
19 ส.ค. 2569 01:46 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ทรัมป์ยอมรับ สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังคุยกับอิหร่าน และไม่มีกำหนดการคุยด้วย
โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับว่า ตอนนี้สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังเจรจาใดๆ กับอิหร่าน และยังไม่มีกำหนดการเจรจาด้วย แต่อ้างว่าช่องแคบฮอร์มุซเปิดแล้ว แม้อิหร่านจะย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องทำตามเงื่อนไขเพื่อเปิดช่องแคบก็ตาม
เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่า ตอนนี้ไม่มีการเจรจาใดๆ ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังคงดำเนินอยู่ และไม่มีกำหนดการหารือใดๆ ด้วย แต่ทรัมป์ยังคงยืนยันว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดสัญจรแล้ว แม้ฝ่ายอิหร่านจะปฏิเสธ และว่าจะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสหรัฐฯ จะทำตามเงื่อนไข
“ไม่มีการหารือหรือการเจรจาใดๆ กับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ หรือมีกำหนดการไว้ การปิดล้อมทางทะเลยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ ช่องแคบฮอร์มุซเปิดและเปิดให้บริการตามปกติแล้ว ทุ่นระเบิดทางน้ำทั้งหมดถูกเก็บกู้หรือทำลายไปหมดแล้ว” ข้อความของทรัมป์ระบุ
ด้าน โมฮัมหมัด บาเคอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน กล่าวผ่านสื่อของรัฐเมื่อวันอังคารว่า ช่องแคบดังกล่าวจะยังคงปิดอยู่จนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงชั่วคราวที่ลงนามร่วมกับอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน
กาลิบาฟกล่าวต่อรัฐสภาว่า เงื่อนไขเหล่านี้รวมถึงการที่สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน ปลดล็อกการอายัดทรัพย์สินของเตหะราน และยุติการข่มขู่รวมถึงปฏิบัติการทางทหารในทุกด้าน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยและทูตพิเศษของทรัมป์ แสดงความหวังต่อการหารือ โดยระบุว่าการเจรจายังคงดำเนินอยู่ “ผมไม่สามารถลงรายละเอียดได้ แต่ผมบอกได้ว่าการหารือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับฝ่ายต่างๆ ของรัฐบาลอิหร่านในทุกระดับ มีความเข้มข้นมากกว่าที่เคยเป็นมา”
ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาเจรจากันอีกครั้งแล้ว หลังจากทั้งการหยุดยิงของสองฝ่ายพังทลายลง และมีการยิงอาวุธตอบโต้กันต่อเนื่องถึง 13 คืน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธเรื่องการเจรจากับสหรัฐฯ มาตลอด พร้อมยื่นเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ต้องทำตามเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ในวันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า อิหร่านจะปรับเปลี่ยนท่าทีทางทหารเข้าสู่ “การรุกอย่างเต็มรูปแบบ” เนื่องจากความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติสงครามอย่างถาวรกับสหรัฐฯ ไม่มีความคืบหน้า
เมื่อผู้สื่อข่าวถามทรัมป์ในวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ กำลังพยายามขยายเวลาข้อตกลงชั่วคราวเมื่อเดือนมิถุนายนหรือไม่ ทรัมป์ปฏิเสธว่า ไม่ได้ทำเช่นนั้น
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna






ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จึงไม่อาจสิ้นสุดลงแค่ในระบบการศึกษาอีกต่อไป แต่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong Learning)” ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่สำคัญยิ่ง ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์เป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุด เพราะหากประชาชนขาดความรู้ ทักษะ และความสามารถในการปรับตัว เทคโนโลยีก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนได้ “วันนี้เราไม่สามารถมองหรือทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “แหล่งจัดแสดงนิทรรศการ” ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต”ภายใต้ระบบนิเวศของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของทุกคน และทุกคนสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ตั้งคำถาม และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว
ศ.ดร.ศุภชัย ได้เสนอวิสัยทัศน์ถึงบทบาทหลัก 5 ประการที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในยุคอนาคตต้องมุ่งเน้น ได้แก่ 1.เป็นรากฐานของความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) เสริมสร้างประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียนให้เด็กและเยาวชน 2.เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย รองรับการเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้คนทุกกลุ่มก้าวทันโลก3.เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอนาคต (Future Literacy) และทักษะแห่งอนาคต ผ่านพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ เช่น อาคารฟิวเจอร์เรียม (Futurium) ของ อพวช. ที่เปิดโลกทัศน์ด้านอาชีพแห่งอนาคต 4.พัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม นำเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น AR และ VR มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีและเข้าถึงง่ายขึ้น และ 5.สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามอัธยาศัย กระจายโอกาสการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ผ่านสื่อ ชุดการเรียนรู้ (Learning kits) และช่องทางดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งมอบความรู้ถึงชุมชนห่างไกล
นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยังต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสาธารณชนกับชุมชนนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้าง “วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์” ให้ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “เราอยากเห็นผู้คนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ฉันเข้าใจมากขึ้น ฉันทำได้มากขึ้น และฉันสามารถมีส่วนร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเองและประเทศชาติได้” อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราแค่ก้าวเข้าไป แต่มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์คือกุญแจสำคัญสำหรับสังคมในการออกแบบอนาคตนั้น” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย










