ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

18 มี.ค. 2569 01:09 น.

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า จะเข้าร่วมการคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหลังสถานการณ์สงบกว่านี้ และว่าจะไม่เข้าร่วมการโจมตีหรือการปลดปล่อยช่องแคบเด็ดขาด

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 คณะรัฐมนตรีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติของฝรั่งเศสประชุมร่วมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่านและตะวันออกกลาง โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวว่า ฝรั่งเศสพร้อมจะเข้าร่วมในภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อสถานการณ์ “สงบลง” กว่าที่เป็นอยู่

มาครงกล่าวต่อบรรดารัฐมนตรีในช่วงเปิดการประชุม โดยย้ำว่าฝรั่งเศสไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง และระบุว่า “ฝรั่งเศสจะไม่มีวันเข้าร่วมในปฏิบัติการเพื่อเปิดหรือปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซภายใต้บริบทปัจจุบันเป็นอันขาด”

“อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์สงบลงกว่านี้ ซึ่งเราตั้งใจใช้คำนี้ในความหมายที่กว้าง และเมื่อการทิ้งระเบิดหลักๆ ได้ยุติลงแล้ว เราจะพร้อมร่วมกับประเทศอื่นๆ ในการรับผิดชอบการคุ้มกันเรือ” เขากล่าวเสริม

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเน้นย้ำด้วยว่า “เรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการที่ครอบคลุมทั้งในด้านการเมือง เทคนิค และการปฏิบัติการ โดยต้องได้รับความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในด้านการขนส่งทางเรือและบริษัทประกันภัย”

มาครงระบุอีกว่า ฝรั่งเศสเริ่มการหารือกับอินเดีย รวมถึงพันธมิตรอื่นๆ ในยุโรปและในภูมิภาคไปบ้างแล้ว โดยย้ำว่า ภารกิจนี้ “จะต้องแยกออกจากปฏิบัติการทำสงครามและการทิ้งระเบิดที่กำลังดำเนินอยู่อย่างสิ้นเชิง”

“ฝรั่งเศสมีความรับผิดชอบที่เรียบง่ายและชัดเจนในภูมิภาคนี้ นั่นคือการปกป้องพลเมืองและผลประโยชน์ของเรา การเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้สำหรับทุกคน และการทำงานเพื่อลดความตึงเครียดและสร้างเสถียรภาพ เราปรารถนาที่จะก้าวไปข้างหน้าภายใต้กรอบการทำงานนี้” มาครงกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

18 มี.ค. 2569 00:01 น.

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

โดนัลด์ ทรัมป์ บอกไม่แคร์ หลัง ผอ.ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายลาออกเพราะไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน ชี้ดีแล้วที่ลาออกไป เพราะอิหร่านคือภัยคุกคามของสหรัฐฯ

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ โจ เคนท์ ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ ซึ่งดูแลด้านการข่าวกรองของประเทศ เนื่องจากเขาคัดค้านการทำสงครามกับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์เยาะเย้ยเขาด้วยว่า “อ่อนแอเรื่องความมั่นคง”

“เวลาที่มีใครสักคนทำงานกับเราแล้วบอกว่าพวกเขาไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม เราก็ไม่ต้องการคนพวกนั้น” นายทรัมป์กล่าวจากห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว “พวกเขาไม่ใช่คนฉลาด หรือไม่ใช่คนที่มีไหวพริบ”

โจ เคนท์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ
โจ เคนท์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เคนท์ก้าวลงจากตำแหน่ง โดยเขาระบุในจดหมายลาออกที่ส่งให้นายทรัมป์ว่า เขาไม่สามารถสนับสนุนสงครามกับอิหร่าน ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่านั่นคือสิ่งที่ควรทำได้

นอกจากนี้ เคนท์ยังยืนยันว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามแบบปัจจุบันทันด่วนต่อประเทศชาติของเรา และเป็นที่ชัดเจนว่าเราเริ่มสงครามครั้งนี้เนื่องจากแรงกดดันจากอิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ของอิสราเอลที่มีอิทธิพลในอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งเคนท์เข้าดำรงตำแหน่งนี้เองกับมือ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขา “เคยคิดว่าเคนท์เป็นคนดีคนหนึ่ง” และยืนกรานด้วยว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ จริง พร้อมเสริมถึงกรณีของเคนท์ว่า “มันเป็นเรื่องดีแล้วที่เขาออกไป”

“อิหร่านคือภัยคุกคาม” ทรัมป์กล่าว “ทุกประเทศต่างก็ตระหนักดีว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามขนาดไหน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

17 มี.ค. 2569 22:57 น.

