สหรัฐฯ จับมือซาอุฯ ลงนามข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

สหรัฐฯ จับมือซาอุฯ ลงนามข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

23 ก.ค. 2569 04:44 น.

สหรัฐฯ จับมือซาอุฯ ลงนามข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

(คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ)

รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ กับซาอุดีอาระเบีย ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติแล้ว โดยยืนยันเรื่องความปลอดภัยสูงสุดและการไม่แพร่ขยายนิวเคลียร์

เมื่อวันพุธที่ 22 ก.ค. 2569 กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ และเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ ร่วมกับข้อตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยทวิภาคีที่เกี่ยวข้องแล้ว

กระทรวงฯ ระบุว่า ข้อตกลงที่ลงนามกับซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ ถือเป็นการวาง “รากฐานทางกฎหมาย” สำหรับ “ความร่วมมือระยะยาวหลายทศวรรษที่มีมูลค่านับหมื่นล้านดอลลาร์”

นอกจากนี้ กระทรวงฯยังเปิดเผยว่า “ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ” จะช่วยเปิดโอกาสอย่างมากให้บริษัทสัญชาติอเมริกัน เข้าถึงโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบีย

กระทรวงฯ ย้ำว่า ข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วยสัญญา 2 ฉบับ ได้แก่ “ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ” และ “ข้อตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยทวิภาคี” โดยข้อตกลงเหล่านี้จะช่วย “เสริมสร้างมาตรฐานการไม่แพร่ขยายนิวเคลียร์ระดับโลก”

“ขณะนี้ข้อตกลงดังกล่าวกำลังถูกส่งไปยังสภาคองเกรสเพื่อทำการพิจารณาตรวจสอบ” กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุเสริม

ด้านนาย คริส ไรท์ กล่าวว่า ข้อตกลงสองฉบับที่ลงนามร่วมกับซาอุดีอาระเบียนั้นยึดมั่นใน “มาตรฐานสูงสุดของความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์”

“ข้อตกลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสองประเทศในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย นำมาซึ่งความมั่งคั่งภายในประเทศและความมั่นคงต่อพันธมิตรของเราในต่างประเทศ” นายไรท์ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยกระทรวงพลังงาน

“ขอให้มั่นใจได้ว่า ข้อตกลงเหล่านี้ยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดของความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ โดยพึ่งพาเทคโนโลยีและนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งได้รับการออกแบบขึ้นที่นี่ในสหรัฐอเมริกา”

“ต้องขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ ยุคเรอเนสซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา) ด้านนิวเคลียร์ของอเมริกาได้เริ่มขึ้นแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สงครามทำพิษ ราคาอาหารในอิหร่านพุ่ง 300%-400%

สงครามทำพิษ ราคาอาหารในอิหร่านพุ่ง 300%-400%

23 ก.ค. 2569 02:14 น.

สงครามทำพิษ ราคาอาหารในอิหร่านพุ่ง 300%-400%

ราคาอาหารในประเทศอิหร่านพุ่งสูงถึง 300%-400% โดยเป็นผลกระทบจากสงครามหลายครั้งที่พวกเขาเผชิญ รวมถึงสงครามกับสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงาน อ้างการเปิดเผยของสื่ออิหร่านหลายสำนักว่า ราคาอาหารในประเทศอิหร่านพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากผลกระทบจากสงครามกับสหรัฐอเมริกา เริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคในประเทศแล้ว

เมื่อเดือนก่อนสำนักข่าว “คาบาร์ ออนไลน์” (Khabar Online) ของอิหร่านรายงานเรื่องการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหาร “อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเสริมว่าเรื่องนี้ได้กลายเป็นความกังวลหลักของสาธารณชนในอิหร่าน เนื่องจากอาหารบางประเภทมีราคาเพิ่มขึ้น 300% ถึง 400%

ขณะที่ “ราจานิวส์” (Rajanews) เว็บไซต์ข่าวของอิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองฝ่ายแข็งกร้าวอ้างว่า ราคาอาหารในอิหร่านเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน รับตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม 2567 โดยในช่วง 2 ปีดังกล่าวจนถึงตอนนี้ อิหร่านเผชิญกับสงครามถึง 2 ครั้ง รวมครั้งล่าสุด

