ทรัมป์เชื่อ “มีโอกาสสูง” บรรลุข้อตกลงอิหร่าน เตือนพร้อมกลับมาโจมตีอีก

ทรัมป์เชื่อ “มีโอกาสสูง” บรรลุข้อตกลงอิหร่าน เตือนพร้อมกลับมาโจมตีอีก

28 ก.ค. 2569 04:38 น.

ทรัมป์เชื่อ “มีโอกาสสูง” บรรลุข้อตกลงอิหร่าน เตือนพร้อมกลับมาโจมตีอีก

โดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่า มีโอกาสสูงที่ข้อตกลงกับอิหร่านจะเกิดขึ้น แม้เตหะรานปฏิเสธข่าวที่ว่ากำลังมีการเจรจา พร้อมเตือนด้วยว่า สหรัฐฯ พร้อมจะกลับไปโจมตีอีกครั้งหากไม่มีข้อตกลง

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า เขามองว่ามีโอกาสสูงที่การทูตกับอิหร่านอาจนำไปสู่ข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือนได้ แต่ก็เตือนว่าวอชิงตันจะกลับมาเปิดฉากโจมตีทางทหารอีกครั้งหากการเจรจาล้มเหลว

“ผมมีความอดทนสูงมาก … เราจะมาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่ามีโอกาสสูงที่บางอย่างอาจเกิดขึ้นได้” ทรัมป์กล่าว หลังถูกถามถึงความคืบหน้าที่อาจเกิดขึ้นในการเจรจาสันติภาพ “หากมันไม่เกิดขึ้น เราก็จะกลับไปทำสิ่งที่เราเคยทำเมื่อสองวันที่แล้ว”

ทั้งนี้ หลังจากสหรัฐฯ ดำเนินการทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงติดต่อกันถึง 13 คืนจนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ 24 ก.ค. ขณะที่อิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในชาติตะวันออกกลาง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็สั่งระงับการโจมตีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายอิหร่านระบุว่าจะหยุดโจมตีเช่นกัน ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ไม่กลับมาโจมตีอีก

ทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำอิหร่านเป็นฝ่ายร้องขอการประชุม และอ้างว่า “เหตุผลเดียวที่พวกเขาต้องการพบปะ ก็เพราะเราโจมตีพวกเขาอย่างหนักหน่วง”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เตหะรานได้ปฏิเสธเรื่องการฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ โดยระบุว่ามีเพียงการส่งผ่านข้อความระหว่างทั้งสองฝ่ายผ่านคนกลางเท่านั้น

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังปฏิเสธความกังวลที่ว่าสงครามกับอิหร่านที่ดำเนินมานาน 5 เดือน ทำให้คลังยุทธภัณฑ์ของสหรัฐฯ ร่อยหรอลง ท่ามกลางรายงานข่าวว่า พลเอก แดน เคน กล่าวเตือนประธานาธิบดีในเรื่องนี้

“เรามียุทธภัณฑ์อยู่เยอะมาก” ทรัมป์กล่าว “เรามียุทธภัณฑ์ระดับกลางอยู่มากเกินกว่าที่เราจะใช้หมดด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวเสริมด้วยว่า เขาอยากให้สหรัฐฯ มีกองกำลังสำรองที่ใหญ่กว่านี้อีก แต่ก็บ่นด้วยว่า “มีการมอบยุทธภัณฑ์ไปให้ยูเครนมากเกินไป” ในสงครามกับรัสเซีย

เมื่อถูกถามว่า ซาอุดีอาระเบียกำลังพิจารณาที่จะเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ซึ่งเป็นข้อตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลโดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลางหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ไม่ เรายังไม่ได้คุยกัน”

ทรัมป์ยังเผชิญกับคำถามอีกหลายข้อเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ รวมถึงคำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเงินที่ยึดได้จากเวเนซุเอลา ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า เงินดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ในกองทัพสหรัฐฯ และส่งสัญญาณว่าวอชิงตันอาจดึงเงินทุนจากอิหร่านในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย

“เรากำลังได้รับเงินจำนวนมาก นับพันนับหมื่นล้านดอลลาร์” เขากล่าว “และสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับอิหร่านด้วยเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชาวเมืองบอร์โดผวา ไฟป่าลุกลามหนัก ห่างเมืองแค่ 15 กิโลเมตร

ชาวเมืองบอร์โดผวา ไฟป่าลุกลามหนัก ห่างเมืองแค่ 15 กิโลเมตร

28 ก.ค. 2569 03:49 น.

ชาวเมืองบอร์โดผวา ไฟป่าลุกลามหนัก ห่างเมืองแค่ 15 กิโลเมตร

นายกเทศมนตรีเมืองบอร์โดยืนยันว่า กำลังเตรียมรับมือกับทุกความเป็นไปได้ หลังจากไฟป่าจุดหนึ่งลุกลามเข้าใกล้เมืองจนห่างเพียง 15 กม.เท่านั้น และยังไม่สามารถควบคุมได้

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 นายกเทศมนตรีเมืองบอร์โด ของฝรั่งเศส ระบุว่า เขากำลังเตรียมพร้อมรับมือกับ “ทุกสถานการณ์ที่เป็นไปได้” เนื่องจากหนึ่งในเหตุไฟป่าหลายแห่งที่กำลังโหมกระหน่ำในประเทศ ได้ลุกลามมาอยู่ห่างจากเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้แห่งนี้เพียง 15 กิโลเมตรแล้ว

“เรากำลังเตรียมพร้อมเพื่อรองรับผู้คนจำนวนมาก หากมีคำสั่งอพยพเพิ่มเติม” นาย โธมัส คาเซอนาฟ นายกเทศมนตรีเมืองบอร์โด กล่าว

ด้านนาย โลรองต์ นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงในจังหวัดฌีรงด์กำลังเผชิญกับสถานการณ์ “ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ในการต่อสู้กับไฟป่าซึ่ง “กำลังขยายตัวขยายวงอย่างรวดเร็วเกินควบคุม”

จนถึงตอนนี้ ในฝรั่งเศสมีผู้ที่ต้องอพยพเพื่อหนีไฟป่าแล้วกว่า 220,000 คน นอกจากนี้ คลื่นความร้อนรุนแรงอีกระลอกในวันอังคารอาจยิ่งเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการดับเพลิง

นายเฌอโรม สเตฟฟ์ นายกเทศมนตรีเมืองเซสตาส ซึ่งเป็นเมืองทางตอนใต้ของบอร์โด บอกกับสำนักข่าว บีบีซี (BBC) ว่า เหตุการณ์นี้ “จะเป็นไฟป่าแห่งศตวรรษ”

เขาอธิบายว่า ประชาชนกว่า 17,000 คนต้องอพยพออกจากเมืองของเขาในช่วงกลางคืน ช่วงที่ไฟป่าโหมกระหน่ำเมื่อ 2 วันก่อน และจนถึงตอนนี้ ไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่ในจังหวัดฌีรงด์ไปแล้ว 42,000 เฮกตาร์ (ราว 262,500 ไร่) และบ้านเรือนถูกทำลายไป 240 หลัง

“ในเมืองของผม สถานการณ์เข้าขั้นหายนะอย่างแท้จริง” นายสเตฟฟ์กล่าว และเสริมด้วยว่า แม้ไฟป่าจะไม่เคลื่อนตัวรวดเร็วเท่าเดิมแล้วทีมงานของเขา “เพิ่งชนะเพียงศึกย่อยๆ เท่านั้น” พร้อมย้ำว่าความเสี่ยงยังคงมีอยู่จากสะเก็ดไฟที่ปลิวมา หรือการเปลี่ยนทิศทางของลมอย่างกะทันหัน

“เราทุ่มเทพลังงานทั้งหมดไปกับการสร้าง แนวกันไฟ เพื่อป้องกัน” เขากล่าวอธิบาย แต่ก็ยอมรับว่า “เราทุกคนต่างหวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้”

ขณะที่นาย เซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส โพสต์ข้อความผ่าน X เพื่อเตือนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับฤดูไฟป่าที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยมีไฟป่าเกิดขึ้นแล้ว 13,566 ครั้งนับตั้งแต่เดือนมกราคม เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 116,085 เฮกตาร์ (ราว 725,500 ไร่)

นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสเผยว่า 9 ใน 10 ของไฟป่าดังกล่าว “เกิดจากฝีมือมนุษย์” และส่วนใหญ่มาจากความประมาทเลินเล่อ เช่น ก้นบุหรี่ การจุดเตาบาร์บีคิว หรือการทำงานโดยไม่มีการระมัดระวังป้องกัน

นายเลอกอร์นูบอกด้วยว่า ไฟป่าเหล่านี้ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นอุบัติเหตุ และบางแห่งถูกจุดด้วย “ความจงใจ” โดยเสริมว่านับตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยไปแล้ว 162 ราย

ทั้งนี้นอกจากที่จังหวัดฌีรงด์ ยังมีไฟป่ากำลังลุกไหม้ในอีกหลายภูมิภาคของฝรั่งเศส รวมถึงวาร์และลองด์ ตลอดจนในโอดต์-กอร์ส บนเกาะคอร์ซิกาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แคนาดาเร่งสืบสวน เสียงปืนดังที่กงสุลสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือน

แคนาดาเร่งสืบสวน เสียงปืนดังที่กงสุลสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือน

28 ก.ค. 2569 02:45 น.

แคนาดาเร่งสืบสวน เสียงปืนดังที่กงสุลสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือน

เกิดบุคคลไม่ทราบฝ่ายยิงปืนหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองโทรอนโตของแคนาดาอีกครั้งในวันจันทร์ ตำรวจพยายามขับรถไล่ล่ามือปืน แต่ตัดสินใจยกเลิกการไล่ตามเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในเมืองโทรอนโตกำลังเร่งสืบสวน หลังจากมีเสียงปืนดังขึ้นที่สถานกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำเมืองเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้แล้ว ที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้

เมื่อเวลาประมาณ 04:45 น.ของวันจันทร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งประจำการอยู่ด้านนอกอาคารสถานกงสุลได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด และสังเกตเห็นรถยนต์สีขาวไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนขับหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว

ตำรวจได้ขับรถไล่ล่าด้วยความเร็วสูงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยกเลิกการไล่ล่าเนื่องจากคำนึงถึงความปลอดภัย ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงปืนครั้งนี้กี่คน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่าพบปลอกกระสุนหนึ่งปลอกในที่เกิดเหตุ และพบร่องรอยความเสียหายที่บริเวณด้านหน้าของตัวอาคารสถานกงสุล

เหตุยิงปืนในวันจันทร์เกิดขึ้นหลังจากที่ตำรวจโทรอนโตเพิ่งจับกุมผู้ต้องหา 3 คนจากเหตุการณ์ที่คล้ายกันเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งพนักงานสอบสวนเชื่อมโยงว่ามีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายมือปืนรับจ้างขนาดใหญ่

ตำรวจโทรอนโตระบุว่า กำลังสอบสวนเหตุโจมตีครั้งล่าสุดนี้โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแคนาดา (RCMP) และพันธมิตรผู้บังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ

พันตำรวจโท โจนาธาน โค จาก RCMP เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่ากังวล” ขณะที่ โอลิเวีย ชาว นายกเทศมนตรีเมืองโทรอนโต กล่าวว่าเหตุโจมตีครั้งนี้ “อุกอาจอย่างยิ่ง”

แฟรงก์ บาร์เรโด รองผู้บังคับการตำรวจโทรอนโต เปิดเผยว่า มีบุคคลอยู่อย่างน้อยสองคนภายในสถานกงสุลขณะเกิดเหตุ แต่เขายืนยันว่า ตัวอาคาร “มีการป้องกันที่แน่นหนามาก” และคนที่อยู่ข้างในน่าจะไม่ได้ยินเสียงปืนด้วยซ้ำ

นายบาร์เรโดระบุเสริมว่า การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป และได้ขอให้ตำรวจทั่วทั้งเมืองเฝ้าระวังผู้ต้องสงสัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว พร้อมให้คำมั่นว่า “เราจะนำตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้”

