ความร้อนเป็นเหตุ ฝรั่งเศสจมน้ำดับทะลุ 300 ศพ ขณะหาทางคลายร้อน

ความร้อนเป็นเหตุ ฝรั่งเศสจมน้ำดับทะลุ 300 ศพ ขณะหาทางคลายร้อน

24 ส.ค. 2569 03:47 น.

ความร้อนเป็นเหตุ ฝรั่งเศสจมน้ำดับทะลุ 300 ศพ ขณะหาทางคลายร้อน

รัฐมนตรีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำในประเทศ เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 300 ศพแล้ว โดยสาเหตุมาจากผู้คนลงเล่นน้ำตามแหล่งต่างๆ มากขึ้น เพื่อต่อสู้กับคลื่นความร้อนรุนแรง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 รัฐมนตรีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ประเทศของพวกเขามีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำแล้วถึง 301 ราย นับตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย.เป็นต้นมา พร้อมเชื่อมโยงว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้วนี้ มีสาเหตุมาจากสภาวะคลื่นความร้อนที่ยาวนาน

มารินา เฟอร์รารี รัฐมนตรีกระทรวงการกีฬาและเยาวชนบอกกับสถานีวิทยุ France Inter ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปี 2568 ถือเป็น “ความสูญเสียที่น่าสลดใจ”

ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ต่างเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงและยาวนาน ซึ่งส่งผลให้เกิดไฟป่าครั้งใหญ่เผาทำลายพื้นที่ป่าไปหลายพันเฮกตาร์

เฟอร์รารีระบุว่า ความร้อนทำให้ผู้คนยอมเสี่ยงอันตรายจากการลงเล่นน้ำ โดยเสริมว่า “อุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิตหลายครั้งเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในการเล่นน้ำ” นอกจากนั้น ยังมีรายงานการจมน้ำหลายครั้งเกิดขึ้นใน “แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ตามลำคลองต่างๆ” ด้วย

รัฐมนตรีกระทรวงการกีฬาฯ บอกอีกว่า รัฐบาลกำลังทำงานร่วมกับทางการท้องถิ่น “เพื่อปรับปรุงพื้นที่เล่นน้ำและเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น”

เธอเตือนด้วยว่า “เหตุจมน้ำหลายกรณี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เกิดขึ้นในสระว่ายน้ำส่วนตัว และการลงเล่นน้ำเย็นอย่างฉับพลันในวันที่อากาศร้อนจัด อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะช็อก และในบางกรณี “ผู้คนอาจประเมินและใช้ขีดความสามารถทางร่างกายเกินขีดจำกัด”

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังดันให้อุณหภูมิทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปยุโรป โดยตามข้อมูลจากสำนักงานบริการข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “โคเปอร์นิคัส” (Copernicus) ยุโรปเป็นทวีปที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุด โดยร้อนขึ้นเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก

ช่วงคลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “กอลเฟช” (Golfech)ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสต้องหยุดทำการชั่วคราว เนื่องจากอุณหภูมิน้ำในแม่น้ำกาโรน (Garonne) พุ่งสูงเกิน 28 องศาเซลเซียส ซึ่งตามกฎหมายของฝรั่งเศส น้ำที่ใช้หล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ต้องมีอุณหภูมิไม่เกิน 28 องศาฯ

นอกจากนี้ สถานที่สำคัญบางแห่ง เช่น หอไอเฟล ก็ตัดสินใจปิดให้บริการเร็วกว่าปกติ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงมากในกรุงปารีส

สภาพอากาศที่แห้งแล้งยังส่งผลให้ไฟป่าแพร่กระจายไปทั่วฝรั่งเศส โดยจังหวัดฌีรงด์ (Gironde) รอบเมืองบอร์โด ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 200,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองภูเขาขยะในกินี ถล่มทับบ้านเรือนใกล้เคียง ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บอื้อ

กองภูเขาขยะในกินี ถล่มทับบ้านเรือนใกล้เคียง ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บอื้อ

24 ส.ค. 2569 02:52 น.

กองภูเขาขยะในกินี ถล่มทับบ้านเรือนใกล้เคียง ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บอื้อ

กองภูเขาขยะในเมืองหลวงของประเทศกินี ถล่มทับบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ใกล้ๆ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ขณะเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุภูเขาขยะขนาดใหญ่พังถล่มทับบ้านเรือนประชาชนบริเวณใกล้เคียง ในเขตดาร์เอสซาลาม (Dar-es-Salam) ของกรุงโกนากรี เมืองหลวงของประเทศกินี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 22 ราย ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 6 ราย

แถลงการณ์จากรัฐบาลกินีระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดมกำลังและทรัพยากรจำนวนมาก รวมถึง กองทัพ เพื่อเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต หลังจากกองขยะพังถล่มลงมาเมื่อเวลาประมาณ 02:00 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากฝนตกหนักตลอดทั้งคืน

หญิงชาวบ้านรายหนึ่งเปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า ลูกๆ ทั้ง 5 คนของเธอเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ขณะเดียวกันหลายฝ่ายกังวลว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก

ด้านนายกรัฐมนตรี มามาดี อูรี บาห์ แห่งประเทศกินี ลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อประเมินสถานการณ์และกำกับการปฏิบัติงานค้นหาด้วยตนเอง

ก่อนหน้านี้ ลานซีเน ซิลลา ผู้นำชุมชนท้องถิ่น เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP โดยแสดงความกังวลว่าอาจมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และระบุว่า “เราได้นำร่างผู้เสียชีวิตออกมาแล้ว 18 ราย เพื่อส่งไปยังห้องเก็บศพ”

ทั้งนี้ พื้นที่ทิ้งขยะดังกล่าวเคยเกิดเหตุถล่มมาแล้วเมื่อ 2560 ซึ่งในครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดีอาร์คองโก-กบฏ M23 ตกลงโร้ดแมปไปสู่การเจรจาสันติภาพแล้ว

ดีอาร์คองโก-กบฏ M23 ตกลงโร้ดแมปไปสู่การเจรจาสันติภาพแล้ว

24 ส.ค. 2569 02:05 น.

ดีอาร์คองโก-กบฏ M23 ตกลงโร้ดแมปไปสู่การเจรจาสันติภาพแล้ว

ดีอาร์คองโกบรรลุข้อตกลงโร้ดแมปกับกลุ่มกบฏ M23 ที่สู้รบกันมานานหลายสิบปีแล้ว เพื่อนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ ตามข้อตกลงที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางซึ่งลงนามกันเมื่อปีก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) และกลุ่มกบฏ M23 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรวันดา บรรลุข้อตกลงโร้ดแมปเพื่อนำไปสู่การเจรจาสันติภาพร่วมกันแล้ว หลังจากขัดแย้งมานานหลายสิบปี

แถลงการณ์ร่วมหลังจากการเจรจาเป็นเวลา 5 วันในสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นที่จะ “ดำเนินการเจรจาเพื่อนำไปสู่สันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้งอย่างครอบคลุม” พร้อมทั้งจัดตั้งกลไกขึ้นมาเพื่อติดตามตรวจสอบการหยุดยิง

ข้อตกลงโร้ดแมปดังกล่าวกำหนดกรอบเวลาสำหรับการเจรจาภายใต้ข้อตกลงสันติภาพที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง ซึ่งลงนามไปเมื่อปี 2568 แต่หลังจากนั้นกลับเกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ทางตะวันออกของดีอาร์คองโก

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการทำข้อตกลงโร้ดแมปและข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความคิดเห็นไม่ตรงกันในหลายประเด็น รวมถึงเรื่องมาตรการคว่ำบาตรต่อกลุ่ม M23, การปล่อยตัวสมาชิกที่ถูกควบคุมตัว และกรอบเวลาในการปฏิรูปทางการเมือง

อนึ่ง การเจรจาครั้งล่าสุดนี้มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย กลุ่ม M23, รัฐบาลดีอาร์คองโก, กาตาร์, สหรัฐอเมริกา, สาธารณรัฐโตโก, คณะกรรมาธิการสหภาพแอฟริกา และสวิตเซอร์แลนด์ในฐานะประเทศเจ้าภาพ

“คู่ขัดแย้งตกลงที่จะจัดตั้งกลไกทำหน้าที่ทบทวนความก้าวหน้าและแก้ไขปัญหาความท้าทายในการปฏิบัติตามพันธกรณีและคำมั่นสัญญาภายใต้ข้อตกลงกรอบการทำงานโดฮา (Doha Framework Agreement)” แถลงการณ์ระบุ โดยอ้างถึงข้อตกลงในปี 2025

แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันกำหนด “ขั้นตอนและกรอบเวลาที่ต่อเนื่องกัน” พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะใช้ “ความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์” ในการทำงาน

นอกจากนั้น พวกเขายังเห็นชอบร่วมกันที่จะใช้กลไกติดตามการละเมิดการหยุดยิง โดยได้มีการจัดตั้งสำนักเลขาธิการขึ้นแล้ว และภารกิจตรวจสอบครั้งแรกมีกำหนดจะเกิดขึ้นในวันจันทร์นี้ ที่เขตมิเนมบเว (Minembwe) ในจังหวัดคิวูใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบอย่างหนัก

ทั้งนี้ ความขัดแย้งกับกลุ่ม M23 มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความตึงเครียดระหว่างดีอาร์คองโกและประเทศเพื่อนบ้านอย่างรวันดา ซึ่งกล่าวหาดีอาร์คองโกว่า ล้มเหลวในการกวาดล้างกลุ่มกองกำลังประชาธิปไตยเพื่อการปลดปล่อยรวันดา (FDLR) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่รวันดามองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง

ดีอาร์คองโกปฏิเสธว่าไม่ได้สนับสนุนกลุ่ม FDLR และกล่าวหารวันดาว่าให้การสนับสนุนกลุ่ม M23 ทั้งด้านกำลังทหารและอุตสาหกรรมอาวุธ อย่างไรก็ดี รวันดาปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้สนับสนุนกลุ่ม M23 แม้จะมีหลักฐานแน่นหนา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีอ้าง ปีนี้รัสเซียเสียทหาร 1.5 แสนนาย จ่อเกณฑ์เพิ่มอีก 3 แสนคน

เซเลนสกีอ้าง ปีนี้รัสเซียเสียทหาร 1.5 แสนนาย จ่อเกณฑ์เพิ่มอีก 3 แสนคน

24 ส.ค. 2569 00:01 น.

