ทรัมป์ยอมรับ สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังคุยกับอิหร่าน และไม่มีกำหนดการคุยด้วย

ทรัมป์ยอมรับ สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังคุยกับอิหร่าน และไม่มีกำหนดการคุยด้วย

19 ส.ค. 2569 01:46 น.

ทรัมป์ยอมรับ สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังคุยกับอิหร่าน และไม่มีกำหนดการคุยด้วย

โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับว่า ตอนนี้สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังเจรจาใดๆ กับอิหร่าน และยังไม่มีกำหนดการเจรจาด้วย แต่อ้างว่าช่องแคบฮอร์มุซเปิดแล้ว แม้อิหร่านจะย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องทำตามเงื่อนไขเพื่อเปิดช่องแคบก็ตาม

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่า ตอนนี้ไม่มีการเจรจาใดๆ ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังคงดำเนินอยู่ และไม่มีกำหนดการหารือใดๆ ด้วย แต่ทรัมป์ยังคงยืนยันว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดสัญจรแล้ว แม้ฝ่ายอิหร่านจะปฏิเสธ และว่าจะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสหรัฐฯ จะทำตามเงื่อนไข

“ไม่มีการหารือหรือการเจรจาใดๆ กับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ หรือมีกำหนดการไว้ การปิดล้อมทางทะเลยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ ช่องแคบฮอร์มุซเปิดและเปิดให้บริการตามปกติแล้ว ทุ่นระเบิดทางน้ำทั้งหมดถูกเก็บกู้หรือทำลายไปหมดแล้ว” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ด้าน โมฮัมหมัด บาเคอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน กล่าวผ่านสื่อของรัฐเมื่อวันอังคารว่า ช่องแคบดังกล่าวจะยังคงปิดอยู่จนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงชั่วคราวที่ลงนามร่วมกับอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน

กาลิบาฟกล่าวต่อรัฐสภาว่า เงื่อนไขเหล่านี้รวมถึงการที่สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน ปลดล็อกการอายัดทรัพย์สินของเตหะราน และยุติการข่มขู่รวมถึงปฏิบัติการทางทหารในทุกด้าน

ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยและทูตพิเศษของทรัมป์ แสดงความหวังต่อการหารือ โดยระบุว่าการเจรจายังคงดำเนินอยู่ “ผมไม่สามารถลงรายละเอียดได้ แต่ผมบอกได้ว่าการหารือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับฝ่ายต่างๆ ของรัฐบาลอิหร่านในทุกระดับ มีความเข้มข้นมากกว่าที่เคยเป็นมา”

ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาเจรจากันอีกครั้งแล้ว หลังจากทั้งการหยุดยิงของสองฝ่ายพังทลายลง และมีการยิงอาวุธตอบโต้กันต่อเนื่องถึง 13 คืน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธเรื่องการเจรจากับสหรัฐฯ มาตลอด พร้อมยื่นเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ต้องทำตามเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ในวันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า อิหร่านจะปรับเปลี่ยนท่าทีทางทหารเข้าสู่ “การรุกอย่างเต็มรูปแบบ” เนื่องจากความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติสงครามอย่างถาวรกับสหรัฐฯ ไม่มีความคืบหน้า

เมื่อผู้สื่อข่าวถามทรัมป์ในวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ กำลังพยายามขยายเวลาข้อตกลงชั่วคราวเมื่อเดือนมิถุนายนหรือไม่ ทรัมป์ปฏิเสธว่า ไม่ได้ทำเช่นนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ปั่นอีก โพสต์ภาพระบุช่องแคบฮอร์มุซ เป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ

ทรัมป์ปั่นอีก โพสต์ภาพระบุช่องแคบฮอร์มุซ เป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ

19 ส.ค. 2569 00:12 น.

ทรัมป์ปั่นอีก โพสต์ภาพระบุช่องแคบฮอร์มุซ เป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ภาพแผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมระบุว่า เป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ ตอกย้ำเรื่องที่เขาเคยขู่ว่า จะทำให้เส้นทางเดินเรือสายนี้กลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ภาพใหม่ลงบน Truth Social แสดงให้เห็นภาพช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีข้อความกำกับว่า “ดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ” (NEW US Territory) ซึ่งเป็นการย้ำคำขู่ของทรัมป์ก่อนหน้านี้ที่บอกว่า จะทำให้ช่องแคบแห่งนี้กลายเป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา และการเจรจาเพื่อเปิดช่องแคบแห่งนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

ทรัมป์เริ่มพูดถึงแนวคิดที่สหรัฐฯ จะเข้ายึดครองช่องแคบฮอร์มุซเป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ (14 ส.ค.) โดยกล่าวติดตลกว่าเขาจะประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งส่งผลให้อิหร่านออกมาโต้กลับทันทีว่า ช่องแคบแห่งนี้ “จะยังคงเป็นของอิหร่านต่อไป”

ทรัมป์ได้หยิบยกแนวคิดนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ โดยส่งสัญญาณว่าเป็นความคิดที่ดี

ภาพแผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมข้อความระบุว่า
ภาพแผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมข้อความระบุว่า “ดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ”

อนึ่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ขู่จะผนวกดินแดนต่างชาติเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคทางนโยบายต่างประเทศ โดยนับตั้งแต่เขากลับเข้าสู่อำนาจในปี 2568 เขาเคยขู่ว่าจะทำให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ, จะยึดเกาะกรีนแลนด์ และเคยเปรยถึงการเข้าควบคุมฉนวนกาซา แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการจริงตามคำขู่เหล่านั้น

ก่อนที่สงครามอิหร่านจะปะทุขึ้น ช่องแคบฮอร์มุซเคยเป็นเส้นทางน้ำสากลที่เปิดให้สัญจรเสรี แต่ตอนนี้อิหร่านยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทั้งหมด รวมถึงการยุติการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน, ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน, ปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัด และชดใช้ค่าเสียหายจากสงคราม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คู่รักอังกฤษเฮลิคอปเตอร์ตกเสียชีวิตสลด ขณะฮันนีมูนที่กรีซ

คู่รักอังกฤษเฮลิคอปเตอร์ตกเสียชีวิตสลด ขณะฮันนีมูนที่กรีซ

18 ส.ค. 2569 23:12 น.

คู่รักอังกฤษเฮลิคอปเตอร์ตกเสียชีวิตสลด ขณะฮันนีมูนที่กรีซ

คู่รักชาวอังกฤษเดินทางไปฮันนีมูนที่เกาะท่องเที่ยวยอดนิยมของกรีซ แต่เฮลิคอปเตอร์ที่พวกเขาโดยสารกลับตกไฟลุกไหม้ ทำให้ทั้งสองคนรวมถึงนักบิน เสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยจากตำรวจกรีซว่า เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกไฟลุกท่วมบนเกาะซิฟนอส (Sifnos) ของประเทศกรีซ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (17 ส.ค.) เป็นเหตุให้คู่รักหนุ่มสาวชาวอังกฤษ กับนักบิน เสียชีวิตทั้งหมด

ผู้เสียชีวิตคือ อเล็กซานเดอร์ โครมี และ มารี เอเบิร์ต คู่แต่งงานใหม่ที่เดินทางมาพักผ่อนในวันฮันนีมูนที่กรีซ

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น คู่รักคู่นี้ออกเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ส่วนบุคคลรุ่น Bell 206 จากหมู่บ้านมาร์โคปูโล (Markopoulo) ใกล้กรุงเอเธนส์ เพื่อไปยังเกาะซิฟนอส ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม แต่เครื่องกลับก่อนถึงลานจอดเพียงไม่กี่เมตร ส่งผลให้ทั้งคู่และนักบินซึ่งเป็นชาวกรีซเสียชีวิต

สำนักงานความปลอดภัยด้านการบินของกรีซเปิดเผยกับ BBC ว่า กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุ โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนจะเดินทางลงพื้นที่ในวันอังคารเพื่อเก็บหลักฐานและสอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรระบุว่า “เราขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อครอบครัวผู้สูญเสียในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ โดยทางเรากำลังประสานงานกับทางการกรีซและให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลอย่างเต็มที่”

ส่วนบริษัท แบล็กสโตน (Blackstone) บริษัทจัดการสินทรัพย์ซึ่งโครมีทำงานอยู่ และบริษัทที่ปรึกษา “เบน แอนด์ คอมปานี” ซึ่งเอเบิร์ตทำงานในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ก็ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของทั้งสองเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ตำรวจท้องถิ่นบอกกับนิตยสาร The Times ว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นเพียงไม่นานก่อนเครื่องถึงกำลังลงจอดในเวลา 18.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่นาย มาโนลิส ฟูนดูลากิส รองนายกเทศมนตรีเกาะซิฟนอส ซึ่งเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุในเวลาต่อมา ให้สัมภาษณ์กับ Newsit เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นว่า สภาพของเฮลิคอปเตอร์ “แทบไม่เหลือชิ้นดี”

ยานนิส ราเฟเลโตส รองนายกเทศมนตรีอีกท่านหนึ่ง กล่าวกับ BBC ว่า พบร่างผู้เสียชีวิตสองรายในซากเฮลิคอปเตอร์ ส่วนอีกหนึ่งรายพบอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ขณะที่ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับจุดตกบอกว่า ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังผิดปกติขณะเครื่องกำลังจะลงจอด แต่ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องตก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ UK ยืนยัน สนับสนุนยูเครน 100% หลังรัสเซียขู่ “ต้องชดใช้”

นายกฯ UK ยืนยัน สนับสนุนยูเครน 100% หลังรัสเซียขู่ “ต้องชดใช้”

18 ส.ค. 2569 22:04 น.

นายกฯ UK ยืนยัน สนับสนุนยูเครน 100% หลังรัสเซียขู่ “ต้องชดใช้”

นายกฯ สหราชอาณาจักรยืนยันว่า ประเทศของเขาให้การสนับสนุนยูเครน 100% รวมถึงการช่วยเหลือเรื่องโดรนและเทคโนโลยี หลังรัสเซียออกมาขู่ว่าอังกฤษจะต้องชดใช้และเผชิญผลที่ตามมา

เมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. 2569 นายแอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรออกมายืนยันว่า ประเทศของเขาสนับสนุนยูเครน 100% ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พร้อมย้ำว่า จุดยืนของ UK ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ การให้ความสนับสนุนเพื่อให้ยูเครนสามารถป้องกันตนเองได้ และมันจะไม่เปลี่ยนแปลงในยุคการปกครองของเขา

นอกจากนั้น สหราชอาณาจักรยังเตรียมแบ่งปันเทคโนโลยีรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ “Stone Cloak” ให้แก่ยูเครน เพื่อช่วยทำลายระบบป้องกันทางอากาศของรัสเซีย เพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ที่กระทรวงกลาโหม UK เคยประกาศว่า จะสนับสนุนโดรนอีกหลายหมื่นลำให้ยูเครนด้วย

คำพูดของนายเบิร์นแฮมล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก สถานทูตรัสเซียประจำสหราชอาณาจักร เตือนว่าการใช้โดรนที่ผลิตในอังกฤษโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งโดยเจตนา และย้ำว่ากรุงลอนดอนจะต้อง “ชดใช้และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ตามมา”

รัสเซียอ้างว่าการโจมตีของยูเครนกระทบต่อระบบเชื้อเพลิงในประเทศและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้วมากกว่า 3.5 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 1.57 ล้านล้านบาท)

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยูเครนยกระดับการโจมตีด้วยการส่งโดรนหลายร้อยลำลึกเข้าไปภายในดินแดนของรัสเซียมากขึ้นอีก มุ่งเป้าหมายไปยังโรงกลั่นน้ำมัน โครงข่ายขนส่ง และพื้นที่ใกล้กรุงมอสโก ซึ่งนอกจากโดรนที่ได้รับจากต่างประเทศแล้ว ยูเครนยังใช้โดรนและขีปนาวุธที่ผลิตเอง เช่น ขีปนาวุธร่อน FP-5 Flamingo อีกด้วย

ส่วนฝ่ายรัสเซียก็โจมตีเข้าใส่ยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมอสโกยิงขีปนาวุธใส่หลายพื้นที่ เช่น หมู่บ้านเปเชนิฮี (Pechenihy), เมืองซูมี, เมืองซาปอริชเชีย และเมืองเคอร์ซอน ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 17 ศพ

ด้าน UN ระบุว่าตัวเลขพลเรือนยูเครนที่เสียชีวิตในเดือนที่ผ่านมาสูงถึง 437 ราย ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ส่วนรัสเซียมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีในแคว้นรอสตอฟ (Rostov) และพื้นที่อื่นๆ รวม 69 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ชาติตะวันตกเริ่มเฝ้าระวังการทำ “สงครามไฮบริด” (Hybrid Warfare) จากฝ่ายรัสเซีย หลังพบเหตุการณ์โดรนปริศนาบินใกล้พื้นที่ความมั่นคงหลายแห่งในยุโรป ล่าสุดเยอรมนีพบโดรนติดวัตถุระเบิดใกล้เครื่องบินขนส่งของยูเครนที่สนามบินไลป์ซิก จนต้องเตรียมเพิ่มอำนาจให้หน่วยข่าวกรองรับมือภัยคุกคามนี้

สงครามไฮบริด คือ ยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่รวมเอาการรบรูปแบบดั้งเดิม (ใช้อาวุธและกำลังทหาร) เข้ากับการรบนอกกรอบดั้งเดิม เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การสงครามข้อมูลข่าวสาร และแรงกดดันทางเศรษฐกิจหรือการเมือง เข้าไว้ด้วยกันเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของเป้าหมาย โดยไม่ประกาศสงครามตรงๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กต.เผย คนไทยโดนระเบิดในอิสราเอล 4 คนอาการปลอดภัย 2 คนกำลังพักฟื้น

กต.เผย คนไทยโดนระเบิดในอิสราเอล 4 คนอาการปลอดภัย 2 คนกำลังพักฟื้น

18 ส.ค. 2569 21:08 น.

กต.เผย คนไทยโดนระเบิดในอิสราเอล 4 คนอาการปลอดภัย 2 คนกำลังพักฟื้น

โฆษกกระทรวงต่างประเทศเผยว่า เอกอัครราชทูตในกรุงเทลอาวีฟ เข้าเยี่ยมแรงงานไทย 6 คนที่โดนระเบิดเก่าในอิสราเอลแล้ว โดย 2 รายกำลังพักฟื้นหลังผ่าตัด ส่วนอีก 4 รายอาการปลอดภัยแล้ว

ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (18 สิงหาคม 2569) เกิดเหตุแรงงานไทยในอิสราเอลได้รับบาดเจ็บจากระเบิดที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่เมืองเมทูลา ทางตอนเหนือของอิสราเอล นั้น

น.ส. ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟว่า มีแรงงานไทยจำนวน 6 คน ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดดังกล่าว และเข้ารับการรักษาที่ศูนย์พยาบาล “ซิฟ” (Ziv Medical Center) ในเมือง ซาฟีด (Safed)

มีผู้บาดเจ็บ 2 คน ที่อาการสาหัส และได้รับการผ่าตัดแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพักฟื้น ส่วนที่เหลือบาดเจ็บเล็กน้อยและปลอดภัยแล้ว

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้เดินทางไปเข้าเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด เพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือและติดตามอาการด้วยแล้ว โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ จะประสานงานกับโรงพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมถึงในเรื่องการติดตามการชดเชยเยียวยาต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ปลัด อว. ประกาศพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์สู่ ‘แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ ยกระดับทุนมนุษย์

19 สิงหาคม 2569 เวลา 13:56 น.

ปลัดกระทรวง อว.ในฐานะประธานบอร์ด NSM ชูวิสัยทัศน์กลางเวทีโลก “ASPAC 2026” ประกาศพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์สู่ “แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ยกระดับทุนมนุษย์รับมือโลกยุคความไม่แน่นอน พร้อมประกาศ 5 ภารกิจของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในอนาคต 19 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช) หรือ NSM กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Empowering Future Generations: The Role of Science Museums in Building Resilient and Sustainable Societies”  หรือ “เสริมพลังคนรุ่นอนาคต: บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน” ในการประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference: ASPAC Conference 2026) ภายใต้แนวคิด “Museums: Empowering Future Science Engagement in the Age of Uncertainty”  จัดโดย NSM ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ห้อง Amber 2–3 อาคาร IMPACT Exhibition Center ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี  ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จึงไม่อาจสิ้นสุดลงแค่ในระบบการศึกษาอีกต่อไป แต่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong Learning)” ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่สำคัญยิ่ง ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์เป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุด เพราะหากประชาชนขาดความรู้ ทักษะ และความสามารถในการปรับตัว เทคโนโลยีก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนได้ “วันนี้เราไม่สามารถมองหรือทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “แหล่งจัดแสดงนิทรรศการ” ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต”ภายใต้ระบบนิเวศของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของทุกคน และทุกคนสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ตั้งคำถาม และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว  ศ.ดร.ศุภชัย ได้เสนอวิสัยทัศน์ถึงบทบาทหลัก 5 ประการที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในยุคอนาคตต้องมุ่งเน้น ได้แก่ 1.เป็นรากฐานของความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) เสริมสร้างประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียนให้เด็กและเยาวชน 2.เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย รองรับการเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้คนทุกกลุ่มก้าวทันโลก3.เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอนาคต (Future Literacy) และทักษะแห่งอนาคต ผ่านพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ เช่น อาคารฟิวเจอร์เรียม (Futurium) ของ อพวช. ที่เปิดโลกทัศน์ด้านอาชีพแห่งอนาคต 4.พัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม นำเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น AR และ VR มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีและเข้าถึงง่ายขึ้น และ 5.สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามอัธยาศัย กระจายโอกาสการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ผ่านสื่อ ชุดการเรียนรู้ (Learning kits) และช่องทางดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งมอบความรู้ถึงชุมชนห่างไกล  นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยังต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสาธารณชนกับชุมชนนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้าง “วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์” ให้ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “เราอยากเห็นผู้คนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ฉันเข้าใจมากขึ้น ฉันทำได้มากขึ้น และฉันสามารถมีส่วนร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเองและประเทศชาติได้” อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราแค่ก้าวเข้าไป แต่มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์คือกุญแจสำคัญสำหรับสังคมในการออกแบบอนาคตนั้น” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย

ปลัด อว.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

เปิดฉากมหกรรมวิทย์ฯ 69 ชูพลังนวัตกรรมแก้ปัญหาโลก พลิกโฉมวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องใกล้ตัว

19 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future” หรือ “วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM คณะผู้บริหาร อว. และคณะผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงาน ณ เวทีกลาง งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ งานวิทย์ฯ 69 จึงมุ่งเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการลงมือทำ ทดลอง และค้นพบศักยภาพของตนเอง “สิ่งที่เราอยากเห็นจากงานนี้ไม่ใช่เพียงเด็กและเยาวชนได้รับความรู้ แต่ต้องเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำความรู้ไปต่อยอด ตั้งคำถามใหม่ และสร้างสิ่งใหม่ให้กับประเทศ เพราะกำลังคนคุณภาพคือพื้นฐานสำคัญของการสร้างประเทศไทยในอนาคต” โดยแนวคิดการจัดงานยังสะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์ที่สามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืน

มหกรรมวิทย์ฯ 69

สกร.เดินหน้า ‘เกษตรธรรมชาติ’ พลิกพื้นที่รกร้างสู่แหล่งเรียนรู้ ชู ‘Learn to Earn’ สร้างอาชีพ–รายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 00:00 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนา ส่งเสริม และเผยแพร่เกษตรธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี คุณสุชาญ ศีลอำนวย เลขานุการมูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA THAI Foundation) นายสังข์ กาญจนเพิ่มพูน ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากร สกร. จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ “เกษตรธรรมชาติ” ไม่ได้อยู่เพียงการงดใช้สารเคมี แต่เป็นการนำวงจรชีวิตของธรรมชาติและระบบนิเวศมาเกื้อกูลกันอย่างสมดุล เพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งต่อคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดย สกร. มุ่งให้การเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาตินำไปสู่การปฏิบัติจริง และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชลบุรี จัดทำฐานข้อมูลและทำเนียบผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรธรรมชาติ โดยรวบรวมบุคลากรที่ผ่านการอบรมเกษตรธรรมชาติ ระดับสูง ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างเครือข่ายบุคลากรที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ พร้อมกำชับให้คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการนำองค์ความรู้กลับมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) ทั่วประเทศ สำรวจและจัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อนำมาพัฒนาเป็น “แปลงเรียนรู้เกษตรธรรมชาติ” สำหรับประชาชน ชุมชน และครอบครัว ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” เรียนรู้แล้วสร้างรายได้จริง

แนวทางดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ตั้งแต่การปลูกพืชผัก การทำเกษตรธรรมชาติ ไปจนถึงการนำผลผลิตไปจำหน่ายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดจะเข้ามามีบทบาทสนับสนุนทั้งด้านการตลาด การแปรรูป และการเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพื่อยกระดับ ศฝช. ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต เป็นแหล่งสร้างอาชีพ และเป็นที่พึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง

“เกษตรธรรมชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ การจัดการเรียนรู้จึงต้องเน้นการปฏิบัติจริง มีหลักสูตรที่เหมาะสม และสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์จากสิ่งที่ผู้เรียนทำได้จริง”

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขยายผลการดำเนินงานไปยังจังหวัดและพื้นที่ที่มีความพร้อม โดยนำเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์มาใช้สนับสนุนการเรียนรู้ อาทิ คลิปวิดีโอและสื่อเตรียมความพร้อม เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเรียนรู้พื้นฐานก่อนเข้าสู่การอบรมในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

อธิบดี สกร. กล่าวในช่วงท้ายว่า การขับเคลื่อนความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลง (MOU) จะต้องสร้างผลลัพธ์อย่างสมดุลทั้งด้าน “วัตถุ” และ “จิตใจ” กล่าวคือ นอกจากการสร้างผลผลิตทางการเกษตรที่ดีต่อสุขภาพ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้แล้ว ต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงานควบคู่กันไป

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการได้ผลผลิตทางการเกษตร แต่ต้องทำให้คนมีความสุข มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทุกพื้นที่ที่ สกร. เข้าไปขับเคลื่อนต้องเป็นทั้งพื้นที่แห่งการเรียนรู้ พื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่แห่งโอกาส เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง”

Learn to Earnสกร.เกษตรธรรมชาติ

NSM เปิดเวที ‘INTEDIF 2026’ ดึงผู้นำพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลกร่วมปักหมุดทิศทางแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่

18 สิงหาคม 2569 เวลา 18:31 น.

NSM เปิดเวทีใหญ่ “INTEDIF 2026” ดึงผู้นำพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลกร่วมปักหมุดทิศทางแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่พร้อมนำคณะเข้าชม “ฟิวเจอเรียม” ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ Asia Pacific Network of Science and Technology Centres (ASPAC) เปิดการประชุม International Directors Forum 2026 (INTEDIF 2026) ภายใต้แนวคิด “Evolving our Organizations Amidst a Rapidly Changing World” เวทีสำคัญที่รวมผู้บริหารระดับสูงจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ทั่วโลก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาองค์กรให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมร่วมกำหนดทิศทางและยกระดับบทบาทของพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในการสร้างคุณค่า ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม และร่วมขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM พร้อมด้วย Maria Isabel Garcia President , ASPAC (The Mind Museum) และผู้นำเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ได้แก่ Christofer Nelson President and CEO, Association of Science and Technology Centers (ASTC), Maria João Fonseca President, European Network of Science Centres and Museums (ECSITE) , Maissa Azab Executive Director, The North Africa and Middle East Science Centers Network (NAMES), Miguel Garcia-Guerrero Executive Director, The Network for the Popularization of Science and Technology in Latin America and the Caribbean (RedPOP) และ Rufus Wesi Chairman, The South African Association of Science & Technology Centres (SAASTEC) ร่วมเปิดการประชุม ณ ห้องประชุมแสงเดือน–แสงเทียน พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า NSM ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี         

นายสุวรงค์  กล่าวว่า NSM และประเทศไทยรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับผู้บริหารระดับสูงกว่า 30 หน่วยงาน จำนวน 51 คน จาก 20 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าร่วมการประชุม INTEDIF 2026 ซึ่งการที่ผู้นำพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้จากนานาประเทศมารวมตัวกันในประเทศไทยครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมกันมองไปข้างหน้าว่าองค์กรของเราจะปรับตัวและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลกระทบและโอกาสจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบการบริหารจัดการ การเรียนรู้ และการสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้เข้าชม ตลอดจนการพัฒนาองค์กรและสังคมอย่างยั่งยืน รวมถึงการแสวงหารูปแบบความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างเครือข่ายในระดับนานาชาติ

“เราเชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ในโลกยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่ต้องสามารถปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยงผู้คนกับองค์ความรู้ และมีบทบาทในการช่วยสังคมทำความเข้าใจและรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ การรวมตัวของผู้นำจากทั่วโลกในครั้งนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะมุมมองและประสบการณ์ที่หลากหลายจะนำไปสู่แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ ตลอดจนความร่วมมือที่จะช่วยยกระดับวงการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในระดับสากล” นายสุวรงค์ กล่าว

ด้าน Maria Isabel Garcia, President, ASPAC กล่าวว่า การประชุม INTEDIF 2026  เกิดจากความร่วมมือของ 6 ภาคีเครือข่าย ได้แก่  ASPAC, ASTC, ECSITE, NAMES, RedPOP และ SAASTEC ที่มาร่วมกันกำหนดทิศทางเพื่อสร้างบทบาทที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอนาคตร่วมกัน เราหวังว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ตลอดการประชุม จะนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น และช่วยให้พิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์สามารถทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในอนาคต

ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหารและผู้นำเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ระดับโลกจากกว่า 20 เขตเศรษฐกิจ ได้เข้าเยี่ยมชม “ฟิวเจอเรียม” (Futurium) ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ระดับภูมิภาคของ NSM ที่มุ่งจุดประกายสร้างสรรค์นวัตกรรมและอนาคตอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับมิติทางสังคม อาชีพ และสภาพแวดล้อม นำเสนอผ่านนิทรรศการอินเทอร์แอคทีฟกับโซน Innovation World และ Job World เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน ครอบครัว และประชาชนทุกช่วงวัยได้ค้นพบแรงบันดาลใจ ตลอดจนเตรียมความพร้อมรับมือกับทักษะแห่งโลกอนาคตอย่างเท่าทัน

INTEDIF 2026NSM

‘เต๋า สมชาย’ อาลัยสุดซาบซึ้งถึง ‘เรย์ แมคโดนัลด์’ ลั่นมิตรภาพ ‘กูจะรักและคิดถึงมึงตลอดไป’

19 สิงหาคม 2569 เวลา 15:56 น.

สร้างความโศกเศร้าให้กับแฟนคลับและวงการบันเทิงเป็นอย่างมาก เมื่อ เต๋า-สมชาย เข็มกลัด (somchai_khemglad) ได้ออกมาโพสต์ภาพขาวดำสุดคลาสสิกคู่กับเพื่อนสนิทอย่าง เรย์ แมคโดนัลด์ ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว เพื่อแสดงความอาลัยและระลึกถึงมิตรภาพอันยาวนาน

โดย เต๋า สมชาย ได้ลงภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง นาคปรก ที่ทั้งสองเคยแสดงนำร่วมกัน พร้อมระบุแคปชันสุดกินใจว่า:“หลับให้สบายเพื่อน กูจะรัก และคิดถึงมึงตลอดไป ไอ้เพื่อนรัก… กูเอง #เรย์แมคโดนัลด์”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงและแฟนคลับจำนวนมากเข้ามาร่วมแสดงความเสียใจ อาลัยต่อการจากไปของนักแสดงมากฝีมืออย่าง เรย์ แมคโดนัลด์ และส่งกำลังใจให้ เต๋า สมชาย กับครอบครัวกันอย่างต่อเนื่อง