นายกฯ เยือนสำนักงาน CP ในจีน ให้เป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน

นายกฯ เยือนสำนักงาน CP ในจีน ให้เป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน

นายกฯ เยือนสำนักงาน CP ในจีน ให้เป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.37 น.

นายกฯ เยือนสำนักงาน CP ในจีน ให้เป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน  

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 เวลา 19.40 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะ เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง และได้เยี่ยมชมสำนักงาน CP Center โดยได้พบหารือกับผู้บริหารกลุ่มบริษัทและบริษัทในเครือ โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับคณะผู้บริหารบริษัท CP โดยซีพีเป็นความภาคภูมิใจในฐานะนักลงทุนต่างชาติรายแรกของจีน และเป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน  เน้นลงทุนระยะยาวที่สร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างสองประเทศ  โดยหวังว่า จะถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการไทย 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงงานเมื่อวานนี้ ได้เป็นประธานเปิดงาน Thailand–China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และร่วมพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (BOI Chengdu Office) และรับประทานอาหารร่วมกับเจ้ากิจการและผู้บริหารมืออาชีพของภาคเอกชนไทยกว่า 140 คน ในกิจกรรม Prime Minister -Thai Private Sector Luncheon มั่นใจในศักยภาพของภาคเอกชนที่สามารถทำธุรกิจในต่างประเทศ ขอยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนไทยขยายการลงทุนในจีน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งบริษัทก่อตั้งเมื่อปี 2464 เป็นกลุ่มบริษัทเอกชนไทยขนาดใหญ่ ดำเนินธุรกิจใน 8 กลุ่มหลัก ครอบคลุมเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ค้าปลีก โทรคมนาคม ดิจิทัล อสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ เวชภัณฑ์ และการเงิน ใน 23 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 456,000 คนทั่วโลก โดยธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ค้าปลีกและจัดจำหน่าย รวมถึงธุรกิจดิจิทัลและโทรคมนาคม

นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.13 น.

นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ Huawei Beijing Executive Briefing Center กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ Huawei พร้อมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อขยายความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระบบคลาวด์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสานต่อความร่วมมือกับ Huawei ในฐานะนักลงทุนและพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเทคโนโลยีต้องนำไปสู่ประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ การศึกษา สาธารณสุข การเกษตร การบริหารจัดการเมือง ตลอดจนการสร้างงานและอาชีพใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้น

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต้อนรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีสื่อสารความเร็วสูง โดยไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศการลงทุน และฐานอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลก

ทางด้านผู้บริหาร Huawei ระบุว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 20 ปี และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งศูนย์พัฒนาทักษะดิจิทัล บริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค พร้อมชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มีศักยภาพ และมั่นใจในบรรยากาศและศักยภาพของไทย ที่เหมาะต่อการดำเนินธุรกิจดิจิทัล  

บริษัทยังเห็นสอดคล้องกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีในการประชุมปัญญาประดิโลก ที่นครเซี่ยงไฮ้ เรื่อง การสร้าง AI ธรรมาภิบาล ที่ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity)
 
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่
การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ซึ่งดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้าน Cloud และ AI กับหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

การขยายการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ยกระดับบริการสาธารณะ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการสร้างบุคลากรไทย

“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดึงการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่คือการสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงความรู้ มีทักษะที่ตลาดต้องการ เกิดงานคุณภาพ และนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่! 

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ถึงกระทรวงการคลัง

ตามที่กระทรวงการคลัง มีการแจ้งยอดผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ยอดรวม 18.8 ล้านคน

ผลการตรวจสอบพบว่า มีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.5 ล้าน คน ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.3 ล้านคน ในยอดนี้มีคนจนเก่าอยู่ 7.2 ล้านคน มีคนจนใหม่เพิ่มมาอยู่ 2.2 ล้านคน

สิ่งที่กระทรวงการคลังต้องคิดคือ ยอดคนจนเดิมตัวเลขกลมๆคือ 13 ล้านคน แสดงว่ามีคนจนเก่าหายไป 5.8 ล้านคน(13ล้านหักลบด้วย7.2 ล้านคน) สิ่งที่ต้องถามว่าคนจนเก่า 5.8 ล้านคนนี้ ทำไมถึงหายไป