เซเลนสกีอ้าง ปีนี้รัสเซียเสียทหาร 1.5 แสนนาย จ่อเกณฑ์เพิ่มอีก 3 แสนคน

ผู้นำยูเครนอ้างว่า ในปีนี้ รัสเซียเสียทหารจากสงครามไปแล้วกว่า 1.5 แสนนาย แต่มอสโกกำลังวางแผนเกณฑ์ทหารเพิ่มอีก 3 แสนนายหลังการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนหน้า

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ออกมาเปิดเผยและเตือนถึงสถานการณ์ทางทหารและทิศทางสงครามกับรัสเซีย ท่ามกลางการโจมตีตอบโต้กันอย่างดุเดือดระหว่างทั้งสองฝ่าย ขณะที่ยูเครนขาดแคลนขีปนาวุธสำหรับสกัดกั้นอย่างหนัก

เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียมีแผนเกณฑ์ทหารเพิ่มอีกอย่างน้อย 300,000 นาย หลังการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนหน้า เพื่อพยายามยึดพื้นที่ภูมิภาคดอนบาส ซึ่งประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์กับแคว้นลูฮานสก์ ทางตะวันออกของยูเครนให้ได้ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ โดยจะเน้นเกณฑ์ทหารใหม่จากเมืองรอบนอกมากกว่าเมืองใหญ่

ยูเครนประเมินด้วยว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา รัสเซียสูญเสียกำลังพลไปแล้วกว่า 267,000 นาย ในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตราว 155,000 นาย และเซเลนสกีมั่นใจว่ากองทัพยูเครนจะสามารถทำลายกำลังพลใหม่ 300,000 นายนี้ได้เช่นกัน

ในส่วนของแนวรบ ปัจจุบันยูเครนยังคงตั้งรับและคุมพื้นที่ราว 20% ของแคว้นโดเนตสก์เอาไว้ รวมถึงเมืองยุทธศาสตร์สำคัญอย่างสลาเวียนสก์และครามาตอร์สก์ นอกจากนี้ยังจับตาการสั่งสมยุทโธปกรณ์ตามแนวชายแดนทางตอนเหนือ บริเวณแคว้นคาร์คิฟกับแคว้นซูมี

เซเลนสกีเปิดเผยอีกว่า ยูเครนได้รับขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันทางอากาศ “แพทริออต” (Patriot) จากสหรัฐฯ ลดลงอย่างน่าใจหาย โดยลดลงจาก 675 ลูกในปี 2566 เหลือคาดการณ์เพียง 264 ลูกในปีนี้ โดยแพทริออตเป็นระบบป้องกันเดียวที่ยูเครนมีที่สามารถยิงขีปนาวุธทิ้งตัวของรัสเซียได้

ผู้นำยูเครนระบุว่า หากสหรัฐฯ ยอมแบ่งขีปนาวุธแพทริออตในคลังสำรองเพียง 10% ให้ ยูเครนก็พร้อมที่จะจ่ายเงินซื้อ เพราะมันจะสามารถช่วยชีวิตประชาชนและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้อย่างมาก

ทั้งนี้ ตลอดช่วง 4 ปีของสงคราม ยูเครนพยายามพัฒนาโดรนระยะไกลและขีปนาวุธร่อนของตัวเอง เพื่อใช้ทำลายจุดปล่อยขีปนาวุธรวมถึงโรงงานผลิตยุทโธปกรณ์ภายในรัสเซีย

นอกจากนั้น ยูเครนยังพยายามขอใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม Starlink ที่ลอยอยู่เหนือรัสเซีย แต่ อีลอน มัสก์ แสดงความกังวลว่าอาจเป็นการยกระดับความขัดแย้ง และต้องการให้สงครามยุติโดยเร็วมากกว่า

เซเลนสกีมองว่า กรอบเวลาในการเจรจายุติสงครามจะมีไปจนถึงช่วงสิ้นสุดฤดูร้อนปีหน้า ก่อนที่การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้น โดยผู้แทนสหรัฐฯ ทั้ง สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเรด คุชเนอร์ กำลังพยายามสรุปทางเลือกที่เป็นไปได้จริงลงในเอกสารสรุป 1 หน้า เพื่อใช้หารือร่วมกันทุกฝ่าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านลั่น จะตอบโต้ประเทศที่ช่วยสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจเตหะราน

อิหร่านลั่น จะตอบโต้ประเทศที่ช่วยสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจเตหะราน

23 ส.ค. 2569 22:37 น.

อิหร่านลั่น จะตอบโต้ประเทศที่ช่วยสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจเตหะราน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ออกโรงขู่ประเทศต่างๆ ว่า อย่าร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการคว่ำบาตรเศรษฐกิจของอิหร่าน มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญการตอบโต้ที่เขาอ้างว่า จะรุนแรงระดับ “แผ่นดินไหว”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านออกมาขู่ว่า พวกเขาจะตอบโต้ประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาในการทำ “สงครามเศรษฐกิจ” กับอิหร่าน ในขณะที่อียิปต์เรียกร้องให้เตหะรานและวอชิงตัน “กลับสู่เส้นทางทางการทูต” และยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมานานเกือบ 6 เดือนแล้ว

คำเตือนจากนายเรซาอีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 ส.ค. 2569) มีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ มีแผนจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ในวันจันทร์นี้ (24 ส.ค.) ซึ่งอาจสร้างความกดดันให้แก่เศรษฐกิจของเตหะรานหนักยิ่งขึ้น

ตามรายงานของ สถานีโทรทัศน์ IRIB ของอิหร่าน นายเรซาอีกล่าวว่า อิหร่านกำลังเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ไม่เข้าร่วมใน “สงครามเศรษฐกิจ” ของสหรัฐฯ

“ประเทศใดก็ตามที่มีส่วนร่วมในการบังคับใช้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจต่อเรา จะถือว่าเป็นศัตรู” เขากล่าว พร้อมเตือนถึงการตอบโต้ที่จะส่งผลสะเทือนระดับ “แผ่นดินไหว” ด้วย

“แน่นอนว่า ขั้นแรกเราจะเจรจากับพวกเขาก่อน เราจะพูดคุยและบอกให้ถอยออกมาและรักษาระยะห่างจากสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าพวกเขายังไม่ทำ เราจะโจมตี โดยจะมุ่งเป้าหมายไปที่ผลประโยชน์ของประเทศนั้นๆ”

