‘เอ ศุภชัย’ สุดกลั้น เปิดใจตื้นตัน ‘ณเดชน์’ ให้เกียรติเป็นญาติผู้ใหญ่ในวันแต่งงาน

‘เอ ศุภชัย’ สุดกลั้น เปิดใจตื้นตัน ‘ณเดชน์’ ให้เกียรติเป็นญาติผู้ใหญ่ในวันแต่งงาน

‘เอ ศุภชัย’ สุดกลั้น เปิดใจตื้นตัน ‘ณเดชน์’ ให้เกียรติเป็นญาติผู้ใหญ่ในวันแต่งงาน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

เจอผู้จัดการคนเก่ง เอ ศุภชัย” ในงาน Aum Aum ที่เซนทรัลลาดพร้าว งานนี้เลยขอออกมาเปิดใจหลังจาก ณเดชน์” ให้เกียรติเป็นญาติผู้ใหญ่ในการสู่ขอ ทำเอา เอ ศุภชัย”  ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

โดย เอ ศุภชัย”  เผยว่า “เป็นสิ่งที่ตื้นตันใจ หลังจากแห่ขันหมากเสร็จก็เขาจะเชิญ เขาเรียกว่าญาติผู้ใหญ่ ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดว่าน้องณเดชน์จะให้เกียรติเราให้ขึ้นไปเป็นญาติผู้ใหญ่ ก็คือมีแม่ น้องณเดชน์เค้าจะมีแม่แก้วที่เลี้ยงมา แม่และแม่ๆ มีเราเป็นหนึ่งในแม่ๆ นั้นด้วย”

ทำปลื้มหนักมากด้วย?

“เราก็รู้สึกปลื้มจิตที่ว่าเค้าให้เกียรติมากๆ จากผู้จัดการดาราตัวเล็กๆ คนนึงค่ะ เขาให้เกียรติแม้กระทั้งเป็นวันสำคัญที่สุดของเค้า คือทุกอย่างน้องณเดชน์เป็นคนเลือกเองแล้วก็คัดเองหมดเลย แล้วก็เป็นแขกผู้ใหญ่ของน้องญาญ่าค่ะ แล้วขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศงานแล้วก็แม่แก้วขึ้นไปสู่ขอ เป็นตัวแทน แล้วน้ำตาแม่ๆ ทุกคนก็เริ่มไหล พี่เอก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เราก็หนึ่งในแม่คนนึงเหมือนกัน”

เรียกว่าพี่เออยู่มาทุกช่วงของชีวิต ณเดชน์

“อยู่ในวงการมาเกือบ 20 ปี แล้วจนถึงวันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิต ก็เหมือนเราได้ดูละครเรื่องนึงที่เป็นละครชีวิตที่เราไปรับเป็นนักแสดงแล้วก็จนถึงวันที่เค้าได้แต่งงาน”

เปิดวาร์ปชีวิตสุดลักชู โกกิเบอร์รี่ อดีตน้องรักบอสบิ๊ก ผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์ ท่ามกลางดราม่าตัดขาด 50 ล้าน

เปิดวาร์ปชีวิตสุดลักชู โกกิเบอร์รี่ อดีตน้องรักบอสบิ๊ก ผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์ ท่ามกลางดราม่าตัดขาด 50 ล้าน

เปิดวาร์ปชีวิตสุดลักชู โกกิเบอร์รี่ อดีตน้องรักบอสบิ๊ก ผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์ ท่ามกลางดราม่าตัดขาด 50 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

เรียกได้ว่าเป็นดราม่าสะเทือนวงการเพลง เมื่อ “บิ๊ก ผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์” บอสใหญ่แห่งค่ายโตเกียวมิวสิค ออกมาประกาศหักดิบตัดความสัมพันธ์กับน้องสาวคนสนิท “โกกิเบอร์รี่” ปมเงินสูญหายกว่า 50 ล้านบาท ท่ามกลางภาพลักษณ์ชีวิตสุดลักชูรี่ของฝ่ายหญิงที่เพิ่งถอยบ้านหรูไปหมาดๆงานนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตจับตามองอย่างหนัก หลังจากที่ บิ๊ก ผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์ โพสต์ข้อความสุดเดือดผ่านโซเชียลมีเดีย จากเดิมที่มีกระแสข่าวลือเรื่องเงินหายหลัก 10 ล้านบาท แต่ล่าสุดวงในและชาวเน็ตต่างเชื่อมโยงว่าตัวเลขอาจพุ่งสูงถึง 50 ล้านบาท ซึ่งบิ๊กเลือกที่จะ “อโหสิ” ไม่ฟ้องร้อง แต่ขอจบความสัมพันธ์ทางใจและทางธุรกิจทันที

ในขณะที่กระแสดราม่ากำลังระอุ หลายคนต่างพุ่งเป้าไปที่ “โกกิเบอร์รี่” น้องสาวคนสวยที่อยู่เคียงข้างบอสบิ๊กมานาน ซึ่งหากย้อนกลับไปดูไลฟ์สไตล์ของเธอในช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า “ชีวิตดี๊ดีที่แท้ทรู” จนกลายเป็นที่อิจฉาของใครหลายคนกับบ้านหรูมูลค่า 8 ล้าน โกกิเบอร์รี่เพิ่งโชว์ความสำเร็จด้วยการซื้อบ้านหลังงาม ดีไซน์หรูหราสมฐานะ ตอกย้ำภาพลักษณ์สาวเก่งและขยันและใช้ชีวิตระดับพรีเมียมไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หน้าผม หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ล้วนสะท้อนถึงความมั่งคั่งและออร่าที่พุ่งปรี๊ดโดยที่ผ่านมาเธอคือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของค่ายโตเกียวมิวสิคที่แฟนคลับต่างชื่นชมในความสามารถมาโดยตลอดซึ่งการออกมาโพสต์ของ “บิ๊ก” ในครั้งนี้ ทำให้สังคมอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่า ความหรูหราที่เห็น อาจมีความเชื่อมโยงกับปมเงิน 50 ล้านที่หายไปหรือไม่? แม้ทางด้านบอสบิ๊กจะยืนยันว่าจะไม่ฟ้องร้องและขอใช้การทำมาหากินแลกกับเงินที่เสียไป แต่การประกาศตัดขาด “ตลอดกาล” ก็สะท้อนให้เห็นว่ารอยร้าวนี้ลึกเกินกว่าจะประสานขณะนี้แฟนคลับแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ทั้งที่ให้กำลังใจบอสบิ๊กให้ก้าวต่อไปเพื่อความปังในปีหน้า และกลุ่มที่ยังรอฟังความจริงจากฝั่งโกกิเบอร์รี่ว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “เงินล้าน” และ “บ้านหรู” มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่!

สะกดทุกสายตา เจนนี่ BLACKPINK อวดลุคสุดปังหรือพังทำโซเชียลแตก

สะกดทุกสายตา เจนนี่ BLACKPINK อวดลุคสุดปังหรือพังทำโซเชียลแตก

สะกดทุกสายตา เจนนี่ BLACKPINK อวดลุคสุดปังหรือพังทำโซเชียลแตก

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.20 น.

กลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์ทันที เมื่อไอดอลสาวซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เจนนี่ (JENNIE) แห่งวง BLACKPINK ปรากฏตัวในงาน TIME100 Gala งานเลี้ยงฉลองบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกของนิตยสาร TIME ประจำปี ซึ่งภาพลักษณ์ของเธอในครั้งนี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนคลับและกูรูแฟชั่นอย่างมาก

จากโพสต์ของผู้ใช้โซเชียลมีเดียและเพจแฟชั่นต่างๆ ได้มีการแชร์ภาพของเจนนี่ในลุคที่ผสมผสานความเซ็กซี่และความหรูหราได้อย่างลงตัวโดยเธอ มาในชุดซีทรูสีดำดีไซน์ล้ำสมัย เน้นโครงสร้างช่วงอกที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมสายคาดเอวขนาดเล็กที่ช่วยขับเน้นรูปร่างให้ดูโดดเด่นประดับต่างหูระย้าดีไซน์หรูหราที่ช่วยส่งให้ใบหน้าดูสว่างและสง่างามมากขึ้นกับทรงผมเกล้าผมที่เรียบกริบ พร้อมการจัดแต่งหน้าม้าแบบคลาสสิก ช่วยเพิ่มกลิ่นอายความย้อนยุคแต่ยังดูร่วมสมัยกระแสตอบรับจากแฟนๆในโลกโซเชียล แฟนๆ ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมอย่างล้นหลาม  แต่บ้างกระแสก็ไม่ค่อยปลื้มกับลุคนี้ของเธอเท่าไร เพราะดูโดยรวมถือว่ายังไม่ปังเท่าที่ควร และควรสวยได้มากกว่านี้

ขวัญผวา บัว สโรชา เจอชายแปลกหน้าหลอนน้ำกระท่อมพกมีดบุกเข้าบ้านกลางดึก

ขวัญผวา บัว สโรชา เจอชายแปลกหน้าหลอนน้ำกระท่อมพกมีดบุกเข้าบ้านกลางดึก

ขวัญผวา บัว สโรชา เจอชายแปลกหน้าหลอนน้ำกระท่อมพกมีดบุกเข้าบ้านกลางดึก

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

ทำเอา บัวสโรชา น้องสาว บีมกวี ยังคงสะดุ้งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเปิด-ปิดประตู หลังมีชายคนแปลกหน้าพกมีดพร้อมน้ำกระท่อม บุกเข้าบ้านกลางดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา (23 เม.ย. 69) โดยมีคุณพ่อและสามี  ตั้มพิพัทธ์ เผชิญหน้าด้วยความกล้า ก่อนที่ตำรวจจะมาถึงและเข้าจับกุมทันที โชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บในฐานะแม่ บัว เผยว่า ไม่เห็นด้วยกับการขายหรือครอบครองสารเสพติดทุกชนิดอย่างเสรี เพราะเด็กที่กำลังเติบโตในประเทศอาจเข้าถึงถึงสิ่งเหล่านี้ได้ง่าย จึงขอเป็นอีกเสียงคัดค้านเรื่องการครอบครอง-ขาย-เสพสิ่งเสพติดทุกชนิดอย่างสุดใจ

โดยวันนี้ (24 เม.ย. 69) บัว โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “เมื่อคืนนี้เป็นคืนที่ยาวนานมาก คนทั้งบ้านกลัวกันหมดเพราะมีคนแปลกหน้าใส่ชุดดำทั้งตัว ปีนเข้ามาในบ้านจนต้องเรียกตำรวจมา พอค้นกระเป๋าเจอขวดน้ำอัดลมขวดใหญ่ที่มีน้ำกระท่อมอยู่เต็มเลยพร้อมมีดพก พี่ ๆ เจ้าหน้าที่ สน.โคกคราม เดินทางมาเร็วมาก ๆ และทำการจับกุมผู้บุกรุกทันที ขอบคุณพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ทุกคนนะคะ จากเหตุการณ์นี้ส่วนตัวด้วยความเป็นแม่ของลูกสองคน บัวไม่เคยเห็นด้วยกับเรื่องการขายหรือครอบครอง (สารเสพติดใด ๆ ก็ตามเสรี) โดยเฉพาะใบกระท่อมที่มีขายอยู่ทุกซอกทุกมุมของประเทศแบบนี้เลย มันควรแล้วหรือคะที่ยังต้องให้เด็กที่กำลังเติบโตขึ้นมาต้องเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายขนาดนี้ นี่ยังโชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บ แต่ตอนนี้บัวก็สะดุ้งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเปิดปิดประตูค่ะ ขอให้ไม่ต้องมีใครต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีกค่ะ และขอเป็นอีกเสียงที่คัดค้านเรื่องการครอบครองหรือขายเสพสิ่งเสพติดทุกชนิดอย่างสุดใจค่ะ”และ “ขอบคุณพี่ ๆ ตำรวจ สน.โคกครามค่ะ และขอบคุณปะป๊ากับตาตาที่ปกป้องพวกเรา” ท่ามกลางแฟน ๆ ที่เข้ามาคอมเมนต์แสดงความห่วงใยกันอย่างต่อเนื่อง

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 เพจเฟซบุ๊ก ”เจริญกรุง” ซึ่งเป็นเพจที่เผยแพร่เรื่องราวศิลปะ วัฒนะธรรม ได้โพสต์บทความเรื่อง “ฉลองพระองค์สี่วาระพระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก” เขียนโดย “นพรัศมี” โดยมีเนื้อหา ระบุว่า “ในพระราชพิธีกงเต๊กหลวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะสงฆ์จีนนิกายประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

เครื่องกระดาษที่จัดสร้างขึ้นถวายในพิธีครั้งนี้สะท้อนความประณีตละเอียดอ่อนทั้งในเชิงช่างฝีมือและในเชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะเครื่องกระดาษฉลองพระองค์ ซึ่งถูกเลือกจำลองจากฉลองพระองค์จริงในวาระสำคัญต่าง ๆ แห่งพระชนมชีพ อันเป็นที่จดจำของพสกนิกร และสัมพันธ์กับบทบาทพระราชฐานะในบริบทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ฉลองพระองค์เครื่องกระดาษวาระแรกเป็นฉลองพระองค์แบบสากล ตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทยสีเบอร์กันดี อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ของ Dior เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นการเสด็จส่วนพระองค์ สีสัน และรูปแบบของฉลองพระองค์สะท้อนพระรสนิยมอันสง่างาม เรียบ สุขุม และเชื่อมโยงโลกแฟชั่นสากลเข้ากับวัสดุพื้นถิ่นไทยอย่างแนบแน่น

ฉลองพระองค์วาระที่สองเป็นฉลองพระองค์ชุดไทยสีน้ำตาลทอง ประยุกต์จากชุดไทยเรือนต้น ฉลองพระองค์ซิ่นจีบหน้านางประดับลูกปัด และสายสะพายเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายใน) พร้อมดาราประดับเพชร ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน) และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๙ ชั้นที่ ๑ (ภ.ป.ร.๑) อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงเมื่อเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉลองพระองค์ชุดนี้สะท้อนบทบาทพระบรมราชินีนาถในฐานะศูนย์รวมแห่งวัฒนธรรมราชสำนัก ความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยซึ่งถูกนำเสนอในบริบทพิธีการสูงสุดของแผ่นดิน ถูกถ่ายทอดลงสู่เครื่องกระดาษอย่างประณีต สมจริง และเปี่ยมความเคารพ

ฉลองพระองค์วาระที่สามเป็นฉลองพระองค์สีแดงสไตล์จีนประยุกต์ จำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวเสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ณ ย่านเยาวราช สีแดงซึ่งเป็นสีมงคลตามคติจีน ประกอบกับลวดลายและรูปทรงแบบจีนร่วมสมัย สะท้อนพระราชบทบาทในการเชื่อมโยงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมไทย และพระเมตตาที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกเชื้อสาย ซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดในเครื่องกระดาษกงเต๊กอย่างมีนัยสำคัญ

ฉลองพระองค์วาระสุดท้ายเป็นฉลองพระองค์ชุดราตรียาวสีน้ำตาลทอง ประดับลูกปัด อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวพระราชทานเลี้ยงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระราชวงศ์ ทรงต้อนรับประธานาธิบดีฌัก ชีรัก และภริยาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ กรุงเทพมหานคร ฉลองพระองค์ชุดนี้สะท้อนพระราชฐานะในเวทีการทูตระหว่างประเทศ ความสง่างามของราชสำนักไทยซึ่งปรากฏต่อสายตานานาชาติ ถูกถ่ายทอดผ่านเครื่องกระดาษด้วยความวิจิตรและสมพระเกียรติ

เครื่องกระดาษฉลองพระองค์ทั้งสี่วาระที่จัดสร้างขึ้นในการพระราชกุศลกงเต๊กหลวงครั้งนี้ จึงทำหน้าที่เป็นภาพแทนแห่งพระชนมชีพในมิติต่าง ๆ ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่พระราชจริยวัตรส่วนพระองค์ พระราชพิธีแห่งแผ่นดิน บทบาททางวัฒนธรรม ไปจนถึงพระราชภารกิจด้านการทูต อันถูกร้อยเรียงไว้ในพิธีกรรมจีนอย่างกลมกลืน สงบ งดงาม และเปี่ยมด้วยความอาลัยรักของพสกนิกรไทยทั้งประเทศ

การที่ฉลองพระองค์สีฟ้าแบบชุดไทยเรือนต้นองค์นี้กลับมาปรากฏอีกครั้งในพระราชพิธีกงเต๊กถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ชวนให้หวนระลึกถึงช่วงเวลาที่พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์อันเป็นสิริมงคลยิ่ง จากวันแห่งความปลื้มปีติของพระราชภารกิจสำคัญต่าง ๆ ในรัชสมัยที่ล่วงแล้ว สู่วันแห่งการน้อมรำลึกและการอุทิศพระราชกุศลด้วยความกตัญญูกตเวทีอย่างสงบงาม

ฉลองพระองค์ซึ่งเคยอยู่ท่ามกลางเสียงสรรเสริญและความเบิกบาน จึงแปรสภาพมาเป็นสื่อแห่งความทรงจำในพิธีกรรมแห่งการอาลัย แสดงให้เห็นว่าเครื่องแต่งกายหนึ่งชุดสามารถบรรจุเรื่องราว ความรู้สึก และความหมายทางจิตใจได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าบทบาทเชิงรูปธรรมของการแต่งกาย หากเป็นหลักฐานทางความทรงจำที่จะดำรงอยู่ในกาลเวลาไปอีกตราบนานเท่านาน”

“มิน อ่อง หล่าย” ประกาศกฎอัยการศึก 60 อำเภอทั่วเมียนมา

"มิน อ่อง หล่าย" ประกาศกฎอัยการศึก 60 อำเภอทั่วเมียนมา

24 เม.ย. 2569 15:13 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ประกาศกฎอัยการศึก 60 อำเภอทั่วเมียนมา

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประกาศใช้กฎอัยการศึกครอบคลุม 60 อำเภอทั่วเมียนมาคุมเข้มพื้นที่สู้รบยาว 90 วัน เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงในพื้นที่ที่ยังคงมีการสู้รบอย่างหนัก หลังขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี พร้อมโอนอำนาจบริหารและตุลาการให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำทหารเมียนมาที่เพิ่งก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ได้ออกคำสั่งฉุกเฉินประกาศใช้กฎอัยการศึกใน 60 อำเภอทั่วประเทศ วันนี้ (24 เม.ย.) เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงในพื้นที่ที่ยังคงมีการสู้รบอย่างหนัก แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลพลเรือนตามที่ทางกองทัพกล่าวอ้างแล้วก็ตาม

ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน เป็นต้นไป ครอบคลุมพื้นที่ในรัฐกะฉิ่น, กะยา, กะเหรี่ยง, ชิน, ฉาน และยะไข่ รวมถึงภูมิภาคสะกาย, มาเกวย และมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองทัพเคยประกาศมาตรการจำกัดเวลาออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิว มาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2021

ตามรายงานจากสื่อกระบอกเสียงของรัฐระบุว่า อำนาจบริหารและตุลาการทั้งหมดในพื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึก จะถูกโอนไปอยู่ในความดูแลของ พลเอก เย วิน อู ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ของเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ยุติการก่อการร้ายด้วยอาวุธ” และเพื่อฟื้นฟู “หลักนิติธรรม” ให้กลับมาสู่ความสงบเรียบร้อย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งแรกของ มิน อ่อง หล่าย นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่พรรคการเมืองที่หนุนหลังโดยกองทัพคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติว่าไม่เป็นธรรมและขาดความโปร่งใส

เป็นที่น่าสังเกตว่าการประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มต่อต้านหลายกลุ่ม รวมถึงกองกำลังชาติพันธุ์ และกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ได้ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพของ มิน อ่อง หล่าย โดยอ้างว่าขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำทหาร

พื้นที่ที่ถูกประกาศกฎอัยการศึกยังรวมถึงเขตอิทธิพลของกลุ่มสำคัญ ได้แก่ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU), กองทัพอาระกัน (AA) และ กองทัพเอกราชกะฉิ่น (KIA)

นอกจากนี้ ประกาศดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงบางพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยทำข้อตกลงหยุดยิงกับกองทัพไปก่อนหน้านี้ด้วย

นักวิเคราะห์และอดีตนายทหารเมียนมาระบุว่า กลยุทธ์ของรัฐบาลทหารในขณะนี้คือการรุกทั้งสองทาง นั่นคือการยื่นข้อเสนอสันติภาพควบคู่ไปกับการใช้แรงกดดันทางทหารอย่างหนัก เพื่อกดดันให้ฝ่ายต่อต้านยอมจำนนหรือเข้าสู่โต๊ะเจรจาภายใต้เงื่อนไขของกองทัพ

เมียนมายังคงติดอยู่ในวังวนความขัดแย้งนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลของนางอองซานซูจี และส่งผลให้การประท้วงโดยสงบขยายตัวกลายเป็นความขัดแย้งด้วยอาวุธทั่วประเทศในปัจจุบัน.

ที่มา Reuters / The Irrawaddy

DeepSeek เปิดตัว “DeepSeek-V4” โมเดล AI รุ่นใหม่ ลดต้นทุนมหาศาล ท้าชนสหรัฐฯ

DeepSeek เปิดตัว "DeepSeek-V4" โมเดล AI รุ่นใหม่ ลดต้นทุนมหาศาล ท้าชนสหรัฐฯ

24 เม.ย. 2569 14:50 น.

DeepSeek เปิดตัว “DeepSeek-V4” โมเดล AI รุ่นใหม่ ลดต้นทุนมหาศาล ท้าชนสหรัฐฯ

สตาร์ตอัปจีน “DeepSeek” เปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ DeepSeek-V4 ชูจุดเด่นรองรับข้อมูลคำสั่งยาวถึง 1 ล้านคำ พร้อมลดต้นทุนการประมวลผลและหน่วยความจำอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันเทคโนโลยีระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่ร้อนแรงขึ้น

“ดีปซีค” (DeepSeek) สตาร์ทอัพดาวรุ่งจากเมืองหางโจวของจีน ผู้อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ “DeepSeek Shock” ที่ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกร่วงกราวเมื่อปีก่อน ได้ประกาศเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ล่าสุด “DeepSeek-V4”  โดยระบุว่ารุ่นใหม่นี้ได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถสูงขึ้นในขณะที่ใช้ทรัพยากรน้อยลงอย่างมาก

บริษัทระบุผ่านแถลงการณ์บนแพลตฟอร์ม WeChat และ X ว่า DeepSeek-V4 มีคือปริมาณสูงสุดของข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผลที่ยาวเป็นพิเศษถึง 1 ล้านคำ ซึ่งถือเป็นระดับผู้นำโลกทั้งในกลุ่มโมเดลระดับประเทศและกลุ่มโอเพนซอร์ส ช่วยให้ AI สามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลและทำความเข้าใจคำสั่งที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ

สำหรับการเปิดตัวครั้งนี้ DeepSeek ได้แบ่งโมเดลออกเป็น 2 รุ่นย่อย เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ได้แก่ DeepSeek-V4-Pro รุ่นเรือธงที่มีพารามิเตอร์สูงถึง 1.6 ล้านล้านพารามิเตอร์ มีความรอบรู้ในระดับโลกที่เป็นรองเพียงแค่ Gemini-Pro-3.1 ของกูเกิล เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เหนือกว่าโมเดลโอเพนซอร์สอื่นๆ ทั้งหมด และ DeepSeek-V4-Flash รุ่นประหยัดที่เน้นประสิทธิภาพและความรวดเร็ว โดยมีพารามิเตอร์อยู่ที่ 2.84 แสนล้านพารามิเตอร์ ออกแบบมาเพื่อให้เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับธุรกิจและนักพัฒนา

จาง อี้ ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัย iiMedia ให้ความเห็นว่าการเปิดตัวครั้งนี้คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของอุตสาหกรรม เพราะมันช่วยแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพที่ช้าลงและต้นทุนที่สูงเกินไปในการประมวลผลคำสั่งขนาดยาว ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยี AI ระดับสูงขยับจากการเป็นเครื่องมือในห้องวิจัย ไปสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ในวงกว้างได้จริง

การเปิดตัว DeepSeek-V4 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนกำลังตึงเครียดอย่างหนัก โดยทำเนียบขาวได้ออกมากล่าวหาหน่วยงานของจีนว่ามีความพยายามครั้งใหญ่ในการขโมยเทคโนโลยี AI ของอเมริกา

ไมเคิล แครตซิออส ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ มีหลักฐานว่ามีขบวนการในจีนที่ใช้เทคนิค “Distillation” หรือการกลั่นกรองข้อมูลจากโมเดลของคู่แข่งในระดับอุตสาหกรรม เพื่อนำมาสร้างโมเดลของตัวเองที่ราคาถูกลงและมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

ความสำเร็จของ DeepSeek ในการสร้าง AI ที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยต้นทุนต่ำ ได้กลายเป็นโจทย์ยากสำหรับบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์อย่างเมตาและไมโครซอฟท์ ที่ต้องลงทุนมหาศาลเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยล่าสุดเมตาเพิ่งประกาศแผนเลิกจ้างพนักงานอีก 10% เพื่อรักษากำไรและนำเงินไปทุ่มกับการพัฒนา AI ให้ทันโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ DeepSeek จะเป็นที่นิยมอย่างสูงในจีน โดยเฉพาะในภาคสาธารณสุข การเงิน และสถาบันปกครองท้องถิ่น แต่ก็ยังเผชิญกับข้อกังขาเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการเซ็นเซอร์เนื้อหา ซึ่งเป็นปัญหาที่ AI จากจีนมักจะเลี่ยงไม่ตอบคำถามในประเด็นที่อ่อนไหวทางการเมือง.

ที่มา AFP

สหรัฐฯ ลงโทษ “ก๊ก อาน” สว.กัมพูชา รวมพวก 29 ราย ปมตุ๋นเงินชาวอเมริกันนับแสนล้าน

สหรัฐฯ ลงโทษ "ก๊ก อาน" สว.กัมพูชา รวมพวก 29 ราย ปมตุ๋นเงินชาวอเมริกันนับแสนล้าน

24 เม.ย. 2569 13:28 น.

สหรัฐฯ ลงโทษ “ก๊ก อาน” สว.กัมพูชา รวมพวก 29 ราย ปมตุ๋นเงินชาวอเมริกันนับแสนล้าน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรขั้นรุนแรงต่อ “ก๊ก อาน” สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา และเครือข่ายนอมินีรวม 29 ราย หลังพบหลักฐานเป็นเบื้องหลังเครือข่ายสแกมเมอร์ยักษ์ใหญ่ที่ใช้เล่ห์เหลี่ยม “หลอกให้รักแล้วชวนลงทุน” ดูดเงินชาวอเมริกันรวมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์

สำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศ (OFAC) สังกัดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกประกาศขึ้นบัญชีดำ นายก๊ก อาน (Kok An) สมาชิกวุฒิสภากัมพูชาและนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล พร้อมด้วยบุคคลและนิติบุคคลในเครือข่ายรวม 29 ราย ในฐานะผู้บงการและให้การสนับสนุนเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลแก่พลเมืองอเมริกัน

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ระบุว่า “การขจัดปัญหาการฉ้อโกงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดของรัฐบาลชุดนี้ กระทรวงการคลังจะเดินหน้าจัดการกับมิจฉาชีพและศูนย์สแกมเมอร์ที่ขโมยเงินของชาวอเมริกันผู้ขยันขันแข็ง ไม่ว่าพวกมันจะดำเนินงานที่ไหนหรือจะมีเส้นสายทางการเมืองที่แข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม”

ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ในปี 2024 ชาวอเมริกันสูญเสียเงินจากแก๊งหลอกลวงในภูมิภาคนี้ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 66% จากปีก่อนหน้า โดยหนึ่งในรูปแบบที่พบบ่อยคือการหลอกลงทุนคริปโต

รายงานระบุว่า เครือข่ายของนายก๊ก อาน ใช้อาคารภายในกาสิโนและนิคมสำนักงานหลายแห่งในเมืองปอยเปต, สีหนุวิลล์ และบาเวต เป็นฐานปฏิบัติการ โดยมิจฉาชีพจะใช้วิธีสร้างโปรไฟล์ปลอมทำความสนิทสนมหรือความสัมพันธ์เชิงชู้สาว หรือ “โรมานซ์ สแกม” เพื่อล่อลวงให้เหยื่อโอนเงินออมไปลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีอยู่จริง

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังพบความโหดร้ายภายในค่ายสแกมเมอร์เหล่านี้ โดยระบุว่าพนักงานส่วนใหญ่คือเหยื่อของการค้ามนุษย์ที่ถูกหลอกไปทำงาน ถูกยึดหนังสือเดินทาง และถูกบังคับให้ทำผิดกฎหมายภายใต้การขู่เข็ญด้วยความรุนแรง หากทำยอดไม่ได้ตามเป้าจะถูกทำร้ายร่างกายหรือบังคับประเวณี

นายก๊ก อาน ใช้บริษัทในเครืออย่าง Crown Resorts และ Anco Brothers Co Ltd เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์และกาสิโนเพื่อเป็นฐานให้มิจฉาชีพเช่า และใช้ระบบรักษาความปลอดภัยของตนเองในการควบคุมพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมขบวนการรายสำคัญอย่าง ริตธี รักสะไม (Rithy Raksmei) เจ้าของเครือ K99 Group และนักลงทุนชาวพม่าที่ได้สัญชาติกัมพูชาอย่าง  Aik Paung และ Sai Aung Linn ซึ่งดูแลทั้งกาสิโนและธนาคาร Heng Feng Cambodia Bank เพื่อใช้ในการฟอกเงิน

ในส่วนของปฏิบัติการที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ กระทรวงยุติธรรมพบว่ามีกลุ่มสมรู้ร่วมคิดในสหรัฐฯ คอยรับโอนเงินจากเหยื่อก่อนส่งต่อไปยังกัมพูชา โดยมีรายงานว่า หลัว หง (Luo Hong) เจ้าของบริษัทก่อสร้างในกัมพูชา ได้รับเงินโอนโดยตรงจากกลุ่มนี้กว่า 1.3 ล้านดอลลาร์

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการประสานงานร่วมกันของหน่วยงานระดับสูงหลายภาคส่วน ทั้ง FBI, หน่วยสืบราชการลับ และกระทรวงยุติธรรม โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เสนอเงินรางวัลสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์ สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การยึดทรัพย์สินจากศูนย์สแกมเมอร์ในพม่า และอีก 4 ล้านดอลลาร์ สำหรับการจับกุมนายดาเรน ลี (Daren Li) ผู้ต้องหาฟอกเงินที่อยู่ระหว่างหลบหนี และสั่งยึดโดเมนเว็บไซต์ปลอมที่ใช้หลอกลงทุนคริปโตจำนวน 503 แห่ง และแอปพลิเคชันส่งข้อความที่ใช้รับสมัครเหยื่อค้ามนุษย์

จากการขึ้นบัญชีดำในครั้งนี้ ทรัพย์สินทั้งหมดของนายก๊ก อาน และเครือข่ายที่อยู่ในสหรัฐฯ หรืออยู่ในความครอบครองของบุคคลสัญชาติอเมริกันจะถูกระงับทันที และห้ามไม่ให้บุคคลอเมริกันเข้าทำธุรกรรมใดๆ กับรายชื่อเหล่านี้ ผู้ฝ่าฝืนจะต้องเผชิญโทษหนักทั้งทางแพ่งและอาญา

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการกดดันรัฐบาลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกัมพูชา พม่า และลาว ให้เร่งจัดการกับปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามระดับโลก.

ที่มา U.S. Department of the Treasury

รวบ “ทหารหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ” ใช้ข้อมูลลับจับกุม “มาดูโร” แทงพนันออนไลน์ ได้เงิน 13 ล้าน

รวบ "ทหารหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ" ใช้ข้อมูลลับจับกุม "มาดูโร" แทงพนันออนไลน์ ได้เงิน 13 ล้าน

24 เม.ย. 2569 12:47 น.

รวบ “ทหารหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ” ใช้ข้อมูลลับจับกุม “มาดูโร” แทงพนันออนไลน์ ได้เงิน 13 ล้าน

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งจับกุมทหารหน่วยรบพิเศษ สังกัดกองทัพบก หลังพบพฤติกรรมใช้ข้อมูลลับสุดยอดของปฏิบัติการบุกจับตัว “นิโกลัส มาดูโร” อดีตผู้นำเวเนซุเอลา ไปวางเดิมพันในแพลตฟอร์มพนันคริปโต ฟันกำไรกว่า 4 แสนดอลลาร์ก่อนข่าวประกาศทางการ 

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ  แถลงการจับกุมและสั่งฟ้องจ่าสิบเอก แคนนอน เคน แวน ไดค์ (Gannon Ken Van Dyke) ทหารประจำการหน่วยรบพิเศษ กองทัพบกสหรัฐฯ จากค่ายฟอร์ตแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ในข้อหาใช้ข้อมูลลับของรัฐบาลเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากการพนันออนไลน์

คำฟ้องระบุว่า แวน ไดค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวางแผนและปฏิบัติการ “Absolute Resolve” หรือปฏิบัติการบุกจู่โจมจับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลา ได้ใช้ข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะไปวางเดิมพันใน Polymarket ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทำนายผลเหตุการณ์โลกด้วยระบบคริปโตเคอร์เรนซี โดยเขาสามารถทำกำไรไปได้มากกว่า 409,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13.29 ล้านบาท)

อัยการระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2025 เป็นต้นมา แวน ไดค์ มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการวางแผนบุกจับกุมมาดูโร ต่อมาในวันที่ 26 ธันวาคม เขาได้เปิดบัญชี Polymarket และเริ่มวางเงินเดิมพันรวมกว่า 33,000 ดอลลาร์ ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของผู้นำเวเนซุเอลาและผลลัพธ์ของปฏิบัติการทางการทหาร

จนกระทั่งในวันที่ 3 มกราคม 2026 กองกำลังสหรัฐฯ ได้บุกเข้าควบคุมตัวมาดูโรและภรรยาถึงทำเนียบในกรุงการากัส ก่อนส่งตัวมาดำเนินคดีที่นิวยอร์ก ซึ่งการที่แวน ไดค์ รู้กำหนดการและผลลัพธ์ล่วงหน้าทำให้เขาชนะเดิมพันมหาศาล

ด้าน Polymarket ได้ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เมื่อเราตรวจพบผู้ใช้งานที่ทำการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลลับของรัฐบาล เราได้ส่งเรื่องให้กระทรวงยุติธรรมทันทีและให้ความร่วมมือในการสืบสวนอย่างเต็มที่ การใช้ข้อมูลภายในไม่มีที่ยืนในแพลตฟอร์มของเรา”

นายท็อดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ กล่าวว่า “ทหารของเราได้รับความไว้วางใจให้เข้าถึงข้อมูลลับเพื่อปฏิบัติภารกิจให้ปลอดภัยที่สุด การนำข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูงมาใช้เพื่อผลกำไรส่วนตัวถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และผิดกฎหมายรัฐบาลกลางอย่างชัดเจน”

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้ความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ว่าเขารู้สึกไม่สบายใจกับระบบการพนันทำนายผลเหตุการณ์โลกเช่นนี้ “น่าเสียดายที่โลกทั้งใบกลายเป็นเหมือนกาสิโนไปแล้ว ไม่ว่าจะในยุโรปหรือที่ไหนๆ ก็มีการพนันแบบนี้เกิดขึ้น ผมไม่เคยสนับสนุนเรื่องพวกนี้เลย”

ปัจจุบัน แวน ไดค์ ถูกตั้งข้อหาหนักหลายกระทง ได้แก่ การใช้ข้อมูลลับของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ส่วนตัว, การขโมยข้อมูลของรัฐบาล, การฉ้อโกงสินค้าโภคภัณฑ์และทางสายโทรศัพท์ และการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ แวน ไดค์ เคยลงนามในข้อตกลงรักษาความลับ (NDA) ที่ระบุว่าจะไม่เผยแพร่หรือใช้ข้อมูลปฏิบัติการทางทหารในทุกรูปแบบ ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องเผชิญโทษจำคุกเป็นเวลาหลายสิบปี.

ที่มา BBC / CNN

อัยการเกาหลีใต้ขอเพิ่มโทษจำคุก “ยุน ซอก ยอล” 30 ปี คดีส่งโดรนรุกล้ำเกาหลีเหนือ

อัยการเกาหลีใต้ขอเพิ่มโทษจำคุก "ยุน ซอก ยอล" 30 ปี คดีส่งโดรนรุกล้ำเกาหลีเหนือ

24 เม.ย. 2569 12:16 น.

อัยการเกาหลีใต้ขอเพิ่มโทษจำคุก “ยุน ซอก ยอล” 30 ปี คดีส่งโดรนรุกล้ำเกาหลีเหนือ

อัยการพิเศษเกาหลีใต้เสนอเพิ่มโทษจำคุก 30 ปี แก่อดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ในข้อหาเอื้อประโยชน์แก่ศัตรู หลังพบหลักฐานสั่งการส่งโดรนทหารรุกล้ำน่านฟ้าเกาหลีเหนือในปี 2024 หวังใช้ความตึงเครียดเป็นข้ออ้างประกาศกฎอัยการศึก

ทีมศาลพิเศษนำโดยอัยการพิเศษ โช อึนซุก ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเขตกรุงโซลกลาง เพื่อขอให้ลงโทษจำคุก นายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นเวลา 30 ปี ในข้อหาเอื้อประโยชน์แก่ศัตรู จากกรณีอื้อฉาวเรื่องการสั่งการให้โดรนทหารบินรุกล้ำเข้าไปในกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ เมื่อปี 2024

นอกจากนี้ อัยการยังได้เสนอโทษจำคุก 25 ปี แก่นายคิม ยงฮยอน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในข้อหาเดียวกัน โดยระบุว่าการกระทำของคนทั้งคู่ถือเป็น “อาชญากรรมต่อรัฐและประชาชน”

ทีมสืบสวนเชื่อว่า การส่งโดรนรุกล้ำพรมแดนในเดือนตุลาคม 2024 มีวัตถุประสงค์แอบแฝงเพื่อยั่วยุให้เกาหลีเหนือตอบโต้ ซึ่งจะเป็นการสร้างเงื่อนไขและข้ออ้างในการประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลวในธันวาคม 2024 โดยอัยการระบุว่า นายยุนพยายาม “กุสถานการณ์ภาวะสงคราม” ซึ่งส่งผลเสียร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติและผลประโยชน์ทางทหารของประเทศ

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นยังรวมถึงการรั่วไหลของความลับทางทหาร เนื่องจากมีโดรนลำหนึ่งประสบอุบัติเหตุตกในฝั่งเกาหลีเหนือ ทำให้ข้อมูลขีดความสามารถทางทหารของเกาหลีใต้ตกไปอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งในเวลานั้นทางการเปียงยางได้เผยแพร่ภาพซากโดรนและโจมตีโซลอย่างรุนแรงว่าละเมิดอธิปไตยหลายครั้ง

ปัจจุบันนายยุน ซอกยอล อยู่ระหว่างการถูกคุมขังและเผชิญกับการดำเนินคดีอาญาหลายคดีที่เชื่อมโยงกับการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ศาลชั้นต้นได้ตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเขาไปแล้วในข้อหาก่อกบฏเพื่อทำให้สภานิติบัญญัติเป็นอัมพาต แต่นายยุนได้ยื่นอุทธรณ์โดยอ้างว่าทำไป “เพื่อชาติ”

ด้านรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ โดยยืนยันว่าจะยุติการยั่วยุในลักษณะที่เกิดขึ้นในสมัยของนายยุน เพื่อลดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

บทลงโทษที่อัยการเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ รวมถึงนายยอ อินฮยอง อดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทหาร เสนอจำคุก 20 ปี และนายคิม ยงแด อดีตผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการโดรน เสนอจำคุก 5 ปี

การพิจารณาคดีในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเป็นการลับเนื่องด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ และถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นทางการเมืองในเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก.

ที่มา Yonhap /AFP