สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

19 ส.ค. 2569 10:12 น.

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วมประจำปี จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 27 เป็นวันที่ 21 สิงหาคม หลังทรัมป์สั่งลดขนาดการซ้อม และคุยโวอ้างถึงความสัมพันธ์อันดีของเขากับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคมว่า การซ้อมรบร่วมประจำปีระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หรือ Ulchi Freedom Shield (UFS) จะสิ้นสุดเร็วกว่ากำหนดเกือบ 1 สัปดาห์ โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 สิงหาคม จากเดิมที่วางแผนไว้จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม

การปรับลดระยะเวลาการซ้อมรบมีขึ้นหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งให้กระทรวงกลาโหมลดขนาดการฝึกซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพียงหนึ่งวันก่อนการฝึกเริ่มขึ้น

ทรัมป์ยังให้เหตุผลว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ คิม จองอึน และมองว่าการซ้อมรบซึ่งมีเป้าหมายเตรียมความพร้อมรับมือการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากเกาหลีเหนือ เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นมิตรต่อประเทศที่แสดงความเคารพต่อเขา

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวชื่นชมคิม จองอึน พร้อมวิจารณ์เกาหลีใต้ว่าไม่ได้ให้การสนับสนุนเขามากพอในสงครามกับอิหร่าน

ด้านเกาหลีเหนือออกมาวิพากษ์วิจารณ์การซ้อมรบในวันเดียวกัน โดยสื่อของรัฐบาลระบุว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้ถือเป็น ภัยคุกคามที่เร่งด่วนและเปิดเผยที่สุดต่อเกาหลีเหนือ แม้ไม่ได้กล่าวถึงคำสั่งของทรัมป์ที่ให้ลดขนาดการซ้อมรบ หรือความต้องการกลับมาเจรจากับคิม จองอึนของผู้นำสหรัฐฯ

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA ยังเผยแพร่บทความโจมตีการฝึกซ้อม โดยย้ำจุดยืนเดิมของเกาหลีเหนือว่า การซ้อมรบของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เป็นเสมือนการซ้อมเพื่อเตรียมบุกเกาหลีเหนือ และเป็นภัยต่อความมั่นคงในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า คิม จองอึน ได้ตอบรับความพยายามของเขาในการเปิดช่องทางติดต่อ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าทั้งสองฝ่ายมีการสื่อสารกันในประเด็นใด

สำหรับการซ้อมรบ UFS ถือเป็นการฝึกร่วมทางทหารครั้งสำคัญของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ โดยเกาหลีเหนือคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง และมองว่าเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการรุกราน ขณะที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ยืนยันว่าการฝึกซ้อมมีเป้าหมายเพื่อเสริมความพร้อมในการป้องกันประเทศ

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีกำลังทหารประจำการในเกาหลีใต้ประมาณ 28,500 นาย เพื่อสนับสนุนการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 ที่สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงสงบศึก แต่ทั้งสองเกาหลียังไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : channelnewsasia

เกาหลีเหนือขู่ใช้สิทธิป้องกันตนเอง แม้ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบสหรัฐฯ-เกาหลีใต้

เกาหลีเหนือขู่ใช้สิทธิป้องกันตนเอง แม้ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบสหรัฐฯ-เกาหลีใต้

19 ส.ค. 2569 09:57 น.

เกาหลีเหนือขู่ใช้สิทธิป้องกันตนเอง แม้ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบสหรัฐฯ-เกาหลีใต้

เกาหลีเหนือประณามการซ้อมรบสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ พร้อมขู่ใช้มาตรการป้องกันตนเองเพื่อรับมือภัยคุกคาม แม้ “โดนัลด์ ทรัมป์” สั่งลดการซ้อมรบร่วมลง

