นพดล วิเคราะห์ยิบ ดีหรือร้าย จีนลงทุนไทย 7 หมื่นล้านบาท

นพดล วิเคราะห์ยิบ ดีหรือร้าย จีนลงทุนไทย 7 หมื่นล้านบาท

นพดล วิเคราะห์ยิบ ดีหรือร้าย จีนลงทุนไทย 7 หมื่นล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

นพดล วิเคราะห์ยิบ ดีหรือร้าย จีนลงทุนไทย 7 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์และที่ปรึกษาคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “ดีหรือร้าย จีนลงทุนไทย 7 หมื่นล้านบาท” โดยมีเนื้อหา ระบุว่า การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มิได้มีความหมายเพียงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยเชื่อมต่อกับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การพบปะผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ได้แก่ Xiaomi, ChangAn, InnoLight และ Eoptolink ซึ่งยืนยันแผนลงทุนและขยายธุรกิจในประเทศไทยรวมกว่า 70,000 ล้านบาท ตลอดจนการหารือเกี่ยวกับการขยายการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคลาวด์ (Cloud) ของ Huawei สะท้อนให้เห็นว่า ไทยกำลังได้รับความสนใจในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า AI ศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ โฟโตนิกส์ และอุปกรณ์สื่อสารความเร็วสูง

คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “จีนลงทุนดีหรือไม่ดี” แต่คือ “ประเทศไทยมีความสามารถในการบริหารโอกาสและความเสี่ยงได้ดีเพียงใด” อย่าปิดประตูประเทศด้วยความหวาดระแวง และอย่าเปิดประตูประเทศโดยปราศจากกติกาและหลักประกันที่เหมาะสม

เพราะในโลกยุทธศาสตร์ยุคใหม่ ประเทศที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ประเทศที่ปฏิเสธการลงทุนจากต่างชาติแต่คือประเทศที่เปลี่ยนการลงทุนจากต่างชาติ ให้กลายเป็นความเข้มแข็งของคนในชาติได้ในระยะยาว
ในฐานะผู้ศึกษาด้านการบริหารความเสี่ยง ความปลอดภัยไซเบอร์ ยุทธศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และระเบียบวิธี จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์และมหาวิทยาลัยมิชิแกน และเคยศึกษาระดับปริญญาโทบางสาขาวิชาด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ผมเห็นว่า ความเสี่ยงที่ต้องจับตาที่สุดไม่ใช่ตัวเลข 70,000 ล้านบาท แต่คือ “ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Risk) ได้แก่ การสูญเสียอำนาจต่อรอง การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากเกินไป และการที่ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทานสำคัญของประเทศ อยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้อื่น โดยที่ประเทศไทยมีทางเลือกไม่เพียงพอ

หากบริหารไม่ดี ตัวเลข 70,000 ล้านบาท อาจเป็นเพียง “ตัวเลขที่สวยงาม” โดยที่คนไทยไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างแท้จริง โดยมีความเสี่ยงที่น่าพิจารณา คือ

1) ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด คือ “การสูญเสียโอกาส”
ความเสียหายที่แท้จริงอาจไม่ใช่การที่จีนเข้ามาลงทุน แต่คือการที่ประเทศไทยไม่สามารถเปลี่ยนเงินลงทุนก้อนนี้ ให้กลายเป็นองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ หากเป็นเช่นนั้น ไทยอาจยังคงติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลางต่อไปอีกหลายทศวรรษ

2) ความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์ ข้อมูล และอธิปไตยดิจิทัล
ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยุคศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบประมวลผลข้อมูลบนเครือข่าย (Cloud Computing) ข้อมูลมิใช่เพียงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ หากแต่ได้กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นผู้ลงทุน แต่ต้องถามว่า ข้อมูลสำคัญของประเทศไทยจะถูกจัดเก็บที่ใด ใครสามารถเข้าถึงหรือควบคุมข้อมูลเหล่านั้นได้ และหากเกิดวิกฤตหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ระบบสำคัญของชาติจะยังคงดำเนินการได้หรือไม่ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีระบบธรรมาภิบาลข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และอธิปไตยทางดิจิทัลที่เข้มแข็ง เพื่อรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติในระยะยาว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นผู้ลงทุน แต่ต้องถามต่อไปว่า ข้อมูลสำคัญของประเทศจะถูกจัดเก็บที่ใด ใครสามารถเข้าถึงหรือควบคุมข้อมูลเหล่านั้นได้ หากเกิดวิกฤตหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ระบบสำคัญของประเทศจะยังคงดำเนินต่อไปได้หรือไม่ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีระบบ Data Governance, Cybersecurity และ Digital Sovereignty ที่เข้มแข็ง เพื่อรักษาความมั่นคงและอำนาจอธิปไตยทางดิจิทัลของประเทศ

3) ความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็นเพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำ
หากไม่มีเงื่อนไขด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาคนไทย ประเทศไทยอาจได้รับเพียงงานระดับปฏิบัติการ ขณะที่องค์ความรู้ สิทธิบัตร การออกแบบ และผลกำไรส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในต่างประเทศ ประเทศไทยอาจได้เพียง “โรงงาน” แต่ไม่ได้ “เทคโนโลยี”

และยังมีความเสี่ยงอื่นอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการใช้แรงงานต่างชาติ ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงตระหนักและเตรียมมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงไว้แล้ว

แต่หากบริหารจัดการได้ดี ในฉากทัศน์ที่คาดการณ์ “ขั้นต่ำ” เป็นอย่างน้อย เงินลงทุนครั้งนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ดีต่อประเทศไทย ภายใน 3–5 ปี เงินลงทุนจากจีน 70,000 ล้านบาท อาจเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับคนไทย ดังนี้

1) งานใหม่ของคนไทย 20,000–28,000 ตำแหน่ง
เทียบเท่าประชาชนหลายหมื่นครอบครัวมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

2) บุคลากรเทคโนโลยีไทยเพิ่มขึ้น 1,500–2,500 คน
ทั้งวิศวกร นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ AI และความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

3) SMEs ไทย 300–500 ราย มีโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
พร้อมเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศประมาณ 14,000–21,000 ล้านบาท

4) งบวิจัย พัฒนา และพัฒนาคนไทยกว่า 1,400–2,100 ล้านบาท
เพื่อสร้างนักวิจัย เทคโนโลยี สิทธิบัตร และนวัตกรรมของประเทศไทยเอง

5) รายได้ภาครัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 1,500–3,000 ล้านบาทต่อปี
ซึ่งสามารถนำกลับมาพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของประชาชน

หากทำได้สำเร็จ เงินลงทุน 70,000 ล้านบาท จะไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่จะหมายถึง คนไทยมีงานทำมากขึ้น คนไทยมีทักษะและเทคโนโลยีมากขึ้น ธุรกิจไทยเติบโตมากขึ้น ประเทศไทยมีรายได้และอำนาจการแข่งขันสูงขึ้น และที่สำคัญที่สุด คือ

ประเทศไทยอาจก้าวจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างเทคโนโลยี” และมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในห่วงโซ่อุปทานของโลก

กล่าวโดยสรุป เราคนไทยต้องกล้าเผชิญโอกาสด้วยความระมัดระวัง แต่ไม่ระแวงจนเกินเหตุ อย่านำความกังวลมาปิดประตูแห่งความเจริญของประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อย่าเปิดประตูจนผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเกิดความสั่นคลอน

ขอให้เราวางใจในกลไกของรัฐภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ พร้อมทั้งช่วยกันส่งสัญญาณ เตือน และเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เกณฑ์ที่จะตัดสินว่า เงินลงทุน 70,000 ล้านบาท จะกลายเป็น “โอกาสครั้งประวัติศาสตร์” หรือเป็นเพียง “ตัวเลขที่ผ่านประเทศไทยไป”…..เกณฑ์นั้นไม่ใช่ “จีน” แต่คือความสามารถของประเทศไทยในการรักษาและเพิ่มพูนผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ

ผมขอฝากข้อเสนอไว้ว่า ประเทศไทยควรเลือก “การเปิดประตูอย่างมียุทธศาสตร์” เพื่อให้การลงทุนทุกบาททุกเงินตราต่างชาติสร้างประโยชน์สูงสุดแก่คนไทย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโทคณะรัฐประศาสนศาสตร์และที่ปรึกษาคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านการจัดการวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และศึกษาระดับปริญญาโทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงด้านการบริหารนโยบายและยุทธศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตลอดจนศึกษาด้าน Data Science และระเบียบวิธีจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และเคยศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ประสบการณ์ดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์การลงทุนครั้งนี้ ทั้งในมิติเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง ความมั่นคงไซเบอร์ การบริหารความเสี่ยง และผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย

“เราไม่ได้มาเรียนจะเป็นฝรั่ง เราเรียนเพื่อเป็นคนไทยที่มีความรู้เสมอด้วยฝรั่ง” พระราชดำรัส รัชกาลที่ ๕

กมธ.ศาสนา วุฒิสภา ลุยผลักดันทางรถไฟสายมรณะ–เชียงใหม่–เชียงแสน สู่มรดกโลกยูเนสโก

กมธ.ศาสนา วุฒิสภา ลุยผลักดันทางรถไฟสายมรณะ–เชียงใหม่–เชียงแสน สู่มรดกโลกยูเนสโก

กมธ.ศาสนา วุฒิสภา ลุยผลักดันทางรถไฟสายมรณะ–เชียงใหม่–เชียงแสน สู่มรดกโลกยูเนสโก

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

กมธ.ศาสนา วุฒิสภา ประกาศขับเคลื่อน“ทางรถไฟสายมรณะ–เชียงใหม่–เชียงแสน”สู่เวทีมรดกโลก ชูทุนวัฒนธรรมไทย สร้างโอกาสเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ขณะที่ “สว.พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร”หนุนผลักดัน ปราสาทหินพิมาย และปราสาทตาเมือนธม เป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเพิ่มโอกาสในการได้รับการรับรองในอนาคต หวังช่วยขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศต่อเนื่อง

23 กรกฏาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา เครือข่ายภาคประชาชน “ชมรมคนรักษ์มรดกโลก” ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา นำโดย นายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกาญจนบุรี นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย และนายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงใหม่ เข้ายื่นข้อเสนอเพื่อผลักดัน ทางรถไฟสายมรณะ จังหวัดกาญจนบุรี เมืองโบราณเชียงแสน และเมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ต่อนางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา

นางเอมอร ศรีกงพาน กล่าวว่า คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และพร้อมประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เนื่องจากทั้งสามพื้นที่ล้วนมีความโดดเด่นด้านประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถต่อยอดสู่การเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยืนยันว่าจะเร่งขับเคลื่อนให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านนายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา กล่าวว่า การเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมทั้งสามแห่งในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่คุณค่าของมรดกไทยสู่ประชาคมโลก พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกเพียง 8 แห่ง จึงยังมีศักยภาพที่จะเพิ่มรายชื่อได้อีก การได้รับการรับรองจากยูเนสโกจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ กระจายรายได้สู่ชุมชน และเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว

นายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นหลักฐานสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สะท้อนความสูญเสีย ความเสียสละ และคุณค่าของสันติภาพ ปัจจุบันยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมรำลึกระดับนานาชาติ อาทิ งาน Anzac Day มาอย่างต่อเนื่อง การผลักดันครั้งนี้จึงมุ่งรักษามรดกแห่งความทรงจำของมนุษยชาติให้คงอยู่ตามมาตรฐานสากล พร้อมยกระดับจังหวัดกาญจนบุรีให้เป็นจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โดยประเทศไทยเคยเสนอพื้นที่แห่งนี้เข้าสู่การพิจารณามาแล้วเมื่อปี 2547

นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า เมืองโบราณเชียงแสนเป็นศูนย์กลางอารยธรรมล้านนายุคต้นที่มีอายุยาวนานกว่า 700 ปี โดดเด่นด้วยผังเมืองโบราณ กำแพงเมือง คูเมือง และโบราณสถานกว่า 140 แห่ง ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาด้านการวางผังเมืองและการบริหารจัดการน้ำของคนในอดีต หากได้รับการขึ้นทะเบียน จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน เพิ่มโอกาสในการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของยูเนสโกตั้งแต่ปี 2558 จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในจังหวัด และล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อเดือนมกราคม 2569 ก่อนส่งเอกสารฉบับสมบูรณ์ไปยังศูนย์มรดกโลก ณ กรุงปารีส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คาดว่าคณะผู้เชี่ยวชาญจะลงพื้นที่ประเมินในเดือนสิงหาคม และเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในช่วงกลางปี 2570 ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเผยแพร่อารยธรรมล้านนาและมรดกพระพุทธศาสนาของไทยสู่เวทีนานาชาติ

ขณะที่นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร สมาชิกวุฒิสภา ได้ร่วมแสดงความเห็นสนับสนุน พร้อมเสนอให้เร่งเตรียมความพร้อมของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพแห่งอื่น อาทิ ปราสาทหินพิมาย และปราสาทตาเมือนธม เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการรับรองในอนาคต อันจะช่วยขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนเปิดเผยว่า ได้จัดทำเอกสารข้อเสนอทางวิชาการอย่างครบถ้วน ทั้งข้อมูลประวัติศาสตร์ คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล       (Outstanding Universal Value) แนวทางการอนุรักษ์ แผนบริหารจัดการพื้นที่ และแนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประกอบการผลักดันเข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของยูเนสโก ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกอย่างเป็นทางการ

โดยคณะทำงานได้จัดทำเอกสารข้อเสนอฉบับสมบูรณ์ (Concept Proposal) ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลประวัติศาสตร์เชิงวิชาการ หลักเกณฑ์ความโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value) แผนบริหารจัดการพื้นที่ และแผนงบประมาณ เพื่อเตรียมยื่นต่อคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนกระทรวงวัฒนธรรม และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก เพื่อผลักดันทั้ง 3 พื้นที่เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของยูเนสโกต่อไป ซึ่งการขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของภาคประชาชนและฝ่ายนิติบัญญัติในการร่วมกันปกป้องมรดกของชาติให้คงอยู่สืบไป พร้อมทั้งสร้างความภาคภูมิใจและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในเวทีโลก

ทางด้าน สมาชิกวุฒิสภาผู้ร่วมยื่นข้อเสนอเห็นพ้องที่จะบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อผลักดันให้ทั้งสามพื้นที่ได้รับการบรรจุเข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ขององค์การยูเนสโก ก่อนก้าวสู่การได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในอนาคต ซึ่งจะเป็นทั้งความภาคภูมิใจของคนไทย และเป็นการสืบทอดมรดกอันทรงคุณค่าสู่คนรุ่นหลังต่อไป

ชัชชาติ ลุยล้างทุจริตทะเบียนราษฎร เพิกถอนสัญชาติ 24 ราย สั่งฟันข้าราชการออก 1 ราย

ชัชชาติ ลุยล้างทุจริตทะเบียนราษฎร เพิกถอนสัญชาติ 24 ราย สั่งฟันข้าราชการออก 1 ราย

ชัชชาติ ลุยล้างทุจริตทะเบียนราษฎร เพิกถอนสัญชาติ 24 ราย สั่งฟันข้าราชการออก 1 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

“ชัชชาติ”ลุยล้างทุจริตทะเบียนราษฎร เพิกถอนสัญชาติ 24 ราย สั่งฟันข้าราชการออก 1 ราย ย้ำสืบถึงต้นตอ”ผิดก็ต้องฟัน” ให้ทุกเขตตรวจสอบละเอียด พบผิดปกติ 6 เขต

23 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องอมรินทร์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า)  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการป้องปรามการทุจริตทางทะเบียน กรณีการตรวจพบการแจ้งเกิดและออกสูติบัตรเท็จให้แก่บุตรของมารดาชาวต่างด้าวโดยระบุชื่อบิดาเป็นคนไทยเพื่อให้ได้รับสัญชาติไทย โดยการประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย กรมการปกครอง, พล.ต.ต. ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผบช.สพฐ. และ รองเลขาธิการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC), พล.ต.อ. อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร และนางคัชรินทร์ เจียมศรีพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัล เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

นายชัชชาติ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้พบความผิดชัดเจนในกรณี “พ่อทิพย์” ที่นำชื่อชายไทยมาสวมเป็นบิดาเพื่อขอสัญชาติไทย โดยยืนยันตัวเลขเด็กที่ตรวจสอบพบการกระทำผิดจริงแล้วจำนวน 24 ราย ซึ่ง กทม.ได้สั่งให้ออกพนักงานราชการไปแล้ว 1 รายที่เกี่ยวข้องในระดับเขต พร้อมระบุว่าขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่วันแรกที่ทราบเรื่อง โดยมีรองปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อเร่งประสานกรมการปกครองในการถอนสัญชาติและสำรวจตัวเลขผู้ที่เข้าข่ายความเสี่ยงให้ชัดเจน เช่น กรณีบิดาชาวไทยที่มีภรรยาหลายคนและล้วนเป็นชาวต่างชาติทั้งหมดซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

นายชัชชาติ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งพบข้อมูลว่ามีการขายแพ็กเกจสำหรับการกระทำดังกล่าว ในส่วนของ กทม. จะตรวจสอบวินัยระเบียบราชการและแนวปฏิบัติภายในเขต เช่น การตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่คนเดียวที่ติดต่อกับโรงพยาบาลหรือไม่ ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยง ส่วนการตรวจสอบเชิงลึกในโรงพยาบาลเอกชนจะเป็นหน้าที่ของกรมการปกครองและสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.) ทั้งนี้พบความผิดปกติใน 6 เขตพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับจำนวนโรงพยาบาลในพื้นที่นั้น ๆ เช่น เขตราชเทวีที่มีโรงพยาบาลถึง 13 แห่ง จึงต้องสืบสวนหาต้นตอต่อไปโดยยืนยันว่าจะไม่ปกป้องใครเพราะความผิดนี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติ

“ปัญหาหนึ่งที่อาจจะเจอในอดีตคือ บางครั้งเจ้าหน้าที่เราก็อาจจะให้ความไว้วางใจกับทางโรงพยาบาล เพราะเขามีความน่าเชื่อถือ ส่งข้อมูลมาบางทีเจ้าหน้าที่อาจไม่ได้คิดว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้ตรวจสอบละเอียด ซึ่งการทุจริตก็คงมีเพราะเรามีการให้พนักงานออกไปแล้ว แต่บางทีมันอาจเป็นเรื่องความคาดไม่ถึงว่าจะมีการทุจริตแบบนี้และเป็นการเชื่อโรงพยาบาลด้วย ซึ่งเราต้องไปสืบถึงต้นตออีกทีหนึ่ง แต่เราไม่ได้ปกป้องใคร ผิดก็ต้องฟัน เพราะถือว่ามีความเสียหายกับเศรษฐกิจของชาติอย่างมาก” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ด้าน นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ระบุว่าได้รับสั่งการจากผู้ว่าฯ ให้ตรวจสอบทุกเขต โดยเฉพาะความรัดกุมในการแจ้งเกิดกรณีมารดาเป็นชาวต่างด้าวและบิดาเป็นชาวไทย ซึ่งเบื้องต้นได้รับรายงานพบประเด็นปัญหาใน 8 สำนักงานเขต นอกเหนือจากเขตธนบุรีที่ปรากฏเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้

มาตรการใหม่จะกำหนดให้มีการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น จำนวนบุตรของบิดาชาวไทยว่าเกิดจากมารดาคนเดียวกันหรือไม่ และเพิ่มขั้นตอนให้หัวหน้าฝ่ายทะเบียนระดับชำนาญการพิเศษเป็นผู้อนุมัติและตรวจสอบอีกครั้ง พร้อมทำสมุดคุมการแจ้งเกิดกรณีกลุ่มเสี่ยงนี้เป็นการเฉพาะ

สำหรับรายชื่อ 24 รายที่ยืนยันความผิดแล้ว สำนักงานเขตจะดำเนินการยกเลิกเพิกถอนสูติบัตรใบเดิมและออกใบใหม่ที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงให้แก่เด็ก ส่วนเคสที่อยู่ระหว่างเฝ้าระวังจะแจ้งกรมการปกครองเพื่อระงับการเคลื่อนไหวทางทะเบียนหรือ “ล็อกข้อมูล” ไว้ก่อน หากไม่สามารถตรวจ DNA ได้หรือไม่มาให้ข้อเท็จจริงตามระเบียบก็จะดำเนินการเพิกถอนตามขั้นตอน ซึ่งโมเดลการทำงานนี้จะใช้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ขณะที่ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันสามฝ่ายระหว่าง กทม. กรมการปกครอง และตำรวจ เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีให้รวดเร็วขึ้น โดยระบุว่าปัญหาสำคัญคือการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังเพื่อหาจำนวนรายที่แท้จริง ซึ่งหากมีหลักฐานเพียงพอจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายโดยไม่เว้น เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลการตรวจสอบในอีกหลายเขตพื้นที่รอยต่อในกรุงเทพมหานคร

นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การเพิกถอนสูติบัตรเป็นอำนาจของนายทะเบียนท้องถิ่น โดยปัจจุบันสำนักงานเขตได้ดำเนินการเพิกถอนสูติบัตรไปแล้ว 24 ราย และออกสูติบัตรรายการที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงให้ใหม่ทันที

สำหรับการตรวจสอบการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานที่กรมการปกครองได้สั่งการหรือมีมาตรการไว้อยู่แล้ว ขณะที่กรณีเฝ้าระวัง กรุงเทพมหานครจะออกมาตรการล็อกการเคลื่อนไหวทางทะเบียนไว้ก่อน  และแจ้งมาให้ข้อเท็จจริง หากไม่เข้ามาโต้แย้งสิทธิ์ก็จะมีการเพิกถอนสูติบัตร

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการตรวจสอบการรับแจ้งเกิด กรณีบิดาเป็นคนไทยและมารดาเป็นคนต่างด้าว ระหว่างปี 60-69 พบความผิดปกติอยู่ 8 เขต รวม 633 กรณี ได้แก่ เขตธนบุรี มีมูลบิดาเป็นเท็จ 22 กรณี มีเหตุอันควรสงสัย 92 กรณี เขตบางกอกน้อย พบความเสี่ยงสูง 3 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 4 กรณี เขตบางขุนเทียน มีมูลบิดาเป็นเท็จ 3 กรณี มีความเสี่ยงสูง 1 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัยอีก 268 กรณี เขตบางรัก มีความเสี่ยงสูง 2 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 27 กรณี เขตภาษีเจริญ มีมูลบิดาเป็นเท็จ 2 กรณี มีความเสี่ยงสูง 17 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 103 กรณี เขตคลองสาน มีเหตุอันควรสงสัย 2 กรณี เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีความเสี่ยงสูง 5 กรณีและมีเหตุอันควรสงสัย 4 กรณี และ เขตห้วยขวาง มีมูลบิดาเป็นเท็จ 5 กรณี มีความเสี่ยงสูง 17 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 66 กรณี

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบการออกใบสูติบัตรให้ชาวต่างชาติ ย้อนหลังไป 10 ปี พบมี 1,400 ราย หากพบมีมูลเป็นเท็จ จะยกเลิกใบสูติบัตร หากพบมีความเสี่ยงสูงหรือมีเหตุอันควร จะล็อกการเคลื่อนไหวทางทะเบียนไว้ก่อน  และแจ้งมาให้ข้อเท็จจริง หากไม่เข้ามาโต้แย้งสิทธิ์ จึงจะมีการเพิกถอนสูติบัตร

ขณะที่ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ. และรองเลขาธิการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กล่าวว่า ที่ผ่านมาตำรวจได้ดำเนินการร่วมกับกรมการปกครองอยู่แล้ว และวันนี้ได้จับมือกับ กทม.เพื่อ เดินหน้าให้รวดเร็ว เชื่อว่ากรณีที่เกิดขึ้นใหม่ไม่น่าจะมีแล้วเพราะมาตรการฝ่ายปกครองเข้มงวด แต่ปัญหาคือ การตรวจสอบย้อนหลังว่ามีกรณีทณีกระทำผิดกี่ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

อันดับแรกคือ ต้องดำเนินการยกเลิกสูติบัตร หากมีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีก็ต้องดำเนินคดีทุกราย เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นภัยความมั่นคง ยืนยันว่าจะดำเนินการร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ เช่นเดียวกับกรณีที่นายปิยรัฐ จงเทพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ได้ร้องเข้ามา อยู่ระหว่างการดำเนินการอีกหลายเขต

กิตติพงค์ ผิด ม.112 ศาลจังหวัดเวียงสระ สั่งจำคุก 2 ปี 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี

กิตติพงค์ ผิด ม.112 ศาลจังหวัดเวียงสระ สั่งจำคุก 2 ปี 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี

กิตติพงค์ ผิด ม.112 ศาลจังหวัดเวียงสระ สั่งจำคุก 2 ปี 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

23 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลจังหวัดเวียงสระพิพากษาคดี ม.112 จำคุก ‘กิตติพงค์’ 2 ปี 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี กรณีถูกกลุ่มปกป้องสถาบันฯ กล่าวหาเหตุโพสต์เฟซบุ๊ก 2 โพสต์

วันที่ 23 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นัดฟังคำพิพากษาคดีของ กิตติพงค์ จวนวันเพ็ญ พ่อค้าเสื้อผ้าจากกรุงเทพฯ วัย 46 ปี ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีแชร์ภาพในเฟซบุ๊กพร้อมเขียนข้อความ 2 โพสต์ในช่วงปี 2568

ศาลพิพากษาจำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษเหลือจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมสองกระทงเป็นจำคุก 2 ปี 12 เดือน และให้รอลงอาญา 2 ปี

คดีนี้มี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้ไปแจ้งความกล่าวหา โดยมีพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาคือ กรณีโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ผู้โหนและคลั่งสถาบันกษัตริย์ และกล่าวถึงกรณีวางตัวไม่เหมาะสมจากการประทับในประเทศเยอรมัน จำนวน 2 โพสต์ เมื่อเดือน มี.ค.- เม.ย. 2568

กิตติพงค์ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2568 บริเวณย่านบางบอน กรุงเทพฯ ตามหมายจับของศาลจังหวัดเวียงสระ ที่ 226/2568 ลงวันที่ 10 มิ.ย. 2568 โดยกิตติพงค์ระบุว่าเขาไม่เคยได้รับหมายเรียกมาก่อน พร้อมถูกตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง

จากนั้นกิตติพงค์ถูกนำตัวไปทำบันทึกการจับกุมที่​ สน.บางขุนเทียน โดยไม่มีทนายความอยู่ร่วมด้วย และถูกส่งตัวไปยัง สภ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี สถานีตำรวจท้องที่ที่รับผิดชอบคดี โดยถูกส่งตัวมาถึงในช่วงเช้าของวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนทราบเหตุและประสานทนายความเข้าร่วมกระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำในช่วงบ่าย

ภายหลังการแจ้งข้อกล่าวหาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงควบคุมตัวกิตติพงค์ไว้ที่ สภ.ชัยบุรี อีกหนึ่งคืน ก่อนช่วงเช้าวันต่อมา (14 มิ.ย. 2568) กิตติพงค์ถูกนำตัวไปศาลจังหวัดเวียงสระเพื่อขอฝากขัง ต่อมาเขาได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 100,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ศาลได้กำหนดเงื่อนไขว่า ห้ามกระทำการในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้อีก

จากนั้น ศาลได้กำหนดนัดให้ผู้ต้องหามารายงานตัวทุก 12 วัน ตามระยะเวลาฝากขังแต่ละครั้ง โดยเขาต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปที่ศาลทุกครั้งในรอบเกือบ 2 เดือนดังกล่าว และในนัดรายงานตัวเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568 พบว่าอัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้วเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ต่อมาศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นพิจารณา โดยใช้หลักทรัพย์เดิมจากชั้นฝากขัง

ในนัดคดีช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กิตติพงค์ประสบอุบัติเหตุขาหักต้องเข้ารับการผ่าตัด ทำให้คดีต้องเลื่อนออกมา ก่อนในนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2569 กิตติพงค์เปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามที่ถูกฟ้อง พร้อมยื่นคำแถลงประกอบคำรับสารภาพ ศาลมีคำสั่งให้สืบเสาะและพินิจจำเลย และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 23 ก.ค. 2569 โดยก่อนหน้านั้นเขาต้องเดินทางไปพบเจ้าพนักงานคุมประพฤติทั้งในพื้นที่บางบอนและเดินทางมาที่สุราษฎร์ธานีอีก 1 ครั้ง

* พิพากษา ‘กิตติพงค์’ ผิดตามมาตรา 112 ให้จำคุก 2 ปี 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี

วันนี้ (23 ก.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 7 กิตติพงศ์ ซึ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯ พร้อมด้วยทนายความมาฟังคำพิพากษา จากนั้นศาลจึงเริ่มอ่านคำพิพากษา สรุปใจความสำคัญได้ว่า

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุลดโทษ ตามประมวลฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกสองกระทงเป็น 2 ปี 12 เดือน

เห็นว่า จำเลยสำนึกผิดและประสงค์จะทำงานจิตอาสา เป็นการกระทำความผิดครั้งแรก ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และกระดูกเข่าขวาแตก เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี มีเหตุบรรเทาโทษ จึงให้รอการลงโทษ 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติสี่ครั้ง ภายในระยะเวลาคุมประพฤติ ห้ามทำกิจกรรมและทำความผิดซ้ำเดิมคดีนี้ ทำกิจกรรมบริการสังคม 12 ชั่วโมง ให้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมเพื่อส่งเสริมค่านิยมในความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างน้อย 1 โครงการ

โดยสรุปแล้ว ศาลพิพากษาว่ากิตติพงศ์มีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ให้จำคุก 2 ปี 12 เดือน และให้รอการลงโทษ 2 ปี

หลังศาลอ่านคำพิพากษา กิตติพงค์จึงเดินทางไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้ทำเรื่องขอรายงานตัวมายังพื้นที่อยู่อาศัยต่อไป

คดีนี้นับเป็นอีกหนึ่งคดีที่พบว่ามี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้แจ้งความคดีมาตรา 112 และ 116 ไว้ในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้ โดยใช้วิธีการกล่าวหากระจายไปในหลายสถานีตำรวจ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่ามีผู้ถูกแจ้งข้อหาแล้วไม่น้อยกว่า 19 คดี ทั้งในจังหวัดพัทลุง สงขลา กระบี่ ตรัง สุราษฎร์ธานี รวมทั้งในกรุงเทพฯ โดยส่วนใหญ่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกแจ้งความ ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดี

– อ่านข่าวบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/85136

– ฐานข้อมูลคดีนี้: https://database.tlhr2014.com/public/case/2081/

– อ่านรายงานปัญหาการดำเนินคดีทางไกล: https://tlhr2014.com/archives/84147

นายกฯ ไม่หวั่น ไต้หวัน ออกแถลงการณ์ผิดหวังไทย ยันไทยยึดนโยบาย จีนเดียว

นายกฯ  ไม่หวั่น ไต้หวัน ออกแถลงการณ์ผิดหวังไทย ยันไทยยึดนโยบาย จีนเดียว

นายกฯ ไม่หวั่น ไต้หวัน ออกแถลงการณ์ผิดหวังไทย ยันไทยยึดนโยบาย จีนเดียว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

นายกฯ  ไม่หวั่น ไต้หวัน ออกแถลงการณ์ผิดหวังไทย ปมเห็นพ้องจีนประกาศถ้อยแถลง ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ยืนยันไทยยึดนโยบาย จีนเดียว มั่นใจไม่กระทบฟรีวีซ่า-แรงงานไทย ย้ำสัมพันธ์สองชาติเข้าใจกันดี ไม่ต้องชี้แจงท่าทีไทย

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการร้องเพลง “เถียนมี่มี่” ของนายกรัฐมนตรีที่กำลังส่งผลกระทบบานปลาย เพราะถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดทางการทูตที่มองข้ามเรื่องความอ่อนไหวเรื่องไต้หวัน ว่า ไทยยืนนโยบาย ”จีนเดียว“ มาโดยตลอด ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เรื่องความร่วมมือต่างๆ หากไม่ขัดกับนโยบายไทยก็ไม่ปิดกั้น เพราะสำหรับไทยก็คือนโยบายจีนเดียว 

ผู้สื่อข่าวถามถึงแถลงการณ์ของไต้หวันที่แสดงความผิดหวังกับท่าทีของไทยในลงนามในถ้อยแถลงร่วมไทย-จีน ที่อ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน นายอนุทิน กล่าวว่า มันก็เป็นท่าทีของเขา เราก็รับทราบ ซึ่งนโยบายเรามีความชัดเจน

เมื่อถามว่า ท่าทีของไต้หวันจะส่งผลกระทบกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีผลกระทบในด้านนั้น 

เมื่อถามว่า หลังจากนี้รัฐบาลไทยจะมีนโยบายทางการทูตอะไรที่จะไปทำความเข้าใจกับไต้หวันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เข้าใจกันอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ไต้หวันจะมองว่าไทยเอนเอียงไปทางจีนไปร่วมกดดันเขาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า นโยบายของเรา ”จีนเดียว“ ไม่เอนเอียง เมื่อถามว่า กระแสโซเชียลของไต้หวันกำลังมาแรง นายกฯ กล่าวว่า กระแสไม่พูดถึง 

เมื่อถามถึงกรณีที่ไต้หวันจะยกเลิกฟรีวีซ่าไทย และส่งกลับแรงงานไทย นายกฯ กล่าวว่า นโยบายของไทยมีความชัดเจน 

เมื่อถามว่า เราต้องทำเรื่องชี้แจงท่าทีของไทยไปยังไต้หวันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า นโยายของไทยมีความชัดเจน 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ จำคุก 4 เดือน ปัณณพัทธ์ คดีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา ปี 64

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ จำคุก 4 เดือน ปัณณพัทธ์ คดีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา ปี 64

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ จำคุก 4 เดือน ปัณณพัทธ์ คดีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา ปี 64

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

23 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา หรือ #ม็อบ1กุมภา2564 ลงโทษปัณณพัทธ์ ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จำคุก 4 เดือน ปรับ 14,000 บาท ก่อนให้รอการลงโทษไว้

พร้อมโพสต์ในคอมเมนต์ ระบุว่า วันที่ 23 ก.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา หรือ #ม็อบ1กุมภา2564 ของ “ปัณณพัทธ์ จันทนางกูล” กับพวกรวม 7 คน ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, “มั่วสุมกันใช้กำลังประทุษร้ายฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215,“ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน” มาตรา 138 ประกอบมาตรา 140 และ “ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 297

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 (ปัณณพัทธ์) ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตาม ม.138 จำคุก 6 เดือน ปรับ 21,000 บาท กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 14,000 บาท

ส่วนจำเลยที่ 2 (เกียรติศักดิ์ พันธุ์เรณู) พิพากษาลงโทษฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตาม ม.140 จำคุก 3 ปี ปรับ 30,000 บาท กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงเหลือโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท

สำหรับจำเลยที่ 3 – 7 ได้แก่ หัสดินทร์, พัชรวัฒน์, ใบบุญ, ณัฐพงศ์ และชาญชัย ตามลำดับ พิพากษาลงโทษฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน จำคุก 4 ปี ปรับ 60,000 บาท กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงเหลือโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 30,000 บาท

ทั้งนี้ โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 – 7 ศาลอุทธรณ์กำหนดให้รอการลงโทษไว้ ขณะนี้ปัณณพัทธ์ได้ถูกควบคุมตัวไปยังใต้ถุนศาลเพื่อดำเนินการชำระค่าปรับต่อไป

ย้อนอ่านข่าวคดีนี้: https://tlhr2014.com/archives/58578

นายกฯ ประณามเหตุลอบทำร้ายทหารพราน-ปชช. สั่ง รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ พร้อมเยียวยาสูงสุด

นายกฯ ประณามเหตุลอบทำร้ายทหารพราน-ปชช. สั่ง รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ พร้อมเยียวยาสูงสุด

นายกฯ ประณามเหตุลอบทำร้ายทหารพราน-ปชช. สั่ง รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ พร้อมเยียวยาสูงสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

นายกฯ ประณามเหตุลอบทำร้ายทหารพราน-ปชช. ที่ จ.นราธิวาส สั่ง รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ พร้อมเยียวยาสูงสุด 

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประณามเหตุก่อการร้ายนราธิวาส คนร้ายใช้อาวุธปืนยิง และขว้างระเบิดไปป์บอมบ์เข้าใส่จุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ชาวบ้านบาดเจ็บ 2 ราย เป็นการกระทำอุกอาจ สั่งติดตามผู้กระทำผิดใช้กฏหมายเด็ดขาดให้รับโทษสูงสุด 

นายกรัฐมนตรีประณามขบวนการก่อการร้าย เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเจรจา การพูดคุยสันติภาพ รัฐต้องหาแนวทางปรับปรุงการทำงาน ให้มีการข่าวที่รวดเร็ว และมีมาตรการป้องกันเหตุ ป้องกันตัวเองของเจ้าหน้าที่ที่ดีกว่านี้ 

นายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ก่อเหตุ โดยได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการกำลังเร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด 

พร้อมย้ำว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการก่อเหตุอุกอาจ มีลักษณะเป็นการก่อการร้ายที่มุ่งสังหารเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจน เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งรัฐบาลจะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดและไม่ยอมให้ผู้ก่อเหตุลอยนวล

มากไปกว่านั้น นายกฯยังได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเดินทางลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว  รวมทั้งให้ทุกหน่วย เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ สร้างความเชื่อมั่น และกำลังใจให้พี่น้องประชาชน 

“นายกรัฐมนตรีขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวทหารกล้าที่เสียสละและประชาชนผู้ได้รับบาดเจ็บ มอบหมายให้ต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือและดูแลทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้ได้รับผลกระทบ โดยให้เยียวยาสูงสุดตามระเบียบกำหนดไว้” โฆษกรัฐบาล กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี แต่ในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่องจากการปฏิบัติการของขบวนการก่อการร้ายที่มีเป้าหมายสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนและมุ่งทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมและภัยต่อความมั่นคงของชาติที่ไม่อาจเจรจาต่อรองได้รัฐบาลจะดำเนินการจัดการด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่

นายกฯ นำประชุม คตท. ลั่น ไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้

นายกฯ นำประชุม คตท. ลั่น ไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้

นายกฯ นำประชุม คตท. ลั่น ไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

นายกฯ นำประชุม คตท. ลั่น ไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้ ยกตัวอย่างทุจริตท้องถิ่นตอนนี้แข่งกันทำงานแล้ว บอกให้ความร่วมมือทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติ  

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ  น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะกรรมการเข้าร่วม โดยนายอนุทิน กล่าวเปิดประชุมตอนหนึ่งว่า ในเวทีนานาชาติเราได้รับความเชื่อมั่นและเป็นที่ไว้วางใจจากนานาชาติ หัวใจของการปฏิรูปไม่ใช่แค่เพียงป้องกันการทุจริต แต่เป็นการยึดมั่นในหลักนิติธรรม ความโปร่งใสความรับผิดชอบและการตรวจสอบได้ ซึ่งเราต้องยอมรับว่าระบบมีช่องว่าง ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการเพิ่มคะแนนหรือจัดลำดับให้ดีขึ้น ลำดับที่เป็นความรู้สึกของประชาชนตนไม่นับ เพราะไปถามใครคนที่ไม่ชอบรัฐบาลก็บอกโกง คนชอบรัฐบาลก็บอกไม่โกงหาสาระอะไรไม่ได้ หาหลักฐานการอ้างอิงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องยึดถือเรื่องการอ้างอิง และมีหลักฐานมาประกอบเพื่อให้เป้าหมายของเราถูกต้อง

นายอนุทิน กล่าวว่า การที่เราไปถามว่าความรู้สึกของประชาชนทั้งในและนอกประเทศเป็นอย่างไรต่อเรื่องคอรัปชั่นแล้วได้คำตอบว่าไม่ดีระดับลดลงไปในอีกทางหนึ่งก็ทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหายลงไปด้วย เราต้องมาเน้นเรื่องการป้องกันและปราบปรามดำเนินคดีอย่างเข้มงวดอย่างที่สุดตรงนี้คือสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการมาโดยตลอด เราได้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับการคอรัปชั่นทุกรูปแบบ การค้ายาเสพติด ปราบปรามสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ มีการฟอกเงินมีการยึดทรัพย์จำนวนมาก ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้รายงานมาตลอดว่าช่วงที่รัฐบาลนี้เข้ามามีการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดกฎหมายไปแล้วประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เป็นสิ่งที่จับต้องได้มีหลักฐานอย่างชัดเจนและยังมี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ปปท.) คอยเป็นผู้ที่ดำเนินการสอบสวนแจ้งความดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิด 

นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานรับผิดชอบด้านนี้มากมาย ยกตัวอย่างเรื่องการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น คนบอกว่าให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องสอบสวนเองเท่ากับเอาจำเลยมาสอบตัวเองไม่ใช่เลย เพราะมีหน่วยงานที่เริ่มทำมาอยู่แล้ว อย่างป.ป.ช. ปปง. ปปท. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงมีคณะกรรมการที่ตนแต่งตั้งให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธาน ได้สืบสวนสอบสวนขยายผลและประสานทุกหน่วยงานทำให้การปราบปรามดำเนินคดีและการดำเนินการต่อการทุจริต เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ยิ่งตอนนี้เหมือนแข่งกันทำด้วยซ้ำ ตนเชื่อว่าไม่มีหน่วยงานไหนหรือคนที่พยายามวิ่งเต้นหลุดคดีสามารถไปทำเช่นนั้นได้ เพราะมีหน่วยงานคู่ขนานทำงานอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนของรัฐบาลในการเข้าไปสร้างระบบ และสร้างความน่าเชื่อถือในการเร่งรัดป้องกันปราบปรามการกระทำทุจริตทุกรูปแบบ

และยังมี คตท.ชุดนี้ที่ประชุมกันอยู่ ก็ขอความร่วมมือให้เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงประสานงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ภาควิชาการให้ทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกันมีเป้าหมายเดียวกัน และผลักดันการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบและกระบวนการ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดใช้ดุลยพินิจเพื่อความโปร่งใสและยกระดับการต่อต้านทุจริต จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสู่การป้องกันเชิงระบบอย่างยั่งยืน รัฐบาลชุดนี้พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานของคตท.อย่างเต็มที่และขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันทำงานด้วยความมุ่งมั่น กล้าปรับเปลี่ยนกล้าปฏิรูป และยืนยันสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับภาครัฐไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีธรรมาภิบาลโปร่งใสได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักลงทุนและนานาประเทศ ตนยินดีมากที่ได้ทำงานร่วมกับพวกท่านในที่นี้

นายกฯ นำแถลงปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายแก๊งลับลอบใช้ไฟหลวง ขุดบิตคอยน์ เสียหาย 280 ล้าน

นายกฯ นำแถลงปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายแก๊งลับลอบใช้ไฟหลวง ขุดบิตคอยน์ เสียหาย 280 ล้าน

นายกฯ นำแถลงปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายแก๊งลับลอบใช้ไฟหลวง ขุดบิตคอยน์ เสียหาย 280 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

“นายกฯ”นำแถลงปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายแก๊งลับลอบใช้ไฟหลวง ขุดบิตคอยน์ เสียหาย 280 ล้าน ยึดของกลาง 200 ล้านบาท ลั่น”กฟน.-กฟภ.”ต้องรู้เรื่อง ตามยึดทรัพย์จ่ายคืนค่าเสียหาย สั่ง”ศุลกากร”วางหลักเกณฑ์นำเข้า ขอ ปชช.มั่นใจ ตามลากคนผิดลงโทษ เตือนอย่าหลงเป็นเหยื่อเอี่ยวธุรกิจผิด

23 กรกฎาคม 2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานงานแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT บุกตรวจค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงส์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมแถลงข่าว

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามทางเทคโนโลยีทุกรูปแบ บโดยเฉพาะการลักลอบการใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการขุดเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นการเอาเปรียบสังคมสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อของการบังคับใช้กฎหมายของประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ให้ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อสืบสวนขยายผล และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นายทุน ผู้สนับสนุน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องโดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ

นายกฯ กล่าวว่า การดำเนินการของรัฐไม่ได้มุ่งหมายเพียงการจับกุมหรือยึดของกลางเท่านั้น แต่มุ่งตัดวงจรอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์พร้อมทั้งจะใช้มาตรการทางกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการดำเนินคดี การติดตามทรัพย์สิน และการขยายผลไปยังเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ โดยที่รัฐบาลจะสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัลที่ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม แต่จะไม่ยอมให้ใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางในการลักลอบใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคของประเทศ

ดังนั้น ขอให้ประชาชนได้มั่นใจว่ารัฐบาลจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับการเฝ้าระวัง และการตรวจสอบเชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และจะรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับความเสียหายสูงสุดของการลักลอบใช้ไฟฟ้าสาธารณะ คือการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในการลักลอบต่อสายตรงผ่านหม้อแปลงต่างๆ ซึ่งธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสียหายแก่ภาครัฐ จึงต้องทีการดำเนินการอย่างเต็มที่ยึดทรัพย์อย่างเดียวไม่พอ เพราะทรัพย์สินเหล่านี้จะมีมูลค่าต่อเมื่อเอามาประกอบธุรกรรม แต่ถ้าแยกชิ้นส่วนขายทอดตลาดแทบจะไม่มีราคา เพราะทรัพย์สินทางด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และเกิดความเสียหายง่าย

“จับมาแล้วนำมายึดอายัดไว้ภายใน 2 – 3 เดือน ของเหล่านี้ก็หมดสภาพ เราจึงไม่เน้นเรื่องนี้ แต่จะเน้นว่าใครเป็นผู้สนับสนุน ผู้ประกอบการ หรือใครเป็นลูกค้า และมีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดที่ปล่อยให้มีการลักลอบใช้ไฟฟ้า โดยที่จะบอกว่าไม่ทราบไม่ได้ เพราะการใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมากขนาดนี้ ผมมั่นใจว่า ทางการไฟฟ้าภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง จะต้องมีมีระบบมอนิเตอร์ว่ากระแสไฟถูกนำไปใช้ต้นทาง และปลายทางถูกนำไปแยกสายโดยที่ทำให้ไม่อยู่ในระบบ เราจึงต้องติดตามดำเนินคดียึดทรัพย์ยึดเงินลงทุนต่างๆให้เป็นของรัฐมากที่สุด เพื่อทดแทนความเสียหายที่พวกเขาได้ทำไป” นายกฯ กล่าว

นอกจากนี้ นายกฯ ระบุว่า จะสั่งการให้กรมศุลกากรได้เข้ามาช่วยวางหลักเกณฑ์ว่าของเหล่านี้เข้ามาในประเทศได้อย่างไร เพราะไม่ได้เมดอินไทยแลนด์แน่นอน แต่เป็นการนำเข้า ต้องตรวจสอบว่านำเข้ามาเป็นสินค้าอะไร และนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณรมว.ยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ปฏิบัติภารกิจนี้ด้วยความเข้มแข็ง สามารถทลายเครือข่ายขุดบิตคอยน์ได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลให้คำยืนยันอีกครั้งว่า เราจะบังคับใช้กฎหมายเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะขยายผลดำเนินคดีต่อไป และขอเตือนไปยังผู้ที่ประกอบธุรกิจเช่นนี้ว่าขอให้เลิก เพราะการตรวจสอบการขยายผลจะเข้มข้นไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งฝ่ายปกครอง และตำรวจแต่ละพื้นที่จะรับช่วงต่องานนี้ไป ดังนั้น ท่านจะไม่รอดเป็นอันขาด และขอเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเป็นเหยื่อธุรกิจเช่นนี้ เพราะเป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ไม่สามารถฟ้องร้องค่าเสียหาย และไม่สามารถเรียกทรัพย์สินอื่นๆมาทดแทนได้แต่อย่างใด ถ้าอยากจะลงทุนให้ไปลงทุนในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่าให้มิจฉาชีพเหล่านี้มาสร้างความไม่มั่นคงกับเงินออมเงินเก็บของพวกท่าน เพราะจะไม่มีทางได้กลับคืนมาอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลทั่วไป พร้อมตรวจยึดเครื่องขุดจำนวนมากที่เชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ดีเอสไอร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT เข้าตรวจค้น 7 จุดในจังหวัดสมุทรสาคร และนครปฐม หลังพบเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อดำเนินกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล ด้วยการต่อตรงระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง 22 กิโลโวลต์ โดยไม่ผ่านเครื่องวัดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริเวณ (บูชชิ่ง) ด้านแรงสูงของหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งได้ตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลจากทั้ง 2 จุด ได้ประมาณ 1,900 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าของกลางประมาณ 200 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าความเสียหายจากการลักลอบใช้ไฟฟ้าในโรงงานทั้ง 2 แห่ง เบื้องต้นประมาณ 280 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้เข้าตรวจค้นบ้านพักอาศัย และสำนักงานของกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง รวม 5 แห่ง ในพื้นที่จ.สมุทรสาคร และจ.นครปฐม โดยตรวจพบผู้เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจยึดเอกสาร และพยานหลักฐานสำคัญจำนวนมาก ซึ่งสามารถขยายผลดำเนินคดี รวมถึงอาจนำไปสู่การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

ดีเอสไอ แจงบทบาท คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

ดีเอสไอ แจงบทบาท คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำ  ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

ดีเอสไอ แจงบทบาท คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

“ยุทธนา” เผย ดีเอสไอแค่ร่วมไต่สวนคดีทุจริตสอบเข้าท้องถิ่น-ฉ้อโกง บอก ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 23 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ดีเอสไอสอบสวนในส่วนของคนที่ไปหลอกลวง ฉ้อโกง เป็นการตั้งเรื่องสืบสวนในกรณีที่มีผู้ให้ข้อมูลว่า มีการหลอกลวง หรือหลอกเอาเงินเขาไป แต่ตัวเองไม่สามารถที่จะช่วยได้ เพราะไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่โดยตรง ส่วนการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทางดีเอสไอได้ส่งคนไปร่วมไต่สวนกับ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่ขอความร่วมมือ และดีเอสไอไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษ เพราะไม่ใช่หน่วยงานโดยตรง แค่สนับสนุนข้อมูล ซึ่งขณะนี้มีการร้องเรียนมายังดีเอสไอยังไม่มาก เนื่องจากผู้เสียหายทราบดีว่า เรื่องอยู่ที่ส่วนกลางคือ ป.ป.ช. เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อได้ข้อยุติเราก็ต้องสรุปเรื่องและส่งไปรวมกับ ป.ป.ช.อยู่ดี 

ยุทธนา แพรดำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการแยกอย่างไรกับผู้ที่ตั้งใจโกง กับผู้ที่ถูกหลอก พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องสืบสวนให้ชัดเจนว่า มันเป็นประโยชน์ต่อต้นตอ หรือผู้มีหน้าที่ในการจัดสอบโดยตรงหรือไม่ แต่ถ้าผู้นั้นไม่ได้มีหน้าที่ในกระบวนการนี้เลย แล้วไปหลอกว่า ตัวเองสามารถช่วยได้ ทั้งที่จริงๆ ไม่ได้รู้จักกับผู้กระทำความผิดเลย ตรงนี้ก็ชัดเจนว่า เป็นการหลอกลวง อย่างไรก็ตามขอย้ำว่า ดีเอสไอดูในเรื่องการสอบสวน ถ้าสรุปแล้วก็จะส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช.

ยุทธนา แพรดำ
ยุทธนา แพรดำ