CEA – จุฬาฯ เปิดตัว ‘OFOS Design Season 2’ เติม 34 บทเรียนใหม่ เปิดมุมมองและต่อยอดทักษะด้านการออกแบบ

23 สิงหาคม 2569 เวลา 19:37 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศจับมือกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำหลักสูตรยกระดับทักษะแรงงานไทยผ่านโครงการ OFOS (One Family One Soft Power: 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์) หรือ โอ-ฟอส ร่วมกับเครือข่ายด้านการออกแบบจากทุกภูมิภาค ประกอบด้วย 12 มหาวิทยาลัย 3 หน่วยงานภาครัฐ และ 8 สมาคมวิชาชีพและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการออกแบบ เพื่อเปิดตัว หลักสูตร OFOS Design Season 2 พร้อมบทเรียนใหม่ รวม 34 บทเรียนออนไลน์ และ 10 บทเรียนออนไซต์ โดยเปิดตัวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ Glowfish Sathorn อาคารสาทรธานี 2

คุณอาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เผยถึงวัตถุประสงค์ของหลักสูตร OFOS Design Season 2 เพื่อต้องการยกระดับทักษะคนไทยทั้งกลุ่มเยาวชน ผู้ประกอบการ และชุมชน ให้มีศักยภาพด้านการออกแบบเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงบนพื้นฐานแนวคิดสร้างสรรค์ประกอบกับมีศักยภาพที่จะเข้ามามีบทบาทสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านการออกแบบในการช่วยกันเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา ผลการศึกษาหลักสูตร OFOS ด้านการออกแบบในระยะที่ 1 เริ่มจากการศึกษาอุปสงค์และอุปทานของอุตสาหกรรมจนสามารถแบ่งออกเป็น 10 หลักสูตรครอบคลุมทุกมิติ เช่น การออกแบบเพื่อความยั่งยืนและสังคม, การสื่อสารและการเล่าเรื่อง, เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการออกแบบ, การบริหารจัดการและผู้ประกอบการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ ฯลฯ

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรันยา เสี่ยงอารมณ์ หัวหน้าโครงการ กล่าวถึง ความพิเศษของการดำเนินงานในหลักสูตร OFOS Design Season 2 และบทเรียนใหม่ในระยะที่ 2 คือ การกระจายความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสมาคมวิชาชีพและสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วทุกภูมิภาคของประเทศมากถึง 12 มหาวิทยาลัย 3 ภาครัฐ 8 ภาคเอกชน (สมาคมวิชาชีพและนักออกแบบ) ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยพะเยา, มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยนครพนม, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (วิทยาเขตนครศรีธรรมราช), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (วิทยาเขตสงขลา), กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP), กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), Khon Kaen Geopark, สภาสถาปนิก (ACT), สมาคมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทย (ThaiPDA), สมาคมการแสดงสินค้าไทย (TEA) , สมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน (EMA), Digital Content Association of Thailand (DCAT), Karb Studio, Facebook Page นวล, Choojai and Friends Agency

ส่วนรายละเอียดของบทเรียนในระยะที่ 2 จะประกอบด้วย บทเรียนออนไลน์ 34 บทเรียน และ บทเรียนออนไซต์ 10 บทเรียน ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เช่น การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการออกแบบ, การสร้างสรรค์คาแรกเตอร์เพื่อธุรกิจ, การวิเคราะห์เชิงพื้นที่เพื่อความยืดหยุ่นสถาปัตยกรรมเพื่อรองรับภัยพิบัติน้ำท่วม, ปฏิวัติวงจรคิด:เจาะลึกวัสดุบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคตและศาสตร์การประเมิน LCA ผ่านเกมกลยุทธ์, การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (LCA), ถอดรหัสวัสดุท้องถิ่นภาคใต้ : พลิกคุณค่าสู่สถาปัตยกรรมยั่งยืน, สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการออกแบบไทยสู่ตลาดโลก, การผสานวัตถุเสมือนเข้ากับงานอีเวนต์จริงเพื่อสร้างประสบการณ์ความเป็นจริงผสม (Mixed Reality) สําหรับผู้ชมออนไลน์ตลอดจนการแปรรูปทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดระดับสากล (Local to Global) และอื่น ๆ อีกมากมาย ฯลฯ

นอกจากนั้น ภายในงานเปิดตัวหลักสูตร OFOS Design Season 2 นอกจากเปิดตัว Teaser & Highlight ของหลักสูตรแล้ว ยังจัดเวทีเสวนาโดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเสวนาสำคัญ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐสถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ 1. คุณอาสา ผิวขำ – ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) 2.  ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ 3. ผศ. ดร.แผ่นดิน อุนจะนำ – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ 4. รศ. ดร.กฤตภัทร ถาปาลบุตร – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น 5. ผศ. ดร.อรกัญญา ง่วนสนสกุล – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ ที่มาให้ความรู้ ช่วงที่ 1 กับเสวนาหัวข้อ “ออกแบบใหม่ใกล้ฉันซีซัน 2 : การเรียนรู้ทางเลือกใหม่เพื่อยกระดับทักษะสร้างสรรค์สำหรับคนไทย” วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิฯ ทั้ง 5 ท่าน มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การศึกษาด้านการออกแบบไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้หรือทักษะวิชาชีพ แต่ควรมุ่งสร้างความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง การวิเคราะห์ปัญหา การตั้งคำถาม การทดลอง และการปรับตัวให้กับผู้เรียน เนื่องจากโจทย์ที่นักออกแบบต้องเผชิญในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงไม่สามารถอาศัยความรู้จากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเพียงอย่างเดียวในการแก้ไขปัญหา รวมถึงควรเปิดรับโจทย์จากภาคธุรกิจ ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจความต้องการของตลาดและเห็นข้อจำกัดของการทำงานจริง การเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่เรียน” กับ “สิ่งที่ตลาดต้องการ” และทำให้การพัฒนาทักษะมีความสอดคล้องกับบริบทการทำงานมากขึ้น ประกอบกับควรนำภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของพื้นที่มาผสมผสานกับความรู้ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบร่วมสมัย เพื่อสร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้กับชุมชนและเศรษฐกิจในภูมิภาค มีการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์และงานหัตถกรรม การออกแบบเมืองและพื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงการสร้างสรรค์ธุรกิจและบริการรูปแบบใหม่

ตลอดจนการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การออกแบบจึงไม่สามารถทำงานแยกออกจากศาสตร์อื่นได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาในภูมิภาค จึงสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการผลิตบัณฑิต

เพราะหัวใจสำคัญของการเรียนรู้อยู่ที่การทำความเข้าใจ “คน” และ “พื้นที่” ก่อนนำไปสู่กระบวนการออกแบบ นักศึกษาควรมีโอกาสลงพื้นที่ พูดคุยกับชุมชน สำรวจสภาพแวดล้อม ศึกษาวิถีชีวิต และทำความเข้าใจปัญหาจากประสบการณ์จริง เพื่อให้เห็นว่าการออกแบบไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสวยงามหรือรูปแบบทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

ตามมาด้วย เสวนาช่วงที่ หัวข้อ “โลกดีไซน์นอกห้องเรียน : ถอดประสบการณ์จริงสู่การพัฒนาทักษะที่ตลาดต้องการ เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองโดยมีสาระสำคัญ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. โอกาสทางการค้าและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา คุณสุมิตร สีมากุล นายกสมาคมดิจิทอลคอนเทนท์ไทย กล่าวว่า ควรมองงานออกแบบให้ไกลกว่าการผลิตผลงานเพียงชิ้นหนึ่ง แต่ต้องไปถึงการสร้างแบรนด์ การทำตลาด การสร้างช่องทางรายได้ เพื่อเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

  1. การพัฒนาศักยภาพคนและการเรียนรู้ตลอดชีวิต คุณปานรดา คุวานนท์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการจากกรมทรัพย์สินทางปัญญากล่าวว่า ผลงานสร้างสรรค์ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จึงไม่ใช่แค่การป้องกันการลอกเลียนแบบ แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางธุรกิจให้กับผลงานออกแบบ
  2. การทำงานข้ามศาสตร์และทักษะแห่งอนาคต คุณดวงฤทธิ์ บุนนาคเสนอให้มองการออกแบบในฐานะวิชาชีพที่ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่ต้องเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่น เช่น การบริหารจัดการ ทรัพยากรบุคคล ธุรกิจ เทคโนโลยี และการตลาด การมีความรู้เพียงด้านการออกแบบจึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป นักออกแบบจำเป็นต้องเข้าใจระบบและบริบทที่อยู่รอบงานออกแบบด้วย
  3. การกำหนดทิศทางและการวางตำแหน่งของนักออกแบบให้สอดคล้องกับโอกาสของประเทศ ม.ล.ภาสกร อาภากร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า นักออกแบบควรวางตำแหน่งของตนเองให้สอดคล้องกับโอกาสที่กำลังเกิดขึ้นว่าทักษะด้านการออกแบบจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอย่างไร สร้างคุณค่าให้กับตลาดกลุ่มใดได้ เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้นักออกแบบสามารถกำหนดเส้นทางการทำงานของตนเองได้ชัดเจนขึ้น

  อย่างไรก็ดี การเสวนาในหัวข้อฯ ดังกล่าว ดร.ศุภลักษ์ สุวัตถิ ตัวแทนจากสมาคมงานแสดงสินค้าไทยและสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน, ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย ตัวแทนจากสมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเรียนรู้ของนักออกแบบในยุคปัจจุบันไม่สามารถจำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนหรือกรอบของวิชาชีพแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมโยงกับ ตลาด เทคโนโลยี ธุรกิจ สังคม และอุตสาหกรรมใหม่

จะเห็นได้ว่าการเสวนาทั้ง 2 ช่วงมีความน่าสนใจ ทั้งในการถ่ายทอดองค์ความรู้และชวนทำความเข้าใจแนวทางการเรียนรู้ของ OFOS Design Season 2 และบทเรียนใหม่ในระยะที่ 2 ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้เรียนรู้และต่อยอดทักษะด้านการออกแบบ ผ่านมุมมองและประสบการณ์จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ทั้งในมิติของการออกแบบ การทำงาน และการนำความคิดสร้างสรรค์ไปประยุกต์ใช้จริง

ปัจจุบันแพลตฟอร์ม OFOS มีบทเรียนออนไลน์ด้านการออกแบบรวม 49 บทเรียน แบ่งเป็น 15 บทเรียนจากระยะที่ 1 และ 34 บทเรียนใหม่จากระยะที่ 2 ครอบคลุมเนื้อหาที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเลือกเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการออกแบบได้ตามความสนใจ

ผู้สนใจต้องการยกระดับทักษะสร้างสรรค์และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสามารถเข้าเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายพร้อมรับประกาศนียบัตรเมื่อเรียนจบได้ที่ https://ofos.thacca.go.th/course/Design

CEAOFOS Design Season 2จุฬาฯ

เบื้องหลังความสำเร็จ ‘ซาบอล OHANA’ ซูฮกหัวใจ ‘แม่ก้อย’ขอบคุณพลังซัพพอร์ตผงาดคว้ารางวัลชุดประจำชาตียอดเยี่ยม MUT 2026

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:02 น.

เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สุดประทับใจบนเวทีการประกวด Miss Universe Thailand 2026 เมื่อทางด้านยูทูบเบอร์หนุ่มชื่อดัง “ซาบอล OHANA” (@saballohana) ได้เคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรม โพสต์ข้อความความในใจส่งตรงถึงภรรยาคนเก่ง “ก้อย ไพรินทร์” (@phairin_koii) ผู้ดำรงตำแหน่ง Miss Universe Uthai Thani 2026

โดยในภาพปรากฏรูปของ ก้อย ไพรินทร์ ในชุดราตรีสีม่วงงดงาม พร้อมรอยยิ้มสดใส โดยมีลูกชายทั้งสองคนคอยโอบกอดและสวมกอดคุณแม่อยู่ข้างเวที ซาบอล ได้ระบุข้อความสุดซาบซึ้งใจไว้อย่างน่าประทับใจ

เธอโชคดีมากๆที่มีคนรักมากมายขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนพี่น้อง ohana บางไทร fc ohana ด้อมก้อยขนม ทักคนเป็นกำลังใจที่ดีมากๆให้เธอ วันนี้ ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง ขอแค่ให้เธอทำให้ดีที่สุดอย่างเต็มที่ แค่นี้เท่ากับเธอ ประสบความสำเร็จแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้มายืนบนเวทีนี้”

พร้อมทั้งทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณพลังแห่งการซัพพอร์ตจากแฟนคลับ เบื้องหลัง และทีมงานทุกคนที่คอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่มาโดยตลอด แม้จะไม่ได้ร่ำรวยเงินทองแต่เปี่ยมล้นไปด้วยกำลังใจการก้าวขึ้นสู่เวที MUT 2026 ของ “แม่ก้อย” ในฐานะคุณแม่ลูกสอง ได้สร้างแรงบันดาลใจและได้รับเสียงปรบมือจากแฟนนางงามทั่วประเทศ รวมถึงกำลังใจที่ล้นหลามจากครอบครัว OHANA ที่ช่วยกันผลักดันและคอยอยู่เคียงข้างในทุกก้าวของเส้นทางนี้

นอกจากกำลังใจที่ล้นหลามจากครอบครัวและแฟนคลับแล้ว “แม่ก้อย ไพรินทร์” (Miss Universe Uthai Thani 2026) ก็ยังสามารถทะลุผ่านเข้ารอบ20 คนสุดท้ายได้สำเร็จ และยังประสบความสำเร็จบนเวทีอย่างงดงาม ด้วยการคว้า รางวัลชนะเลิศชุดประจำชาตียอดเยี่ยม (Best National Costume) มาครองได้สำเร็จชุดประจำชาติที่คว้ารางวัลในครั้งนี้คือชุด “Pad Thai Thailand” ผลงานการออกแบบและตัดเย็บโดย อาร์ทอัครัชเนรมิตศิลป์ ซึ่งถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเมนูซอฟต์พาวเวอร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง “ผัดไทย” ออกมาได้อย่างพิถีพิถัน สมจริง และเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์การได้รับรางวัลใหญ่ติดมือกลับบ้านในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของ ก้อย ไพรินทร์ ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลัง และเหล่าแฟนคลับที่ร่วมส่งแรงเชียร์แรงใจให้เธอมาตลอดการประกวด

‘แบม ไพลิน’ เปิดใจ หลังยุติเส้นทาง Miss Universe Thailand 2026 รอบ 20 คนสุดท้าย

24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:41 น.

สร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ เป็นอย่างมาก สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาว “แบม ไพลิน วงษา” ที่กลับมาสู้ศึกบนเวทีนางงามอีกครั้งในประกวด Miss Universe Thailand 2026 ในฐานะตัวแทน จังหวัดมหาสารคาม โดยเธอสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและไปได้ไกลที่สุดถึงรอบชุดว่ายน้ำ Top 20

ล่าสุด หลังจบการแข่งขัน แบม ไพลิน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อเปิดเผยความรู้สึกตลอดระยะเวลาการเดินทางบนเวทีนี้ โดยระบุว่า “บางครั้งความฝันอาจจะยังไปไม่ถึง บางปลายทางอาจจะไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่ทุกก้าวที่ผ่านมาไม่เคยสูญเปล่า อย่างน้อยมันทำให้รู้ว่าเราเข้มแข็งและมาไกลได้แค่ไหน

‘กิ๊ฟซ่า’เปิดใจแม้ไปไม่ถึงฝั่งฝัน MUT เผยชัยชนะคือการได้ลงมือทำ

24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

ทำเอาแฟนๆ แห่ส่งกำลังใจกันอย่างล้นหลาม หลังจากที่ กิ๊ฟซ่า  Girly Berry  ปิยา พงศ์ถวิล (giftzapyya) ตัวแทนสาวงามจากจังหวัดระยอง บนเวที Miss Universe Thailand  2026 ได้ออกมาโพสต์ข้อความเปิดใจถึงเส้นทางประกวดนางงาม แม้ผลการแข่งขันจะไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่เจ้าตัวก็แสดงสปิริต และมุมมองสุดสตรองให้แฟนคลับได้ประทับใจ

โดย กิ๊ฟซ่า ได้ระบุข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเธอเชื่อในการลงมือทำเสมอ เพราะความตั้งใจดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การจะชนะคือการลงมือทำจริง อดทน และไม่เลิกล้มกลางทาง

พร้อมเปิดเผยถึงความรู้สึกบนเวทีจักรวาลว่า “เวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ เคยเป็นสิ่งที่ไกลเกินฝัน แต่วันนี้ด้วยโอกาส การตัดสินใจ และความกล้า วันนี้กิ๊ฟได้ยืนอยู่บนเวทีกับสาวงามทั้งหมด 77 จังหวัด ทุกคนก็มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือมงกุฎมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์” ก่อนจะทิ้งท้ายขอกำลังใจให้เธอในฐานะมิสยูนิเวิร์สระยอง

งานนี้แฟนคลับและเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงต่างเข้ามาคอมเมนต์ส่งกำลังใจ และชื่นชมในความกล้า ชัดเจน และสปิริตสุดหัวใจของ ‘กิ๊ฟซ่า’กันอย่างล้นหลาม ที่สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับแฟนๆ ตลอดการแข่งขัน

‘จตุรงค์’โพสต์ยินดี ‘ทารีน่า’ คว้ามง MUT 2024 ‘ลูกสาวเจ๊แต๋ว’

24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:14 น.

เป็นภาพสุดประทับใจบนโลกโซเชียล เมื่อนักแสดงตลกชื่อดัง จตุรงค์  โพธาราม โพสต์ภาพคู่แสดงความยินดีกับ ทารีน่า โบเทส หลังคว้ามงกุฎ Miss Universe Thailand 2026  เป็นตัวแทนประเทศไทยได้สำเร็จ พร้อมแคปชันน่ารักๆ ชื่นชมความสวยและความเก่งของ “ลูกสาวเจ๊แต๋ว”

ที่มาของความผูกพันสุดฮิต จุดเริ่มต้นความปังเริ่มมาจาก  ใบเฟิร์น พัสกร ลูกสาวของ จตุรงค์  ที่รับหน้าที่เป็น City Director (PD) ประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร และเป็นผู้ดัน ทารีน่า จนคว้าตำแหน่ง MUT กรุงเทพมหานคร

 โดยในช่วงการประกวด  ‘ใบเฟิร์น’ได้พา ‘ทารีน่า’ ไปร่วมไลฟ์ขายของกับ ‘จตุรงค์’ ซึ่งสวมบทบาทเป็น “เจ๊แต๋ว” จากภาพยนตร์ตำนาน หอแต๋วแตก สร้างสีสันและเสียงหัวเราะให้แฟนๆ และสร้างความเอ็นดูให้ตัว จตุรงค์ เป็นอย่างมาก  จนเกิดกระแสแซว ‘ทารีน่า’คือ “ลูกสาวเจ๊แต๋ว” เมื่อ ‘ทาริน่า’ก้าวไปถึงฝั่งฝันคว้าตำแหน่งระดับประเทศ ‘จตุรงค์’จึงไม่พลาดที่จะโพสต์ภาพคู่แสดงความภาคภูมิใจและยินดีกับก้าวสำคัญในครั้งนี้

กิ๊บซี่ เกิร์ลลี่ เบอร์รี่ ทวงบัลลังก์เซ็กซี่ อวดลุคบิกินีลูกไม้ริมสระที่ซานโตรินี

24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:06 น.

เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ได้ไม่น้อย สำหรับนักร้องสาว กิ๊บซี่ วนิดา สมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปในตำนาน เกิร์ลลี่ เบอร์รี่ (Girly Berry) ที่ล่าสุดออกมาเผยภาพเซตใหม่จากทริปพักผ่อนสุดชิล พร้อมจัดเต็มความแซ่บในชุดบิกินี่ลูกไม้ริมสระน้ำ

งานนี้กิ๊บซี่โพสท่าในบรรยากาศสวย ๆ ของ Santorini ประเทศกรีซ พร้อมเผยลุคสุดมั่นใจและรูปร่างที่ยังคงดูฟิตแอนด์เฟิร์ม ทำเอาแฟน ๆ ที่ได้เห็นภาพต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างคึกคัก

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทริปที่ทั้งวิวสวยและคนในภาพโดดเด่นไม่แพ้กัน งานนี้บอกเลยว่า กิ๊บซี่ วนิดา ยังคงรักษามาตรฐานความแซ่บของตัวเองได้อย่างดีไม่มีแผ่ว

Girly Berryกิ๊บซี่ ชุดว่ายน้ำกิ๊บซี่ วนิดากิ๊บซี่ เกิร์ลลี่ เบอร์รี่

‘พันธุ์ไทย’ ผนึก ‘กทม.’’ และ ‘เพจหมาจ๋า’ ผุดแคมเปญ ‘Punthai Mission PAWSIBLE’ เนรมิตเมืองแห่งความหวัง หนุนสวัสดิภาพสัตว์จรจัด ต้อนรับวันสุนัขโลก

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:15 น.




บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร, สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และเพจหมาจ๋า (Dog Please) เนรมิตอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุข จัดงานการกุศล “Punthai Mission PAWSIBLE” ต้อนรับ “วันสุนัขโลก” ซึ่งตรงกับวันที่ 26 สิงหาคมของทุกปี เชิญชวนคนรักสัตว์มาร่วมตระหนักถึงเพื่อนสี่ขาที่ยังรอคอยโอกาส พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งสนับสนุนช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและยกระดับสวัสดิภาพของสุนัขและแมวจรจัดให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่เมืองที่น่าอยู่ของคนและสัตว์เลี้ยงต่อไป



ภายในงานเนืองแน่นไปด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นของเหล่า Dog Lovers ที่พาน้องหมามาร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลู ซีฟมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสะสมตราประทับผ่าน Paw Passport ลุ้นรางวัลสอยดาว เวิร์กช็อปดูดวงและวาดภาพสุนัข กิจกรรม Paw VDO Call ส่งความในใจถึงน้องหมา และ Paw Gallery นิทรรศการภาพน้องหมาจรจากช่างภาพ Street Art พร้อมรับฟังมุมมองผ่าน Paw Talk จาก 365 Days Street Photographer นอกจากนี้ยังมี Dog Agility กิจกรรมชวนแอคทีฟกระชับสัมพันธ์กับน้องหมา พบกับสินค้าคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรก ให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของก่อนใคร พร้อมของกิน ของใช้ น่ารัก น่าสะสมสำหรับน้องหมา อิ่มอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย และรับฟรีคุ้กกี้น้องหมา เมื่อซื้อเครื่องดื่มพันธุ์ไทย 2 แก้ว นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้รับเลี้ยงและบริจาคสิ่งของให้แก่มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ อาทิ บ้านนางฟ้าของสัตว์จร มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ มูลนิธิเดอะวอยซ์ มูลนิธิเดอะแมนแดทเรสคิวส์ดอกส์ มูลนิธิ





เพื่อสุนัขในซอย นอกจากนี้ โรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ยังมาตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงฟรี รวมถึง ศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) ได้มาให้บริการฉีดฝังไมโครชิป จดทะเบียนน้องหมา และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าฟรี รวมทั้งเปิดโอกาสให้น้องได้มีบ้านที่อบอุ่น โดยศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) สำนักอนามัย กทม. ได้มาออกบูธเปิดบ้านพักพิงฯ ให้ผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับอุปการะสุนัขและแมวได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย


พลังขับเคลื่อน… สู่เมืองน่าอยู่ของคนและสัตว์เลี้ย’ ด้านการบริหารเมืองเพื่อคุณภาพชีวิต: นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์การจัดการเมือง และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการแก้ปัญหาสัตว์จรจัด


“เมืองน่าอยู่ ไม่ได้น่าอยู่แค่สำหรับคน แต่ต้องน่าอยู่สำหรับเพื่อนร่วมเมืองของเราด้วย กทม. เหมือนเส้นเลือดใหญ่ แต่หัวใจของความสำเร็จจริงๆ คือพวกเราทุกคน การแก้ปัญหาสัตว์จรจัดอย่างยั่งยืนคือการสร้างความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูตั้งแต่ต้นทาง เพราะสวัสดิภาพสัตว์คือเรื่องของสุขอนามัยและความปลอดภัยของเมือง ซึ่งเมืองจะน่าอยู่ได้ ต้อง
เกิดจากความร่วมมือของสามภาคส่วน คือภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ดังนั้นการที่เอกชนลุกขึ้นมาสร้างความตระหนักรู้และทำงานร่วมกัน จึงเป็นแบบอย่างที่งดงามในการเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน”



ด้านแนวคิดและบทบาทของภาคเอกชน: คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัดถ่ายทอดเจตนารมณ์ในการขยายวงกว้างแห่งการแบ่งปัน จากการช่วยเหลือช้างไทยสู่สัตว์เลี้ยงในเมือง

“พันธุ์ไทยเชื่อในเรื่องการเติบโตไปพร้อมกับการแบ่งปันมาโดยตลอด ที่ผ่านมาเราได้ร่วมส่งต่อความช่วยเหลือสู่สังคมในหลายมิติ ทั้งเกษตรกร ทหาร บุคลากรทางการแพทย์ และช้างไทย และในปีนี้ เราอยากขยายวงกว้างแห่งการแบ่งปันไปสู่สุนัขและสัตว์เลี้ยงเพื่อนร่วมเมืองของเราบ้าง เพราะทุกวันนี้สัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่เพื่อนคลายเหงา แต่คือสมาชิกในครอบครัวที่เติมเต็มบ้านให้อบอุ่น นี่จึงเป็นที่มาของ ‘Punthai Mission Pawsible’ ภายใต้แนวคิด Every Cup Makes Hope Pawsible เพราะเราเชื่อว่าทุกความหวังเป็นไปได้ ด้วยหัวใจของพวกเราทุกคน และทุกการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ล้วนเริ่มต้นจากการลงมือทำในเรื่องเล็กๆ กาแฟพันธุ์ไทยพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความหวังนี้ให้แก่เพื่อนสี่ขาของเรา โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจากการจำหน่ายสินค้าคอลเลกชัน ‘พันธุ์ไทย x หมาจ๋า’ นำไปสนับสนุนช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของสุนัขและแมวจรจัดต่อไป”

ด้านศิลปะ ความผูกพัน และแรงบันดาลใจ: คุณณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ เจ้าของเพจ “หมาจ๋า” เล่าถึงจุดเริ่มต้นความรักสัตว์ ลายเส้นการ์ตูนอันแสนอบอุ่น และความหมายเบื้องหลังผลงานคอลเลกชันพิเศษ


“นัดเริ่มทำแฟนเพจ ‘หมาจ๋า’ เมื่อ 13 ปีก่อน จากความตั้งใจแค่อยากวาดรูปเล่นเกี่ยวกับหมาที่ตัวเองรักและผูกพันมาตลอดชีวิต ความร่วมมือกับกาแฟพันธุ์ไทยในครั้งนี้ ต่อยอดความสำเร็จจากบักเก็ตมาสู่แก้วทัมเบลอร์คอลเลกชัน ‘พันธุ์ไทย x หมาจ๋า’ ซึ่งความพิเศษคือ นัดตั้งใจวาด ‘น้องช้าง’ มาเป็นเพื่อนกับ ‘น้องหมา’ เพื่อสะท้อนถึงดีเอ็นเอการชอบช่วยเหลือสัตว์ของพันธุ์ไทย นัดเชื่อว่าศิลปะจะมีคุณค่าที่สุดเมื่อมันเปลี่ยนเป็นพลังในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ และอยากฝากถึงคนมีสัตว์เลี้ยงให้ดูแลพวกเขาอย่างดี เพราะสำหรับเขา…เราคือโลกทั้งใบ”


สำหรับใครที่พลาดงานนี้ ยังสามารถร่วมส่งต่อความหวังให้เพื่อนสี่ขาผ่านสินค้าคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” ได้ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 – 31 ตุลาคม 2569 โดยรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปสนับสนุน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและยกระดับสวัสดิภาพของสุนัขและแมวจรจัด พร้อมร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทั้งคนและสัตว์เลี้ยงอย่างยั่งยืน

PunthaiMissionPAWSIBLEกทม.พันธุ์ไทยเพจหมาจ๋า

‘วราวุธ ศิลปอาชา’ รมว.อุตสาหกรรม เยี่ยมชมโรงเส้นหมี่ชอเฮง ร่วมถก กมธ.-เอกชน พัฒนาอุตสาหกรรม ภาคกลางปริมณฑล

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:03 น.

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ตั้งอยู่ ต.ยายชา อ.สามพราน จ.นครปฐม และติดตามการดำเนินงานด้านอุตสาหกรรม พร้อมประชุมรับฟังความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรคด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของภาคเอกชนในพื้นที่ภาคกลางปริมณฑล เมื่อวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม, คณะผู้บริหารจังหวัดนครปฐม,คณะสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง, คณะสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม, คณะหอการค้าจังหวัดนครปฐม, กลุ่ม YEC นครปฐม

ศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม เขต1 และ ปธ.กมธ.อุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร, ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร ปธ.จนท.บริหาร บจก.โรงเส้นหมี่ชอเฮง,ธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการ รมว.อุตสาหกรรม, ทัตพงศ์ สะสมทรัพย์  ผช.รมว.อุตสาหกรรม, วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม, สาม สส.นครปฐม เผดิมชัย-อนุชา-พ.อ.สุขชาต สะสมทรัพย์ 

ยงยุทธ สวนทอง รอง ผวจ.นครปฐม,พร้อมด้วย 3 ผู้บริหารโรงเส้นหมี่ชอเฮง ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร, สุทธิวัฒน์ วงศ์สุรไกร และ วาทิต วงศ์สุรไกร ร่วมประชุม

ในการนี้ ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด นำเสนอภาพรวมการประกอบกิจการ กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกแป้งข้าวแปรรูป รวมถึงเส้นก๋วยเตี๋ยวรายใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ธุรกิจเริ่มต้นจากการเป็นโรงงานผลิตเส้นหมี่ขนาดเล็กก่อนจะจดทะเบียนตั้งเป็นบริษัทจำกัดในเวลาต่อมา โดยยึดมั่นในการนำข้าวไทยมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดไปทั่วโลก ผลิตภัณฑ์หลักของชอเฮงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศภายใต้ตราสินค้า “ช้างสามเศียร” มีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ ตลอดจนเส้นหมี่ขาวและเส้นก๋วยเตี๋ยวคุณภาพสูง

ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร รอง ปธ.จนท.บริหาร บจก.โรงเส้นหมี่ชอเฮง และ วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม

ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร และ ธนวัฒน์ เจริญนิเวศนุกูล กรรมการ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม

“การดำเนินงานของบริษัทเน้นย้ำเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารและกระบวนการผลิตอันทันสมัย และการให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา ซึ่งช่วยยกระดับพืชผลทางการเกษตรของไทยให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารระดับสากล นอกจากนี้บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการให้โอกาสบุคลากรทุกช่วงวัย โดยบริษัทฯ ไม่มีนโยบายการเกษียณอายุ และมีนโยบายพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีโอกาสแสวงหาความรู้ ให้สามารถรับมือกับการตลาดในปัจจุบันได้”

ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วยผู้บริหารโรงเส้นหมี่ชอเฮง นำโดย ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร(ที่ 2 จากซ้าย), นันทวรรณ โชติวิจิตร, สุทธิวัฒน์ วงศ์สุรไกร, วาทิน วงศ์สุรไกร และ วาทิต วงศ์สุรไกร

ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร ปธ.จนท.บริหาร บจก.โรงเส้นหมี่ชอเฮง พร้อมผู้บริหาร วาทิน วงศ์สุรไกร, วาทิต วงศ์สุรไกร, นันทวรรณ โชติวิจิตร,เอริค หว่อง และ อิทธิพล สีมะสิงห์ มอบของที่ระลึกแก่ รมว.อุตสาหกรรม

ในการประชุมได้มีการสะท้อนปัญหาด้านอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดย ศุภโชค ศรีสุขจร ประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร และมีตัวแทนจากภาคเอกชน ได้แก่ ปภาวี สุธาวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง นิธิศ  ซื่อตรง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม พีรวัฒน์ เวศย์วรุตม์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครปฐม และกลุ่ม YEC ได้มีการนำเสนอข้อมูล สะท้อนปัญหาและอุปสรรคด้านการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมของจังหวัดนครปฐม และกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล โดยให้ความเห็นว่า ปัจจุบันจังหวัดนครปฐมประสบปัญหาข้อจำกัดในการขยายพื้นที่ของภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากติดปัญหาผังเมืองและที่ดินมีมูลค่าสูง แต่ในทางกลับกันจังหวัดนครปฐมก็เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ตั้งใกล้จุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ การคมนาคมที่สะดวก อีกทั้งยังมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่หลายแห่งที่มีงานวิจัยที่มีประโยชน์ มีนักศึกษาจบใหม่ในพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งพื้นที่ทางการเกษตรที่มีความเข้มแข็ง และมีภาคเอกชนที่พร้อมให้การสนับสนุน จึงควรผลักดันการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรในพื้นที่จังหวัดนี้ เพื่อให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ภาคกลางปริมณฑลต่อไป

นิธิศ  ซื่อตรง  ปธ.สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม และ ปภาวี สุธาวิวัฒน์  ปธ.สภาอุตสาหกรรมภาคกลาง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มอบของที่ระลึกแก่ รมว.อุตสาหกรรม

รมว.อุตสาหกรรม เยี่ยมชมห้องวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของโรงเส้นหมี่ชอเฮง

ภายหลังการประชุมหารือ ผู้บริหารโรงเส้นหมี่ชอเฮง นำโดย ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร ได้นำ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เยี่ยมชมห้องวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ

วาทิต วงศ์สุรไกร ผู้บริหารโรงเส้นหมี่ชอเฮง แนะนำผลิตภัณฑ์จากการวิจัยและพัฒนาของบริหารแก่ รมว.อุตสาหกรรม

รมว.อุตสาหกรรม วราวุธ ศิลปอาชา ชิมขนมครก จากแป้งขนมครกตราช้างสามเศียร

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เผยว่า วันนี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอต่างๆ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในจังหวัดนครปฐม ทั้งเรื่องความต้องการนิคมอุตสาหกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ ตลอดจนปัญหาเรื่องน้ำท่วมซ้ำซากที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี รวมถึงแนวทางในอนาคตที่จะพัฒนาเรื่องการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งนี้ นครปฐมถือเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยมีขนาด GDP เป็นอันดับ 10 ของประเทศ และเป็นศูนย์รวมของโรงงานอุตสาหกรรมมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ย่อมมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนตามมา อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสวัสดิภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาทางเศรษฐกิจจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน ดังเช่นตัวอย่างการประกอบกิจการของ บริษัท ชอเฮง ที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขการค้าระดับโลก

รางวัลแห่งความภูมิใจของโรงเส้นหมี่ชอเฮง ผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยสู่สากล

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ประกอบการ SME และ Micro SME โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTB) และเกณฑ์มาตรฐาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล) ซึ่งแม้จะเป็นภาระในการปรับตัว แต่จะเป็นเปรียบเสมือนพาสปอร์ตหรือวีซ่าที่ช่วยให้สินค้าไทยส่งออกไปได้ทั่วโลก โดยกระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนทั้งความรู้และแหล่งเงินทุน พร้อมมอบหมายให้อุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐมเป็นตัวกลางในการประสานงานและรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้าในพื้นที่เพื่อนำไปต่อยอดการทำงานต่อไป

นครปฐมวราวุธศิลปอาชาโรงเส้นหมี่ชอเฮง

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อกำลังใจช่วยภัยน้ำท่วม

24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:28 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมส่งต่อกำลังใจให้ชาวบ้าน มอบขนมขบเคี้ยวบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอุทกภัย ผ่านโครงการน้ำพระทัยพระราชทาน โดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ

24 สิงหาคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบขนมเค้กเคลือบรสนม จำนวน 6,000 ชิ้น มูลค่ารวม 60,000 บาท เพื่อสนับสนุนภารกิจของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้ “โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก นางสราญจิตร หวัง กรรมการบริษัท ไบ่ ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด โดยได้รับเกียรติจาก นางธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปส่งต่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในเขตพื้นที่ต่างๆ

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน มูลนิธิฯ ตั้งใจเป็นอีกหนึ่งแรงใจในการบรรเทาความเดือดร้อน ด้วยการสนับสนุนสิ่งของเพื่อส่งต่อไปยังครอบครัวผู้ประสบภัย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเป็นกำลังใจให้แก่ประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พร้อมขอบคุณภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิฯ และมีส่วนในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบไปด้วยกัน

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ยังคงเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีเครือข่าย เพื่อเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ร่วมบรรเทาความเดือดร้อนและยกระดับคุณภาพชีวิต ตอกย้ำความตั้งใจในการเป็นอีกหนึ่งพลังที่ร่วมดูแลและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงออกแบบชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทยในพิธีเปิด Asian Games 2026

24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:16 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญา  องค์ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” ทรงออกแบบชุดพิธีการสำหรับทัพนักกีฬาทีมชาติไทย ภายใต้คอนเซปต์ “The Art of Unity” หรือ “ศิลปะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว” ตามคำทูลเชิญของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  เพื่อสวมใส่ในพิธีเปิดการแข่งขันมหกรรมกีฬา Asian Games 2026 ครั้งที่ 20 ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม 2569

ชุดเครื่องแบบประกอบด้วย 4 ชิ้น ได้แก่ เสื้อสูทผ้าฝ้ายทอมือแบบแจ็กเกต 3 กระเป๋า, เสื้อเชิ้ตสีขาวที่มีงานปักบริเวณแผงอกถ่ายทอดเรื่องราวของวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น, กางเกงขายาวสีเดียวกับเสื้อ และเนกไทที่ผูกด้วย Diamond Knot เอกลักษณ์ของ SIRIVANNAVARI โดยมุ่งถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทยสู่เวทีเอเชียด้วยงานออกแบบร่วมสมัย สำหรับนักกีฬาและทีมงานกว่า 900 คน

หัวใจของชุดอยู่ที่การนำผ้าฝ้ายย้อมครามทอมือจากโครงการหมู่บ้านยั่งยืน “ดอนกอยโมเดล” โครงการภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ จังหวัดสกลนคร และผ้าฝ้ายทอมือจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาใช้ในการตัดเย็บ พร้อมออกแบบให้มีทั้งความสง่างาม สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยทั้งชาติ และความคล่องตัวสำหรับนักกีฬา

สำหรับภาพเปิดตัวครั้งนี้ได้นักกีฬาทีมชาติไทยมาร่วมถ่ายทอดคอนเซปต์ ทั้ง วิว-กุลวุฒิ วิทิตศานต์, หยู-บัลลังก์ ทับทิมแดง, บีม-พิมพิชยา ก๊กรัมย์ และหญิง-สุธาสินี เสวตรบุตร พร้อมด้วย เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ อดีตจอมเตะทีมชาติไทย

AsianGames2026เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