จีนสั่งลุยปราบ หลังพบผู้ค้าแช่ผักกาดขาวใน “ฟอร์มาลีน” กันเน่าก่อนส่งขาย

จีนสั่งลุยปราบ หลังพบผู้ค้าแช่ผักกาดขาวใน "ฟอร์มาลีน" กันเน่าก่อนส่งขาย

24 ส.ค. 2569 14:21 น.

จีนสั่งลุยปราบ หลังพบผู้ค้าแช่ผักกาดขาวใน “ฟอร์มาลีน” กันเน่าก่อนส่งขาย

ทางการจีนสั่งสอบสวนกรณีผู้ค้าส่งในมณฑลเหอเป่ย์ใช้สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ หรือ “ฟอร์มาลีน” แช่ผักกาดขาว ก่อนขนส่งไปจำหน่าย หลังมีคลิปเผยแพร่ในโลกออนไลน์และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นจริง พร้อมสั่งตรวจสอบผักสดที่เน่าเสียง่ายทั่วประเทศ และเร่งติดตามผักกาดขาวที่เกี่ยวข้องไม่ให้เข้าสู่ตลาด

ทางการจีนสั่งหน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศตรวจสอบและสุ่มเก็บตัวอย่างผักสดที่เน่าเสียง่าย หลังมีรายงานว่าผู้ค้าส่งในมณฑลเหอเป่ย์ใช้สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ หรือ “ฟอร์มาลีน” กับผักกาดขาว เพื่อรักษาความสดระหว่างการขนส่ง

สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยด้านอาหารแห่งคณะรัฐมนตรีจีน กระทรวงเกษตรและกิจการชนบท และสำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐ มีคำสั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมติดตามเส้นทางการกระจายสินค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผักกาดขาวที่อาจปนเปื้อนเข้าสู่ตลาด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในอำเภอคังเป่า เมืองจางเจียโข่ว มณฑลเหอเป่ย์ ทางภาคเหนือของจีน หลังบล็อกเกอร์รายหนึ่งเผยแพร่วิดีโอเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม โดยอ้างว่าผักกาดขาวหลายชุดที่ถูกสุ่มตรวจ พบว่าถูกนำไปจุ่มในสารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ก่อนบรรทุกขึ้นรถ เพื่อยืดอายุความสดและลดความเสียหายระหว่างการขนส่ง

ทางการอำเภอคังเป่าประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านเกษตรและกิจการชนบท การกำกับดูแลตลาด และตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที และพบเบื้องต้นว่าเหตุการณ์ตามที่ปรากฏในคลิปเกิดขึ้นจริง โดยผู้ค้าส่งใช้ฟอร์มัลดีไฮด์อย่างผิดกฎหมายระหว่างการบรรทุกและขนส่งผัก

ตำรวจได้ใช้มาตรการทางกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องและยึดยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง ขณะที่การสอบสวนยังดำเนินต่อไป พร้อมเร่งตรวจสอบว่าผักกาดขาวที่เกี่ยวข้องถูกส่งไปยังที่ใดบ้าง โดยมีรายงานว่าสินค้าบางส่วนมุ่งหน้าไปยังเมืองซู่เชียน มณฑลเจียงซู และบางส่วนถูกส่งไปยังตลาดในเมืองเหอเฝย์ มณฑลอันฮุย

ทางการอำเภอคังเป่ายังสั่งตรวจสอบตั้งแต่กระบวนการผลิต การรับซื้อ การขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่ายผัก เพื่อค้นหาการกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน และยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อการใช้สารต้องห้าม เพื่อรับประกันความปลอดภัยของสินค้าเกษตร

ขณะเดียวกัน เขตเฟิงไถ กรุงปักกิ่ง ระบุว่า จนถึงช่วงค่ำวันเสาร์ ยังไม่พบผักกาดขาวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าสู่ตลาดซินฟาตี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งค้าส่งผักสดรายใหญ่ของกรุงปักกิ่ง โดยตลาดมีข้อกำหนดเข้มงวดสำหรับสินค้าเกษตรที่นำเข้ามาจำหน่าย ทั้งการตรวจสอบแหล่งที่มาและการสุ่มตรวจตัวอย่าง

ตลาดซินฟาตี้ยังเพิ่มความถี่ในการตรวจสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงและสารเติมแต่งที่ผิดกฎหมายในผัก พร้อมยืนยันว่าปริมาณผักกาดขาวในตลาดยังเพียงพอ และราคายังทรงตัว โดยไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (23 ส.ค.)

หนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลีของทางการจีน ระบุในบทความแสดงความคิดเห็นว่า การใช้ฟอร์มัลดีไฮด์เพื่อปรับปรุงรูปลักษณ์ของผักกาดขาวและลดความเสียหายระหว่างขนส่ง ถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรงและไร้เหตุผล เนื่องจากผู้ค้าส่งให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น โดยละเลยความปลอดภัยและสุขภาพของผู้บริโภค

ตามกฎหมายความปลอดภัยด้านอาหารของจีนและกฎหมายว่าด้วยคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การใช้สารช่วยรักษาความสด สารกันเสีย หรือสารอื่น ๆ ในการบรรจุ รักษา จัดเก็บ และขนส่งสินค้าเกษตร ต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศ ขณะที่ฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารที่องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ หรือ IARC จัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่มที่ 1 ห้ามนำมาเติมหรือใช้กับอาหาร

ทางการจีนจึงสั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศดำเนินการตรวจสอบพิเศษและสุ่มเก็บตัวอย่างผักที่เน่าเสียง่าย เช่น ผักกาดขาวโดยทันที พร้อมย้ำว่าหากพบการฝ่าฝืนกฎหมายหรือมาตรฐานความปลอดภัย จะดำเนินการลงโทษอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการผ่อนปรน.

ที่มา China Daily / Global Times

อิสราเอลจับวัยรุ่น 16 ปี ต้องสงสัยทำร้ายชาวปาเลสไตน์ขาพิการด้วยท่อเหล็กในเวสต์แบงก์

อิสราเอลจับวัยรุ่น 16 ปี ต้องสงสัยทำร้ายชาวปาเลสไตน์ขาพิการด้วยท่อเหล็กในเวสต์แบงก์

24 ส.ค. 2569 12:50 น.

อิสราเอลจับวัยรุ่น 16 ปี ต้องสงสัยทำร้ายชาวปาเลสไตน์ขาพิการด้วยท่อเหล็กในเวสต์แบงก์

ตำรวจอิสราเอลจับกุมวัยรุ่นชาวอิสราเอลวัย 16 ปี จากนิคมอาวิไกยิล หลังถูกกล่าวหาว่าใช้ท่อเหล็กทำร้ายชายชาวปาเลสไตน์วัย 61 ปี ในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งพิการขาข้างหนึ่งจากเหตุถูกผู้ตั้งถิ่นฐานยิงเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่วัยรุ่นอีกคนถูกควบคุมตัว หลังถูกกล่าวหาว่าถ่ายคลิปเหตุการณ์

ตำรวจอิสราเอลจับกุมวัยรุ่นชายชาวอิสราเอลวัย 16 ปี จากนิคมอาวิไกยิล ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง หลังถูกกล่าวหาว่าใช้ท่อเหล็กทำร้ายชายชาวปาเลสไตน์วัย 61 ปี บริเวณหน้าบ้านของเขาในหมู่บ้านคีร์เบต อัล-ราเกซ ทางตอนใต้ของเวสต์แบงก์

ภาพวิดีโอที่เผยแพร่แสดงให้เห็นชายชาวปาเลสไตน์ถูกทำร้ายจนมีรอยฟกช้ำและมีอาการเจ็บปวด โดยผู้เสียหายคือ ซาอีด มูฮัมหมัด อิบราฮิม ราบาห์ ซึ่งสูญเสียขาข้างหนึ่งหลังถูกผู้ตั้งถิ่นฐานยิงเมื่อเดือนเมษายนปี 2025

ราบาห์เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ (22 ส.ค.) เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐาน 2 คนขับรถแทรกเตอร์มายังบ้านของครอบครัว และเริ่มเคลื่อนย้ายก้อนหินที่ครอบครัวนำมาวางไว้บริเวณทางเข้า ก่อนพยายามเข้าไปในพื้นที่ เมื่อเขาเดินเข้าไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น หนึ่งในนั้นใช้ท่อเหล็กตีเข้าที่แผ่นหลัง

ราบาห์กล่าวว่า การใช้ความรุนแรงมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าเขาจะไม่ยอมละทิ้งบ้านเกิด โดยกล่าวว่า ที่ดินแห่งนี้คือบ้านและแผ่นดินของพวกเขา และพวกเขาต้องปกป้องมัน

ตำรวจยังควบคุมตัววัยรุ่นชาวอิสราเอลวัย 17 ปีจากนครเยรูซาเล็ม ซึ่งถูกกล่าวหาว่ายืนอยู่ใกล้เหตุการณ์และใช้โทรศัพท์บันทึกภาพการทำร้าย โดยตำรวจระบุว่าวัยรุ่นวัย 16 ปีถูกควบคุมตัวตลอดคืน และจะขอให้ศาลมีคำสั่งควบคุมตัวต่อ ส่วนวัยรุ่นวัย 17 ปีได้รับการปล่อยตัวให้อยู่ภายในบ้านระหว่างการสอบสวน

ตำรวจยังยึดรถเอทีวีชนิด Ranger ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ โดยระบุว่าวัยรุ่นทั้งสองขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ทั้งนี้ รถประเภทดังกล่าวเป็นรถที่กระทรวงกิจการนิคมของอิสราเอลจัดหาให้กับพื้นที่เกษตรกรรมในนิคมที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการในเวสต์แบงก์

ราบาห์เคยถูกผู้ตั้งถิ่นฐานยิงที่ขาเมื่อเดือนเมษายน 2025 ขณะเผชิญหน้ากับผู้ตั้งถิ่นฐานบนที่ดินของเขา และจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดตัดขา ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา มีภาพทหารอิสราเอลผลักเขาล้ม ยึดไม้ค้ำ และนำตัวขึ้นรถทหาร โดยราบาห์ระบุว่าเขาถูกควบคุมตัวหลายชั่วโมง ถูกมัดและปิดตา ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุในเวลานั้นว่าใช้กำลังในระดับ “สมเหตุสมผล” เนื่องจากราบาห์มีพฤติกรรมรุนแรงต่อรถรักษาความปลอดภัยของนิคมอาวิไกยิล

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความรุนแรงในเวสต์แบงก์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 87 คน จากเหตุโจมตีเกือบ 1,500 ครั้งที่เกี่ยวข้องกับผู้ตั้งถิ่นฐานและทหารอิสราเอล ขณะที่มีชาวอิสราเอล 3 คนเสียชีวิตจากการโจมตีโดยชาวปาเลสไตน์ในปีนี้

กลุ่มสิทธิมนุษยชนของอิสราเอลระบุว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นควบคู่กับการที่รัฐบาลอิสราเอลอนุมัตินิคมใหม่ และขยายพื้นที่ตั้งถิ่นฐานที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ แต่ยังคงปล่อยให้ดำเนินต่อไป

ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลระบุว่า กำลังติดตามผู้ต้องสงสัยก่อเหตุแทงชายชาวอิสราเอลวัย 24 ปีในพื้นที่อัล-เอาจา ทางตะวันออกของเวสต์แบงก์ โดยหน่วยฉุกเฉินระบุว่าผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและมีอาการปานกลาง

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนสถานการณ์ความรุนแรงที่ยังคงทวีความตึงเครียดในเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญทั้งความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานและปฏิบัติการด้านความมั่นคงของอิสราเอล ขณะที่ประเด็นการขยายตัวของนิคมชาวอิสราเอลยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความขัดแย้งในพื้นที่.

ที่มา The Times of Israel / ASSOCIATED PRESS

อินโดนีเซียรวบ 72 ผู้ต้องสงสัย จุดไฟป่า-เผาที่ดิน ต้นเหตุหมอกควันพิษกระทบ ปชช. 3 ล้าน

อินโดนีเซียรวบ 72 ผู้ต้องสงสัย จุดไฟป่า-เผาที่ดิน ต้นเหตุหมอกควันพิษกระทบ ปชช. 3 ล้าน

24 ส.ค. 2569 12:02 น.

อินโดนีเซียรวบ 72 ผู้ต้องสงสัย จุดไฟป่า-เผาที่ดิน ต้นเหตุหมอกควันพิษกระทบ ปชช. 3 ล้าน

ตำรวจอินโดนีเซียจับกุมผู้ต้องสงสัย 72 คน เชื่อมโยงเหตุไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่หลายสิบคดีในเกาะบอร์เนียวและสุมาตรา ขณะที่หมอกควันพิษปกคลุมหลายพื้นที่ของอินโดนีเซียและลอยข้ามไปยังมาเลเซีย ทางการเตือนประชาชนราว 3 ล้านคนได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 และเร่งดำเนินมาตรการควบคุมไฟอย่างเต็มกำลัง

ตำรวจอินโดนีเซียจับกุมผู้ต้องสงสัย 72 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจุดไฟเผาป่าและพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมในหลายพื้นที่ของประเทศ หลังไฟป่ารุนแรงในภาคกลางและตะวันตกทำให้เกิดหมอกควันพิษปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง และลอยข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซีย

โมฮัมหมัด อีร์ฮัมมี ผู้อำนวยการฝ่ายคดีอาชญากรรมพิเศษ สำนักงานสืบสวนอาชญากรรมแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยถูกดำเนินคดีจากการสอบสวนเหตุไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่รวม 89 คดี ใน 9 จังหวัดบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา โดยส่วนใหญ่ถูกกล่าวหาว่าจงใจเผาพื้นที่เพื่อเตรียมที่ดินสำหรับทำการเกษตรหรือปลูกพืชเศรษฐกิจในต้นทุนที่ต่ำลง

ตำรวจระบุว่า การสอบสวนยังไม่สิ้นสุด และกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อหาว่ามีบริษัทหรือกลุ่มทุนอยู่เบื้องหลังการเผาพื้นที่หรือไม่ โดยยืนยันว่าจะไม่ดำเนินคดีเฉพาะผู้ลงมือในพื้นที่ แต่จะติดตามไปถึงผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ ผู้สั่งการ และผู้สนับสนุนทางการเงิน หากพบหลักฐานเพียงพอ ผู้กระทำผิดอาจถูกปรับเป็นเงินจำนวนมากหรือจำคุกสูงสุด 15 ปี

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย เดินทางลงพื้นที่จังหวัดกาลีมันตันกลางเมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) หลังพบพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วราว 47,500 ไร่ พร้อมสั่งระดมทรัพยากรของรัฐบาล ทั้งเฮลิคอปเตอร์และเครื่องสูบน้ำ เพื่อควบคุมสถานการณ์ และยืนยันว่าจะดำเนินการกับบริษัทที่พบว่ามีส่วนทำให้เกิดไฟป่า

ทางการระบุว่า มีบริษัทอย่างน้อย 4 แห่งในจังหวัดกาลีมันตันตะวันตกอยู่ระหว่างการสอบสวนกรณีต้องสงสัยใช้ไฟในการเปิดพื้นที่ หากพบว่าจงใจจุดไฟ บริษัทเหล่านี้อาจถูกลงโทษ รวมถึงการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ

สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงขึ้นจากภาวะแห้งแล้งและอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าพรุ ซึ่งไฟอาจยังคุกรุ่นอยู่ใต้ผิวดินแม้ดูเหมือนดับแล้ว ทำให้ต้องอาศัยฝนในปริมาณเพียงพอเพื่อเพิ่มความชื้นในพื้นที่พรุและดับไฟอย่างสมบูรณ์

กระทรวงสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียตรวจพบจุดความร้อนมากกว่า 3,700 จุดบนเกาะบอร์เนียวเมื่อวันอาทิตย์ ขณะที่เกาะสุมาตราตอนใต้พบจุดความร้อนมากกว่า 1,700 จุด ส่งผลให้หมอกควันหนาทึบปกคลุมหลายพื้นที่ และบางจุดมีทัศนวิสัยลดลงเหลือเพียง 10 เมตร

รัฐบาลอินโดนีเซียยังดำเนินปฏิบัติการทำฝนเทียม พร้อมส่งเฮลิคอปเตอร์ 30 ลำขึ้นปฏิบัติภารกิจทิ้งน้ำและลาดตระเวนทางอากาศเหนือกาลีมันตัน และอีก 22 ลำปฏิบัติการในพื้นที่เกาะสุมาตรา

ขณะที่มาเลเซียได้รับผลกระทบจากหมอกควันอย่างหนัก โดยเฉพาะรัฐซาราวัก ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งบางพื้นที่มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก” ส่งผลให้ต้องปิดโรงเรียนเกือบ 600 แห่ง และกระทบนักเรียนประมาณ 200,000 คน

ด้านรัฐมนตรีสาธารณสุขอินโดนีเซีย บูดี กูนาดี ซาดีกิน ระบุว่า ประชาชนประมาณ 3 ล้านคนใน 37 เขตและเทศบาลได้รับผลกระทบโดยตรงจากหมอกควัน พร้อมแนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากและติดตามดัชนีคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ

เขาเตือนว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากควันไฟสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและแทรกซึมลึกถึงปอด เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคหอบหืดหรือมีปัญหาเกี่ยวกับปอดอยู่แล้ว

กระทรวงสาธารณสุขแนะนำว่า หากมีอาการหายใจลำบาก ไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก หรือระคายเคืองดวงตาอย่างรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์หรือเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

ด้านฮาบีบูร็อกมาน ประธานคณะกรรมาธิการที่ 3 ของสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย ซึ่งกำกับดูแลด้านกฎหมายและความมั่นคง สนับสนุนการดำเนินคดีของตำรวจ โดยเห็นว่าควรติดตามเส้นทางการเงินและดำเนินคดีกับบริษัทหรือผู้สนับสนุนที่ได้รับผลประโยชน์จากการเผาป่า ไม่ใช่จับกุมเฉพาะคนงานหรือผู้ลงมือในพื้นที่

เขาระบุว่า ตำรวจยังได้ดำเนินมาตรการป้องกันไฟป่าเชิงรุก เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำ 1,296 แห่ง และปิดกั้นคลอง 834 จุดในพื้นที่เสี่ยง เพื่อช่วยรักษาความชื้นและลดความรุนแรงของไฟป่า พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมาธิการจะติดตามและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด รวมถึงมาตรการป้องกันระยะยาวเพื่อปกป้องประชาชนและระบบนิเวศของประเทศ.

ที่มา Associated Press / ANTARA

นิวซีแลนด์เอาจริง ชงกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียล ฝ่าฝืนปรับหนัก 10% ของรายได้ทั่วโลก

นิวซีแลนด์เอาจริง ชงกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียล ฝ่าฝืนปรับหนัก 10% ของรายได้ทั่วโลก

24 ส.ค. 2569 11:42 น.

นิวซีแลนด์เอาจริง ชงกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียล ฝ่าฝืนปรับหนัก 10% ของรายได้ทั่วโลก

รัฐบาลนิวซีแลนด์เตรียมเดินหน้าสกัดภัยไซเบอร์ เสนอปรับกฎหมายขั้นเด็ดขาด ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย ตั้งบทลงโทษปรับแพลตฟอร์มยักษ์สูงถึง 10% ของรายได้ทั่วโลก หากปล่อยปละละเลย

คริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ แถลงชัดถึงการยื่นร่างกฎหมายเข้าสู่สภา เพื่อห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า นิวซีแลนด์ไม่สามารถนิ่งเฉยต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กยุคนี้ได้อีกต่อไป เนื่องจากโซเชียลมีเดียกำลังส่งผลเสียรอบด้าน ทั้งการสุ่มเสี่ยงต่อเนื้อหาอันตราย เทคโนโลยีที่เสพติดง่าย และแรงกดดันเกินวัย ซึ่งกระทบต่อสุขภาพจิต สุขภาพกาย การนอนหลับ การเรียน รวมถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างน่าห่วง

ร่างกฎหมายดังกล่าวเตรียมเสนอเข้าสู่อภิปรายในสภา โดยมุ่งบังคับให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ต้องรับผิดชอบด้วยการออกมาตรการยืนยันอายุผู้ใช้งานอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อมูลบัญชีเดิม การใช้เทคโนโลยีสแกนใบหน้า (Facial Recognition) หรือเอกสารยืนยันตัวตนดิจิทัล เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเยาวชนเข้าถึงแพลตฟอร์มก่อนวัยอันควร ซึ่งหากแพลตฟอร์มออนไลน์ใดปล่อยปละละเลยหรือไม่ปฏิบัติตาม จะต้องเผชิญโทษปรับมหาศาลสูงสุดถึง 10% ของรายได้รวมทั่วโลก (Global Revenue)

ที่มา : channelnewsasia

“Shein” ฟาสต์แฟชั่นจีน มูลค่าบริษัทเหลือไม่ถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เตรียม IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง

"Shein" ฟาสต์แฟชั่นจีน มูลค่าบริษัทเหลือไม่ถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เตรียม IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง

24 ส.ค. 2569 11:11 น.

“Shein” ฟาสต์แฟชั่นจีน มูลค่าบริษัทเหลือไม่ถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เตรียม IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง

“Shein” (ชีอิน) ยักษ์ใหญ่ฟาสต์แฟชั่นจีน เผยมีแผนระดมทุนสูงสุด 1.77 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหุ้นฮ่องกงอย่างเป็นทางการวันนี้ ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นวันที่ 1 กันยายนนี้  ขณะที่มูลค่าบริษัทลดลงเหลือเกือบ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลงราว 70% จากจุดสูงสุดเมื่อ 4 ปีก่อน ท่ามกลางยอดขายที่ชะลอตัว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ภาษีนำเข้า และแรงกดดันด้านกฎระเบียบ

“Shein” (ชีอิน) ผู้ค้าปลีกแฟชั่นออนไลน์แบบฟาสต์แฟชั่นจากจีนซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ เปิดเผยรายละเอียดการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยจะเสนอขายหุ้นเกือบ 280 ล้านหุ้น ในราคา 47.60-49.50 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น

หากกำหนดราคาที่ระดับสูงสุดของช่วงดังกล่าว Shein จะมีมูลค่าตลาดเกือบ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.4 แสนล้านบาท ลดลงราว 70% จากมูลค่าสูงสุดเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์ในรอบระดมทุนส่วนตัวเมื่อปี 2022 และต่ำกว่ามูลค่า 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2023 และเดือนเมษายน 2024 อย่างมาก

บริษัทจะประกาศราคาเสนอขายสุดท้ายในวันที่ 31 สิงหาคม และเริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกงวันที่ 1 กันยายน โดยการ IPO ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ โกลด์แมน แซคส์, มอร์แกน สแตนลีย์ และ เจพีมอร์แกน

การเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงเกิดขึ้นหลัง Shein ล้มเลิกความพยายามเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์กและลอนดอนตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการตรวจสอบด้านกฎระเบียบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานและแนวทางการดำเนินธุรกิจ

Shein ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2008 เป็นหนึ่งในบริษัทฟาสต์แฟชั่นรายใหญ่ที่สุดของโลก มีลูกค้าในกว่า 150 ประเทศ และเป็นที่รู้จักจากเสื้อผ้าราคาถูก เช่น เดรสประมาณ 5 ดอลลาร์ และกางเกงยีนส์ประมาณ 10 ดอลลาร์ โดยอาศัยเครือข่ายโรงงานจำนวนมากในจีนที่สามารถผลิตสินค้าใหม่ตามกระแสแฟชั่นได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของบริษัทเริ่มชะลอตัวลง โดย Shein คาดว่ารายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จะเติบโตในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสแรก ซึ่งขยายตัวเพียง 1.1% ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานคาดว่าจะลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสแรก

ในไตรมาสแรกของปีนี้ Shein ขาดทุนสุทธิ 99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกำไร 395 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการยกเลิกข้อยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าพัสดุขนาดเล็กของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้รายได้ของ Shein ในตลาดสหรัฐฯ ลดลง 14.3%

บริษัทระบุว่า สินค้าที่มีต้นทางจากจีนซึ่งจำหน่ายผ่าน Shein และจัดส่งไปยังสหรัฐฯ ต้องเผชิญภาษีในอัตราระหว่าง 10% ถึง 87.5% ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก และบริษัทอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในตลาดสหรัฐฯ เพื่อชดเชยต้นทุนบางส่วน

นอกจากภาษีและต้นทุนที่สูงขึ้น Shein ยังเผชิญแรงกดดันจากการตรวจสอบด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงการสอบสวนของคณะกรรมาธิการการค้าสหรัฐฯ หรือ FTC การสอบสวนภายใต้กฎหมายบริการดิจิทัลของสหภาพยุโรป และคดีด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในฝรั่งเศสและไอร์แลนด์

Shein ยังเผชิญข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งบริษัทปฏิเสธและยืนยันว่ามีนโยบาย “ไม่ยอมรับการใช้แรงงานบังคับโดยเด็ดขาด”

ด้านโครงสร้างการถือหุ้น หนังสือชี้ชวนระบุว่า หุ้นที่เสนอขายต่อประชาชนจะมีสิทธิออกเสียงเพียงหนึ่งในสิบของหุ้นที่ผู้ก่อตั้งถืออยู่ ส่งผลให้ผู้ร่วมก่อตั้ง 4 คน ได้แก่ สกาย หยางเทียน สวี, แม็กกี กู, มอลลี เหมียว และโทนี เหริน ยังคงควบคุมสิทธิออกเสียงประมาณ 90% ของบริษัท

Shein ระบุว่าจะนำเงินประมาณ 80% ที่ได้จากการ IPO ไปลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงขยายแบรนด์และการดำเนินงานในตลาดโลก ขณะที่บริษัทตกลงจ่ายเงินสดสูงสุดประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์ให้แก่นักลงทุนบางรายที่ถือหุ้นประเภทพิเศษจากการระดมทุนในช่วงก่อนหน้านี้

การ IPO ของ Shein ถือเป็นการเสนอขายหุ้นใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในฮ่องกงในปี 2026 และเป็นหนึ่งใน IPO ขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียในปีนี้ ขณะที่ข้อมูลของ LSEG ระบุว่า การเข้าจดทะเบียนใหม่ในตลาดหุ้นฮ่องกงระดมทุนรวมแล้วประมาณ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปี สูงกว่าสองเท่าของช่วงเดียวกันของปีก่อน

แม้ Shein จะมีลูกค้าที่ใช้งานอยู่ประมาณ 281 ล้านคน ณ สิ้นเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นกว่า 16% จากปีก่อน และมีคำสั่งซื้อรวมมากกว่า 1 พันล้านรายการ แต่การชะลอตัวของยอดขาย ต้นทุนการค้าที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอีคอมเมิร์ซทั่วโลก ทำให้นักลงทุนประเมินมูลค่าบริษัทต่ำกว่าระดับที่เคยได้รับอย่างมาก

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า มูลค่าที่ลดลงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังของนักลงทุน จากเดิมที่พร้อมจ่ายเพื่อการเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนักลงทุนให้ความสำคัญกับความสามารถของ Shein ในการรักษากำไร ท่ามกลางภาษีการค้า ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้นทั้งในสหรัฐฯ และจีน.

ที่มา BBC / Reuters

ทรัมป์แขวะแคนาดา อยากได้ผลประโยชน์เหมือน “รัฐที่ 51” หลังเจรจาการค้าล่ม

ทรัมป์แขวะแคนาดา อยากได้ผลประโยชน์เหมือน "รัฐที่ 51" หลังเจรจาการค้าล่ม

24 ส.ค. 2569 10:38 น.

ทรัมป์แขวะแคนาดา อยากได้ผลประโยชน์เหมือน “รัฐที่ 51” หลังเจรจาการค้าล่ม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาแคนาดาต้องการได้รับ “ผลประโยชน์จากการเป็นรัฐของสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเป็นรัฐ” หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศล้มเหลว ส่งผลให้สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาเพิ่ม 50% ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ประกาศตอบโต้แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” พร้อมระบุว่าทั้งสองประเทศกำลังเข้าสู่ “สงครามการค้า”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า แคนาดากำลังต้องการ “ผลประโยชน์ของการเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเป็นรัฐ” หลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาล้มเหลวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 ส.ค.)

ทรัมป์กล่าวผ่านสถานีฟ็อกซ์ นิวส์ว่า แคนาดา “โง่เขลา” ที่เลือกเปิดสงครามการค้ากับสหรัฐฯ และคิดว่าจะสามารถ “เอาชนะ” สหรัฐฯ ได้ พร้อมกล่าวหาว่าเกษตรกรอเมริกันถูกแคนาดาเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงมาเป็นเวลาหลายปี

การเจรจาที่ล้มเหลวส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาเพิ่มเติมในอัตรา 50% ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท เช่น ไวน์ ผลิตภัณฑ์นม ปูนซีเมนต์ เสื้อผ้า และอุปกรณ์ฮอกกี้ โดยมาตรการใหม่นี้มีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5% ของสินค้านำเข้าจากแคนาดาทั้งหมด และเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอยู่แล้วกับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และไม้แปรรูปจากแคนาดา

ด้านนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ระบุว่า ภาษีรอบใหม่ของสหรัฐฯ เป็น “การคำนวณผิดพลาด” และมีเป้าหมายเพื่อ “ทำร้ายและสร้างความแตกแยก” ในแคนาดา พร้อมประกาศว่าแคนาดาจะตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีในมูลค่าเทียบเท่ากัน หรือ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ครอบคลุมสินค้าหลายประเภท รวมถึงเหล็ก ผลิตภัณฑ์นม เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

คาร์นีย์กล่าวว่า “เมื่อถูกโจมตี นั่นคือสงคราม เราถูกโจมตี” พร้อมยืนยันว่าแคนาดาไม่สามารถยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขที่เข้มงวดและกระทบต่อความสามารถของแคนาดาในการทำข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่น

การเจรจารอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังทั้งสองฝ่ายมีความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในช่วงต้นสัปดาห์ แต่การเจรจากลับล้มเหลว หลังต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นผู้เปลี่ยนเงื่อนไขในนาทีสุดท้าย ฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหาแคนาดาว่ายื่นข้อเรียกร้องใหม่และถอยกลับจากข้อตกลงที่เคยเห็นชอบ ขณะที่แคนาดาปฏิเสธว่าไม่ได้ยื่นข้อเสนอใหม่ แต่เพียงชี้แจงรายละเอียดของข้อเสนอเดิม

เจ้าหน้าที่การค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีแผนกลับมาเปิดการเจรจาอีกครั้ง แม้สหรัฐฯ เคยเตรียมพร้อมที่จะลดภาษีบางรายการให้แคนาดา หากสามารถบรรลุข้อตกลงได้

ผู้นำทางการเมืองและระดับมณฑลของแคนาดาหลายคนออกมาสนับสนุนคาร์นีย์ รวมถึงผู้นำฝ่ายค้านและนายกรัฐมนตรีของรัฐต่าง ๆ โดยดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนทารีโอ กล่าวว่า ทรัมป์ “ไม่สามารถไว้วางใจได้” ขณะที่มุขมนตรีรัฐบริติชโคลัมเบียระบุว่า เงื่อนไขของสหรัฐฯ จะทำให้แคนาดามีสถานะทางเศรษฐกิจไม่ต่างจาก “รัฐที่ 51” ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวแคนาดาไม่สามารถยอมรับได้

ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ และแคนาดาใช้เวลามานานกว่าหนึ่งปีในการเจรจาด้านการค้า โดยมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศและเม็กซิโกอยู่ระหว่างการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ USMCA ซึ่งทรัมป์เป็นผู้ผลักดันให้ใช้แทนข้อตกลง NAFTA เดิมในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก

ข้อตกลง USMCA เป็นรากฐานของการค้าระหว่างแคนาดา สหรัฐฯ และเม็กซิโก มูลค่ารวมประมาณ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยคาร์นีย์ยอมรับว่า การล่มของการเจรจาครั้งล่าสุด “ไม่ใช่ข่าวดีอย่างแน่นอน” และยังไม่มีความชัดเจนว่าความขัดแย้งด้านภาษีครั้งนี้จะส่งผลต่ออนาคตของข้อตกลงการค้าเสรีในอเมริกาเหนืออย่างไร.

ที่มา BBC

อิหร่านประกาศข่าวใหญ่ พบแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่กว่า 2 แสนล้านลบ.ม. หลังสงครามกระทบภาคพลังงาน

อิหร่านประกาศข่าวใหญ่ พบแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่กว่า 2 แสนล้านลบ.ม. หลังสงครามกระทบภาคพลังงาน

24 ส.ค. 2569 10:27 น.

อิหร่านประกาศข่าวใหญ่ พบแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่กว่า 2 แสนล้านลบ.ม. หลังสงครามกระทบภาคพลังงาน

อิหร่านประกาศค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ในพื้นที่ทางใต้ของจังหวัดฟาร์ส คาดมีปริมาณก๊าซมากกว่า 200,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กระทบการผลิตพลังงานของประเทศ

โมห์เซน ปักเนจาด รัฐมนตรีน้ำมันของอิหร่าน เปิดเผยผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมว่า การค้นพบแหล่งก๊าซแห่งใหม่นี้อยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดฟาร์ส โดยคาดว่าจะสามารถนำก๊าซขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่า 160,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

รัฐมนตรีน้ำมันอิหร่านระบุว่า ก๊าซจากแหล่งดังกล่าวเป็น ก๊าซธรรมชาติหวาน (Sweet Gas) ซึ่งมีปริมาณก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า อยู่ในระดับต่ำ จึงช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานและพัฒนาแหล่งก๊าซ

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การเริ่มผลิตก๊าซจากแหล่งใหม่ดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี เนื่องจากยังต้องผ่านขั้นตอนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเตรียมการผลิต

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ภาคพลังงานของอิหร่านได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

การโจมตีมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านหลายแห่ง ทั้งโรงงานผลิตก๊าซ แหล่งเก็บน้ำมัน ตลอดจนเส้นทางขนส่ง ส่งผลกระทบต่อการผลิตและการดำเนินงานด้านพลังงานของประเทศ

การค้นพบแหล่งก๊าซครั้งใหม่นี้จึงถือเป็นข่าวสำคัญสำหรับอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ของโลก แม้จะยังไม่สามารถนำก๊าซจากแหล่งดังกล่าวมาเพิ่มกำลังการผลิตได้ในทันทีก็ตาม.

ที่มา : channelnewsasia

ไฟป่าสหรัฐฯลุกลามใกล้ชุมชนในเนวาดา สั่งอพยพกว่า 42,000 คน

ไฟป่าสหรัฐฯลุกลามใกล้ชุมชนในเนวาดา สั่งอพยพกว่า 42,000 คน

24 ส.ค. 2569 08:22 น.

ไฟป่าสหรัฐฯลุกลามใกล้ชุมชนในเนวาดา สั่งอพยพกว่า 42,000 คน

ไฟป่ารัฐเนวาดาของสหรัฐฯลุกลามอย่างรวดเร็ว เผาผลาญพื้นที่แล้วราว 53 ตารางกิโลเมตร ล่าสุดไฟลามเข้าใกล้พื้นที่ชุมชนจนมีบ้านเรือนบางส่วนถูกไฟไหม้ ส่งผลให้ต้องสั่งอพยพประชาชนมากกว่า 42,000 คน

เจ้าหน้าที่รัฐเนวาดายังคงจับตาไฟป่า Hawk Fire ในรัฐเนวาดาของสหรัฐฯ โดยระบุว่า ยังมีประชาชนอีกประมาณ 45,000 คนอยู่ในพื้นที่ประกาศเตือนภัยอพยพ โดยขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมเดินทางออกจากพื้นที่ทันที และเตรียมตัวที่จะต้องอยู่นอกบ้านเป็นเวลาหลายวัน เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยฉุกเฉินสามารถเข้าปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่

ดาริน บาลาม นายอำเภอวอโช เคาน์ตี ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินสำหรับการอพยพ ทั้งยา ของมีค่า และสิ่งของจำเป็นใส่กระเป๋าให้พร้อมสำหรับการเดินทาง

ด้านเชน อเคอร์สัน จากเขตป้องกันอัคคีภัย Truckee Meadows เปิดเผยว่า เหตุไฟป่าครั้งนี้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 3 คน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บอีก 3 คน

ล่าสุด สถานการณ์การควบคุมไฟป่ายังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากกระแสลมเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้ไฟลุกลามไปหลายทิศทางและทำให้การดับไฟมีความซับซ้อนมากขึ้น

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า มีสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งได้รับความเสียหายหรือถูกไฟไหม้ทำลายแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังประเมินจำนวนสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายอย่างละเอียด

ทางการยังคงเร่งควบคุม Hawk Fire พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากไฟป่ายังคงมีแนวโน้มลุกลามและเป็นภัยคุกคามต่อชุมชนในพื้นที่เมืองรีโนและบริเวณโดยรอบ.

ที่มา : REUTERS

หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษทำสำเร็จ ขี่สกู๊ตเตอร์แบบไม่ใช้ไฟฟ้าข้ามออสเตรเลีย 4,500 กม. ใน 31 วัน

หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษทำสำเร็จ ขี่สกู๊ตเตอร์แบบไม่ใช้ไฟฟ้าข้ามออสเตรเลีย 4,500 กม. ใน 31 วัน

24 ส.ค. 2569 08:03 น.

หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษทำสำเร็จ ขี่สกู๊ตเตอร์แบบไม่ใช้ไฟฟ้าข้ามออสเตรเลีย 4,500 กม. ใน 31 วัน

หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษวัย 57 ปี สร้างสถิติขี่สกู๊ตเตอร์แบบใช้แรงคน ข้ามออสเตรเลียจากเมืองเพิร์ทไปยังนครซิดนีย์ รวมระยะทางกว่า 4,500 กิโลเมตร ใช้เวลา 31 วัน 4 ชั่วโมง 10 นาที

บ็อบ บราวน์ จากเมืองซอลแทช แคว้นคอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ เริ่มต้นการเดินทางในเดือนกรกฎาคม ก่อนเดินทางถึงซิดนีย์และสิ้นสุดภารกิจเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเขาตั้งเป้าหมายทำลายสถิติโลกกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด 2 รายการ ได้แก่ การเป็นบุคคลที่ขี่สกู๊ตเตอร์แบบไม่ใช้ไฟฟ้าข้ามออสเตรเลียได้เร็วที่สุด และเป็นคนแรกที่เดินทางข้ามเส้นทางดังกล่าวด้วย 3 วิธี ได้แก่ วิ่ง ปั่นจักรยาน และขี่สกู๊ตเตอร์

บราวน์กล่าวว่า หลังจากใช้ชีวิตเต็มไปด้วยการผจญภัยมาตลอด เขาต้องการออกเดินทางครั้งใหญ่อีกครั้งในวัย 57 ปี ก่อนที่จะรู้สึกว่าอายุมากเกินไปสำหรับความท้าทายเช่นนี้

สำหรับบราวน์ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาข้ามออสเตรเลีย โดยในปี 2001 เขากลายเป็นชาวอังกฤษคนแรกที่วิ่งข้ามประเทศ ระยะทางประมาณ 3,000 ไมล์ หรือ 4,828 กิโลเมตร ภายในเวลา 60 วัน ก่อนกลับมาอีกครั้งในปี 2003 ด้วยการปั่นจักรยานข้ามเส้นทางเดิม ทำให้เขากลายเป็นบุคคลแรกที่ทั้งวิ่งและปั่นจักรยานข้ามออสเตรเลีย

ครั้งนี้ บราวน์ยังตั้งเป้าระดมเงิน 5,000 ปอนด์ หรือราว 2.2 แสนบาท เพื่อมอบให้กับองค์กรการกุศล 3 แห่ง ได้แก่ Macmillan Cancer Support, St Luke’s Hospice และ Children’s Hospice South West

นอกจากการระดมทุนแล้ว เขายังต้องการส่งสารถึงเยาวชนให้ลดเวลาการอยู่กับหน้าจอและอุปกรณ์ดิจิทัล พร้อมออกไปสัมผัสประสบการณ์และการผจญภัยในโลกจริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นตลอดทาง โดยบราวน์ได้รับบาดเจ็บระหว่างการเดินทาง วันที่ 5 ของภารกิจ กระจกมองข้างของเขาถูกยานพาหนะที่ขับผ่านเฉี่ยว ทำให้เขาเสียหลักไถลลงไปบริเวณไหล่ทาง แต่ได้รับบาดเจ็บไม่มากนัก

ขณะที่ในวันสุดท้าย ซึ่งเหลือระยะทางอีกเพียง 20 กิโลเมตรก่อนถึงจุดหมาย บราวน์ประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังแฮนด์สกู๊ตเตอร์หักขณะกำลังลงเนินสูงชัน ส่งผลให้เขาล้มอย่างรุนแรง

แม้ต้องเผชิญอุปสรรคและอุบัติเหตุระหว่างทาง แต่บราวน์ก็สามารถขี่สกู๊ตเตอร์ข้ามออสเตรเลียจากเพิร์ทถึงซิดนีย์ได้สำเร็จ โดยใช้เวลารวม 31 วัน 4 ชั่วโมง 10 นาที

ขณะนี้เขาได้ส่งเอกสารและหลักฐานการเดินทางให้กับกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดแล้ว และกำลังรอการตรวจสอบว่า ผลงานดังกล่าวจะได้รับการรับรองเป็นสถิติโลกอย่างเป็นทางการหรือไม่.

ที่มา : BBC

เซเลนสกีปฏิเสธจัดเลือกตั้งในช่วงสงคราม เสี่ยงสร้างความแตกแยกภายใน

เซเลนสกีปฏิเสธจัดเลือกตั้งในช่วงสงคราม เสี่ยงสร้างความแตกแยกภายใน

24 ส.ค. 2569 04:49 น.

เซเลนสกีปฏิเสธจัดเลือกตั้งในช่วงสงคราม เสี่ยงสร้างความแตกแยกภายใน

เซเลนสกีปฏิเสธเสียงเรียกร้องของอดีตรัฐมนตรีกลาโหม ที่ต้องการให้จัดการเลือกตั้งในภาวะสงคราม โดยระบุว่าการทำเช่นนั้นเสี่ยงสร้างความแตกแยกในประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ปฏิเสธเสียงเรียกร้องของนาย มีไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมที่ถูกเขาปลดออกจากตำแหน่ง ที่ต้องการให้จัดการเลือกตั้งท่ามกลางภาวะสงคราม โดยอ้างว่าเสี่ยงต่อการสร้างความแตกแยกภายในประเทศ

เซเลนสกีวิพากษ์วิจารณ์ข้อเรียกร้องของนายเฟโดรอฟอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นแนวคิดที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง เมื่อพิจารณาจากการที่รัสเซียดูเหมือนจะไม่ได้สนใจการหยุดยิงเลย และกำลังเร่งสะสมขีปนาวุธทิ้งตัวเพื่อใช้โจมตียูเครนในช่วงฤดูหนาว

“ผมเชื่อว่าหากเราต้องการทำลายประเทศ เราก็สามารถเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในช่วงเวลาสงครามเช่นนี้ได้” เซเลนสกีบอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์ แต่เพิ่งมีการเปิดเผยรายละเอียดในวันอาทิตย์

“ผมเชื่อว่าในช่วงสงครามเช่นนี้ การเลือกตั้งทั่วไปถือเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ การเลือกตั้งในตอนนี้เปรียบเสมือนสึนามิสำหรับประเทศ ซึ่งจะทำให้ยูเครนแตกแยก” เซเลนสกีกล่าว พร้อมเสริมว่าแผนการของเขาคือการยุติสงครามและรักษาให้ยูเครนยังคงเป็นรัฐอิสระเอาไว้

ทั้งนี้ การเลือกตั้งในยูเครนถูกระงับนับตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก หลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบเมื่อกุมภาพันธ์ 2565 โดยวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปีของเซเลนสกีสิ้นสุดไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 แล้ว แต่ชาวยูเครนแทบไม่มีความต้องการให้จัดการเลือกตั้งใหม่ท่ามกลางภาวะสงคราม จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้

สถานการณ์ในยูเครนเปลี่ยนไปเมื่อนายเฟโดรอฟ ผู้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวยูเครน ถูกเซเลนสกีสั่งปลดจากตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จากความขัดแย้งที่นายเฟโดรอฟมีกับพลเอก โอเลกซานเดอร์ ซีร์กี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

คำสั่งปลดดังกล่าวทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านการตัดสินใจของเซเลนสกี และถึงแม้ว่าพลเอกซีร์สกีจะพยายามยืนยันว่า เขาไม่ได้มีปัญหาอะไรกับนายเฟโดรอฟ สุดท้ายผู้นำยูเครนก็ตัดสินใจปลดเขาออกจากตำแหน่งตามไป โดยคาดว่าเป็นความพยายามเพื่อลดความไม่พอใจของสังคม

ความสัมพันธ์ระหว่างเซเลนสกีกับเฟโดรอฟตกต่ำถึงขีดสุดหลังโดนปลด และการเรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ของเขา ถือเป็นการท้าทายอำนาจของเซเลนสกีจากภายในประเทศอย่างเปิดเผยที่สุด นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกราน

เซเลนสกียืนยันว่า หากพันธมิตรของยูเครนสามารถกำหนด “เงื่อนไขเฉพาะ” ที่ทำให้การเลือกตั้งดำเนินไปได้อย่างปลอดภัย ชอบธรรม และเป็นประชาธิปไตยในยูเครน เขาก็พร้อมจะสนับสนุน

แต่เงื่อนไขเฉพาะที่ว่ารวมถึง “การให้ทหารของกองทัพในพื้นที่แนวหน้า และชาวยูเครนหลายล้านคนเดินทางไปต่างประเทศเพื่อหนีภัยสงคราม ต้องมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งด้วย” และการลงคะแนนจะต้องเกิดขึ้นอย่างปลอดภัย “โดยไม่มีการโจมตีและการยิงถล่ม” ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ณ ตอนนี้

เซเลนสกียืนยันอีกว่า นายเฟโดรอฟถูกปลดจากตำแหน่งเนื่องจากก้าวก่ายหน้าที่ โดยพยายามเข้าควบคุมภารกิจที่เป็นของกองทัพ อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีย้ำว่า “ผมเคยและยังคงมีความรู้สึกที่ดีอย่างมากต่อมีไคโล เราผ่านอะไรด้วยกันมามากมาย แต่ผมเชื่อว่าตัวเขาเองเดินไป หรือถูกผลักดัน ให้เข้าไปสู่สิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

ผู้นำยูเครนเปิดเผยด้วยว่า รัสเซียมีขีปนาวุธทิ้งตัวความเร็วสูงราว 600-630 ลูกอยู่ในคลังแสง และพวกเขากำลังพยายามเร่งผลิตเพิ่มให้ได้เดือนละกว่า 100 ลูกเพื่อเตรียมใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนในช่วงฤดูหนาว ในขณะที่ยูเครนขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian