ญี่ปุ่นจับชายวัย 61 ปี เปิดวิทยุ-เล่นกีตาร์เสียงดังต่อเนื่องกว่า 7 ปี ทำเพื่อนบ้านป่วยนอนไม่หลับ

ญี่ปุ่นจับชายวัย 61 ปี เปิดวิทยุ-เล่นกีตาร์เสียงดังต่อเนื่องกว่า 7 ปี ทำเพื่อนบ้านป่วยนอนไม่หลับ

28 ก.ค. 2569 14:31 น.

ญี่ปุ่นจับชายวัย 61 ปี เปิดวิทยุ-เล่นกีตาร์เสียงดังต่อเนื่องกว่า 7 ปี ทำเพื่อนบ้านป่วยนอนไม่หลับ

ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมชายวัย 61 ปี ในเมืองเกียวโต หลังถูกกล่าวหาว่าเปิดวิทยุและเล่นกีตาร์ไฟฟ้าด้วยเสียงดังตลอดทั้งวันทั้งคืนต่อเนื่องนานกว่า 7 ปี จนเพื่อนบ้านหลายรายมีอาการนอนไม่หลับ ซึมเศร้า และหูอื้อ แม้ตำรวจจะเคยตักเตือนหลายครั้งแต่พฤติกรรมไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนเข้าตรวจค้นและยึดกีตาร์ไฟฟ้าหลายสิบตัวพร้อมอุปกรณ์ขยายเสียง

เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจจังหวัดเกียวโต ได้ทำการจับกุม นายคาซุนาริ โยโกอิ ชายว่างงานวัย 61 ปี ในเขตนิชิเคียว เมืองเกียวโต เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น หลังจากเปิดเสียงรบกวนระดับดังสนั่นเป็นเวลานานหลายปี จนทำให้ผู้คนในชุมชนเกิดอาการป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ

รายงานระบุว่า นายโยโกอิได้เปิดวิทยุเครื่องทรานซิสเตอร์ทิ้งไว้ริมหน้าต่างที่เปิดกว้าง ส่งเสียงดังออกไปทางถนนตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการปิด แม้กระทั่งในเวลาที่เขาไม่ได้อยู่อาศัยในบ้าน นอกจากนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่จนถึงช่วงค่ำ เขาจะซ้อมดีดกีตาร์ไฟฟ้าสายฮาร์ดร็อกอย่างหนักผ่านตู้แอมป์ขยายเสียง

ผลจากการวัดระดับเสียงของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ระดับความดังพุ่งสูงถึง 80 ถึง 90 เดซิเบล ซึ่งถือว่าดังเทียบเท่ากับบรรยากาศภายในขบวนรถไฟใต้ดินที่กำลังวิ่งอยู่ 

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2017 แม้ตำรวจจะได้รับแจ้งเหตุและส่งเจ้าหน้าที่มาตักเตือนนายโยโกอิอยู่นับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งเขามักจะยอมเบาเสียงลงเพียงชั่วคราว ก่อนจะกลับมาเปิดเสียงดังรบกวนตามเดิมอีกครั้ง ความเดือดร้อนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างหนักของเพื่อนบ้านอย่างน้อย 4 ราย ซึ่งเป็นผู้สูงอายุวัยตั้งแต่ 60 ถึง 80 ปี

โดยผู้ร่วมชุมชนวัย 80 กว่าปี และชายวัย 67 ปี ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็น โรคซึมเศร้าและโรคนอนไม่หลับ ส่วนผู้สูงอายุวัย 76 ปี ป่วยเป็นภาวะความผิดปกติทางการนอนหลับ ขณะที่หญิงเพื่อนบ้านอีกรายหนึ่งเริ่มมีอาการเสียงดังในหู หรือหูดับฉับพลันตั้งแต่ช่วงเมษายนปีที่แล้ว หนึ่งในเพื่อนบ้านวัย 60 กว่าปีระบุว่า “มันทรมานมาก เพราะสารพัดเสียงมั่วซั่วไปหมดตีกันตลอดทั้งวันทั้งคืน”

เนื่องจากพฤติกรรมดื้อแพ่งและสร้างผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างชัดเจน ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายโยโกอิ และบ้านของภรรยาของเขาที่แยกกันอยู่ โดยสามารถยึดของกลางรวมได้ถึง 76 รายการ ประกอบด้วยกีตาร์ไฟฟ้า 49 ตัว (47 ตัวจากบ้านนายโยโกอิ และ 2 ตัวจากบ้านภรรยา), แอมป์ขยายเสียง 19 เครื่อง, เครื่องเล่นวิทยุเทป 5 เครื่อง, แมนโดลิน 1 ตัว, ลำโพง 1 เครื่อง และเครื่องเล่นซีดีอีก 1 เครื่อง

เบื้องต้น ในระหว่างการสอบสวน นายโยโกอิยอมรับว่าตนเองเป็นผู้เปิดวิทยุและเล่นกีตาร์ส่งเสียงดังจริง แต่ปฏิเสธข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยอ้างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “ข้อกล่าวหาที่ว่าเสียงของผมทำให้คนอื่นล้มป่วยนั้นไม่เป็นความจริง” ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป.

ที่มา Mainichi / JapanToday

อินเดียสั่งแบนคำ “เครื่องดื่มชูกำลัง” บนฉลากเครื่องดื่มคาเฟอีนสูง บีบ บ.ใหญ่ปรับภายใน 90 วัน

อินเดียสั่งแบนคำ "เครื่องดื่มชูกำลัง" บนฉลากเครื่องดื่มคาเฟอีนสูง บีบ บ.ใหญ่ปรับภายใน 90 วัน

28 ก.ค. 2569 13:09 น.

