ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยังมุ่งมั่นที่จะ “ล้างแค้น” ให้บิดาผู้ล่วงลับ

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยังมุ่งมั่นที่จะ “ล้างแค้น” ให้บิดาผู้ล่วงลับ

10 เม.ย. 2569 03:14 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยังมุ่งมั่นที่จะ “ล้างแค้น” ให้บิดาผู้ล่วงลับ

โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านยืนยัน อิหร่านยังต้องการล้างแค้นให้กับบิดาของเขาและทุกคนที่เสียชีวิตในสงคราม ท่ามกลางบรรยากาศการหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

เมื่อ 9 เม.ย. 2569 สำนักข่าว CNN รายงานว่า อิหร่านมีการเผยแพร่แถลงการณ์ฉบับใหม่ที่อ้างว่าเป็นของ อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยระบุว่า อิหร่านยังคงมุ่งมั่นที่จะ “ล้างแค้น” ให้กับบิดาของเขาที่ถูกสังหาร รวมถึงทุกคนที่เสียชีวิตในสงคราม

เขาระบุเสริมว่า อิหร่านไม่ได้แสวงหาสงครามแต่จะไม่ยอมสละสิทธิ์ของตน “และในแง่นี้ เราถือว่าแนวหน้าแห่งการต่อต้าน (Resistance Front) ทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน”

“เราจะเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายทุกประการที่เกิดขึ้น รวมถึงค่าชดเชยสำหรับเลือดเนื้อของเหล่าวีรชน (Martyrs) และค่าเยียวยาสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในสงครามครั้งนี้อย่างแน่นอน”

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า อิหร่านจะนำการบริหารจัดการ ช่องแคบฮอร์มุซ “เข้าสู่ระยะใหม่” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง

เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง

10 เม.ย. 2569 02:33 น.

เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยืนยันว่า จะยังไม่มีการหยุดยิงเลบานอน แม้ว่าตัวเขาจะสั่งให้เจ้าหน้าที่เริ่มการเจรจาโดยตรงกับเลบานอนโดยเร็วที่สุด เพื่อปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และพัฒนาความสัมพันธ์ก็ตาม

เมื่อ 9 เม.ย. 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวย้ำว่า ยังไม่มีการหยุดยิงกับเลบานอน แม้ว่าก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งเปิดเผยว่าได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีเริ่มกระบวนการเจรจาโดยตรง เพื่อหาทางปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และพัฒนาความสัมพันธ์กับเลบานอนก็ตาม

“ผมต้องการบอกพวกคุณว่า ไม่มีการหยุดยิงในเลบานอน เรากำลังเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างรุนแรงต่อไป และเราจะไม่หยุดจนกว่าจะฟื้นฟูความปลอดภัยให้พวกคุณได้” เนทันยาฮูกล่าวในข้อความวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อเย็นวันพฤหัสบดี (ตามเวลาท้องถิ่น)

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุอีกว่า เขาได้ร้องขอให้มีการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลเลบานอน โดยมีเป้าหมายเพื่อปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และบรรลุ “ข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนและเป็นประวัติศาสตร์” และเสริมว่า “ผมได้ทำข้อตกลงสันติภาพกับประเทศอาหรับมาแล้ว 4 ฉบับ และผมตั้งใจที่จะทำเพิ่มอีก”

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ของเลบานอนรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า “จะไม่มีการเจรจาภายใต้ห่ากระสุน” เพื่อเป็นการตอบโต้แผนการของอิสราเอลที่จะเริ่มการเจรจาโดยตรง

ในวันพฤหัสบดี กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง และได้ออกคำสั่งอพยพใหม่ในพื้นที่บางส่วนทางตอนใต้ของกรุงเบรุต

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีระลอกใหญ่ที่สุดในเลบานอนนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ราย และบาดเจ็บ 1,150 รายทั่วประเทศ โดยอิสราเอลระบุว่าเป้าหมายคือศูนย์บัญชาการและฐานที่มั่นทางทหารของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ 100 แห่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดับพุ่ง 303 ศพ หลังอิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนครั้งใหญ่เมื่อวันพุธ

ดับพุ่ง 303 ศพ หลังอิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนครั้งใหญ่เมื่อวันพุธ

10 เม.ย. 2569 01:54 น.