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า รัฐบาลของเขาจะดำเนินปฏิบัติการบดขยี้เศรษฐกิจของอิหร่านอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งยังรับปากว่าจะทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง ต่อประเทศใดก็ตามที่มอบความช่วยเหลือ “ทุกรูปแบบ” แก่อิหร่าน

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ย้ำคำขู่ดังกล่าวในวันถัดมา โดยส่งข้อความถึงชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ว่า “คุณจะอยู่ข้างเรา หรืออยู่ฝั่งตรงข้ามกับเรา” พร้อมทั้งเรียกร้องความร่วมมือจากจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันของอิหร่านประเภทขนส่งทางเรือมากกว่า 80%

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่แน่นอน โดยโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ช่องแคบเปิดแล้ว แต่อิหร่านซึ่งปิดเส้นทางน้ำสายนี้มาตลอดนับตั้งแต่สงครามเริ่ม ยืนยันว่า จะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสหรัฐฯ จะทำตามข้อเรียกร้องของพวกเขา ในขณะที่การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่มีความคืบหน้ามาหลายเดือนแล้ว

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของอียิปต์ได้ประกาศว่า บาดร์ อับเดลัตตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ และอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้หารือกันทางโทรศัพท์ เพื่อทบทวนภาพรวมสถานการณ์ในภูมิภาค รวมถึงความพยายามที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อ “สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลดความตึงเครียด”

ทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับการ “กลับสู่เส้นทางทางการทูต ไม่ว่าจะเป็นกรอบการเจรจาระหว่างโอมานกับอิหร่าน หรือการฟื้นฟูการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุข้อตกลงที่ครอบคลุมและยั่งยืน เพื่อยุติสงคราม, สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ญี่ปุ่นระทึกอีก แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าฮอกไกโด ไม่มีเตือนสึนามิ

ญี่ปุ่นระทึกอีก แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าฮอกไกโด ไม่มีเตือนสึนามิ

23 ส.ค. 2569 21:35 น.

ญี่ปุ่นระทึกอีก แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าฮอกไกโด ไม่มีเตือนสึนามิ

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 ใกล้จังหวัดฮอกไกโดของญี่ปุ่น เมื่อคืนวันอาทิตย์ หลังจากเพิ่งเกิดแผ่นดินไหว 5.9 ในภูมิภาคคันโต จนมีผู้บาดเจ็บหลายสิบรายเมื่อช่วงเช้ามืดวันเดียวกัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง โดยวัดขนาดเบื้องต้นได้ที่ 6.0 เมื่อเวลาประมาณ 22:45 น. ของวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่งเมืองอุราคาวะ ของจังหวัดฮอกไกโด ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ที่ความลึก 40 กิโลเมตร

ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา เจ้าหน้าที่วัดแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้ที่ระดับ 4 ตามมาตรารับรู้แรงสั่นสะเทือนของญี่ปุ่น (ซึ่งมีระดับ 0 ถึง 7) ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดของฮอกไกโด อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิ

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเพิ่งเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ในภูมิภาคคันโต ตอนกลางของประเทศ เมื่อเวลา 02.00 น. วันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยจุดศูนย์กลางอยู่ทางใต้ของจังหวัดอิบารากิ สร้างแรงสั่นสะเทือนระดับ 5- ในจังหวัดอิบารากิ, ไซตามะ, ชิบะ และกรุงโตเกียว

แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว 5.9 ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 37 ราย และส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินจากแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : xinhua

เช็กกำลัง แกนนำรุ่นใหม่ “บีอาร์เอ็น” โหมไฟใต้ 51 จุด เบื้องลึกยุทธวิธี รัฐไทยตามไม่ทัน

เช็กกำลัง แกนนำรุ่นใหม่ “บีอาร์เอ็น” โหมไฟใต้ 51 จุด เบื้องลึกยุทธวิธี รัฐไทยตามไม่ทัน

23 ส.ค. 2569 19:11 น.

เช็กกำลัง แกนนำรุ่นใหม่ “บีอาร์เอ็น” โหมไฟใต้ 51 จุด เบื้องลึกยุทธวิธี รัฐไทยตามไม่ทัน

เช็กกำลัง แกนนำรุ่นใหม่ “บีอาร์เอ็น” โหมไฟใต้ 51 จุด เบื้องลึกยุทธวิธี รัฐไทยตามไม่ทัน แหล่งข่าวความมั่นคง วิเคราะห์สัญญาณเตือนเปิดตัว แกนนำรุ่นใหม่ ผ่านปฏิบัติการแรก ถอดรหัสยุทธวิธีเลือกเจาะเป้าหมาย ชี้ทบทวนนโยบายลดกำลังพลไม่ให้เกิดช่องโหว่อนาคต

         เมื่อคืน 22 ส.ค.69 พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัดนราธิวาส จำนวน 22 เหตุการณ์ จังหวัดปัตตานี จำนวน 11 เหตุการณ์ และจังหวัดยะลา จำนวน 18 เหตุการณ์ จนเจ้าหน้าที่ได้ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด โดยในเหตุการณ์มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีเหตุการณ์ผู้เสียชีวิต 

  ก่อนหน้านี้ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ลงพื้นที่ไปยังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้พูดคุยกับอดีตแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ก่อเหตุในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีการยืนยันชัดเจนว่า ด้วยตัวแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นชุดใหม่ จะเริ่มมีการก่อเหตุความไม่สงบที่รุนแรง และเป้าประสงค์เพื่อต้องการแบ่งแยกดินแดนที่ต่างจากเดิม ซึ่งเหตุการณ์ที่มีการก่อเหตุล่าสุด 51 จุด แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ วิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการก่อกวนทั่วไป แต่เป็น “ยุทธการเปิดตัวแกนนำชุดใหม่”ที่เข้ามาคุมโครงสร้างการต่อสู้ในปัจจุบัน

บีอาร์เอ็น รุ่นใหม่ สัญญาณเตือน การเปิดตัว แกนนำรุ่นใหม่ ผ่านปฏิบัติการแรก

แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ มองว่า ครั้งนี้ถือเป็นคำสั่งแรกของคณะแกนนำบีอาร์เอ็นชุดใหม่ เหตุการณ์ป่วนเมืองพร้อมกัน ถือเป็นคำสั่งปฏิบัติการแรก เพื่อประกาศตัวตนอย่างเป็นทางการของแกนนำชุดใหม่


              ภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ปี 2547ลักษณะการก่อเหตุถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์เปิดตัวครั้งใหญ่ในอดีต เช่น การเผาโรงเรียนพร้อมกัน 37 แห่ง ซึ่งเป็นการใช้ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์เพื่อประกาศการเข้ามารับช่วงต่ออย่างเต็มตัว


              บีอาร์เอ็น การเปลี่ยนผ่านสู่ คนรุ่นใหม่ แกนนำและผู้ปฏิบัติการในปัจจุบันไม่ใช่กลุ่มคนรุ่นเก่าที่มีอายุมากหรือเจ็บป่วยตามวัยอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ช่วงอายุประมาณ 18–24 ปี ซึ่งมีความกล้า มีความคึกคะนอง และพร้อมลงมือทำตามเป้าหมาย


ถอดรหัสยุทธวิธี บีอาร์เอ็น ทำไมต้องมากกว่า 51 จุด และเลือกเจาะเป้าหมายอย่างไร

             แหล่งข่าวประเมินว่า เป็นการโชว์ศักยภาพว่า ทำได้ทุกอย่าง การลงมือพร้อมกันในหลายจุด เช่น เผาเสาไฟฟ้า, ระเบิดทางรถไฟ, บุกร้านสะดวกซื้อ , เผา อบต., และเผายางบนถนน มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของรัฐได้ทุกรูปแบบ


              บีอาร์เอ็น การเปลี่ยนผ่านเป้าหมาย  ข้อสังเกตสำคัญในปฏิบัติการรอบนี้คือ ไม่มีการโจมตี พระ วัด และโรงเรียน ซึ่งแตกต่างจากในอดีต และเป็นประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงต้องนำไปวิเคราะห์ต่อถึงทิศทางยุทธศาสตร์ใหม่ของกลุ่ม


              การก่อเหตุความไม่สงบยุทธวิธีเน้น ประชาสัมพันธ์ มากกว่าเอาชีวิต เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ซึ่งสะท้อนว่าเป้าหมายหลักไม่ใช่การสังหารบุคคล แต่เป็นการ ก่อกวนและประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งสัญญาณว่าพวกเขายังคงขับเคลื่อนการต่อสู้และไม่ต้องการให้สถานการณ์ยุติหรือยอมรับกระบวนการของรัฐ


ช่องโหว่ฝ่ายความมั่นคงและความท้าทายของรัฐบาล

ประเด็นวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและทัศนคติจากพื้นที่
งานข่าวกรองฝ่ายรัฐยังคง “ตามไม่ทัน” การเปลี่ยนผ่านของกลุ่มก่อความไม่สงบ แม้โครงสร้างองค์กรหลักจะเหมือนเดิม แต่ตัวบุคคลผู้ปฏิบัติงานได้เปลี่ยนเป็นคนรุ่นใหม่ทั้งหมดแล้ว
นโยบายการลดกำลังการปรับลดกำลังทหาร แล้วส่งมอบพื้นที่ให้กองกำลังอาสาสมัคร (อส.) หรือการเตรียมยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน/พ.ร.บ.ความมั่นคง ถูกตั้งคำถามว่าเหมาะสมกับสถานการณ์จริงหรือไม่
ช่องว่างการรักษาความปลอดภัยปฏิบัติการกะทันหันสะท้อนว่า หากฝ่ายรัฐถอนกำลังหรือลดการคุ้มกัน ณ จุดใด กลุ่มผู้ก่อเหตุพร้อมจะเข้าสวมรอยและก่อเหตุในจุดนั้นทันที

การส่งสัญญาณผ่านเหตุการณ์กว่า 51 จุดครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่ากระบวนการพูดคุยหรือแนวคิดการยึดคืนความสงบของภาครัฐยังคงสวนทางกับความเป็นจริงในพื้นที่ ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบภายใต้การนำของ “แกนนำรุ่นใหม่”ยังคงต้องการเดินหน้าสร้างความขัดแย้งต่อไป สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำคือการปรับปรุงงานข่าวกรองให้เท่าทันเด็กและวัยรุ่นรุ่นใหม่ พร้อมทบทวนนโยบายการลดกำลังพลเพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ทางยุทธการในอนาคต

นาโนเทค – DTAM นำ ‘นาโนเทคโนโลยี’ ยกระดับสมุนไพรไทย สู่ยาแผนไทยมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

24 สิงหาคม 2569 เวลา 20:10 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับสมุนไพรและตำรับยาไทยสู่มาตรฐานระดับสากล พร้อมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ ผสานองค์ความรู้และภูมิปัญญาไทยเข้ากับนวัตกรรมนาโน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพสารสกัดสมุนไพร เร่งเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตของเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สมุนไพรไทย” และ “ตำรับยาแผนไทย” เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน และเป็นต้นทุนที่ได้เปรียบของไทย ทั้งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและด้านทรัพยากรที่มีมูลค่าของประเทศ ขณะที่ความท้าทายสำคัญในการผลักดันเข้าสู่ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ คือการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์และผู้บริโภค ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัย ความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกับ สวทช. โดยนาโนเทค จึงเป็นการผสานจุดแข็งด้านองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย ความเชี่ยวชาญเชิงนโยบายและระบบบริการสุขภาพ เข้ากับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเชิงลึก เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้และสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ให้กับสมุนไพรและตำรับยาแผนไทย

“ที่ผ่านมา นาโนเทค สวทช. มุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์องค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีในการพัฒนาเทคโนโลยีการสกัด การกักเก็บและการนำส่งสารสำคัญ เพื่อเพิ่มความคงตัวและประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์จากสมุนไพร รวมไปถึงการประเมินฤทธิ์และกลไกการออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และการทดสอบด้านความปลอดภัย สอดคล้องกับ 1 ใน 4 Strategic Focus ด้าน Herbal Health & Wellness ที่เน้นการพัฒนางานวิจัยให้เป็นนวัตกรรมพร้อมถ่ายทอด ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เทคโนโลยี และกระบวนการผลิต ไปจนถึงองค์ความรู้ที่พร้อมนำไปต่อยอดในระดับอุตสาหกรรมได้ทันที ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นาโนเทคจะนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาต่อยอดตำรับยาแผนไทยที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับคุณภาพของตำรับยาให้มีมาตรฐาน มีผลการทดสอบเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” ดร.ภญ.อุรชา กล่าว

ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เผยว่า ความร่วมมือดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการคัดเลือกสมุนไพรและตำรับยาที่มีศักยภาพ นำมาศึกษาวิจัยเพื่อยืนยันผลลัพธ์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดของสารสกัดสมุนไพร เช่น การเพิ่มความคงตัว การละลาย และการดูดซึม ตลอดจนพัฒนาระบบนำส่งสารออกฤทธิ์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีผลการรักษาที่ชัดเจน พร้อมนำไปใช้งานจริงในสถานพยาบาล

“ความร่วมมือในครั้งนี้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพและส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้เป็น Soft Power ทางเศรษฐกิจ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้จะช่วยพิสูจน์และยืนยันประสิทธิผลของยาแผนไทยด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ให้บริการสุขภาพและผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ” ดร.นพ.พงศธร กล่าวเสริม

ด้าน ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ นักวิจัยอาวุโส นาโนเทค สวทช. และผู้อำนวยการแผนงานด้าน Herbal Health & Wellness กล่าวว่า แผนงานสารสกัดสมุนไพรเพื่อสุขภาพและสุขภาวะ (Herbal Health & Wellness) ของนาโนเทค สวทช. มุ่งใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเร่งสร้างนวัตกรรมยาตามตำรับยาแผนไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อสุขภาพคนและสัตว์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการวิจัยและพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

“ภายใต้ความร่วมมือระหว่างนาโนเทค สวทช. และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะมุ่งเน้นการต่อยอดตำรับยาแผนไทยดั้งเดิม ด้วยการนำนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทย เข้าไปเสริมประสิทธิภาพให้กับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในกลุ่มที่มีศักยภาพ ได้แก่ 1) กลุ่มที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับ 2) กลุ่มบรรเทาอาการภูมิแพ้ และ 3) กลุ่มบรรเทาอาการปวด เพื่อยกระดับองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพที่ตอบโจทย์และสามารถผลักดันไปสู่ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันคัดเลือกสมุนไพรหรือตำรับเป้าหมายที่มีศักยภาพ และดำเนินการวิจัยเพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ครอบคลุมสารสำคัญ ฤทธิ์ทางชีวภาพ ความปลอดภัย ไปจนถึงประสิทธิผลของสูตรตำรับ” ดร.อุดม กล่าว

ความร่วมมือระหว่างสวทช. โดยนาโนเทค และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมระดับสากล ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสทางการตลาดเท่านั้น แต่ยังช่วยขยายผลสู่ระบบสาธารณสุขไทย พร้อมทั้งพัฒนากำลังคนด้านการวิจัยและสุขภาพของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

DTAMนาโนเทคนาโนเทคโนโลยียาแผนไทยสมุนไพรไทย

สจล.พลิกมหา’ลัยสู่แหล่งบ่มเพาะกลุ่มทาเลนท์ เปิดแผนสร้าง ‘นวัตกร –นวัตกรรม’ ป้อนอุตฯอนาคต

24 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พลิกบทบาทมหาวิทยาลัยสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังคนและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อปั้นนัก นวัตกรและกำลังคนรองรับ AI, Semiconductor, Data Center, Space Tech, SMR และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมโชว์ศักยภาพอันดับ 1 ของประเทศด้านการวิจัย และครองมหาวิทยาลัยรัฐที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุด 6 กลุ่มสาขา เดินหน้าต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมเตรียมเปิด “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด From Lab to Life รวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 400 ผลงาน ระหว่างวันที่ 1–6 กันยายนนี้

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. เปิดเผยว่า การพัฒนากำลังคนในวันนี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการผลิตบัณฑิตเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือรองรับตำแหน่งงานที่มีอยู่ เพราะในวันที่เทคโนโลยีใหม่ๆ และ AI กลายเป็นทรัพยากรที่ทุกประเทศสามารถเข้าถึงได้ใกล้เคียงกัน ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครซื้อเทคโนโลยีได้ก่อน แต่อยู่ที่ว่าใครมี “ทุนมนุษย์” ที่สามารถเข้าใจ ประยุกต์ และต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นนวัตกรรม ผลิตภาพ และมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ได้มากกว่ากัน ด้วยเหตุนี้ สจล. จึงกำลังขยับบทบาทจากมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคลากรเพื่อเป็นแรงงานของอุตสาหกรรม ไปสู่การสร้างคนที่สามารถ “สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ได้ด้วยตนเอง ทั้งในฐานะนักพัฒนาเทคโนโลยี นักวิจัย ผู้ประกอบการนวัตกรรม และผู้สร้างธุรกิจใหม่ เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้บัณฑิตมีงานทำ แต่ต้องการทำให้คนหนึ่งคนสามารถสร้างงาน สร้างเทคโนโลยี และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนอีกจำนวนมาก พร้อมยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ประเทศที่มีศักยภาพคิดค้น พัฒนา และเป็นเจ้าของนวัตกรรมได้เอง

ในฐานะมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยี สจล. ได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อสร้างบัณฑิตนวัตกร ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม ให้เป็นทุนมนุษย์ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ผ่านแนวทางพัฒนามหาวิทยาลัยภายใต้แนวคิด Everywhere is our Living Lab หรือ ให้ทุกพื้นที่ของ สจล. คือแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย โดยยังพัฒนาองค์ประกอบของ Talent and Innovation Infrastructure ให้ครอบคลุมทั้งหลักสูตร บุคลากร ห้องปฏิบัติการ พื้นที่ทดลอง ระบบนิเวศวิจัย เครือข่ายภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อให้มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้าง “คน เทคโนโลยี และธุรกิจนวัตกรรม” ไปพร้อมกัน

โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญของ สจล. คือการให้นักศึกษาเริ่มต้นสร้างนวัตกรรมตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ผ่าน Team Project ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนจากหลากหลายสาขารวมทีมกันวิเคราะห์ปัญหา ประยุกต์องค์ความรู้ ทดลองสร้างต้นแบบ และนำเสนอผลงานต่อคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคอุตสาหกรรม โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับโอกาสพัฒนาต่อและนำไปจัดแสดงใน KMITL Expo 2026

รศ.ดร.คมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สจล. มีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและองค์กรชั้นนำในการร่วมออกแบบหลักสูตร การฝึกงาน การพัฒนางานวิจัย การใช้เครื่องมือและห้องปฏิบัติการ ตลอดจนการร่วมตั้งโจทย์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ขณะเดียวกันยังมีเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นักศึกษา บุคลากร และงานวิจัย รวมถึงยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา โดยมีระบบทุนการศึกษาที่ช่วยสนับสนุนนักศึกษาในหลากหลายกลุ่ม ทั้งทุนสำหรับนักศึกษาที่เรียนดีและขาดแคลนทุนทรัพย์ ทุนสนับสนุนค่าครองชีพ และทุนน้องใหม่ลูกพระจอมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ผลจากการพัฒนาระบบนิเวศดังกล่าวทำให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บัณฑิต สจล. มีอัตราการได้งานทำเฉลี่ย 85% สูงกว่าค่าเฉลี่ยภาวะการมีงานทำของบัณฑิตโดยรวมซึ่งอยู่ที่ 73.67% ขณะที่หลักสูตรในกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สถาปัตยกรรมศาสตร์ และโลจิสติกส์ ยังคงได้รับความสนใจจากผู้สมัครเข้าศึกษาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนทั้งความเชื่อมั่นของผู้เรียนและความต้องการของตลาดที่มีต่อบุคลากรจาก สจล.

ส่วนความเชื่อมั่นต่อคุณภาพการศึกษาของ สจล. ส่งผลให้ผลจัดอันดับของ ThaiTopU ประจำปี 2025 ซึ่งยกให้ สจล. เป็นมหาวิทยาลัยรัฐอันดับ 1 ที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุดใน 6 กลุ่มสาขา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ไอทีและเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาปัตยกรรมศาสตร์ โลจิสติกส์ รวมถึงเทคโนโลยีอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร แสดงให้เห็นถึงจุดแข็งที่ครอบคลุมทั้งสายวิทย์ เทคโนโลยี และการออกแบบ ขณะเดียวกัน EduRank ประจำปี 2026 ยังจัดให้ สจล. เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยใน 8 สาขา ได้แก่ วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมระบบอัตโนมัติและควบคุม เครือข่ายคอมพิวเตอร์ การจัดการฐานข้อมูล และ Computer Vision พร้อมคว้าอันดับ 2 ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบภายใน และอันดับ 3 ด้าน UX/UI Design และ Animation ตอกย้ำศักยภาพการสร้างคนที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมอนาคตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร

รศ.ดร.คมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย สจล. มุ่งเร่งสร้างกำลังคนในสาขาที่ประเทศไทยมีดีมานด์เพิ่มขึ้น ได้แก่ AI และระบบอัตโนมัติ Semiconductor และระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล Space Tech พลังงานแห่งอนาคตจาก SMR รวมถึงอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร คมนาคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีตัวอย่างหลักสูตรสำคัญ เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยในมหาวิทยาลัยกับการนำไปใช้จริง โดย สจล. เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยภายใต้แนวคิด From Lab to Life ให้กระบวนการวิจัยเริ่มต้นจากโจทย์ของประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และประเทศ ก่อนพัฒนาเป็นต้นแบบ ทดสอบการใช้งาน พัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจนวัตกรรม ทั้งนี้ งานวิจัยจะสร้างผลกระทบได้ต่อเมื่อไม่ได้หยุดอยู่ที่บทความหรือต้นแบบในห้องปฏิบัติการ ต้องมีกลไกที่พานักวิจัยและนักศึกษาเดินต่อไปถึงการทดลองใช้จริง การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา การจับคู่กับภาคเอกชน เพราะเป้าหมายของ สจล. ไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานวิจัย แต่คือการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นเทคโนโลยี ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ของการสร้างคนและนวัตกรรม สจล. เตรียมจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ระหว่างวันที่  1–6 กันยายน 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปีของสถาบัน นับเป็นการกลับมาจัดงานครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี และการจัดงานครั้งนี้ต่อยอดจาก KMITL Innovation Expo ระหว่างปี 2023–2025 โดย สจล. เตรียมยกระดับสู่ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 ให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงนวัตกรรมกับภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน เยาวชน และประชาชนในวงกว้าง โดยรวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมมากกว่า 400 ผลงานจากนักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา ศิษย์เก่า เครือข่ายมหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรมตัวอย่างผลงานสำคัญ ได้แก่ แบตเตอรี่โซลิดสเตตกราฟีนควอนตัมดอตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงาน หุ่นจำลองฟังเสียงหายใจ รุ่นที่ 3 สำหรับฝึกทักษะบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งสามารถควบคุมระบบและจำลองภาวะโรคทางเดินหายใจแบบไร้สายผ่านแท็บเล็ต รวมถึงสารป้องกันไฟป่าที่พัฒนาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและลดการลุกลามของไฟป่า งานครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการแสดงผลงาน แต่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงต้นแบบเทคโนโลยีกับผู้ใช้งานจริง ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และพันธมิตรวิจัย เพื่อเพิ่มโอกาสในการทดสอบ ต่อยอด และนำผลงานออกสู่ตลาด ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สำรวจหลักสูตร อาชีพ และทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต

“ในยุคที่องค์ความรู้สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ เหตุผลของการมาเรียนมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงการมาฟังบรรยาย แต่คือการได้เข้าถึงห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ นักวิจัย ทีมข้ามศาสตร์ โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายระดับโลก สิ่งเหล่านี้คือระบบนิเวศที่ช่วยเปลี่ยนความรู้ให้เป็นความสามารถ เปลี่ยนความสามารถให้เป็นนวัตกรรม และเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นโอกาสใหม่ของประเทศ” รศ.ดร.คมสัน กล่าวทิ้งท้าย

นวัตกรนวัตกรรมลาดกระบังนิทรรศน์ 2569สจล.

สวทช.เปิด 3 บริการใหม่ อัปเกรด SME ไทย สู่ผู้นำตลาดสุขภาพคน – สัตว์เลี้ยง

24 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ประธานคณะกรรมการบริหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวเปิดตัวบริการ 3 กลุ่มใหม่ ภายใต้ ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม “FoodSERP Platform” ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกอบด้วย PxSERP โภชนาการแม่นยำและเมแทบอโลมิกส์ , FlavorSERP นวัตกรรมกลิ่นรส ยกระดับเอกลักษณ์สินค้า และ PetSERP ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงมาตรฐานสูง ภายใต้แนวคิด “Wellness for All: Better Living for People and Pets” พร้อมเดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพของไทย เพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยฐานรากทางวิทยาศาสตร์ที่พร้อมแข่งขันในระดับสากล

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา กล่าวว่า ขุมพลังแห่งงานวิจัย คือกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยแพลตฟอร์ม FoodSERP ของ สวทช. ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเป็น “เครื่องยนต์วิจัย” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด Wellness for All ที่ครอบคลุมทั้งคนและสัตว์เลี้ยง การผลักดันระบบนิเวศนวัตกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้ประกอบการว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพื่อการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่ภาคธุรกิจ และพร้อมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลได้อย่างแท้จริง

ผศ.ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า แพลตฟอร์ม FoodSERP พิสูจน์ให้ผู้ใช้ประโยชน์ให้เห็นแล้วว่าเราควรเชื่อมั่นในศักยภาพของงานวิจัยไทยว่า มีขีดความสามารถสูงในการตอบโจทย์ตลาด Wellness และ Healthy Longevity ได้อย่างแม่นยำ โดยปัจจุบันเศรษฐกิจเวลเนสไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท และตลาดสัตว์เลี้ยงพุ่งแตะระดับ 1 แสนล้านบาทนั้น การที่ FoodSERP เข้ามาทำหน้าที่เป็น “เพื่อนคู่คิด” ให้กับภาคธุรกิจ ถือเป็นการเดินมาถูกทางอย่างยิ่งในการลดช่องว่างระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการ ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี Frontier Research เพื่อชิงความได้เปรียบในตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ได้สำเร็จ

ด้าน ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) สวทช. และรองผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ล่าสุด ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม ขยายบริการใหม่ 3 บริการที่พร้อมตอบโจทย์ในทุกมิติ ได้แก่ PxSERP ที่เน้นโภชนาการแม่นยำและเมแทบอโลมิกส์, FlavorSERP นวัตกรรมกลิ่นรส ยกระดับเอกลักษณ์สินค้า และ PetSERP ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงมาตรฐานสูง เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสัตว์เลี้ยง ภายใต้แนวคิด “Wellness for All: Better Life for People and Pets” โดย ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม จะยังคงทำหน้าที่เป็น One-Stop Service ที่สนับสนุน SME ไทยให้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

SMEสวทช.