มวล. จัด ‘WUiDAY 2026’ ปูทางนักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ

มวล. จัด ‘WUiDAY 2026’ ปูทางนักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ

มวล. จัด ‘WUiDAY 2026’ ปูทางนักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดงานวันนานาชาติ “Walailak University International Day 2026 (WUiDAY 2026) ซึ่งถือเป็นการจัดขึ้นครั้งแรกในรอบ 34 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด“Bridging Regional and International Dialogue for Global Education and Sustainability” (BRIDGES) ระดมเอกอัครราชทูต ตัวแทนทางการทูต และมหาวิทยาลัยพันธมิตรจากทั่วโลก ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความเป็นนานาชาติ โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นประธานพิธีเปิด โดยมี นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช H.E. Mrs. Lucy N. Kiruthu เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเคนยาประจำประเทศไทย และ H.E. Mr. Peter Sha-Li Lan ผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย ร่วมปาฐกถาพิเศษถึงทิศทางการศึกษาโลก พร้อมด้วยผู้แทนทางการทูตจาก ภูฏาน ปากีสถาน สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรมหาวิทยาลัยจาก 10 ประเทศทั่วโลก อาทิ ออสเตรเลีย จีน เยอรมนี ฯลฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมบุษราคัม อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า งาน WUiDAY 2026 จัดขึ้นเพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ความเป็นเลิศในระดับสากลของมหาวิทยาลัยวโดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 6 ของประเทศไทย และ อยู่ในอันดับ 1201+ ของโลกจากการจัดอันดับของ Times Higher Education (THE) World University Rankings 2026 นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Global Good Governance (3G) Awards 2026 และครองอันดับ 47 ของโลกในด้านการส่งเสริมความยั่งยืน (SDGs)

“มวล.พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาที่มีคุณภาพและความยั่งยืน ผ่านการสร้างเครือข่ายวิชาการจากทั่วโลก งานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักศึกษาไทยได้ก้าวสู่เวทีนานาชาติ แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอความงามทางวัฒนธรรมและศักยภาพของจังหวัดนครศรีธรรมราชสู่สายตาชาวโลกอีกด้วย” ศ.ดร.สมบัติ กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการจากมหาวิทยาลัยคู่ความร่วมมือ การแสดงนักศึกษานานาชาติ การมอบรางวัล “นักศึกษานานาชาติยอดเยี่ยม” การเจรจาขยายเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาร่วมกับ 7 มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยด้วย

ด้าน ผศ.ดร.ภัทร์นรินทร์ ศุภกร ผู้อำนวยการศูนย์กิจการนานาชาติ มวล. กล่าวเพิ่มเติมว่า งาน WUiDAY 2026 นอกจากสร้างความเป็นนานาชาติในมหาวิทยาลัยแล้ว ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่จะสร้างแรงบันดาลใจ สร้างโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงทุนการศึกษาและการทำงานระดับโลก ที่สำคัญสร้างเครือข่ายวิชาการ วิจัย และการแลกเปลี่ยนนักศึกษา อีกทั้งยังมีการเปิดตัวเครือข่าย “UNIT” ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยไทย ยกระดับประเทศไทยสู่เป้าหมายจุดหมายปลายทางด้านการศึกษาระดับโลกอีกด้วย

ศธ.แท็กทีม 350 ผู้นำการศึกษา ดัน ‘เด็กกลับคืนห้องเรียน’ มุ่งสู่โมเดล ‘ต้นแบบ’ อาเซียน!

ศธ.แท็กทีม 350 ผู้นำการศึกษา ดัน ‘เด็กกลับคืนห้องเรียน’ มุ่งสู่โมเดล 'ต้นแบบ' อาเซียน!

ศธ.แท็กทีม 350 ผู้นำการศึกษา ดัน ‘เด็กกลับคืนห้องเรียน’ มุ่งสู่โมเดล ‘ต้นแบบ’ อาเซียน!

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงผู้บริหารสำนัก ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ เข้าร่วม ณ ห้องกรุงธนบอลล์รูม โรงแรมรอยัลริเวอร์กรุงเทพมหานคร

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ได้มอบนโยบายต่อที่ประชุมสัมมนา ผู้อำนวยการ สพท. 245 เขตทั่วประเทศ ในการระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนนโยบายสำคัญให้เกิดผลลัพธ์ต่อผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “All for Education : Leadership Showcase Shaping the Future ผนึกพลังผู้นำการศึกษา จากผลสำเร็จสู่การเปลี่ยนแปลงอนาคตการศึกษาไทย” และเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่สำคัญในการเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนการศึกษาระดับภูมิภาค ทั้งในเรื่องอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบของเขตพื้นที่การศึกษาในแต่ละเขต แต่ละจังหวัด พร้อมฝากโจทย์ให้ร่วมกันติดตามและผลักดันงานสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการนำเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามความถนัดและสนใจ ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout (TZD) การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งเรื่องการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ DLTV (Distance Learning Television) เรื่องการสร้างโรงเรียนคุณภาพต้นแบบ  เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาที่ยังขาดแคลน ทั้งอินเทอร์เน็ต และไฟฟ้า เพราะถ้าโรงเรียนไม่มีไฟฟ้าก็ไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ ถึงแม้ขณะนี้โรงเรียนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้มีจำนวนน้อยแต่ก็ให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือ

“ขณะนี้เราได้ตั้งเป้าหมายและตัวชี้วัด (KPI) อย่างจริงจัง ในการดึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้ามาเรียน โดยจับมือทำงานร่วมกับ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสุดท้ายแล้ว เรามุ่งหวังให้การจัดการปัญหาเด็กหลุดระบบของไทยประสบความสำเร็จ จนสามารถใช้เป็น “โมเดลต้นแบบ” (Model) ให้กับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน ส่วนเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในส่วนของไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตนั้น โรงเรียนที่ยังไม่มีไฟฟ้า มีจำนวนไม่มากแล้ว แต่ ก็ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบและเร่งแก้ไขปัญหาโรงเรียนที่ยังขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ได้มากที่สุด เพราะการศึกษาที่มีคุณภาพ คือ ‘โอกาส’ ในการสร้างอนาคตที่ดีให้แก่เด็กและเยาวขนไทยทุกคน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” รมว.ศธ.กล่าว

สพฐ.หนุนแนะแนว-PISA-บ้านนักวิทย์น้อย-ESPORTS ปั้นคนรุ่นใหม่สู่โลกดิจิทัล

สพฐ.หนุนแนะแนว-PISA-บ้านนักวิทย์น้อย-ESPORTS ปั้นคนรุ่นใหม่สู่โลกดิจิทัล

สพฐ.หนุนแนะแนว-PISA-บ้านนักวิทย์น้อย-ESPORTS ปั้นคนรุ่นใหม่สู่โลกดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 25/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในที่ประชุมได้รับทราบและหารือประเด็นสำคัญต่างๆ อาทิ การขับเคลื่อนโครงการ “แนะแนว 3P PLUS สู่อาชีพและการมีงานทำ” ผ่านกิจกรรมแนะแนวรอบด้าน ทั้งการศึกษา อาชีพ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนค้นพบความถนัด วางเป้าหมายชีวิต และเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำในอนาคต โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย พร้อมขยายการขับเคลื่อนผ่านศูนย์แนะแนวประจำจังหวัด 78 ศูนย์ และศูนย์แนะแนวประจำเขตพื้นที่การศึกษา 183 ศูนย์ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพครูแนะแนวผ่านระบบ OBEC E-Learning เพื่อยกระดับการแนะแนวทั่วประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ได้รายงานผลการจัดโครงการพัฒนาต้นแบบการส่งเสริมศักยภาพครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะความฉลาดรู้ตามกรอบการประเมิน PISA 2029 โดยมีผู้บริหารและครูจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี และโรงเรียนเครือข่ายในจังหวัดชลบุรี จำนวน 60 คน เข้าร่วมอบรม พัฒนาความรู้ด้านการรู้เท่าทันสื่อและปัญญาประดิษฐ์ (Media and AI Literacy) พร้อมส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้และนวัตกรรมการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียนตามแนวทาง PISA 2029 และสร้างพลเมืองดิจิทัลที่รู้เท่าทันสื่ออย่างสร้างสรรค์

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สพฐ. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพัฒนากำลังคนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านโครงการ “OBEC NEXT GEN ESPORTS AI CAMP” รุ่นที่ 2 โดยพัฒนาครูและนักเรียนกว่า 100 คน จาก 18 โรงเรียนทั่วประเทศ ให้มีทักษะด้าน AI อีสปอร์ต และดิจิทัลที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 พร้อมเสริมสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และต่อยอดสู่ 6 สายอาชีพในอุตสาหกรรมอีสปอร์ตและดิจิทัลคอนเทนต์ เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน เชื่อมโยงการศึกษากับตลาดแรงงาน และสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

พร้อมกันนี้ สถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ยังได้จัดเทศกาลวันนักวิทยาศาสตร์น้อย ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงและปลูกฝังทักษะแห่งอนาคตให้แก่เด็กปฐมวัยและประถมศึกษา โดยจัดที่โรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก สพป.นราธิวาส เขต 2 ภายใต้หัวข้อ “เปิดโลกมหัศจรรย์ ทุกสิ่งไม่หยุดนิ่ง” มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,640 คน ภายในงานจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์ กิจกรรมเช็กอิน และฐานกิจกรรมการเรียนรู้ 18 ฐาน ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทดลองและการค้นพบด้วยตนเอง ขณะที่โรงเรียนวัดตะคร้ำเอน สพป.กาญจนบุรี เขต 2 จัดงานภายใต้หัวข้อ “โอบโลก ส่องดาว ก้าวสู่โลกอนาคตอย่างยั่งยืน” มีผู้เข้าร่วม 490 คน จาก 98 โรงเรียน โดยมีกิจกรรมเด่น ได้แก่ โดมท้องฟ้าจำลอง การแสดงโดรนและหุ่นยนต์ นิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์ และฐานการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม อวกาศ และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กๆ ตั้งแต่วัยเยาว์

ปตท.สผ.ประกาศผลการตัดสิน ‘PTTEP Teenergy ปีที่ 10’

ปตท.สผ.ประกาศผลการตัดสิน ‘PTTEP Teenergy ปีที่ 10’

ปตท.สผ.ประกาศผลการตัดสิน ‘PTTEP Teenergy ปีที่ 10’

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ประกาศผลการตัดสินและมอบรางวัลการประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 4 (The 4th Young Ocean for Life Innovation Challenge) ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) ในโครงการ PTTEP Teenergy ปีที่ 10 รวมมูลค่า 1,050,000 บาท จากการคัดเลือกผลงานของนิสิต นักศึกษาระดับ ปวส. ถึงปริญญาตรี ที่ส่งเข้าประกวดจำนวนทั้งสิ้น 190 ผลงาน จาก 43 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

คณะกรรมการตัดสินผลงานครั้งนี้ ได้แก่ นางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ปตท.สผ. เป็นประธาน และได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสุวรรณ นันทศรุต ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ นายคุณาวุฒิ บุญญานพคุณ ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรม รายพื้นที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และนายมิลินท์ จีวาภัสร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. 

สำหรับผลการประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 4 ในโครงการ PTTEP Teenergy ปีที่ 10 ตาม 3 หัวข้อการประกวด ดังนี้ หัวข้อ Protect: การปกป้องท้องทะเลจากภัยคุกคามต่างๆ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน ทุ่นกันกระแทกเรือ นวัตกรรมจากน้ำยางพารา ทีม SRTC รักทะเล จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ได้รับเงินรางวัล 130,000 บาท และเงินรางวัลสำหรับนำผลงานนวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอด 40,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน อุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลให้ออกห่างจากเครื่องมือทำการประมง ทีม บอกเจ๋ง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน นวัตกรรมทุ่นลอยดักจับและย่อยสลายน้ำมันด้วยจุลินทรีย์ Biofilm ทีม Bio Synergy จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน LEK & SPICE ระบบบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการอนุรักษ์ทะเลไทยอย่างยั่งยืน ทีม Lek & Spice จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร และผลงานนวัตกรรมเม็ดบีดส์ชีวภาพโดยเทคนิคการตรึงเซลล์แบคทีเรีย สำหรับดูดซับโลหะหนัก ทีม ฉันเป็นปลาพะยูน ว่ายน้ำไปว่ายมา ฉันไม่ใช่ปลา แต่ก็เรียกปลาพะยูน จากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร

หัวข้อ Preserve: การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน เครื่องสร้าง(พลัง)คลื่นเต่า ทีม บ่อสร้าง(พลัง)คลื่นเต่า จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเงินรางวัล 130,000 บาท และเงินรางวัลสำหรับนำผลงานนวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอด 40,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน SeaGuard: อุปกรณ์สำหรับอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเล เพื่อการกักเก็บคาร์บอนสีน้ำเงินอย่างยั่งยืน ทีม Seagrass SeaGuard จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน คาร์บอนแคป ระบบ dMRV สำหรับตรวจวัดและจัดการบลูคาร์บอนป่าชายเลนด้วย AI ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลโดรน และข้อมูลภาคสนามทีม CarbonCap จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน นวัตกรรมเครื่องมือเปิด – ปิดช่องทางหลบหนีของเต่าทะเลสำหรับอวนลากแผ่นตะเฆ่ โดยใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ เพื่อแก้ไขปัญหาเต่าทะเลติดอวนโดยไม่ตั้งใจ ทีม Trawltle จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร และผลงาน เซ็นเซอร์อัจฉริยะสำหรับการเฝ้าสังเกตสุขภาพแนวปะการัง ทีม Coral Blue Matriix จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร

หัวข้อ Provide: การสร้างโอกาสเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน แพลตฟอร์มให้อาหารอัจฉริยะเพื่อยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลอย่างยั่งยืน ทีม อาหวังรังวัง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับเงินรางวัล 130,000 บาท และเงินรางวัลสำหรับนำผลงานนวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอด 40,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน อวนไคโตซานย่อยสลายได้: นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อยุติปัญหาอวนผีในอ่าวไทย ทีม BlueLoop จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน เกสรเทียมจากทรัพยากรปลาทะเลไทย : อาหารเลี้ยงผึ้งทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพเหนือกว่าเกสรธรรมชาติ ทีม Beyond Pollen จากมหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน ทุ่นลอยชีวภาพดักจับไมโครพลาสติกด้วยระบบฟิลเตอร์ใยบวบเคลือบสารสกัดธรรมชาติ ทีม Bio-Jelly Boom จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร และ  ผลงาน สารเคลือบกันเพรียงทางทะเลจากน้ำยางพอลิยูริเทนที่ใช้พอลิออลชีวภาพจากน้ำมันเมล็ดยางพาราดัดแปร ทีม Para Marine จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร

นางสุศมา กล่าวว่า ปตท.สผ. มุ่งมั่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยดำเนินโครงการ PTTEP Teenergy ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ด้วยการจัดประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อท้องทะเลไทยได้จริง โดย ปตท.สผ. เชื่อมั่นว่าการประกวดครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ควบคู่กับการส่งเสริมเยาวชนไทยในการเป็นนักคิดสร้างสรรค์และนักอนุรักษ์ที่มีศักยภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน

ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน

23 ก.ค. 2569 15:57 น.

ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน

ไฟป่ารุนแรงทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสเผาผลาญพื้นที่ป่าสนใกล้อ่าวอาร์กาชงในแคว้นฌีรงด์ไปแล้วกว่า 12,500 ไร่ ส่งผลให้ต้องอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดมกำลังนักผจญเพลิงกว่า 500 นาย พร้อมเครื่องบินดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์ ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งซึ่งเป็นปัจจัยเร่งการลุกลามของเปลวไฟ

สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดฌีรงด์ บริเวณป่าสนหมู่บ้านเลอ ปอร์จ (Le Porge) ใกล้อ่างอาร์กาชง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างหนักนับตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันพุธที่ผ่านมา (22 ก.ค.) โดยเปลวไฟพุ่งสูงหลายสิบเมตรและลุกลามอย่างรวดเร็วในป่าสนที่แห้งแล้ง จนกลืนกินพื้นที่ป่าไปแล้วมากกว่า 2,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 12,500 ไร่ 

สำนักงานจังหวัดฌีรงด์เปิดเผยว่า ในช่วงคืนที่ผ่านมา ทางการได้ดำเนินการอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นการด่วนรวมแล้วเกือบ 12,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวมากกว่า 10,000 คน ที่ต้องอพยพออกจากค่ายพักแรมและศูนย์พักผ่อน 8 แห่งในแถบชายฝั่ง รวมถึงชาวบ้านอีกกว่า 1,000 คน ในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งนี้ เทศบาลเมือง 9 แห่ง รวมถึงเมืองบอร์โด ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ประสบภัยแล้วกว่า 2,500 คน

เจ้าหน้าที่นักผจญเพลิงราว 500 นาย พร้อมรถดับเพลิง 150 คัน และฝูงบินดับเพลิงทางอากาศ ซึ่งรวมถึงเครื่องบิน Canadair, Dash และ Air Tractor ได้เร่งเข้าควบคุมเพลิงตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยใช้วิธีการ “การเผาควบคุม” สร้างแนวกันไฟบริเวณขอบป่า เพื่อตัดเชื้อเพลิงและชะลอการลุกลามของไฟ ท่ามกลางทิศทางลมที่ทำให้ไฟกระจายไปทุกทิศทาง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวเต็มไปด้วยความสูญเสีย หลังจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีนักผจญเพลิงเสียชีวิต 2 นาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่าใกล้สนามบินบอร์โด-เมรีญัก ส่งผลให้นายลอร็องต์ นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส ต้องเดินทางลงพื้นที่เพื่อพบปะและแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ขณะที่สหภาพนักผจญเพลิงออกมาร้องเรียนถึงปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์และภาวะหมดแรงของเจ้าหน้าที่

มาร์กซิยาล ซานิเนตตี นายกเทศมนตรีเมืองเลอ ปอร์จ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดการณ์เบื้องต้นว่า ต้นเพลิงอาจเกิดจากอุบัติเหตุจากเครื่องมือแผ้วถางป่าหรือเครื่องตัดหญ้าที่เกิดความร้อนหรือประกายไฟ

ส่งผลให้ โซฟี โบรคาส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฌีรงด์ ประกาศยกระดับการเตือนภัยเป็น “สีแดง” พร้อม สั่งห้ามการทำงานในป่าไม้ทุกประเภทที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในโดยเด็ดขาดตลอดทั้งวัน ขณะที่อัยการเมืองบอร์โดประกาศว่าจะเพิ่มโทษทางอาญาอย่างหนักสำหรับผู้ที่จุดไฟหรือทิ้งก้นบุหรี่ในพื้นที่ป่า

เหตุการณ์ไฟป่าครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากฝรั่งเศสต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนถึง 3 ระลอกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นผลกระทบชัดเจนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้แม่น้ำหลายสายแห้งขอด และเกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น

ข้อมูลจากรัฐบาลฝรั่งเศสระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นมา มีเหตุไฟป่าเกิดขึ้นในประเทศแล้วมากกว่า 12,500 ครั้ง เผาผลาญพื้นที่ไปรวมกว่า 44,000 เฮกตาร์ หรือราว 275,000 ไร่ ซึ่งแซงหน้าสถิติความเสียหายร้ายแรงเมื่อปี 2022.

ที่มา TV5MONDE / AFP

เรือยามฝั่งจีนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือฟิลิปปินส์ ระหว่างภารกิจบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์

เรือยามฝั่งจีนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือฟิลิปปินส์ ระหว่างภารกิจบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์

23 ก.ค. 2569 14:55 น.

เรือยามฝั่งจีนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือฟิลิปปินส์ ระหว่างภารกิจบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เรือยามฝั่งจีนใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือของสำนักงานประมงฟิลิปปินส์ที่กำลังแจกจ่ายเงินอุดหนุนค่าน้ำมันและอาหารให้ชาวประมงบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์ ขณะที่จีนยืนยันว่าเรือฟิลิปปินส์รุกล้ำน่านน้ำของจีน และการปฏิบัติการของฝ่ายจีนเป็นไปตามกฎหมาย

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ (PCG) เปิดเผยว่า เรือหน่วยยามฝั่งจีน หมายเลข CCG 3302 ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือ BRP Datu Dumangsil ของสำนักงานประมงและทรัพยากรทางน้ำฟิลิปปินส์ (BFAR) ขณะปฏิบัติภารกิจแจกจ่ายเงินอุดหนุนค่าน้ำมันและถุงยังชีพแก่ชาวประมงฟิลิปปินส์ที่ทำการประมงบริเวณ สันดอนสการ์โบโรห์ หรือที่ฟิลิปปินส์เรียกว่าสันดอนปานาตัก 

พลเรือตรี เจย์ ทาร์เรียลา โฆษกหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ด้านทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 05.54 น. วันนี้ (23 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อเรือจีนแล่นเข้าประชิดหัวเรือของ BRP Datu Dumangsil ในระยะเพียงประมาณ 50 เมตร ต่อมาในเวลา 06.29 น. เรือจีนได้ฉีดน้ำแรงดันสูงต่อเนื่องนานกว่า 2 นาที ส่งผลให้น้ำกระทบเรือฟิลิปปินส์ แม้จะเป็นการปะทะทางอ้อมก็ตาม

นอกจากนี้ เรือยามฝั่งจีนอีกลำ CCG 21579 ยังแล่นตัดหน้าเรือ BRP Datu Paiburong ในระยะประมาณ 500 เมตร ซึ่งฟิลิปปินส์ระบุว่าเป็นการเดินเรือที่เป็นอันตราย

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ระบุว่า การกระทำของจีนละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยกฎระเบียบระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการชนกันในทะเล (COLREGs) และเป็นการสร้างความเสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ที่กำลังปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรม อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเรือของ BFAR ยังคงดำเนินภารกิจแจกจ่ายเชื้อเพลิงและอาหารให้แก่ชาวประมงต่อไปจนแล้วเสร็จในช่วงสายของวัน

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังส่งเครื่องบิน Cessna Grand Caravan ของหน่วยยามฝั่งขึ้นลาดตระเวนทางอากาศเหนือพื้นที่พิพาท โดยระบุว่าได้รับการติดต่อทางวิทยุจากฝ่ายจีน แม้เครื่องบินจะบินอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์

การลาดตระเวนพบเรือยามฝั่งจีน 9 ลำ เรือกองกำลังติดอาวุธทางทะเลของจีน 2 ลำ และเรือรบของกองทัพเรือจีน 1 ลำ ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่

ด้านหน่วยยามฝั่งจีนออกแถลงการณ์ระบุว่า ได้ติดตาม สกัดกั้น และขับไล่เรือของฟิลิปปินส์ 2 ลำ ที่เข้าไปในน่านน้ำใกล้สันดอนสการ์โบโรห์ โดยอ้างว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของจีน แม้จะมีการแจ้งเตือนแล้วก็ตาม จีนยืนยันว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ถูกต้องตามกฎหมาย และเรียกร้องให้ฟิลิปปินส์ยุติการกระทำที่จีนมองว่าเป็นการยั่วยุและละเมิดอธิปไตย

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังประชุมร่วมกันที่กรุงมะนิลา โดยมี หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าร่วมการประชุมด้วย

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนและฟิลิปปินส์ได้แลกเปลี่ยนคำประท้วงกันเกี่ยวกับเหตุเผชิญหน้าระหว่างเรือของทั้งสองฝ่ายที่บริเวณสันดอนโธมัสที่สอง (Second Thomas Shoal) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่พิพาทสำคัญในทะเลจีนใต้

นายหวัง อี้ เตือนฟิลิปปินส์ว่า หากยังคงดำเนินการยั่วยุจีนโดยได้รับการสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจภายนอก ฟิลิปปินส์จะต้องเผชิญกับ “ผลลัพธ์อันขมขื่นที่ตนเองเป็นผู้ก่อ”

สันดอนสการ์โบโรห์ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งจังหวัดซัมบาเลสของฟิลิปปินส์ประมาณ 357 กิโลเมตร และอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของจีนมาตั้งแต่ปี 2012 หลังเกิดการเผชิญหน้าระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ

แม้ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ณ กรุงเฮก จะมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2016 ว่า การอ้างสิทธิ์ของจีนในทะเลจีนใต้ไม่มีฐานทางกฎหมาย และรับรองสิทธิการทำประมงดั้งเดิมของชาวประมงฟิลิปปินส์ในพื้นที่ แต่จีนยังคงไม่ยอมรับคำตัดสินดังกล่าว และยืนยันอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ต่อไป.

ที่มา INQUIRER.net / Reuters

ลูฟวร์เปิด “หออพอลโล” อีกครั้ง หลังเหตุโจรกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ไร้เครื่องราชกกุธภัณฑ์จัดแสดง

ลูฟวร์เปิด "หออพอลโล" อีกครั้ง หลังเหตุโจรกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ไร้เครื่องราชกกุธภัณฑ์จัดแสดง

23 ก.ค. 2569 14:02 น.

ลูฟวร์เปิด “หออพอลโล” อีกครั้ง หลังเหตุโจรกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ไร้เครื่องราชกกุธภัณฑ์จัดแสดง

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีส เปิดให้ประชาชนเข้าชมหออพอลโลอีกครั้ง หลังปิดนานกว่า 9 เดือน จากเหตุโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์มูลค่า 88 ล้านยูโร โดยจนถึงขณะนี้ยังไร้วี่แววตามของกลางกลับคืนมา

หออพอลโล ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีส กลับมาเปิดให้ประชาชนเข้าชมแล้วเมื่อวันพุธ (23 ก.ค.) โดยผู้เข้าชมยังสามารถชมความวิจิตรงดงามของเพดานปิดทองและภาพจิตรกรรมฝาผนังสไตล์กรีก ซึ่งเป็นทางผ่านไปยังห้องจัดแสดงภาพวาด โมนาลิซา แต่จะไม่พบทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์หรือแม้แต่ตู้จัดแสดงเดิม เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ตัดสินใจนำออกทั้งหมด เพื่อคืนบทบาทของห้องแห่งนี้ให้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีการตามรูปแบบดั้งเดิมในศตวรรษที่ 17

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่ถูกขโมยไปยังคงสูญหาย แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 9 เดือนแล้ว

เหตุโจรกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยคนร้ายใช้เวลาไม่ถึง 8 นาที งัดหน้าต่างบุกเข้าไปในหออพอลโล ก่อนขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์มูลค่า 88 ล้านยูโร (ราว 3,400 ล้านบาท) และหลบหนีไป เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับผู้มาเยือน และเผยให้เห็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ลอเรนซ์ เดส์ การ์ส ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง ก่อนที่เซบาสเตียง เลอรีโบลต์ จะได้รับการแต่งตั้งให้เข้ารับตำแหน่งแทนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมและระบบป้องกันการบุกรุก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าโครงการ “Louvre New Renaissance” ซึ่งมีงบประมาณสูงถึง 800 ล้านยูโร เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ลดความแออัดของนักท่องเที่ยว และเตรียมสร้างห้องจัดแสดงถาวรสำหรับภาพ โมนาลิซา โดยตั้งเป้าแล้วเสร็จภายในปี 2031.

ที่มา : AP

จีนเปิดฉากซ้อมรบใช้กระสุนจริง 2 วัน ในช่องแคบไต้หวัน

จีนเปิดฉากซ้อมรบใช้กระสุนจริง 2 วัน ในช่องแคบไต้หวัน

23 ก.ค. 2569 13:03 น.

จีนเปิดฉากซ้อมรบใช้กระสุนจริง 2 วัน ในช่องแคบไต้หวัน

จีนเริ่มการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงเป็นเวลา 2 วันในพื้นที่บางส่วนของช่องแคบไต้หวัน ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม โดยประกาศปิดน่านน้ำใกล้เกาะตงซาน มณฑลฝูเจี้ยน ห้ามเรือทุกประเภทเข้าพื้นที่ ขณะที่ไต้หวันรายงานตรวจพบเครื่องบินรบจีนกว่า 20 ลำข้ามเส้นกึ่งกลางช่องแคบ หรือเพียงวันเดียวหลังการหารือระดับสูงระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และจีน

ทางการจีนเริ่มการฝึกซ้อมทางทหารด้วยกระสุนจริงเป็นเวลา 2 วัน ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม ในพื้นที่บางส่วนของช่องแคบไต้หวัน ใกล้ชายฝั่งมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

สำนักงานความปลอดภัยทางทะเลเมืองจางโจวประกาศแจ้งเตือนการเดินเรือ โดยระบุว่าพื้นที่ทะเลบางส่วนบริเวณใกล้เกาะตงซาน จะถูกปิดไม่ให้เรือทุกประเภทเข้าออกระหว่างเวลา 06.00-18.00 น. ของวันที่ 24 และ 25 กรกฎาคม เนื่องจากมีการฝึกยิงด้วยกระสุนจริง

เกาะตงซานตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลฝูเจี้ยน ใกล้พรมแดนมณฑลกวางตุ้ง และอยู่ไม่ไกลจากช่องแคบไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของภูมิภาค

การซ้อมรบครั้งนี้มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากการหารือระหว่าง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน รวมถึงสถานการณ์ไต้หวัน

จีนยังคงยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน และไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อรวมชาติ ขณะที่รัฐบาลไต้หวันซึ่งปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตยปฏิเสธข้ออ้างอธิปไตยของปักกิ่งมาโดยตลอด

กระทรวงกลาโหมไต้หวันเปิดเผยว่า ระหว่างเวลา 06.00 น. ของวันที่ 23 กรกฎาคม ถึง 06.00 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม กองทัพไต้หวันตรวจพบเครื่องบินทหารจีน 21 เที่ยวบิน เรือรบ 6 ลำ และเรือราชการอีก 2 ลำ ปฏิบัติการใกล้เกาะไต้หวัน ในจำนวนนี้ มีเครื่องบินอย่างน้อย 20 ลำ ที่ข้ามเส้นกึ่งกลางช่องแคบไต้หวัน และเข้าสู่พื้นที่ทางอากาศทางตอนเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ

กองทัพอากาศไต้หวันยังรายงานว่าได้ส่งสัญญาณเตือนทางวิทยุไปยังอากาศยานของจีนอย่างน้อย 2 ครั้ง หลังตรวจพบการเคลื่อนไหวของอากาศยานและเฮลิคอปเตอร์ที่ปฏิบัติการจากเรือของจีนใกล้พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน

นอกจากนี้ จีนยังประกาศปล่อยจรวดจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมซีชางในวันเดียวกัน โดยมีเส้นทางบินมุ่งสู่มหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตก

กระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุว่า วิถีการบินของจรวดดังกล่าวได้ผ่านเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ หรือ ADIZ ของไต้หวัน แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าเรือสำรวจของกองทัพเรือสหรัฐฯ USNS Henson เข้าปฏิบัติการในน่านน้ำทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะฉีเหม่ยในหมู่เกาะเผิงหูเมื่อช่วงปลายวันที่ 22 กรกฎาคม โดยหน่วยยามฝั่งจีนได้ติดตามเรือลำดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ขณะที่กองทัพเรือและหน่วยยามฝั่งไต้หวันเฝ้าติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จีนได้จัดการซ้อมรบครั้งใหญ่ที่สุดรอบเกาะไต้หวัน หลังสหรัฐฯ ประกาศแพ็กเกจขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 11,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นวงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ในครั้งนั้น กองบัญชาการยุทธบริเวณภาคตะวันออกของจีนได้ยิงจรวดหลายลูกลงสู่ทะเลทั้งทางเหนือและทางใต้ของไต้หวันระหว่างการฝึกยิงจริงที่ใช้เวลานานกว่า 10 ชั่วโมง

นักวิเคราะห์มองว่า การซ้อมรบครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐฯ และอาจยิ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพด้านความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงสำคัญที่สุดของภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน.

ที่มา Reuters / DimSum Daily

สหรัฐฯ กล่าวหาสตาร์ทอัพ “Moonshot AI” ของจีน ขโมยเทคโนโลยีโมเดล AI ของ Anthropic

สหรัฐฯ กล่าวหาสตาร์ทอัพ "Moonshot AI" ของจีน ขโมยเทคโนโลยีโมเดล AI ของ Anthropic

23 ก.ค. 2569 12:34 น.

สหรัฐฯ กล่าวหาสตาร์ทอัพ “Moonshot AI” ของจีน ขโมยเทคโนโลยีโมเดล AI ของ Anthropic

รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหา Moonshot AI บริษัทปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำของจีน ลักลอบนำเทคโนโลยีจากโมเดล AI ระดับแนวหน้าของบริษัท Anthropic ของสหรัฐฯ ไปใช้พัฒนาโมเดล Kimi K3 พร้อมระบุว่าบริษัทจีนยังเข้าถึงชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออก ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตรียมพิจารณาขึ้นบัญชีดำและใช้มาตรการคว่ำบาตร

นายไมเคิล แครตซิออส ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยผ่าน X ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่า Moonshot AI ใช้วิธีการที่เรียกว่า “Model Distillation” เพื่อดึงศักยภาพของโมเดล Fable ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ รุ่นล่าสุดของ Anthropic มาใช้พัฒนาโมเดล Kimi K3

แครตซิออสระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการลักลอบถ่ายทอดเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรม เพื่อขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ และบ่อนทำลายงานวิจัยของบริษัทอเมริกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่อาจยอมรับได้

ด้านนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังพิจารณานำ Moonshot AI เข้าสู่บัญชีดำทางการค้า และอาจใช้มาตรการคว่ำบาตร หากพบว่ามีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทอเมริกันจริง เบสเซนต์ระบุว่า สหรัฐฯ สนับสนุนการพัฒนา AI แบบโอเพนซอร์ส แต่ “โอเพนซอร์สไม่ได้หมายความว่าสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ ไปใช้ได้อย่างเสรี”

แครตซิออสยังกล่าวหาว่า Moonshot AI ได้ครอบครองเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งชิปประมวลผล AI รุ่น Nvidia GB300 Grace Blackwell ซึ่งเป็นชิประดับสูงที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ และมีการนำไปใช้งานในประเทศไทยเพื่อฝึกสอนโมเดล AI ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้จำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ไปยังจีนตั้งแต่ปี 2022 เนื่องจากกังวลว่าอาจถูกนำไปใช้เพื่อเสริมศักยภาพทางทหาร

ข้อกล่าวหาดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อต้นปี เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์เคยระบุว่า บริษัท AI ของจีนอย่าง DeepSeek อาจใช้ชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ในการพัฒนาโมเดลของตน ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ

ซาราห์ เฮก ผู้บริหารฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Anthropic ระบุว่า การที่บริษัทจีนลักลอบนำโมเดล AI ของสหรัฐฯ ไปใช้ ถือเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างร้ายแรง

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Anthropic เปิดเผยว่า บริษัท AI ของจีน 3 แห่ง ได้แก่ DeepSeek, Moonshot AI และ MiniMax ใช้บัญชีผู้ใช้งานปลอมกว่า 24,000 บัญชี สร้างคำสั่งใช้งานมากกว่า 16 ล้านครั้ง เพื่อเข้าถึงโมเดล Claude ของบริษัท โดยเป็นการละเมิดเงื่อนไขการใช้งานและข้อจำกัดด้านภูมิภาค

หลิว ฉาง โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ “ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง” เขายืนยันว่า จีนให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคารพข้อเท็จจริง เลิกอคติ และยุติการกล่าวหาที่ทำลายความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม AI ของจีน

ทั้งนี้ Moonshot AI เปิดตัว Kimi K3 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าเป็นโมเดล AI แบบ Open-weight ที่มีพารามิเตอร์ถึง 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ มากที่สุดในโลก และมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับโมเดล Fable ของ Anthropic

บริษัทประกาศว่าจะเปิดให้ดาวน์โหลดและปรับแต่ง Kimi K3 แบบโอเพนซอร์สตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม ทำให้เป็นโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่สุดที่นักพัฒนาและประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างอิสระ

ข้อกล่าวหาครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความเข้มข้น โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มมาตรการตรวจสอบบริษัท AI ของจีนอย่างต่อเนื่อง จากความกังวลว่ามีการใช้วิธี Model Distillation เพื่อถอดแบบความสามารถของโมเดล AI ชั้นนำของสหรัฐฯ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก

นักวิเคราะห์มองว่า กรณี Moonshot AI อาจกลายเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือนกันยายนนี้ และอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศในอนาคต.

ที่มา Reuters / BBC

รถยนต์ไฟฟ้าดันตลาดยุโรปโตไม่หยุด “BYD-แบรนด์จีน” เร่งชิงส่วนแบ่ง ยอดขายพุ่ง

รถยนต์ไฟฟ้าดันตลาดยุโรปโตไม่หยุด "BYD-แบรนด์จีน" เร่งชิงส่วนแบ่ง ยอดขายพุ่ง

23 ก.ค. 2569 11:56 น.

รถยนต์ไฟฟ้าดันตลาดยุโรปโตไม่หยุด “BYD-แบรนด์จีน” เร่งชิงส่วนแบ่ง ยอดขายพุ่ง

ตลาดรถยนต์ยุโรปเดือนมิถุนายนยังเติบโต แรงหนุนหลักจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดที่พุ่งสูง ชดเชยยอดขายรถใช้น้ำมันที่ลดลง ขณะที่ค่ายรถจีนเข้าครองส่วนแบ่งตลาดในยุโรปอย่างรวดเร็ว

สมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป (European Automobile Manufacturers’ Association: ACEA) เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) ว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดยอดขาย เพิ่มขึ้น 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 1,407,332 คัน ครอบคลุมสหภาพยุโรป (EU) สหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA)

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันตลาดมาจากความต้องการ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และรถยนต์พลังงานทางเลือกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียน รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เพิ่มขึ้น 51% รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพิ่มขึ้น 22.7% และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) เพิ่มขึ้น 17.1% ซึ่งรถยนต์ทั้ง 3 ประเภทคิดเป็น มากกว่า 80% ของรถยนต์ใหม่ทั้งหมดที่จดทะเบียนในเดือนมิถุนายน

ในทางกลับกัน ความนิยมของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียน รถยนต์เบนซิน ลดลง 12.2% รถยนต์ดีเซล ลดลง 16.9%

ข้อมูลของ ACEA ยังสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนยังคงขยายอิทธิพลในตลาดยุโรปอย่างต่อเนื่อง อย่าง BYD, Chery และ Leapmotor มียอดขายเพิ่มขึ้น เกือบ 3-6 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วน SAIC Motor เติบโตมากกว่า 50% และ Geely เติบโต 11%

ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของยุโรปยังคงมียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย Renault, Stellantis และVolkswagen ต่างมียอดจดทะเบียนรถยนต์เพิ่มขึ้นในช่วง 3.6-7.3%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ตลาดรถยนต์ยุโรปจะยังเติบโต แต่แรงขับเคลื่อนสำคัญได้เปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าและไฮบริด ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนกำลังเร่งขยายส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรป.

ที่มา : channelnewsasia