ด้านสถานกงสุลสหรัฐฯ ประจำโทรอนโต โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจสำหรับการเข้าตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ตำรวจแคนาดามาประจำการอยู่ด้านนอกสถานกงสุลแห่งนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม หลังเกิดเสียงปืนดังขึ้นนอกอาคาร ซึ่งตำรวจในขณะนั้นระบุว่าเป็น “เหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ” โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีครั้งนั้นเช่นกัน

ต่อมาในเดือนมิถุนายน ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุยิงดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง คือ สิบตำรวจเอก มาร์ค พินิซซอตโต วัย 43 ปี เสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติการ

ในเวลาต่อมา ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยหลายรายที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 19 ปี ในข้อหาก่อเหตุยิงปืนติดต่อกันหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ในเดือนมีนาคมที่ด้านนอกสถานกงสุล โดยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายมือปืนรับจ้างขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ร้านเบเกอรี่ของชาวยิว 2 แห่งในเมืองก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน โดยมีอย่างน้อยหนึ่งแห่งที่ถูกยิงเข้าใส่ อย่างไรก็ตาม ตำรวจระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงระหว่าง 2 เหตุการณ์นี้ แต่ไม่ตัดความเป็นไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลาโหมสหรัฐฯ เผย ทหารเจ็บกว่า 600 นาย นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

กลาโหมสหรัฐฯ เผย ทหารเจ็บกว่า 600 นาย นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

27 ก.ค. 2569 23:52 น.

กลาโหมสหรัฐฯ เผย ทหารเจ็บกว่า 600 นาย นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยว่า มีทหารสหรัฐฯ บาดเจ็บกว่า 600 นาย นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านปะทุเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการแก้ข้อมูลทหารที่เสียชีวิต

ตามรายงานอัปเดตล่าสุดของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน เมื่อ 25 ก.ค. 2569 ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 624 นาย นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งจุดฉนวนให้เกิดสงครามกับอิหร่านซึ่งดำเนินมาจนถึงตอนนี้

ในบรรดาผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด มี 417 นายที่ได้รับบาดเจ็บในปฏิบัติการ “อีปิค ฟิวรี” (Epic Fury) ขณะที่อีก 207 นายบาดเจ็บใน “ปฏิบัติการในต่างประเทศ” ซึ่งเป็นหมวดที่เพิ่งปรากฏบนเว็บไซต์ของเพนตากอนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเป็นการนับสถิติตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค.เป็นต้นไป

สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน และลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อเดือนมิถุนายน แต่ตลอดช่วงที่ผ่านมายังคงเกิดการโจมตีจากทั้งสองฝ่ายประปรายจนกระทั่งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ กับอิหร่านโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่องถึง 13 คืนติดต่อกัน ก่อนจะหยุดลงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อสัปดาห์ก่อน เพนตากอนได้ปรับแก้ตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในสงคราม โดยนำรายชื่อของผู้เสียชีวิต 4 นายในปฏิบัติการ “อีปิค ฟิวรี” ย้ายไปอยู่ในยอดผู้เสียชีวิตในหมวดปฏิบัติการในต่างประเทศ ทำให้ตอนนี้สหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิตในปฏิบัติการดังกล่าวเหลือ 14 ศพ

การเปลี่ยนแปลงสถิติผู้สูญเสียโดยไม่มีการชี้แจงและทำอย่างเงียบ ๆ ทั้งในส่วนของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการลดทอนความโปร่งใส

“คณะทำงานชุดนี้ดูเหมือนจะมีปัญหาอย่างมากในการพูดความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขผู้สูญเสียเท่านั้น แต่รวมถึงภาพรวมของสงครามทั้งหมดด้วย” พลโท เบน ฮอดเจส อดีตผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ในยุโรปช่วงที่ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยแรกกล่าว

ด้าน โทมัส แมสซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นผู้เดินหน้าวิจารณ์นายทรัมป์บ่อยครั้ง โพสต์บนแพลตฟอร์ม X โดยเรียกการแบ่งแยกประเภทความขัดแย้งนี้ว่าเป็น “กลอุบายที่ไร้สาระ”

อย่างไรก็ตาม ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน ระบุผ่าน X ว่า ตัวเลขที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้เป็น “ความขัดข้องชั่วคราวของข้อมูล” และ “ความผิดปกติของเว็บไซต์เหล่านี้กำลังอยู่ในระหว่างการแก้ไข โดยประสานงานร่วมกับเหล่าทัพต่าง ๆ”

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงรายชื่อดังกล่าวดูเหมือนจะสะท้อนถึงทหารสหรัฐฯ 4 นายที่เสียชีวิตในเดือนกรกฎาคม หลังจากข้อตกลงชั่วคราวที่ทรัมป์ลงนามเมื่อเดือนที่แล้วเริ่มร้าวฉาน และหลังจากที่ประธานาธิบดีได้ประกาศว่าการหยุดยิงกับอิหร่านนั้น “สิ้นสุดลงแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นไม่ได้ฟื้นเจรจาสหรัฐฯ

อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นไม่ได้ฟื้นเจรจาสหรัฐฯ

27 ก.ค. 2569 23:01 น.

อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นไม่ได้ฟื้นเจรจาสหรัฐฯ

ทางการอิหร่านยืนยันว่า พวกเขายังคงเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และว่าพวกเขาไม่ได้พยายามที่จะฟื้นฟูการเจรจากับสหรัฐฯ หลังจากทั้งสองฝ่ายหยุดการโจมตีตอบโต้กันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 ทางการอิหร่านออกมายืนยันว่า พวกเขายังคงเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และไม่ได้พยายามที่จะฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งระงับโจมตีทางอากาศที่ดำเนินมานานสองสัปดาห์

สื่อมวลชนหลายแห่งของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ อิหร่านได้สั่งให้เรือที่ “กระทำความผิด” จำนวน 6 ลำ หันหลังกลับ หลังจากเรือเหล่านั้นพยายามจะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ได้รับอนุญาต และว่าหนึ่งในเรือเหล่านั้นประสบ “อุบัติเหตุ” ซึ่งเป็นสิ่งที่อิหร่านเคยขู่ไว้ว่า เป็นสิ่งที่เรือที่กระทำผิดอาจต้องเผชิญ

หลังจากสหรัฐฯ ดำเนินการทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงติดต่อกันถึง 13 คืนจนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ 24 ก.ค. ขณะที่อิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในชาติตะวันออกกลาง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็สั่งระงับการโจมตีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายอิหร่านระบุว่าจะหยุดโจมตีเช่นกัน ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ไม่กลับมาโจมตีอีก

การยุติการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างหนัก ด้วยความหวังว่าอุปทานน้ำมันทั่วโลกที่เคยชะงักงันจะสามารถกลับมาราบรื่นได้อีกครั้ง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเคยพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสั้นๆ เมื่อสัปดาห์ก่อนและเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ร่วงลงมากกว่า 8% ในช่วงสายของวันจันทร์ ลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 89 ดอลลาร์เล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณในวันจันทร์ว่าเตหะรานอาจกำลังเริ่มหยั่งเชิงการหยุดยิงครั้งใหม่นี้แล้ว โดยทางการจอร์แดนรายงานว่า กองทัพของพวกเขายิงโดรนของอิหร่านตก 2 ลำ ขณะที่แหล่งข่าวความมั่นคงของอิรักเปิดเผยว่า มีโดรนเข้าโจมตีฐานทัพของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดเชื้อสายอิหร่าน ทางตอนเหนือของประเทศ

ทั้งนี้ การโจมตีระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อลงโทษอิหร่าน ที่โจมตีเรือสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วยเส้นทางใกล้ชายฝั่งโอมาน ซึ่งเป็นเส้นทางที่สหรัฐฯ แนะนำให้เรือต่างๆ ใช้งาน

แต่ฝ่ายอิหร่านระบุว่า เรือต่าง ๆ สามารถสัญจรผ่านได้เฉพาะในช่องทางที่แล่นเข้าใกล้ชายฝั่งของตนเองเท่านั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อิหร่านควบคุมและตั้งใจจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทาง

การตัดสินใจระงับการโจมตีของนายทรัมป์เป็นไปตามคำแนะนำของฝ่ายการทหาร ที่ระบุว่าการทิ้งระเบิดได้ทำลายเป้าหมายที่เลือกไว้ก่อนหน้านี้จนหมดสิ้นแล้ว ขณะที่พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม แสดงความกังวลเกี่ยวกับปริมาณกระสุนและยุทโธปกรณ์ป้องกันทางอากาศที่ลดลงอย่างมาก

นายไมค์ วอลท์ซ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า นายทรัมป์สั่งระงับการโจมตีเพื่อเปิดช่องให้กับการเจรจา โดยทั้งนายทรัมป์, มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนอื่น ๆ ต่างกล่าวอ้างว่า อิหร่านกำลัง “อ้อนวอนขอทำข้อตกลง”

อย่างไรก็ตาม นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน แถลงข่าวผ่านทางโทรทัศน์เมื่อวันจันทร์ว่า อิหร่านไม่ได้ร้องขอให้ฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด แม้จะยังคงมีการส่งผ่านข้อความระหว่างทั้งสองฝ่ายผ่านคนกลาง

นายบากาอีย้ำว่า อิหร่านไม่ได้ทอดทิ้งวิธีทางการทูต แต่ “รายงานที่ว่าอิหร่านร้องขอการเจรจากับสหรัฐฯ นั้นเป็นเรื่องที่กุขึ้นมา” พร้อมเสริมว่า “การทำเช่นนั้นไม่อยู่ใน DNA ของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

27 ก.ค. 2569 21:47 น.

จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

(ภาพจาก AFP PHOTO / CHINA’S MINISTRY OF PUBLIC SECURITY)

เฉิน จื้อ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นจอมบงการเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา ถูกจีนสั่งฟ้องในข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา ซึ่งมีโทษตั้งแต่จำคุก 10 ปี ไปจนถึงขั้นประหารชีวิต

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 นิตยสารธุรกิจ “ไฉซิน” (Caixin) ของจีนรายงานว่า นาย เฉิน จื้อ วัย 38 ปี ผู้ต้องหาว่าเป็นผู้บงการเครือข่ายสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในกัมพูชา อาจต้องโทษถึงประหารชีวิต หลังจากอัยการจีนได้เพิ่มข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนาเข้าไปในรายการความผิดที่สั่งฟ้องเขา

ตามรายงานของ ไฉซิน อัยการได้ถอนข้อหาเดิมเรื่องการปกปิดและปิดบังทรัพย์สินอันได้จากการกระทำความผิดของนายเฉินออกไป แต่ได้เพิ่มข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์และทำร้ายร่างกายโดยเจตนาเข้าไปแทน

ภายใต้กฎหมายอาญาของจีน การตั้งใจทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ความตายด้วยวิธีการที่โหดร้ายเป็นพิเศษ มีบทลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 10 ปี และอาจนำไปสู่การประหารชีวิตได้

ทั้งนี้ เฉิน จื้อ เป็นผู้ก่อตั้ง ปริ้นซ์ กรุ๊ป (Prince Group) กลุ่มบริษัทในเครือข่ายใหญ่ของกัมพูชา ซึ่งทางการระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลอกลวงผ่านทางออนไลน์ขนาดใหญ่ โดยเขาถูกส่งตัวข้ามแดนจากกัมพูชาไปยังประเทศจีนเมื่อ 6 เดือนก่อน และถูกจับกุมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา

นายเฉินยังเป็นที่ต้องการตัวของอัยการสหรัฐอเมริกา ในข้อหาดำเนินงานหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ จัดให้ ปริ้นซ์ กรุ๊ป เป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 แล้ว

นอกจากนายเฉิน ผู้บริหารระดับสูงของเขา 2 คนได้แก่ หลิว เหริน ผู้ก่อตั้งบริษัท จินเป่ย กรุ๊ป (Jinbei Group) และ หลี่ สง อดีตประธานกรรมการของ ฮุยวัน กรุ๊ป (Huione Group) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของปริ้นซ์ กรุ๊ป ก็ถูกส่งตัวกลับประเทศจีนและถูกตั้งข้อหาหลายประการ ตั้งแต่การกักขังหน่วงเหนี่ยวไปจนถึงการทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

นายหลิวถูกส่งตัวข้ามแดนจากกัมพูชาเมื่อเดือนมิถุนายน โดยถูกกล่าวหาว่าบริหารแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์หลายแห่งภายใต้แบรนด์จินเป่ย และล่อลวงพลเมืองจีนให้เข้ามาเล่นการพนัน ส่วนนายหลี่ ถูกส่งตัวข้ามแดนมาเมื่อเดือนเมษายน

ด้านสำนักข่าว “เกียวโด” (Kyodo) ของญี่ปุ่น รายงานว่า นาย หู ซื่อ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้มีอำนาจลำดับ 2 ในปริ้นซ์ กรุ๊ป ถูกจับกุมในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมิถุนายน ในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร และตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า ใช้นามแฝงหลายชื่อ รวมถึง เฉิน เสี่ยวเอ๋อร์ และ หู เสี่ยวเว่ย ถูกระบุว่าเป็นสัญชาติไซปรัส เชื้อสายจีน วัย 44 ปี

นายหู ถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรเมื่อเดือนมิถุนายน โดยสหรัฐฯ ระบุว่านาย หู เป็นที่รู้จักในฐานะ “พี่ใหญ่” ของนายเฉิน และปัจจุบันเขายังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในญี่ปุ่น

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่านาย หู ได้จัดตั้งบริษัทในเครือปริ้นซ์ กรุ๊ป นอกกัมพูชาครอบคลุมมากกว่า 30 ประเทศ และมีบทบาทในกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ข้ามชาติของปริ้นซ์ กรุ๊ป ไปจนถึงบริการทางการเงิน

เมื่อเดือนพฤษภาคม ศาลฮ่องกงได้สั่งอายัดอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์มูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ที่ถือครองโดยบริษัทของนายหู กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเขา

หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ทางการกัมพูชาก็บุกค้นอาคาร 2 แห่งในโครงการ ปริ้นซ์ เซ็นทรัล พลาซา ในกรุงพนมเปญ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับนายเฉิน และควบคุมตัวบุคคลไว้ 104 คน โดยในจำนวนนี้เป็นพลเมืองชาวจีน 82 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ตำรวจอินเดียถูกพักงาน หลังใช้ปืนไรเฟิล AK-47 ยิงขึ้นฟ้าสลายม็อบนักศึกษา

ตำรวจอินเดียถูกพักงาน หลังใช้ปืนไรเฟิล AK-47 ยิงขึ้นฟ้าสลายม็อบนักศึกษา

27 ก.ค. 2569 16:30 น.

ตำรวจอินเดียถูกพักงาน หลังใช้ปืนไรเฟิล AK-47 ยิงขึ้นฟ้าสลายม็อบนักศึกษา

อินเดียสั่งพักงานตำรวจรัฐพิหาร หลังคลิปวิดีโอเผยให้เห็นการใช้อาวุธปืน AK-47 ยิงขึ้นฟ้าระหว่างสลายการชุมนุมของนักศึกษา ท่ามกลางกระแสประท้วงของคนรุ่นใหม่ที่ยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์จากกรณีข้อสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์รั่วไหลและปัญหาว่างงาน

กองบังคับการตำรวจรัฐพิหาร มีคำสั่งสั่งพักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง หลังมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอบนโลกออนไลน์ ซึ่งบันทึกภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนขณะถือปืนไรเฟิล AK-47 วิ่งเข้าหากลุ่มนักศึกษา เล็งปืนใส่ และลั่นไกยิงขึ้นฟ้าอย่างน้อย 3 นัด ระหว่างการประท้วงปิดเมือง “Bihar Bandh” ในเมืองซีวาน รัฐพิหาร เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นายนิเลช กุมาร รองผู้บัญชาการตำรวจรัฐพิหาร แถลงยอมรับว่า เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวสังกัดหน่วยข่าวกรองซึ่งปกติใช้ปฏิบัติการกับอาชญากรร้ายแรง แต่กลับนำปืน AK-47 มาใช้กับกลุ่มนักศึกษา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดต่อขั้นตอนปฏิบัติอย่างร้ายแรงและไม่สามารถยอมรับได้ ทางกองทัพจึงสั่งพักงานทันทีและกำลังตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างเข้มงวด

แม้ทางตำรวจจะอ้างว่าไม่มีผู้บาดเจ็บจากการยิงปืน AK-47 ขึ้นฟ้า แต่รายงานท้องถิ่นยืนยันว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 รายจากเหตุความวุ่นวายและการปะทะในวันดังกล่าว โดยกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในเมืองปัฏนา หนึ่งในนั้นคือ มูฮัมหมัด อาริฟ เยาวชนวัยเพียง 15 ปี ซึ่งถูกกระสุนยิงเข้าที่บริเวณคอขณะกำลังเดินทางกลับบ้านหลังปิดร้านค้า ครอบครัวระบุว่าเขาไม่ได้เข้าร่วมการประท้วง อย่างไรก็ดี แพทย์ได้ผ่าตัดนำกระสุนออกเรียบร้อยแล้วและอาการปลอดภัยแล้ว

กระแสการประท้วงของชาวอินเดียยืดเยื้อมานานกว่า 5 สัปดาห์ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากการรั่วไหลของข้อสอบเข้าวิทยาลัยแพทยศาสตร์ระดับชาติเมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งกระทบนักศึกษากว่า 2 ล้านคนจนต้องสั่งสอบใหม่ ประกอบกับความแค้นเคืองต่อปัญหาการว่างงานของเยาวชน และความกังวลเรื่องเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาแทนที่แรงงานในอุตสาหกรรมไอที

วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนแมลงสาบ และกลุ่มนักศึกษาหลายหมื่นคนที่เดินขบวนมุ่งหน้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในกรุงนิวเดลี ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ทั้งการใช้กระบองสลายการชุมนุม แก๊สน้ำตา และปืนลูกซอง

เหตุการณ์ใช้ปืน AK-47 กับนักศึกษาได้กลายเป็นประเด็นร้อนในสภาผู้แทนราษฎรของอินเดียทันที นายมัลลิการ์ชุน คาร์เก หัวหน้าพรรคคองเกรสซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลัก กล่าวในสภาว่า “นี่คือการโจมตีประชาธิปไตยที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีครั้งไหนที่นักศึกษาจะถูกตี ถูกลาก และถูกปฏิบัติเหมือนอาชญากรเพียงเพราะพวกเขาออกมาเรียกร้องสิทธิ์”

ขณะที่ นายราหุล คานธี  ผู้นำฝ่ายค้านในสภาล่าง และ นายเตจัสวี ยาดัฟ  ผู้นำฝ่ายค้านในรัฐพิหาร ต่างออกมาประณามและจี้ให้ลงโทษผู้เกี่ยวข้อง ส่วนพรรคอามอาดมี (AAP) ออกมาชี้ว่า รัฐบาลพรรคบีเจพี (BJP) ได้เปลี่ยนประเทศประชาธิปไตยให้กลายเป็น “สนามยิงปืน” ไปแล้ว

นอกจากนี้ ผู้พิพากษาศาลฎีกา อุจจาล ภูญาน ได้ออกมากล่าวสุนทรพจน์เตือนสติว่า “พื้นที่สาธารณะสำหรับการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างในอินเดียกำลังลดน้อยลงเรื่อย ๆ สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบถือเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน” ซึ่งนับเป็นถ้อยคำวิจารณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งจากผู้พิพากษาศาลสูงสุดของประเทศ.

ที่มา Reuters / NDTV

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.52 น.

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ยืนยันเดินหน้าสอบสวน รวบรวมหลักฐาน แจงจะพิจารณาคำสั่งฟ้องคดีอาญา ต้องรอดูผลวินิจฉัยชี้ขาดคดี 229 ผู้ถูกกล่าวหา ของบอร์ด กกต.ก่อน ตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษสั่งให้รวมสำนวน DSI กับสำนวนคดีฮั้ว สว.ของ กกต. แย้มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ อาจมีผู้ต้องหามากกว่า 8 คนล็อตแรกที่สั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้ ขณะที่แหล่งข่าว กกต.เปรยบอร์ด กกต.อาจยืดเวลามีมติคดีออกไปอีก 1 เดือน ราว ก.ย.69

28 กรกฎาคม 2569 รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า iLaw ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) ได้นำคำให้การของพยานและเอกสารบางส่วนที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยมีเนื้อหาอ้างถึงการจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน การจัดที่พัก การพาผู้สมัครบางส่วนร่วมกิจกรรมบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการประชุมและการจัดทำโพยลงคะแนนเลือก สว.นั้น

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.รายงานว่า ตามหลักการสอบสวน หากพยานมีการให้ข้อมูลหรือคำให้การในชั้นสอบสวน รายละเอียดดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาดีเอสไอไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดภายในสำนวนคดี อีกทั้งพยานหลักฐานของสำนวนดีเอสไอ (อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.) และสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 (ฮั้ว สว.) ก็เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน

ดังนั้น โดยเฉพาะสำนวนคดีฮั้ว สว.ซึ่งก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีมติดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ซึ่งสำนวนนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองไปถึงชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 และล่าสุดอยู่ในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว กกต.ก็จะมีทีมงานในการช่วยตรวจสอบสำนวนและรายละเอียดข้อเท็จจริง ถ้อยคำให้การของพยานต่างๆ

รายงานข่าวจากดีเอสไอ เผยอีกว่า ส่วนความคืบหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ โดยได้มีการสอบปากคำพยานเพิ่ม และได้นำเอาเอกสารรายงานธุรกรรมการเงินจากสถาบันธนาคารของผู้เกี่ยวข้องในคดีมาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี จากเดิมในตอนแรกที่ดีเอสไอได้มีการสั่งฟ้องไปทั้งสิ้น 8 ราย ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ 6 ราย และสมาชิกวุฒิสภาตัวจริง 2 รายนั้น อัยการเห็นว่าจำนวนผู้ถูกกล่าวหายังไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน จึงได้มีการสั่งสอบเพิ่มเติม ขณะนี้มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่าในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ท้ายสุดอาจมีการสรุปสำนวนดำเนินคดีผู้ต้องหาเพิ่มเติมที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับขบวน การเลือกฮั้ว สว.ระดับประเทศ ไม่ได้มีผู้ต้องหาเพียง 8 รายดังเดิม

นอกจากนี้ การที่อัยการได้สั่งให้รวบรวมสำนวนดีเอสไอเข้ากับของสำนวน กกต.ด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ยังต้องรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.) ว่าจะมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหากี่รายและเป็นรายใดบ้าง และจากฐานความผิดใดบ้าง เพื่อดีเอสไอจะได้นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบสำนวน ก่อนสรุปส่งสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.พร้อมเห็นดำเนินคดีให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาอีกครั้ง

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า การดำเนินการของ กกต.และดีเอสไอ เป็นคนละกระบวนการตามกฎหมาย โดย กกต.พิจารณาความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ขณะที่ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่ ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง แม้ท้ายสุดผลการพิจารณาของ กกต.จะถูกนำมาประกอบสำนวนคดี แต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นข้อยุติของการดำเนินคดีอาญาในส่วนสำนวนของดีเอสไอ ซึ่งยังต้องพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย

“โดยระหว่างนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่นๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต.ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้ว เพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต.ที่จะพิจารณาว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เช่นกัน”

ขณะที่ แหล่งข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าจากเดิมที่ประธาน กกต.ได้มีการวางกรอบไว้ว่าจะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.69 ตามที่ได้รับการกลั่นกรองสำนวนและรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดี พร้อมความเห็นดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้มีการดำเนินคดีไว้ทั้งสิ้น 229 ราย รวมถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติเสียงส่วนมากไม่ดำเนินคดีกับผู้ใด อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขยายเวลาการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ออกไปอีก1 เดือน จากเดิมกำหนดภายใน ส.ค.นี้ หรือราวๆ เดือน ก.ย.69 เนื่องด้วยพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงต้องการให้ทุกกระบวนการของพยานหลักฐานในแต่ละประเด็นเเล้วเสร็จครบถ้วน ซึ่งสามารถขยายเวลาเวลาได้ตามความจำเป็น

รองปลัดฯเซมเบ้ เผยคืบหน้า แก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน

รองปลัดฯเซมเบ้ เผยคืบหน้า แก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน

รองปลัดฯเซมเบ้ เผยคืบหน้า แก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

“รองปลัดฯ เซมเบ้”เผยคืบแก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น แอ็คชั่น 8-9-10 มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน ส่วนคนที่สุจริตบรรจุไปแล้ว 11,030 คน ไร้ปัญหา สัปดาห์หน้าถก”กสถ.”สรุปวิธีปฏิบัติผู้สอบ 3 กลุ่ม รับมีหารือ”กฤษฎีกา-กรมบัญชีกลาง-อสส.”ขึ้นแบล็คลิสต์”มศว”

28 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และรักษาการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยความคืบหน้า เกี่ยวกับการจัดการปัญหาการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ในแอ็คชั่นที่ 8 ตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงว่า จากสิ่งที่ทุกคนรอคอยโดยเฉพาะผู้สอบและญาติในการสอบ 279,949 คน ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2568 และในภาคใต้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากผู้สมัครทั้งประเทศ 400,000 คน และมาสอบจริงเกือบ 280,000 คน ซึ่งจาก ประกาศและบรรจุไป 55,193 คน

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ในบัญชีดังภายหลังพบว่ามีความผิดปกติ ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการสอบที่ควรเป็น นำไปสู่การยกเลิกผลสอบบัญชีดังกล่าวและนำบัญชีการสอบที่ถูกต้องมาใช้ ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้มีการตรวจกระดาษคำตอบใหม่ ซึ่งหลังจากที่ตำรวจและ ป.ป.ช.เข้าไปจับกุมและตรวจสอบ บริษัทคู่สัญญากับ มศว ยืนยันตรงกันว่าตรวจกระดาษคำตอบตั้งแต่วันนั้น คะแนนขึ้นมาวันเดียวกัน ซึ่งมีตัวเลขดิจิตอลซิกเนเจอร์ ระบุเอาไว้ แต่การประชุม กสถ.ที่รับรอง มีการนำบัญชีอื่นมาใช้ในการรับรอง จำนวน 55,193 คน ส่งไปบรรจุตามที่ต่างๆ แต่หลังจากเหตุการณ์ทุจริตปรากฏนำบัญชีที่ถูกต้องที่มีแล้วนำมาใช้เลย หลังตรวจสอบแล้วมีอยู่ 50,064 คน มีผู้สอบด้วยสุจริต 49,268 คน การแก้ไขคะแนน 5,925 คน และในจำนวนนี้มีจำนวนสอบไม่ผ่านเลยเพื่อแก้ให้ผ่าน 5,129 คน และมีคนที่สอบผ่าน แต่ไม่รู้จะแก้คะแนนด้วยเหตุใดอัพแรงกิ้ง 790 คน บัญชีทั้งหมดจะถูกประกาศโดยบัญชีใหม่ที่ไม่ได้มีการตรวจใหม่ เป็นบัญชีเดิมแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ ขณะนี้ประธาน กสถ.ได้ลงนามแล้ว ใช้เวลาตั้งแต่วันที่ 17 – 27 กรกฎาคม เป็นเวลา 10 วัน เพราะ สถ.ใช้คนตรวจสอบควบคู่กับเครื่องอีกรอบนึง เพื่อลดความผิดพลาดให้ถูกต้องมากที่สุด อาจจะช้าแต่ทำให้ไม่หยุด

นายนิรัตน์ กล่าวว่า หลังจากนี้แอ็คชั่นที่ 9 จะเรียกประชุม กสถ.อีกครั้ง ในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับผู้สอบแต่ละกลุ่ม หรือกลุ่มที่สอบได้อยู่แล้วแล้วบัญชีที่ประกาศใหม่ไม่ได้กระทบกระเทือนจะทำอย่างไร กลุ่มที่สองกลุ่มที่ต้องเปลี่ยนแปลงจากคะแนนต่ำ ซึ่งไม่ควรได้บรรจุบรรจุไปแล้ว 5,000 กว่ากว่าคน จะมีวิธีแจ้งไปยัง ก. แต่ละจังหวัด และกลุ่มที่สาม ที่สอบผ่านอยู่แล้วแต่ที่มีการแก้คะแนนทั้งทั้งที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจจะล่าช้าแต่ได้ดำเนินมาถึงจุดที่ถูกต้องแล้ว

นายนิรัตน์ ยังกล่าวเกี่ยวกับแนวคิดจากประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ในการขึ้นแบล็คลิสต์ มศว เหตุทำงานไม่เสร็จว่า มีการคุยเรื่องนี้อยู่ เนื่องจากเกิดความเสียหายในวงกว้าง และกระทบกับคนหมู่มาก โดยกำลังหารือสำนักงานกฤษฎีกา กรมบัญชีกลาง สำนักงานอัยการสูงสุด ว่าดำเนินการอย่างไรให้ถูกกฎหมายและเป็นไปตามเป้าหมายพร้อมทั้งป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งกลุ่มที่หนึ่งที่มีคะแนนสอบผ่าน หลังประกาศใหม่ คะแนนไม่ได้เปลี่ยนแปลงรับราชการตามปกติ เพราะเป็นกลุ่มที่มีคะแนนมากอยู่แล้วจำนวนกว่า 10,000 คน ต้องยอมรับว่ามีการจัดแล้งกิ้งใหม่ทำให้ลำดับผลการสอบอาจเปลี่ยนแปลง 11,030 คน ซึ่งมาด้วยความสามารถล้วนๆ สถานะไม่เปลี่ยนรับราชการต่อได้ เพราะไม่ได้มีข้อบกพร่องอะไร

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนที่บรรจุไปแล้วก่อนหน้านี้ 14,988 คน รวมทั้งหมดที่บรรจุไป รวมจำนวนผู้สอบเองและมีการตกแต่งบัญชี แต่จากจำนวนกว่า 5,000 คน ที่คะแนนไม่ถึงตามมาตรฐาน ก็จะหลุดจากการบรรจุข้าราชการเลย หรือหมายถึงการเลือกจ้าง ซึ่งมีผู้สอบไม่ผ่านเลยจำนวน 5,129 คน บรรจุไปแล้วกวาด 3,000 คน ที่จะต้องถูกเพิกถอน

นายนิรัตน์ กล่าวถึงความคืบหน้าในแอ็คชั่นที่ 10 หลัง กสถ.กำหนดวิธีปฏิบัติต่อกลุ่มบุคคลที่สอบทั้ง 3 กลุ่ม จะนำเข้าสู่ ก.กลาง เพื่อรับทราบบัญชีเก่าบัญชีใหม่ และเห็นชอบกับวิธีปฏิบัติหลังจากหลังจากที่นำบัญชีใหม่มาใช้แล้ว ต่อไปจะแจ้งไปยัง ก. จังหวัดต่างๆ พร้อมบัญชีรายชื่อจังหวัดนั้นๆ เท่านั้น ว่าคนที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการต่ออย่างไรบ้าง โดยแจ้งไปยัง อปท. – เทศบาล – อบต.แต่ละแห่ง ว่าจะดำเนินการแต่ละคนด้วยเหตุผลในข้อกฎหมายแตกต่างกันไป

เอาแล้ว! 2 สว.อำนาจเจริญ จ่อแจ้งความ ยิ่งชีพ iLaw กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

เอาแล้ว! 2 สว.อำนาจเจริญ จ่อแจ้งความ ยิ่งชีพ iLaw กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

เอาแล้ว! 2 สว.อำนาจเจริญ จ่อแจ้งความ ยิ่งชีพ iLaw กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

เอาแล้ว!”สมพาน-แดง” 2 สว.จากอำนาจเจริญ จ่อแจ้งความ”ยิ่งชีพ” กล่าวหา”ขาดคุณสมบัติ” ชี้”กกต.”ปัดตกคำร้องไปนานแล้ว สวนเจ็บ!อย่าสู้คดีด้วยการหาคดีเพิ่ม ข้องใจทำคอนเทนต์มีวัตถุประสงค์ใดแอบแฝงหรือไม่

28 กรกฎาคม 2569 นายสมพาน พละศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จาก จ.อำนาจเจริญ กล่าวถึงกรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวกล่าวหาตัวเอง และ นางแดง กองมา สว. จาก จ.อำนาจเจริญ ขาดคุณสมบัติการเป็น สว.กลุ่ม 10 ว่า เป็นเรื่องเก่ามากกว่า 2 ปี ที่ตนและนางแดงเคยถูกร้อง กกต.และ กกต.ได้ตีตกคำร้องไปแล้ว เนื่องจากตนมีคุณสมบัติครบถ้วน หากนายยิ่งชีพไม่เชื่อ ให้ไปดูคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 249/2567 ที่ได้มีคำสั่งยกคำร้อง นางแดง กองมา ที่กล่าวหาว่าไม่มีคุณสมบัติ โดยจากหลักฐานและคำวินิจฉัย ชี้ชัดว่า นางแดง มีประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัคร มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา

นายสมพาน กล่าวต่อว่า เช่นเดียวกับ คำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 17/2568 ได้มีคำสั่งยกคำร้องตน กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ใช่บุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งจากพยานหลักฐาน รับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในกลุ่มผู้ประกอบการอื่นนอกจากกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมาย ไม่น้อยกว่าสิบปี

นายสมพาน กล่าวอีกว่า นายยิ่งชีพเป็นนักกฎหมาย ต้องรู้หรือควรจะรู้ว่า กกต.คำวินิจฉัยจบไปแล้ว และต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดี อีกอย่างคือ เหตุใดถึงตีความ สว.กลุ่ม 10 คือ “กลุ่มประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฏหมายว่าด้วยการนั้นหรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน” ว่าหมายถึง “กลุ่มเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่ใหญ่กว่าเอสเอ็มอี” หรือนายยิ่งชีพควรเคารพคำวินิจฉัย กกต.และไม่ควรจะเปิดประเด็นให้สังคมสับสน สงสัยอย่างมีนัยยะแอบแฝง อันอาจเป็นการแสดงความคิดเห็นชี้นำโดยไม่สุจริตสุจริต ทั้งนี้ ตนและนางแดง ได้เตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ เนื่องจากทำให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง ทั้งที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและรับรองโดย กกต.ไปแล้ว ก็ยังจะหยิบมาเปิดประเด็น สร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ให้ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง โดยตนคงอาศัยช่องทางการแจ้งความผ่านตำรวจเพราะไม่มีเงินบริจาคช่วยสู้คดีเหมือนกับกลุ่ม iLaw อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเอาใจช่วยสำหรับการเดินทางมาสู้คดีที่อำนาจเจริญ แต่ก็ไม่ควรอย่าหาคดีเพิ่ม เพราะทราบว่าต้องเดินสายอีกหลายจังหวัด

“นายยิ่งชีพเป็นถึงผู้นำจิตวิญญาณของการเมืองบางกลุ่มและเรียนจบกฎหมาย ไม่นึกว่าจะขาดการกลั่นกรองข้อมูล เลยเถิดไปถึงการดูถูกอาชีพคนอื่นทั้งที่นิยามตัวเองว่าเป็นนักประชาธิปไตย จึงไม่รู้ว่ามีทีมงานแนะนำการทำคอนเทนต์ด้อยคุณภาพแบบนี้เพื่อหวังสิ่งใดตอบแทนหรือไม่ ถ้าเป็นทีมงานแนะนำจริง ต้องไล่ออก เพราะทำให้เสียชื่อเสียงไปถึง NGO ต่างชาติที่ให้การสนับสนุนกลุ่ม iLaw ซึ่งนายยิ่งชีพก็ออกมายอมรับเองแล้วว่ารับเงินต่างชาติจริง” นายสมพาน กล่าว