กบ พิมลรัตน์ นำทัพคนดัง-นางงาม เช็คอิน Happiholic Club โปรเจ็คต์ RUN FOR HEALTHY FUTURE 2026

กบ พิมลรัตน์ นำทัพคนดัง-นางงาม เช็คอิน Happiholic Club โปรเจ็คต์ RUN FOR HEALTHY FUTURE 2026

กบ พิมลรัตน์ นำทัพคนดัง-นางงาม เช็คอิน Happiholic Club โปรเจ็คต์ RUN FOR HEALTHY FUTURE 2026

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.20 น.

ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สำหรับกิจกรรม RUN FOR HEALTHY FUTURE 2026 ของผู้จัดหน้าใหม่ภายใต้ชื่อ Happiholic Club คลับของคนคลั่งความสุข จากความร่วมมือของ 2 บริษัท ไวทอล อินโนเวชัน แอนด์ คอนซัลแทนซี จำกัด และ บริษัท อัญญา อินโนเวต จำกัด ด้วยหัวใจแห่งการให้ พร้อมพันธมิตรมืออาชีพอย่าง Season Club และ The Lake Club เมืองทองธานี รวมตัว นักวิ่ง นักเต้น คอเดียวกันร่วม 150 คน งานนี้คึกคักจัดเต็มไปด้วยเหล่าคนดัง ดารา-นักแสดง  Celebrity  influencer สายวิ่ง สายสุขภาพ นางงาม เดินทางมารายงานตัวกันตั้งแต่ 05.30 น. อาทิ กบ พิมลรัตน์ พิศลยบุตร , ฉลามจัส ดุลยวัต แก้วศรียงค์ นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย , กิ๊ก นิติพัสส์ เจียมพานทอง (นักแสดง/ผู้จัดซีรีส์) จา จารุนันท์ ทวีปัญญา Beauty Influencer , ป๊อก โฆษวิส ปิยะสกุลแก้ว (นักแสดง) , จอย ดาวกระจาย , พอตเตอร์ ชยพล บุญรักษา (นักแสดง) , เก่ง ชัชวาล เพชรวิศิษฐ์ (นักแสดง) , ตาล นภัสดล  ฟากทีมนางงามไม่น้อยหน้ามาแบบจัดเต็มสุดๆ PD MUT หมอกี้-ดร.อังคนางค์ ชากีร่า บำรุงสรณ์ มาพร้อมลูกๆ 2 เวที กิ๊ฟซ่า ปิยา พงศ์กุลภา มิสยูนิเวิร์สระยอง 2026  , โม สุนิษา ผินกลับ มิสยูนิเวิร์สตราด 2026 , เอมมี่ วรัญญา ศานติธรรม มิสยูนิเวิร์ส จันทบุรี 2026 , มะปราง ทรรศิญา ประทุมเวียง Mrs. Tourism Thailand 2026 , นีน กรกนก สุวรรณคช Elite Mrs. Tourism Thailand 2026 เหน่ง เบญจมาศ แดงสกุล Classic Mrs. Tourism Thailand 2026 , กวาง ตวิษา เริ่มวัฒน  รองอันดับ 1 Mrs. Tourism Thailand 2026 น้ำ เย็นฤดี โอเซมเวกี รองอันดับ 2 Mrs. Tourism Thailand 2026 ตามมาด้วย PD MUT 7 จังหวัด  คุณเทียน สิรวีร์ วิรัญ  มาพร้อม เบนซ์ พัชลี ทุพรหม มิสยูนิเวิร์ส ศรีสะเกษ 2026 , แอมแปร์ ภัทราวดี ลิมาคม มิสยูนิเวิร์สระนอง2026 , พานทอง มีสา มิสยูนิเวิร์ส อำนาจเจริญ 2026  , ฟ้า ธันยพัต โพธิแพทย์ มิสยูนิเวิร์ส สุโขทัย 2026 ,  ส่วน เอิงเอย กัญชุติกาญจน์ พีร์ธนัทกุล ผู้จัดการกองประกวดฯ มาพร้อม เปปเปอร์มิ้น สิรินยา อะจิมา มิสยูนิเวิร์สสุพรรณบุรี 2026 เฮเลน่า สารกาล มิสยูนิเวิร์สอุดรธานี ตามมาด้วย  กร วชากร ศะกุนะสิงห์ Mister United World Thailand 2026 , พิรศักดิ์ คำหงษา รองอันดับ 3 Mister Bodyguard Thailand , ฟิน วสุ พันธุรักษา (นายแบบ) , ฟิล์ม รัตสุดา มั่นคง , ภีร์ ภณโชต  ตั้งพาณิชกร นักแสดงภายใต้สังกัด HaloHolic ของ คุณกะปุ่น ลัญฉกร  ผู้บริหารค่าย และอีกมากมาย ภายใต้ Theme: 90’s Party Run

