ปลัดมท. กำชับ ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ดูแลปชช. เข้มรับมือ 3 ภัยช่วงฤดูร้อน

ปลัดมท. กำชับ ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ดูแลปชช. เข้มรับมือ 3 ภัยช่วงฤดูร้อน

ปลัดมท. กำชับ ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ดูแลปชช. เข้มรับมือ 3 ภัยช่วงฤดูร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.24 น.

ปลัดมท. กำชับ ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เข้มบูรณาการทุกภาคส่วนดูแลประชาชน รับมือ 3 ภัยในช่วงฤดูร้อน ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นPM2.5 – ภัยแล้ง – พายุฤดูร้อน สแตนบายสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง 

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศ เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันนี้ โดยใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงบางแห่ง เนื่องจากความกดอากาศต่ำจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมในบริเวณดังกล่าว สำหรับภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง เนื่องจากลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ทั้งนี้ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างมาก เนื่องจากมีการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์น้อยถึงปานกลาง จึงขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อน และระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในบางพื้นที่ 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 พร้อมทั้งกำชับอย่างต่อเนื่อง โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในช่วงฤดูร้อน ปี 2569 ทั้ง 3 ภัย ได้แก่ 1.การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) 2.การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และ 3.การรับสถานการณ์พายุฤดูร้อน

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า ใรด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ให้เฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินสถานการณ์ที่ส่งผลต่อการเกิดเหตุในพื้นที่ และสร้างการรับรู้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยรับทราบสถานการณ์และแนวทางปฏิบัติตนให้เกิดความปลอดภัย พร้อมทั้งประสานการปฏิบัติร่วมกับฝ่ายทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลปฏิบัติการด้านภัยจากไฟป่าและหมอกควัน ให้พร้อมปฏิบัติการแก้ไขปัญหาตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่การมีส่วนร่วมของชุมชน/หมู่บ้าน ประชาชนจิตอาสา ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า ส่วนด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุที่ได้ซักซ้อมไว้ โดยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก รวมถึงน้ำเพื่อการเกษตรกรรม และป้องกันอาชญากรรมจำพวกการลักขโมยเครื่องสูบน้ำและทรัพย์สินอื่น ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพของประชาชน และเฝ้าระวังเหตุอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นจากความร้อนและการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้า ทั้งภายในหมู่บ้าน ชุมชน และพื้นที่ประกอบเกษตรกรรม โดยรถดับเพลิงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีน้ำสำหรับระงับเหตุได้ทันที

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ด้านการรับสถานการณ์พายุฤดูร้อน ให้เฝ้าระวัง ติดตามสภาพอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำชับเจ้าหน้าที่หมั่นตรวจตราความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า สิ่งก่อสร้าง ไม้ยืนต้นตามถนน และสถานที่สาธารณะต่าง ๆ หากพบว่าไม่ปลอดภัย ให้ปรับปรุงให้มีความมั่นคงแข็งแรง และเตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย บุคลากรและทรัพยากรต่าง ๆ พร้อมออกให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ และกำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ แจ้งเตือนเกษตรกรเพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงสัตว์เลี้ยง

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า กระทรวงมหาดไทย ยังได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นย้ำนายอำเภอ ใช้กลไกท้องที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บูรณาการกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เฝ้าระวังสถานการณ์โรคที่เกิดในช่วงฤดูร้อนหรือหน้าแล้ง อาทิ อหิวาตกโรค อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ รวมถึงโรคที่ประชาชนมักจะประสบถี่ขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่พบในคนไทยบ่อยมากด้วยความถี่ในทุก ๆ 1 ชั่วโมง รวมถึงการเป็นลมจากอากาศร้อน ซึ่ง รพ.สต. และ อสม. เป็นกลไกที่นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญในการเป็นด่านแรกของการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การเฝ้าระวังภัยสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน โดยให้ความรู้การดูแลตนเองในช่วงหน้าร้อน และมียาดม ยาสามัญประจำบ้าน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยในเบื้องต้น หากอาการรุนแรงให้รีบพาไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

“กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้กำชับเจ้าหน้าที่ ปภ.จังหวัด ปภ.ศูนย์เขต และ ปภ.ส่วนกลาง สแตนบายประสานงานและรับแจ้งเหตุสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ และอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนทุกคน ในทุกเวลานาที ทุกสาธารณภัย เพื่อความผาสุกของสังคมไทย และความสุขที่ยั่งยืนของประชาชน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่งนายกฯ ให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรอง ออกมาให้บริการแก่ปชช.-ผู้ประกอบการ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่งนายกฯ ให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรอง ออกมาให้บริการแก่ปชช.-ผู้ประกอบการ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่งนายกฯ ให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรอง ออกมาให้บริการแก่ปชช.-ผู้ประกอบการ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.01 น.

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกฯ ปรับมาตรการน้ำมัน ให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการแก่ประชาชนและผู้ประกอบการได้ ป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมัน จากเหตุขัดแย้งตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ /2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ความว่า

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการแก่ประชาชนและผู้ประกอบการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้ 

ข้อ 1 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในข้อ 4 และข้อ 5 ของคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569

เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569

สั่ง ณ วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569 ลงชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

พท.รอความชัดเจน 24 มี.ค. ชื่อ 8 รมต. มั่นใจไม่เกิดแรงกระเพื่อม หลังนิวเจนได้โควต้าอื้อ

พท.รอความชัดเจน 24 มี.ค. ชื่อ 8 รมต. มั่นใจไม่เกิดแรงกระเพื่อม หลังนิวเจนได้โควต้าอื้อ

พท.รอความชัดเจน 24 มี.ค. ชื่อ 8 รมต. มั่นใจไม่เกิดแรงกระเพื่อม หลังนิวเจนได้โควต้าอื้อ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.06 น.

พท.รอความชัดเจน 24 มี.ค. ชื่อ 8 รมต.  มั่นใจไม่เกิดแรงกระเพื่อมในพรรค หลังนิวเจนได้โควต้าอื้อ

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงรายชื่อโควตารัฐมนตรี 8 คนของพรรคเพื่อไทยที่ส่งให้พรรคภูมิใจไทย บางคนอาจมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติที่มีคดีถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งข้อกล่าวหาว่า คิดว่ารายชื่อที่ส่งไปไม่น่าจะมีปัญหา แต่คงต้องรอความชัดเจนจากการประชุมสัมมนาพรรคในวันที่ 24 มี.ค.นี้ ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค น่าจะมีการแจ้งให้ทราบถึงรายชื่อผู้ได้เป็นรัฐมนตรี ตอนนี้หลายคนยังสับสนอยู่ว่าอันไหนจริงหรือปลอม 

เมื่อถามว่ารายชื่อ ครม.ที่พรรคเพื่อไทยส่งไปอาจมีปัญหาในส่วน น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เนื่องจากถูกดีเอสไอเรียกไปรับทราบข้อหาคดีบุกรุกที่ดินรัฐหาดสวนยา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจจะมีปัญหากระทบต่อการรับตำแหน่งหรือไม่ แต่เชื่อว่าไม่เป็นปัญหา ถ้ามีปัญหาจริงก็เชื่อว่าอาจส่งชื่อคนในเครือข่ายมาดำรงตำแหน่งแทน ทุกอย่างเป็นไปได้หมด 

เมื่อถามว่าความรู้สึก สส.ส่วนใหญ่รับได้กับรายชื่อ ครม.ของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า มีหลายฝ่าย ต่างคนก็คิดกันไปคนละทาง การที่มีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะพอใจหรือไม่พอใจในรายชื่อที่ออกมาถือเป็นเรื่องปกติทางการเมือง สุดท้ายทุกคนต้องเคารพมติพรรค ไม่น่าจะมีแรงกระเพื่อมใดๆ เกิดขึ้น

เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่กลุ่มนิวเจนในพรรคเพื่อไทยได้โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีรอบนี้หลายคน นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า อาจเป็นเพราะมีความสามารถมาก คนเก่าๆ อาจมือไม่ถึง ขึ้นอยู่กับมติพรรคจะเห็นอย่างไร ไม่มีปัญหา  

ยะใส ผ่าปมไทยใช้น้ำมันแพง ลั่นถึงเวลาถามตรง ๆ ระบบพลังงานไทย ออกแบบมาเพื่อใคร!?

ยะใส ผ่าปมไทยใช้น้ำมันแพง ลั่นถึงเวลาถามตรง ๆ ระบบพลังงานไทย ออกแบบมาเพื่อใคร!?

ยะใส ผ่าปมไทยใช้น้ำมันแพง ลั่นถึงเวลาถามตรง ๆ ระบบพลังงานไทย ออกแบบมาเพื่อใคร!?

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

ยะใส ผ่าปมไทยใช้น้ำมันแพง ลั่นถึงเวลาถามตรง ๆ ระบบพลังงานไทย ออกแบบมาเพื่อใคร!?

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ถึงเวลาถามตรง ๆ ระบบพลังงานไทย…ออกแบบมาเพื่อใคร?

วิกฤตน้ำมันที่กำลังถูกพูดถึงในขณะนี้ ต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่คือ “โรงกลั่น” และโครงสร้างพลังงานของประเทศทั้งระบบ ประเทศไทยมีกำลังการกลั่นประมาณ 1.2–1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน แต่ในขณะเดียวกัน ไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อนำมาป้อนโรงกลั่น นั่นหมายความว่า แม้เราจะ “กลั่นเอง” แต่ต้นทุนตั้งต้นยังผูกกับตลาดโลกตั้งแต่ต้นน้ำ

คำถามสำคัญคือ ทำไมราคาน้ำมันในไทยยังสูงเหมือนนำเข้า? คำตอบอยู่ที่ระบบกำหนดราคาที่ใช้อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (MOPS) เป็นหลัก ซึ่งเป็นมาตฐานในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ราคาขายในประเทศไม่ได้ตั้งจาก “ต้นทุนจริงของโรงกลั่นในไทย” แต่สะท้อน “ราคาตลาดโลก” เป็นหลัก ในช่วงปกติ ค่าการกลั่นเฉลี่ยอาจอยู่ราว 4–6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในช่วงวิกฤตพลังงานที่ผ่านมาเคยพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 20–30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้กำไรของโรงกลั่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภาระต้นทุนตกอยู่กับประชาชน

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จะเห็นแนวทางที่แตกต่างชัดเจน เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซียเลือกใช้มโยบายอุดหนุนราคาพลังงานอย่างเข้มข้น โดยใช้งบประมาณคิดเป็นหลายเปอร์เซ็นต์ของ GDP เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศ ขณะที่ไทยเลือกใช้กลไก “กองทุนน้ำมัน + อิงตลาดโลก” ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนตามตลาดโลกมากกว่า แม้จะช่วยรักษาวินัยทางการคลัง แต่ก็ทำให้ประชาชนต้องรับแรงกระแทกโดยตรงมากกว่าเช่นกัน

ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาราคาน้ำมัน แต่คือปัญหา “ความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง” ระยะสั้น รัฐต้องเปิดเผยโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างโปร่งใส และดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด ระยะกลางควรปรับสูตรราคาให้สะท้อนต้นทุนในประเทศมากขึ้น และระยะยาวต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบที่นำเข้าเกือบล้านบาร์เรลต่อวัน หากไม่ปฏิรูปอย่างจริงจัง วิกฤติแบบนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่จะกลายเป็นวงจรซ้ำของระบบพลังงานไทยต่อไป…”

พปชร.จ่อเสนอ 3 นโยบาย เชื่อได้ครม.ชุดใหม่ ไม่เกิน 9 เม.ย. รอเคาะโควต้าเก้าอี้

พปชร.จ่อเสนอ 3 นโยบาย เชื่อได้ครม.ชุดใหม่ ไม่เกิน 9 เม.ย. รอเคาะโควต้าเก้าอี้

พปชร.จ่อเสนอ 3 นโยบาย เชื่อได้ครม.ชุดใหม่ ไม่เกิน 9 เม.ย. รอเคาะโควต้าเก้าอี้

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

พปชร.จ่อเสนอ 3 นโยบายให้รัฐบาลพิจารณา เชื่อ ได้ครม.ชุดใหม่ ไม่เกิน 9 เม.ย. ขณะรายชื่อยังอยู่ขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ ส่วนพรรคจะได้นั่งเก้าอี้ไหน ขอรอรัฐบาลแจ้งอีกครั้ง 

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายยุทธนา ศรีตะบุตร สส.หนองคาย ในฐานะโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐ พร้อมทำงานร่วมรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยภายหลังพรรคได้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่และประชุมหารือกันแล้ว จากนี้พรรคเตรียมนำ 3 นโยบายสำคัญของพรรคไปขับเคลื่อนและให้สอดรับเพื่อนำเสนอนโยบายต่อรัฐบาล ได้แก่

1.นโยบายขับเคลื่อน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่มจากคนละ 300 เป็น 700 บาท 

2. “แรงงานไทยสู่ตลาดโลก” ที่จะขับเคลื่อนแรงงานไทยในสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

และ 3. “ทหารเกณฑ์ก้าวหน้า” ที่จะทำให้คนที่ตัดสินใจสมัครทหารเกณฑ์ได้สิทธิพิเศษที่จูงใจอื่นๆ

นายยุทธนา ยังกล่าวถึงขั้นตอนตั้งรัฐบาลภายหลังสภาผู้แทนราษฎร ลงมติเลือก นายกอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 ว่า ล่าสุด ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ยอมรับก่อนหน้าว่า ต้องเข้มงวดจึงต้องใช้เวลานานหน่อย  ยอมรับว่า รายชื่อครม.ชุดใหม่ กว่าครึ่งน่าจะเป็นคนเดิม ส่วนรายชื่อครม.คนใหม่ ก็ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติด้วยความรอบคอบ

“ส่วนตัวเชื่อ น่าจะได้คณะครม.ประมาณวันที่ 9 เมษายน 2569 นี้” นายยุทธนา กล่าว

โฆษกพปชร. กล่าวอีกว่า พรรคพลังประชารัฐได้รับการตอบรับเข้าร่วมรัฐบาล เนื่องจากมีการแถลงร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ไปแล้ว ส่วนจะได้รับจัดสรรในตำแหน่งไหน ต้องรอการแจ้งมาอีกครั้งหนึ่ง

เตรียมรับแรงกระแทก นักวิชาการ มธ. เตือนเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว แนะสำรองเงินสด

เตรียมรับแรงกระแทก นักวิชาการ มธ. เตือนเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว แนะสำรองเงินสด

เตรียมรับแรงกระแทก นักวิชาการ มธ. เตือนเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว แนะสำรองเงินสด

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

สถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ อิหร่านขยายวง ทำเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือนประชาชนอย่าคิดว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม แนะทำตารางชีวิตใหม่ ประหยัด-ทบทวนการใช้จ่าย-ขายทรัพย์สินที่ไม่สร้างประโยชน์รักษาสภาพคล่อง ชี้ต้องประเมินอนาคตอย่างแย่ที่สุดเพื่อเตรียมตั้งรับ-ต้องพร้อมถูกตัดเงินเดือน-เลย์ออฟ ใน 3-6 เดือน เผย 4 กลุ่มอาชีพที่จะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก ระบุแม้เหตุการณ์คลี่คลายใน 1 เดือน แต่จะสะเทือนตลอดปี 2569  เสนอรัฐบาลใช้โอกาสต่างชาติอาจย้ายฐานการผลิตออกจากตะวันออกกลาง ดึงเข้ามาลงทุนในไทย พร้อมปรับกติกาอสังหาฯ เอื้อท่องเที่ยว-พำนักไทยระยะยาว รักษาตัว-ทำธุรกิจ-ใช้ชีวิต-หนีสงคราม

ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การปะทะระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านจนทำให้เกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และขยายวงไปถึงการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาแล้วนั้น จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มพลังงานและกลุ่มพลาสติก ซึ่งทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเม็ดพลาสติก ถือเป็นต้นทางของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี จึงจะมีผลต่อราคาอะลูมิเนียมที่จะนำมาทำบรรจุภัณฑ์ กระทบห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงปุ๋ยเคมีสำหรับธุรกิจการเกษตร และยังทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งผ่านทางเรือ รถ เครื่องบิน ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งลงสู่หุบเหว ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ค่อนข้างแย่ กำลังซื้อจะยิ่งหดตัว เงินจะเฟ้อขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะแพงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อาจเกิดภาวะขาดแคลนได้โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ฯลฯ ซึ่งก่อนจะเกิดการปะทะใหญ่ในครั้งนี้ หากนับตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ดีเท่าใดนัก ยังซบเซาไม่ฟื้นตัวสักเท่าใด

นักวิชาการธรรมศาสตร์

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยมีแรงต้านทานต่อวิกฤตต่ำ และที่ผ่านมาภาครัฐบาลก็เจอวิกฤตหลายดอกหลายเด้ง เงินแทบจะไม่เหลือ คงต้องรองบประมาณจากปีงบประมาณใหม่และอาจมีการกู้เงินมาเพิ่มอีก ขณะที่การจัดเก็บรายได้ในปีนี้ก็น่าจะต่ำกว่าเป้า ภาคประชาชนเองก็มีหนี้ครัวเรือนเยอะ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยจึงทำได้ยาก ด้านเอกชนก็ยังมองไม่เห็นอนาคตทางเศรษฐกิจจากโปรเจ็กต์การลงทุนใหม่ๆ ส่วนวงการอสังหาริมทรัพย์จากที่ได้คุยกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการพบว่ามีสัญญาณที่ไม่น่าจะดี แนวโน้มการซื้อขายตกลงมาเรื่อยๆ ทุกไตรมาส และตั้งแต่ปี 2567 มาถึงต้นปี 2569 

“งบกลางเงินสำรองฉุกเฉินก็ใช้ไปมากแล้วกับน้ำท่วมหาดใหญ่และโครงการคนละครึ่งพลัส การคุมราคาสินค้าก็คงไม่สามารถทำได้ในระยะยาว สุดท้ายราคาจะพุ่งขึ้นแน่นอน เมื่อของที่ผลิตมีน้อยลงก็จะเกิดตลาดมืดด้วย เนื่องจากการไปคุมราคาคือการไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยตัวเอง รวมถึงการจะให้เอกชนแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไว้ก็คงทำได้ไม่นาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านไม่ได้ยาว เรายังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะมีมาตรการช่วยประชาชนอย่างไรได้บ้าง” ศ.วิทวัส กล่าว

ศ.วิทวัส กล่าวว่า จากผบกระทบทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อยากแนะนำให้ประชาชนทุกคนเริ่มทำตารางชีวิตใหม่ ทบทวนตัวเองเลยว่า ณ วันนี้ ตัวเองมีเงินเก็บสำหรับใช้ชีวิตอยู่ได้นานเพียงใดหากถูกลดเงินเดือนลง หรือรายได้ลดลง 50% หรือถูกเลย์ออฟในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ต้องวางแผนการใช้เงินโดยคิดถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และระหว่างนี้ให้หาแนวทางการใช้ชีวิตโดยประหยัดให้ได้มากที่สุด 

ทั้งนี้ จะคิดว่าชีวิตทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องกลับมาประเมินตัวเองดูและเตรียมพร้อมเอาไว้ว่ามีทรัพย์สินอะไรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้บ้าง ต้องเริ่มสำรวจและหาช่องทางในการขายไว้ หรือให้เริ่มดำเนินการขายได้เลย เพราะถ้าไม่เริ่มตอนนี้แล้วในอีก 3 – 6 เดือนข้างหน้าถูกลดเงินเดือน หรือถูกเลย์ออฟโดยที่ไม่มีการเตรียมตัวจะลำบากแน่นอน เพราะจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่รายรับน้อยลง รายจ่ายสูงขึ้น ข้าวของราคาแพง การหารายได้เพิ่มยากมากในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

“ในกรณีที่มีสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ทองคำ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ให้ลองมองหาลู่ทางในการนำไปขาย หรือจำนำไว้ก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับตัวเอง แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัย ถ้ามองว่ามีขนาดที่ใหญ่เกินจำเป็น หรือเป็นภาระในการผ่อนระยะยาวให้วางแผนการขายตั้งแต่เนิ่นๆ และหาเช่าที่อยู่อาศัยที่ขนาดและราคาเหมาะสมลดลงมา ในสถานการณ์เช่นนี้แม้ว่าการขายออกไปเร็วจะขาดทุนแต่ยังดีกว่าผ่อนไม่ไหวและโดนธนาคารยึดแน่นอน” ศ.วิทวัส กล่าว

สำหรับผู้ที่มีบ้านที่พักอาศัยหรือภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ต่างจังหวัดอาจจะเริ่มวางแผนดูก็ได้ กรณีที่บริษัทให้ Work Form Home ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก่อน เพราะค่าครองชีพถูกกว่าในกรุงเทพฯ มาก หากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา กทม. อีกครั้งก็ยังได้ ซึ่งก็เป็นโมเดลเดียวกันกับช่วงที่เกิดโควิด-19 ระบาดก็มีการทำเช่นนี้กันเยอะและได้ผล

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้เป็นลำดับแรกๆ มีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ราคาปุ๋ย ลงมาถึงปลายน้ำ บรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ค่าประกันภัย ฯลฯ ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง เพราะทำราคาสู้คู่แข่งไม่ได้

2. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพขนส่งที่เป็นอิสระที่ต้องมีการผ่อนรถยนต์มาใช้ทำงาน หากรถถูกยึดจะไม่ได้กระทบแค่ในระยะสั้น เพราะถึงสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็อาจติดเครดิตบูโรจนออกรถใหม่มาทำธุรกิจต่อไม่ได้ 

3. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการบิน เช่น ธุรกิจรถโดยสาร ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการต่างๆ ตามแหล่งท่องเที่ยว ที่จะได้รับผลกระทบคล้ายกับช่วงโควิด-19 เพราะเมื่อน้ำมันแพงขึ้นก็จะทำให้ราคาค่าโดยสารแพงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะหวาดกลัวสงครามจนลดการเดินทางท่องเที่ยว เหล่านี้จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยชะลอตัวลง

4. กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากในสถานการณ์ปกติเมื่อเทียบรายได้กับรายจ่ายก็ค่อนข้างมีความตึงตัวอยู่แล้ว และเมื่อข้าวของต่างๆ แพงขึ้น หรือกระทั่งค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้น ก็จะกระทบต่อค่าครองชีพ และทำให้ผู้มีรายได้น้อยยิ่งมีกำลังซื้อที่จำกัดมากขึ้น และมีโอกาสที่จะไปก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และตัดทอนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อนำมาเป็นค่าครองชีพแทน 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้การปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิสเราเอลกับอิหร่านจบลงเร็ว หรือภายใน 1 เดือนนี้ คาดว่าราคาน้ำมันในไทยก็จะยังคงสูงขึ้นไปอีกราว 2-4 เดือน และยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องยาวทั้งปี 2569 เนื่องจากการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูจนกว่าที่ห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกจะกลับมาปกติ อีกทั้งการที่ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปสนับสนุนราคาน้ำมันไว้จนติดลบจำนวนมาก ซึ่งทำให้เมื่อสถานการณ์ปกติแล้วจะต้องมีการเก็บเงินมาชดเชยส่วนที่ติดลบผ่านราคาน้ำมันมากขึ้น ขณะที่กลุ่มสินค้าปิโตรเคมี พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อาจทำให้การฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 แต่ภายในปี 2569 นี้ ราคาสินค้าอาจจะยังไม่กลับมาอยู่ในอัตราที่ปกติ

“ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ สถานการณ์เช่นนี้จะเป็นแรงกดดันไปที่รัฐบาล หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ไม่ดีก็จะนำมาสู่การประท้วงของประชาชน และหากเกิดประท้วงรุนแรงก็จะยิ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศตามมาซ้ำอีก” ศ.วิทวัส กล่าว

สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลภายใต้สถานการณ์นี้ นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเร่งเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตหรือกระจายความเสี่ยงออกจากตะวันออกกลาง ซึ่งก็น่าจะหันหน้ามาหาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ค่อนข้างมีความเป็นกลางในเวทีโลก มีความปลอดภัยสูงกว่า และประเทศไทยเองก็มีฐานที่ค่อนข้างดีในหลายด้าน ซึ่งรัฐบาลควรใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเอื้อในเรื่องนี้ เช่น การให้วีซ่า DTV (Digital Nomad Visa) ซึ่งถ้าไทยคว้าโอกาสตรงนี้ไว้ได้จะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศโดยตรง และจะส่งผลให้การเกิดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ ตัวอย่างเช่น ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ การขยายสิทธิการเช่าให้เป็น 50 – 60 ปี หรือ 99 ปี หรือกระทั่งการทำให้สามารถจดทะเบียนที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นอาคารชุดได้ ซึ่งน่าจะเอื้อให้เป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้ชาวต่างชาติมีความสนใจเข้ามาซื้อ และพำนักระยะยาวในไทยได้ เพราะอย่างที่กล่าวไปหากสงครามจบโลกน่าจะเปลี่ยนย้าย หรือหันเหการทำกิจกรรมต่างๆ ออกจากทางตะวันออกกลาง ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการท่องเที่ยว และอยู่อาศัยด้วย อีกทั้งอย่างตัวเลขมูลค่าการซื้อขายอาคารชุดในไทยปี 2568 มีถึง 25% ที่เป็นเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยอันดับมาจากจีน ตามมาด้วยเมียนมา รัสเซีย และไต้หวัน 

“ทุกวันนี้ประเทศฝั่งตะวันออกกลางก็เข้ามาไทยในลักษณะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourist) อยู่แล้ว ถ้าสามารถทำให้เขาเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ เป็นบ้านหลังที่สอง หรือหลบภัยสงคราม และยังสามารถทำธุรกิจต่อในประเทศไทยได้ด้วยก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี การผลักดันให้ถึงการเป็นศูนย์กลางสำหรับการพำนักเพื่อบริหารธุรกิจก็มีความเป็นไปได้ เพราะอย่างพม่าหรือรัสเซียที่เข้ามาทำให้ตลาดการซื้อคอนโดของไทยเพิ่มขึ้น ก็มาจากการที่คนในประเทศเหล่านั้นเกิดความกังวลสงครามภายในประเทศของตัวเองด้วย” ศ.วิทวัส กล่าว

อุ๊ย!! นิพิฏฐ์ โพสต์ถึงใคร? ลั่นถ้ารวย-ถอนทุนกันพอแล้ว ก็ปล่อยน้ำมันให้ประชาชนเถอะ

อุ๊ย!! นิพิฏฐ์ โพสต์ถึงใคร? ลั่นถ้ารวย-ถอนทุนกันพอแล้ว ก็ปล่อยน้ำมันให้ประชาชนเถอะ

อุ๊ย!! นิพิฏฐ์ โพสต์ถึงใคร? ลั่นถ้ารวย-ถอนทุนกันพอแล้ว ก็ปล่อยน้ำมันให้ประชาชนเถอะ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

อุ๊ย!! นิพิฏฐ์ โพสต์ถึงใคร? ลั่นถ้ารวย-ถอนทุนกันพอแล้ว ก็ปล่อยน้ำมันให้ประชาชนเถอะ

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆ ระบุว่า “ถ้ารวยกันพอแล้ว หรือถอนทุนกันพอแล้ว ก็ปล่อยน้ำมันให้ประชาชนเถอะครับ”

สส.ปชน. ชี้สถานการณ์พลังงานบานปลาย ส่อกระทบค่าครองชีพ อัดรัฐอย่าประชุมแบบขอไปที

สส.ปชน. ชี้สถานการณ์พลังงานบานปลาย ส่อกระทบค่าครองชีพ อัดรัฐอย่าประชุมแบบขอไปที

สส.ปชน. ชี้สถานการณ์พลังงานบานปลาย ส่อกระทบค่าครองชีพ อัดรัฐอย่าประชุมแบบขอไปที

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

สส.ปชน. ชี้สถานการณ์พลังงานบานปลาย ส่อกระทบค่าครองชีพ ประชาชนต้องการผู้บริหาร รัฐบาลอย่าแค่ประชุมแบบขอไปที

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  “สถานการณ์พลังงานบานปลายส่อกระทบค่าครองชีพ ประชาชนต้องการผู้บริหาร รัฐบาลอย่าแค่ประชุมแบบขอไปที

ขณะนี้สังคมกำลังกังขาทั้งในการสื่อสารและการบริหารจัดการของภาครัฐที่ยังปากแข็งออกมาป่าวประกาศแทบจะรายวันว่าน้ำมันพอ ยิ่งพอเห็นนั่งประชุมกันหน้าสลอนแล้วยิ่งสิ้นหวังครับ เพราะนอกจากยืนยันคำเดิม เพิ่มเติมคือ ‘ไม่มีไอ้โม่ง’ แล้วโยนบาปให้ประชาชนว่าตื่นตระหนกแห่ไปเติมกันมากเองจนน้ำมันไม่พอ

ผมคิดว่าบทสรุปประชุมแบบนี้มันช่างไร้ยางอายสิ้นดีเพราะมันสวนทางกับสถานการณ์ที่เป็นจริงจนอยากชวนทุกท่านตั้งแต่หัวโต๊ะยันปลายโต๊ะออกจากห้องแอร์มาแหกตาดูความทุกข์ยากของประชาชนบ้างว่าคนที่เขารอต่อคิวเติมน้ำมันเขาต้องเจอปัญหาขนาดไหน

สิ่งที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์แบบนี้การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและการบริหารจัดการวิกฤตเพื่อไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งฉวยโอกาสทำกำไรจนเกินงามท่ามกลางความลำบากของประชาชนทั้งแผ่นดินคือสิ่งสำคัญมาก

สิ่งที่รัฐบาลต้องมองให้ออกคือสถานการณ์มีแนวโน้มลากยาวและต้องเตรียมแผนสำรอง จนถึงตอนนนี้เส้นทางน้ำมันหลักผ่านช่องแคบฮอร์มุสยังคงถูกปิด ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักที่น้ำมันกว่า 20%ของโลกต้องผ่านและไทยพึ่งน้ำมันจากเส้นทางนี้มากถึง 54%

ซึ่งสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้นแต่กลับขยายสู่การโจมตีแหล่งพลังงานหลักในตะวันออกกลางหลายแห่งทั้งที่ฝ่ายอิหร่านถูกโจมตีและการตอบโต้กลับไปยังพันธมิตรอ่าวที่มีความใกล้ชิดกับสหรัฐ

ท่ามกลางปัญหาที่ดูยืดเยื้อและที่พวกท่านอุตส่านั่งประชุมกันให้เห็น ความน่าสังเวชใจก็คือท่านแทบไม่มีมาตรการใดใหม่ออกมาที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ นอกจากคำแก้ตัว แล้วจะไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกได้อย่างไรครับ

จนถึงตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวในการกระจายน้ำมัน ปัญหาขาดแคลนหน้าปั๊มเกิดจากการบริหารระบบขนส่งที่ผิดพลาด และการปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามา แย่งเติมน้ำมันของประชาชนทั่วไปเพื่อกักตุนและใช้สิทธิอุดหนุนราคายังคงอยู่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

และหลังจากนี้ สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือให้ดีคือวิกฤตทางการเงินของกองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันกองทุนฯ ติดลบ ไปแล้วกว่า 12,605 ล้านบาท จากการแบกภาระอุดหนุนดีเซลถึง 18 บาท/ลิตร ซึ่งเสี่ยงที่จะต้องกู้เงิน

โดยที่ภาครัฐยังไม่มีแผนสำรองใดออกมาหากต้องยกเลิกตรึงราคา หมายความว่าราคาพุ่งไปอีกเท่าตัว ซึ่งเหตุการณ์นี้ผมเชื่อว่าจะมาถึงแน่ๆแบบที่หลายคนแอบแซวว่า ถ้าวันลอยตัวมาถึงเมื่อไหร่ วันนั้นคงมีน้ำมันพอให้เติม สามารถกระจายน้ำมันได้ดีอย่างที่ไม่เคยทำได้เลยในช่วงตรึงราคา

โดยสรุป ผมคิดว่ารัฐควรเลิกปฏิเสธความรุนแรงของปัญหาได้แล้ว ที่สำคัญคืออย่ารีบปฏิเสธว่าไม่มีไอ้โม่ง ดูคนใกล้ตัวมากๆให้ดี และจะตั้งคนไหนดูแลวิกฤตก็ขอให้ดูเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยครับ คือ เรื่องแบบนี้ถ้าไม่โง่ก็ต้องบอกว่าไม่รู้ว่าผีห่าซาตานตนใดเข้าสิงจนต้องตั้งบรรดาพ่อค้าน้ำมันที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันไปดูเรื่องปัญหาน้ำมัน ไปถามเด็กประถมยังรู้เลยครับว่าเป็นไปไม่ได้

เรื่องนี้สำคัญมากครับ ถ้าแก้ไม่ได้จะกระทบต่อต้นทุนการขนส่งที่ตอนนี้ต้นทุนพุ่งขึ้น 12% ซึ่งตอนนี้ราคาอุปโภคบริโภคที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ทั้ง อาหารทะเล (ขึ้น 10-15%), เนื้อหมู(ขึ้น 10 บาท/กก.), ไข่ไก่, ต้นทุนพลาสติกไปจนถึงปุ๋ยการเกษตรที่้เป็นปัจจัยสำคัญของการเกษตร และมีแนวโน้มจะขึ้นไปอีก แค่มาตรการร้านธงฟ้าราคาถูกของคุณศุภจี เอาไม่อยู่หรอกครับ

การเป็นผู้บริหารที่ไม่บริหาร พาวิกฤตไปสู่วิบัติแบบที่เป็นมาเสมอ ระวังประชาชนจะกรีดร้อง _วย ไม่ไหวแล้วโว้ยแทนรวยไม่ไหวแล้วโว้ยนะครับ”

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ชี้ ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน เลิกอุ้มทุน-คืนพลังงานให้รัฐ

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ชี้ ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน เลิกอุ้มทุน-คืนพลังงานให้รัฐ

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ชี้ ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน เลิกอุ้มทุน-คืนพลังงานให้รัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

วันนี้ 22 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง

ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน! เลิกอุ้มทุน คืนพลังงานให้รัฐ

บิลค่าไฟเป็นหน้าต่างบ่งบอกโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ค่าไฟฟ้าแพง ประชาชนต้องส่งเงินต่อให้เอกชนที่ได้สัมปทานเป็น “เสือนอนกิน” ทั้งที่ไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต รัฐต้องเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่า “ร้อยละ 51” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 56 แต่ความเป็นจริงวันนี้ กฟผ. กลับผลิตไฟฟ้าเองได้เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ส่วนอีกร้อยละ 70 เรากลับประเคนอำนาจการผลิตไปให้เอกชนรายใหญ่ สิ่งนี้คือการปล่อยให้อธิปไตยทางพลังงานหลุดลอยไปอยู่ในมือนายทุน

เปิดข้อมูลต้นทุนต่ำ จากความภาคภูมิใจของ กฟผ. ที่รัฐคุมได้เอง 100 เปอร์เซ็นต์

วันนี้เรามีขุมทรัพย์พลังงานที่รัฐควบคุมราคาได้เองและมีต้นทุนต่ำมาก แต่กลับถูกจำกัดสัดส่วนการผลิตอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะทรัพยากรล้ำค่าที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กฟผ. อาทิ

 – ลิกไนต์แม่เมาะ (กฟผ.) นี่คือความภาคภูมิใจของคนไทยและ กฟผ. เรามีเหมืองลิกไนต์ที่เป็นเชื้อเพลิงของเราเอง 100% ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ต้องหวั่นเกรงต่อความผันผวนของค่าเงินหรือสงครามโลก ต้นทุนเพียง 1.20 – 1.23 บาทต่อหน่วย เท่านั้น!

 – พลังน้ำ (กฟผ.) ที่มีอยู่ทั่วทุกภาค ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง มีเพียงค่าดำเนินการประมาณ 1.06 – 1.37 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติในประเทศที่สร้างเสร็จและตัดค่าเสื่อมราคาหมดแล้ว

ในขณะที่การซื้อไฟจากเอกชน มีต้นทุนสูงถึง 3.15 – 3.53 บาทต่อหน่วย แถมประชาชนยังต้องถูกบังคับให้จ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” ให้เอกชนฟรีๆ แม้โรงไฟฟ้าเหล่านั้นไม่ได้เดินเครื่องผลิตจริง นี่คือกำไรส่วนเกินที่สูบจากกระเป๋าประชาชน เพียงเพื่อไปเพิ่มความมั่งคั่งให้นายทุนพลังงาน

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง

หากนำ 8 มาตรการหยุดทุกข์ค่าไฟแพง ที่เป็นข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร (รายงานเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2568) จะลดค่าไฟฟ้าลงได้อีกไม่น้อยกว่า 0.8588 บาทต่อหน่วย ดังนี้

1) ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน เพื่อลดภาระทันที

2) หยุดเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ FiT สำหรับกลุ่มผู้ผลิตเอกชนที่ผ่านจุดคุ้มทุนไปแล้ว

3) นำรายได้จากทรัพยากรชาติ ทั้งค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งกำไร มาลดต้นทุนเชื้อเพลิงให้ประชาชน

4) หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบตัวเอง ให้ อปท. และกรมทางหลวง จัดหางบประมาณค่าไฟสาธารณะเอง มิให้ผลักภาระมาไว้ในบิลไฟบ้านของพี่น้องประชาชน

5) ปรับสัดส่วนเงินนำส่งรัฐ ลดเงินนำส่งจาก 3 การไฟฟ้าเหลือร้อยละ 20 เพื่อนำส่วนต่างมาลดค่าไฟโดยตรง

6) ทบทวนสัญญา LNG ระยะยาว เพิ่มสัดส่วนการซื้อก๊าซแบบ Long-Term Contract ให้ถึงร้อยละ 85 ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งราคาถูกกว่าตลาดจร

7) ลดเกณฑ์ภาษีเงินได้นิติบุคคล ปรับลดภาษีที่ใช้คำนวณรายได้พึงได้รับของการไฟฟ้าเหลือร้อยละ 20

8) จัดตั้งคลังกักเก็บ LNG เป็นเขตปลอดอากร เพื่อลดภาระทางภาษีและต้นทุนการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง

เสนอค่าไฟฟ้าระหว่าง 2.50 บาท ไม่เกิน 3 บาท ต้องหยุดสัมปทานระบบเสือนอนกิน คือ

1. โรงไฟฟ้าเอกชนเจ้าไหนหมดสัญญา ต้องหยุดต่อสัญญาทาสที่เอื้อกำไรให้ทุนใหญ่เพียงไม่กี่ตระกูล เมื่อสัญญาซื้อขาย (PPA) สิ้นสุดลง รัฐต้องดึงกลับมาบริหารเองทันที

2. คืนอำนาจให้ กฟผ. ผลิตเอง 51 เปอร์เซ็นต์ ตามรัฐธรรมนูญ การผลิตไฟฟ้าต้องมุ่งเน้นบริการสาธารณะ ไม่ใช่กำไรในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อรัฐกลับมาผลิตเกินครึ่งหนึ่งตามกฎหมาย เราจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำลงได้ทันที

3. ใช้ของดีราคาถูกที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ เร่งกำลังการผลิตจากพลังน้ำและลิกไนต์ของ กฟผ. ที่ราคาเพียง 1 บาทต้นๆ มาเป็นฐานราคาหลัก เพื่อดึงค่าไฟเฉลี่ยของประเทศให้ลดลง

รัฐบาลต้องยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ แล้ว… ค่าไฟไม่เกิน 3 บาท หรือแม้แต่ 2.50 บาท ทำได้จริงแน่นอน

พลังงานคือสิทธิพื้นฐานของคนไทยทุกคน ไม่ใช่บ่อเงินบ่อทองของใคร ผมจะเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมนี้ให้พี่น้องคนไทยทั้งประเทศครับ

ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก

ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก

ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก ก่อนยูเนสโกเคาะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ  (UNESCO) ปลายปี 2569 นี้

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าประสานความร่วมมือ ผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” ผ่านแคมเปญ “ชุดไทย” (CHUD THAI) สู่สายตาชาวโลกอย่างสง่างาม ภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ต่อการสืบสาน ต่อยอด และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทย อันมีรากฐานจากพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ล่าสุดได้รับการร่วมมือกับภาคเอกชน อย่าง  Plan B (แพลน บี มีเดีย) ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในหน้าประวัติศาสตร์ เผยแพร่ “ชุดไทย” สู่สาธารณะ ผ่านป้ายโฆษณาบิลบอร์ด ทั่วกรุงเทพมหานคร ตามแนวทางที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จะผลักดัน “ชุดไทย” สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (UNESCO)

โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ และสร้างการตระหนักรู้ ถึงคุณค่าของสิ่งที่พวกเราคนไทยทั้งชาติ กำลังจะผลักดัน ก่อนที่ยูเนสโก (UNESCO) จะพิจารณา “ชุดไทยพระราชนิยม”  ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในช่วงปลายปี 2569 นี้ ดังนั้นขอเชิญชวน สื่อทุกแขนง หน่วยงานทุกภาคส่วน และประชาชนทุกคน ร่วมกันมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับความภาคภูมิใจนี้  ด้วยการสนับสนุนความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสวมใส่ชุดไทย และงานหัตถศิลป์ ในชีวิตประจำวัน การบอกเล่าเรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดีย ประกาศศักดิ์ศรีงานฝีมือไทยสู่สายตาชาวโลก