กมธ.ศาสนา ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ปมพิพาท วัดป่าอดุลยาราม เตรียมหอบข้อเท็จจริงเข้าสภาสัปดาห์หน้า

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:35 น.

‘กมธ.ศาสนาฯ’ ยกคณะลงพื้นที่ ‘วัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น’ รับฟังข้อมูลทุกฝ่าย เจาะปม ‘โฉนด-ปิดทางเข้าวัด-แอบอ้างเบื้องสูง’ เตรียมหอบข้อเท็จจริงเข้าสภาฯสัปดาห์หน้า

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น จ.ขอนแก่น นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วย นายประสิทธิ์ โนทะ รองประธานกรรมาธิการฯ นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการและประธานที่ปรึกษากรรมาธิการฯ นายปัญญา ชวนบุญ นายสมศักดิ์ บุญประชม และนายกรณ์ มีดี กรรมาธิการฯ พร้อมคณะที่ปรึกษา ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับรองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นและคณะสงฆ์ เพื่อติดตามปัญหาข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม หลังเรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน

การประชุมมี นายยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมผู้แทนสำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด นายอำเภอเมืองขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น และตำรวจ เข้าร่วมให้ข้อมูล ขณะที่พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ไม่สามารถเดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง เนื่องจากต้องเข้ารับการฟอกไต จึงมอบหมายทนายความและไวยาวัจกรวัดเป็นผู้ให้ข้อมูลแทน

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นชี้แจงถึงประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะกรณีการปิดทางเข้า-ออกวัด ซึ่งขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินคดี ทราบตัวผู้เกี่ยวข้องแล้ว และเตรียมออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังติดตามขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินให้เป็นของวัด ตลอดจนประเด็นการแอบอ้างเบื้องสูง และกรณีบุคคลภายนอกเข้ามาในพื้นที่วัด ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้อง ก่อนรวบรวมข้อมูลทั้งหมดกลับไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะปมโฉนดที่ดินวัด ซึ่งจำเป็นต้องหาข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ จะประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาให้ช่วยเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินและศาสนสมบัติแก่พระสงฆ์และวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก

ประธานกมธ.การศาสนาฯ กล่าวต่อว่า จากการรับฟังข้อมูลครั้งนี้ถือว่าได้รับข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และจะเร่งนำเรื่องกลับไปพิจารณาที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาตามกฎหมาย รวมถึงศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่วัด ตลอดจนภาระภาษีจากการยกที่ดินถวายวัด โดยจะนำกรณี “วัดป่าอดุลยาราม” เป็นกรณีศึกษาเพื่อถอดบทเรียนและวางแนวทางป้องกันปัญหาในภาพรวม

จากนั้นช่วงบ่าย คณะกรรมาธิการฯ เดินทางลงพื้นที่วัดป่าอดุลยาราม ตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง พร้อมรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากรองเจ้าอาวาส ก่อนรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ และได้เดินทางไปยังวัดป่าแสงอรุณ เพื่อกราบสรีระพระพรหมวชิรดิลก ซึ่งละสังขาร เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงคุณูปการของท่าน

กมธ.ศาสนาวัดป่าอดุลยาราม

นายกฯ หนุน TH-AI Passport ยกระดับคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีโลก ยันไม่ใช่โครงการไร้ค่า มั่นใจ ไชยชนก ชี้แจงเรื่องนี้ได้

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:21 น.

“อนุทิน” หนุน “TH-AI Passport” ช่วยยกระดับคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีโลก ยันไม่ใช่โครงการไร้ค่า ให้ดูจำนวนคนลงทะเบียน รัฐบาลเร่งอัพสกิล-รีสกิล แก้ปัญหา AI แย่งงาน มั่นใจ “ไชยชนก” ชี้แจงเรื่องนี้ได้หากถูกอภิปรายในสภา

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเวลา 17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สัมภาษณ์ ถึงโครงการ TH-AI Passport ที่เปิดให้ลงทะเบียนวันนี้เป็นวันแรกว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้เท่าทันโลกเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ที่เป็นทคโนโลยีที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับในอดีต

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่โครงการใหม่ของรัฐบาลนี้ที่ทำมาแต่ขั้นตอนแรกแต่เป็นการต่อยอด และปรับปรุงมาจากโครงการของรัฐบาลชุดก่อนหน้า โดยรัฐบาลชุดนี้ได้นำมาปัดฝุ่น และยกระดับให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมทั้งมีการเพิ่มแพลตฟอร์มและช่องทางแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้โดยไม่มีข้อจำกัด

แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้โครงการล่าช้าไปประมาณเดือนเศษ เนื่องจากมีการเจรจาขอเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้งาน ที่ผ่านมานายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีการปรับปรุงทีโออาร์ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด และท้ายที่สุดก็สามารถเปิดตัวได้ แม้ว่าจะล่าช้าจากกำหนดเดิมที่ตั้งใจจะเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยี AI ต่ออนาคตของแรงงานไทย ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายการ อัพสกิลและรีสกิล(Upskill-Reskill) เพื่อรองรับการเข้ามาของ AI ที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น

นายอนุทินยังได้ตอบโต้กระแสวิจารณ์ที่มองว่าโครงการนี้อาจไร้ประโยชน์ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนผู้สนใจลงทะเบียนในวันแรก ซึ่งเพียงวันเดียวก็จะรู้ว่าโครงการได้รับความสนใจจากประชาชนมากแค่ไหน ซึ่งหากโครงการนี้ไม่ดี ก็คงไม่ลงทะเบียนกันมากขนาดนี้ โดยเป้าหมายหลักของโครงการ TH-AI Passport คือกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ Startup และ SME เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มที่มีความเสถียร ต่างจากแอปพลิเคชันฟรีทั่วไปที่มีข้อจำกัดและโฆษณา ทั้งนี้เชื่อว่าหากคนไทยเข้าถึง AI ได้มากขึ้น โอกาสในการสร้างรายได้และอนาคตของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวปาฐกถาแสดงความกังวลว่า เทคโนโลยี AI อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อตลาดแรงงานของไทยในอนาคต

นายอนุทินกล่าวว่าเรื่องนี้คำถามและคำตอบอยู่ในตัวมันเอง คือหากรัฐบาลไม่ทำเรื่องอัพสกิลและรีสกิลประชาชน สิ่งที่อดีตนายกฯกังวลก็จะเกิดขึ้นจริงโดยในปัจจุบันแรงงานไม่ได้หมายถึงผู้ใช้กำลังเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานและลูกจ้างทั่วไปที่ใช้ “แรงงานสมอง” ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

“โครงการ TH-AI Passport ของรัฐบาลคือคำตอบที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาที่นายทักษิณกังวล เพื่อให้คนไทยเข้าถึง AI ได้มากที่สุดและลดข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องการเห็นการพัฒนาศักยภาพของคนไทย ให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดที่โลกใบนี้มีอยู่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภา นายอนุทินกล่าวด้วยว่ารัฐบาลยืนยันความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของโครงการ และพร้อมที่จะชี้แจงต่อสภาหากมีการตั้งข้อสงสัยหรือการตรวจสอบจากฝ่ายค้านในเรื่องนี้ และมั่นใจว่าหากมีการอภิปรายเรื่องนี้จริงนายไชยชนกจะสามารถชี้แจงเรื่องนี้ได้

TH-AI Passportรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลไชยชนก

อดีตรมว.กลาโหมยูเครน ท้าทาย “ปธน.เซเลนสกี” เรียกร้องจัดเลือกตั้งยามสงคราม

อดีตรมว.กลาโหมยูเครน ท้าทาย "ปธน.เซเลนสกี" เรียกร้องจัดเลือกตั้งยามสงคราม

19 ส.ค. 2569 16:11 น.

อดีตรมว.กลาโหมยูเครน ท้าทาย “ปธน.เซเลนสกี” เรียกร้องจัดเลือกตั้งยามสงคราม

มิไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมยูเครนที่เพิ่งถูกปลด ออกมาเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นในระหว่างที่ประเทศยังอยู่ในภาวะสงคราม ชี้ “ประชาธิปไตยไม่ควรถูกจับเป็นตัวประกันโดยรัสเซีย” ขณะที่คำเรียกร้องดังกล่าวถูกมองว่าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดต่อประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ

มิไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมยูเครน เรียกร้องให้ประเทศจัดการเลือกตั้งแม้ยังอยู่ในภาวะสงคราม โดยระบุว่า ยูเครนจำเป็นต้องมีกลไกที่ “ถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นไปได้จริง” เพื่อฟื้นกระบวนการประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ แม้สงครามกับรัสเซียจะยืดเยื้อ

เฟโดรอฟ วัย 35 ปี ซึ่งเพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเมื่อเดือนกรกฎาคม เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านยูทูบ โดยกล่าวว่า “ประชาธิปไตยไม่สามารถถูกจับเป็นตัวประกันโดยรัสเซีย” พร้อมย้ำว่า ยูเครนกำลังต่อสู้ “เพราะเราต้องการคงอยู่ในฐานะรัฐยุโรปที่เสรี”

นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ประเทศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งตามกฎหมายยูเครนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในช่วงที่กฎอัยการศึกยังมีผลบังคับใช้

คำเรียกร้องของเฟโดรอฟถือเป็นความท้าทายทางการเมืองภายในประเทศครั้งสำคัญต่อประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามที่บุคคลทางการเมืองระดับสูงของยูเครนออกมาเรียกร้องอย่างชัดเจนให้มีการเลือกตั้งระหว่างสงคราม

เฟโดรอฟไม่ได้เอ่ยชื่อเซเลนสกีโดยตรงในคลิป แต่กล่าวว่า ยูเครนกำลังเผชิญ “วิกฤตเชิงระบบด้านการบริหารประเทศ” พร้อมวิจารณ์ระบบการเมืองเดิมว่า “มักดำเนินไปตามกฎของตัวเอง ปกป้องตัวเอง และหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง”

เขายังกล่าวถึงปัญหาการทุจริตในยูเครน โดยระบุว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บั่นทอนความพยายามในการทำสงคราม พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสร้างระบบการเมืองที่ตอบสนองต่อประชาชนมากขึ้น

เฟโดรอฟเคยเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่ใกล้ชิดของเซเลนสกี และได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีภารกิจปฏิรูปกระทรวงครั้งใหญ่ แต่ถูกปลดอย่างไม่คาดคิดเพียง 6 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง

ก่อนหน้านั้น เฟโดรอฟดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลเป็นเวลานานถึง 6 ปี และเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ยูเครนเมื่อได้รับแต่งตั้งครั้งแรกในวัย 28 ปี เขาเป็นสมาชิกคนสุดท้ายของคณะรัฐมนตรีชุดแรกของเซเลนสกีที่ยังดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนถึงช่วงที่ผ่านมา

ในช่วงแรกของสงคราม เฟโดรอฟมีบทบาทสำคัญในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในสนามรบ เขาจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร “กองทัพไอทียูเครน” เพื่อดำเนินปฏิบัติการทางไซเบอร์ต่อเป้าหมายของรัสเซีย และต่อมาเป็นผู้นำโครงการระดมทุน “กองทัพโดรน” ซึ่งช่วยจัดหาโดรนให้กองทัพยูเครน

เขายังนำแนวคิด “เกมมิฟิเคชัน” หรือการประยุกต์ระบบคะแนนและรางวัลแบบเกมมาใช้กับการทำสงคราม โดยออกแบบระบบให้หน่วยทหารยูเครนได้รับเครดิตจากการโจมตีเป้าหมายของรัสเซีย

เมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม เฟโดรอฟยังคงเน้นการใช้โดรน เทคโนโลยีการรบขั้นสูง และการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ โดยเคยเรียกร้องให้ อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งสเปซเอ็กซ์ ยับยั้งไม่ให้รัสเซียใช้ระบบดาวเทียมสตาร์ลิงก์เพื่อสนับสนุนการโจมตีด้วยโดรน

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างเฟโดรอฟกับ โอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง จนเชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปลดเฟโดรอฟ

หลังเฟโดรอฟถูกปลด มีประชาชนหลายพันคนออกมาประท้วงเรียกร้องให้ซีร์สกีถูกปลดและให้เฟโดรอฟกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมอีกครั้ง แม้ในเวลาต่อมาเซเลนสกีจะปลดซีร์สกีออกจากตำแหน่งด้วยเช่นกัน ท่ามกลางแรงกดดันจากสาธารณชน

เฟโดรอฟได้รับข้อเสนอให้รับตำแหน่งอื่นในรัฐบาล รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีด้านนวัตกรรมทางทหาร แต่เขาระบุว่าจะกลับเข้าสู่รัฐบาลก็ต่อเมื่อได้กลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเท่านั้น

ก่อนเฟโดรอฟเผยแพร่คลิปเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมง เซเลนสกียืนยันว่า เขาได้ขอให้รัฐสภารับรอง เยฟเฮนี คห์มารา รัฐมนตรีกลาโหมรักษาการ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมอย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดลงมติในวันพุธ

เฟโดรอฟไม่ได้เปิดเผยว่าเขามีแผนลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ แต่ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดชี้ว่า หากมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี เขามีโอกาสเอาชนะเซเลนสกีในการเลือกตั้งรอบสองได้อย่างสบาย ซึ่งยิ่งทำให้คำเรียกร้องของเขาถูกจับตามองในฐานะความท้าทายทางการเมืองโดยตรง

อย่างไรก็ตาม คำเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งในช่วงสงครามได้สร้างความไม่พอใจให้กับนักวิจารณ์ชาวยูเครนบางส่วน รวมถึงผู้ที่เคยสนับสนุนให้เฟโดรอฟกลับมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหม โดยมีฝ่ายวิจารณ์มองว่า แม้แต่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่แข็งกร้าวที่สุดก็เข้าใจดีว่า การจัดการเลือกตั้งอย่างเสรีและปลอดภัยในช่วงสงครามเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้

วาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 5 ปีของเซเลนสกีสิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญยูเครน ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ตราบใดที่กฎอัยการศึกยังคงมีผล ทำให้เซเลนสกียังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามกฎหมาย

เมื่อปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยกล่าวหาว่า รัฐบาลยูเครนกำลังใช้สงคราม เป็นเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงการจัดการเลือกตั้ง ขณะที่เซเลนสกีตอบว่า ยูเครนพร้อมจัดการเลือกตั้งภายใน 60-90 วัน หากพันธมิตรช่วยรับประกันความปลอดภัยให้กับกระบวนการเลือกตั้ง

แต่การจัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและปลอดภัยจะเผชิญความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากยูเครนยังตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ชาวยูเครนจำนวนมากมองว่าคำพูดของทรัมป์สอดคล้องกับแนวทางการสื่อสารของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ซึ่งพยายามตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของเซเลนสกีในฐานะผู้นำยูเครน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ยูเครนเพิ่มการโจมตีระยะไกลเข้าไปในดินแดนรัสเซีย โดยส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและคลังสินค้าของ “ไวลด์เบอร์รี” (Wildberries) บริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย

อันเดรย์ โวโรบียอฟ ผู้ว่าการภูมิภาคมอสโก ระบุว่า กรุงมอสโกเผชิญการโจมตีด้วยโดรนครั้งหนึ่งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาเมื่อคืนวันที่ 15 ส.ค. โดยมีโดรนราว 600 ลำถูกส่งเข้าโจมตีพื้นที่ดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า การโจมตีของยูเครนทั่วรัสเซียในระลอกล่าสุดส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 คน และบาดเจ็บ 23 คน รวมถึงเด็ก 1 คน ขณะที่การโจมตีของรัสเซียระลอกล่าสุดต่อยูเครนในช่วงเช้าวันอังคาร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่การโจมตีตอบโต้ระหว่างสองฝ่ายทวีความรุนแรงขึ้น การเรียกร้องของเฟโดรอฟให้ยูเครนกลับคืนสู่กระบวนการประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง จึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน และอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเซเลนสกีกับฝ่ายการเมืองภายในประเทศในช่วงสงครามที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุดในระยะใกล้.

ที่มา BBC / Reuters

ลูกสาว “เขม โสกา” แจงข่าวรับตำแหน่ง “ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต” ไม่เกี่ยวการเมืองพ่อ

 ลูกสาว "เขม โสกา" แจงข่าวรับตำแหน่ง "ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต"  ไม่เกี่ยวการเมืองพ่อ

19 ส.ค. 2569 15:39 น.

ลูกสาว “เขม โสกา” แจงข่าวรับตำแหน่ง “ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต” ไม่เกี่ยวการเมืองพ่อ

“เขม มโนวิทยา” ลูกสาวของนายเขม โสกา อดีตแกนนำฝ่ายค้านกัมพูชา ซึ่งเคยรับโทษจำคุก 27 ปี ในข้อหากบฏ  ปกป้องการเข้ารับตำแหน่ง “ทูตพิเศษ” ประจำนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต หลังได้รับแต่งตั้งให้มีสถานะเทียบเท่ารัฐมนตรี โดยยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้ “ไม่เกี่ยวข้องใดๆ” กับบิดาของเธอ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณสะท้อนการอ่อนแรงของฝ่ายค้าน และการลดบทบาททางการเมืองของบิดา

เขม มโนวิทยา บุตรสาวของ เขม โสกา อดีตแกนนำฝ่ายค้านกัมพูชา ออกมาปกป้องการเข้ารับตำแหน่งใหม่ในรัฐบาล ซึ่งครั้งหนึ่งเคยดำเนินคดีและตัดสินจำคุกบิดาของเธอ 27 ปี ในข้อหากบฏ โดยยืนยันว่า บทบาทดังกล่าว “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบิดา ฝ่ายค้าน หรือพรรครัฐบาล” หลังได้รับการแต่งตั้งเป็น “ทูตพิเศษ” ของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา

พระราชกฤษฎีกาซึ่งลงพระปรมาภิไธยโดยสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ระบุว่า การแต่งตั้งดังกล่าวเกิดขึ้นตามคำร้องขอของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และทำให้เขม มโนวิทยา วัย 44 ปี มีตำแหน่งในระดับเทียบเท่ารัฐมนตรี แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน้าที่อย่างเป็นทางการ

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลัง เขม โสกา ได้รับพระราชทานอภัยโทษในเดือนพฤษภาคม หลังจากก่อนหน้านี้ถูกศาลตัดสินจำคุก 27 ปีจากความผิดฐานกบฏ โดยเขม โสกา ปฏิเสธข้อกล่าวหา

เขม โสกา ถูกจับกุมในปี 2017 โดยถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกับสหรัฐฯ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของ ฮุน เซน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นบิดาของฮุน มาเนต ต่อมาพรรคกู้ชาติกัมพูชา หรือ CNRP ซึ่งเขม โสกาเป็นผู้นำ ถูกศาลสั่งยุบในปีเดียวกัน ส่งผลให้สมาชิกพรรคจำนวนมากต้องลี้ภัย ขณะที่บางส่วนถูกดำเนินคดีและถูกจำคุกโดยไม่ปรากฏตัวในศาล

เขม มโนวิทยา ซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรค CNRP กล่าวว่า ตำแหน่งใหม่ของเธอจะมุ่งเน้น กิจการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ และการ “ปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา” หลังจากเธอกล่าวหาว่าพื้นที่ตามแนวชายแดนบางส่วนถูก “กองกำลังทหารไทยเข้ายึดครองอย่างผิดกฎหมาย”

รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า ชาวกัมพูชามากกว่า 20,000 คนยังคงพลัดถิ่นจากพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทย หลังเกิดการปะทะทางทหารระหว่างสองประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา

ด้านฮุน มาเนต กล่าวว่า เขม มโนวิทยา จะเข้ามาช่วยงานด้านการทูตระหว่างประเทศ โดยยกประเด็นข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ ก่อนหน้านี้ ฮุน มาเนต ยังเผยแพร่ภาพถ่ายผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันศุกร์ ขณะยืนเคียงข้างเขม มโนวิทยา พร้อมเรียกเธอว่า “น้องสาว” และระบุว่า นักการเมืองคนรุ่นใหม่สามารถร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะในเวทีระหว่างประเทศ

การแต่งตั้งดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจาก ฮุน เซน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาและยังมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างสูง เผยแพร่ภาพขณะจับมือกับเขม โสกา ในการพบปะหารือที่มีเขม มโนวิทยาเข้าร่วมด้วย

เขม มโนวิทยา กล่าวว่า ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ “ความรับผิดชอบต่อกัมพูชาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง” พร้อมขอให้สังคมมองข้ามเรื่องการเมือง และพิจารณาบทบาทของเธอจากลักษณะงานและการปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การแต่งตั้งครั้งนี้อาจสะท้อนถึง การอ่อนแรงลงอีกขั้นของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา รวมถึงการลดบทบาททางการเมืองของเขม โสกา หลังรัฐบาลตระกูลฮุนครองอำนาจมายาวนาน

มู โสเจีย อดีตแกนนำระดับสูงของพรรค CNRP ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในสหรัฐฯ กล่าวว่า ตำแหน่งที่มอบให้เขม มโนวิทยา อาจเป็นความพยายามของรัฐบาลในการ “รับมือกับการตรวจสอบจากนานาชาติ” และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตอบสนองต่อข้อกังวลจากภายนอกประเทศ

เธอกล่าวว่า ชาติตะวันตก รวมถึงสหรัฐฯ เรียกร้องมาเป็นเวลานานให้เขม โสกา ได้รับการปล่อยตัวอย่างสมบูรณ์และได้รับสิทธิทางการเมืองกลับคืนมา พร้อมระบุว่า ครอบครัวเขมอาจเจรจาเพื่อแลกกับตำแหน่งในรัฐบาลและเสรีภาพของตนเอง แต่ผู้ที่ถูกเรียกว่า “นักโทษการเมือง” และสมาชิกฝ่ายค้านในท้องถิ่นที่ยังถูกจำคุก ไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลงดังกล่าว

ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนท้องถิ่น Licadho ประเมินว่า ปัจจุบันมีนักการเมืองฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองราว 50 คนถูกจำคุกในกัมพูชา จากข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะหรือการทำกิจกรรมทางการเมือง

การแต่งตั้งเขม มโนวิทยา จึงถูกจับตามองว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญต่อการเมืองกัมพูชา โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลฮุน มาเนตพยายามสร้างภาพลักษณ์การเปิดกว้างมากขึ้น ขณะที่ฮุน เซน ยังคงมีบทบาทสำคัญและอิทธิพลอย่างมากต่อทิศทางการเมืองของประเทศ.

ที่มา AFP / Reuters

ตร.ไต้หวันรวบสาวไทย กลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด ลักลอบขนยาเข้าไต้หวัน (คลิป)

ตร.ไต้หวันรวบสาวไทย กลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด ลักลอบขนยาเข้าไต้หวัน (คลิป)

19 ส.ค. 2569 14:44 น.

ตร.ไต้หวันรวบสาวไทย กลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด ลักลอบขนยาเข้าไต้หวัน (คลิป)

เจ้าหน้าที่ไต้หวันจับกุมหญิงชาวไทย ซึ่งเป็นโค้ชมวยไทยวัย 35 ปี หลังต้องสงสัยรับจ้างขนยาเสพติดจากขบวนการค้ายา โดยกลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 แคปซูลลงในช่องท้อง หลังเดินทางจากไทยมายังเมืองเกาสง เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าควบคุมตัวในโรงพยาบาลนานถึง 10 วัน จึงสามารถนำแคปซูลออกมาได้ทั้งหมด น้ำหนักรวม 289.1 กรัม มูลค่าตลาดมืดประมาณ 3.6 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

หน่วยสืบสวนและป้องกันอาชญากรรมของหน่วยยามฝั่งไต้หวัน ประจำเมืองเกาสง ได้รับข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งระบุว่าอาจมีชาวต่างชาติใช้วิธีซุกซ่อนยาเสพติดในสัมภาระหรือภายในร่างกาย เพื่อลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่ไต้หวัน

เจ้าหน้าที่จึงประสานความร่วมมือกับศุลกากรเกาสง ตำรวจการบิน หน่วยตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจ จัดตั้งทีมเฉพาะกิจติดตามผู้ต้องสงสัย ก่อนพบว่าผู้ต้องสงสัยเป็นหญิงชาวไทยวัย 35 ปี ซึ่งทำงานเป็นโค้ชมวยไทย และเตรียมเดินทางจากประเทศไทยมายังไต้หวันด้วยวิธีกลืนแคปซูลยาเสพติดเข้าไปในร่างกาย

เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ดักรอและเข้าควบคุมตัวหญิงรายนี้ทันทีที่เดินทางถึงท่าอากาศยานเกาสงเสี่ยวกัง ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลภายใต้การควบคุม เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด

ผลการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์เผยให้เห็นวัตถุรูปทรงรีจำนวนมากอยู่ภายในช่องท้อง เจ้าหน้าที่จึงเชื่อว่าเป็นแคปซูลยาเสพติดที่ถูกกลืนเข้าไปเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นในสนามบิน

จากการตรวจสอบพบว่า แคปซูลทั้งหมดถูกห่อหุ้มหลายชั้นด้วยถุงยางอนามัยและพลาสติกหดร้อน เพื่อป้องกันไม่ให้สารเสพติดสัมผัสกับร่างกาย จากนั้นเจ้าหน้าที่ใช้กระบวนการทางการแพทย์เพื่อให้แคปซูลถูกขับออกจากร่างกายตามธรรมชาติ

เนื่องจากหญิงรายนี้เป็นโค้ชมวยไทยและมีร่างกายแข็งแรงจากการฝึกฝนอย่างหนัก เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยจัดกำลังเฝ้าควบคุมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการหลบหนี ขณะที่กระบวนการนำแคปซูลออกจากร่างกายต้องใช้เวลานานถึง 10 วัน

ในที่สุด เจ้าหน้าที่สามารถเก็บแคปซูลต้องสงสัยได้ครบทั้ง 72 แคปซูล ก่อนตรวจพิสูจน์และยืนยันว่าเป็น เฮโรอีน ซึ่งจัดเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 ตามกฎหมายไต้หวัน มีน้ำหนักรวม 289.1 กรัม และมีมูลค่าในตลาดมืดประมาณ 3.6 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน 

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การลักลอบขนยาเสพติดด้วยวิธีกลืนแคปซูลไว้ในร่างกายมีความเสี่ยงอย่างยิ่ง หากบรรจุภัณฑ์เกิดการฉีกขาด หรือถูกกรดในกระเพาะกัดกร่อน ยาเสพติดอาจเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดพิษรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

คดีนี้ถูกดำเนินการตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามอันตรายจากยาเสพติดของไต้หวัน และส่งตัวผู้ต้องหาให้สำนักงานอัยการเกาสงดำเนินคดี โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่ศาลมีคำสั่งให้ควบคุมตัวหญิงชาวไทยรายนี้ระหว่างดำเนินคดี

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า หญิงรายนี้อาจได้รับการว่าจ้างจากขบวนการค้ายาเสพติดให้ทำหน้าที่ลำเลียงเฮโรอีนเข้าสู่ไต้หวัน และกำลังขยายผลเพื่อสืบหาผู้ว่าจ้างและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป.

ที่มา  CTWANTEpoch Times

ตำรวจสหรัฐฯ ล่าตัวชายปริศนาสวมหน้ากาก “ชัคกี้” วิ่งไล่กวด-ขู่ฆ่าคน คาดทำคอนเทนต์โซเชียล

ตำรวจสหรัฐฯ ล่าตัวชายปริศนาสวมหน้ากาก "ชัคกี้" วิ่งไล่กวด-ขู่ฆ่าคน คาดทำคอนเทนต์โซเชียล

19 ส.ค. 2569 13:00 น.

ตำรวจสหรัฐฯ ล่าตัวชายปริศนาสวมหน้ากาก “ชัคกี้” วิ่งไล่กวด-ขู่ฆ่าคน คาดทำคอนเทนต์โซเชียล

ตำรวจเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ของสหรัฐฯ เร่งติดตามชายต้องสงสัยสวมหน้ากากตุ๊กตาฆาตกร “ชัคกี้” วิ่งไล่และข่มขู่ประชาชนหลายรายใกล้ศาลาว่าการเมือง โดยมีหญิงนักวิ่งรายหนึ่งถูกถามว่า “พร้อมที่จะตายหรือยัง” ก่อนวิ่งหนีจนได้รับบาดเจ็บที่ขา ตำรวจเตือนประชาชนอย่าเข้าใกล้ หากพบชายต้องสงสัยให้โทรแจ้ง 911 ทันที

ตำรวจฟิลาเดลเฟียเปิดเผยว่า กำลังเร่งติดตามชายต้องสงสัยที่สวมหน้ากากฮาโลวีนลักษณะคล้าย “ชัคกี้” ตัวละครตุ๊กตาฆาตกรจากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Child’s Play หลังถูกกล่าวหาว่าวิ่งเข้าไปหาและข่มขู่ประชาชนอย่างน้อย 6 คน บริเวณโดยรอบศาลาว่าการเมือง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา

เจสัน สมิธ ตำรวจฟิลาเดลเฟีย ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องประมาณ 15 นาที เริ่มตั้งแต่เวลา 05.18 น. บริเวณถนนสาย 15 ตัดกับถนนเชสต์นัต โดยชายต้องสงสัยวิ่งเข้าไปหาผู้คน พยายามทำให้ตกใจและยั่วยุ ขณะถือโทรศัพท์มือถือเปิดไฟ และดูเหมือนกำลังบันทึกภาพเหตุการณ์

ไม่กี่นาทีต่อมา ชายคนดังกล่าวเข้าไปที่ร้านดังกิ้นบนถนนเชสต์นัต แต่พนักงานปฏิเสธให้บริการเนื่องจากเขาสวมหน้ากาก ก่อนออกจากร้านและถูกกล้องวงจรปิดจับภาพขณะวิ่งเข้าหาผู้คนบริเวณมุมตะวันตกเฉียงใต้ของจัตุรัสเพนน์ ใกล้ศาลาว่าการเมือง

ตำรวจระบุว่า ชายต้องสงสัยยังไล่ชายคนหนึ่งบริเวณฝั่งตะวันตกของถนนสาย 15 ก่อนเข้าไปหาหญิงวัย 40 ปีที่กำลังวิ่งออกกำลังกายบริเวณถนนสาย 15 ตัดกับถนนมาร์เก็ต จากนั้นยืนขวางหน้าและถามว่า “พร้อมที่จะตายหรือยัง” ทำให้หญิงรายดังกล่าววิ่งหนีและหกล้มจนได้รับบาดเจ็บที่ขา

หลังจากนั้น ชายต้องสงสัยหลบหนีเข้าไปในสถานีรถไฟใต้ดินซับเออร์เบิน ซึ่งเป็นจุดที่พบเห็นครั้งสุดท้าย โดยตำรวจเผยแพร่ภาพถ่ายและภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อขอความช่วยเหลือจากประชาชนในการระบุตัว

ตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชายอายุประมาณ 16-20 ปี สูงราว 173 เซนติเมตร สวมหน้ากากฮาโลวีนสีขาวลักษณะคล้ายตุ๊กตาเด็ก มีผมสีดำ พร้อมสะพายกระเป๋าเป้ลายตารางสีดำและน้ำเงิน ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญ

ลูอันดา มารินโญ ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เธอพบชายสวมหน้ากากขณะนัดเพื่อนบริเวณถนนสาย 12 ตัดกับถนนเชสต์นัตเพื่อออกไปวิ่ง โดยชายคนดังกล่าวถามซ้ำ ๆ ว่า “อยากแข่งกับผมไหม ผมพนันได้เลยว่าผมวิ่งเร็วกว่าพวกคุณ” แต่เธอและเพื่อนไม่ได้ตอบโต้

มารินโญกล่าวว่า หลังเห็นภาพชายคนดังกล่าวเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ เธอและเพื่อนรู้สึกหวาดกลัว และอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือเวลาออกกำลังกาย พร้อมบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ความรู้สึกเหมือน “เกมประหลาดที่บิดเบี้ยว”

ตำรวจระบุว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายเพียงรายเดียวที่เข้าแจ้งความอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย โดยตำรวจขอให้ผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ติดต่อกรมตำรวจฟิลาเดลเฟีย และเตือนว่า หากพบชายต้องสงสัย อย่าเข้าไปเผชิญหน้าหรือเข้าใกล้ แต่ให้โทรแจ้ง 911 ทันที

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดวิตก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่มีเหตุรุนแรงอีกกรณีหนึ่งในพื้นที่ใกล้เมืองเซนต์หลุยส์ เมื่อวัยรุ่นชายวัย 15 ปีถูกกล่าวหาว่าสวมชุดตัวตลกและใช้มีดแทงชายวัย 78 ปีเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทั้งสองกรณีไม่ได้มีข้อมูลยืนยันว่าเกี่ยวข้องกัน

ตำรวจฟิลาเดลเฟียยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า การกระทำของชายสวมหน้ากากในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับกระแสหรือการทำคอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ โดยหน่วยข่าวกรองของตำรวจเข้าร่วมการสอบสวนด้วย ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอาจถูกตั้งข้อหาข่มขู่ก่อการร้าย ทำร้ายร่างกาย และความผิดอื่น ๆ หากสามารถระบุตัวและจับกุมได้.

ที่มา CBS / NBC

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

19 ส.ค. 2569 12:28 น.

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

“เปโตรบราส” บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลบราซิล ยืนยันการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบในบ่อสำรวจมอร์โฟ บริเวณเขตเส้นศูนย์สูตรใกล้ปากแม่น้ำแอมะซอน นอกชายฝั่งรัฐอามาปา ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ชี้การค้นพบครั้งนี้คือ “พาสปอร์ตสู่อนาคตของประเทศ” ขณะที่ผู้บริหารระบุต้องใช้เวลาประเมินปริมาณสำรองที่แน่ชัด แต่เชื่อมั่นในศักยภาพมหาศาล

มักดา ชัมเบรียร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเปโตรบราส (Petrobras) ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า มีการตรวจพบแหล่งน้ำมันดิบคุณภาพสูงจากการเจาะสำรวจที่บ่อ “มอร์โฟ” (Morpho) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเขตนอกชายฝั่งขอบเส้นศูนย์สูตร ห่างจากชายฝั่งรัฐอามาปาประมาณ 180 กิโลเมตร บริเวณปากแม่น้ำแอมะซอน

“มีน้ำมันจริงและเราค้นพบมันแล้ว แม้ตอนนี้เรายังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด แต่เรามองสิ่งที่เราพบด้วยความยึดมั่นและมองโลกในแง่ดีอย่างยิ่ง”

การเจาะสำรวจที่บ่อดังกล่าวคาดว่าจะเสร็จสิ้นลงภายใน 15 ถึง 20 วัน โดยเปโตรบราสมีแผนจะเจาะบ่อสำรวจเพิ่มอีก 3 บ่อในบริเวณใกล้เคียง และอีก 5 บ่อในพื้นที่ข้างเคียงเพื่อประเมินศักยภาพของแหล่งน้ำมันอย่างละเอียด 

ทั้งนี้ บริเวณชายฝั่งใกล้ปากแม่น้ำแอมะซอน หรือที่เรียกว่า Equatorial Margin เชื่อว่ามีศักยภาพด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูง การประเมินเบื้องต้นระบุว่า แอ่งดังกล่าวอาจมีน้ำมันมากถึง 10,000 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าราว 3.8 ล้านล้านเรียล หรือประมาณ 720,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความจำเป็นในการค้นหาแหล่งน้ำมันใหม่เกิดขึ้นเนื่องจากแหล่งน้ำมันใต้ชั้นเกลือ ซึ่งปัจจุบันป้อนผลผลิตน้ำมันดิบถึง 80% ของบราซิล คาดว่าจะพุ่งขึ้นแตะระดับการผลิตสูงสุด ในช่วงปี 2034 ถึง 2035 ทำให้บราซิลต้องเร่งหาแหล่งน้ำมันใหม่มาทดแทน

ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ได้เดินทางไปเยือนเรือเจาะน้ำมันของเปโตรบราส และร่วมแถลงข่าวที่เทศบาลโอเอียโปกิ ในรัฐอามาปา โดยลูลาได้ชูขวดบรรจุน้ำมันดิบสีดำพร้อมเปรียบเทียบว่าการค้นพบครั้งนี้คือ “พาสปอร์ตสู่อนาคตของบราซิล” ที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของรัฐอามาปา ไม่ให้เป็นเพียงผู้ส่งออกอาซาอิ และปลาตากแห้งเท่านั้น

ลูลากล่าวเน้นย้ำว่า “เมื่อผมพูดว่า ‘พาสปอร์ต’ ผมไม่ได้ปฏิเสธความมุ่งมั่นของผมในการต่อสู้เพื่อวันที่เราจะไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอีกต่อไป เพราะบราซิลจะยังคงเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานหมุนเวียน” 

ด้านนายอเล็กซานเดร ซิลเวรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของบราซิล ยกย่องการค้นพบครั้งนี้ว่ามีความสำคัญระดับประวัติศาสตร์และเกี่ยวข้องโดยตรงกับอธิปไตยทางพลังงานของประเทศ

กระบวนการอนุมัติใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมสำหรับบ่อสำรวจมอร์โฟเต็มไปด้วยข้อถกเถียงอย่างหนัก โดยก่อนหน้านี้หน่วยงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของบราซิล (Ibama) เคยมีข้อเสนอแนะทางเทคนิคให้ระงับโครงการ เนื่องจากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ชนพื้นเมือง และปัญหาจากน้ำมันรั่วไหล แต่ใบอนุญาตได้รับการอนุมัติในเดือนตุลาคม 2025 ภายใต้การผลักดันของรัฐบาลลูลา ก่อนหน้าการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP30) ที่เมืองเบเลมเพียงไม่นาน

นักวิเคราะห์ทางการมองว่า การลงพื้นที่และประกาศข่าวดีทางการค้าของลูลาเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญทางการเมือง เนื่องจากลูลากำลังเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 4 ในช่วงปลายปี ซึ่งการเปิดประตูสู่การเป็นแหล่งน้ำมันระดับโลกแห่งใหม่ อาจช่วยดึงคะแนนเสียงจากผู้อยู่ในแถบภาคเหนือของประเทศที่เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของเขาได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระบุว่า แม้จะพบคราบน้ำมันแล้ว แต่ขั้นตอนการสำรวจเพื่อประเมินความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์และการเริ่มขุดเจาะจริงอาจต้องใช้เวลานานถึง 1 ทศวรรษ ขณะที่บริษัทเปโตรบราสซึ่งเพิ่งรายงานกำไรสุทธิไตรมาสล่าสุดสูงถึง 5.24 หมื่นล้านเรียล หรือพุ่งขึ้น 97% ยืนยันว่าได้ยื่นคำขออนุญาตจาก Ibama เพื่อขุดเจาะบ่อสำรวจเพิ่มเติมแล้ว และกำลังรอการพิจารณา.

ที่มา Folha de S.Paulo / The Associated Press

หุ้น “Unitree” ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

หุ้น "Unitree" ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

19 ส.ค. 2569 11:31 น.

หุ้น “Unitree” ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

“ยูนิทรี โรโบติกส์” (Unitree Robotics) ผู้นำด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระดับโลกจากจีน สร้างปรากฏการณ์สะเทือนตลาดทุน หลังหุ้นพุ่งสูงขึ้นกว่า 600% ในการซื้อขายวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ หลังระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ได้มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ท่ามกลางศึกการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระหว่างสหรัฐฯ และจีน

หุ้นของ “ยูนิทรี โรโบติกส์” (Unitree Robotics) หรือบริษัท Yushu Technology ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหางโจวของจีน พุ่งขึ้นมากถึง 629% ในช่วงเปิดตลาดวันนี้ (19 ส.ค.) แตะระดับ 1,100 หยวน หลังระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ที่ 150.80 หยวนต่อหุ้น ก่อนลดช่วงบวกลงมาเคลื่อนไหวที่ราว 900 หยวน โดยบริษัทระดมทุนจากการ IPO ได้มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การเข้าจดทะเบียนในตลาด STAR Market ซึ่งเป็นตลาดหุ้นเทคโนโลยีของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ และมักถูกเปรียบเทียบกับตลาด Nasdaq ของสหรัฐฯ ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ และถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความพยายามของรัฐบาลจีนในการผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์

ยูนิทรีก่อตั้งขึ้นในปี 2016 และผลิตตั้งแต่เซ็นเซอร์ แขนกล หุ่นยนต์สี่ขา ไปจนถึงหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์ โดยบริษัทส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 5,500 ตัวในปีที่ผ่านมา และเป็นหนึ่งในบริษัทไม่กี่แห่งในอุตสาหกรรมที่สามารถทำกำไรได้ โดยมีกำไรสุทธิ 278 ล้านหยวนในปี 2025

บริษัทได้รับความสนใจอย่างมากจากการพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีราคาต่ำกว่าคู่แข่งจากสหรัฐฯ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของ Unitree ถูกใช้งานโดยทั้งนักวิชาการในจีนและบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น Nvidia, Google และ Amazon

เมื่อวันจันทร์ ยูนิทรีเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นใหม่ชื่อ “Superman” ซึ่งบริษัทระบุว่าสามารถกระโดดได้สูงถึง 2 เมตร และวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 12.66 เมตรต่อวินาที หากรักษาความเร็วได้ตลอดระยะ 100 เมตร จะเร็วกว่าสถิติโลกของยูเซน โบลต์ นักวิ่งชาวจาเมกา

ยูนิทรียังสร้างกระแสไปทั่วโลกจากการแสดงในงานกาลาเทศกาลตรุษจีนเมื่อปีที่แล้ว โดยหุ่นยนต์ของบริษัทสวมเสื้อกั๊กแบบจีน โชว์ตีลังกากลับหลัง แสดงกังฟู และกระโดดข้ามโต๊ะ ขณะที่ในปีนี้ หุ่นยนต์ของบริษัทเข้าร่วมการแข่งขัน World Humanoid Robot Games 2026 ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งมีการแข่งขันทั้งวิ่ง ฟุตบอล เปิดกล่อง และจัดเรียงหนังสือ

รัฐบาลจีนกำหนดให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และระบุว่าเมื่อปีที่ผ่านมา จีนมีบริษัทมากกว่า 140 แห่งที่เปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 330 รุ่น การลงทุนจำนวนมหาศาลกำลังหลั่งไหลเข้าสู่เทคโนโลยีที่เรียกว่า Physical AI ซึ่งทำให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหว รับรู้ และโต้ตอบกับโลกจริงได้ด้วยตัวเอง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หุ่นยนต์อาจช่วยรับมือกับปัญหาประชากรสูงวัยของจีนและการขาดแคลนแรงงานในอนาคต แต่การใช้งานหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในบ้านยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และความน่าเชื่อถือ โดยในระยะแรก ตลาดสำคัญน่าจะเป็นโรงงาน โรงพยาบาล และภาคธุรกิจ

ยูนิทรียังมีจุดแข็งด้านราคา โดยหุ่นยนต์สุนัขของบริษัทเริ่มต้นประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หุ่นยนต์สี่ขา Spot ของ Boston Dynamics มีราคาประมาณ 70,000 ดอลลาร์ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะย้ำว่าผลิตภัณฑ์ทั้งสองไม่ได้มีคุณสมบัติเทียบเท่ากันทั้งหมด

ความสำเร็จของยูนิทรีเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการจำกัดการนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และหุ่นยนต์สี่ขาที่ผลิตในจีน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติและการปกป้องภาคการผลิตของสหรัฐฯ ขณะที่จีนกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าใช้ประเด็นความมั่นคงมาเป็นเครื่องมือทางการค้า

ยูนิทรีเองถูกสหรัฐฯ เพิ่มชื่อเข้าในรายชื่อบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลือกองทัพจีนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และมาตรการควบคุมดังกล่าวยิ่งทำให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์กลายเป็นอีกหนึ่งแนวรบสำคัญในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ

นักวิเคราะห์มองว่า การเข้าตลาดหุ้นของยูนิทรี จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อความต้องการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และอาจกลายเป็นมาตรวัดสำหรับบริษัทอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมเข้าตลาด เช่น UBTech, Leju Robotics และ AgiBot

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ราคาหุ้นที่พุ่งแรงในวันแรกไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมจะประสบความสำเร็จในระยะยาว เพราะยังต้องพิสูจน์ว่าหุ่นยนต์สามารถนำไปใช้งานจริงในวงกว้างได้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากบริษัทสหรัฐฯ เช่น Tesla, Amazon และ Boston Dynamics

การพุ่งขึ้นของหุ้นยูนิทรีจึงไม่เพียงสะท้อนความคึกคักของตลาดทุนจีน แต่ยังเป็นสัญญาณว่าการแข่งขันเพื่อครองความเป็นผู้นำด้าน หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ระยะใหม่ โดยผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า ขณะนี้สหรัฐฯ อาจไม่ได้เป็นผู้นำด้านหุ่นยนต์อีกต่อไป และจีนกำลังเร่งขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาดโลกอย่างเต็มตัว.

ที่มา BBC / AFP

ทรัมป์สั่งเลื่อนเก็บภาษีแคนาดา 50% ชั่วคราว 3 วัน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

ทรัมป์สั่งเลื่อนเก็บภาษีแคนาดา 50% ชั่วคราว 3 วัน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

19 ส.ค. 2569 11:08 น.

ทรัมป์สั่งเลื่อนเก็บภาษีแคนาดา 50% ชั่วคราว 3 วัน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา 50% ออกไป 3 วัน หลังสหรัฐฯ และแคนาดาเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าในช่วงโค้งสุดท้าย โดยนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าครั้งสำคัญ แม้ยังมีประเด็นที่ต้องเจรจาอีกมาก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า ได้เลื่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้า 50% กับสินค้าจากแคนาดาหลายรายการออกไปเป็นเวลา 3 วัน จากเดิมที่กำหนดจะมีผลในเช้าวันพุธ โดยให้เหตุผลว่า สหรัฐฯ และแคนาดาใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า และอยู่ระหว่างการจัดทำเอกสารขั้นสุดท้าย

ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า สหรัฐฯ ตกลงเลื่อนการจัดเก็บภาษี 50% สำหรับสินค้าจากแคนาดาออกไปจนถึงสิ้นวันที่ 21 สิงหาคม ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ยืนยันว่า การเจรจามีความคืบหน้าอย่างมาก แต่ยังมีงานสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อ

ภาษีดังกล่าวครอบคลุมสินค้าของแคนาดามูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา ตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ ที่กดลิ้น เสื้อผ้า ไวน์ ผลิตภัณฑ์นม ปูนซีเมนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์กีฬา และจะเป็นการเพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ ใช้อยู่แล้วกับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และไม้แปรรูปจากแคนาดา

การเลื่อนมาตรการเกิดขึ้นหลังทรัมป์และคาร์นีย์พูดคุยทางโทรศัพท์ 2 ครั้งในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ขณะที่ทีมเจรจาการค้าของทั้งสองประเทศเดินหน้าเจรจาอย่างเข้มข้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยประเด็นสำคัญรวมถึงภาษีรถยนต์ของสหรัฐฯ และมาตรการของหลายรัฐในแคนาดาที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ

รายงานระบุว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาจาก 25% เหลือ 15% แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่า รถยนต์ประเภทใดจะได้รับสิทธิ์ลดภาษี โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จำกัดเฉพาะรถยนต์ที่มีชิ้นส่วนผลิตในอเมริกาในสัดส่วนสูง

ด้านแคนาดาต้องการให้สหรัฐฯ ยกเลิกหรือลดภาษีในภาคส่วนสำคัญ ขณะที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้แคนาดายกเลิกภาษีตอบโต้รถยนต์อเมริกัน ปรับโควตานำเข้าผลิตภัณฑ์นมเพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตชีสของสหรัฐฯ และยกเลิกข้อห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ ที่หลายจังหวัดของแคนาดาประกาศใช้เพื่อตอบโต้ภาษีของทรัมป์

ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ข้อตกลงการค้าใหม่อาจเปิดทางให้มีการรื้อฟื้นโครงการท่อส่งน้ำมัน Keystone XL ซึ่งจะเชื่อมรัฐอัลเบอร์ตาของแคนาดากับสหรัฐฯ และสามารถขนส่งน้ำมันได้ประมาณ 830,000 บาร์เรลต่อวัน โครงการดังกล่าวถูกคัดค้านจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมและชนพื้นเมือง และถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก่อนรัฐบาลโจ ไบเดนยืนยันการยกเลิกอีกครั้ง

ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว โดยทรัมป์ผลักดันนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการค้าเสรีระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมายาวนาน

แคนาดาพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อย่างมาก โดยสินค้าส่งออกของแคนาดาเกือบ 72% ในปีที่ผ่านมาเดินทางไปยังสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ก็มีความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีครั้งใหม่ เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ เป็นผู้ชำระภาษีและอาจผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น

หอการค้าสหรัฐฯ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเร่งบรรลุข้อตกลง โดยเตือนว่า ภาษีที่สูงขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เพิ่มค่าครองชีพให้ครัวเรือนอเมริกัน กระทบห่วงโซ่อุปทาน และเสี่ยงต่อการจ้างงานชาวอเมริกันราว 13 ล้านตำแหน่งที่พึ่งพาการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา หรือ USMCA

ทั้งนี้ ทรัมป์อาศัยมาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ปี 1930 เป็นฐานทางกฎหมายในการขู่เรียกเก็บภาษีจากสินค้าบางรายการของแคนาดาสูงถึง 50% ซึ่งเป็นมาตราที่ไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน และให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีสินค้าจากประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจของสหรัฐฯ ได้สูงสุด 50% โดยไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนก่อน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และแคนาดากำลังอยู่ระหว่างการทบทวนข้อตกลง USMCA ซึ่งเป็นกรอบการค้าหลักของอเมริกาเหนือ การขู่ใช้มาตรา 338 จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ในการกดดันแคนาดาให้ยอมรับเงื่อนไขเพิ่มเติมในการเจรจา

การเลื่อนภาษีครั้งล่าสุดจึงช่วยเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาอีก 3 วันในการเร่งหาข้อยุติ ก่อนที่มาตรการภาษี 50% จะถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ขณะที่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศต่างจับตาการเจรจาอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าความขัดแย้งทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศโดยรวม.

ที่มา BBC / CBS

ไฟไหม้โรงแรมอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องปรับอากาศระเบิด

ไฟไหม้โรงแรมอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องปรับอากาศระเบิด

19 ส.ค. 2569 10:53 น.

ไฟไหม้โรงแรมอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องปรับอากาศระเบิด

เกิดเหตุไฟไหม้โรงแรมย่านใจกลางเมืองกัลกัตตา ของอินเดียช่วงเช้ามืด คร่าชีวิตชาวบังกลาเทศ 9 ศพ รวมเด็ก 1 คน เบื้องต้นคาดอาจเกิดจากเครื่องปรับอากาศระเบิด แต่ยังเร่งหาสาเหตุ

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุไฟไหม้โรงแรมแห่งหนึ่งบนถนนฟรีสคูล ใกล้ย่านนิวมาร์เก็ต ซึ่งเป็นย่านการค้าที่พลุกพล่านและมีประชากรหนาแน่นในเมืองกัลกัตตา รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ เมื่อช่วงเวลาประมาณ 02.00 น.

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นชาวบังกลาเทศที่เดินทางมายังกัลกัตตาเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยในจำนวนนี้มีเด็กอย่างน้อย 1 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของผู้เสียชีวิตและประเมินความเสียหาย โดยเบื้องต้นมีรายงานว่า ต้นเพลิงอาจเกี่ยวข้องกับการระเบิดของเครื่องปรับอากาศ แต่ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุที่แน่ชัดได้ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการช่วยเหลือผู้ที่อาจยังติดอยู่ภายในอาคาร รวมถึงตรวจสอบต้นเหตุของเพลิงไหม้ หลังสามารถดับไฟได้แล้ว เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงและตรวจสอบจุดต่างๆ เพื่อป้องกันไฟปะทุซ้ำ.

ที่มา AFP