สีสันความสนุกเริ่มต้นขึ้นเมื่อออกวิ่งระยะทาง 3 กิโลเมตร นำทีมชมแสงเช้าโดย Season Club ก่อนจะกลับมาจุดไฟใส่เท้า ก้าวออกไป Aerobic Dance แบบ Non Stop กับ ครูช้าง เต้นได้ แรงดี๊ดี ไม่มีอ่อม แม้จะแอบหายใจหอบ แต่พอเพลงดัง พลังขาก็มาให้ได้ใส่สุด ซึ่งนอกจาก  Happiholic Club จะจัดเต็มความสนุกแล้ว งานยังแน่นไปด้วยผู้สนับสนุน ตั้งบูธแจกของลงถุง  Happiholic Goodie bag เพียบ อาทิ เส้นหมี่อบแห้งไวไว แบรนด์ยอดขายอันดับ 1 / สบู่สมุนไพร อัมพิกา / รีเจน สมาร์ทซิตี้ มีหลอดไฟประหยัดพลังงานมาให้ / น้ำดื่ม Stream Circle  / Runner Lab ผู้สนับสนุนเสื้อนักวิ่ง / โปรตีนฟองเต้าหู้กรอบ แบรนด์ Your Tofu! / บูธ Anya Innovate แจกของสวยงาม ปิดท้ายด้วยการผ่อนคลาย หายเมื่อย ที่บูธ  Fytofeel และ ยักษ์ยิ้ม นอกจากได้ของแล้ว ผู้ร่วมกิจกรรมทุกคนยังได้ทำบุญ โดยรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายนำไปสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ที่ ศูนย์มะเร็งภาคกลางและภาคตะวันตก โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณ์ธัญบุรี  จังหวัดปทุมธานี

โดยทีมผู้บริหาร Happiholic Club  ผศ.ดร.ภญ นลินี ประดับญาติ ,คุณเนตรดาว จตุพงษา และ คุณอัญรินทร์ สกลวิทยานนท์ ร่วมกันเผยว่า “ต้องบอกว่าเราประสบความสำเร็จอย่างมากกับการจัดงาน  RUN FOR HEALTHY FUTURE 2026 ซึ่งเป็นโปรเจ็คต์เปิดตัว Happiholic Club ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักวิ่งเกินกว่าที่คาดไว้ ต้องขอบคุณพันธมิตรที่ได้จับมือกันสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆร่วมกัน ทั้ง Season Club และเจ้าของสถานที่อย่าง The Lake Club ผู้สนับสนุนทุกแบรนด์ รวมถึงดารา นักแสดง เซเลบริตี้ อินฟูเอนเซอร์สายวิ่ง สายสุขภาพ นางงามจากเวที มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2026 เวทีมิสซิสทัวริซึ่มไทยแลนด์ 2026 ทำให้บรรยากาศวันนี้เต็มไปด้วยความสุขและการให้อย่างแท้จริง ส่วนโปรเจ็คต์ต่อไปจะเป็นที่ไหนนั้น ต้องไปติดตามกันใน Instagram : Happiholicclub นะคะ”

ทางด้าน กบ พิมลรัตย์ พิศลยบุตร กล่าวว่า “สนุกมากค่ะ ปกติกบออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว แค่ไม่ใช่สายวิ่ง วันนี้ได้มีโอกาสลงวิ่งจริงจังกับ Happiholic Club สนุกค่ะ กบชอบนะ เพื่อนวิ่งเยอะเลย  3 กิโลคือทุกคนดูชิล แล้วยังมาแอโรบิคแดนซ์กันต่ออีก สุดยอดมากๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากไปร่วมกิจกรรมด้วยกันบ่อยๆ นอกจากได้สุขภาพดีแล้ว ยังได้ร่วมทำบุญด้วยกันค่ะ”. #Happiholic #RunForHealthyFuture2026 #AerobicDance #CommunityRun # HappiholicClubคลับของคนคลั่งความสุข

งานวิ่งที่ฮอตเกินต้าน! DBD ควงเจมส์จิ ปล่อยเอเนอร์จีคุณพ่อสายเฮลธ์ตี้ นำทีม 800 นักวิ่งปลุกสวนลุมฯ

งานวิ่งที่ฮอตเกินต้าน! DBD ควงเจมส์จิ ปล่อยเอเนอร์จีคุณพ่อสายเฮลธ์ตี้ นำทีม 800 นักวิ่งปลุกสวนลุมฯ

งานวิ่งที่ฮอตเกินต้าน! DBD ควงเจมส์จิ ปล่อยเอเนอร์จีคุณพ่อสายเฮลธ์ตี้ นำทีม 800 นักวิ่งปลุกสวนลุมฯ

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

กระแส “รันคลับ” ในเมืองกรุงยังแรงไม่มีตก จากกิจกรรมออกกำลังกายที่วันนี้กลายเป็นคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์ที่รวมทั้งสุขภาพ ความสนุก และการพบปะผู้คนไว้ในสนามเดียวกัน ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดสนามวิ่งสีสันใหม่ “Herban Era Run 2026” ชวนคนเมืองออกสตาร์ตสุขภาพดี พร้อมทำความรู้จักสมุนไพรไทยผ่านประสบการณ์ที่สนุก เข้าถึงง่าย และใกล้ตัวกว่าภาพจำเดิม

งานนี้ได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาเป็นประธานเปิดกิจกรรม ณ ลานแอโรบิก สวนลุมพินี พร้อมเปิดเผยถึงเบื้องหลังของแคมเปญ ‘Herban Era เริ่มต้นสุขภาพดี ด้วยสมุนไพรไทย’ ว่า เป็นความตั้งใจที่อยากเชื่อมโยงธุรกิจสมุนไพรไทยให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพื่อให้คนรักสุขภาพและประชาชนทั่วไปเข้าถึงสมุนไพรไทยได้ง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุด

บรรยากาศภายในสวนลุมพินีถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นจุดรวมตัวของสายวิ่งและคนรักสุขภาพกว่า 800 คน พร้อมกิจกรรม After Run Experience ที่ขนความสดชื่นมาเสิร์ฟหลังเข้าเส้นชัยแบบครบทุกอารมณ์ ตั้งแต่เครื่องดื่มสมุนไพร การนวดอโรมาจากสมุนไพรไทย กิจกรรม DIY ยาดม การเลือกชมผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการไทย ไปจนถึงโซนฟื้นฟูร่างกายด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย ภายใต้ความร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เรียกว่าไม่ได้ชวนมาวิ่งแล้วแยกย้าย แต่เปลี่ยนเช้าวันหยุดให้กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาต์ฉบับสาย Wellness

แต่สีสันที่แรงไม่แพ้บรรยากาศในสนาม ต้องยกให้พระเอกและคุณพ่อสุดฮอตและเฮลธ์ตี้ที่กระแสยังดีไม่มีตกอย่าง “เจมส์–จิรายุ ตั้งศรีสุข” ที่มาร่วมเติมเอเนอร์จีให้เหล่านักวิ่ง ตั้งแต่นำทีมวอร์มอัป ส่งสัญญาณออกตัว ไปจนถึงวิ่งกับผู้ร่วมงานอย่างเป็นกันเอง โดยเฉพาะผู้ลงทะเบียน 100 คนแรกที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วม “After Run Experience with James Jirayu” พูดคุยและถ่ายภาพกับพระเอกหนุ่มแบบใกล้ชิด เรียกว่าเป็นรางวัลหลังเข้าเส้นชัยที่ทำเอาหลายคนหายเหนื่อยทันที

เจมส์–จิรายุ กล่าวว่า “ช่วงนี้กระแสรันคลับคึกคักมากครับ เพราะการวิ่งไม่ได้เป็นเพียงการออกกำลังกาย แต่เป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ ออกมาสนุก และเริ่มดูแลตัวเองไปพร้อมกัน วันนี้ดีใจที่เห็นทุกคนตื่นเช้ามาร่วมวิ่งด้วยกันกว่า 800 คน บรรยากาศเต็มไปด้วยพลัง ทำให้เห็นว่าการเริ่มต้นดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยาก แค่ได้ออกมาขยับร่างกายกับกิจกรรมที่เราชอบ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ”

พระเอกหนุ่มเผยต่อว่า สิ่งหนึ่งที่ประทับใจคือกิจกรรมนี้ทำให้การวิ่งไม่ได้จบลงแค่ที่เส้นชัย แต่ต่อยอดไปสู่ช่วงเวลาที่ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้พักผ่อน พูดคุย และเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป ทำให้การออกกำลังกายครั้งนี้มีทั้งความสนุก และเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ดี

จากสนามวิ่งยังไปต่อที่โต๊ะอาหารกับกิจกรรม “Herban Era Workshop” ซึ่งเนรมิต Paname French Café-Brasserie ให้กลายเป็นพื้นที่ Wellness High Tea โดยควง “เชฟอังกฤษ–อังศ์กฤษฏิ์ เชื้ออ่ำ” แชมป์ MasterChef Thailand Season 5 มารับหน้าที่พลิกโฉมสมุนไพรคุ้นครัวอย่างตะไคร้ ใบเตย และข่าอ่อน ให้กลายเป็น 3 เมนูร่วมสมัย พิสูจน์ว่าสมุนไพรไทยไม่ได้มีดีเฉพาะในตำรับดั้งเดิม แต่สามารถนำมาเสิร์ฟในลุคใหม่ที่ทั้งเก๋ อร่อย และเข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้

เชฟอังกฤษ กล่าวว่า “โจทย์ของผมคือทำอย่างไรให้คนเห็นสมุนไพรไทยแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรืออยู่เฉพาะในเมนูดั้งเดิม เพราะจริง ๆ แล้วสมุนไพรแต่ละชนิดมีคาแรกเตอร์ชัดมาก ทั้งกลิ่น รสชาติ และสีสัน หากเราเข้าใจว่าจะดึงจุดเด่นของวัตถุดิบออกมาอย่างไร ก็สามารถนำไปสร้างสรรค์เป็นอาหารร่วมสมัยที่รับประทานง่ายและมีเสน่ห์ได้ครับ”

สำหรับเซต Wellness High Tea ครั้งนี้ เชฟอังกฤษออกแบบ 3 เมนูให้เชื่อมโยงกับประสบการณ์หลังการวิ่ง เริ่มจาก Savory Canapé อกไก่และถั่วขาวบดบนข้าวตังกรอบ เติมกลิ่นสดชื่นด้วยตะไคร้ ต่อด้วย Sweet Trifle คัสตาร์ดใบเตย เสิร์ฟคู่ข้าวเหนียวดำและซอสมะม่วง ก่อนปิดท้ายด้วย Recovery Drink แตงโม–ทับทิม เติมกลิ่นหอมบาง ๆ จากข่าอ่อน กลายเป็นสามเมนูที่พาสมุนไพรไทยออกจากกรอบเดิม สู่ประสบการณ์การกินที่มีทั้งความคุ้นเคยและความแปลกใหม่ในคำเดียวกัน

“ผมอยากให้ทุกคนกลับไปพร้อมความรู้สึกว่า สมุนไพรไทยสนุกและสร้างสรรค์ได้มากกว่าที่คิด ตะไคร้ ใบเตย หรือข่าอ่อนที่หลายคนมีอยู่ในครัว สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเมนูใหม่ ๆ ได้ สิ่งสำคัญคือการกล้าลองและเข้าใจธรรมชาติของวัตถุดิบ เพราะของใกล้ตัวก็สามารถสร้างรสชาติและประสบการณ์ที่น่าจดจำได้ครับ” เชฟอังกฤษ กล่าวทิ้งท้าย

กิจกรรม Herban Era 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Herban Era เริ่มต้นสุขภาพดี ด้วยสมุนไพรไทย” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้บริโภครู้จักสมุนไพรไทยผ่านกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงง่าย พร้อมสร้างพื้นที่ให้ผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ประกอบการไทยเข้าใกล้ผู้บริโภครุ่นใหม่ และต่อยอดโอกาสจากกระแส Wellness ที่กำลังเติบโต ติดตามรายละเอียดและข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD

ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ขึ้น คอนเสิร์ต อวดใต้ Style ชุมพร

ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ขึ้น คอนเสิร์ต อวดใต้ Style ชุมพร

ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ขึ้น คอนเสิร์ต อวดใต้ Style ชุมพร

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.56 น.

ถ้าจะพูดถึงศิลปินนักร้องชื่อดังสายเลือดเมืองใต้แดนสะตอที่นามว่า นารีนาท เชื้อแหลม ผมเชื่อว่าแฟนเพลงคงจะงง…งง.เป็นไก่ตาแตกแต่ถ้าผมจะบอกว่า นารีนาท เชื้อแหลม ก็คือ น้องลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น เจ้าของเพลง เลิกคุยทั้งอำเภอเพื่อเธอคนเดียว คงไม่มีใครกล้า ปฏิเสธว่าไม่รู้จัก ซึ่งปัจจุบัน น้องลิลลี่ มีผลงานเพลงใหม่ร่วมกับวงโอทูในเพลง “เป็นแฟนกันนะ” หลังจากได้ออกเดินสายขึ้นแสดงคอนเสิร์ตและมินิคอนเสิร์ต“ลิลลี่เต็มวง” ล่าสุด ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ขึ้น มินิคอนเสิร์ตในงาน “อวดใต้ Style ชุมพร”ณ ลานโปรโมชั่นคอมเพล็กซ์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าโอเชี่ยนจ.ชุมพร 

งานนี้ได้รับเกียรติจากนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรเป็นประธานในพิธี  โดยมีนายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ นางสาวยุพาพร สวัสดี พาณิชย์จังหวัดชุมพร นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี และดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร และ ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดชุมพร (CSR Chumphon)ร่วมงาน ณ ลานโปรโมชั่นคอมเพล็กซ์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าโอเชี่ยนจ.ชุมพร สำหรับงานอวดใต้Styleชุมพร”ได้มีผู้ประกอบการคัดสรรผลิตภัณฑ์ เข้าร่วมออกร้านค้ามากมายไม่ว่าจะเป็น บูธผลิตภัณฑ์ OTOPภายใต้แบรนด์เด็กเทพพลัดถิ่น” ได้นำ  PokkyBanana(ป๊อปกี้กล้วย) นวัตกรรมกล้วยเล็บมือนางของดีเมืองชุมพรที่กลายเป็นSignatureผลิตภัณฑ์ของฝากสุดยอดนิยมของจังหวัดชุมพรนอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวชุมพร อาทิ สินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์(OTOP)อาหารทะเลแปรรูปพร้อมรับประทาน ตลอดจนผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ต่าง ๆ ลูกทุ่งแนวหน้า ..หมึก มายา รายงาน

‘MSU Happy x Uni-Health’ รวมพลอินฟลูฯ เติมพลัง ‘กาย-ใจ’ ให้นิสิต มมส

‘MSU Happy x Uni-Health’ รวมพลอินฟลูฯ เติมพลัง ‘กาย-ใจ’ ให้นิสิต มมส

‘MSU Happy x Uni-Health’ รวมพลอินฟลูฯ เติมพลัง ‘กาย-ใจ’ ให้นิสิต มมส

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการ “MSU Happy x Uni-Health” โดยมี รศ.ดร.นิตยา วรรณกิตร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและภาพลักษณ์องค์กร เป็นประธานเปิดงาน ณ ลานกิจกรรมหน้าอาคารพัฒนานิสิต กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

บรรยากาศเปิดงาน เริ่มด้วยชุดการแสดง “ตีกลองและพ่นไฟ” จากนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ ต่อด้วยชุดการแสดง “สารคามลำเพลิน” จากคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ จากนั้น นิสิตได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงผ่านฐานกิจกรรมสุขภาวะที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต การเงิน และเทคโนโลยี อาทิ การตรวจวัดค่า BMI, คลินิกสุขภาพจิตและเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลสุทธาเวช, ศูนย์ความเป็นเลิศทางจิตวิทยา, Finance Lab, AI Literacy ตลอดจนบูธกิจกรรมภาคเอกชน

ไฮไลต์สำคัญในวันนี้ มีการเสวนาสร้างแรงบันดาลใจในหัวข้อ “Work-life balance” โดยอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ หมวยสะเม๊าะแด๊ะ, เจ้โดมาเอง, นิสิตเภสัชฟังลำ และ Mayron เมร่อน พร้อมรณรงค์ความปลอดภัยผ่านกิจกรรมขับขี่ปลอดภัย ลุ้นรับหมวกกันน็อค ก่อนปิดท้ายค่ำคืนแห่งความสุขด้วยท่วงทำนองดนตรีสุดไพเราะจากชมรมวงแคน

เปิดเวที ‘Junior Hackathon’ ชวนเยาวชนใช้ Coding – AI ออกแบบทางออกเพื่อกรุงเทพฯน่าอยู่

เปิดเวที ‘Junior Hackathon’ ชวนเยาวชนใช้ Coding - AI ออกแบบทางออกเพื่อกรุงเทพฯน่าอยู่

เปิดเวที ‘Junior Hackathon’ ชวนเยาวชนใช้ Coding – AI ออกแบบทางออกเพื่อกรุงเทพฯน่าอยู่

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Code Genius ภายใต้ LEARN Corporation จัดกิจกรรม Code Genius Junior Hackathon 2026 ภายใต้หัวข้อ “Young Innovators for Better Bangkok : กรุงเทพฯ น่าอยู่ ด้วยไอเดียอัจฉริยะรุ่นจิ๋ว” เปิดพื้นที่ให้เยาวชน นำความรู้ด้าน Coding, AI, Scratch และ micro:bit มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบนวัตกรรมและแนวทางแก้ไขปัญหาจากโจทย์จริงของกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งด้านคุณภาพอากาศ สัตว์จรจัด การรับมือภัยพิบัติ ความปลอดภัยในเวลากลางคืน การเดินทางและการจราจร รวมถึงการสร้างเมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์จริง

กิจกรรมจัดขึ้น ณ โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา (LSP School) โดยผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการ Design Thinking ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การทำความเข้าใจผู้ใช้งาน การพัฒนาแนวคิด ไปจนถึงการสร้างต้นแบบและนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเทคโนโลยี หลายแนวคิดสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของผู้เรียนในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับปัญหาสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยหนึ่งในผลงานที่ได้รับความสนใจคือแนวคิดจากทีม Safer ที่นำเสนอแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมแบบ Real-Time พร้อมแสดงจุดปลอดภัยใกล้เคียงและบริการเรือกู้ภัยที่ออกแบบให้รองรับทั้งประชาชนทั่วไป ผู้เลี้ยงสัตว์ และผู้พิการ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจปัญหาและการออกแบบนวัตกรรมที่คำนึงถึงผู้ใช้งานอย่างรอบด้าน

สำหรับการตัดสินผลงาน คณะกรรมการใช้เกณฑ์ตามกระบวนการ Design Thinking โดยพิจารณาจากความเข้าใจปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ของแนวทางแก้ไข และความสามารถในการพัฒนาต้นแบบให้สอดคล้องกับโจทย์ที่ได้รับ โดยภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเทคโนโลยีร่วมเป็นกรรมการและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อส่งเสริมให้แนวคิดของผู้เรียนสามารถต่อยอดสู่การใช้งานได้จริงในอนาคต

นายชนปทิน พลาพิภัทร กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง Code Genius กล่าวว่า เราเชื่อว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับบริบทจริง การให้ผู้เรียนใช้ Coding หรือ AI เพื่อแก้ปัญหาเมืองไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ แต่เพื่อให้เขาได้ฝึกตั้งคำถาม มองเห็นผลกระทบต่อผู้คน และเรียนรู้ว่าความรู้ที่มีสามารถนำไปสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง เพราะในอนาคต สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงความสามารถในการใช้เทคโนโลยี แต่คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาที่มีความหมาย

วว.ขยายผลสำเร็จเทคโนโลยี เพาะ ‘เห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำ’ ไม่ใช้โรงเรือน ยกระดับรายได้เกษตรกร 5 จว.ภาคเหนือ

วว.ขยายผลสำเร็จเทคโนโลยี เพาะ ‘เห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำ’ ไม่ใช้โรงเรือน ยกระดับรายได้เกษตรกร 5 จว.ภาคเหนือ

วว.ขยายผลสำเร็จเทคโนโลยี เพาะ ‘เห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำ’ ไม่ใช้โรงเรือน ยกระดับรายได้เกษตรกร 5 จว.ภาคเหนือ

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่เฉลิมพระเกียรติ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนเกษตรกร ร่วมกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเสวนา “ผลสำเร็จการเพาะเห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำแบบไม่ใช้โรงเรือน” ภายใต้การดำเนินงานโครงการการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตเห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำแบบไม่อาศัยโรงเรือนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ และน่าน  โดยได้รับเกียรติจาก นายธีระ แก้วมา นายอำเภอร้องกวาง เป็นประธานในพิธีเปิด และดร.นงลักษณ์ ปานเกิดดี ผู้ทรงคุณวุฒิ สวก. และอดีตผู้ว่าการ วว. เข้าร่วมกิจกรรม ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่เฉลิมพระเกียรติ จ.แพร่

นายมนตรี แก้วดวง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ กล่าวว่า โครงการการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตเห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำแบบไม่อาศัยโรงเรือนฯ ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร มีเป้าหมายเพื่อขยายผลองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตเห็ดตีนแรด ซึ่งเป็นเห็ดพื้นบ้าน ไปยังพื้นที่เป้าหมายทั้ง 5 จังหวัด ด้วยการสร้างสวนป่าร่วมกับสวนเห็ด เป็นกระบวนการเพาะเห็ดแบบเลียนแบบธรรมชาติ ไม่ต้องอาศัยโรงเรือน สามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ได้ผลผลิตเห็ดตีนแรดที่สูงกว่าการผลิตแบบเดิม ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้มากกว่า 20% มีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยโครงการฯได้ขยายผลนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมถ่ายทอดสู่ชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ รวมผู้ใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น 142 ราย นับว่าการดำเนินโครงการนี้ประสบความสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้

ความสำเร็จจากการบูรณาการความร่วมมือดังกล่าว ช่วยตอบโจทย์ด้านการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นต้นแบบของการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่ง วว. และเครือข่ายพันธมิตร พร้อมที่จะมุ่งมั่นเดินหน้าขยายผลและส่งเสริมองค์ความรู้วิทยาศาสตร์สร้างสรรค์ไปสู่เกษตรกรในภูมิภาคอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป

โฆษก ศธ.ชู ‘Co-Learning Space’ ดึงจุดแข็งเยาวชน สร้างการเรียนรู้ร่วมกันทั้งจังหวัด

โฆษก ศธ.ชู ‘Co-Learning Space’ ดึงจุดแข็งเยาวชน สร้างการเรียนรู้ร่วมกันทั้งจังหวัด

โฆษก ศธ.ชู ‘Co-Learning Space’ ดึงจุดแข็งเยาวชน สร้างการเรียนรู้ร่วมกันทั้งจังหวัด

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาพิเศษในกิจกรรม “เวทีร่วมออกแบบพิมพ์เขียวการศึกษาและระบบนิเวศการเรียนรู้จังหวัดปัตตานี : Pattani Co-Design Forum on Education Futures and Learning Ecosystems” ณ อาคารอธิการบดี (ตึกเรือ) ชั้น 4 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีผู้บริหารจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดในอนาคต

ในการปาฐกถาพิเศษ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ. ได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายของ ศธ. สู่การปฏิบัติ โดยเน้นย้ำการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญทั้ง 5 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาผู้เรียน การดูแลครู การสร้างโอกาสทางการศึกษา และการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำนโยบายสำคัญ Thailand Zero Dropout ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติของ ศธ. โดยยืนยันว่า “เด็กทุกคนต้องมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ไม่ว่าจะหลุดออกจากระบบด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว หรือข้อจำกัดด้านอื่นๆ เพราะไม่มีเด็กคนใดควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” พร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในการติดตาม ค้นหา และพาเด็กกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้อีกครั้ง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทของตนเอง ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาอาชีพ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสะสมหน่วยการเรียนรู้ เพื่อให้ทุกคนสามารถออกแบบเส้นทางการศึกษาของตนเองได้อย่างยืดหยุ่นและไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบเดิม

“แม้จังหวัดจะมีเป้าหมายในการก้าวสู่ Learning City แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้าง Co-Learning Space หรือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วน เพราะการศึกษาของปัตตานี มีความหลากหลายและยืดหยุ่น ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ ศาสนา ชุมชน และภาคประชาสังคม จึงจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานของทุกองค์กรให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ทุกพื้นที่สามารถเป็นประตูแห่งโอกาสในการพัฒนาเด็กและเยาวชน” นายตติยภัทร์ กล่าว

โฆษก ศธ. กล่าวต่อไปว่า จุดแข็งของเยาวชนจังหวัดปัตตานี ถือเป็นต้นทุนที่มีคุณค่าในการพัฒนาพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถด้านภาษาที่หลากหลาย ทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ซึ่งควรได้รับการต่อยอดให้เป็นศักยภาพในการแข่งขันของคนรุ่นใหม่ในอนาคต

“เป้าหมายของเราคือการทำให้นักเรียนได้อยู่ในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เป็นทั้ง Safe Zone ที่สร้างความอบอุ่นทางใจ และ Safety Zone ที่สร้างความปลอดภัยในทุกมิติ ขณะเดียวกัน เราจะไม่ปล่อยให้เด็กคนใดหลุดออกจากระบบการศึกษา หากหลุดไปแล้ว เราจะช่วยกันพากลับมา และเปิดโอกาสให้เขาได้เลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับชีวิตของตนเอง เพราะการศึกษาไม่ควรมีประตูเพียงบานเดียว แต่ต้องมีหลายเส้นทางสำหรับทุกคน การยกระดับการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อให้เด็กปัตตานีมีศักยภาพ มีโอกาส และมีอนาคตที่ดีอย่างยั่งยืน” นายตติยภัทร์ กล่าว

ทภ.1 นำมวลชน-นร.-นศ. รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

ทภ.1 นำมวลชน-นร.-นศ. รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

ทภ.1 นำมวลชน-นร.-นศ. รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.58 น.

ทภ.1 นำมวลชน นักเรียนและนักศึกษา รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณหน้าพระลาน พระราชวังดุสิต และหน้า ทภ.1 โดยพร้อมเพรียง

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 กองทัพภาคที่ 1 นำ กำลังพล และมวลชน ประกอบด้วย ชาวชุมชนตามแนวคลองเปรมประชากร และเขตพื้นที่ใกล้เคียง, ชาวชุมชนมุสลิม 31 ชุมชน ในพื้นที่เขตสะพานสูง, ชาวขุมชนพื้น โดยรอบ ทภ.1 รวมไปถึงน้องๆ นักเรียนนักศึกษา จากโรงเรียนและสถาบันการศึกษา ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ที่พร้อมใจแสดงความสามัคคีและแสดงออกถึงความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณหน้าพระลาน พระราชวังดุสิต และหน้ากองทัพภาคที่ 1 พร้อมรวมใจจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตลอดสองข้างทางบริเวณถนนราชดำเนินนอก

บรรยากาศการเฝ้ารับเสด็จฯ เต็มไปด้วย ความปลื้มปิติ ซาบซึ้งใจที่ได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย นอกจากนี้การจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ตลอดสองฝั่งตามเส้นทางเสด็จพระราชราชดำเนินนั้น ถือเป็นพลังที่สะท้อนถึงความรักความสามัคคี และความจงรักภักดีของคนในชาติ ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง
 

เมียนมาผ่านกฎหมายปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทษประหารผู้บังคับเหยื่อทำงานสแกมเมอร์

เมียนมาผ่านกฎหมายปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทษประหารผู้บังคับเหยื่อทำงานสแกมเมอร์

28 ก.ค. 2569 17:08 น.

เมียนมาผ่านกฎหมายปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทษประหารผู้บังคับเหยื่อทำงานสแกมเมอร์

รัฐสภาเมียนมาภายใต้การหนุนหลังของกองทัพ ผ่านร่างกฎหมายต้านอาชญากรรมทางออนไลน์ฉบับใหม่ กำหนดบทลงโทษขั้นสูงสุดถึง “ประหารชีวิต” สำหรับผู้ที่ก่อเหตุหน่วงเหนี่ยวกักขัง ใช้ความรุนแรง หรือทรมานเหยื่อเพื่อบังคับให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ออนไลน์ ตลอดจนกรณีที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต หวังลดแรงกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ

รัฐสภาเมียนมาซึ่งอยู่ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลที่นำโดยกองทัพ มีมติเห็นชอบ ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ โดยกำหนดโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ที่ลักพาตัว กักขัง ทรมาน หรือใช้ความรุนแรงบังคับให้บุคคลทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์

การผ่านกฎหมายครั้งนี้ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของรัฐบาลชุดใหม่ที่มีพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เป็นประธานาธิบดี หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติว่าไม่เสรีและไม่เป็นธรรม

นายอ่อง ลิน ด่วย ประธานรัฐสภาเมียนมา ประกาศการผ่านร่างกฎหมายระหว่างการถ่ายทอดสดจากกรุงเนปิดอว์ ขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายอาย ชาน เปิดเผยว่า บทลงโทษประหารชีวิตยังคงอยู่ในกฎหมายฉบับสุดท้าย โดยสาระสำคัญแทบไม่แตกต่างจากร่างที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม

ร่างกฎหมายกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี จนถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษประหารชีวิต สำหรับผู้ที่ใช้ความรุนแรง ทรมาน กักขัง หรือปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างโหดร้าย เพื่อบังคับให้ร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์

นอกจากนี้ หากการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับ โทษประหารชีวิต ขณะที่ผู้ดำเนินการหรือบริหารศูนย์หลอกลวงออนไลน์ รวมถึงผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงผ่านสกุลเงินดิจิทัล อาจถูกลงโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมียนมากลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ซึ่งกลุ่มอาชญากรรมใช้หลอกลวงเหยื่อทั่วโลก ทั้งการหลอกให้รัก การลงทุนปลอม และการหลอกลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี

แม้อุตสาหกรรมดังกล่าวดึงดูดแรงงานที่สมัครใจเข้าทำงานจำนวนมาก แต่มีชาวต่างชาติหลายพันคนที่ถูกหลอกหรือค้ามนุษย์เข้าสู่ศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา ก่อนถูกกักขัง ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้หลอกลวงเหยื่อผ่านระบบออนไลน์

รัฐบาลเมียนมาเผชิญแรงกดดันจากหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและสหรัฐอเมริกา ให้เร่งปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุในรายงานล่าสุดว่า ปฏิบัติการปราบปรามของหลายประเทศ รวมถึงเมียนมา ไม่ได้ทำให้เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ยุติการดำเนินงาน แต่เพียงทำให้กลุ่มอาชญากรรมย้ายฐานไปยังพื้นที่ใหม่ โดยเฉพาะในกัมพูชา รวมถึงพื้นที่ชายแดนของเมียนมาและลาว

รายงานยังระบุว่า เครือข่ายอาชญากรรมที่มีต้นกำเนิดจากจีนยังคงเป็นกำลังหลักในการบริหารศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่ชายแดนของเมียนมา กัมพูชา และลาว โดยในพื้นที่สู้รบของเมียนมา กลุ่มติดอาวุธนอกภาครัฐบางส่วนก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบอาชญากรรมดังกล่าวเช่นกัน

ที่ผ่านมา ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ เช่น KK Park และ ชเวโก๊กโก่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทย ถูกเจ้าหน้าที่เข้าปราบปรามหลายครั้ง ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนย้ายฐานไปยังกัมพูชาแทน

นางนาว ยูซานา วาห์ สมาชิกวุฒิสภาเมียนมา ยอมรับว่า การปราบปรามยังเผชิญอุปสรรคจำนวนมาก เนื่องจากมีหลายกลุ่มติดอาวุธและองค์กรต่าง ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายนี้

ทั้งนี้ มิน อ่อง หล่าย เป็นผู้นำการรัฐประหารเมื่อปี 2021 โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซู จี จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 100,000 คน ตามการประเมินของหลายองค์กรติดตามสถานการณ์

แม้หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดี มิน อ่อง หล่าย จะเคยประกาศลดโทษประหารชีวิตทั้งหมดในเดือนเมษายน แต่กฎหมายฉบับใหม่กลับเปิดทางให้มีการใช้โทษประหารชีวิตอีกครั้งกับความผิดเกี่ยวกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์ สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลต่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังขยายตัวในภูมิภาค.

ที่มา AFP 

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 เขย่า จ.คุมาโมโตะ เตือนสึนามิ 1 เมตร

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 เขย่า จ.คุมาโมโตะ เตือนสึนามิ 1 เมตร

28 ก.ค. 2569 15:21 น.

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 เขย่า จ.คุมาโมโตะ เตือนสึนามิ 1 เมตร

เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น ศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู แรงสั่นสะเทือนพุ่งสูงระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตราวัดชินโดะของญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิสูง 1 เมตร บริเวณชายฝั่งทะเลอาริอาเกะและทะเลยัตสึชิโระ ให้ประชาชนเร่งอพยพขึ้นที่สูง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า เมื่อเวลา 16.27 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 โดยมีศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่จังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ความลึกของจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตร

แรงสั่นสะเทือนวัดได้สูงสุดที่ระดับ 7 ตามมาตรวัดความรุนแรงของญี่ปุ่น (Shindo Scale) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของมาตราดังกล่าว ที่เมืองอูกิ และเมืองฮิกาวะ ในจังหวัดคุมาโมโตะ

นอกจากนี้ ยังมีหลายพื้นที่ในจังหวัดคุมาโมโตะที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนระดับ 6+ ได้แก่ เขตมินามิของเมืองคุมาโมโตะ เมืองยัตสึชิโระ เมืองอูโตะ เมืองมิซาโตะ และเมืองมาชิกิ ขณะที่เมืองคามิอามาคุสะ เมืองโคชิ เมืองโอสึ หมู่บ้านนิชิฮาระ เมืองมิฟุเนะ และเมืองอาชิกิตะ รับรู้แรงสั่นสะเทือนระดับ 6-

ภายหลังเกิดแผ่นดินไหว JMA ได้ประกาศ คำเตือนภัยสึนามิ สำหรับพื้นที่ชายฝั่งทะเลอาริอาเกะและทะเลยัตสึชิโระ โดยคาดว่าคลื่นสึนามิอาจมีความสูงได้ถึง 1 เมตร และอาจขึ้นฝั่งในช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า มีความเป็นไปได้ว่าคลื่นสึนามิได้เริ่มเคลื่อนเข้าสู่บางพื้นที่แล้ว พร้อมทั้งแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งอพยพขึ้นสู่ที่สูงหรืออาคารที่ปลอดภัยโดยทันที และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายฝั่งจนกว่าทางการจะยกเลิกคำเตือน

นอกจากนี้ ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกที่มีความรุนแรงสูงสุดระดับ 4 เมื่อเวลาประมาณ 16:39 น., 16:59 น., 17:18 น. และ 17:27 น.

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่นกล่าวว่า มีรายงานผู้บาดเจ็บหลายราย อาคารพังถล่ม และไฟไหม้ หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ “เรากำลังประเมินขอบเขตของการบาดเจ็บและความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ฉันได้รับแจ้งว่ามีผู้บาดเจ็บหลายรายแล้ว” และกล่าวว่า “เกิดไฟฟ้าดับและเกิดไฟไหม้ในบางพื้นที่ ถนนและสะพานได้รับความเสียหาย และอาคารพังถล่ม”

นอกจากนี้ ประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากเกิดแผ่นดินไหว เจ้าหน้าที่ของ NHK ในพื้นที่ซึ่งสวมหมวกนิรภัยได้รายงานสดทางโทรทัศน์ว่าการสั่นสะเทือนยังคงดำเนินต่อไป โดยห้องข่าวสั่นอย่างรุนแรงจนยากที่จะยืนอยู่ได้ “การสั่นสะเทือนยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่ผมพูดอยู่ รวมถึงตัวผมเองด้วย อาจมีบางคนที่รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง” และกล่าวว่า “เมื่อแผ่นดินไหวเกิดขึ้น การสั่นสะเทือนรุนแรงมากจนผมยืนไม่ไหว โปรดระวังความเป็นไปได้ที่การสั่นสะเทือนอาจยังคงดำเนินต่อไปหลังจากนี้”

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายร้ายแรง แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบผลกระทบต่ออาคาร ถนน ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ประสบภัย

บริษัท คิวชู อิเล็กทริก พาวเวอร์ กล่าวว่าในภูมิภาคคุมาโมโตะ มีครัวเรือนและสถานที่ประมาณ 45,000 แห่งที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และยังไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เก็นไคในจังหวัดซากะ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เซนไดในจังหวัดคาโกชิมะ นอกจากนี้ ยังกล่าวว่าระดับรังสีรอบๆ โรงไฟฟ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนบริษัทรถไฟคิวชู กล่าวว่าได้ระงับการให้บริการรถไฟทุกขบวน รวมถึงรถไฟชินคันเซ็นสายคิวชู เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหว

ศาสตราจารย์ทาคุยะ นิชิมูระ จากสถาบันวิจัยป้องกันภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยเกียวโต ผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกแผ่นดินไหว กล่าวว่า “แผ่นดินไหวครั้งนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในเขตแนวรอยเลื่อนฮินางุ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวคุมาโมโตะปี 2016 บริเวณนี้ยังคงมีการเคลื่อนไหวอยู่ตั้งแต่แผ่นดินไหวคุมาโมโตะ เนื่องจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ตื้น จึงเชื่อว่าบริเวณใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวได้รับแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง”

จากนั้นเขากล่าวเสริมว่า “สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าแนวรอยเลื่อนฮินางุทั้งหมดเคลื่อนตัวในแผ่นดินไหวครั้งนี้หรือไม่ หรือยังมีส่วนที่ยังไม่แยกออกไปทางใต้ หากยังมีส่วนที่ยังไม่แยกออกไป ก็มีความเป็นไปได้ที่แผ่นดินไหวขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน คล้ายกับแผ่นดินไหวคุมาโมโตะปี 2016”

ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในโลก เนื่องจากตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกหลัก 4 แผ่น ในบริเวณ “วงแหวนแห่งไฟ”  ทำให้เกิดแผ่นดินไหวหลายร้อยครั้งในแต่ละปี และคิดเป็นประมาณ 18% ของแผ่นดินไหวทั่วโลก

ประเทศยังคงมีบทเรียนครั้งใหญ่จากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.0 เมื่อปี 2011 ซึ่งก่อให้เกิดสึนามิขนาดใหญ่ คร่าชีวิตและทำให้ประชาชนสูญหายราว 18,500 คน รวมถึงก่อให้เกิดวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเพิ่งเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 10 คน และทำให้รัฐบาลต้องประกาศคำเตือนพิเศษเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.0 หรือสูงกว่า แม้จะยกเลิกคำเตือนดังกล่าวหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็ตาม

ทางการญี่ปุ่นยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด.

ที่มา NHK / AFP