ข้อมูลจาก Khabar Online ระบุว่า ราคาน้ำมันพืชพุ่งสูงขึ้นถึง 431% ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ถึง พฤษภาคม 2569 ในขณะที่ราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้น 342% ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนราคาเนื้อไก่ก็มีการปรับตัวสูงขึ้นในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

Khabar Online ชี้ว่า “สงครามสิบสองวัน” ระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในเดือนมิถุนายน 2568 รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในปัจจุบัน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

ในภาพรวม อัตราเงินเฟ้อแบบปีต่อปีล่าสุดได้ส่งผลกระทบต่อจังหวัดฮอร์โมซกันของอิหร่านหนักที่สุด โดยพุ่งสูงถึง 101.4% ตามด้วยจังหวัดคูเซสถาน (Khuzestan) และจังหวัดบูเชห์ร (Bushehr) ที่ 98.9% และ 96.5% ตามลำดับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไต้หวันผิดหวัง รัฐบาลไทยเห็นพ้องถ้อยแถลง ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

ไต้หวันผิดหวัง รัฐบาลไทยเห็นพ้องถ้อยแถลง ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

23 ก.ค. 2569 00:58 น.

ไต้หวันผิดหวัง รัฐบาลไทยเห็นพ้องถ้อยแถลง ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

กระทรวงต่างประเทศของไต้หวันแสดงความผิดหวังในรัฐบาลไทย หลังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเยือนจีนแล้วมีแถลงการณ์ร่วมออกมาระบุว่า ไทยยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

จากกรณีที่เมื่อวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศของจีนเผยแพร่แถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลจีนกับไทย โดยช่วงหนึ่งมีการระบุว่า ไทยยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างไม่อาจแบ่งแยก และจะไม่สนับสนุนการแยกเอกราชของไต้หวัน นอกจากนั้น ไทยยังสนับสนุนนโยบาย หนึ่งประเทศสองระบบของจีนอีกด้วย

แถลงการณ์ดังกล่าว ซึ่งออกหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เข้าพบ นายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ทำให้กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันออกมาแสดงความผิดหวังในรัฐบาลไทยที่ละเลยข้อเท็จจริง และยอมผ่อนปรนตามการที่จีนลดทอนอธิปไตยของไต้หวัน

นายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันกล่าวว่า ไต้หวันคัดค้านการที่จีนใช้วาระการประชุมระดับนานาชาติในการบ่อนทำลายสถานะระหว่างประเทศของไต้หวัน พร้อมทั้งแสดงความเสียใจที่ประเทศไทยยอมรับจุดยืนของรัฐบาลปักกิ่ง

เมื่อถูกนักข่าวถามว่า แถลงการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อมาตรการฟรีวีซ่าระหว่างไต้หวันและไทยหรือไม่ นายหลินระบุว่า ไต้หวันกำหนดนโยบายวีซ่าตามหลักการถ้อยทีถ้อยอาศัยและการปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม พร้อมชี้ว่าทั้งสองประเทศยังคงมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดและมีการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ

ในแถลงการณ์ร่วมไทย-จีน ระบุด้วยว่า ไทยสนับสนุนนโยบาย “หนึ่งประเทศสองระบบ” แต่กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันระบุว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการบ่อนทำลายอธิปไตยของไต้หวัน

กระทรวงฯ ยืนยันว่า ไต้หวันเป็นประเทศที่มีอธิปไตยและเป็นเอกราช โดยไต้หวันและจีนไม่ได้เป็นเมืองขึ้นหรืออยู่ภายใต้การปกครองของกันและกัน พร้อมกล่าวหาปักกิ่งว่าใช้แถลงการณ์ร่วมกับประเทศอื่นเพื่อเผยแพร่ข้อกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมของสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน

ไต้หวันยังเรียกร้องให้ไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันยาวนานของทั้งสองฝ่าย และหยุดสนับสนุนการกดดันไต้หวันของจีน มิฉะนั้น ในที่สุดประเทศไทยเองก็จะตกเป็นเหยื่อของการที่จีนบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : taiwannews

AI ของ OpenAI หลุดการควบคุมไปก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์

AI ของ OpenAI หลุดการควบคุมไปก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์

22 ก.ค. 2569 23:41 น.

AI ของ OpenAI หลุดการควบคุมไปก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์

OpenAI เปิดเผยว่า AI ของพวกเขาหลุดการควบคุมและหนีออกจากแซนด์บ็อกซ์ ไปก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์เพื่อหาข้อมูลที่มันต้องการใช้ในการทดสอบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ก.ค. 2569 ว่า บริษัท OpenAI ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยักษ์ใหญ่ของโลก ออกมาเปิดเผยว่า ระบบ AI ของพวกเขา ที่สามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า “เอไอ เอเจนต์” (AI Agent) หลุดจากการควบคุมระหว่างการทดสอบความปลอดภัย โดยมันสามารถหาช่องโหว่และหลบหนีออกจากพื้นที่จำลองที่ถูกควบคุมไว้ หรือ “แซนด์บ็อกซ์” (Sandbox) ได้สำเร็จ

หลังจากหลุดออกมา เอไอ เอเจนต์ ได้เจาะเข้าระบบภายในของ Hugging Face ซึ่งเป็นศูนย์รวมการแชร์โมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากมันประเมินว่าที่นั่นมีคำตอบที่มันต้องการสำหรับการทดสอบ

เคลมองต์ เดอลังก์ ซีอีโอของ Hugging Face ระบุว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อมากที่ AI ทำทุกอย่างนี้ได้เองโดยอัตโนมัติ โดยขณะนี้บริษัทได้อุดช่องโหว่ กับซ่อมแซมระบบแล้ว และกำลังสืบสวนร่วมกับ OpenAI อย่างใกล้ชิด

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ชี้ว่า สภาพแวดล้อมการทดสอบของ OpenAI หละหลวมเกินไปจนทำให้ AI หลุดออกมาได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังไม่สามารถควบคุมเทคโนโลยีของตนเองให้ปลอดภัยได้ 100%

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า OpenAI อาจใช้ข่าวนี้เพื่อโชว์ศักยภาพของ AI ตนเองว่ามีความก้าวหน้าสูงมาก เพื่อสกัดคู่แข่งอย่าง Anthropic ที่มีโมเดล AI ล้ำหน้าอย่าง Mythos และบริษัทดาวรุ่งจากจีนอย่าง Moonshot ในช่วงที่ OpenAI กำลังเผชิญแรงกดดันและเตรียมนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์

อย่างไรก็ดี Hugging Face และผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เหตุการณ์นี้ทำให้การโจมตีทางไซเบอร์โดย AI แบบอัตโนมัติไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไปแล้ว และเตือนองค์กรต่างๆ ให้ปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ทัน เนื่องจาก ฝ่ายโจมตีจะใช้ AI ที่ไร้ข้อจำกัดทำงานด้วย “ความเร็วระดับเครื่องจักร” ในขณะที่ฝ่ายตั้งรับและเครื่องมือป้องกันต่างๆ ยังคงทำงานด้วย “ความเร็วระดับมนุษย์” และถูกจำกัดด้วยกรอบความปลอดภัย

ด้านสถาบันความมั่นคงทาง AI ของสหราชอาณาจักรระบุว่า พวกเขากำลังศึกษาเหตุการณ์นี้ และเรียกร้องให้องค์กรต่างๆ เร่งยกระดับการป้องกันทางไซเบอร์ของตนเป็นการด่วน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส

แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส

22 ก.ค. 2569 23:04 น.

แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส

(ภาพจาก US Department of Justice)

แดเนียล ซีอัด แมวมองชาวฝรั่งเศสผู้ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับคดีล่วงละเมิดทางเพศของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพที่บ้านพักในกรุงปารีส โดยยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ก.ค. 2569 ว่า นายแดเนียล ซีอัด แมวมองหานางแบบวัย 69 ปี ซึ่งมีชื่ออยู่ในเอกสารคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดทางเพศผู้ล่วงลับ ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านพัก บริเวณชานเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปารีส เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

อัยการท้องถิ่นเปิดเผยว่า ได้เริ่มทำการสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตของนายซีอัดแล้ว และจะมีการชันสูตรพลิกศพต่อไป

ทั้งนี้ ชื่อของนายซีอัดปรากฏในเอกสารคดีเอปสตีนที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยนับพันครั้ง โดยเหยื่อรายหนึ่งของเอปสตีนระบุว่า ซีอัดเป็นคนแนะนำให้เธอรู้จักกับเอปสตีน และเปรียบเขาว่าเป็น “แมวมองจัดหาเหยื่อมืออาชีพ”

อย่างไรก็ตาม นายซีอัดปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด โดยยืนยันว่าไม่เคยรู้เห็นเรื่องการล่วงละเมิดเพศของนายเอปสตีน และยืนยันว่าตนบริสุทธิ์ ไม่เคยข่มขืนใคร ส่วนทนายความของนายซีอัดกล่าวว่า แม้ลูกความของเขาถูกร้องเรียนหลายคดีในฝรั่งเศส แต่ “เขาไม่เคยถูกดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ และเสียชีวิตในฐานะผู้บริสุทธิ์”

ด้านเหยื่อของเอปสตีนและทีมทนายความของพวกเธอออกมาแสดงความเสียใจ และไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจากการเสียชีวิตของนายซีอัดทำให้เหยื่อสูญเสียโอกาสในการได้รับความยุติธรรมผ่านกระบวนการทางศาล

ทนายความของฝั่งผู้เสียหายโจมตีสำนักงานอัยการปารีสอย่างรุนแรงเรื่องความล่าช้าในการสอบสวน ซึ่งปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนนายซีอัดเสียชีวิต โดยที่เขายังไม่ทันได้ถูกเรียกตัวมาสอบปากคำหรือควบคุมตัวเลยด้วยซ้ำ ทำให้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับเครือข่ายของเอปสตีนต้องสูญหายไป

อนึ่ง การเสียชีวิตของนายซีอัด มีความคล้ายคลึงกับกรณีของ ฌอง-ลุค บรูเนล แมวมองชาวฝรั่งเศสอีกคนที่เชื่อมโยงกับเอปสตีน ซึ่งผูกคอเสียชีวิตในเรือนจำปารีสเมื่อปี 2565 ระหว่างรอการสอบสวนคดีค้ามนุษย์และข่มขืนผู้เยาว์

ขณะที่ตัวนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน เอง ก็จบชีวิตตัวเองภายในเรือนจำนิวยอร์กเมื่อปี 2562 ระหว่างรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศระดับรัฐบาลกลางเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ทำลายสะพาน-โรงไฟฟ้า 1 แห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านโจมตีเรือในฮอร์มุซ

ทรัมป์ขู่ทำลายสะพาน-โรงไฟฟ้า 1 แห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านโจมตีเรือในฮอร์มุซ

22 ก.ค. 2569 21:42 น.

ทรัมป์ขู่ทำลายสะพาน-โรงไฟฟ้า 1 แห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านโจมตีเรือในฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าของอิหร่าน 1 แห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านยิงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นชนวนเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

เมื่อวันพุธที่ 22 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความขู่อิหร่านผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะทิ้งระเบิดทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าหนึ่งแห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านเล็งเป้าโจมตีเรือที่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางการยิงปะทะกันรายวันที่ยังไม่มีท่าทีจะหยุดลง

“นับจากนี้เป็นต้นไป ทุกครั้งที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยิงใส่เรือในช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะด้วยขีปนาวุธ จรวด โดรน หรืออุปกรณ์และอาวุธชนิดอื่นใดก็ตาม สหรัฐอเมริกาจะทิ้งระเบิดทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าหนึ่งแห่ง รวมถึงแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้หรือภายในกรุงเตหะรานซึ่งเป็นเมืองหลวงด้วย” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่ว่าจะมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนของอิหร่าน ซึ่งอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม และเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สหรัฐฯ จะ “ทำลายสะพานทั้งหมด (ของอิหร่าน) เว้นแต่พวกเขายอมเข้าสู่โต๊ะเจรจา”

คำขู่ล่าสุดของทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่ การยิงอาวุธตอบโต้กันรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดำเนินมาเกือบครบ 2 สัปดาห์แล้ว โดยสหรัฐฯ ยังคงมุ่งเป้าโจมตีเป้าหมายตามเมืองและท่าเรือของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในชาติอาหรับอย่าง จอร์แดน, บาห์เรน และคูเวต

ในวันเดียวกันนี้ อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่า ใช้เทือกเขาพิกแอกซ์ (Pickaxe Mountain) เป็นข้ออ้างในการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า จะโจมตีสถานที่แห่งนี้เนื่องจากสงสัยว่ามีฐานนิวเคลียร์อยู่ใต้ดิน ซึ่งฝ่ายอิหร่านยืนยันว่าไม่มี

“การยึดติดของวอชิงตันที่มีต่อ โกแลงคูห์ (เทือกเขาพิกแอกซ์) ซึ่งไม่มีกิจกรรมทางนิวเคลียร์ใดๆ เกิดขึ้นเลยนั้น เป็นเพียงข้ออ้างที่กุขึ้นมาเพื่อรุกราน, ทำลายล้าง และวินาศกรรมเท่านั้น” นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุบนแพลตฟอร์ม X

ทั้งนี้ เทือกเขาพิกแอกซ์เป็นที่ตั้งของสถานปฏิบัติการใต้ดินที่มีการป้องกันอย่างหนาแน่น ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของอิหร่าน และตั้งอยู่ห่างจากโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม “นาตานซ์” (Natanz) ที่เคยถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลทิ้งระเบิดใส่เมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน เพียง 1 ไมล์เท่านั้น

ตามข้อมูลจากสถาบันวิทยาศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ (ISIS) ระบุว่า สถานปฏิบัติการดังกล่าวถูกฝังอยู่ใต้ดินลึกอย่างน้อย 100 เมตร ภายใต้ภูเขาขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า “คู-เอ โกแลง กาซ ลา” (Kuh-e Kolang Gaz La) โดยคำว่า โกแลง (Kolang) แปลว่า พิกแอกซ์ หรือ อีเตอร์

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอังคารว่า สหรัฐฯ จะโจมตีเทือกเขาพิกแอกซ์ “ในเร็วๆ นี้” และจะไม่มีสิ่งใดที่อิหร่านสามารถทำได้เพื่อหยุดยั้งการโจมตีนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กมธ.ป.ป.ช. แจงเรียกหน่วยงานให้ข้อมูลปม ’โกงสอบท้องถิ่น’

กมธ.ป.ป.ช. แจงเรียกหน่วยงานให้ข้อมูลปม ’โกงสอบท้องถิ่น’

กมธ.ป.ป.ช. แจงเรียกหน่วยงานให้ข้อมูลปม ’โกงสอบท้องถิ่น’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 10.15 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ.ป.ป.ช. เป็นประธานการประชุม พิจารณากรณีตรวจสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยเชิญเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) กองบังคับการตำรวจกองปราบ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สอบถามความคืบหน้าการตรวจสอบคดีดังกล่าวของแต่ละหน่วยงาน 

จากนั้นในเวลา 15.15น. นายอาสพลธ์ แถลงว่า ตัวแทนเลขาธิการป.ป.ช. ชี้แจงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตการสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นว่า มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งกระบวนการ 11 คน จากเดิมที่พบการกระทำผิดที่อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 10 ราย และพบว่ามีการแก้ไขคะแนนสอบจากผู้สอบไม่ผ่าน ให้เป็นผู้สอบผ่าน จำนวน 5,960 คน ซึ่งไม่ตรงกับตัวเลขที่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ระบุว่า มี 5,924 คน โดยพบว่ามีการทำกันเป็นขบวนการตามร่างขอบเขตของงานมหาวิทยาลัยศรีนครรินทรวิโรฒ(มศว) มีหน้าที่ทบทวนคะแนนสอบ ส่งให้ กสถ.รับรองรายชื่อ โดยในส่วน 5,960 รายที่มีการแก้ไขผลคะแนนสอบ ถือว่าอยู่ในข่ายร่วมกระทำผิด 

“ทาง ป.ป.ช.ระบุว่า หากรายใดไปยื่นคำร้องต่อป.ป.ช. ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการไต่สวนคดี จะกันไว้เป็นพยาน ขณะที่ในส่วนบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช.ก็ได้สอบปากคำเรียบร้อยแล้วเช่นกัน” นายอาสพลธ์ กล่าว

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ป.ป.ช.แจ้งว่า จากการไต่สวนพบว่า มีผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) สั่งการให้ 1ใน3ผู้ต้องหา และมศว. ร่วมแก้ไขคะแนนของผู้สอบไม่ผ่าน เป็นสอบผ่าน กมธ.ฯจึงฝากป.ป.ช.ให้ดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องหาให้ดี เพราะเกรงว่าจะมีการตัดตอน ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ยังส่งรายชื่อผู้ต้องสงสัย 200 กว่าคนในคดีนี้ให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน  ทั้งนี้ป.ป.ช.แจ้งว่า กระบวนการไต่สวนคดีนี้จะใช้เวลา 10 เดือน จึงจะได้ตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง ประกอบด้วยการใช้เวลารวบรวมหลักฐาน 3เดือน ประมวลผลข้อมูล 1เดือน และการให้ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 6เดือน ซึ่งกมธ.มองว่าเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป ควรมอบอำนาจให้ดีเอสไอ หรือ ปปง. ดำเนินการแทน การสอบสวนจะรวดเร็วกว่า แต่ตัวแทนป.ป.ช.บอกว่า เวลา 10เดือนเร็วที่สุดแล้ว โดยป.ป.ช.ได้เชิญหน่วยงานอื่นเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนด้วย เพราะคดีดังกล่าวถือเป็นคดีพิเศษที่ประชาชนให้ความสนใจ ซึ่งป.ป.ช.จะไต่สวนทั้งทางอาญา วินัย และจริยธรรม 

เมื่อถามว่า ตัวการใหญ่สุดที่สาวไปถึงจะไปถึงระดับใด นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ป.ป.ช.ให้ข้อมูลว่า มีผู้บริหารกรมสั่งการอธิบการบดีมศว. และผู้ต้องหาทางไลน์ ส่วนปลัดกระทรวงมหาดไทย และนักการเมืองนั้น ทางป.ป.ช.ระบุว่า กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ 

อานนท์ แซะ วันนอร์ ช่วยงานข่าวกรองที ไม่มีใครรู้ดีเท่าอาจารย์แล้ว

อานนท์ แซะ วันนอร์ ช่วยงานข่าวกรองที ไม่มีใครรู้ดีเท่าอาจารย์แล้ว

อานนท์ แซะ วันนอร์ ช่วยงานข่าวกรองที ไม่มีใครรู้ดีเท่าอาจารย์แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.50 น.

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ภายหลังที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุการณ์คนร้ายลอบยิงทหารพรานจนเสียชีวิต 5 นาย ในพื้นที่ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ว่า ทุกฝ่ายคงต้องเพิ่มมาตรการระมัดระวัง และประสานความร่วมมือ โดยเฉพาะการข่าวต้องให้เร็วกว่านี้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (วันนอร์ ชี้ ลอบยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย การข่าวต้องเร็วกว่านี้ ยัน หนุนเจรจาอย่างยั่งยืน)

ล่าสุด  รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า อยากให้อาจารย์วันนอร์ ช่วยงานการข่าวของหน่วยงานความมั่นคงครับ รับรองการข่าวจะไวสุด แม่นยำสุดเลยครับ ไม่มีใครช่วยได้มากที่สุดเท่าอาจารย์แล้วครับ

ผบ.ทร เผยได้รับผลสรุปบริษัทต่อ เรือฟรีเกต แล้ว ก่อนส่ง ปลัด ก.กลาโหม อนุมัติ

ผบ.ทร เผยได้รับผลสรุปบริษัทต่อ เรือฟรีเกต แล้ว ก่อนส่ง ปลัด ก.กลาโหม อนุมัติ

ผบ.ทร เผยได้รับผลสรุปบริษัทต่อ เรือฟรีเกต แล้ว ก่อนส่ง ปลัด ก.กลาโหม อนุมัติ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.28 น.

ผบ.ทร เผยได้รับผลสรุปบริษัทต่อ “เรือฟรีเกต” แล้ว ก่อนส่ง “ปลัด ก.กลาโหม” อนุมัติ รับอาจไม่แถลงข่าว หวั่นเป็นดาบสองคม 

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสภากลาโหม  พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้พูดคุยกับพลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ, พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล  เสนาธิการทหารเรือ และพลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ 

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ถามว่า ได้รับรายงานผลการพิจารณาคัดเลือกต่อเรือฟรีเกตจากพลเรือเอก กรวิทย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาจัดหาเรือฟรีเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ แล้วหรือไม่ ผบ.ทร. กล่าวว่า เรียบร้อยแล้ว และขออนุญาตตรวจสอบ รายละเอียดเอกสารว่า เรียบร้อยหรือไม่ จะได้ส่งขึ้นไปทีเดียว 

ส่วนจะมีการแถลงข่าวความชัดเจนได้เมื่อไหร่นั้น ผบ.ทร. ยอมรับว่า ขอคิดก่อน เพราะการแถลงข่าวก็เป็นดาบสองคมว่า เราจะไปทำผิดขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่ แต่ขอยืนยันว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขั้นตอนการดำเนินดำเนินการต่อจากนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือจะต้องลงนาม ส่งเรื่องต่อมายังปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อลงนามอนุมัติ ก่อนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอความเห็นชอบ เพราะเป็นโครงการที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านบาท 

ดร.มัลลิกา ร่วม Dinner Talk กับ นักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์ และผู้นำธุรกิจ AI-นวัตกรรมนานาชาติ

ดร.มัลลิกา ร่วม Dinner Talk กับ นักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์ และผู้นำธุรกิจ AI-นวัตกรรมนานาชาติ

ดร.มัลลิกา ร่วม Dinner Talk กับ นักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์ และผู้นำธุรกิจ AI-นวัตกรรมนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

ดร.มัลลิกา ร่วม Dinner Talk กับ นักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์ และผู้นำธุรกิจ AI- นวัตกรรมนานาชาติ ย้ำไทยมีศักยภาพดึงดูดการลงทุน หากยึดหลักนิติธรรม

23 กรกฎาคม 2569 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมงาน Dinner Talk กับปริญญ์ พานิชภักดิ์ และนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลก (World Bank) ตลอดจนผู้บริหาร นักลงทุน และนักธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมจากหลายประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศไทย รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและโอกาสการลงทุนในอนาคต

การเสวนาในครั้งนี้ได้มีการหารืออย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งในด้านกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ ระบบส่งเสริมการลงทุน ตลอดจนศักยภาพของกรุงเทพมหานครและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในการรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจด้าน AI เทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรม

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้ซักถามถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองไทยในปัจจุบัน ว่าส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติมากน้อยเพียงใด รวมถึงแนวทางและนโยบายด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการดำเนินธุรกิจของรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจอย่างยิ่ง

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ในฐานะอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีโครงสร้างกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการแข่งขันสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ทั้งด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ดร.มัลลิกาเห็นว่า อุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายและการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด หากทุกภาคส่วนดำเนินการภายใต้หลักนิติธรรมอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะสามารถยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนและแข่งขันกับประเทศชั้นนำของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ ดร.มัลลิกาได้แนะนำผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างชาติว่า การเข้ามาลงทุนในประเทศไทยควรดำเนินการผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย และปฏิบัติตามระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ควรเลือกใช้วิธีการลัดหรือแนวทางที่อาจขัดต่อกฎหมาย แม้จะดูสะดวกรวดเร็วในระยะสั้น เพราะการลงทุนที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนความโปร่งใส ความถูกต้อง และหลักธรรมาภิบาล

ดร.มัลลิกา กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน หากสามารถรักษามาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี และบุคลากรคุณภาพจากทั่วโลก อันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว และประเทศไทยยังเป็นโอกาสของการลงทุนเสมอไม่ว่าจะจะเป็นยุคใด

– 006