สวยสับไม่พัก เซย่า ณิชฎา ลูกสาวพ่อพีท ทองเจือ สลัดลุคหวานเดินรันเวย์ไฟลุก ชมคลิป

สวยสับไม่พัก เซย่า ณิชฎา ลูกสาวพ่อพีท ทองเจือ สลัดลุคหวานเดินรันเวย์ไฟลุก ชมคลิป

สวยสับไม่พัก เซย่า ณิชฎา ลูกสาวพ่อพีท ทองเจือ สลัดลุคหวานเดินรันเวย์ไฟลุก ชมคลิป

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.16 น.

วานนี้ 29 เมษายน 2569 ทำเอาแฟนคลับอึ้งกันทั้งโซเชียล! เมื่อ เซย่า ณิชฎา ทองเจือ ลูกสาวคนโตสุดเก่งของ พีท ทองเจือ และ แม่เจ็ง วิไลลักษณ์ ปรากฏตัวในฐานะนางแบบแบบเต็มตัวบนรันเวย์แฟชั่นโชว์ชุดว่ายน้ำ ซึ่งภาพเซ็ตนี้ต้องบอกว่า จึ้งใจ มาก เพราะปกติเราจะคุ้นเคยกับน้องเซย่าในลุคหวาน ๆ เรียบร้อย แต่ครั้งนี้มาในลุคสวยแซ่บ หุ่นเป๊ะปัง เดินสับขาแบบมืออาชีพสุด ๆ

ในภาพเราจะเห็นน้องเซย่าในชุดว่ายน้ำดีไซน์เก๋ สีฟ้า เขียว อวดเรียวขาสวยและรูปร่างที่ดูแลมาอย่างดี เดินออกมาด้วยความมั่นใจท่ามกลางบรรยากาศรันเวย์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

เซย่า ณิชฎา

หลังจากภาพเซ็ตของ เซย่า ณิชฎา ถูกเผยแพร่ออกไป แฟนคลับต่างเข้ามาคอมเมนต์ชมความสวยและความสามารถของน้องเซย่ากันรัว ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคอมเมนต์อิโมจิรูปกองไฟหรือหัวใจ เช่น

“แซ่บมาก”

“ขอญาตนะคะ วนดู 3 รอบ แม่หรือลูกเหมือนกันมาก “

เซย่า ณิชฎา
เซย่า ณิชฎา
เซย่า ณิชฎา
เซย่า ณิชฎา
เซย่า ณิชฎา
เซย่า ณิชฎา
เซย่า ณิชฎา
เซย่า ณิชฎา

>>> ชมคลลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม thongchua_family_official

ซูเปอร์มาร์เก็ตแทบแตก มิ้นท์ รัญชน์รวี ในลุค Grocery run ที่ทำเอาโซเชียลนอนไม่หลับ

ซูเปอร์มาร์เก็ตแทบแตก มิ้นท์ รัญชน์รวี ในลุค Grocery run ที่ทำเอาโซเชียลนอนไม่หลับ

ซูเปอร์มาร์เก็ตแทบแตก มิ้นท์ รัญชน์รวี ในลุค Grocery run ที่ทำเอาโซเชียลนอนไม่หลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.10 น.

วานนี้ 29 เมษายน 2569 สาว มิ้นท์ รัญชน์รวี ทำเอาโลกโซเชียลถึงกับนอนไม่หลับ เมื่อเจ้าตัวโพสต์ลงบนอินสตาแกรมส่วนตัว ในลุคเดินซูเปอร์มาร์เกต ที่ทำเอาสะกดสายตาของใครหลายคน โดยสาวมิ้นท์มาในชุดสปอร์ตบราสีดำ อวดหุ่นสุดเป๊ะ แผ่นหลังเนียนสวย และกางเกงขายาวเข้าชุด เพิ่มความคูลด้วยแว่นกันแดดและรองเท้าแตะแบบสวม เดินเลือกซื้อผักและผลไม้อย่างอารมณ์ดี พร้อมแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “Grocery run”

มิ้นท์ รัญชน์รวี

หลังจากภาพเซ็ตนี้ของ มิ้นท์ รัญชน์รวี ถูกเผยแพร่ออกไป แฟนคลับและชาวเน็ตต่างกระหน่ำกดไลก์และเข้ามาคอมเมนต์กันถล่มทลาย จนช่องคอมเมนต์ลุกเป็นไฟ เต็มไปด้วยอิโมจิรูปหัวใจ และรูปกองไฟ กันรัว ๆ เลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นลุคไปซื้อของที่แซ่บเกินต้านจริง ๆ

มิ้นท์ รัญชน์รวี
มิ้นท์ รัญชน์รวี
มิ้นท์ รัญชน์รวี

ซึ่ง มิ้นท์ รัญชน์รวี เอื้อกูลวราวัตร เป็นดาราสาวชื่อดังชาวจังหวัดนครราชสีมา เป็นอดีตนักแบดมินตันเยาวชนทีมชาติ ดีกรีเหรียญเงินเยาวชนแห่งชาติ เข้าวงการจากการถ่ายโฆษณาและแสดงละครเรื่องแรก ข้ามสีทันดร ในปี 2561 มีผลงานโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมากมาย เช่น พราวมุก, คือเธอ และดวงใจเทวพรหม ตอน ดุจอัปสร

มิ้นท์ รัญชน์รวี
มิ้นท์ รัญชน์รวี
มิ้นท์ รัญชน์รวี
มิ้นท์ รัญชน์รวี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม mintranch

ไอจีแทบแตก! ลิซ่า ปล่อยลุคซีทรูดำสุดแซ่บ แฟนๆทั่วโลกแห่กดไลก์

ไอจีแทบแตก! ลิซ่า ปล่อยลุคซีทรูดำสุดแซ่บ แฟนๆทั่วโลกแห่กดไลก์

ไอจีแทบแตก! ลิซ่า ปล่อยลุคซีทรูดำสุดแซ่บ แฟนๆทั่วโลกแห่กดไลก์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.52 น.

30 เมษายน 2569 ทำเอาโซเชียลมีเดียร้อนฉ่าอีกครั้ง เมื่อซูเปอร์สตาร์ระดับโลก “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” สร้างกระแสฮือฮาบนอินสตาแกรมด้วยการปล่อยภาพเซ็ตล่าสุดในลุคสุดเซ็กซี่ พร้อมแคปชัน “BadAngelchella” จนแฟน ๆ ทั่วโลกแห่เข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ถล่มทลาย

ภาพชุดดังกล่าว ลิซ่าปรากฏตัวในชุดมินิเดรสซีทรูผ้าลูกไม้สีดำ เผยให้เห็นรูปร่างและแผ่นหลังสุดเซ็กซี่ หลังภาพถูกเผยแพร่ออกไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ยอดไลก์พุ่งทะลุหลักล้านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไต่ระดับแตะกว่า 2 ล้านไลก์ โดยแฟนๆ ต่างเข้ามาคอมเมนต์พร้อมอีโมจิไฟลุกและคำชื่นชมอย่างล้นหลาม

อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม ‘รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน’ ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ

อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม 'รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน' ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ

อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม ‘รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน’ ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.46 น.

อาชีวะอุบลฯ โชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม “รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน” ต้อนรับ รมว.ศึกษาธิการ ในโอกาสตรวจเยี่ยมเมืองดอกบัว

จังหวัดอุบลราชธานี (30 เม.ย. 69) ณ หอประชุมเบญจานุสรณ์ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและมอบนโยบายการดำเนินงานในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการจัดนิทรรศการแสดงศักยภาพของเยาวชนไทยที่ไปสร้างชื่อเสียงในระดับสากล

นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ คำมั่น รองผู้อำนวยการฯ และ นายสุระชาติ พละศักดิ์ หัวหน้าแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ นำคณะครูและนักเรียน “ทีมฮาร์บิน” เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 (รองแชมป์โลก) จากการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 ณ มหาวิทยาลัยวิศวกรรมฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมต้อนรับและนำเสนอผลงาน

ภายในนิทรรศการ ทีม “ฮาร์บิน” ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ปวช.2 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ ประกอบด้วย นางสาวฐานวดี หรรษาพันธุ์, นางสาวกมลชนก สุทธิคุณ, นายเตวิชพศุตม์ พุทสะลา และ นายณัชพล ญาวงศ์ ได้ร่วมกันนำเสนอโมเดลจำลอง พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จ ตั้งแต่กระบวนการเตรียมความพร้อม การฝึกซ้อมที่เข้มงวด ไปจนถึงการเดินทางไปฝ่าอุณหภูมิติดลบ ณ มณฑลเฮย์หลงเจียง เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวชื่นชมผลงานของนักศึกษาอย่างมาก โดยระบุว่าความสำเร็จของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีในครั้งนี้ สะท้อนถึงคุณภาพของการจัดการอาชีวศึกษาที่สามารถสร้าง “ยอดฝีมือ” ให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก พร้อมทั้งให้กำลังใจนักศึกษาในการพัฒนาทักษะฝีมือเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Soft Power) ของประเทศต่อไป

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมและศิลปะแล้ว ยังมีการประชุมสัมมนาทางวิชาการเพื่อบูรณาการการทำงานของสถานศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี ให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นรูปธรรม

ปักกิ่งสั่งแบน “ขายโดรน” ทั่วเมือง เริ่ม 1 พ.ค. คุมเข้มความมั่นคง-ต้องมีใบอนุญาตก่อนบิน

ปักกิ่งสั่งแบน "ขายโดรน" ทั่วเมือง เริ่ม 1 พ.ค.  คุมเข้มความมั่นคง-ต้องมีใบอนุญาตก่อนบิน

30 เม.ย. 2569 16:58 น.

ปักกิ่งสั่งแบน “ขายโดรน” ทั่วเมือง เริ่ม 1 พ.ค. คุมเข้มความมั่นคง-ต้องมีใบอนุญาตก่อนบิน

ทางการกรุงปักกิ่งของจีน ประกาศมาตรการเข้มงวดใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม โดยสั่งห้ามจำหน่าย ให้เช่า หรือนำโดรนและชิ้นส่วนสำคัญเข้าสู่เมืองหลวง ขณะเดียวกันผู้ครอบครองโดรนต้องลงทะเบียนกับตำรวจ และต้องขออนุญาตล่วงหน้าก่อนการบินทุกครั้ง

ทางการกรุงปักกิ่งเตรียมบังคับใช้ระเบียบใหม่ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ โดยสั่งห้ามการจำหน่ายและเช่าโดรน รวมถึงส่วนประกอบสำคัญภายในเขตเมืองหลวงทั้งหมด เพื่อยกระดับความปลอดภัยในน่านฟ้าระดับต่ำ (Low-altitude airspace) หลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้น

รายงานระบุว่า มาตรการดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อวงจรธุรกิจแล้ว โดยแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง Taobao ได้ระงับการสั่งซื้อโดรนสำหรับที่อยู่ที่จัดส่งในปักกิ่ง ขณะที่ร้านค้าของ DJI ผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ที่สุดของโลกในปักกิ่ง จำเป็นต้องนำสินค้าลงจากชั้นวางและระบายสต็อกออกให้หมดภายในวันนี้ (30 พ.ค.)

ภายใต้กฎระเบียบใหม่ ผู้ใช้งานโดรนในปักกิ่งต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่เข้มงวด ได้แก่ เจ้าของโดรนทุกคนต้องลงทะเบียนอุปกรณ์ด้วยชื่อจริงผ่านระบบออนไลน์ของตำรวจ ส่วนการบินโดรนกลางแจ้งทุกครั้งต้องได้รับการอนุมัติล่วงหน้า และผู้บินต้องผ่านการอบรมรวมถึงทดสอบความรู้ด้านกฎระเบียบออนไลน์และหากส่งโดรนออกไปซ่อมนอกเมือง เจ้าของต้องไปรับเครื่องกลับด้วยตนเอง ห้ามใช้บริการส่งพัสดุเข้าเมือง โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 500 หยวน (ประมาณ 2,500 บาท) และอาจถูกยึดเครื่อง

อย่างไรก็ตาม ทางการยังอนุญาตให้มีการซื้อหรือครอบครองโดรนได้ในกรณีเฉพาะ เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย การบรรเทาสาธารณภัย หรืองานวิจัยของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย แต่ต้องได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น

Xiong Jinghua เจ้าหน้าที่อาวุโสสภาประชาชนเทศบาลกรุงปักกิ่ง ระบุว่าเป้าหมายของกฎหมายนี้คือการหา “จุดสมดุลที่ดีที่สุด” ระหว่างความปลอดภัยสาธารณะ กับการผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

มาตรการคุมเข้มนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของ “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (Low-altitude economy) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของจีนที่คาดว่าจะสร้างมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 10 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 แม้ปัจจุบันโดรนจะถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลายเมืองของจีน ทั้งการส่งอาหาร การเกษตร และการทำความสะอาดอาคาร แต่กรุงปักกิ่งยังคงรักษามาตรการความมั่นคงที่เข้มงวดกว่าพื้นที่อื่นเสมอมา

ก่อนหน้านี้ กรุงปักกิ่งเคยประกาศสั่งห้ามรถยนต์เทสลา เข้าไปจอดในพื้นที่หน่วยงานรัฐและสนามบินบางแห่ง เนื่องจากกังวลเรื่องการจารกรรมข้อมูลผ่านกล้องหน้ารถ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายความมั่นคงขั้นสูงสุดของเมืองหลวงแห่งนี้.

ที่มา BBC / Associated Press

ศาลสูงสิงคโปร์กลับคำพิพากษา สั่งปรับ 3 แกนนำหญิงจัดเดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

ศาลสูงสิงคโปร์กลับคำพิพากษา สั่งปรับ 3 แกนนำหญิงจัดเดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

30 เม.ย. 2569 16:25 น.

ศาลสูงสิงคโปร์กลับคำพิพากษา สั่งปรับ 3 แกนนำหญิงจัดเดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

ศาลสูงสิงคโปร์พิพากษากลับคำพิพากษา สั่งปรับหญิง 3 คน คนละ 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 76,500 บาท ฐานจัดขบวนเดินสนับสนุนปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องเสรีภาพการชุมนุม

ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาอนุญาตตามคำอุทธรณ์ของฝ่ายอัยการ โดยให้กลับคำตัดสินเดิม และตัดสินให้หญิง 3 รายมีความผิดฐานจัดกิจกรรมเดินขบวนสนับสนุนปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมสั่งปรับเป็นเงินรายละ 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 76,500 บาท)

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2024 นางสาวโมซัมมัด โซบิคุน นาฮาร์ อายุ 26 ปี, นางสาวสิติ อามิราห์ โมฮาเหม็ด อัสโรริ อายุ 31 ปี และนางสาวอันนามาลัย โกกิลา ปาร์วาธี อายุ 37 ปี ได้ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 70 คน เดินเท้าจากห้างสรรพสินค้าพลาซ่า สิงคปุระ (Plaza Singapura) ไปยังประตูหลังของ “อิสตานา” (The Istana) ซึ่งเป็นทำเนียบประธานาธิบดีและที่ตั้งสำนักงานนายกรัฐมนตรี

วัตถุประสงค์ของการเดินขบวนครั้งนั้น เพื่อนำจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลสิงคโปร์ยุติความสัมพันธ์กับอิสราเอลไปส่งยังกล่องรับจดหมายของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยในภาพเหตุการณ์พบว่าผู้ร่วมกิจกรรมมีการถือร่มลายแตงโม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลในการสนับสนุนปาเลสไตน์

ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องหญิงทั้ง 3 รายเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยผู้พิพากษาศาลแขวงเห็นว่าพวกเธอไม่ทราบว่าเส้นทางดังกล่าวเป็นเขตหวงห้ามภายใต้พระราชบัญญัติความสงบเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาศาลสูง ซี กี ออน เห็นพ้องกับฝ่ายอัยการว่าคำตัดสินเดิมมีความผิดพลาดทางกฎหมาย โดยระบุว่าผู้จัดกิจกรรมควรแสวงหาข้อมูลและตรวจสอบข้อห้ามให้ชัดเจนก่อนเริ่มดำเนินการ ซึ่งหากตรวจสอบอย่างสมเหตุสมผลก็จะทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีคำสั่งห้ามชุมนุม และระบุว่าสิงคโปร์มีกฎระเบียบที่เคร่งครัดเรื่องการชุมนุมสาธารณะเพื่อรักษาความสงบสุขและความปรองดอง โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกาซาที่ทางการสั่งห้ามกิจกรรมชุมนุมเกือบทั้งหมด

หลังทราบคำตัดสิน นางสาวโกกิลา หนึ่งในจำเลย กล่าวว่า “การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในสิงคโปร์ยังอีกยาวไกล และการอารยะขัดขืนเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อน เราควรมีสิทธิที่จะเดินไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อส่งจดหมายจากประชาชน”

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายสิงคโปร์ ความผิดฐานจัดเดินขบวนในพื้นที่หวงห้ามมีโทษสูงสุดคือจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ในกรณีนี้อัยการไม่ได้เรียกร้องโทษจำคุก และศาลเห็นสมควรให้ลงโทษสถานเบาเป็นโทษปรับตามที่ทนายจำเลยร้องขอ.

ที่มา CNA / BBC

RSF เผยเสรีภาพสื่อดิ่งเหวต่ำสุดในรอบ 25 ปี “ซาอุฯ-จีน-อิหร่าน” รั้งท้าย-ไทยอันดับ 92

RSF เผยเสรีภาพสื่อดิ่งเหวต่ำสุดในรอบ 25 ปี "ซาอุฯ-จีน-อิหร่าน" รั้งท้าย-ไทยอันดับ 92

30 เม.ย. 2569 15:41 น.

RSF เผยเสรีภาพสื่อดิ่งเหวต่ำสุดในรอบ 25 ปี “ซาอุฯ-จีน-อิหร่าน” รั้งท้าย-ไทยอันดับ 92

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) เผยดัชนีเสรีภาพสื่อโลก 2026 พบตกต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี เผยกว่าครึ่งของประเทศทั่วโลกอยู่ในระดับ “ยากลำบาก” หรือ “วิกฤต” ขณะที่ปัจจัยการเมืองและอำนาจรัฐกดดันสื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พบ “ซาอุฯ-จีน-อิหร่าน” รั้งท้าย สหรัฐฯ อยู่ในอันดับ 64 ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 92 จาก 180 ประเทศ

 องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders หรือ RSF) เผยแพร่รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลกประจำปี 2026 ระบุว่าสถานการณ์เสรีภาพสื่อทั่วโลกเลวร้ายลงถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 25 ปี โดยมีประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ลำบาก”  ไปจนถึง “ขั้นวิกฤต”

รายงานระบุว่า สัดส่วนประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีเสรีภาพสื่อในระดับ “ดี” ลดฮวบลงจากร้อยละ 20 เหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 เท่านั้น

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาคือการร่วงลงอย่างรุนแรงของเอลซัลวาดอร์ (อันดับ 143) ที่ดิ่งลงถึง 105 อันดับนับตั้งแต่ปี 2014 และ ไนเจอร์ (อันดับ 120) ที่ร่วงลง 37 อันดับในปีเดียวจากการปราบปรามโดยรัฐบาลทหาร ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย (อันดับ 176) ยังคงรั้งท้ายร่วมกับกลุ่มประเทศอย่าง รัสเซีย อิหร่าน และจีน หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญจากการประหารชีวิตนักคอลัมนิสต์ “ตูร์กี อัล-จัสเซอร์” เมื่อปี 2025

โดยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สถานการณ์ส่วนใหญ่อยู่ในขั้น “ลำบาก” หรือ “วิกฤต” โดยมี จีน (อันดับ 178) เป็นตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุด มีผู้ประกอบวิชาชีพสื่อถูกคุมขังสูงถึง 121 ราย ขณะที่ในฟิลิปปินส์ (อันดับ 114) รัฐบาลใช้วิธีตีตราว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเพื่อปิดปากสื่อมวลชน 

ด้านไทยร่วงลงจากอันดับที่ 85 เมื่อปี 2025 มาอยู่ที่อันดับที่ 92 ขณะที่ในภูมิภาคอาเซียน ติมอร์-เลสเต อยู่ในอันดับที่ดีที่สุด (30) ส่วนประเทศอื่นๆ อยู่ในอันดับที่ไม่ดีนัก เช่น มาเลเซีย (95), สิงคโปร์ (123), อินโดนีเซีย (129), กัมพูชา (151), ลาว (154), เมียนมา (166) และเวียดนาม (174)

ส่วนตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ถูกจัดว่าเป็นภูมิภาคที่ “หายนะ” ที่สุด โดยเฉพาะในฉนวนกาซาที่มีผู้สื่อข่าวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 220 รายจากสงคราม อย่างไรก็ตาม ซีเรีย (อันดับ 141) กลายเป็นจุดที่มีความหวังเพียงหนึ่งเดียว โดยอันดับพุ่งขึ้นถึง 36 อันดับ หลังการล่มสลายของระบอบเผด็จการบาชาร์ อัล-อัสซาด

ขณะที่เสรีภาพสื่อใน สหรัฐอเมริกา (อันดับ 64) ร่วงลง 7 อันดับ จากแรงกดดันทางการเมืองและการโจมตีสื่ออย่างเป็นระบบ ขณะที่ในอาร์เจนตินาและเอลซัลวาดอร์ สื่อมวลชนกำลังเผชิญกับการถูกดำเนินคดีอาญาและการใช้ความรุนแรง

ด้านยุโรปและเอเชียกลาง แม้ประเทศในสหภาพยุโรปจะยังคงครองอันดับต้นๆ แต่เริ่มเห็นสัญญาณลบ เช่น เอสโตเนีย ที่ร่วงลงมาอยู่อันดับ 3 จากแรงกดดันทางการเมือง ส่วนในยุโรปตะวันออกอย่างเบลารุสและรัสเซีย ยังคงอยู่ในระดับต่ำสุดของโลก

คริสตอฟ เดอลัวร์ ผู้อำนวยการ RSF ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำเผด็จการและรัฐบาลในหลายประเทศกำลังใช้ “กฎหมาย” เป็นอาวุธในการเซ็นเซอร์และแพร่กระจายโฆษณาชวนเชื่อ รวมถึงการคุมขังนักข่าวโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม เช่นกรณีใน เอริเทรีย (อันดับ 180) ซึ่งครองอันดับสุดท้ายของโลก และมีการคุมขังนักข่าวต่อเนื่องยาวนานที่สุด

บทสรุปของรายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อเสรีภาพในการนำเสนอความจริงถูกปิดกั้นด้วยอำนาจรัฐและความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนทั่วโลก.

ที่มา Reporters Without Borders / AFP

ผลโพลชี้ชาวสวิสส่วนใหญ่หนุนจำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

ผลโพลชี้ชาวสวิสส่วนใหญ่หนุนจำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

30 เม.ย. 2569 14:15 น.

ผลโพลชี้ชาวสวิสส่วนใหญ่หนุนจำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนล่าสุดในสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 52% สนับสนุนหรือมีแนวโน้มสนับสนุนข้อเสนอจำกัดจำนวนประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคนภายในปี 2050 หลังกังวลปัญหาผู้อพยพพุ่งสูงจนกระทบที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนการลงประชามติกลางเดือนมิถุนายน

ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดที่เผยแพร่โดยกลุ่มสื่อ Tamedia และ 20 Minuten เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (29 เม.ย.)  ระบุว่าเสียงส่วนใหญ่ของชาวสวิตเซอร์แลนด์เริ่มขยับมาสนับสนุนข้อเสนอจำกัดจำนวนประชากรของประเทศไว้ที่ 10 ล้านคน โดยถือเป็นครั้งแรกที่ผลโพลชี้ว่ามีผู้เห็นด้วยเกินครึ่งหนึ่ง ก่อนที่จะมีการลงประชามติจริงในวันที่ 14 มิถุนายนนี้

ผลการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 16,000 คน พบว่า 52% เห็นด้วยหรือมีแนวโน้มจะสนับสนุนร่างประชามติดังกล่าว ขณะที่ 46% คัดค้าน และอีก 2% ยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับนักวิเคราะห์ เนื่องจากโดยปกติแล้ว ข้อเสนอในการลงประชามติของสวิตเซอร์แลนด์มักจะมีคะแนนนิยมลดลงเมื่อใกล้ถึงวันลงคะแนนจริง แต่ในกรณีนี้คะแนนกลับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 45 ในช่วงต้นเดือนมีนาคม

ข้อเสนอนี้ริเริ่มโดย พรรคประชาชนสวิตเซอร์แลนด์ (SVP) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดและเป็นพรรคใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่ระบุว่าจำนวนผู้อยู่อาศัยถาวรในสวิตเซอร์แลนด์จะต้องไม่เกิน 10 ล้านคนก่อนปี 2050 ขณะที่ปัจจุบัน สวิตเซอร์แลนด์มีประชากรอยู่ที่ประมาณ 9.1 ล้านคน โดยเป็นชาวต่างชาติกว่า 27%

ข้อเสนอยังระบุว่า รัฐบาลจะต้องดำเนินมาตรการลดจำนวนผู้อพยพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ลี้ภัย และหากประชากรใกล้แตะระดับเพดาน สวิตเซอร์แลนด์อาจจำเป็นต้องยกเลิกข้อตกลงการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีกับสหภาพยุโรป (EU)

ด้านรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์และกลุ่มผู้นำทางธุรกิจออกมาคัดค้านอย่างรุนแรง โดยเรียกข้อเสนอนี้ว่า “มาตรการสร้างความโกลาหล” พร้อมเตือนว่าหากร่างนี้ผ่านการเห็นชอบ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์พึ่งพาแรงงานต่างชาติอย่างมาก มาตรการนี้จะทำให้บริษัทต่าง ๆ หาพนักงานได้ยากขึ้น

รัฐบาลประเมินว่าอาจส่งผลเสียต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจนับหลายพันล้านฟรังก์ อีกทั้งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความร่วมมือกับสหภาพยุโรป ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนระบุว่าจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อตลาดที่อยู่อาศัย ค่าเช่าบ้านที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงความแออัดของโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของชาวสวิสมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ การลงประชามติจะมีขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าสวิตเซอร์แลนด์จะเลือกเดินหน้าในเส้นทางเศรษฐกิจเสรีต่อไป หรือจะเลือกปิดประตูเพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศตามแนวทางของกลุ่มอนุรักษนิยม.

ที่มา SWI swissinfo.ch / Reuters

โตเกียวระทึก! ชายถือค้อนทำร้ายวัยรุ่น เจ็บ 5 ราย พ่นสารปริศนาใส่ตร.ก่อนหลบหนี

โตเกียวระทึก! ชายถือค้อนทำร้ายวัยรุ่น เจ็บ 5 ราย พ่นสารปริศนาใส่ตร.ก่อนหลบหนี

30 เม.ย. 2569 12:57 น.

โตเกียวระทึก! ชายถือค้อนทำร้ายวัยรุ่น เจ็บ 5 ราย พ่นสารปริศนาใส่ตร.ก่อนหลบหนี

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อชายวัย 44 ปี ใช้ค้อนเป็นอาวุธไล่ทำร้ายวัยรุ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย ก่อนหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ ขณะที่ตำรวจเร่งไล่ล่าตัว

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เหตุการณ์ระทึกครั้งนี้เกิดขึ้นในเมืองฟุซซะ ชานกรุงโตเกียว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยผู้ต้องสงสัยได้ก่อเหตุทำร้ายวัยรุ่นชาย 2 คน บริเวณใกล้บ้านพักของตนเอง

รายงานจาก NHK และ Kyodo News ระบุว่า หนึ่งในเหยื่อได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณใบหน้า ขณะที่อีกรายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่หัวไหล่

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าระงับสถานการณ์ แต่ผู้ต้องสงสัยกลับพ่นสารไม่ทราบชนิดใส่เจ้าหน้าที่ ก่อนอาศัยจังหวะหลบหนีไปได้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก 3 นาย

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจนครบาลโตเกียวยังไม่ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีนี้กับสำนักข่าว AFP และยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมในขณะนี้

ที่มา :channelnewsasia

เมียนมาลดโทษนักโทษทั่วประเทศ 1 ใน 6 “อองซาน ซูจี” ได้อานิสงส์ด้วย

เมียนมาลดโทษนักโทษทั่วประเทศ 1 ใน 6 "อองซาน ซูจี" ได้อานิสงส์ด้วย

30 เม.ย. 2569 12:53 น.

เมียนมาลดโทษนักโทษทั่วประเทศ 1 ใน 6 “อองซาน ซูจี” ได้อานิสงส์ด้วย

รัฐบาลทหารเมียนมา ประกาศลดโทษให้นักโทษทั่วประเทศลงอีก 1 ใน 6 เนื่องในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ส่งผลให้ “อองซาน ซูจี” ได้รับการลดหย่อนโทษเพิ่มเติมเป็นครั้งที่สองในรอบ 1 เดือน ท่ามกลางความกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพ

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำการรัฐประหารที่เพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา ออกประกาศลดโทษให้กับนักโทษทุกคนทั่วประเทศลง 1 ใน 6 ในวันนี้ (30 เม.ย.) เนื่องในโอกาสวันหยุดราชการ ซึ่งมาตรการนี้ครอบคลุมถึงนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนที่ถูกคุมขังอยู่อีกด้วย

แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี โดยขอสงวนนามว่า แม้จะมีการประกาศลดโทษครั้งล่าสุด แต่เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมของเมียนมาไม่มีความโปร่งใส ทำให้ยากจะระบุได้ว่าปัจจุบันนางซูจี วัย 80 ปี เหลือระยะเวลาต้องโทษจริงอีกกี่ปี

แหล่งข่าวระบุว่า “เราทราบเพียงว่าเธอจะได้รับการลดโทษ 1 ใน 6 จากส่วนที่เหลือ แต่เราไม่รู้แน่ชัดว่าจริง ๆ แล้วเธอเหลือโทษจำคุกอีกกี่ปีกันแน่” 

ย้อนกลับไปในปี 2023 นางซูจีเคยได้รับอภัยโทษในบางข้อหา ทำให้โทษจำคุกรวมกว่า 30 ปีถูกลดเหลือ 27 ปี และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ก็ได้ออกคำสั่งลดโทษในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี รวมถึงมีการอภัยโทษให้นายวิน มินต์ อดีตประธานาธิบดีและคนสนิทของนางซูจีด้วย

นักสังเกตการณ์ด้านประชาธิปไตยวิเคราะห์ว่า การประกาศลดโทษแบบหว่านแหครั้งนี้ เป็นเพียงความพยายามในการ “ปรับภาพลักษณ์” ของรัฐบาลทหารเมียนมา หลังจากที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย พยายามเปลี่ยนผ่านตัวเองจากผู้นำทหารมาเป็นประธานาธิบดีพลเรือน ผ่านการเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์ว่ามีการควบคุมอย่างเข้มงวดและกีดกันพรรค NLD ออกจากการเมือง

นอกจากนี้ การผ่อนปรนมาตรการคุมขังบางส่วนถูกมองว่าเป็นเพียง “การสร้างภาพ” ในขณะที่กองทัพเมียนมายังคงเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองทั่วประเทศ นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564

ปัจจุบัน นางอองซาน ซูจี ยังคงถูกคุมขังโดยถูกตัดขาดจากการสื่อสารกับโลกภายนอกเกือบจะโดยสิ้นเชิง ท่ามกลางรายงานข่าวจากครอบครัวของเธอที่ออกมาแสดงความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่ทรุดโทรมลงตามวัย ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนยืนยันว่า ข้อหาทั้งหมดที่เธอได้รับนั้นเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อกันเธอออกจากการเมืองอย่างถาวร.

ที่มา AFP