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโจมตีกลุ่ม NATO กับชาติพันธมิตรของพวกเขาในเอเชีย ที่ปฏิเสธส่งเรือรบมาคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ และประกาศลั่นว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครหน้าไหนทั้งนั้น

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โจมตีชาติพันธมิตร นาโต (NATO) รวมถึงชาติพันธมิตรในเอเชีย ที่ปฏิเสธคำขอของเขาที่ให้ส่งเรือรบมาคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครหน้าไหนทั้งนั้น เพราะเป็นประเทศที่แข็งแกร่งกว่าใครในโลกใบนี้

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “สหรัฐฯ ได้รับแจ้งจากบรรดา ‘พันธมิตร’ ส่วนใหญ่ของเราใน NATO ว่า พวกเขาไม่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมกับปฏิบัติการทางทหารของเราต่อระบอบการปกครองก่อการร้ายของอิหร่านในตะวันออกกลาง ทั้งที่ตามข้อเท็จจริง เกือบทุกประเทศเห็นพ้องอย่างยิ่งกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ และเห็นว่าเราจะยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้เป็นอันขาด ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด รูปแบบใด หรือหนทางใดก็ตาม”

“แต่ผมไม่แปลกใจกับการกระทำของพวกเขาหรอก เพราะผมถือว่า NATO เป็น ‘ถนนวันเวย์’ (เป็นผู้รับอยู่ฝ่ายเดียว) มาโดยตลอด ซึ่งเราต้องจ่ายเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อปกป้องประเทศเหล่านี้ แต่พวกเขากลับไม่ทำอะไรให้เราเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่จำเป็น”

“โชคดีที่เราทำลายล้างกองทัพของอิหร่านจนย่อยยับไปแล้ว กองทัพเรือของพวกเขาหมดสิ้นไปแล้ว กองทัพอากาศก็หมดไปแล้ว ระบบต่อสู้อากาศยานและเรดาร์ก็ไม่เหลือ และที่สำคัญที่สุดคือ บรรดาผู้นำของพวกเขาในแทบจะทุกระดับได้หายไปหมดแล้ว และจะไม่มีวันกลับมาคุกคามเรา พันธมิตรในตะวันออกกลางของเรา หรือโลกใบนี้ได้อีกต่อไป!”

“เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่าเราประสบความสำเร็จทางทหารอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้ เราจึง ‘ไม่ต้องการ’ หรือปรารถนาความช่วยเหลือจากประเทศกลุ่ม NATO อีกต่อไป ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่เคยต้องการอยู่แล้ว! เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือเกาหลีใต้ ที่จริงหากพูดในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดยิ่งกว่าประเทศใดในโลกอย่างไม่เห็นฝุ่น เราไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครหน้าไหนทั้งนั้น! ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

17 มี.ค. 2569 22:19 น.

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง ในขณะที่รัฐบาลเตหะรานปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศมานานถึง 18 วันแล้ว

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 กระทรวงการข่าวกรองของอิหร่านเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขาสามารถยึดระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ได้หลายร้อยชุดในการปฏิบัติการทั่วประเทศ ตามรายงานของสื่ออิหร่าน 2 สำนักได้แก่ “เมห์ร” (Mehr) กับ “ทัสนิม” (Tasnim)

“ตำแหน่งของระบบดาวเทียมเหล่านี้ถูกระบุพิกัดได้แล้ว และกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของเหล่าผู้ใช้งานก็ถูกเฝ้าติดตามและควบคุม” กระทรวงการข่าวกรองของอิหร่านระบุในแถลงการณ์

“ปฏิบัติการชุดนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าเครื่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตดาวเทียมทั้งหมดที่รับใช้ศัตรูไม่ว่าในทางใดทางหนึ่ง จะถูกตรวจพบจนครบถ้วน” แถลงการณ์ระบุว่า และเสริมด้วยว่า “ตามกฎหมายแล้ว การใช้ระบบ Starlink อย่างผิดกฎหมายนั้น ถือเป็นความผิดทางอาญา และในช่วงสงคราม จะมีบทลงโทษขั้นรุนแรงที่สุด”

ทั้งนี้ ปัจจุบันอิหร่านปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศต่อเนื่องกว่า 18 วันแล้ว ตามข้อมูลจาก Netblocks หน่วยงานเฝ้าติดตามอินเทอร์เน็ต

อย่างไรก็ตาม ชาวอิหร่านถือเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการหาวิธีหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางเว็บและอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก และเครื่องมือสำคัญคืออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เช่น Starlink ของอีลอน มัสก์ ซึ่งทางบริษัทได้เปิดให้ใช้งานฟรีในอิหร่าน

ขณะที่ FreedomHouse กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในสหรัฐฯ ประเมินว่าในอิหร่าน ซึ่งมีประชากร 92 ล้านคน มีเครื่องรับสัญญาณ Starlink เพียงประมาณ 50,000 เครื่องเท่านั้นที่ถูกลักลอบนำเข้าประเทศ แต่ตัวเลขอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละแหล่งข่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

17 มี.ค. 2569 21:36 น.

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ ซึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้เสนอชื่อให้รับตำแหน่ง ประกาศขอลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเขาไม่สามารถสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านได้

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 นาย โจ เคนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า เขาขอลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเขาไม่สามารถสนับสนุนสงครามกับอิหร่าน ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่านั่นคือสิ่งที่ควรทำได้

ในจดหมายลาออกที่ส่งถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคนท์ระบุว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามแบบปัจจุบันทันด่วนต่อประเทศชาติของเรา และเป็นที่ชัดเจนว่าเราเริ่มสงครามครั้งนี้เนื่องจากแรงกดดันจากอิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ของอิสราเอลที่มีอิทธิพลในอเมริกา”

“ผมสนับสนุนค่านิยมและนโยบายต่างประเทศที่คุณใช้หาเสียงในปี 2559, 2563 และ 2567 ซึ่งคุณได้นำมาปฏิบัติจริงในวาระแรกของคุณ” นายเคนท์ระบุ “จนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายนปี 2568 คุณยังเข้าใจดีว่าสงครามในตะวันออกกลางคือกับดักที่พรากชีวิตอันมีค่าของเหล่าผู้รักชาติชาวอเมริกัน และทำให้ความมั่งคั่งรวมถึงความรุ่งเรืองของชาติเราหมดสิ้นไป”

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 สหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนร่วมในสงคราม 12 วัน ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน โดยทิ้งระเบิด “บังเกอร์บัสเตอร์” เพื่อทำลายโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน 3 แห่ง ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ทำเพื่อกำจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ของอิหร่าน

นายเคนท์ระบุต่อว่า “ในฐานะทหารผ่านศึกที่เคยออกรบมาแล้ว 11 ครั้ง และในฐานะสามีดาวทอง (Gold Star husband) ที่ต้องสูญเสีย แชนนอน ภรรยาอันเป็นที่รักในสงครามที่ถูกสร้างขึ้นโดยอิสราเอล ผมไม่สามารถสนับสนุนการส่งคนรุ่นต่อไปออกไปสู้รบและล้มตายในสงครามที่ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อชาวอเมริกัน และไม่คุ้มค่ากับการแลกด้วยชีวิตของคนอเมริกันได้”

อนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้เลือกนายเคนท์ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยวุฒิสภาให้การรับรองตำแหน่งของเขาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569 ยิ่งใหญ่ กลางกรุง 5 – 7 มิ.ย.นี้

กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569 ยิ่งใหญ่ กลางกรุง 5 - 7 มิ.ย.นี้

กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569 ยิ่งใหญ่ กลางกรุง 5 – 7 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

18 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว กรมการข้าว

การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดกรอบการดำเนินงานในการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ โดยครอบคลุมการกำหนดห้วงเวลา สถานที่ รูปแบบการจัดงาน และแนวทางการดำเนินกิจกรรมให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับภารกิจของกรมการข้าว และสามารถสะท้อนบทบาทสำคัญของข้าวและชาวนาไทยได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปี ถือเป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ที่จัดขึ้นทุกปี เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของข้าวในฐานะอาหารหลักและวัฒนธรรมไทย รวมถึงเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้ชาวนาไทย พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาและความมั่นคงทางอาหาร โดยในปี 2569 นี้ กรมการข้าวจะมีการจัดงานในวันที่ 5 – 7 มิ.ย.2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยภายในงานจะจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการด้านข้าว การสาธิตและกิจกรรมร่วมสนุกที่น่าสนใจ ตลอดจนการออกร้านค้าที่จะนำสินค้าและอื่นๆอีกมากมายมาจัดแสดงภายในงาน

– 006

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

18 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กับกองทัพอากาศ ประจำปี 2569 และประชุมติดตามการดำเนินงาน โดยมี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ นางศศิพร ปาณิกบุตร รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) พลอากาศโท นิทัศน์ ยูประพัฒน์ เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ หัวหน้าสำนักงานฝนหลวงกองทัพอากาศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ข้าราชการทหาร หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ในจังหวัดอุดรธานี เข้าร่วมพิธีเปิดและร่วมประชุม ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ซึ่งมีการดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูเข้าสู่ฤดูร้อน มักจะพบการเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง พายุฤดูร้อน และลูกเห็บตก สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งภารกิจดังกล่าวเป็นการช่วยบรรเทาภัยธรรมชาติด้วยการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาความรุนแรงจากพายุลูกเห็บ ด้วยการยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI Flare) ที่ยอดเมฆซึ่งมีระดับอุณหภูมิ -4 ถึง -12 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อทำให้กลุ่มเมฆตกเป็นฝนก่อนที่จะก่อยอดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดลูกเห็บตกมาถึงพื้น ที่อาจสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตประชาชน และในแต่ละปีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะมีการดำเนินงานร่วมกับกองทัพอากาศที่สนับสนุนเครื่องบินและเจ้าหน้าที่การบินในการปฏิบัติการภารกิจดังกล่าว

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา มีการปฏิบัติการยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 จำนวนทั้งสิ้น 33 วัน 48 เที่ยวบิน ใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ จำนวน 1,088 นัด ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ 22 จังหวัด เช่น จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา เป็นต้น ซึ่งผลปฏิบัติการมีความสำเร็จคิดเป็นร้อยละ 58.83 สำหรับในปีงบประมาณ 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดตั้งหน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จำนวน 3 หน่วย ปฏิบัติการระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569 ได้แก่ 1) หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.เชียงใหม่ ใช้เครื่องบิน Alpha Jet ของกองทัพอากาศ จำนวน 1 ลำ สำหรับปฏิบัติการบริเวณภาคเหนือตอนบน 2) หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.พิษณุโลก ใช้เครื่องบิน Super King Air ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร สำหรับปฏิบัติการบริเวณภาคเหนือตอนล่าง และ 3) หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.อุดรธานีใช้เครื่องบิน Alpha Jet ของกองทัพอากาศ จำนวน 1 ลำ สำหรับปฏิบัติการบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้ องคมนตรีและผู้บริหารได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอาสาสมัครฝนหลวงกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง บ้านหนองคอนแสน ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อรับฟังการปฏิบัติการหน้าที่ของอาสาสมัครฝนหลวงในการสนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และความต้องการน้ำในพื้นที่ รวมถึงรับฟังการดำเนินการของกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงฯ และความต้องการน้ำสำหรับการเพาะปลูก โดยได้รับทราบถึงความต้องการของเกษตรกรและประชาชน และได้กำชับให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ที่ต้องการน้ำให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับใช้การและบรรเทาสถานการณ์ในบางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งอีกด้วย

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาล

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาล

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาล

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบราคาอาหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาลเพื่อพิจารณามาตรการตรึงราคาน้ำมันเขียว

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 นายสุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงสงขลา เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเรือประมงสมาชิกสมาคมที่ทยอยนำเรือกลับเข้าฝั่ง หลังจากน้ำมันที่เติมไว้​ใกล้หมด ได้แจ้งว่า​ อาจยังไม่ออกทำประมงในรอบใหม่ เนื่องจากราคาน้ำมันเขียวปรับตัวสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ต้นทุนการทำประมงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญราคาน้ำมันเขียวที่ผู้ประกอบการเติมไว้เมื่อ 10–15 วันก่อน อยู่ที่ประมาณลิตรละ 18–20 บาท

ล่าสุดราคาน้ำมันเขียวหน้าคลังอยู่ที่ 39.39 บาทต่อลิตร สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งต้นทุนหลักของการทำประมงมาจากค่าน้ำมัน เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นในขณะที่ราคาสัตว์น้ำหน้าท่ายังไม่ปรับเพิ่ม ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้​ นอกจากนี้​ยัง​ข้อจำกัดในการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง​

ขณะที่ต้นทุนสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ​ ค่าแรงลูกเรือ ซึ่งต้องจ่ายตามกฎหมายแรงงาน แม้ไม่ได้ออกเรือก็ตาม​ 

ขณะเดียวกัน ภาคการประมงยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยอื่น ทั้งการแข่งขันจากสินค้าประมงนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน​ดังนั้น หากผู้ประกอบการตัดสินใจจอดเรือ อาจจำเป็นต้องเลิกจ้างแรงงาน และจะส่งผลกระทบต่ออุปทาน​และ​ราคา​สินค้า​ประมงในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตัดสินใจจอดเรืออาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่จังหวัดชายทะเล จากสถานการณ์ราคาน้ำมันเขียวที่พุ่งสูง จึงเป็นเหตุให้สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย​ นำโดยนายไตรฤกษ์​ มือสันทัด​ ประธาน​สมาคม​ฯ เตรียมเข้าหารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​คมนาคม​ในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อเสนอแนวทางช่วยเหลือเร่งด่วน

สำหรับ​ประเด็นสำคัญที่สมาคมฯ เตรียมเสนอได้แก่ การขอให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันเขียวไม่เกินลิตรละ 30 บาท โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง การขอปรับลดค่าการกลั่นน้ำมันเขียวลงลิตรละ 5 บาท รวมถึงการเปิดทางให้นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเพื่อใช้ในภาคประมง

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เรือประมงทั้งพาณิชย์และพื้นบ้านสามารถเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่เหมาะสม และขอให้มีมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนอย่างเร่งด่วน เพื่อประคองผู้ประกอบการในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังผันผวน โดยสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยประเมินว่า ปัจจุบันมีเรือประมงจำนวนกว่า 6,000 ลำ ใช้น้ำมันรวมกันหลายสิบล้านลิตรต่อเดือน หากไม่สามารถควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิงได้ อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งภาคการผลิต การจ้างงาน และราคาสินค้าอาหารทะเลในประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.35 น.

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำ”สู่เกษตรยั่งยืน”

วันที่ 17 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมรวงข้าว กรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับ SCG GREEN CIRCULAR นำโดย นายวิสุทธ จงเจริญกิจ ประธานกลุ่มธุรกิจทรัพยากรหมุนเวียน พร้อมคณะ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการลดการเผาในภาคการเกษตร และสนับสนุนระบบการผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ” โดยมุ่งผลักดันการนำเทคโนโลยีไบโอชาร์ (Biochar) และนวัตกรรมด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

ที่ประชุมได้มีการนำเสนอภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร พร้อมทั้งบทบาทของภาคเอกชน โดย SCG ในการสนับสนุนระบบเกษตรคาร์บอนต่ำ ผ่านแนวทางลดการเผาในพื้นที่ต้นแบบ “Saraburi Sandbox” ซึ่งครอบคลุมการนำวัสดุชีวมวลไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในภาคอุตสาหกรรม การกักเก็บคาร์บอน และแนวทาง “Biomass Direct Storage” เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและภาคเอกชน ในการผลักดันนโยบายและกลไกสนับสนุนรูปแบบความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อให้การดำเนินงานเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน โดยเน้นการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ตามกรอบ T-VER และเป้าหมาย NDC 3.0 ของประเทศ ควบคู่กับการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (SROI)

ในด้านการปฏิบัติ ได้มีการนำเสนอข้อมูลพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อบริหารจัดการฟางข้าวอย่างเป็นระบบ ลดการเผาในพื้นที่ และส่งเสริมการนำฟางข้าวและตอซังกลับมาใช้ประโยชน์ ทั้งในรูปแบบพลังงาน อาหารสัตว์ และการผลิตไบโอชาร์ รวมถึงการส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การใช้เทคโนโลยีเลเซอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และการวิเคราะห์ดินก่อนใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำฟางข้าวออกจากแปลงไปใช้ประโยชน์ได้ทันที สอดคล้องกับแนวทางลดการเผาและเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ เทคโนโลยีไบโอชาร์ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการแปรรูปวัสดุชีวมวลเหลือใช้ให้เป็นวัสดุที่สามารถปรับปรุงคุณภาพดิน ใช้เป็นส่วนผสมในคอนกรีต และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นพลังงานทดแทนถ่านหิน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

ถึงเวลาหรือยังที่ “ฟางข้าว” จะไม่ใช่ของเหลือทิ้ง แต่เป็นทรัพยากรสร้างอนาคต ….ผมอยากรู้ว่า สมาชิกเพจคิดว่าการ แปรรูปเป็นไบโอชาร์ จะสามารถตอบโจทย์ในส่วนนี้หรือไม่?

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทย ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทย  ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทย ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ผลผลิตมะพร้าวของไทยที่ล้นตลาดตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก การเพิ่มช่องทางรับซื้อและการนำมะพร้าวไปต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูป จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยกระจายผลผลิต พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ด้วยการรับซื้อมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ รายย่อย และผู้ประกอบการ SME นำมาต่อยอดเป็นสินค้าและเมนูต่างๆ ภายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบมะพร้าวสด เครื่องดื่ม ขนมหวาน และเบเกอรี่ รวมกว่า 40 รายการ โดยมีปริมาณการใช้มะพร้าวไทยรวมกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 459 ตันต่อเดือน เพื่อช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบทางการเกษตร และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง  

ผลจากการพัฒนาสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกอร่อยกับเมนูจากมะพร้าวได้อย่างหลากหลายภายในร้านเซเว่นฯ สำหรับคนที่ต้องการความสดชื่นระหว่างวัน มีสินค้าอย่างมะพร้าวน้ำหอมสด ทั้งแบบมะพร้าวควั่น และมะพร้าวเจีย ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน เพิ่มความสะดวกในการเปิดทานด้วยเทคนิคการเจาะ ที่นำมาปรับให้สะดวกต่อการรับประทาน สามารถแช่เย็นพร้อมดื่มได้ทันที โดยมีให้เลือกทั้ง มะพร้าวน้ำหอมสด และมะพร้าวน้ำหอมต้มเผา

ส่วนใครที่เป็นสายหวาน ก็มีเมนูขนมหวานและเบเกอรี่จากมะพร้าวที่พัฒนาโดยคู่ค้า และผู้ประกอบการ SME ไทยให้เลือกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ชิฟฟ่อนเค้กครีมมะพร้าวอ่อน, ซาหริ่มมะพร้าวอ่อน, อินทนิลมะพร้าวอ่อนน้ำกะทิ และพายไส้เผือกมะพร้าวอ่อน เป็นต้น ปิดท้ายด้วยสายเครื่องดื่มและคอกาแฟ มะพร้าวถูกนำมาผสมผสานเป็นเมนูเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ All Café ได้แก่อเมริกาโน่น้ำมะพร้าว และ มะพร้าวนมสดปั่น

นอกจากนี้เซเว่นฯ ยังเปิดพื้นที่ให้คู่ค้า และผู้ประกอบการ SME ไทยนำมะพร้าวจากเกษตรกรมาต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูปหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์ขนมหวานที่ใช้วัตถุดิบจากกะทิ หรือเครื่องดื่มและอาหารที่มีส่วนประกอบจากมะพร้าว ทำให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่นใกล้บ้านได้มากขึ้น

ทั้งนี้ การรับซื้อมะพร้าวไทยเพื่อนำมาต่อยอดเป็นสินค้าและเมนูต่างๆ ภายในร้านเซเว่นฯ ไม่เพียงทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวได้ง่ายขึ้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของเซเว่นฯ ในการเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบทางการเกษตร และสนับสนุนรายได้ให้เกษตรกรไทย ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”