หายไปเพราะเขามีฐานะดีขึ้น หรือหายไปเพราะเกณฑ์เข้มงวดขึ้น หรือหายไปเพราะมีข้อบกพร่องของเกณฑ์ รวมทั้งฐานข้อมูลต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องในทางปฏิบัติ

ทั้งๆที่วันนี้ทุกอย่างแพงขึ้น น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น วัตถุดิบอาหารต่างๆแพง ตัวเลข 5.8 ล้านคนที่หายไป มันจึงไม่สอดคล้องกับ สภาพความเป็นจริงทางสังคม

ผมเสนอทางออก การที่จะให้คนจนกลุ่มนี้ไปอุทธรณ์สิทธิ์ มันไม่ง่ายเลย อาจทำให้เขาต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ถ้าให้คนกลุ่มนี้ไปใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส ก็ยิ่งไม่ง่าย

เป็นไปได้ไหมครับว่า อย่างน้อยๆคืนสิทธิ์ให้คนเก่า ที่เขาเคยได้รับไปก่อน ส่วนคนใหม่ที่ท่านให้ลงทะเบียนนั้น ก็ว่าไปตามเกณฑ์หรือการอุทธรณ์

ที่ผมต้องออกมาปกป้อง คนเก่าที่เคยได้รับสิทธิ์นั้น อย่าลืมว่าชีวิตเขา ดำรงอยู่ได้ เพราะว่าเขาเคยได้รับสิทธิ์นี้ และได้รับความช่วยเหลือมาก่อนแล้ว ถ้าถูกตัดสิทธิ์ที่เคยได้รับ บวกกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผมคิดว่าชีวิตเขาลำบากแน่นอน

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน สร้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง ชู Thailand FastPass ดึงฐานผลิตโลก ยกระดับทักษะแรงงานไทย ปลดล็อกการลงทุนครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 เวลา 15.45 น. (ตามเวลาสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินทางโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ จากนครเฉิงตูมายังกรุงปักกิ่ง โดยเปิดเผยถึงความสำเร็จภายหลังการนำคณะทีมไทยแลนด์ หารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในประเทศจีน 4 บริษัทเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมาว่ากลุ่มนักลงทุนจีนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มีความมั่นใจอย่างยิ่งในการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมายและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งนี้ การหารือพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ4แห่งได้รับการยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทยมูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น  อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง เพื่อรองรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์, เซมิคอนดักเตอร์ และ ไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคนโดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ ซึ่งแรงงานไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว สาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ 

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนสานต่ออย่างไร นายกฯ กล่าว่ารัฐบาลได้ให้ความมั่นใจ โดยปัจจุบันมีนโยบาย “Thailand FastPass” ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ซึ่งจะเป็นจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น 

“นักลงทุนชื่นชมในความสะดวกและโปร่งใส โดยเฉพาะการที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์หรือค่าน้ำร้อนน้ำชา เหมือนในอดีต รวมถึงไม่ต้องติดต่อหลายหน่วยงานให้ยุ่งยาก เพราะบีโอไอ จะเป็นผู้ประสานงานและขจัดอุปสรรคทั้งหมดให้เพียงจุดเดียว” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามต่อว่านักธุรกิจไทยที่มาลงทุนในจีนมีข้อเสนอทฝากนายกฯไปหารือกับ นายกฯของจีนในวัน 20 ก.ค.นี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ส่วนใหญ่ ธุรกิจไทยที่มาประกอบกิจการในจีน อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร โรงไฟฟ้า และธุรกิจบริการ เช่น เครือโรงแรมต่าง ๆ ซึ่งจากการพบปะกับผู้บริหารและเจ้าของกิจการ หลายสิบรายที่เป็นเจ้าของกิจการในจีน ต่างยืนยันว่าได้รับความสะดวกในการดำเนินธุรกิจจากรัฐบาลจีนเป็นอย่างดีเช่นกัน ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนและปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีแห่งอนาคตของภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กรมชลประทานเดินหน้าติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดพะเยา โดยเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานและแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด

ปัจจุบันโครงการพัฒนากว๊านพะเยา ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) มีผลการดำเนินงานร้อยละ 16.86 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งรัดการดำเนินงานในทุกกิจกรรม เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายของปีงบประมาณ

สำหรับความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ประกอบด้วย งานดินขุดดำเนินการแล้วจำนวน 390,484 ลบ.ม. งานปั้นคันกั้นน้ำและงานก่อสร้างทำนบดิน ทั้งสองกิจกรรมคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 ขณะที่งานติดตั้งเสาไฟฟ้าแสงสว่างและระบบระบายน้ำ รวมถึงงานก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ จำนวน 4 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนงานจ้างก่อสร้างผิวทาง ระยะทาง 3.9 กิโลเมตร อยู่ระหว่างรอการส่งมอบพื้นที่ให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อเข้าดำเนินงาน

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บและบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนพื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูฝนได้ประมาณ 12,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งประมาณ 5,000 ไร่ ตลอดจนช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้กำชับหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งรัดการดำเนินงานในทุกกิจกรรม พร้อมติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จตามแผนและประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการได้โดยเร็วที่สุด อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

​กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล ในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

​กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล ในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

​กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล ในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันนี้ (20 กรกฎาคม 2569) นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว และคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

​พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

​พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน 'ข้าวคาร์บอนต่ำ' จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

​พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.52 น.

พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ในความท้าทายนั้นยังมีโอกาส! กรมการข้าว โดย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้ประกาศเดินหน้ายกระดับข้าวไทยสู่ยุคใหม่ ด้วยการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมการปลูก “ข้าวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Rice) จากแปลงทดลองสู่แปลงเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม การปรับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่คือ “ทางรอด” ของชาวนาไทยในการก้าวสู่ตลาดโลกยุคใหม่

นายมุ่งมาตร วังกะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เปิดเผยว่า กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าวคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง เรามุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่จริง เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยให้สอดคล้องกับแนวทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในอนาคตอันใกล้ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในเวทีการค้าโลก ข้าวไทยที่ติด “ฉลากคาร์บอน” จะกลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่มีมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชาวนาไทย

ทั้งนี้ ข้าวคาร์บอนต่ำ คือ ข้าวที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (โดยเฉพาะก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์) ในทุก ๆ ขั้นตอนของการทำนา ตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว โดยยังคงรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เรื่องนี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของเกษตรกรฝ่ายเดียว แต่ผู้บริโภคอย่างเราก็มีส่วนร่วมได้ การสนับสนุนและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ คือการส่งสัญญาณว่าเราพร้อมจะก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน เพราะ “ทุกจานที่เราทาน คือการมีส่วนร่วมในการลดโลกร้อน” เปลี่ยนผืนนาให้เป็นสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติต่อไป
#ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี #กรมการข้าว #ข้าวคาร์บอนต่ำ #LowCarbonRice #เกษตรยั่งยืน #ลดโลกร้อน #ชาวนาไทย

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/heZX8Ad06Hg

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์”

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 52 ปีพุทธศักราช 2569  “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์” จัดโดย กองทัพเรือ ร่วมกับ สภากาชาดไทย บรรเลงโดยวงดุริยางค์ราชนาวี เพื่อพัฒนาการดนตรีคลาสสิกของไทยให้เทียบเท่าอารยประเทศ และหารายได้สมทบทุนสภากาชาดไทย  เมื่อวันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธาน และทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์” โดยมี พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมคณะกรรมการจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต เฝ้าฯ รับเสด็จ

พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานความสำคัญว่า ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกาย โดยตั้งพระราชหฤทัย และพระราชปณิธานเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พสกนิกรไทยทุกคน กองทัพเรือจึงร่วมกับสภากาชาดจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต มาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 โดยในปีนี้ตั้งใจจัดเพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน โดยผ่านบทเพลงต่าง ๆ อาทิ เพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และบทเพลงคลาสสิก โดยคีตกวีชื่อก้องโลก เพื่อถ่ายทอดความรัก ความจงรักภักดี และความผูกพันอันมั่นคงที่พสกนิกรไทยถ่ายแด่พระแม่ของแผ่นดินตราบนิจนิรันดร์

การแสดงรำลึกถึงพระราชเสาวนีย์อันทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกถึงพระปรีชาในด้านดนตรี ขอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย

การแสดงรำลึกถึงพระราชเสาวนีย์อันทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกถึงพระปรีชาในด้านดนตรี ขอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย

การแสดงรำลึกถึงพระราชเสาวนีย์อันทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกถึงพระปรีชาในด้านดนตรี ขอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย

กองทัพเรือน้อมนำพระราชเสาวนีย์มาเป็นหลักในการเรียงร้อยบทเพลงในคอนเสิร์ตครั้งนี้ และรำลึกตลอดเวลาว่าพระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ให้วงดุริยางค์แห่งราชนาวีบรรเลงเพลงคลาสสิก เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนไทยได้รับฟัง และเพื่อพัฒนามาตรฐานการบรรเลงดนตรีให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ จากพระราชเสาวนีย์ดังกล่าวจึงเป็นหลักชัยสำคัญที่กำหนดทิศทางให้กองทัพเรือมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพการบรรเลงดนตรีคลาสสิกมาโดยตลอด

เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเงิน โดยเสด็จพระราชกุศล สมทบทุนสภากาชาดไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สนทนากับ เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย

การแสดงครั้งนี้ กองดุริยางค์แห่งราชนาวีประพันธ์บทเพลงใหม่ คือ Eternal Light of Grace แสงสิรินิรันดร์ เพื่อเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระแม่แห่งแผ่นดิน และในปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้นด้วยการนำการแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอน พระรามข้ามสมุทร มาร่วมแสดงด้วย โดยผสมผสานศิลปะการแสดงโขน ซึ่งเป็นศิลปะชั้นสูงของไทยเข้ากับการบรรเลงบทเพลงไทยโดยวงค์ดุริยางค์แห่งราชนาวีร่วมกับวงดนตรีไทย เพื่อสืบสานมรดกวัฒนธรรมของไทยไว้ให้อยู่ยืนยาว

ฐาปน-ปภัชญา สิริวัฒนภักดี ร่วมสนับสนุนการจัดคอนเสิร์ตสมทบทุนสภากาชาดไทย โดยมี ผบ.ทร. พล.ร.อ.ไพโรจน์-อารียา เฟื่องจันทร์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ และ จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รอง ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทยรับมอบ

พล.ร.อ. ธันยกร เสนาลักษณ์ ราชองครักษ์ และภริยา

ผู้อำนวยการดนตรีและผู้อำนวยเพลงในการบรรเลงครั้งนี้คือ นาวาเอก ชุมพล วาราชนนท์ และผู้อำนวยเพลงอีกรายคือ ว่าที่นาวาโท สายันห์ จันทร์มุนี ส่วนหัวหน้าวงคือ ว่าที่เรือตรี บดินทร์ ภูฆัง สำหรับศิลปินรับเชิญซึ่งเป็นนักร้องชื่อดัง ได้แก่  ชัชชัย สุขาวดี, กิตตินันท์ ชินสำราญ, พีระพัฒน์ เถรว่อง, ปรางทิพย์ แถลง, หนึ่งธิดา โสภณ และ ธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน 

อดีตสามผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์, พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย และ พล.ร.อ. เชิงชาย ชมเชิงแพทย์

สาระกิต-ปรานี ชุติกุล และ ทพญ.พิมสวาท วัฒนศิริโรจน์

เฉลิมชัย ยอดมาลัย, ม.ร.ว.จิยากร อาภากร เสสะเวช,กอบกุล อาภากร ณ อยุธยา และ จุฑามาศ-ม.ร.ว.รุจยารักษ์ อาภากร

ผู้ควบคุมกำกับการแสดงโขนรามเกียรติ์คือ ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ส่วนนักแสดงโขนมาจากสำนักสำนักการสังคีต

ภูริภัทร เขียวบริบูรณ์ และ ม.ร.ว. จิยากร เสสะเวช อาภากร

ภูริภัทร เขียวบริบูรณ์ และ ม.ร.ว. จิยากร เสสะเวช อาภากร

คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ - รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ – รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

ผบ.ทร. พล.ร.อ.ไพโรจน์-อารียา เฟื่องจันทร์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยสมาชิกราชสกุลอาภากร ร่วมด้วย ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร และเฉลิมชัย ยอดมาลัย

ผบ.ทร. พล.ร.อ.ไพโรจน์-อารียา เฟื่องจันทร์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยสมาชิกราชสกุลอาภากร ร่วมด้วย ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร และเฉลิมชัย ยอดมาลัย

วงดุริยางค์ราชนาวี

วงดุริยางค์ราชนาวี

การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “พระรามข้ามสมุทร”

การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “พระรามข้ามสมุทร”

ชัชชัย สุขาวดี หรือ หรั่ง ร็อคเคสตร้า

ชัชชัย สุขาวดี หรือ หรั่ง ร็อคเคสตร้า

กิตตินันท์ ชินสำราญ และธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน

กิตตินันท์ ชินสำราญ และธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน

ปรางทิพย์ แถลง

ปรางทิพย์ แถลง

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท ภักดี แสง-ชูโต เชิญช่อดอกไม้พระราชทานไปมอบแก่ศิลปิน ผู้อำนวยเพลง หัวหน้าวงดนตรี และผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท ภักดี แสง-ชูโต เชิญช่อดอกไม้พระราชทานไปมอบแก่ศิลปิน ผู้อำนวยเพลง หัวหน้าวงดนตรี และผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ IDF 2026 ดันเชียงใหม่สู่ศูนย์กลางศิลปะการแสดงระดับนานาชาติ

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ IDF 2026  ดันเชียงใหม่สู่ศูนย์กลางศิลปะการแสดงระดับนานาชาติ

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ IDF 2026 ดันเชียงใหม่สู่ศูนย์กลางศิลปะการแสดงระดับนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

สมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ร่วมกับคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบ จัดการแข่งขัน International Dance Festival (IDF 2026) ระหว่างวันที่ 11–12 กรกฎาคม 2569 ณ โรงละครแห่งชาติ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ การจัดงานครั้งนี้นำโดย ดร. หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ร่วมกับเครือข่ายด้านการพัฒนาเยาวชน การศึกษา และวัฒนธรรม ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม ออสเตรเลี่ยน ทีชเช่อร์สออฟ ด๊านซ์ซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล  สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท เคนเบอร์ จีโอเทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด และไหตี่เลา ประเทศไทย ร่วมผลักดันการจัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ เพื่อแสดงศักยภาพเยาวชนไทยสู่เวทีโลก

การแข่งขันมีผู้เข้าร่วมจาก 8 ประเทศ รวม 203 รายการ จาก 40 สถาบัน ครอบคลุมการแสดงหลากหลายประเภท อาทิ บัลเลต์ ระบำแจ๊ส ระบำร่วมสมัย ระบำประจำชาติร่วมสมัย และฮิปฮอป 

ภายในงานมีการมอบ ถ้วยรางวัลคะแนนรวมสูงสุด จาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ถ้วยรางวัลคะแนนรวมระบำประจำชาติร่วมสมัยสูงสุด จาก นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญลือ ธรรมธรานุกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายฮาราดะ มาซารุ กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่  ดร. ยุพิน บัวคอม ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นางกรวรรณ สุ่มมาตร์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และ ดร.วิไลวรรณ วรรณโชติผาเวช ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบ ร่วมมอบรางวัล

สำหรับผู้ได้รับถ้วยรางวัลคะแนนรวมสูงสุดจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ เด็กหญิง ชนิสรา ธรณธรรม โดยมี ดร. ยุพิน บัวคอม ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบรางวัล 

ผู้ได้รับถ้วยรางวัลคะแนนรวมระบำประจำชาติร่วมสมัยสูงสุด จาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้แก่ นางสาว ธนาภรณ์ วีรเดช  โดยมี นางกรวรรณ สุ่มมาตย์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบรางวัล

นอกจากการแข่งขัน เยาวชนยังได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ ได้แก่ ครูออมมิ ณัฐนรี พิพิธสุขสันต์ นักบัลเลต์ระดับแนวหน้าของไทย ผู้สร้างประวัติศาสตร์ในวงการนาฏศิลป์โลก ครูเจน อดิเทพ บัวน้อย ผู้เชี่ยวชาญด้านระบำร่วมสมัยระดับนานาชาติ และ ครูอาร์ต อัศกร ศิริสุจริตธรรม นักออกแบบท่าเต้นและผู้กำกับการแสดงผู้มีประสบการณ์ในวงการเต้นระดับนานาชาติ อีกด้วย 

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการใช้ศิลปะการเต้นเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชน ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ วินัย ความกล้าแสดงออก และทักษะสู่เวทีสากล พร้อมทั้งส่งเสริมให้จังหวัดเชียงใหม่ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะการแสดงและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ ซึ่งบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดงานเป็นอย่างดียิ่ง

ปลุกพลังเกมเมอร์! ทรูแท็กทีมพันธมิตร ปิดฉากทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตมหาวิทยาลัย ครั้งแรกของไทย ดันวัยรุ่นสู่โปรเพลเยอร์ระดับโลก!

ปลุกพลังเกมเมอร์! ทรูแท็กทีมพันธมิตร ปิดฉากทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตมหาวิทยาลัย ครั้งแรกของไทย ดันวัยรุ่นสู่โปรเพลเยอร์ระดับโลก!

ปลุกพลังเกมเมอร์! ทรูแท็กทีมพันธมิตร ปิดฉากทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตมหาวิทยาลัย ครั้งแรกของไทย ดันวัยรุ่นสู่โปรเพลเยอร์ระดับโลก!

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

มันส์จนหยดสุดท้าย! มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย รศ.ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและนวัตวณิชย์ ผนึกกำลังพันธมิตร ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย คุณวีรดา ชัยกิตติรัตนา ผู้จัดการอาวุโส กลุ่มนักเรียนนักศึกษา พร้อมด้วยสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย (TESF), คณะกรรมการกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (กกมท.) และกระทรวง อว. ร่วมกันฉลองความสำเร็จ ปิดฉากการแข่งขัน “กีฬาอีสปอร์ตชิงชนะเลิศมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1” ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อย่างยิ่งใหญ่และสุดเดือด งานนี้เหล่านิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศยกทัพมาปล่อยของ โชว์สกิลเพลย์ขั้นเทพกันแบบไม่มีใครยอมใคร ทำเอาเวทีระดับประเทศลุกเป็นไฟ พร้อมแจ้งเกิดสตาร์ดวงใหม่วงการอีสปอร์ตไทยอย่างสมศักดิ์ศรี

สำหรับงานนี้ ทรูได้สนับสนุนและเสริมแกร่งการจัดการแข่งขันด้วยโครงข่ายทรู 5G ระบบสื่อสารที่ทันสมัย และบรอดแบนด์คุณภาพสูง เพื่อให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างเสถียร รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดทัวร์นาเมนต์ พร้อมยกระดับประสบการณ์การรับชมผ่านการถ่ายทอดสดทางแพลตฟอร์ม TrueID และสื่อพันธมิตร ครอบคลุมผู้ชมทั่วประเทศ นอกจากนี้ ทรูยังได้มอบสิทธิประโยชน์สุดคูลผ่านบริการ YOU (YOU by True) เอาใจวัยรุ่นยุคดิจิทัลให้ท่องโลกออนไลน์และเสพคอนเทนต์กันแบบฟินๆ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เด็กมหาวิทยาลัยยุคนี้สุดๆ

ความสำเร็จของการแข่งขันครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่าง True, TESF, กระทรวง อว. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการผลักดันกีฬาอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัยให้เติบโตอย่างเป็นระบบ โดยทุกภาคส่วนมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะดิจิทัลและสร้างโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจดิจิทัล