้อันเชิญขันครูพระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) ซึ่งประกอบไปด้วยพระเจ้าปากเข็ด ผ้ามหายันต์(ผืนจริง) ตำราสรรพวิชา พร้อมทั้งเครื่องครุพันเข้าสู่มณฑลพธี พร้อมถวายสักการะแด่ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เป็นประธานสงฆ์ในพิธี โดยมี พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ (จเรตำรวจแห่งชาติ) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย หลังจากนั้นคณะสงฆ์สวดสาธยายพระคาถาจุดเทียนชัย จนถึงสวดสาธยายพระคาถาดับเทียนชัย จนมาถึงเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน ให้โอวาทแก่คณะศิษยานุศิษย์ เป็นอันเสร็จพีธี

ด้วยพลังแห่งศรัทธาการรวมตัวครั้งสำคัญของพระมหาเถราจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๖๑ รูป จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยที่เมตตาร่วมอธิษฐานจิตแล้ว ในโอกาสนี้ มาดามเดียร์เจ้าภาพผู้จัดสร้าง ยังได้ร่วมสืบสานทานบารมีภายในงานด้วยการแจกข้าวสาร จำนวน ๓,๐๐๐ ถุง และวัตถุมงคลที่ระลึก สำหรับผู้ที่เข้าร่วมพิธี โดยพระทุกองค์ผ่านการเตรียมมวลสารอย่างพิถีพิถัน ประกอบพิธีด้วยเจตนาบริสุทธิ์เพื่อให้พุทธคุณเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ โดยพิธีครั้งนี้ไม่ว่าจะเหล่าดารา-นักแสดง เซียนพระ คนดังต่างๆ ทุกคนตั้งใจร่วมพิธีกันทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสวดมนต์ การปักธูปที่โต๊ะหมู่บูชา ซึ่งบรรยากาศท้องฟ้าเป็นใจอย่างน่าอัศจรรย์ ทันทีที่เริ่มพิธีเกิดแสงสว่างท้องฟ้าแจ่มใสขึ้นมาทันที รับรู้ได้ถึงความขลังมากจนขนลุกกันเลยทีเดียว

การันตีรักจริง40ปีเปิดภาพในอดีตความสัมพันธ์ ‘สุรชัย-ไดอาน่า’และ‘คุณแม่ศรีนวล’

การันตีรักจริง40ปีเปิดภาพในอดีตความสัมพันธ์ ‘สุรชัย-ไดอาน่า’และ‘คุณแม่ศรีนวล’

การันตีรักจริง40ปีเปิดภาพในอดีตความสัมพันธ์ ‘สุรชัย-ไดอาน่า’และ‘คุณแม่ศรีนวล’

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

เรื่องวุ่นๆ รักรุ่นใหญ่ของ สุรชัย-สมบัติเจริญ และ ไดอาน่า-พนิดา ที่ต้องเก็บซ่อนไว้นานถึง 40 ปี  พอเปิดตัวปุ๊บกลายเป็นเรื่องปั๊บ แฉกันไปมาจนกลายเป็นมหากาพย์เรื่องราวลุกลามใหญ่โตกระทบกระเทือนสั่นคลอนให้ได้ติดตามไม่เว้นวัน และเพื่อเป็นการการันตีว่า

‘นี่คือความจริง ความรู้สึกที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจผมมากกว่า 40 ปี ถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องรักษาคู่ชีวิตของผม และอยู่เคียงข้างกับเธอตลอดไป ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ไดอาน่า สมบัติเจริญ คือภรรยาที่ผมได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา’ สุรชัย กล่าว

โดยล่าสุดได้เผยภาพอดีตแสนหวานที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังคงความหวานไว้เช่นเดิม เท่านั้นไม่พอ นอกจากภาพความหวานของทั้ง ‘สุรชัย-ไดอาน่า’ แล้วยังมีภาพระหว่าง ไดอาน่า กับคุณแม่ศรีนวล รวมเฟรมเดียวกันแบบสนิทสนมแนบแน่นทั้งในปัจจุบันและภาพเมื่อสมัย 30 ปีมาให้ชมกัน ดูแล้วต้องยอมรับเลยว่าสนิทสนมกันมากเลยทีเดียว

สวยสับฉบับตัวมารดา! ‘แม่เจ็ง-เซย่า’ แท็กทีม ‘ห่มสไบใส่ยีนส์’ออร่าท้าแดด

สวยสับฉบับตัวมารดา! ‘แม่เจ็ง-เซย่า’ แท็กทีม 'ห่มสไบใส่ยีนส์'ออร่าท้าแดด

สวยสับฉบับตัวมารดา! ‘แม่เจ็ง-เซย่า’ แท็กทีม ‘ห่มสไบใส่ยีนส์’ออร่าท้าแดด

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

แดดเมืองไทยที่ว่าแน่ ยังแพ้ความเป๊ะของคู่แม่ลูกสุดแซ่บ! เมื่อ “คุณแม่เจ็ง วิไลลักษณ์ ทองเจือ” และลูกสาวคนสวย “เซย่า ณิชฏา ทองเจือ” รับงานควงคู่กันมาเผยเคล็ดลับผิวใสสะท้านแสง “ห่มสไบใส่ยีนส์”  งานนี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา!  เพราะออร่าของทั้ง2แม่นั้นแรงเกินต้าน