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า เกาหลีเหนือยังคงประณามการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่งสั่งให้ลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ลง โดยเกาหลีเหนือโจมตีการซ้อมรบ “อุลชี ฟรีดอม ชิลด์” (Ulchi Freedom Shield-UFS) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม และมีกำหนดจัดต่อเนื่อง 11 วัน พร้อมระบุว่า เกาหลีเหนือจะใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองต่อไปจนกว่าประเทศคู่ขัดแย้งจะล้มเลิก ความต้องการเอาชนะผู้อื่นด้วยกำลัง พร้อมเตือนว่าการซ้อมรบทางทหารเพื่อรุกรานบนคาบสมุทรเกาหลีและในภูมิภาคจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ฝ่ายศัตรูต้องการได้

อย่างไรก็ตาม รายงานของ KCNA ไม่ได้กล่าวถึงคำสั่งล่าสุดของทรัมป์ที่ให้ลดการซ้อมรบร่วม ซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นท่าทีประนีประนอมที่อาจช่วยเปิดทางให้การเจรจากับเกาหลีเหนือกลับมาอีกครั้ง ในทางกลับกัน เกาหลีเหนือยังคงวิจารณ์การซ้อมรบอย่างหนัก พร้อมกล่าวหาว่าการฝึกมีเป้าหมายสร้างความได้เปรียบเหนือโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

เกาหลีเหนือย้ำอีกครั้งว่า การซ้อมรบทางทหารทั้งหมดของฝ่ายศัตรูบนคาบสมุทรเกาหลีและในภูมิภาคจะไม่สามารถบรรลุผลตามที่ฝ่ายจัดการฝึกต้องการได้ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าใช้มาตรการป้องกันตนเองเพื่อรับมือภัยคุกคามทางทหารต่อไป.

ที่มา Yonhap

ปูตินพบ “มิน อ่อง หล่าย” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์ รัสเซียหนุนพลังงาน-ทหารเมียนมา

ปูตินพบ “มิน อ่อง หล่าย” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์ รัสเซียหนุนพลังงาน-ทหารเมียนมา

19 ส.ค. 2569 09:31 น.

ปูตินพบ “มิน อ่อง หล่าย” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์ รัสเซียหนุนพลังงาน-ทหารเมียนมา

ปูติน เปิดทำเนียบต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” หารือกระชับสัมพันธ์รัสเซีย-เมียนมา เดินหน้าความร่วมมือพลังงาน กลาโหม ความมั่นคง และเศรษฐกิจ ท่ามกลางชาติตะวันตกคว่ำบาตรรัฐบาลทหาร

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ให้การต้อนรับ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งเดินทางเยือนรัสเซียเพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลเมียนมาในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับนานาชาติ

ในการเปิดการหารือที่กรุงมอสโก ปูตินระบุว่า รัสเซียและเมียนมามีความร่วมมือกันทั้งด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง รวมถึงการพัฒนาโครงการด้านเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมีพลังงานเป็นหนึ่งในสาขาความร่วมมือสำคัญ ขณะเดียวกันทั้งสองประเทศยังจัดการซ้อมรบร่วมทางทหาร และอยู่ระหว่างผลักดันแผนให้รัสเซียเข้าไปพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในเมียนมา ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ท่าเรือ โรงกลั่นน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

ด้านมิน อ่อง หล่าย กล่าวขอบคุณปูตินสำหรับการสนับสนุนทางการเมือง พร้อมย้ำว่าเมียนมายังคงเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของรัสเซีย โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายหารือความร่วมมือหลายด้าน ทั้งกลาโหม การท่องเที่ยว ความมั่นคง การเกษตร สาธารณสุข และสาขาอื่นๆ

ทั้งนี้ รัสเซียและจีนถือเป็นสองประเทศมหาอำนาจที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างสำคัญ โดยรัสเซียยังเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ให้เมียนมา โดยการเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางเยือนรัสเซียครั้งที่ 7 ของมิน อ่อง หล่าย โดยก่อนหน้านี้เขาเคยพบกับปูตินนอกรอบการประชุมเวิลด์ อะตอมิก วีก ที่กรุงมอสโก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ปูตินยังไม่เคยเดินทางเยือนเมียนมา.

ระเบิดสนั่นโรงงานรีไซเคิลในโอไฮโอ ไฟลุกท่วม เสียชีวิต 2 ราย

ระเบิดสนั่นโรงงานรีไซเคิลในโอไฮโอ ไฟลุกท่วม เสียชีวิต 2 ราย

19 ส.ค. 2569 09:23 น.

ระเบิดสนั่นโรงงานรีไซเคิลในโอไฮโอ ไฟลุกท่วม เสียชีวิต 2 ราย

เกิดเหตุระเบิด 2 ครั้งภายในโรงงานอุตสาหกรรมรีไซเคิลในรัฐโอไฮโอของสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ภายในอาคาร

เหตุเกิดขึ้นช่วงเช้ามืดวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงงานของบริษัท Brent Industries ในเมืองโตเลโด รัฐโอไฮโอ ภาพข่าวทางโทรทัศน์เผยให้เห็นเปลวเพลิงและกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งออกจากอาคาร โดยมีรถดับเพลิงจำนวนมากเข้าปฏิบัติการในพื้นที่

นางอัลลิสัน อาร์มสตรอง หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเมืองโตเลโดเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบร่างพนักงาน 2 คน เป็นชาย 1 คน และหญิง 1 คน ภายในอาคารที่ยังคงมีความร้อนและควัน หลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เกิดเหตุ

นอกจากนี้ ยังมีพนักงานอีกประมาณ 2-3 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

อาร์มสตรองระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้น 2 ครั้ง ก่อนเวลา 05.00 น.ไม่นาน ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนกะทำงาน เจ้าหน้าที่ต้องรับมือกับวัตถุอันตราย น้ำปนเปื้อนจากการดับเพลิง รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดระเบิดซ้ำ ขณะปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายและตรวจสอบจำนวนพนักงานภายในโรงงาน

ด้านเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมได้ติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ และระบุว่ายังไม่พบภัยคุกคามจากสารอันตรายในอากาศ

ด้านนายดีมีเทรียส แลงสตัน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานประมาณ 0.8 กิโลเมตรเล่าว่า เขารู้สึกได้ถึงแรงระเบิด จึงวิ่งออกมานอกบ้านพร้อมโทรศัพท์มือถือและสามารถบันทึกภาพกลุ่มควันขนาดใหญ่ที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน

เขาเล่าว่าแรงสั่นสะเทือนจากระเบิดกระจายไปตามถนน ก่อนที่จะเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง จนสามารถรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน

หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเมืองโตเลโดยังระบุว่า เมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร ไฟยังคงลุกไหม้อยู่บางส่วน และในเบื้องต้น ยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดถึงสาเหตุของการระเบิด เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา : NBCnews

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

19 ส.ค. 2569 09:06 น.

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA เผยภาพชุดใหม่ของหลุมบนพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งเกิดจากชิ้นส่วนจรวดของ SpaceX ตกกระแทก หลังลอยอยู่ในอวกาศนานกว่าหนึ่งปี

ภาพดังกล่าวถ่ายโดยยานสำรวจดวงจันทร์ Lunar Reconnaissance Orbiter หรือ LRO และถือเป็นภาพที่มีความคมชัดที่สุดของจุดเกิดเหตุ โดย NASA เปิดเผยภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังการชนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เมื่อชิ้นส่วนจรวดส่วนบนของ Falcon ซึ่งหลงเหลืออยู่ในอวกาศหลังเสร็จสิ้นภารกิจ พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยความเร็วประมาณ 5,400 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 8,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังลอยอยู่ในอวกาศมานานกว่า 1 ปี

ชิ้นส่วนจรวดดังกล่าวเคยใช้ปล่อยยานลงจอดบนดวงจันทร์ของบริษัทเอกชน 2 ลำ พร้อมอุปกรณ์ทดลองและรถสำรวจขนาดเล็ก เมื่อปี 2025 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามส่งเสริมภารกิจสำรวจดวงจันทร์โดยภาคเอกชน

นักวิทยาศาสตร์ประเมินจากภาพของยาน LRO ว่า แรงกระแทกทำให้เกิดหลุมขนาดประมาณ 18 เมตร และลึกไม่ถึง 3 เมตร

นอกจากนี้ ยังเห็นริ้วสีเข้มและสีสว่างแผ่ออกจากหลุมคล้ายปีกผีเสื้อ โดยริ้วสีเข้มเป็นวัสดุจากพื้นผิวที่ถูกแรงกระแทกขุดขึ้นมา ส่วนริ้วสีสว่างเป็นหินและดินจากชั้นที่อยู่ลึกลงไป ซึ่งถูกเหวี่ยงขึ้นมาบนพื้นผิว

ยาน LRO สามารถถ่ายภาพบริเวณดังกล่าวได้ประมาณ 1 สัปดาห์หลังเกิดเหตุ จากความสูงราว 96 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวดวงจันทร์ โดยทีมควบคุมภาคพื้นดินต้องปรับทิศทางยาน เพื่อให้กล้องหันไปยังจุดที่เกิดการชน

ก่อนหน้านี้ ยานสำรวจดวงจันทร์ Danuri ของเกาหลีใต้ เป็นยานลำแรกที่สามารถบันทึกภาพบริเวณหลุมดังกล่าวได้

สำหรับ LRO โคจรรอบดวงจันทร์มาตั้งแต่ปี 2009 และทำหน้าที่สำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อสนับสนุนภารกิจของ NASA ในการส่งนักบินอวกาศกลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง.

ที่มา : AP

เกิดแผ่นดินไหว 5.9 เขย่าชิงไห่ของจีน จนท.ตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

เกิดแผ่นดินไหว 5.9 เขย่าชิงไห่ของจีน จนท.ตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

19 ส.ค. 2569 08:54 น.

เกิดแผ่นดินไหว 5.9 เขย่าชิงไห่ของจีน จนท.ตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 เขย่ามณฑลชิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ช่วงเช้ามืด แรงสั่งสะเทือนที่ความลึก 10 กม. เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ในเขตปกครองตนเองไห่ซี มณฑลชิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อเวลา 05.36 น. ตามเวลาท้องถิ่น โโยแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นที่ระดับความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร ขณะที่ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่พิกัดละติจูด 37.81 องศาเหนือ และลองจิจูด 95.63 องศาตะวันออก

ทางด้านศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวจีน (China Earthquake Networks Center-CENC) รายงานว่าแผ่นดินไหวอยู่ที่ขนาด 5.6 ขณะที่สื่อท้องถิ่นของจีนรายงานว่า เบื้องต้นยังไม่มีตัวเลขผู้เสียชีวิต หรือความเสียหายรุนแรงจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์และตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่.

ที่มา AFP / Global Times

อัยการกล่าวหา Meta มอมเมาเด็ก หลอกลวงสาธารณชน

อัยการกล่าวหา Meta มอมเมาเด็ก หลอกลวงสาธารณชน

19 ส.ค. 2569 06:46 น.

อัยการกล่าวหา Meta มอมเมาเด็ก หลอกลวงสาธารณชน

การพิจารณาคดีบริษัท Meta ที่ถูกฟ้องร้องโดย 29 รัฐในสหรัฐฯ เริ่มขึ้นแล้ว โดยอัยการกล่าวหาบริษัทนี้ว่า จงใจทำให้เด็กติดใช้งาน ซึ่งทำให้เกิดภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย

การพิจารณาคดีครั้งใหญ่ที่สุดของ Meta เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 ส.ค. 2569) ที่ศาลในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีคณะลูกขุนร่วมรับฟังการเบิกความของฝ่ายอัยการจากหลายรัฐในสหรัฐฯ และทีมทนายความของ Meta ซึ่งถูกฟ้องร้องโดย 29 รัฐจาก 50 รัฐ ทั่วสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2566

กลุ่มรัฐผู้ฟ้องอ้างว่า Meta ละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัวของเด็ก และเรียกร้องค่าเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์ พร้อมกดดันให้ Meta ปรับเปลี่ยนระบบของ Instagram และ Facebook เช่น การยกเลิกจำนวนยอดไลก์ (Likes) และระบบฟีดแบบเลื่อนไม่สิ้นสุด (Infinite Scroll)

ฝ่ายอัยการซึ่งนำโดย เมแกน โอนีล กล่าวหาว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ Meta ทำให้เด็กติดใช้งานและส่งผลต่อสุขภาพจิต และ Meta รู้ดีว่าแพลตฟอร์มของตนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น โดยยกเอกสารภายในที่ระบุว่า “วัยรุ่น 1 ใน 5 คนรู้สึกแย่ลงเพราะ Instagram” และเอกสารวิจัยที่ระบุว่า “ฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มเวลาการใช้งาน ขัดแย้งกับสุขภาวะที่ดีโดยสิ้นเชิง”

นอกจากนั้น ฝ่ายอัยการยังกล่าวหาอีกว่า Meta มีโมเดลธุรกิจคือ “ดึงดูดเด็ก ให้เล่นนานที่สุด ดึงข้อมูล และปกปิดความจริง” โดยเลือกผลกำไรมากกว่าความปลอดภัยของเด็ก

ส่วนฝ่าย Meta นำโดยทนายความ พอล ชมิดต์ โต้แย้งโดยยกข้อมูลจากเอกสารเดียวกัน โดยระบุว่า ในเอกสารนั้นมีข้อมูลที่ระบุด้วยว่า 41% ของวัยรุ่นรู้สึกดีขึ้น และอีก 41% ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ พร้อมชี้ว่าอัยการมองข้ามกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากที่มีประสบการณ์ที่ดีจากการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ของ Meta

ฝ่ายอัยการยังโจมตี Meta เรื่องไม่ควบคุมการใช้งานของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี โดยอ้างว่า Meta มีผู้ใช้งานอายุ 11–12 ปีจำนวน “หลายล้านคน” บน Instagram แต่กลับดำเนินการเพียงเล็กน้อยเพื่อขัดขวางไม่ให้เด็กกลุ่มนี้เข้ามาใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ฝ่าย Meta โต้แย้งว่า พวกเขาพบผู้ใช้งานกลุ่มนี้เพียงแค่ประมาณ 100,000 กว่าคนเท่านั้น พร้อมชี้ว่ากฎหมายความเป็นส่วนตัว (ที่ Meta ถูกกล่าวหาว่าละเมิด) คือสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้บริษัทสามารถจัดเก็บและใช้ข้อมูลเพื่อยืนยันอายุของผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนประเด็นเรื่อง “ภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย” ฝ่าย Meta ยืนยันจุดยืนเดิมว่า ภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย “ไม่มีอยู่จริงในทางวิทยาศาสตร์” และแพลตฟอร์มไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนเสพติด อย่างไรก็ตาม Meta ยอมรับว่าผู้ใช้บางคนอาจมีปัญหากับการกำกับดูแลเวลาเล่น และบริษัทก็ได้พัฒนาเครื่องมือออกมาช่วยแก้ไขปัญหาแล้ว

ทั้งนี้ การพิจารณาคดีจะดำเนินไปอีกหลายครั้งตลอดช่วง 6 สัปดาห์ข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม

ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม

19 ส.ค. 2569 05:50 น.

ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ออกมาผลักดันให้ประเทศเร่งโอนอำนาจในการควบคุมปฏิบัติการทางทหารในภาวะสงครามคืนจากสหรัฐฯ หลังทรัมป์สั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างทั้งสองประเทศลง

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ออกมาผลักดันให้ประเทศเร่งรัดกระบวนการ “โอนอำนาจควบคุมการปฏิบัติการทางทหารในภาวะสงคราม” (Opcon) กลับคืนมาจากสหรัฐฯ ให้สำเร็จภายในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง

เขายังเรียกร้องให้เร่งพัฒนาโครงการ “เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์” ของเกาหลีใต้ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรทางการทหารสำหรับการรบยุคใหม่ โดยย้ำว่า การเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางการทหารเป็นสิ่งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เรื่องขัดแย้งกัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของผู้นำเกาหลีใต้เกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งการให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ลดขนาดการซ้อมรบร่วม “Ulchi Freedom Shield” ที่กำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 10 วันลงอย่างมีนัยสำคัญ

นายทรัมป์อ้างว่า คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม และตนเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคิม จึงต้องการผ่อนคลายการใช้แนวทางทางทหารเพื่อสานต่อกระบวนการทางการทูต แต่ผู้นำสหรัฐฯ บอกเป็นนัยด้วยว่า อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการลดขนาดการซ้อมรบครั้งนี้ เป็นเพราะเกาหลีใต้ไม่ยอมช่วยสหรัฐฯ ในการต่อสู้กับอิหร่าน

“เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ถามประธานาธิบดีเกาหลีใต้ว่า พวกเขาต้องการเข้าร่วมกับเราในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านหรือไม่ และพวกเขาตอบกลับมาว่า ‘ไม่ละ ขอบคุณ!’” ทรัมป์ระบุในข้อความที่โพสต์ผ่าน Truth Social เมื่อหลายวันก่อน

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นผู้ถืออำนาจสั่งการกองทัพเกาหลีใต้ในภาวะสงครามมาตั้งแต่สงครามเกาหลี (พ.ศ. 2496) แม้เกาหลีใต้จะได้อำนาจสั่งการในภาวะสงบสุขคืนมาเมื่อปี 2537 แต่เกาหลีใต้ยังคงพยายามดึงอำนาจในภาวะสงครามกลับคืนมาเพื่อแสดงถึงอธิปไตยแห่งชาติอย่างสมบูรณ์

เจ้าหน้าที่ทหารของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้แสดงความกังวลว่า เกาหลีเหนือกำลังเรียนรู้ยุทธวิธีและเทคโนโลยีสงครามใหม่ๆ เช่นการใช้โดรน จากการส่งกำลังพลและสนับสนุนอาวุธให้แก่รัสเซียในสงครามยูเครน ทำให้การซ้อมรบร่วมเดิมมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อรับมือภัยคุกคามดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ฝรั่งเศสเนรเทศทูตอิหร่าน 2 คน ตอบโต้ จนท.ฝรั่งเศสโดนจับในเตหะราน

ฝรั่งเศสเนรเทศทูตอิหร่าน 2 คน ตอบโต้ จนท.ฝรั่งเศสโดนจับในเตหะราน

19 ส.ค. 2569 05:11 น.

ฝรั่งเศสเนรเทศทูตอิหร่าน 2 คน ตอบโต้ จนท.ฝรั่งเศสโดนจับในเตหะราน

ฝรั่งเศสเตรียมเนรเทศนักการทูตอิหร่าน 2 ราย เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านจับเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส 2 คนในกรุงเตหะรานเมื่อเดือนก่อน โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนความมั่นคง

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 นาย ฌ็อง-โนเอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสจะทำการขับนักการทูตอิหร่าน 2 รายออกจากประเทศในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากเกิดเหตุ “ทำร้ายและคุกคาม” นักการทูตฝรั่งเศส 2 รายในกรุงเตหะรานเมื่อเดือนที่ผ่านมา

บาร์โรโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า ประชาชนชาวอิหร่านคือผู้ได้รับผลกระทบหลักจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งจากการปราบปรามการชุมนุมอย่างนองเลือดเมื่อเดือนมกราคม และการโจมตีทางอากาศที่กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

“เพราะว่าฝรั่งเศสยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวอิหร่าน โดยให้การสนับสนุนศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยของอิหร่าน ทำให้นักการทูตฝรั่งเศส 2 รายถูกทำร้ายอย่างอุกอาจและโดยเจตนาเมื่อ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา” นายบาร์โรระบุ และเสริมว่า “นักการทูตอิหร่าน 2 รายในฝรั่งเศสจะถูกขับออกจากประเทศในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

ความขัดแย้งดังกล่าวมีชนวนเหตุมาจากเหตุการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเตหะราน 2 ราย ถูกหน่วยงานความมั่นคงของอิหร่านควบคุมตัวไว้นานหลายชั่วโมง โดยนายบาร์โรกล่าวในตอนนั้นว่า นี่เป็นการกระทำเพื่อคุกคามที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง และเป็นการละเมิดเอกสิทธิ์และความคุ้มครองทางการทูต

ด้านกระทรวงการข่าวกรองของอิหร่านระบุเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า นักการทูตฝรั่งเศสทั้งสองรายถูกควบคุมตัวไว้ชั่วคราวระหว่างการสืบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงจากต่างชาติ ก่อนที่จะถูกส่งตัวคืนให้กับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทางการอิหร่านก็ประกาศว่า จะไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสทั้งสองรายเดินทางกลับเข้าประเทศอิหร่านอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้นำบราซิลยินดี พบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ใกล้ปากแม่น้ำอเมซอน

ผู้นำบราซิลยินดี พบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ใกล้ปากแม่น้ำอเมซอน

19 ส.ค. 2569 03:41 น.

ผู้นำบราซิลยินดี พบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ใกล้ปากแม่น้ำอเมซอน

ประธานาธิบดี ลูลา ดา ซิลวา แห่งบราซิล ออกมาแสดงความยินดีต่อการค้นพบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่บริเวณปากแม่น้ำอเมซอน และอนุญาตให้มีการขุดเจาะสำรวจแล้ว โดยย้ำว่ามีความสำคัญต่อประเทศ

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 ประธานาธิบดี ลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ออกมาแสดงความยินดีต่อการค้นพบแหล่งน้ำมันใกล้กับบริเวณปากแม่น้ำอเมซอน ซึ่งเปิดเผยโดยบริษัท Petrobras รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของบราซิล โดยเขาเปรียบการค้นพบครั้งนี้ว่าอาจเป็น “พาสปอร์ตสู่อนาคตของประเทศ”

ผู้นำบราซิลระบุว่า เขาอนุญาตให้มีการขุดเจาะสำรวจบริเวณน่านน้ำนอกชายฝั่งประมาณ 175 กิโลเมตร ในพื้นที่ที่เรียกว่า Equatorial Margin ที่ความลึกระดับ 2,886 เมตร โดยขณะนี้ยังไม่ทราบขนาดที่แน่ชัดของแหล่งน้ำมัน และยังต้องประเมินว่าจะคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์หรือไม่

อย่างไรก็ตาม การค้นพบแหล่งน้ำมันช่วยสร้างความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น เมืองโอยาโปเก (Oiapoque) ในรัฐอามาปา ซึ่งเริ่มมีผู้คนอพยพเข้ามามากขึ้นแล้ว

ประธานาธิบดีลูลายืนยันว่า รายได้จากน้ำมันมีความจำเป็นเพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดของประเทศ โดยบราซิลจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานหมุนเวียนต่อไป

เขาปฏิเสธเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากต่างชาติเกี่ยวกับการขุดเจาะ โดยระบุว่าเรื่องนี้เป็น “อธิปไตยของชาติ” และจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาแทรกแซง

การตัดสินใจเดินหน้าสำรวจก่อนการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) ถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจที่ยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศและบริษัทรัฐวิสาหกิจเป็นสำคัญ

กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจขุดเจาะแหล่งน้ำมันใหม่นี้อย่างหนัก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และมีความกังวลว่าหากเกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล กระแสน้ำอาจพัดคราบน้ำมันไปทำลายระบบนิเวศ แนวปะการัง และพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc