‘ยิ่งชีพ iLaw’ ชักแม่น้ำทั้งห้า ขอร้องภท.อย่าฟ้องหมิ่น แต่ยังปากแข็ง ‘ไม่กลัวแพ้’ ห่วง ‘อนุทิน’ ไม่สง่างาม

'ยิ่งชีพ iLaw' ชักแม่น้ำทั้งห้า ขอร้องภท.อย่าฟ้องหมิ่น แต่ยังปากแข็ง 'ไม่กลัวแพ้' ห่วง 'อนุทิน' ไม่สง่างาม

‘ยิ่งชีพ iLaw’ ชักแม่น้ำทั้งห้า ขอร้องภท.อย่าฟ้องหมิ่น แต่ยังปากแข็ง ‘ไม่กลัวแพ้’ ห่วง ‘อนุทิน’ ไม่สง่างาม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.19 น.

เกิดประเด็นร้อนทางการเมืองจากการปะทะคารมผ่านสื่อ ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย (หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) จ่อฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) จากกรณีการตรวจสอบข้อครหาเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

ล่าสุด นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียอีกรอบ ตอบโต้ท่าทีของนายอนุทิน โดยมีข้อความระบุว่า

ขอเขียนยืนยันไว้ตรงนี้อีกครั้งนึงนะครับ ผมขอร้อง และขอเชิญชวนให้พรรคภูมิใจไทยทบทวน และตัดสินใจใหม่ไม่ต้องฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อผม ผมไม่เคยอยากถูกฟ้องและไม่อยากใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลยเพื่อพิสูจน์อะไร ไม่ใช่เพราะว่าผมกลัวแพ้คดี แต่เพราะผมเห็นว่ามันเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างามต่อท่านเอง

กรณีที่ผมพูดถึงกระบวนการโกงเลือกสว. ไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหม่ มีผู้คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ พยานที่เกี่ยวข้อง พูดเรื่องนี้มานานแล้ว และพูดออกทีวี แถลงข่าวไปหลายครั้งแล้ว ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งเรานำเสนอนั้นไม่เป็นความจริงขอให้ท่านชี้แจง สังคมก็จะได้ยินครับ สังคมไม่จำเป็นต้องเชื่อผม ไม่จำเป็นต้องเชื่อพยานเหล่านั้น  ซึ่งบางกรณีและบางท่านก็ได้ชี้แจงแล้วที่เหลือก็เป็นเรื่องของสังคมจะตัดสินใจ

สิ่งที่ผมได้ทำไป เป็นเพียงการรวบรวมข้อเท็จจริงที่มีปรากฏอยู่แล้วก่อนหน้านึ้จากปากคำพยานมากมาย นำเสนอให้ฝ่ายค้านใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบในกระบวนการของรัฐสภา เป็นการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนธรรมดา เพื่อมีส่วนร่วมตรวจสอบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นโดยบุคคลของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งใครๆก็ทำได้ ทุกคนควรทำได้โดยรู้สึกปลอดภัย ถ้าหากว่าข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบแล้วว่าไม่จริง ก็จบไป ผมก็ไม่อาจมีอำนาจทำอะไรท่านไปได้มากกว่านั้นอีกแล้วครับ 

ข้อสงสัยว่าบุคคลในรัฐบาลอาจทำอะไรที่ผิดหรือพลาดไปบ้าง เกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลาทุกสถานที่ คนที่รู้เห็นหรือพอจะรู้เห็นก็ย่อมชอบธรรมที่จะออกมาพูดถึง ในพื้นที่และรูปแบบที่เขาทำได้ตามบทบาทของแต่ละคน กฎหมายและการบังคับใช้ควรจะต้องทำหน้าที่คุ้มครองการพูดถึงและการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีเหล่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศและกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่ต้องรู้สึกว่ากลัวที่จะถูกดำเนินคดีตามมาจากการพูดถึงสิ่งที่คนในรัฐบาลอาจทำผิดหรือทำพลาดหรือถูกกล่าวหา ผมอยากให้เราอยู่กันด้วยบรรยากาศแบบนี้ มาตรฐานแบบนี้ และหลักการแบบนี้ครับ จึงขอร้องอีกครั้งให้ท่านทบทวน

แต่หากท่านทบทวนแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทจริง เพราะท่านเห็นว่ามีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างไร และทำให้ท่านเสียหายโดยไม่สามารถเยียวยาความเสียหายของท่านได้โดยวิธีการชี้แจงต่อสาธารณะ ผมก็พร้อมที่จะนำข้อเท็จจริงที่มี อยู่ในมือมากมายในวันนี้ และที่จะเพิ่มเติมอีกได้ในอนาคต เอาขึ้นพิสูจน์ในชั้นศาลครับ

หากท่านตัดสินใจจะต้องดำเนินคดีหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ผมก็จะขอร้องท่านอีกด้วยว่า มาสร้างบรรทัดฐานการดำเนินคดีที่ดีด้วยกันครับ

1) อย่าใช้ตำรวจและกลไกของรัฐเป็นเครื่องมือ ท่านนักการเมืองทั้งหลายมีต้นทุนทางสังคม และมีทรัพยากรด้านการเงินอยู่แล้ว ขอให้จ้างทนายความยื่นฟ้องต่อศาลเอง ออกค่าใช้จ่ายเองหรือพรรคออกให้ เพราะตอนนี้ท่านมีอำนาจเป็นรัฐบาลอยู่การแจ้งความต่อตำรวจหรืออัยการเพื่อให้ดำเนินคดีแทนท่าน โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านี้ก็เป็นข้าราชการทำงานภายใต้รัฐบาลนี้ เป็นการใช้กลไกของรัฐมาสนับสนุนเรื่องชื่อเสียงส่วนตัวของท่านเองครับ เพราะผมในฐานะฝ่ายจำเลย ก็ต้องใช้ทรัพยากรของผมเองครับ

2) อย่าฟ้องแยกเป็นหลายคดี เพราะการกระทำของผมทั้งหมดเกิดขึ้นครั้งเดียว ถ้าหากบุคคลที่ผมกล่าวถึงทั้งเก้าท่านรู้สึกว่าเสียหายก็สามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องร่วมกันได้ ในเมื่อชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจจะฟ้องเป็นการตัดสินใจร่วมของพรรค ก็รวมกันมาเรื่องเดียวนะครับ ว่ากันทีเดียว เพราะการมีหลายคดีทำให้ต้องจัดการพยานหลักฐานซ้ำกันหลายชุด พยานแต่ละคนต้องเดินทางไปขึ้นศาลหลายครั้ง เสียเวลาโดยไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่ความสับสนที่จะตามมาว่าเอกสารฉบับไหนของคดีไหนยื่นไปครบแล้วหรือยัง มารวมที่เดียวกันแล้วพูดทีเดียวกันเลยครับ

3) อย่าฟ้องคดีทางไกล ผมทราบว่าทะเบียนบ้านของคนที่ผมกล่าวถึงหลายท่านไม่ได้อยู่กรุงเทพ แต่ท่านก็ทำงานกันที่นี่แหละมีหน้าที่การงานอยู่ที่รัฐสภาซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ขอให้ท่านยื่นฟ้องโดยตรงต่อศาลอาญาเป็นคดีเดียวกัน เพราะการดำเนินคดีในจังหวัดอื่นมีแต่เป็นการเพิ่มภาระให้จำเลยต้องเดินทาง สุดท้ายผมอาจชนะคดีได้ไม่ยากเพราะผมมีข้อเท็จจริงที่ใช้พิสูจน์ แต่ต้นทุนที่อาจต้องใช้ในการเดินทางมันเสียหายทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาครับ

4) ท่านมาเบิกความเองด้วยนะครับ เพราะข้อมูลที่ผมได้ยื่นขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ หลายเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคล ว่าได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จุดนั้นจุดนี้ หรือไม่ คนที่รู้เห็นและตอบคำถามนี้ได้ก็ต้องเป็นตัวท่านเองเท่านั้น ถ้าท่านใช้วิธีมอบอำนาจให้ท่านศุภชัยหรือทนายความมาเป็นผู้เบิกความแทน ฝ่ายจำเลยก็ไม่สามารถถามค้านเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอะไรได้ ฝ่ายจำเลยก็จะยิ่งเสียเปรียบอีก ถ้าท่านบริสุทธิ์ใจจริง ขอให้ท่านมาอธิบายเอง แล้วให้เรามีโอกาสตรวจสอบได้ตั้งคำถามต่อท่านด้วยว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่มีพยานหลักฐานไปถึงตัวท่านเป็นจริงมากน้อยเพียงใด ผมเข้าใจว่าท่านมีภารกิจเพื่อประเทศชาติมากมายแล้ว แต่ถ้าท่านจะดำเนินคดีในข้อหาความผิดต่อส่วนตัวเพื่อให้คนหนึ่งคนต้องติดคุกท่านก็ยังมีภาระที่จะต้องตอบคำถามด้วยตัวเองด้วยนะครับ 

ย้ำอีกครั้งว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว ถ้าตัวท่านเองไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนก็ไม่ต้องดำเนินคดีครับ แต่ถ้าตัวท่านเองรู้สึกว่าต้องดำเนินคดีจริงๆ มันก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของเราทั้งสองฝ่ายที่ต้องพิสูจน์กันบนเวทีที่เป็นกลาง ถ้าต้องเอาผมติดคุกให้ได้ ก็ขอให้กระบวนการที่เกิดขึ้นชัดเจนตรงไปตรงมา ท่านรักษาศักดิ์ศรีของท่านได้ ถ้าผมจะถูกตัดสินว่าผิดก็ขอให้ผมถูกตัดสินแบบแฟร์เกมที่เป็นธรรมกับผมด้วยครับ

ลุยฟ้อง ยิ่งชีพ ไอลอว์ อนุทิน ลั่นไม่ทบทวน บอกมอบทนายแล้ว

ลุยฟ้อง ยิ่งชีพ ไอลอว์ อนุทิน ลั่นไม่ทบทวน บอกมอบทนายแล้ว

ลุยฟ้อง ยิ่งชีพ ไอลอว์ อนุทิน ลั่นไม่ทบทวน บอกมอบทนายแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.28 น.

23 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนีบบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการฟ้องร้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ “เป๋า ไอลอว์” ว่าจะมีการทบทวนการยื่นฟ้องหรือไม่ โดยระบุว่า “ไม่มี” ส่วนจะไปฟ้องเมื่อไหร่นั้น นายอนุทิน ระบุว่า “ได้มอบหมายให้ทนายความไปดำเนินการแล้ว แต่จะเป็นในสัปดาห์นี้หรือไม่ตนไม่ทราบ” ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า อะไรเป็นเหตุผลที่รับไม่ได้มากที่สุดในการยื่นฟ้อง นายนุทิน ระบุว่า “ให้ไปถามทนายความ”

รัฐบาลระดมจับกุมพนันฟุตบอลโลก 4,576 เว็บไซต์ พบเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้าน เดินหน้ายกระดับปราบบัญชีม้าทั้งระบบ

รัฐบาลระดมจับกุมพนันฟุตบอลโลก 4,576 เว็บไซต์ พบเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้าน เดินหน้ายกระดับปราบบัญชีม้าทั้งระบบ

รัฐบาลระดมจับกุมพนันฟุตบอลโลก 4,576 เว็บไซต์ พบเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้าน เดินหน้ายกระดับปราบบัญชีม้าทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.56 น.

23 กรกฎาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการปราบปรามเครือข่ายบัญชีม้าและซิมม้าทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติบูรณาการความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อมุ่งเป้าตัดวงจรการเงินของแก๊งสแกมเมอร์  และเว็บพนันออนไลน์อย่างเด็ดขาด

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า จากเฝ้าระวังและปราบปรามอย่างจริงจัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติและความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถจับกุมการพนันออนไลน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย ห้วงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 มีการจับกุมพนันออนไลน์ ได้ทั้งสิ้น 1,441 ราย, จับกุมแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย 787 ราย และจับกุมอาวุธปืนออนไลน์ 3,106 ราย ผู้ต้องหา 3,131 คน อาวุธปืน 4,088 กระบอก เครื่องกระสุน 242,808 นัด วัตถุระเบิด 162 ลูก และของกลางอื่นๆ 877 รายการ

ส่วนผลการระดมจับกุมการพนันฟุตบอลโลก ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 สามารถจับกุม 4,576 เว็บไซต์ เจ้ามือ 617 คน ผู้เล่นพนันออนไลน์ 8,181 คน เงินหมุนเวียนมหาศาลกว่า 20,463 ล้านบาท นอกจากนี้ ในรอบเดือนกรกฎาคม 2569 มีการจับกุมเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่มีวงเงินหมุนเวียนในระบบเกิน 10 ล้านบาท 137 เว็บไซต์ ผู้ต้องหา 325 คน มีเงินหมุนเวียนรวม 10,750 ล้านบาท ปิดกั้นรวม 557,924 URL

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เดินหน้าร่วมมือปราบปรามและตัดวงจรพนันออนไลน์ เตรียมจัดตั้ง “ศูนย์ปราบปรามการพนันออนไลน์ AOGC” และการตรวจจับอัจฉริยะ เพื่อปราบปรามจับกุม ปิดกั้น เว็บพนันออนไลน์ รวมทั้งตรวจสอบ จับกุมการจำหน่ายและการโฆษณาอาวุธปืนผิดกฎหมายผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมดำเนินการสืบสวนจับกุมกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์หรือบุคคลมีชื่อเสียง ที่มีพฤติกรรมในการโฆษณา โปรโมท หรือทำคอนเทนต์ในการสนับสนุนชักชวนให้มีการเล่นพนันออนไลน์ รวมถึงให้ขยายผลไปถึงผู้ว่าจ้าง เตือนผู้เปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีม้า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้จัดหาหรือแสวงหาประโยชน์มีโทษสูงสุดจำคุก 5 ปี หรือปรับ 500,000 บาท” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

รัฐบาลจับมือ AIS Academy ดัน AI เข้าห้องเรียน อัปสกิลครู สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์เยาวชน ปั้นคนไทยสู่อนาคต

รัฐบาลจับมือ AIS Academy ดัน AI เข้าห้องเรียน อัปสกิลครู สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์เยาวชน ปั้นคนไทยสู่อนาคต

รัฐบาลจับมือ AIS Academy ดัน AI เข้าห้องเรียน อัปสกิลครู สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์เยาวชน ปั้นคนไทยสู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.52 น.

23 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ภายใต้โครงการ AIS Academy for Thais “คิดเผื่อ เพื่อคนไทย” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยและพัฒนาคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมดิจิทัลมาส่งเสริมการเรียนการสอนและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพครูและผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการนำ AI มาเป็นเครื่องมือช่วยออกแบบการเรียนการสอน ลดภาระงานเอกสารของครู เพื่อให้มีเวลาพัฒนาผู้เรียนมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรด้าน AI, Cloud และทักษะดิจิทัล พร้อมระบบรับรองสมรรถนะ (Certification) และการสะสมหน่วยกิตผ่าน Credit Bank เพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาต่อและการมีงานทำ รองรับความต้องการกำลังคนของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ยังร่วมผลักดันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในสถานศึกษาพื้นที่ห่างไกล ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านห้องสมุดดิจิทัล และสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ให้กับนักเรียนและประชาชน เพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์และสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมนักเรียนไทยสู่การประเมิน PISA 2029 โดยมุ่งพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) ควบคู่กับการยกระดับระบบการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และสร้างกำลังคนคุณภาพที่มีทักษะตรงกับความต้องการของประเทศในอนาคต

“รัฐบาลเชื่อว่าการพัฒนาคนเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การผนึกกำลังระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและ AIS Academy ในครั้งนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ครู นักเรียน และประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เพื่อสร้างคนไทยที่พร้อมแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุค AI” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

เปิดโผ คกก.ภาครัฐโปร่งใส นายกฯ ดึงตัวแทนรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ร่วมขจัดทุจริต

เปิดโผ คกก.ภาครัฐโปร่งใส นายกฯ ดึงตัวแทนรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ร่วมขจัดทุจริต

เปิดโผ คกก.ภาครัฐโปร่งใส นายกฯ ดึงตัวแทนรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ร่วมขจัดทุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.30 น.

23 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ แต่งตั้ง คณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด (Multi-Stakeholder Forum : MSF) เป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้ทรงคุณวุฒิอย่างเป็นทางการเพื่อร่วมกำหนดทิศทางนโยบาย ขับเคลื่อนภาครัฐระบบเปิด และรองรับการเข้าเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership : OGP)

โฆษกฯกล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ มีเป้าหมายยกระดับการทำงานของภาครัฐจากการดำเนินงานโดยหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว สู่การบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP) ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบสนองประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นายปกรณ์ ได้ให้แนวทางไว้ว่า Open Government หรือ “ภาครัฐระบบเปิด” จะเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของภาครัฐ โดยยึดหลักความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล ให้ประชาชนเข้าถึง ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ควบคู่กับการนำ digital technology เข้ามาใช้ในการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับการบริการ ภายใต้ข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามหลักสากล  ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดการทุจริต  ดังนั้น ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น open government digital government responsive government  transparency และ anti-corruption จึงเป็นเรื่องเดียวกัน  เพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ลดการทุจริต และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการยังประกอบด้วย ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นายมานะ นิมิตรมงคล นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา นายสุริยเดว ทรีปาตี โดยมีหน้าที่กำหนดทิศทางและกลยุทธ์การบริหารงานภาครัฐระบบเปิด พิจารณาแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี กำกับติดตามผล และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน โดยมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานกลางในการประสานและสนับสนุนการขับเคลื่อนงาน

“รัฐบาลมุ่งยกระดับการบริหารราชการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้การตัดสินใจของภาครัฐมีความรอบด้าน โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศ และสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (OGP) ต่อไป” นางสาวรัชดา กล่าว

– 006

หนูเดือดโยงเอี่ยวฮั้วสว. ฟ้อง‘ไอลอว์’ กร้าวไม่มียอมความ

หนูเดือดโยงเอี่ยวฮั้วสว. ฟ้อง‘ไอลอว์’ กร้าวไม่มียอมความ

หนูเดือดโยงเอี่ยวฮั้วสว. ฟ้อง‘ไอลอว์’ กร้าวไม่มียอมความ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูเดือดโยงเอี่ยวฮั้วสว. ฟ้อง‘ไอลอว์’ กร้าวไม่มียอมความ กกต.อ้างคดีคืบหน้า

“หนู”ลมออกหูประกาศ เดินหน้า ฟ้อง “ยิ่งชีพ iLaw” หมิ่นประมาท ไม่มียอมความ หลายครั้งแล้ว ชี้อาจผิดหวังอะไรบางอย่าง ยันไม่เกี่ยวข้อคดีฮั้วสว.ไม่ได้ทำจะกังวลอะไร ด้าน’สุขสมรวย’เตรียมฟ้องที่อำนาจเจริญ ข้อหาหมิ่นประมาท ปูดเอี่ยวฮั้วสว.ยันไม่รู้จักรีสอร์ทตามอ้างถึง ขณะที่ปธ.กกต.ไม่หนักใจกระแสกดดันฮั้วสว.ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน แจงคืบหน้าเกินครึ่ง เป็นไปตามไทม์ไลน์ เปิดเซฟทรัพย์สินมาร์ครวย 130 ล้าน การดี 233ล้าน ทองคำเพียบ

เมื่อวันที่ 22กรกฎาคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.โดยมีชื่อ นายอนุทิน รวมอยู่ด้วยว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใคร ต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษา แล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้น ทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกัน ทุกคนมีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

‘อนุทิน’ลุยฟ้อง’ยิ่งชีพ’ปมฮั้วสว.

เมื่อถามว่า มอง นายยิ่งชีพ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่รู้จะพูดอย่างไร วัตถุประสงค์คงไม่อยากให้พวกผมได้ดี อาจมีความผิดหวังอะไรอย่างนี้” เมื่อถามว่า มองว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คิด ไม่เสียเวลาคิด เราก็มีกฎหมายทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าใครมีเจตนาไม่ดีก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความแตกแยกของสังคม ความชิงชังซึ่งกันและกันเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในประเทศนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

เมื่อถามว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงเงินบริจาคให้ iLawว่า มาจากต่างชาติและใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายศุภชัย ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ท่านก็มีแนวทางวิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอมขอศาลให้เมตตาแต่ครั้งนี้คงไม่เพราะหลายครั้งแล้ว เมื่อถามว่า จะฟ้องหมิ่นประมาทเฉพาะนายยิ่งชีพ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายศุภชัย พรรคบอกว่าหากทำให้พรรคและสมาชิกพรรคเสียหายก็ต้องดำเนินการอีกหน่วยเวลาพูดจะได้คิดบ้าง เป็นคนที่มีผู้ติดตาม เป็นอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่อย่ากจะพูดอย่างจะทำอะไรก็ทำ

ไม่กังวลเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง เมื่อถามว่า ไม่ได้กังวลใจกับคดีนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ถามอย่างนี้แปลว่าอะไร ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องคงโดนไปนานแล้ว เพราะคดีนี้เพิ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ จึงไม่ต้องมีใครมาเกรงใจและผมไปเป็นฝ่ายค้าน 3-4 เดือนไม่มีอำนาจวาสนาอะไรเลยจะไปต่อรองอะไรกับใครได้ สิ่งที่ยืนยันได้คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง“

‘สุขสมรวย’รุมฟ้องอีกที่อำนาจเจริญ

ด้าน นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.iLawกล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.โดยมีชื่อ นางสุขสมรวย รวมอยู่ด้วย ว่า ปล่อยให้ กกต.และฝ่ายกฎหมายดำเนินการ เชื่อว่าอีกไม่นานจะมีข้อสรุป ส่วนตัวเชื่อว่า เป็นเกมการเมือง ข้อความที่เขาเอามาลง ตนยังไม่รู้เลยว่า มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเคยมีหนังสือมาถึงเรา เฉพาะคณะกรรมการชุดที่26 ตนก็ได้ปฏิเสธไปและในข้อกล่าวหาก็ไม่ได้บอกรายละเอียด อีกทั้งตนไม่ได้รู้จักรีสอร์ทที่ นายยิ่งชีพ กล่าวอ้างถึง ฉะนั้นเชื่อว่า หากมีมูล มีข้อเท็จจริง กกต.และฝ่ายกฎหมายก็จะเรียกไปสอบ แต่ที่ผ่านมาปรากฏแต่ชื่อไม่เคยโดนเรียกไปสอบเลย

นางสุขสมรวย กล่าวด้วยว่า จะแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทนายยิ่งชีพ ที่ จ.อำนาจเจริญและคงไม่โต้ตอบอะไรไปมากกว่านี้ ทั้งนี้ จะไม่หลงกลฝ่ายค้านที่จะให้ไปร้องต่อศาล เชื่อว่าใครที่ทำอะไรเราไว้จะนอนไม่หลับอย่างแน่นอน ล่าสุดที่ นายยิ่งชีพ ได้ยอมรับผ่านรายการช่องดังว่า ไม่มีหลักฐานและภาพถ่าย หรือ คลิปวิดีโอ มีเพียงพยานพูดไว้ เพื่อจี้ให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ นางสุขสมรวย กล่าวว่า ถือเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ แม้จะมีการมาแก้ต่างภายหลัง ก็ไม่สามารถลบล้างได้ เพราะถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว

ปธ.กกต.ไม่หนักใจถูกกระแสกดดัน

ขณะที่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนการทุจริตการเลือกสว.ในวันเลือกระดับประเทศว่า การพิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ โดยเหลือการพิจารณาสำนวนอีก 4 ครั้ง ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว ส่วนกรณีพรรคประชาชนและกลุ่ม iLawนำข้อมูล การเลือกสว.ระดับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ออกมาเปิดเผย และพบว่ามีบุคคลทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ได้มีอยู่ในสำนวนด้วยหรือไม่ นายณรงค์ ระบุว่า ตนไม่ทราบว่า เขาเอาข้อมูลอะไรไปบ้าง แต่กกต.ก็พิจารณาในสำนวนทั้งหมด ขอให้วางใจ กกต.พิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ ไม่มีอะไรน่าหนักใจ ทุกอย่างอยู่ในสำนวน ส่วนการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและภาคประชาชน ที่มีการกดดันให้กกต.ส่งศาลทั้งหมดนั้น นายณรงค์ ย้ำว่า กกต.พิจารณาตามพยานหลักฐานโดยไม่ได้คิดว่าเป็นการกดดัน เราทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด

กกต.ตั้ง7ข้อหาเอาผิดคดีฮั้วสว.

ขณะที่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการทำคดีฮั้ว สว.ว่า การพิจารณาคดีมีความคืบหน้าพอสมควร พิจารณาไปหลายข้อหา ซึ่งตั้งทั้งหมด 7ข้อหา ตอนนี้เหลือส่วนปลีกย่อย-ส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงถึงนักการเมือง คาดว่าจะมีการพิจารณาในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ประธาน กกต.ได้วางไทม์ไลน์ไว้แล้ว อยากจะให้จบภายในเดือนสิงหาคม ซึ่งไม่น่าจะขยายเวลา แม้ข้อมูลจะไม่พอ ถ้า กกต.ไปสั่งให้สอบเพิ่ม เกรงว่าจะเกิดความล่าช้า ส่วนนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw ไม่แน่ใจเอาข้อมูลมาจากไหน เตือนระวังทำคดีเสียหาย

‘ไอติม’ชี้ไม่ควรฟ้อง-ตอบตรงคำถาม

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กรณีนายกรัฐมนตรีจ่อยื่นฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ ว่า ในฐานะที่นายกฯเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นผู้มีอำนาจรัฐ แทนที่จะทำการฟ้องผู้ตั้งคำถาม สิ่งที่ท่านทำได้คือชี้แจงข้อกล่าวหา ตามคำถามที่ถูกตั้งไว้ ถ้าฟังข้อมูล นายยิ่งชีพ จะเห็นว่ามีการพูดถึงข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างเจาะจง นายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องชี้แจงสั้นๆได้ง่าย ภาพรวมมองว่า ไม่ว่าจะนายกฯก็ดี หรือรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิงก็ดี แทนที่จะดำเนินคดีกับผู้ตั้งคำถาม แค่ตอบให้ตรงคำถาม จะทำให้สังคมมีข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น ในการพิจารณาว่า ควรเชื่อหรือไม่เชื่อใครและเรียกร้องไปถึงหน่วยงานตรวจสอบด้วยคือ กกต.และดีเอสไอ มีการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ ต้องแยกเป็น2 วน ฝั่งนักการเมือง ผู้มีอำนาจรัฐ แทนที่จะฟ้องผู้ตรวจสอบ ควรชี้แจงข้อเท็จจริง ส่วนหน่วยงานขอคำยืนยันเหมือนกันว่า ทำเต็มที่แล้ว ตรวจสอบกลั่นกรองข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า อยู่ในสำนวนและพิจารณาส่งศาลหรือไม่

‘โสภณ’รอเอกสารเปิดถกวิสามัญกู้เงิน

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเปิดสมัยประชุมวิสามัญแห่งรัฐสภา เพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ขณะนี้ทางรัฐบาลยังไม่ได้มีการส่งสัญญาณกำหนดวันเปิดประชุมที่ชัดเจน เนื่องจากยังต้องดำเนินตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยขั้นตอนในขณะนี้ สภาฯ จำเป็นต้องรอเอกสารแจ้งเรื่องอย่างเป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญส่งมายังสภาก่อน เมื่อสภาได้รับเอกสารเรียบร้อยแล้ว จึงจะทำหนังสือแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ ครม. พิจารณานำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญต่อไป

นายโสภณ กล่าวถึงกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมว่า ในช่วงสัปดาห์หน้าเป็นช่วงที่มีงานพระราชพิธีสำคัญตลอดทั้งสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ถัดจากนั้นอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ช่วงการเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไปตามปกติ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ดังนั้น การจะกำหนดวันเปิดประชุมวิสามัญในช่วงใด จะต้องพิจารณาความเหมาะสมและการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บางท่าน ได้แจ้งภารกิจเดินทางไปต่างประเทศส่วนตัวไว้ล่วงหน้าพอสมควร

‘จักรภพ’ลั่นสส.ต้องตรวจสอบรบ.

นายจักรภพ เพ็ญแข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดใจหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า แม้จะเป็น สส.พรรคแกนนำรัฐบาล แต่จะไม่ทำหน้าที่เพียงยกมือสนับสนุนรัฐบาล หากยังคงทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนในการตรวจสอบ เสนอแนะ และวิพากษ์การทำงานของฝ่ายบริหารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส.ส.ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างมีหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชน การตรวจสอบรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้แทนราษฎร ไม่ใช่การเป็นศัตรูกับรัฐบาล แต่เป็นการช่วยให้รัฐบาลทำงานได้ดีขึ้น

‘อภิสิทธิ์’แจ้งมีทรัพย์สิน130ล้าน

วันเดียวกัน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กรณีเข้าดำรงตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.69 โดยนายอภิสิทธิ์ และนางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม 130,916,823 บาท ไม่มีหนี้สิน แบ่งเป็นทรัพย์สินของนายอภิสิทธิ์ 76,638,695 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 7 บัญชี 14,810,525 บาท ที่ดิน 2 แปลงย่านคลองตันกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับโอนจากบิดาและพี่สาว รวมมูลค่า 40.92 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเป็นห้อง 2 หลังใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และบ้านพักอาศัยในเขตวัฒนา กรุงเทพฯ รวมมูลค่า 18,633,170 บาท ยานพาหนะ 1.8 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 475,000 บาท และแจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 1,399,746 บาท โดยเป็นจากเงินเดือน 1,362,720 บาท และดอกเบี้ย 37,026 บาท มีค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลต่อปีรวม 600,000 บาท

‘พิมพ์เพ็ญ’มีสมบัติรวม54ล้านบาท

ส่วนนางพิมพ์เพ็ญ มีทรัพย์สินรวม 54,278,127 บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 13 บัญชี 13,374,062 บาท เงินลงทุนในกองทุนเปิด 4,868,565บาท ที่ดิน 3 แปลงในเขตยานนาวา กรุงเทพฯ ที่ได้รับโอนจากมารดา รวมมูลค่า 27,475,000 บาท และมีทรัพย์สินอื่น 8,560,500 บาท และแจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 1,162,815 บาท จากเงินเดือน 1,129,380 บาท และดอกเบี้ย 33,435 บาท มีค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลต่อปี 400,000บาท ทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจของทั้งคู่ อาทิ นาฬิกา patek philippe 1 เหรียญ มูลค่า 200,000 บาท สร้อยคอทองคำ 1 เส้น 75,000 บาท นาฬิกา IWC มูลค่า 17,000 บาท สร้อยมุก 11 เส้น รวมมูลค่า 2,144,000บาท สร้อยมุก+เพชร 4 เส้น รวมมูลค่า 580,000 บาท กำไลข้อมือทองคำขาว 1 วง มูลค่า 270,000 บาท ต่างหูเพชร+มุก 4 คู่ รวมมูลค่า 500,000 บาท แหวนเพชร 1 วง มูลค่า 500,000 บาท เข็มกลัดเพชร 2 อัน มูลค่า 200,000 บาท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ครั้งสุดท้ายของนายอภิสิทธิ์ ก่อนหน้านี้ พบว่า ยื่นในปี 2554 คราวพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 10 ส.ค.54 โดยตนเองและคู่สมรสมีทรัพย์สินรวม 54,355,885 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการยื่นทรัพย์สินในครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์และคู่สมรส มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 76,560,938 บาท

‘การดี-สามี’ร่ำรวยอู้ฟู่233ล้านบาท

ด้าน นางการดี เลียวไพโรจน์ หรือดร.อ้อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แจ้งกรณีเข้าดำรงตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุตนเองและนายชวภาส องค์มหัทมงคล ซึ่งอยู่กินฉันสามีภรรยา และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินรวม 233,808,707บาท มีหนี้สินรวม 8,062,974บาท แบ่งเป็นทรัพย์สินของ นางการดี 136,074,890บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 6,509,515 บาท เงินลงทุน 26,107,127 บาท เงินให้กู้ยืม 4,314,506 บาท โดยเป็นการให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้เมื่อ 16 ม.ค.68 ยอดหนี้เหลือเต็มจำนวน 2 ล้านบาท บริษัท ดิจิต้าไลฟ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อ 25 ธ.ค.67 ยอดหนี้เหลือเต็มจำนวน 1 ล้านบาท บริษัท โนเวล คอร์ปอเรชั่นจำกัด ยอดหนี้คงเหลือ 924,455 บาท บริษัท แมคโนลียควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ยอดหนี้คงเหลือ 390,051บาท

ส่วน นายชวภาส ซึ่งเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอกชนหลายแห่ง แจ้งมีทรัพย์สินรวม 97,139,154บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 562,194 บาท เงินลงทุน 35,524,880 บาท ที่ดิน3แปลง ในเขตกรุงเทพฯและสมุทรปราการ มูลค่า37.5ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 16ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 7,544,254บาท ทรัพย์สินอื่น7,825บาทและมีหนี้สิน 4,448,382บาท โดยเป็นเงินเบิกเงินบัญชี 1,144,546บาท เงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 3,303,836บาทและแจ้งมีรายได้ต่อปีจากเงินเดือน/ค่าตอบแทนบรรยาย/เบี้ยประชุม/โบนัส/19,075,000 บาท รายจ่ายต่อปีรวม 6,497,300บาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีทรัพย์สินรวม 594,662บาท เป็นเงินฝาก 501,181บาท สิทธิและสัมปทาน 93,480บาท

ราชกิจจาฯเผยแพร่ ประกาศ กกต. ให้ พรรคการเมือง สิ้นสภาพ

ราชกิจจาฯเผยแพร่ ประกาศ กกต. ให้ พรรคการเมือง สิ้นสภาพ

ราชกิจจาฯเผยแพร่ ประกาศ กกต. ให้ พรรคการเมือง สิ้นสภาพ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.21 น.

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง พรรคอนาคตไกลสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 เรื่อง รับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอนาคตไกล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 นั้น 

นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 33 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 พรรคอนาคตไกลไม่สามารถดำเนินการให้มีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน และจัดให้มีสาขาพรรคการเมืองในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดอย่างน้อยภาคละ 1 สาขา ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดทะเบียน จึงเป็นเหตุให้สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน

คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงประกาศให้พรรคอนาคตไกลสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมืองตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

อธิบดีกรมการข้าวตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากร

อธิบดีกรมการข้าวตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากร

อธิบดีกรมการข้าวตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากร

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.06 น.

อธิบดีกรมการข้าวตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากร

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน รับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน แผนงานและโครงการ ตลอดจนปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากแต่ละกลุ่มงาน เพื่อรับทราบข้อมูลและแนวทางการดำเนินงานในพื้นที่อย่างรอบด้าน

โอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้พบปะพูดคุยกับบุคลากร พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ และมุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายของกรมการข้าวในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

บทพิสูจน์ 20 ปี แห่งการเดินทางของ SAFE Fertility Clinic

บทพิสูจน์ 20 ปี แห่งการเดินทางของ  SAFE Fertility Clinic

บทพิสูจน์ 20 ปี แห่งการเดินทางของ SAFE Fertility Clinic

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

นิยามคำว่า “ครอบครัว” ของคนไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากยุคที่การมีลูกคือโซ่ทองคล้องใจ มาสู่ยุคที่หลายคนเลือกจะยังไม่มีลูก หรือมีลูกเมื่อพร้อมที่สุดเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงนี้คือเส้นเรื่องที่ SAFE Fertility Clinic หรือที่รู้จักกันในนาม SAFE Fertility Group PCL. เดินเคียงข้างหลากหลายความหวังในการมีครอบครัวมาตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ ในฐานะหนึ่งในคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากชั้นนำของประเทศไทยและในระดับเอเชีย หากนับตามเส้นทางการก่อตั้งโดย นพ.วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์    (ว.14960) SAFE Fertility Clinic มีบทบาทสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการคนมีลูกยากเป็นอย่างมาก

ยิ่งเมื่อบริบทระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อัตราการเกิดที่ลดลง การมีบุตรในช่วงอายุที่มากขึ้น และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นในการมีลูกที่แข็งแรงสมบูรณ์ตั้งแต่แรกเกิด คู่สมรสจำนวนมากจึงเลือกมีบุตรในช่วงอายุมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการสร้างอาชีพ ความมั่นคงทางการเงิน รวมถึงความพร้อมในชีวิตมากกว่า 

นิยามครอบครัวที่เปลี่ยนผ่านตาม Generation กับความมุ่งมั่นของ SAFE Fertility Clinic

เมื่อรูปแบบและบริบทของสังคมเปลี่ยนแปลงไป การนิยามคำว่าครอบครัว และการมีทายาทของผู้คนแต่ละเจเนอเรชั่นก็แตกต่างกันออกไปเช่นกัน เนื่องจากถูกหล่อหลอมจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ในแต่ละยุคที่เติบโตมา

Gen X: ครอบครัวคือความมั่นคง จุดเริ่มต้นของ SAFE Fertility Clinic

Gen X  ให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความเป็นปึกแผ่น และหน้าที่รับผิดชอบ นิยามของครอบครัว จึงหมายถึงความสำเร็จตามเส้นทางชีวิตที่สังคมวางไว้และเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคง รูปแบบชีวิตส่วนใหญ่ จึงเป็นไปตามแพทเทิร์นเดิม ๆ อย่าง การแต่งงาน ซื้อบ้าน ซื้อรถ มีลูก และทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียนสูง ๆ เพื่อให้ลูกมีอนาคตที่ดี โดยมุมมองต่อการมีลูก คือ “โซ่ทองคล้องใจ” และเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์แบบในชีวิตครอบครัว ครอบครัวมักเป็นขนาดกลางถึงใหญ่ โดยคนในเจเนอเรชั่น X นี้ เดิมมีความเชื่อว่า แต่งงานแล้วต้องมีลูก และคนจะมาหมอเมื่อมีปัญหาจริง ๆ เท่านั้น ไม่ได้มีแนวคิดเรื่องการวางแผนล่วงหน้า นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ SAFE Fertility Clinic ได้เปิดตัวขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้มีปัญหาการมีบุตรยาก พร้อมการวาง DNA ของคลินิกที่จะเริ่มต้นด้วยการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเข้ามาพัฒนาวงการเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ในประเทศไทย

Gen Y (Millennials): ครอบครัวคือ “Partnership” ที่ต้องพร้อมทั้งกาย ใจ และการเงิน

Gen Y หรือ Millennials ให้ความสำคัญกับเรื่องความพร้อมและความสุขที่สมดุล ทำให้การสร้างครอบครัวของกลุ่มนี้ เปลี่ยนจากหน้าที่ที่จำเป็นต้องแต่งงาน หรือมีครอบครัวตามแพทเทิร์นของสังคมมาสู่การเลือกและวางแผนร่วมกัน เพราะครอบครัวคือ “Partnership” ที่ต้องมีความพร้อมในหลาย ๆ ด้านก่อนที่จะก้าวไปอีกขั้น จึงมีการคิดและวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งด้านการเงิน การงาน และคุณภาพชีวิตทำให้หลายคู่เลือกที่จะไม่มีลูก หรือหากจะมีลูก ก็มักจะมีเมื่อพร้อมมาก ๆ และพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยเพื่อความสมบูรณ์แบบ เพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ลูก

แม้ว่าในช่วงเวลานั้นการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ที่หลายท่านรู้จักกันในชื่อของการทำเด็กหลอดแก้ว, GIFT, IVF หรือ ICSI ยังคงถูกสังคมตั้งคำถามในแง่ของความปลอดภัยและผลลัพธ์ SAFE Fertility Clinic จึงเลือกเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อลดความกังวล เพิ่มความมั่นใจ และเพิ่มอัตราความสำเร็จให้คนไข้อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นจากการนำตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อนระบบปิด (Embryoscope Plus) เข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นเครื่องแรกเพราะเราเชื่อว่าองค์ประกอบความสำเร็จของการทำ IVF/ICSI มาจากความชำนาญของแพทย์ 40% ผสานกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยถึง 60% และเพื่อตอกย้ำความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ในระดับสาธารณะ SAFE จึงก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

Gen Z: ครอบครัวคือ “Safe Zone” ที่เน้นความอิสระและการวางแผนเฉพาะบุคคล

กลุ่ม Gen Z มีความหลากหลาย อิสระ เป็นคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ที่ได้นิยามคำว่าครอบครัวไว้ใหม่ จนแทบไม่เหลือกรอบเดิม ครอบครัวของคนรุ่นใหม่นี้ ไม่จำเป็นต้องผูกพันด้วยสายเลือดหรือทะเบียนสมรสอีกต่อไป แต่คือ Safe Zone หรือพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ซึ่งอาจหมายถึงกลุ่มเพื่อน คนรักเพศเดียวกัน หรือการอยู่คนเดียว เพราะการมีลูกไม่ใช่เป้าหมายหลักของชีวิตอีกต่อไป หลายคนมองว่าการเลี้ยงสัตว์ (Pet Parent) เช่น สุนัขหรือแมว คือรูปแบบครอบครัวที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอิสระของพวกเขามากกว่า และหากจะมีลูก ก็ให้ความสำคัญกับความพร้อมของโลกและสภาพสังคมที่ลูกต้องเติบโตมาเป็นอันดับแรก

จากนิยามคำว่าครอบครัวของคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมนี้ จึงกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายของธุรกิจการแพทย์เพื่อการเจริญพันธุ์ คลินิกFertility ต่าง ๆ ไม่อาจรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาเพื่อแค่ปรึกษาเรื่องการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) เหมือนยุคก่อนอีกต่อไป การบริการของ SAFE Fertility Clinic จึงครอบคลุมให้มากขึ้น ตั้งแต่การตรวจร่างกายและคัดกรองความเสี่ยงก่อนมีบุตร การฝากไข่ในช่วงที่ร่างกายยังแข็งแรง จนกลายเป็นเทรนด์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ยังลังเลกับอนาคต แต่ไม่อยากเสียโอกาสในการสร้างครอบครัวเมื่อมีความพร้อมทางด้านการงาน การเงิน และคู่ชีวิต รวมถึงในแง่มุมของการตอบโจทย์แนวคิดการสร้างความพร้อมที่ดีให้กับลูกที่กำลังเกิดมา  จึงได้นำเข้าเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น การสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติกับ JUNO Genetics สหรัฐอเมริกาด้วยการนำ PGTseq เทคโนโลยีการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนแบบใหม่มาใช้เป็นครั้งแรกในเอเชีย เพื่อช่วยคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อนก่อนการย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก ด้วยการอ่านผลที่ละเอียดมากขึ้นของเทคโนโลยีนี้จะเป็นข้อมูลช่วยให้ทีมแพทย์วางแผนเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพในการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) ให้กับคู่รักที่วางแผนมีบุตรได้สำเร็จมากขึ้นและลดความเสี่ยงการเป็นโรคที่ผิดปกติจากโครโมโซมหรือพันธุกรรมบางโรค

ตลอดการเดินทางเกือบ20 ปีของ SAFE Fertility Clinic ที่เข้าใจและพร้อมเคียงข้างคนอยากมีลูกในทุกเจเนอเรชั่นมาโดยตลอด จึงได้มีการขยับจากการเป็นเพียง “คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก” สู่การเป็น “คลินิกเพื่อการมีบุตร โดยขยายฐานการดูแลที่ไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะคนไข้ที่มีลูกยากเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวางแผนสุขภาพเพื่อสร้างครอบครัวที่แข็งแรง สอดรับกับแนวคิด ไลฟ์สไตล์ ความพร้อม และความหลากหลายของคู่รักรุ่นใหม่ให้ทุกคนสามารถเดินเข้ามาปรึกษาได้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่คิดอยากมีลูก เพื่อเตรียมความพร้อมทางสุขภาพและสร้างทางเลือกที่หลากหลายเอาไว้ในวันที่มุมมองชีวิตเปลี่ยนไป

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน แต่วิสัยทัศน์ของ SAFE Fertility Group PCL. ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือการส่งมอบความหวังในการมีครอบครัว ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาตรฐานที่เชื่อถือได้ เพราะเราไม่ได้แค่ช่วยให้คนมีลูก แต่เราพร้อมช่วยวางแผนการเริ่มต้นครอบครัวให้กับครอบครัวในทุกรูปแบบ เราเชื่อว่าทุกความหวังในการสร้างครอบครัว… เริ่มต้นได้ที่ SAFE Fertility Clinic”

– นพ. วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAFE Fertility Group PCL.สำหรับผู้ที่สนใจปรึกษาแนวทางการวางแผนมีบุตร ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานหรือก่อนมีลูก รวมถึงการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) การฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI) รวมถึงการฝากไข่ กับทีมแพทย์ SAFE Fertility Clinic สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.safefertilitygroup.com

ชวนสัมผัสไอหมอก ‘ผาซ่อนแก้ว’ ชมศูนย์เรียนรู้ปุ๋ยมูลไส้เดือน – นวัตกรรม ‘เกษตรติดแกลม’

ชวนสัมผัสไอหมอก 'ผาซ่อนแก้ว' ชมศูนย์เรียนรู้ปุ๋ยมูลไส้เดือน - นวัตกรรม ‘เกษตรติดแกลม’

ชวนสัมผัสไอหมอก ‘ผาซ่อนแก้ว’ ชมศูนย์เรียนรู้ปุ๋ยมูลไส้เดือน – นวัตกรรม ‘เกษตรติดแกลม’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

รายการ”หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” วันเสาร์นี้“เต้ย พงศกร”ชวนเพื่อนซี้สายลุย “ปั้นจั่น ปรมะ” เดินทางเช็กอินรับลมหนาวท่ามกลางอ้อมกอดแห่งขุนเขา ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ รับไอหมอกฟิน ๆ ที่ “จุดชมวิววัดผาซ่อนแก้ว” แลนด์มาร์กเด่นที่ตั้งสง่าท่ามกลางเทือกเขา ก่อนจะพาไปเติมพลังที่ร้านในตํานานกว่า60 ปีอย่าง “ร้านขนมจีนหน้าวัง”(หล่มเก่า) สัมผัสเสน่ห์ขนมจีนแป้งสด ที่ใช้กระบอกทองเหลืองบีบมือแบบจานต่อจานจนได้เส้นที่เหนียวนุ่ม    พร้อมลิ้มรสเมนูซิกเนเจอร์หาทานยากอย่าง “ขนมจีนไก่โอก” รสนํ้าปลาร้านัวจัดจ้าน ท่ามกลางบรรยากาศทุ่งนาวิวหลักล้าน ที่ทําเอาพิธีกรและแขกรับเชิญฟินระเบิด!

ชมไฮไลท์ที่ห้ามพลาด!!   กับความมหัศจรรย์ของนวัตกรรม ” เกษตรติดแกลม ” (Agri-Glam)ที่  “ Outletสมุนไพร ชญานิน ” เพื่อพิสูจน์ว่า ” มะขามหวานเพชรบูรณ์ ” ถูกยกระดับสู่สกินแคร์พรีเมียม สกัดสารสําคัญจากมะขามมาสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ได้รับรางวัล OTOP ดีเด่นระดับประเทศ นอกจากนี้พาไปเจาะลึกต้นนํ้าความสําเร็จที่ “ศูนย์เรียนรู้ปุ๋ยมูลไส้เดือน บ้านวังร่อง” แหล่งผลิตผักอินทรีย์ 100% ที่ช่วยลดหนี้และสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมี ธ.ก.ส. เป็นพาร์ทเนอร์สําคัญที่คอย “เติมทุน เติมความรู้ และเติมตลาด” จนสามารถส่งออกผลผลิตสู่เลมอนฟาร์มทั่วประเทศ

มาร่วมค้นหาแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนมรดกภูมิปัญญาให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์สุดทันสมัยได้ในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ในวันเสาร์ที่ 25กรกฎาคมนี้ เวลา 20.20 น. ทางช่อง 9 MCOT HD