อินเดียสั่งแบนคำ “เครื่องดื่มชูกำลัง” บนฉลากเครื่องดื่มคาเฟอีนสูง บีบ บ.ใหญ่ปรับภายใน 90 วัน

ทางการอินเดีย ออกคำสั่งบังคับให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มคาเฟอีนสูงทุกราย รวมถึงยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Pepsi, Red Bull, Monster, Hell Energy และ Reliance ยุติการใช้คำว่า “เครื่องดื่มชูกำลัง” (Energy Drink) หรือข้อความสื่อความหมายคล้ายกันบนฉลากสินค้าภายใน 90 วัน หลังเห็นว่าคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับการเพิ่มพลังและบำรุงร่างกายอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) เดินหน้ากวาดล้างการตลาดเครื่องดื่มที่มีปริมาณคาเฟอีนสูงอย่างจริงจัง โดยยืนยันคำสั่งให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ ทั้ง Pepsi, Red Bull, Monster Beverage, Hell Energy รวมถึง Reliance ของมหาเศรษฐี มูเกช อัมบานี ลบคำว่า “Energy Drink” (เครื่องดื่มชูกำลัง) หรือข้อความระบุประเภทสินค้าในลักษณะเดียวกันออกจากฉลากและสื่อโฆษณาโดยเร็วที่สุด

แหล่งข่าวระดับสูงจากรัฐบาลอินเดียเปิดเผยว่า ในการประชุมปิดลับร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม นายราจิต ปุนฮานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ FSSAI ได้ปฏิเสธข้อโต้แย้งจากภาคเอกชนอย่างแข็งกร้าว โดยระบุว่าหากผู้ประกอบการกังวลเรื่องผลกระทบทางธุรกิจหรือยอดขาย ก็สามารถไปยื่นฟ้องต่อศาลได้ตามสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปในที่ประชุมระบุว่าภาคอุตสาหกรรมยินยอมที่จะปฏิบัติตาม และทางการได้กำหนดกรอบเวลาให้ปรับเปลี่ยนฉลากให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน

ความเคลื่อนไหวของ FSSAI เกิดขึ้นหลังจากที่หน่วยงานได้ออกหนังสือแจ้งเตือนระบุว่า ในประเทศอินเดีย ไม่มีการรับรองหรือกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์สำหรับหมวดหมู่ “เครื่องดื่มชูกำลัง” ดังนั้น การอ้างสรรพคุณว่าผลิตภัณฑ์สามารถ “ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ” หรือ “ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลียทั่วไป” จึงถือเป็นการให้ข้อมูลที่เข้าข่ายหลอกลวงและบิดเบือนความจริงต่อผู้บริโภค

คำสั่งดังกล่าวก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่นักลงทุน เนื่องจากธุรกิจเครื่องดื่มกลุ่มนี้สร้างจุดขายจากการโฆษณาเน้นการเพิ่มพลังงานฉับไว เช่น สโลแกนระดับโลกอย่าง “Red Bull ให้ปีกแก่คุณ” หรือแคมเปญของเป๊ปซี่ในอินเดียที่โปรโมตเครื่องดื่มแบรนด์ Sting ว่าเปรียบเสมือนส่งสายฟ้าแลบเข้าสู่ร่างกายเพื่อส่ง “พลังงานที่ปลุกกระแสไฟ”

สมาคมเครื่องดื่มแห่งอินเดีย (IBA) ได้ส่งหนังสือลับถึง FSSAI เพื่อแสดงความกังวลว่า การเผยแพร่การควบคุมนี้อาจส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของแบรนด์ และเรียกร้องให้ใช้แนวทางกำกับดูแลแบบรับฟังความคิดเห็นร่วมกัน แต่ทางการยังคงเดินหน้ามาตรการดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

ตลาดเครื่องดื่มประเภทนี้ในอินเดียเติบโตอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่เป๊ปซี่เปิดตัวแบรนด์ Sting ในปี 2017 โดยเน้นขายในขวดพลาสติกราคาเพียง 20 รูปี (ราว 8-9 บาท) จนได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี และผู้บริโภคในพื้นที่ชนบท ข้อมูลจาก Euromonitor คาดการณ์ว่า ยอดขายในอินเดียจะพุ่งสูงถึง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.6 หมื่นล้านบาท) ภายในปี 2028 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี ซึ่งเติบโตเร็วกว่าทั้งสหรัฐฯ และจีน

อย่างไรก็ตาม ปริมาณคาเฟอีน น้ำตาล และทอรีน ในระดับสูง ได้สร้างความกังวลให้แก่นักวิชาการด้านสาธารณสุขทั่วโลก เช่นเดียวกับในอังกฤษที่เตรียมห้ามขายเครื่องดื่มคาเฟอีนสูงแก่เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในเดือนเมษายนปีหน้า หรือในบางภูมิภาคของปากีสถานที่บังคับให้เปลี่ยนไปใช้คำว่า “เครื่องดื่มกระตุ้นร่างกาย” แทน

ในรัฐราชสถาน ทางตอนเหนือของอินเดีย เจ้าหน้าที่ได้เริ่มมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเข้าตรวจยึดขวดและกระป๋องเครื่องดื่ม Sting, Campa Energy และ Red Bull จำนวนหลายพันชิ้น พร้อมออกหนังสือสั่งการไปยังแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ทั้ง Amazon, Flipkart, Blinkit และ Swiggy Instamart ให้ระงับการโปรโมตหรือใช้คำว่า “Energy Drink” บนหน้าเว็บไซต์และแอปพลิเคชันโดยทันที.

ที่มา Reuters / Telegraph India

“อีลอน มัสก์” เปิดบริการการเงิน “X Money” ให้ผู้ใช้ X ในสหรัฐฯ ฝาก-โอน-จ่าย ดันดอกเบี้ย 6%

"อีลอน มัสก์" เปิดบริการการเงิน "X Money" ให้ผู้ใช้ X ในสหรัฐฯ ฝาก-โอน-จ่าย ดันดอกเบี้ย 6%

28 ก.ค. 2569 12:29 น.

“อีลอน มัสก์” เปิดบริการการเงิน “X Money” ให้ผู้ใช้ X ในสหรัฐฯ ฝาก-โอน-จ่าย ดันดอกเบี้ย 6%

แพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ เปิดให้บริการ X Money ระบบกระเป๋าเงินดิจิทัลและบริการทางการเงินสำหรับสมาชิกแบบชำระเงินในสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ผู้ใช้สามารถโอนเงิน ชำระบิล ฝากเงิน และรับดอกเบี้ยสูงสุด 6% ผ่านแอปเดียว สะท้อนแผนผลักดัน X ให้เป็น “แอปพลิเคชันครอบจักรวาล” ตามต้นแบบ WeChat ของจีน

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ได้เปิดตัวบริการทางการเงินในชื่อ “X Money” ให้แก่ผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกาที่สมัครบริการสมาชิก Premium และ Premium+ อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากเปิดทดสอบระบบในกลุ่มจำกัดมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของมัสก์ในการเดินหน้าวิสัยทัศน์เปลี่ยน X ให้กลายเป็น “Everything App” หรือแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ทุกอย่างในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับ WeChat แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ของจีนที่เป็นศูนย์กลางทั้งการสื่อสาร ช้อปปิ้ง และการใช้จ่ายทางการเงิน

บริการ X Money ช่วยให้ผู้ใช้สามารถบริหารจัดการธุรกรรมทางการเงินได้ครบจบในแอปเดียว โดยไม่จำเป็นต้องสลับไปใช้แอปพลิเคชันอื่น ด้วยการรองรับการฝากเงิน โอนเงินระหว่างบุคคล ชำระบิล โอนเงินผ่านระบบ Wire Transfer ไปจนถึงการส่งเช็คทางสั่งจ่าย

นอกจากนั้น ผู้ใช้บัญชี Premium+ จะได้รับอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์  สูงสุดถึง 6.00% ต่อปี ส่วนสมาชิก Premium ทั่วไปจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเดียวกันเมื่อมีเงินฝากโอนเข้าบัญชีตรงตามเงื่อนไข ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงของธนาคารทั่วไปในสหรัฐฯ ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ราว 4-5% และสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หลายเท่าตัว

ผู้สมัครจะได้รับเงินขวัญถุงต้อนรับ 15 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมบัตรเดบิตเสมือน ที่สามารถผูกกับ Apple Wallet เพื่อใช้งาน Apple Pay ได้ทันที รวมถึงได้รับเงินคืนหรือแคชแบ็ก 3% จากการใช้จ่ายที่เข้าเงื่อนไข นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถสั่งทำ “บัตรเดบิตโลหะ” ที่สลักชื่อและชื่อผู้ใช้บน X ได้ตามต้องการ

สำหรับเงินฝากใน X Money ทั้งหมด จะถูกจัดเก็บและดูแลโดย Cross River Bank ธนาคารพันธมิตรในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการเบื้องหลังแก่แอปฟินเทคชั้นนำหลายแห่ง โดยเงินฝากของผู้ใช้จะได้รับการคุ้มครองจากองค์กรรับประกันเงินฝากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ  ในวงเงินสูงสุด 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.7-9.0 ล้านบาท) ต่อราย

ด้านความปลอดภัย X Money ระบุว่าใช้เทคโนโลยี Passkeys ในการยืนยันตัวตนเพื่อความปลอดภัยและรวดเร็ว รวมถึงธุรกรรมผ่านบัตรทุกรายการจะได้รับการดูแลภายใต้ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงของ Visa

การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้ X ก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันโดยตรงกับเจ้าตลาดระบบชำระเงินดิจิทัลและฟินเทคในสหรัฐฯ เช่น Venmo (ของ PayPal), Cash App (ของ Block) และ SoFi โดยดึงฐานผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียหลายร้อยล้านคนมาเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม การรุกเข้าสู่ธุรกิจการเงินของมัสก์ไม่ได้ปราศจากอุปสรรค โดยก่อนการเปิดตัวเพียงไม่นาน สว.เอลิซาเบธ วอร์เรน แกนนำพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือถึงมัสก์เพื่อตั้งคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจของ X Money โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า X จะนำรายได้จากไหนมาจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 6% รวมทั้งแสดงความกังวลต่อประวัติการกำกับดูแลของ FDIC ต่อ Cross River Bank ในอดีต

วอร์เรนระบุในจดหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากประวัติการบริหารงาน X ของคุณ คือสิ่งสะท้อนถึงวิธีที่คุณจะบริหาร X Money ผู้บริโภค ความมั่นคงแห่งชาติ และเสถียรภาพของระบบการเงินอาจกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง การที่คุณไม่สามารถบริหาร X ให้ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบได้ ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นใดๆ ว่าคุณจะขยายธุรกิจเข้าสู่ภาคการเงินของผู้บริโภคได้อย่างปลอดภัย”

ปัจจุบัน บริการ X Money เปิดให้เฉพาะผู้ใช้งานบุคคลธรรมดาที่มีอายุบรรลุนิติภาวะในสหรัฐฯ หรือ 18 ปีขึ้นไป ที่มีหมายเลขโทรศัพท์ผ่านการยืนยันแล้วเท่านั้น โดยมัสก์เคยกล่าวไว้ในที่ประชุมพนักงานว่า “เมื่อผมพูดถึงระบบชำระเงิน ผมหมายถึงชีวิตทางการเงินทั้งหมดของคนคนหนึ่ง ถ้ามันเกี่ยวข้องกับเงิน มันจะต้องอยู่บนแพลตฟอร์มของเรา”.

ที่มา AFP / The Independent

บาหลีสั่งแบน 2 ชาวดัตช์ เปิดชมรมวิ่งแต่กีดกันชาวอินโดนีเซียเข้าร่วม

บาหลีสั่งแบน 2 ชาวดัตช์ เปิดชมรมวิ่งแต่กีดกันชาวอินโดนีเซียเข้าร่วม

28 ก.ค. 2569 11:36 น.

บาหลีสั่งแบน 2 ชาวดัตช์ เปิดชมรมวิ่งแต่กีดกันชาวอินโดนีเซียเข้าร่วม

ทางการอินโดนีเซียสั่งห้ามชายชาวเนเธอร์แลนด์ 2 คน เดินทางเข้าประเทศ หลังถูกกล่าวหาจัดตั้งชมรมวิ่งในบาหลีโดยไม่มีใบอนุญาต และมีการเลือกปฏิบัติต่อชาวอินโดนีเซียด้วยการปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมชมรม กระแสดังกล่าวจุดชนวนความไม่พอใจต่อกลุ่มชาวต่างชาติในบาหลีอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลว่าชาวต่างชาติบางส่วนกำลังสร้าง “สังคมปิด” ในพื้นที่

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซียประกาศห้ามชายชาวเนเธอร์แลนด์ 2 คน เดินทางกลับเข้าประเทศ หลังการสอบสวนกรณีชมรมวิ่ง Entourage Bali ซึ่งมุ่งเป้ากลุ่มชาวต่างชาติและดิจิทัลโนแมดถูกกล่าวหาว่ากีดกันชาวอินโดนีเซียไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นายยอสต์ สตอร์มส (Joost Storms) อายุ 35 ปี และ นายฮิดเดอ ฟาน ฟลีต (Hidde van Vliet) อายุ 37 ปี เดินทางออกจากเกาะบาหลีไปยังสิงคโปร์ก่อนที่คำสั่งห้ามเข้าประเทศจะมีผล โดยสื่อหลายแห่งระบุว่าทั้งคู่คือผู้ก่อตั้งชมรมวิ่ง Entourage Bali

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า ทั้งสองฝ่าฝืนกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ด้วยการจัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต พร้อมยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้เดินทางกลับเข้าประเทศอีก

นายเฮนดาร์ซัม มารันโตโก อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซีย กล่าวว่ากิจกรรม Bali Silent Disco Run ซึ่งจัดโดยชาวต่างชาติ มีพฤติกรรมที่อาจละเมิดกฎหมายและมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อประชาชนท้องถิ่น พร้อมย้ำว่าชาวต่างชาติไม่มีสิทธิบริหารหรือดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในอินโดนีเซียโดยไม่ได้รับอนุญาต เขายังใช้ถ้อยคำรุนแรงว่า ชมรมแห่งนี้มีลักษณะเสมือน “รัฐซ้อนรัฐ”  พร้อมประกาศเดินหน้าปราบปรามชาวต่างชาติที่ลักลอบประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์บนเกาะบาหลีอย่างจริงจัง

กระแสวิพากษ์วิจารณ์เริ่มรุนแรงขึ้นหลังมีการเผยแพร่ภาพหน้าจอข้อความสนทนาผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งอ้างว่าผู้สมัครชาวอินโดนีเซียถูกสอบถามสัญชาติ ก่อนถูกปฏิเสธการเข้าร่วมเพราะเป็นคนท้องถิ่น ขณะที่ผู้สมัครชาวต่างชาติได้รับการอนุมัติทันที

หญิงชาวอินโดนีเซียรายหนึ่งระบุว่า ใบสมัครของเธอถูกระงับเพราะใช้ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของอินโดนีเซีย แต่สามีของเธอซึ่งใช้ชื่อและเบอร์โทรศัพท์จากประเทศตะวันตกกลับได้รับการตอบรับในเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเผยแพร่ข้อความที่อ้างว่า ผู้จัดงานตอบผู้สมัครว่า “ใช่ คุณเป็นชาวอินโดนีเซีย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณไม่ได้รับการอนุมัติ เพราะระบบของเราสำหรับดิจิทัลโนแมด” แม้ข้อความดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางการ

กรณีดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่ชาวอินโดนีเซียและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในบาหลี หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างสังคมเฉพาะกลุ่มของชาวต่างชาติบนพื้นที่สาธารณะของเกาะ จนคนท้องถิ่นรู้สึกถูกกีดกันในบ้านเกิดของตนเอง

ด้านผู้ว่าการจังหวัดบาหลี อี วายัน คอสเตอร์ ประกาศว่าจะดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันอีก พร้อมย้ำว่าบาหลีต้องเป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

ภายหลังเกิดกระแสวิจารณ์ Entourage Bali ออกแถลงการณ์ขอโทษผู้ที่ได้รับผลกระทบ ยืนยันว่าชมรมวิ่งเปิดรับทุกคน รวมถึงชาวอินโดนีเซีย และระบุว่าความผิดพลาดเกิดจากระบบคัดกรองอัตโนมัติในกลุ่ม WhatsApp ซึ่งปฏิเสธหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนในอินโดนีเซียบางส่วนโดยไม่ตั้งใจ

องค์กรยังระบุว่า ชาวอินโดนีเซียคิดเป็นเกือบ 25% ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าการเป็นดิจิทัลโนแมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติ และสมาชิกของชุมชนมาจากหลายประเทศ รวมถึงชาวอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ผู้จัดงานประกาศระงับกิจกรรมทั้งหมดเป็นการชั่วคราว พร้อมให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงระบบและแนวทางการดำเนินงานในอนาคต

บาหลีซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและดิจิทัลโนแมดจากทั่วโลก กำลังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างชุมชนชาวต่างชาติกับคนท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลอินโดนีเซียยืนยันว่าจะเข้มงวดกับชาวต่างชาติที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือใช้สิทธิพิเศษเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด เพื่อรักษาความเป็นธรรมและอธิปไตยของประเทศ.

ที่มา BBC / news.com.au

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เสนอจ่าย 5.5 พันล้านดอลลาร์ ยุติคดีแป้งเด็กโยงมะเร็งรังไข่

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เสนอจ่าย 5.5 พันล้านดอลลาร์ ยุติคดีแป้งเด็กโยงมะเร็งรังไข่

28 ก.ค. 2569 11:04 น.

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เสนอจ่าย 5.5 พันล้านดอลลาร์ ยุติคดีแป้งเด็กโยงมะเร็งรังไข่

บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) เสนอจ่ายเงินชดเชยสูงสุด 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.85 แสนล้านบาท เพื่อยุติคดีความกว่า 69,000 คดีในสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าแป้งเด็กและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแป้งทัลค์เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งรังไข่ แม้บริษัทยังคงยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีความปลอดภัยและข้อกล่าวหาไม่มีมูล

บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) ประกาศข้อเสนอจ่ายเงินชดเชยสูงสุด 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.85 แสนล้านบาท เพื่อยุติการฟ้องร้องครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้ฟ้องร้องหลายหมื่นรายกล่าวหาว่าแป้งเด็กและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแป้งทัลค์ของบริษัทเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งรังไข่

ข้อเสนอดังกล่าวถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการยุติข้อพิพาททางกฎหมายที่ยืดเยื้อมานานหลายปี และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการดำเนินธุรกิจของบริษัทด้านเวชภัณฑ์รายใหญ่จากรัฐนิวเจอร์ซีย์

อย่างไรก็ตาม จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแป้งทัลค์ไม่ได้ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และบริษัทได้เปลี่ยนสูตรแป้งเด็กยอดนิยมจากแป้งทัลค์เป็นแป้งข้าวโพดแล้ว

เอริก ฮาส รองประธานฝ่ายคดีความของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน กล่าวว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว “ไม่มีมูล” และบริษัทเลือกเสนอการยุติคดีเพื่อปิดฉากข้อพิพาทที่ดำเนินมายาวนาน พร้อมย้ำว่าหากดำเนินคดีต่อ บริษัทเชื่อมั่นว่าจะเป็นฝ่ายชนะเช่นเดียวกับคดีส่วนใหญ่ที่ผ่านมา

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันระบุว่า ข้อเสนอนี้ครอบคลุมคดีที่เกี่ยวข้องกับทัลคัมประมาณ 69,000 คดี ซึ่งเป็นคดีส่วนใหญ่ที่ยังคงค้างอยู่ โดยบริษัทจะจ่ายเงินสูงสุด 3 พันล้านดอลลาร์ในปีหน้า และจะไม่มีการจ่ายเงินเพิ่มเติมก่อนปี 2028

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อสำนักงานกฎหมายที่เป็นตัวแทนผู้ฟ้องร้องคดีมะเร็งรังไข่ในศาลของรัฐและศาลรัฐบาลกลาง ไม่น้อยกว่า 95% เห็นชอบกับข้อเสนอดังกล่าว

คดีฟ้องร้องจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เกี่ยวกับแป้งเด็กที่มีส่วนผสมของแป้งทัลค์เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2009 โดยผู้บริโภคและครอบครัวผู้เสียชีวิตกล่าวหาว่าแป้งทัลค์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนแร่ใยหิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เนื่องจากแหล่งแร่ทัลคัมในธรรมชาติมักอยู่ใกล้กับชั้นแร่ใยหิน

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยที่เป็นคุณต่อแป้งทัลค์โดยตั้งข้อสังเกตว่าผู้ฟ้องร้องแต่ละรายยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าแป้งทัลค์เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดมะเร็งรังไข่

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันยืนยันมาโดยตลอดว่าการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า แป้งทัลค์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีความปลอดภัย ไม่ปนเปื้อนแร่ใยหิน และไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

แม้ยังยืนยันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ แต่ในปี 2022 บริษัทได้ประกาศยุติการผลิตและจำหน่ายแป้งเด็กสูตรแป้งทัลค์ทั่วโลก หลังจากยุติการจำหน่ายในสหรัฐฯ มาก่อนหน้านั้นกว่า 2 ปี พร้อมเปลี่ยนสายการผลิตทั้งหมดเป็นแป้งเด็กสูตรแป้งข้าวโพด ตามการปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ระดับโลก

ทั้งนี้ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับแป้งเด็กของแบรนด์จอห์นสันนอกทวีปอเมริกาเหนือ ปัจจุบันอยู่ภายใต้บริษัท Kenvue ซึ่งแยกตัวออกจากจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ในปี 2022 และเป็นเจ้าของแบรนด์ผู้บริโภคชื่อดังหลายแบรนด์ อาทิ Band-Aid, Listerine และ Calpol.

ที่มา BBC

ลิงน้อย “พันช์คุง” ฉลองวันเกิด 1 ขวบ แฟนคลับส่งการ์ดอวยพรกว่า 2,500 ใบ

ลิงน้อย "พันช์คุง" ฉลองวันเกิด 1 ขวบ แฟนคลับส่งการ์ดอวยพรกว่า 2,500 ใบ

28 ก.ค. 2569 10:19 น.

ลิงน้อย “พันช์คุง” ฉลองวันเกิด 1 ขวบ แฟนคลับส่งการ์ดอวยพรกว่า 2,500 ใบ

กระแสฟีเวอร์ “พันช์”ยังไม่ตก ล่าสุดลิงน้อยแห่งสวนสัตว์ญี่ปุ่น ฉลองอายุครบ 1 ขวบแล้ว โดยได้รับการ์ดอวยพรจากแฟนคลับกว่า 2,500 ใบจากทั้งในและต่างประเทศ

“พันช์” ลูกลิงแสมญี่ปุ่น ที่เคยกอดตุ๊กตาอุรังอุตังแทนแม่ จนกลายเป็นกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์ วันนี้พันช์มีอายุครบ 1 ปีแล้ว โดยสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์เมืองอิจิคาวะ ในจังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดนิทรรศการวันเกิด พร้อมนำการ์ดอวยพรและข้อความจากแฟนคลับกว่า 2,500 ฉบับ มาจัดแสดงบนผนังให้ผู้เข้าชมได้ร่วมแสดงความยินดีด้วย

ทาคาชิ ยาสึนางะ หัวหน้าสวนสัตว์กล่าวว่า แม้เวลาจะผ่านไปหนึ่งปี แต่ภาพความพยายามของพันช์ในการต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอดยังคงติดอยู่ในใจของเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยปัจจุบันพันช์ไม่ได้กอดตุ๊กตาอุรังอุตังอีกแล้ว และเติบโตจนแทบแยกไม่ออกจากลิงตัวอื่นในฝูง โดยมันใช้เวลาวิ่งเล่นและเข้าสังคมกับเพื่อนลิงได้ตามปกติ

พันช์เกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ปีที่แล้ว แต่ถูกแม่ทอดทิ้งทันทีหลังคลอด ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่าแม่ลิงอาจอ่อนล้าจากการคลอดจนไม่สามารถเลี้ยงลูกได้

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์จึงรับหน้าที่เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบตุ๊กตาอุรังอุตังให้กอด เพื่อช่วยฝึกการใช้แรงกำมือและสัญชาตญาณการเกาะ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ลูกลิงแรกเกิดจำเป็นต้องมีในการอยู่รอด

เมื่ออายุได้ประมาณ 6 เดือน พันช์ถูกปล่อยเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับลิงตัวอื่นกว่า 50 ตัว ภายในกรงเลี้ยง ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาท้าทายที่สุด เพราะในระยะแรก ลิงตัวอื่นยังไม่ยอมรับสมาชิกใหม่

ทุกครั้งที่ถูกลิงตัวอื่นไล่ออกห่าง พันช์จะรีบวิ่งกลับมากอดตุ๊กตาคู่ใจเพื่อปลอบใจตัวเอง ภาพเหล่านี้ถูกสวนสัตว์เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และกลายเป็นไวรัลในเวลาอันรวดเร็ว จนเกิดแฮชแท็ก #HangInTherePunch ที่แฟน ๆ ใช้ส่งกำลังใจให้ลูกลิงตัวน้อย โดยเสน่ห์ของพันช์ไม่ได้อยู่แค่ความน่ารัก แต่เป็นเรื่องราวของการต่อสู้และความพยายามในการได้รับการยอมรับจากฝูง จนทำให้หลายคนรู้สึกผูกพัน.

ที่มา : channelnewsasia

น้ำท่วมปากีสถานวิกฤต! ชาวบ้านหนีตายลงเรือ หลังฝนมรสุมถล่ม ดับแล้ว 109 ศพ

น้ำท่วมปากีสถานวิกฤต! ชาวบ้านหนีตายลงเรือ หลังฝนมรสุมถล่ม ดับแล้ว 109 ศพ

28 ก.ค. 2569 08:23 น.

น้ำท่วมปากีสถานวิกฤต! ชาวบ้านหนีตายลงเรือ หลังฝนมรสุมถล่ม ดับแล้ว 109 ศพ

ปากีสถานเผชิญวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหม่ หลังฝนมรสุมตกหนักต่อเนื่องจนหลายหมู่บ้านในแคว้นปัญจาบจมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านต้องอพยพหนีตายด้วยเรือ ขณะที่หลายครอบครัวยังติดค้างไม่มีน้ำ-ไฟและอาหาร 

สำนักข่าว AFP รายงานว่า พื้นที่ในอำเภอมูริดเก แคว้นปัญจาบซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดของปากีสถาน ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากฝนมรสุม ทำให้หมู่บ้านหลายแห่งถูกน้ำท่วมจนกลายเป็นผืนน้ำขนาดใหญ่

ผู้สื่อข่าวในพื้นที่พบว่า กลุ่มอาสาสมัครนำเรือยนต์ขนาดเล็กเข้าช่วยอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง แต่ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ยังคงติดค้างและรอความช่วยเหลือ

นางอิกรา ซัลมาน วัย 32 ปี เปิดเผยว่า ครอบครัวของเธอถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมานาน 4 วันแล้ว และยังไม่มีทีมกู้ภัยเข้ามาถึง พวกเขาไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำสะอาดใช้ และตอนนี้อาหารก็หมดเกลี้ยงแล้ว แถมยังถูกน้ำท่วมล้อมรอบทุกด้าน

ด้านสำนักงานบริหารจัดการภัยพิบัติของปากีสถานระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตจากเหตุที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม ทั้งจากการจมน้ำและบ้านพังถล่ม อย่างน้อย 109 ราย โดยประมาณ 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตอยู่ในแคว้นปัญจาบ

ด้าน ฮาริส ดาร์ อาสาสมัครกู้ภัย เปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยใช้เรือ 4 ลำปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนในหมู่บ้านราว 12 แห่ง พร้อมเร่งขนย้ายผู้ประสบภัยและทรัพย์สินออกจากพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม

แม้ประชาชนบางส่วนจะได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้ว แต่หลายครอบครัวต้องพักอาศัยอยู่ในเต็นท์ชั่วคราว ท่ามกลางอากาศร้อนชื้น ริมถนนที่อยู่ติดกับพื้นที่น้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปากีสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ทรัพยากรในการรับมือกับภัยพิบัติยังมีจำกัด

แม้มรสุมในเอเชียใต้จะเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรม แต่ภาวะโลกร้อนทำให้รูปแบบของฝนมรสุมแปรปรวน คาดเดาได้ยาก และก่อให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงมากขึ้นในหลายประเทศของภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อัฟกานิสถาน ก็เผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน โดยมีผู้เสียชีวิต 34 ราย ระหว่างวันที่ 20-26 กรกฎาคม และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 100 คน หลังเกิดน้ำป่าหลากในจังหวัดนูริสถาน

ย้อนกลับไปในปี 2565 (2022) ปากีสถานเคยเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่จากฝนมรสุมรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,700 คน และพื้นที่ขนาดมหาศาลของประเทศจมอยู่ใต้น้ำ.

ที่มา : channelnewsasia

พายุทอร์นาโดถล่มรัฐวิสคอนซิน บ้านพัง-ไฟดับนับพัน เรดาร์ยืนยันพายุรุนแรง

พายุทอร์นาโดถล่มรัฐวิสคอนซิน บ้านพัง-ไฟดับนับพัน เรดาร์ยืนยันพายุรุนแรง

28 ก.ค. 2569 08:06 น.

พายุทอร์นาโดถล่มรัฐวิสคอนซิน บ้านพัง-ไฟดับนับพัน เรดาร์ยืนยันพายุรุนแรง

พายุทอร์นาโดพัดถล่มรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้บ้านเรือนหลายหลังได้รับความเสียหาย ต้นไม้หักโค่น และประชาชนหลายพันคนต้องเผชิญกับไฟฟ้าดับ ขณะที่อุตุฯสหรัฐฯ ยืนยันการเกิดพายุจากเรดาร์

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NWS ระบุว่า พายุทอร์นาโดเกิดขึ้นในเขต วินเนเบโก เคาน์ตี ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองมิลวอกีไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 145 กิโลเมตร

คลิปวิดีโอจากพื้นที่เผยให้เห็นเศษแผ่นโลหะและไม้จากสิ่งปลูกสร้างปลิวกระจัดกระจายเต็มถนน ขณะที่รถยนต์ต้องขับหลบซากปรักหักพัง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าอาคารคลังสินค้าแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงลมของพายุ

ฮอลลี คัมบา นักอุตุนิยมวิทยาของ NWS เปิดเผยว่า หน่วยงานได้รับรายงานความเสียหายจำนวนมากในพื้นที่ตอนใต้ของ เอาท์ตาเกมี เคาน์ตี และทางตะวันออกของ วินเนเบโก เคาน์ตี

เมื่อเวลาประมาณ 12.25 น. ตามเวลาท้องถิ่น พายุได้เคลื่อนตัวผ่านทะเลสาบวินเนเบโก มุ่งหน้าสู่ ฟอนด์ ดู แล็ก เคาน์ตี โดยก่อนหน้านั้น NWS ได้ออกประกาศเตือนพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติยังเตือนว่า สภาพอากาศรุนแรงจะยังคงปกคลุมพื้นที่ตอนกลางด้านตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐวิสคอนซินตลอดช่วงบ่ายของวันจันทร์ โดยคาดว่าจะมีลมกระโชกแรงมากกว่า 97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีลูกเห็บตก และยังมีโอกาสเกิดพายุทอร์นาโดลูกใหม่ในบางพื้นที่.

ที่มา : AP

D4vd นักร้องอเมริกัน จ่อขึ้นศาลไต่สวน คดีฆาตกรรมเด็กหญิงวัย 14

D4vd นักร้องอเมริกัน จ่อขึ้นศาลไต่สวน คดีฆาตกรรมเด็กหญิงวัย 14

28 ก.ค. 2569 06:10 น.

D4vd นักร้องอเมริกัน จ่อขึ้นศาลไต่สวน คดีฆาตกรรมเด็กหญิงวัย 14

D4vd หรือ เดวิด นักร้องชื่อดังชาวอเมริกัน ถูกศาลตัดสินให้ต้องเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาฆาตกรรม เด็กหญิงวัย 14 ปี หลังพบศพของเธอในรถของเขาเมื่อปีก่อน

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ปฏิเสธคำร้องและตัดสินให้ “D4vd” (เดวิด) ศิลปินเพลงชาวอเมริกัน ต้องเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาฆาตกรรม จากเหตุการณ์เสียชีวิตของเด็กสาววัยรุ่นอายุ 14 ปี ซึ่งถูกพบเป็นศพอยู่ภายในรถของเขา

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผ่านการไต่สวนมูลฟ้องเป็นเวลา 5 วัน ซึ่งพนักงานอัยการในลอสแอนเจลิสทำการซักถามพยาน 12 ปาก และแสดงหลักฐานทางภาพถ่าย โดยมีครอบครัวของ เซเลสเต ริวาส เอร์นานเดซ วัย 14 ปี เฝ้ามองอยู่ในห้องพิจารณาคดี

นักร้องชื่อดังรายนี้ ซึ่งมีชื่อจริงตามกฎหมายว่า เดวิด แอนโทนี เบิร์ก ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมเด็กสาวคนดังกล่าว โดยพบศพของเธอเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ภายในรถยนต์เทสลาซึ่งจดทะเบียนในชื่อของเขา แต่ เดวิด ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 21 ปี ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทั้งในข้อหาฆาตกรรมและข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

การนัดเบิกความและฟังข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการของเดวิด มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม โดยการพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้นภายใน 90 วันนับจากวันดังกล่าว

ทั้งนี้ อัยการกล่าวหาว่า เดวิดใช้ของมีคมแทงเด็กสาวก่อนจะอำพรางศพของเธอ หลังจากที่กระทำความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเธอมานานหลายปี และที่ฆาตกรรมก็เพราะเด็กสาวขู่ว่าจะเปิดเผยว่าเดวิดมีความสัมพันธ์กับผู้เยาว์ ซึ่งจะทำลายอาชีพนักร้องที่กำลังรุ่งโรจน์ของเขาลงในทันที

หลักฐานที่ถูกอ่านในศาลเมื่อวันจันทร์แสดงให้เห็นถึงข้อความข่มขู่ที่เซเลสเตส่งถึงเดวิดเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2568 ซึ่งมีสาเหตุจากการที่เดวิดมีสัมพันธ์กับเด็กสาวอีกคน

“ฉันสาบานต่อพระเจ้าว่าฉันจะฆ่าแก” ข้อความหนึ่งของฝ่ายหญิงที่เต็มไปด้วยคำหยาบคายระบุ ตามด้วยข้อความขู่ว่าจะบีบคอเขาและจะพูดเรื่องโกหกเกี่ยวกับเดวิดให้พ่อของเธอฟัง “ฉันจะทำลายทั้งอาชีพและชีวิตของแก ฉันจะพังทุกอย่างให้หมด” อีกข้อความหนึ่งระบุ

อัยการกล่าวว่า ในวันถัดมา เอร์นานเดซได้เดินทางไปที่บ้านของเดวิดในย่านฮอลลีวูดด้วยรถอูเบอร์ (Uber) ที่เขาส่งไปรับเธอ และเดวิดก็ลงมือแทงเธอทันทีที่เธอเดินทางมาถึง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนเมินคำขู่ หลังส่งโดรนโจมตีเรืออิหร่านในทะเลแคสเปียน

ยูเครนเมินคำขู่ หลังส่งโดรนโจมตีเรืออิหร่านในทะเลแคสเปียน

28 ก.ค. 2569 05:27 น.

ยูเครนเมินคำขู่ หลังส่งโดรนโจมตีเรืออิหร่านในทะเลแคสเปียน

ยูเครนออกมาปฏิเสธคำขู่โจมตีของรัฐบาลเตหะราน หลังจากพวกเขาส่งโดรนโจมตีเรือสินค้าของอิหร่านในทะเลแคสเปียนเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ โดยระบุว่าเรือลำนี้กำลังขนอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารไปให้รัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญเมื่อกองทัพยูเครนส่งโดรนโจมตีเรือขนส่งสินค้าของอิหร่านในทะเลแคสเปียนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เกิดการเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างสงครามในยูเครนและสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้อิหร่านออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี และหน่วยความมั่นคงยูเครน (SBU) ระบุว่าได้ส่งโดรนโจมตีเป้าหมายระยะไกลในทะเลแคสเปียน โดยยิงโดรนใส่แท่นขุดเจาะน้ำมัน, เรือขีปนาวุธรัสเซีย และเรือบรรทุกสินค้า “Anna” ของอิหร่าน

เอกอัครราชทูตยูเครนประจำอิสราเอลเผยว่า เรือของอิหร่านลำดังกล่าวไม่ได้บรรทุกสินค้าพลเรือน แต่มียุทโธปกรณ์ ชิ้นส่วนโดรน และขีปนาวุธที่จะส่งมอบให้แก่รัสเซีย

ด้านรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างรุนแรง ว่าเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติโดยการบงการของอิสราเอล ทำให้มีลูกเรือเสียชีวิต 1 ราย และขู่ว่าจะมีการตอบโต้

ฝ่ายรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศยูเครนตอบกลับโดยปฏิเสธคำขู่ของอิหร่านว่า เป็นเรื่องไร้สาระ และชี้ว่าอิหร่านเป็นสมรู้ร่วมคิดกับรัสเซียในการก่อสงครามกวาดล้างชาวยูเครนมาตั้งแต่ปี 2565 แล้ว

ทั้งนี้ ทะเลแคสเปียนเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุงที่สำคัญมากระหว่างรัสเซียและอิหร่าน โดยอิหร่านส่งออกโดรน “ชาเฮด” (Shahed) ให้รัสเซียมาตลอด และเริ่มส่งมอบขีปนาวุธพิสัยใกล้ให้รัสเซียใช้โจมตีเมืองต่างๆ ในยูเครน

ยูเครนมองว่าตนเองและอิสราเอลกำลังต่อสู้กับ “กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย” กลุ่มเดียวกัน และยูเครนได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารไปช่วยกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับเพื่อตั้งรับการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่านด้วยเช่นกัน

การโจมตีเรือของอิหร่านล่าสุดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “มาตรการคว่ำบาตรระยะไกล” ที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีนำมาใช้โจมตีคลังน้ำมันและกองทัพเรือเงาของรัสเซียเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี อดีตเจ้าหน้าที่การข่าวของยูเครนมองว่า แม้จะตัดเส้นทางขนส่งได้ แต่การเปิดศึกและสร้างศัตรูเพิ่มกับอิหร่านอาจไม่เป็นผลดีต่อยูเครนในระยะยาว

ส่วนนักวิเคราะห์จาก Acled ซึ่งเป็นองค์กรวิเคราะห์ข้อมูลสงคราม ชี้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของยูเครน ไม่ใช่การเปิดแนวรบใหม่กับเตหะราน แต่คือการเพิ่มแรงกดดันเพื่อทำลายเครือข่ายส่งกำลังบำรุงของกองทัพรัสเซียที่อยู่นอกสมรภูมิหลักต่างหาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc