‘วิทย์ – ความงาม’ อยู่ใกล้ตัวเรานิดเดียว! NSM ชวนชมนิทรรศการ ‘วิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง’ ในงานมหกรรมวิทย์ฯ

16 สิงหาคม 2569 เวลา 17:13 น.

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM ร่วมกับบริษัท แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก เปิดนิทรรศการ “วิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง (Decode Your Skin, Discover Your Beauty Destination)” เพื่อให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ความงามและผิวพรรณ จัดแสดงในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 23 ส.ค.นี้ เพื่อเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรม Wellness และ Beauty ของประเทศ ในงานเปิดนิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง (Decode Your Skin, Discover Your Beauty Destination) มีนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM และนายอรรควุฒิ สุวรรณประกร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก พร้อมผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีดารานักแสดงชื่อดังเข้าร่วมด้วย อาทิ ศรราม เทพพิทักษ์ ที่มาพร้อมกับลูกสาวตัวน้อย “น้องวีจิ” นุสบา ปุณณกันต์ ฝันเด่น จรรยาธนากร จอย T–Skirt รวมทั้งนักร้องวัยรุ่น T – Pop ชื่อดัง อย่าง JAY DICE – กาญจน์โสภณ วิรุณนิติพนธ์ และ ALEX DICE – อเล็กซ์ซานเดอร์ บัคแลนด์ ที่มาทำหน้าที่ไกด์นำชมนิทรรศการ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคักคัก ท่ามกลางเสียงกรี๊ดที่ดังสนั่นหวั่นไหวลั่นฮอลล์จากบรรดาแฟนคลับ  นายสุวรงค์ กล่าวเปิดงานว่า NSM มีภารกิจหลักในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนและเยาวชนของชาติ ด้วยการเรียนรู้นอกห้องเรียนตามอัธยาศัยผ่านกิจกรรมและนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ ความร่วมมือกับ แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก ที่กำลังก้าวสู่การดำเนินงานครบรอบ 50 ปี ก็เช่นกันถือเป็นวาระสำคัญในการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ของสองหน่วยงานโดยการผสานความเชี่ยวชาญระหว่างองค์ความรู้เชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์ผิวพรรณที่มุ่งเน้นการยกระดับความรู้ให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพผิวและการดูแลตัวเองอย่างยั่งยืนจากแพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก กับศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของ NSM ผ่านนิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง ที่นำมาจัดแสดงในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ โดยจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 23 ส.ค. นี้ “นิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริงมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้และแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ผ่านการเรียนรู้เรื่องผิวพรรณและความงามในมิติทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการดูแลสุขภาพผิวอย่างถูกต้อง มีเหตุผลและยั่งยืนพร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นถึงโอกาสในสายอาชีพนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของประเทศไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและมีมาตรฐานในระดับสากลต่อไป” นายสุวรงค์ กล่าว  ด้านนายอรรควุฒิ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง เป็นนิทรรศการที่แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก ตั้งใจนำเสนอโดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ความงามและผิวพรรณอย่างสนุกสนาน ตลอดจนส่งเสริมทักษะอาชีพแห่งอนาคตให้กับน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจในสายงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางตลอดจนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของอุตสาหกรรม Wellness และ Beauty ของประเทศภายใต้คอนเซปต์สุดท้าทาย “TRUE BEAUTY ความงามที่แท้จริงต้องคำนวณได้” ที่จะเปลี่ยนภาพจำของวิทยาศาสตร์ความงามและสกินแคร์ ให้กลายเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และจับต้องได้ด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต นายอรรควุฒิ กล่าวต่อว่า นิทรรศการวิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง แบ่งเป็น 5 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 Introduction: รู้จักผิว จะมีการให้ความรู้ตั้งแต่โครงสร้างผิวหนัง ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ที่จะต้องเจอกับแสงแดด มลภาวะ การนอน ความเครียด อาหาร และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพผิว โซนที่ 2 เรื่องของTexture: ความเรียบเนียนใส กับภารกิจถอดรหัสสิว วิธีการดูแล โซนที่ 3 Complexion: ความสม่ำเสมอของผิว ถอดรหัสสีผิวของเรา (Decoding Skin Tone) โซนที่ 4 Aging: ความเสื่อมสภาพของผิว และโซนที่ 5 Good Appearance: เรื่องราวการเดินทางกว่า 50 ปีของแพน ราชเทวีฯ ที่นำเอาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับศาสตร์ความงามเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย  ขณะที่นายสุวรงค์ กล่าวปิดท้ายว่า จากนี้ NSM และ แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก พร้อมที่จะผนึกกำลังตามนโยบายของกระทรวง อว. ในการสร้างความตระหนักให้กับสังคมถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในทุกศาสตร์และชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรม Wellness และ Beauty ของประเทศไทยต่อไป   

NSM, นิทรรศการ, มหกรรมวิทย์ฯ

อว.จัดยิ่งใหญ่!! มหกรรมวิทย์ฯ 69 “ยศชนัน” เปิดงาน เชิดชูสุดยอดเยาวชน-ครูนักวิทย์แห่งปี

15 สิงหาคม 2569 เวลา 19:59 น.

อว.จัดยิ่งใหญ่!! “ยศชนัน” เปิดฉากมหกรรมวิทย์ฯ 69 ชูพลังนวัตกรรมแก้ปัญหาโลก พลิกโฉมวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องใกล้ตัว เปิดพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจที่เด็กและทุกคนจับต้องได้ พร้อมเชิดชูสุดยอดเยาวชน-ครูนักวิทย์แห่งปี

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future” หรือ “วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM คณะผู้บริหาร อว. และคณะผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงาน ณ เวทีกลาง งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ งานวิทย์ฯ 69 จึงมุ่งเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการลงมือทำ ทดลอง และค้นพบศักยภาพของตนเอง “สิ่งที่เราอยากเห็นจากงานนี้ไม่ใช่เพียงเด็กและเยาวชนได้รับความรู้ แต่ต้องเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำความรู้ไปต่อยอด ตั้งคำถามใหม่ และสร้างสิ่งใหม่ให้กับประเทศ เพราะกำลังคนคุณภาพคือพื้นฐานสำคัญของการสร้างประเทศไทยในอนาคต” โดยแนวคิดการจัดงานยังสะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์ที่สามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืน

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือจากเครือข่ายกว่า 96 หน่วยงาน ใน 8 ประเทศ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง โดยภายในงานมีนิทรรศการและกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย, นิทรรศการ AI Revolution ที่ชวนเรียนรู้ทักษะมนุษย์ในโลกยุคใหม่, นิทรรศการตามล่าหาแร่ (Rare Earth), นิทรรศการดอกไม้เปลี่ยนโลก และความลับของท้องทุ่ง รวมถึงผลงานวิจัยสุดล้ำจากหน่วยงาน อว. เช่น อุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำรวจดวงจันทร์ “CE-7MATCH” ฝีมือคนไทย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Interactive Learning ทั้ง Science Lab และ Coding & AI จาก อพวช. ให้เด็ก ๆ และประชาชนได้สนุกกับการลงมือปฏิบัติจริง

โอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2026 เพื่อเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวม 7 รางวัล แบ่งเป็นรางวัลระดับเยาวชน (Project Award) 5 รางวัล ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จากผลงานนวัตกรรมที่แก้ปัญหาจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ระบบควบคุมศัตรูพืชอัตโนมัติ, ไบโอมาร์กเกอร์คัดกรองมะเร็งปากมดลูก, การฟื้นฟูปะการัง, การประยุกต์ใช้ AI วินิจฉัยมาลาเรีย (MalariaX) และแพลตฟอร์มคัดกรองโรคหลอดเลือดสมอง (StrokeSight) พร้อมมอบรางวัลระดับครู (Teacher Award) 2 รางวัล แก่นายสมโชค แก้วอุทัศน์ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น และนางจันทร์จิรา ชัยอินทรีอาจ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ซึ่งผลงานทั้งหมดสะท้อนศักยภาพของคนไทยในการนำวิทยาศาสตร์และ AI มาพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

สำหรับประชาชนและเยาวชนที่สนใจค้นหาแรงบันดาลใจและเปิดโลกทัศน์สู่อนาคต สามารถร่วมงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” ได้ตั้งแต่วันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และเตรียมพบกับการขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ภูมิภาคผ่าน “มหกรรมวิทย์ฯ ภูมิภาค” ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

Facebook

‘ยศชนัน’มอบ OKMD ลุย 5 มิชชัน ปลดล็อกศักยภาพคนไทย สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ

15 สิงหาคม 2569 เวลา 13:03 น.

‘ยศชนัน’ปักธง Thailand Brain Initiative มอบ OKMD เป็นโต้โผ ปลดล็อกศักยภาพสมองคนไทย ดัน 5 มิชชันสู่ New Growth Engine–Intelligence Economy   ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดแนวคิดจัดตั้ง “Thailand Brain Initiative” วางวิทยาศาสตร์สมองเป็นฐานสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพคนไทยตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน ผู้พิการ จนถึงผู้สูงอายุ ภายใต้แนวคิด “Every Mind, Full Potential” พร้อมมอบหมายสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เป็นโต้โผเชื่อมเครือข่ายมหาวิทยาลัย นักวิจัย แพทย์ วิศวกร ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายศาสตร์ ร่วมพัฒนา Framework ผลักดันสู่กรอบระดับชาติ หวังสร้างความเชี่ยวชาญด้าน Brain Science ของไทย และต่อยอดสู่ New Growth Engine ภายใต้เศรษฐกิจที่แข่งขันด้วยปัญญามากกว่าต้นทุน   ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวระหว่างการบรรยายในงาน “Brain Longevity Bootcamp 2026” ซึ่ง OKMD  ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กรุงเทพมหานคร จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 14–16 สิงหาคม 2569 ณ ห้องสมุดสิ่งแวดล้อม สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) กรุงเทพมหานครโดยการจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 1 จากทั้งหมด 4 ครั้ง ว่า แนวคิด Thailand Brain Initiative เกิดขึ้นจากการมองศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับสมองให้ลึกกว่าการศึกษาด้านการแพทย์เพียงอย่างเดียว และนำความเข้าใจเรื่องสมองไปเชื่อมโยงกับสุขภาพ การเรียนรู้ ผู้พิการ วัฒนธรรม เทคโนโลยี ตลอดจนเศรษฐกิจใหม่   ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายประเทศให้ความสำคัญกับการศึกษาสมองอย่างจริงจัง ทั้งโครงการ Blue Brain Project และ Brain Initiative ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำไปสู่การลงทุนด้านงานวิจัยและองค์ความรู้จำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยเองมีฐานความรู้ นักวิจัย และบริบทเฉพาะที่สามารถสร้างความได้เปรียบ โดยเฉพาะการศึกษาสมองและพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับสุขภาวะ จิตใจ การทำสมาธิ ความรู้สึก ตลอดจนวัฒนธรรมและประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส   ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า หากประเทศไทยสามารถลงลึกถึงกลไกการทำงานของ Neurocircuit หรือวงจรประสาท เข้าใจว่าอารมณ์ ความรู้สึก และกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้เกิดการกระตุ้นของสมองอย่างไร เชื่อมโยงกับฮอร์โมนและระบบชีวภาพอย่างไร จะช่วยเปลี่ยนองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาที่ปัจจุบันอาศัยประสบการณ์และความรู้สึก ไปสู่องค์ความรู้ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถนำไปสร้างนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ได้   สำหรับ Thailand Brain Initiative เบื้องต้นวางกรอบการขับเคลื่อนใน 5 มิชชันหลัก ได้แก่ Brain Health & Well-being หรือ “Live Better” นำวิทยาศาสตร์สมองไปพัฒนาสุขภาพและสุขภาวะ เชื่อมโยงกับ Scientific Wellness ซึ่งมีศักยภาพเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ   มิชชันที่สอง Learning & Human Potential มุ่งนำความเข้าใจเกี่ยวกับสมองมาปลดล็อกศักยภาพการเรียนรู้ ตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการออกแบบการเรียนรู้แบบ Personalized ที่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของสมองแต่ละคน   มิชชันที่สาม Neurotechnology & Disability พัฒนาเทคโนโลยีสมองและเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้พิการ รวมถึง Brain–Computer Interface หรือ BCI เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสื่อสาร การเคลื่อนไหว การฟื้นฟู และการดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระ หรือ Independent Living   มิชชันที่สี่ Sensory & Neurocultural Economy นำ Neuroscience มาศึกษาและ “ถอดรหัส” ทุนทางวัฒนธรรมและประสบการณ์แบบไทย ตั้งแต่รสชาติ สี เสียง กลิ่น ไปจนถึงความรู้สึกและประสบการณ์ทางวัฒนธรรม เพื่ออธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ว่าสิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับสมอง ฮอร์โมน ระบบชีวภาพ และสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก่อนต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ มิชชันที่ห้า Brain-Inspired Computing ศึกษาการทำงานของสมองทั้งภาวะปกติและผิดปกติ เพื่อนำหลักการทำงานของสมองไปพัฒนาเทคโนโลยี Computing, Neural Network, Multi-sensory AI ตลอดจน Chip และ Hardware รูปแบบใหม่   ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำในหลายสาขา โดยเฉพาะ Sensory และ Cultural Neuroscience เนื่องจากไทยมีทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งอยู่แล้ว หากสามารถนำวิทยาศาสตร์สมองเข้ามาอธิบายและสร้างองค์ความรู้ใหม่ จะช่วยยกระดับทุนวัฒนธรรมจากสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง ไปสู่ฐานการสร้างนวัตกรรมและเศรษฐกิจใหม่ ทั้งนี้ ประสบการณ์จากการพัฒนา Brain–Computer Interface และเทคโนโลยีสำหรับผู้พิการในอดีต ทำให้เห็นว่า งานวิจัยไม่ควรสิ้นสุดอยู่เพียงต้นแบบในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องพัฒนาไปถึงมาตรฐาน การผลิต การซ่อมบำรุง ทรัพย์สินทางปัญญา และ Commercialization เพื่อให้ประชาชนจำนวนมากสามารถเข้าถึงได้   “ถ้าเราทำเทคโนโลยีขึ้นมาแล้วสร้างความหวังให้คนพิการ แต่สุดท้ายไม่สามารถทำให้เขาใช้ได้จริง ก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เทคโนโลยีมีคุณภาพดี ราคาประหยัด และขยายผลได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมระบุว่า การ Commercialization ไม่ได้ขัดกับการสร้างประโยชน์เพื่อสังคม ตรงกันข้าม หากสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือ Startup ที่แข่งขันในตลาดโลกและสร้างรายได้ ก็สามารถนำทรัพยากรกลับมาพัฒนาเทคโนโลยีให้คนไทยเข้าถึงได้มากขึ้น เป็นการเดินหน้าทั้งมิติธุรกิจและ Social Impact ไปพร้อมกัน   รมว.อว. กล่าวด้วยว่า อีกโจทย์สำคัญคือการสร้างระบบนิเวศรองรับ เพราะแม้จะมีอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการที่ดีเพียงใด แต่หากผู้ใช้ Wheelchair ยังไม่สามารถออกจากบ้าน ขึ้นรถโดยสาร เดินทางไปทำงาน หรือใช้พื้นที่สาธารณะได้อย่างสะดวก เทคโนโลยีก็ยังไม่สามารถสร้าง Independent Living ได้อย่างแท้จริง การพัฒนาจึงต้องคิดทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยี มาตรฐาน สภาพแวดล้อม ระบบขนส่ง ไปจนถึงการใช้ชีวิตในสังคม นอกจากนี้ ยังมองว่า การเข้ามาของ AI จะช่วยเร่งการวิเคราะห์ข้อมูลสมองและค้นหา Pattern ที่ในอดีตต้องใช้เวลาศึกษาจากตัวแปรจำนวนมาก แต่การนำ AI มาใช้ต้องเดินควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะกลไกของ Neurocircuit เพื่อให้สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดสมองจึงตอบสนองในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงทราบผลจาก Algorithm เท่านั้น   สำหรับบทบาทของ OKMD ศ.ดร.ยศชนันได้มอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นโต้โผในการตั้งต้น Thailand Brain Initiative เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านนโยบายอย่าง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) มหาวิทยาลัย นักวิจัย แพทย์ วิศวกร ภาคเอกชน และคนต่างเจเนอเรชันเข้ามาร่วมกันออกแบบ ไม่ใช่ให้ OKMD ดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียว โดยหลังจากนี้จะมีการหารือในกลุ่มย่อยเพื่อพัฒนา Framework และผลักดันไปสู่กรอบระดับชาติ รวมถึงสร้างเครือข่าย สถาบัน และ Community ด้าน Brain Science ที่เข้มแข็งของประเทศไทย   ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ตั้งเป้าให้การพัฒนาแนวทางดังกล่าวมีความชัดเจนภายในสิ้นปี 2569 เพื่อวางรากฐานการขับเคลื่อนในระยะต่อไป โดยมองว่าไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันในระบบเศรษฐกิจด้วย “ราคาถูก” เพราะข้อจำกัดด้านขนาดประชากรทำให้ยากต่อการแข่งขันกับประเทศขนาดใหญ่ แต่ควรสร้างความได้เปรียบด้วยศักยภาพทางปัญญา ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของคนไทย “ประเทศไทยควรเดินไปสู่ Intelligence Economy ใช้ความฉลาดและศักยภาพของคนไทยเป็นฐานการแข่งขัน เรามีคนเก่ง มีผลงานระดับโลก และมีศักยภาพที่จะทำเรื่องเหล่านี้ได้ หากสร้าง Network ขึ้นมาช่วยกันทำ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมย้ำว่า Thailand Brain Initiative จะไม่ใช่เพียงเรื่องของการศึกษาสมอง แต่เป็นโอกาสในการสร้าง New Growth Engine ที่เชื่อม Brain Science เข้ากับ AI, Computing, Scientific Wellness และเศรษฐกิจวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ภายใต้แนวคิด “Every Mind, Full Potential” ปลดล็อกทุกสมองให้ไปถึงศักยภาพสูงสุด

OKMD, ยศชนัน, อว.

ศน. ผสานพลัง 14 จังหวัดภาคใต้ ขับเคลื่อนแผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 สร้างสังคมคุณธรรมเข้มแข็ง

14 สิงหาคม 2569 เวลา 17:06 น.

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ระดับภาคใต้ ณ โรงแรมสินเกียรติบุรี อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล โดยมี นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ผู้แทนศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) วัฒนธรรมจังหวัด และเครือข่ายส่งเสริมคุณธรรมจาก 14 จังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมประชุมกว่า 106 คน

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนามุ่งขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณธรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู” ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันศาสนา และชุมชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของประชาชน และขยายผลต้นแบบความสำเร็จสู่สังคมในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมคุณธรรมที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ภายในงานมีการบรรยาย หัวข้อ “แนวทางการส่งเสริมคุณธรรม 5 ประการ ภายใต้มิติหลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงามในระดับพื้นที่” ,“ความสำเร็จในการขับเคลื่อนบุคคล ชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม เชิงพื้นที่ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570)” ตลอดจนการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ความท้าทาย และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2571 – 2575) ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางสำคัญในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติใน 4 ภูมิภาค ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนผลการดำเนินงาน รับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่วมกันวิเคราะห์ประเด็นที่มีความท้าทายและแนวทางพัฒนาการขับเคลื่อนงานส่งเสริมคุณธรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และเครือข่ายคุณธรรมจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 680 คน

ทั้งนี้ ข้อเสนอและความคิดเห็นจากทั้ง 4 ภูมิภาค จะถูกรวบรวมนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบาย ทิศทาง และจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 รวมถึงวางแนวทางการขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป อันนำไปสู่การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างสังคมคุณธรรม จริยธรรม พร้อมร่วมผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ “สังคมคุณธรรม” อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในทุกมิติ

กรมการศาสนา, กระทรวงวัฒนธรรม, แผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3

สุริยะ กำชับกรมชลฯ-หน่วยงาน ติดตามสถานการณ์น้ำ รับมือผลกระทบปรากฏการณ์เอลนีโญ

16 สิงหาคม 2569 เวลา 11:00 น.

“สุริยะ”กำชับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์น้ำรับมือผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ คาดการณ์น้ำในเขตชลประทานมีเพียงพอทั้งปี เร่งเตรียมแผนช่วยเหลือเกษตรกรนอกเขตชลประทานลดผลกระทบจากภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม

16 สิงหาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำเพื่อรับมือผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญเพื่อลดผลกระทบต่อภาคการเกษตรและความต้องการอุปโภค บริโภคของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมชลประทานได้รายงานให้ทราบถึงสถานการณ์ล่าสุดพบว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำยังมีเพียงพอสำหรับฤดูการเพาะปลูก แต่ยังต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝนซึ่งหากมีฝนตกต่อเนื่องและสามารถเก็บกักน้ำได้เพียงพอ

ทั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถบรรเทาผลกระทบจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีการประเมินว่าจะเกิดภัยแล้งในช่วงปลายปีได้ โดยคาดว่าตลอดทั้งปีนี้ น้ำจะมีเพียงพอในพื้นที่เขตชลประทาน แต่ในพื้นที่นอกเขตประทานอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือและเสนอทางให้เกษตรกรสามารถปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม

สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กรมชลประทาน,เอลนีโญ,

‘สุชาติ’บุกเพชรบุรี! ‘เปิดประตูระบายน้ำ’ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำเค็มรุกล้ำ 4,000 ไร่

14 สิงหาคม 2569 เวลา 13:43 น.

‘สุชาติ ชมกลิ่น’ บุกเพชรบุรี! เปิดประตูระบายน้ำคลองอรรถสิทธิ์ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำเค็มรุกล้ำ 4,000 ไร่ พร้อมลุยชายฝั่งเร่งแก้ปัญหา ‘กระซ้า’ ทับถม สั่งขุดลอกช่วยเรือประมงพื้นบ้าน

         วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการประตูระบายน้ำคลองอรรถสิทธิ์ ณ ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอเมืองเพชรบุรี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ก่อนเดินทางต่อไปยังชายฝั่งคลองปากทะเล ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม เพื่อติดตามปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการทับถมของ ‘กระซ้า’ (เศษเปลือกหอยและหินปูน) ที่ส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้าน

         การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการต้อนรับและหารือแนวทางร่วมกับ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี, นายชัยยะ อังกินันทน์ นายก อบจ.เพชรบุรี, นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี เขต 1, นายฤกษ์ อยู่ดี สส.เพชรบุรี เขต 2, จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3 รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่

         นายสุชาติ เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั้งช่วงน้ำมากและน้ำแล้ง สำหรับประตูระบายน้ำคลองอรรถสิทธิ์เป็นโครงการที่ สส.ธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ได้ผลักดันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม กักเก็บน้ำช่วงฤดูแล้ง และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรม โดยประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ 1.พื้นที่การเกษตรฤดูฝน: ได้รับประโยชน์กว่า 4,000 ไร่ และ 3.พื้นที่การเกษตรฤดูแล้ง: ได้รับประโยชน์ประมาณ 700 ไร่ ซึ่งครอบคลุมประชาชนกว่า 625 ครัวเรือน ในเขตอำเภอเมืองเพชรบุรี

         จากนั้น รัฐมนตรีฯ ได้เดินทางลงพื้นที่หมู่ 2 และหมู่ 3 ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม รับฟังเดือดร้อนของชาวประมงพื้นบ้านจากปัญหาการสะสมตัวของ ‘กระซ้า’ (เศษชิ้นส่วนเปลือกหอย เปลือกปู และสิ่งมีชีวิตเปลือกแข็ง) ที่ถูกลมและกระแสน้ำพัดพามาทับถมบริเวณปากอ่าวและร่องน้ำ

         ซึ่งการสะสมตัวของ ‘กระซ้า’ ทำให้ร่องน้ำตื้นเขินอย่างหนัก เรือประมงสัญชาติพื้นบ้านเข้า-ออกด้วยความยากลำบาก เสี่ยงต่ออุบัติเหตุและเพิ่มต้นทุนการออกเรือ ซึ่งนายสุชาติได้พบปะให้กำลังใจประชาชน พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อคืนความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้แก่พี่น้องชาวประมงอย่างยั่งยืน

ทส, ประตูระบายน้ำคลองอรรถสิทธิ์, สุชาติชมกลิ่น, เพชรบุรี, แก้ปัญหากระซ้า

คุณแหน : 17 สิงหาคม 2569

17 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

คุณแหน

๐๐ ยินดีกับ รศ.พญ. เยาลักษณ์ ชาญศิลป์, วิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล, สุนทร เชาว์กิจค้า, ภัทธิรา หาญสกุล, บุญชัย อัศวอรุโณทัย, ประเทือง มนตรี, ชยาภรณ์ นวมงคล, ฉวีวรรณ ทิมา ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา..๐๐

๐๐ ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผอ.ใหญ่ ดีป้า พร้อมด้วย ดร.ปรีสาร รักวาทิน ร่วมลงนาม MOU “โครงการความร่วมมือในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการไทย” กับ ฉี ชิง-ฟู่ ซีอีโอและ กก.ผจก. LH Bank, มาร์ค เฉิน และ ดร.ปองภพ ลีนะวงศ์ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัล ยกระดับ SMEs ไทยสู่ความยั่งยืน..๐๐

๐๐ บุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รอง ผวจ.ฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดกิจกรรม “12 สิงหา แม่พาเที่ยว…ย้อนวันวาน ณ นครเนื่องเขต” ภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นเทศบาลตำบลนครเนื่องเขต อ.เมืองฉะเชิงเทรา..๐๐

๐๐ ดร.มงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ต้อนรับ วรณัฐ สุโฆษสมิต นายกสมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย พร้อมคณะกรรมการสมาคมฯ พร้อมหารือแนวทางบูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริมธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนในตลาดทุนไทย..๐๐

๐๐ ชาว ปธพ. 3 ร่วมยินดีกับ ดร.นพ.ธวัชชัย กมลธรรม ที่ได้เป็น รองอธิการบดี สถาบันพระบรมราชชนก..๐๐

๐๐ ส.พญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล วันเกิดได้ฉลองกับครอบครัวไป 2 มื้อ และได้ทำบุญหลาย รพ. พร้อมร่วมบริจาคเงินช่วยการศึกษาเด็กพิเศษ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์และช่วยเด็กพิการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ เรียกว่าอิ่มทั้งบุญและอิ่มท้องแน่นๆ..๐๐

๐๐ อนุโมทนาบุญกับ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ที่ได้ส่งมอบเงินร่วมทำบุญในงานศพมารดา ร.อ.หญิงชื่นสุข จันทร์สุวานิชย์ ให้กับ รพ. สมเด็จพระปิ่นเกล้า..๐๐

๐๐ ศิรินิภา เตียงสกุล บริจาคสมทบศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รพ.จุฬาลงกรณ์..๐๐
๐๐ศศิธร จันทรสมบูรณ์ สุดปลื้มที่วันเกิดปีนี้ครบ 5 รอบ เพื่อนๆ ปธพ. 8 เลี้ยงฉลองให้อย่างอบอุ่น..๐๐

๐๐ มิตรสหายร่วมยินดีกับ เข็มชาติ สังฆะคาม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ ที่ไปเปิด Global house สาขาที่ 100 จ.อุดรธานี..๐๐

๐๐ คมกฤช สัจจาอนันตกุล วันเกิดนอกจากได้ฉลองกับครอบครัวที่บ้านอย่างอบอุ่น และใช้เวลาว่างนั่งออกแบบบ้านตัวเองที่เขาใหญ่..๐๐

๐๐ ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล นำนักเรียน BCC ม.3-4 ร่วมอัปสเกลทักษะแห่งอนาคต ฝึกการคิดวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ และยึดโยงประสบการณ์สู่โลกความเป็นจริงด้วย AI ณ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล วิทยาเขตศาลายา..๐๐

น้องใหม่

คุณแหน : 15 สิงหาคม 2569

15 สิงหาคม 2569 เวลา 02:00 น.

     ขอเชิญชมนิทรรศการ “กิตติคุณ กิติยากร” เพื่อน้อมรำลึกถึงราชสกุลกิติยากร และพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร นิทรรศการนี้จัดที่ ชั้น 6 ห้องหนังสือหายาก สำนักวิทยทรัพยากร หรือหอสมุดกลางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 08.00-19.00 น. วันเสาร์เวลา 09.00-18.00 น. (บุคคลภายนอกจุฬาฯ คิดค่าบริการเข้าหอสมุดเพียง 20 บาท)

     น้ำตาล พ-วงเดือน ยนตรรักษ์ ปลื้มปริ่มอิ่มเอมเปรมกมลเป็นยิ่งนัก เพราะวันแม่แห่งชาติปีนี้ ลูกนัท พณ ยนตรรักษ์ ทำอาหารประเภทเส้น ๆ ของอิตาเลียนเลี้ยงแม่ แต่ก็มิใช่ว่าเลี้ยงเฉพาะคุณแม่เท่านั้น เพราะคุณพ่อ ณัฐ ยนตรรักษ์ ก็ได้อิ่มเอมเกษมสำราญกับอาหารฝีมือลูกชายไปพร้อมกับคุณแม่

     กนกรส พงศทัต สุวรรณสรางค์ สอนลูกสาววัย 16 ปี ฮันนา ธนญา พงศทัต สุวรรณสรางค์ ว่าถึงแม้จะเป็นนักเรียนนอก แต่ก็ต้องไม่ลืมคุณลักษณะของความเป็นไทยแท้ โดยเฉพาะคุณสมบัติที่ดีของกุลสตรีไทย และที่สำคัญคือการอ่อนน้อมถ่อมตน

     แก้ว รศ. น.สพ. ดร. สุดสรร ศิริไวทยพงศ์ เกษียณราชการจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้หนึ่งปีแล้ว แต่ลูกศิษย์ทั้งเก่าเก๊าเก่า และศิษย์หมาด ๆ ยังคงติดต่อกับครูแก้วอย่างคงเส้นคงวาเหมือนเดิม ในขณะที่เจ้าตัวก็บอกว่าแม้จะพ้นจากความเป็นข้าราชการแล้ว แต่ก็ไม่เคยหมดความเป็นครู และยินดีเสมอเมื่อได้ยินข่าวลูกศิษย์ประสบความสำเร็จใจชีวิตและหน้าที่การงาน

     ขออภัยแหล่งข่าวที่ส่งข่าวเรื่องลูกสะใภ้ของตนเองบ้าง ของคนอื่นบ้างตั้งครรภ์ เนื่องจากคอลัมน์นี้ไม่ได้เห็นว่าการตั้งครรภ์ของมนุษย์เป็นเรื่องพิสดารบานบุรี จึงขออนุญาตประกาศ ณ ที่นี้ว่า ขอไม่ลงเรื่องให้นะขอรับ ทราบแล้วเปลี่ยน ส่วนหากมีเรื่องที่เป็นประโยชน์ และน่ายินดีต่อคนหมู่มากก็เต็มใจลงให้เสมอ

    โต อรุชา ลีนุตพงษ์ เจ้าของร้านอาหารชื่อ CIBO อาหารตะวันตกฟิวชันสไตล์โฮมเมด ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามสนามกีฬาแห่งชาติ ซอยเกษมสันต์ 2 มาบัดนี้หลายคนที่เคยรู้จักโตเป็นอย่างดีบอกว่า โตแปลงร่าง กลายเป็นโตร่างทอง เพราะเมื่อต้นปีนี้ยังมีร่างกายใหญ่โตมากจนสมชื่อ แต่มาบัดนี้กลับมีรูปร่างบอบบางระหงจนทำให้ต้องโดยพร้อมเพรียงกันว่า โตทำอย่างไรจึงร่างงามเช่นนี้

Victor Lee

ไดกิ้น x แสนสิริ ขับเคลื่อนโมเดล “Sustainable Cooliving Lifecycle” เพื่อเป้าหมายด้านความยั่งยืน

17 สิงหาคม 2569 เวลา 16:42 น.

บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ประกาศความร่วมมือในการสนับสนุน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในการขับเคลื่อนโมเดล “Sustainable Cooliving Lifecycle” แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนที่แสนสิริริเริ่มขึ้น เพื่อดูแลคุณภาพการอยู่อาศัยควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของอาคาร โดยไดกิ้นร่วมสนับสนุนด้านเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ มาตรฐานการจัดการสารทำความเย็น และองค์ความรู้ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้งานระบบปรับอากาศ ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสององค์กรในการยกระดับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรภายในอาคารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการดูแลเครื่องปรับอากาศและการจัดการสารทำความเย็น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในภาคที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์  สำหรับประเทศไทย เครื่องปรับอากาศเป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ขณะที่การพูดถึงเครื่องปรับอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมักมุ่งเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นหลัก แต่อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการสารทำความเย็นอย่างเหมาะสม เนื่องจากในกระบวนการติดตั้ง บำรุงรักษา หรือรื้อถอนเครื่องปรับอากาศ อาจมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของสารทำความเย็น ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี  ภายใต้โมเดล Sustainable Cooliving Lifecycle แสนสิริได้นำแนวคิดการดูแลทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตอาคารมาประยุกต์ใช้ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการระบบปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม การบำรุงรักษาตามมาตรฐาน การเก็บคืนสารทำความเย็น การฟื้นฟูคุณภาพ และการนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศ ไดกิ้นได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าวผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ มาตรฐานการเก็บคืนและบริหารจัดการสารทำความเย็น การสนับสนุนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อช่วยให้แนวทางที่แสนสิริพัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม  นายวรุตม์  เลขะจิระกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเครื่องปรับอากาศ นอกจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแล้ว การดูแลระบบตลอดอายุการใช้งานก็เป็นอีกส่วนสำคัญ ไดกิ้นจึงมองว่าสิ่งที่เราส่งมอบได้จริงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน แต่ยังรวมถึงกระบวนการดูแลที่ทำให้ทรัพยากรทุกส่วนถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ความร่วมมือกับแสนสิริในครั้งนี้ ช่วยทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในระดับที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้ โดยที่การใช้ชีวิตประจำวันยังคงสะดวกสบายเหมือนเดิม” ความร่วมมือครั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการในโครงการและอาคารภายใต้การดูแลของกลุ่มแสนสิริ โดยครอบคลุมทั้งการนำระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูงมาใช้งาน การพัฒนาศักยภาพทีมงานด้านการบำรุงรักษา และการดำเนินการเก็บคืนสารทำความเย็นตามมาตรฐานที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร  นายวรุตม์ กล่าวเสริมว่า “ภายใต้ Environmental Vision 2050 ไดกิ้นให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ซึ่งไม่ได้จบในขั้นตอนการผลิตหรือการขาย แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้พัฒนาโครงการและทีมงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและบำรุงรักษา เพราะลำพังผู้ผลิตเพียงรายเดียวไม่สามารถปิดวงจรนี้ได้ โมเดลของแสนสิริจึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญและทรัพยากรของแต่ละฝ่ายมาร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาให้เรื่องที่เคยถูกมองว่าทำได้ยาก สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม” ไดกิ้นพร้อมเดินหน้าสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาโซลูชันด้านอากาศและแนวทางการบริหารจัดการสารทำความเย็นอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air” พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ที่มุ่งสร้างอนาคตด้านการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนเช่นเดียวกับแสนสิริ

JobThai เปิด Salary Survey 2026 ไอทีครองแชมป์เงินเดือนสูง–เปิด 5 สายงานดาวรุ่งที่ตลาดยังขาดคน

17 สิงหาคม 2569 เวลา 16:34 น.

ตลาดแรงงานไทยปี 2026 ยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน แม้องค์กรจำนวนมากต้องการบุคลากรเพิ่ม แต่คนทำงานกลับรู้สึกว่าการหางานยากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย ต้นทุนพลังงานและการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทั้งนายจ้างและคนทำงานต้องเร่งปรับตัว

นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ JobThai เปิดเผยข้อมูลจากรายงาน “Salary Survey 2026” ซึ่งรวบรวมและวิเคราะห์ประกาศงานทั่วประเทศบนแพลตฟอร์ม JobThai ระหว่างเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 พบว่า ความต้องการบุคลากรในหลายสายงานยังเติบโต โดยเฉพาะงานขาย งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ และงานช่างเทคนิค

“งานขาย” ครองอันดับหนึ่งสายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด ด้วยจำนวนเปิดรับ 109,018 อัตรา เงินเดือนเฉลี่ย 20,295–30,898 บาท ตามด้วยงานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 62,652 อัตรา เงินเดือนเฉลี่ย 20,121–27,914 บาท และงานช่างเทคนิค 51,917 อัตรา เงินเดือนเฉลี่ย 15,655–21,117 บาท

สายงานอื่นที่ติด 10 อันดับแรก ได้แก่ งานจัดซื้อ/ธุรการ 34,137 อัตรา งานวิศวกรรม 33,352 อัตรา งานบริการลูกค้า 28,816 อัตรา งานขนส่ง/คลังสินค้า 27,514 อัตรา งานบัญชี 27,187 อัตรา งานการตลาด 21,122 อัตรา งานบริการอาหารและเครื่องดื่ม 17,949 อัตรา

ด้านงานคอมพิวเตอร์/ไอที ถึงแม้ไม่ติดอันดับ 10 สายงานที่มีการเปิดรับสูงสุด แต่เป็นสายงานที่มีเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดที่ 26,896–39,524 บาท สะท้อนว่าองค์กรยังให้ความสำคัญกับบุคลากรด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยเฉพาะงานด้าน AI, Automation, Cloud Infrastructure, Cyber Security, Software Architecture และFull Stack

สำหรับ 5 สายงานที่มีแนวโน้มเงินเดือนเติบโตโดดเด่น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ งานการเงิน/ธนาคาร +7.6% งานประกันภัย +7.5% งานกฎหมาย +6.1% งานเลขานุการ/ผู้ช่วยผู้บริหาร +5.6% และงานอีคอมเมิร์ซ +4.8% โดยค่าตอบแทนปรับเพิ่มชัดเจนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง มากกว่าตำแหน่งเริ่มต้น

ตัวอย่างตำแหน่งที่เงินเดือนเติบโต ได้แก่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) งานวางแผนและวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Planning and Analysis) และ Relationship Manager ในธุรกิจการเงิน งาน Claims และ Claim Management ในธุรกิจประกันภัย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน Compliance และ Mergers and Acquisitions (M&A) ในสายกฎหมาย

ขณะเดียวกัน บทบาทของเลขานุการและผู้ช่วยผู้บริหารได้ขยายจากงานประสานงานไปสู่การติดตามโครงการ วิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจ ส่วนสายงานอีคอมเมิร์ซต้องการบุคลากรด้าน Operations และ Back Office เพื่อบริหารสินค้า คำสั่งซื้อ และสต็อกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

นางสาวแสงเดือน เปิดเผยข้อมูลต่อว่า จากรายงานยังพบ 5 สายงานที่ทั้งจำนวนตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นและเงินเดือนเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกสายอาชีพ แต่ตลาดยังขาดแคลนบุคลากร ได้แก่ งานกฎหมายมีตำแหน่งเพิ่มขึ้น 58.29% ตามมาด้วยงานช่างเทคนิค 16.71% งานการเงิน/ธนาคาร 4.61% งานก่อสร้างสถาปัตยกรรม 3.74% และงานอีคอมเมิร์ซ 3.50% ตามลำดับ สะท้อนว่ายังคงความต้องการแรงงานและกำลังในการจ้างงาน จึงยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้หางาน

เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดที่ 20,938–32,426 บาท รองลงมาคือภาคกลาง 16,500–27,320 บาท ส่วนภาคตะวันออกอยู่ที่ 15,867–30,237 บาท และมีเพดานเงินเดือนสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เนื่องจากเป็นฐานอุตสาหกรรมการผลิต พลังงาน ปิโตรเคมี และโลจิสติกส์

ซึ่งนิคมอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ที่มีอัตราเงินเดือนเฉลี่ยสูงที่สุด และพบตำแหน่งที่ให้ค่าตอบแทนสูงถึง 160,000 บาท โดยตลาดต้องการผู้เชี่ยวชาญด้าน Operations, Quality Control และ Supply Chain รวมถึงบุคลากรสายสนับสนุนธุรกิจที่มีทักษะด้านภาษา การเงิน และระบบ ERP

ด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเงินเดือนเฉลี่ย 14,485–25,534 บาท ภาคใต้ มีเงินเดือนเฉลี่ย 14,179–30,200 บาท สะท้อนว่ามีบางอุตสาหกรรมที่สามารถเสนอค่าตอบแทนในระดับสูงได้ แม้เงินเดือนเริ่มต้นจะไม่สูงนัก และภาคเหนือ มีเงินเดือนเฉลี่ย 14,057-25,596 บาท ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับเด็กจบใหม่ งานล่ามและแปลมีเงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ยสูงสุดที่ 24,524–35,378 บาท โดยเฉพาะผู้มีทักษะภาษาจีนหรือภาษาญี่ปุ่น ควบคู่กับความเข้าใจด้านธุรกิจและบริบทของอุตสาหกรรม รองลงมาคืองานบริการด้านการแพทย์ 20,288–28,657 บาท งานเลขานุการ/ผู้ช่วยผู้บริหาร 20,190–27,311 บาท งานคอมพิวเตอร์/ไอที 19,500–28,110 บาท และงานวิศวกรรม 19,424–26,818 บาท ตอกย้ำว่าทักษะด้านภาษา เทคโนโลยี วิศวกรรม และวิชาชีพเฉพาะทาง ยังคงช่วยเพิ่มโอกาสและมูลค่าให้แก่ผู้เริ่มต้นทำงาน

ในทางตรงกันข้ามสายงานที่เด็กจบใหม่เงินเดือนเฉลี่ยนเริ่มต้นน้อยที่สุด ได้แก่ งานช่างเทคนิค งานบริการอาหารและเครื่องดื่ม งานการเงิน/ธนาคาร งานขนส่งและคลังสินค้า และงานจัดซื้อ/งานธุรการ แม้ว่างานช่างเทคนิคเด็กจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้นอาจไม่สูงนัก แต่เป็นสายงานที่ตลาดต้องการ และมีโอกาสที่ค่าตัวเติบโตตามทักษะและประสบการณ์ได้

นางสาวแสงเดือน กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลาดแรงงานปี 2026 และในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งขึ้น บุคลากรที่องค์กรต้องการจึงไม่ใช่เพียงผู้มีความรู้เฉพาะด้าน แต่ต้อง “เก่งงานรอบด้านและพร้อมปรับตัว” ทั้งรู้ลึกในงานของตน เปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม

ความสามารถที่จะกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ ได้แก่ ความสามารถด้านภาษา ทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ผู้ที่ผสานทักษะเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ จะเป็นบุคลากรที่องค์กรต้องการตัวมากที่สุด

ติดตามรายงาน “Salary Survey 2026” ฉบับเต็ม ได้ที่ https://www.jobthai.com/th/salary-survey-2026