ดับพุ่ง 303 ศพ หลังอิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนครั้งใหญ่เมื่อวันพุธ

กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนเผย จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันพุธ เพิ่มขึ้นเป็น 303 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนับพันคน

เมื่อ 9 เม.ย. 2569 กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งใหญ่ของอิสราเอลในเลบานอนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 303 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1,150 ราย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งดำเนินการค้นหาผู้รอดชีวิต หรือร่างผู้เสียชีวิตที่ติดอยู่ภายใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่พังถล่มในหลายพื้นที่

ทางด้านอิสราเอลระบุว่า ได้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการและฐานที่มั่นทางทหารของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์มากกว่า 100 แห่งเมื่อวันพุธ ทำให้นี่เป็นการโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ที่สุดของอิสราเอล นับตั้งแต่พวกเขาเริ่มยกระดับการโจมตีเลบานอนเมื่อ 2 มี.ค.

ทั้งนี้ การโจมตีครั้งล่าสุดทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตรวมในเลบานอนตั้งแต่ 2 มี.ค. เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,888 ศพแล้วและมีผู้บาดเจ็บรวม 6,092 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เลขาฯ นาโตยืนยัน พันธมิตรสนับสนุนทรัมป์มากมาย ในสงครามกับอิหร่าน

เลขาฯ นาโตยืนยัน พันธมิตรสนับสนุนทรัมป์มากมาย ในสงครามกับอิหร่าน

10 เม.ย. 2569 00:47 น.

เลขาฯ นาโตยืนยัน พันธมิตรสนับสนุนทรัมป์มากมาย ในสงครามกับอิหร่าน

เลขาธิการใหญ่นาโตยืนยันว่า กลุ่มพันธมิตรกำลังให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ อย่างมหาศาลในการทำสงครามกับอิหร่าน และทำตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร้องขอแทบทุกอย่าง

เมื่อ 9 เม.ย. 2569 นายมาร์ค รุตเต เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรไม่ได้ “นิ่งนอนใจต่ออันตรายที่เผชิญอยู่” และสมาชิกต่างกำลังทำทุกอย่างตามที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ร้องขอในสงครามกับอิหร่าน แต่ยอมรับว่าตอนแรกพันธมิตรบางประเทศ “ค่อนข้างล่าช้า” ในการสนับสนุนสหรัฐฯ

“ให้ความเป็นธรรมกับพวกเขาด้วย พวกเขาเองก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เพื่อรักษาความลับของการจู่โจมโดยไม่ให้ตั้งตัวในการโจมตีระลอกแรก ประธานาธิบดีทรัมป์จึงเลือกที่จะไม่แจ้งให้พันธมิตรทราบล่วงหน้า” นายรุตเตกล่าวระหว่างการแถลงที่กรุงวอชิงตัน

“แต่สิ่งที่ผมเห็นเมื่อมองไปทั่วทั้งยุโรปในวันนี้ คือเหล่าพันธมิตรกำลังให้การสนับสนุนอย่างมหาศาล” เขากล่าวต่อ “พันธมิตรทุกประเทศกำลังทำทุกอย่างที่สหรัฐฯ ร้องขอ พวกเขาได้รับทราบและกำลังตอบสนองต่อคำขอของประธานาธิบดีทรัมป์ แบบที่เกือบจะไม่มีข้อยกเว้น”

นอกจากนี้ นายรุตเตยังระบุว่า NATO ยินดีที่จะมีบทบาทในภารกิจที่อาจเกิดขึ้น ณ ช่องแคบฮอร์มุซ หากมีความสามารถที่จะทำได้ พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมสหราชอาณาจักรที่ “เป็นผู้นำกลุ่มพันธมิตรนานาชาติ” เพื่อรับประกันการสัญจรอย่างเสรีผ่านเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้

“ถ้า NATO สามารถช่วยได้ ก็แน่นอนว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้ความช่วยเหลือ” เขากล่าว

ทั้งนี้ นายรุตเตพูดเรื่องดังกล่าวหลังจากเข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเพียงหนึ่งวัน โดยเขาได้บอกกับ เจค แทปเปอร์ จากสำนักข่าว CNN หลังการพบปะว่า เขาเข้าใจในความผิดหวังของประธานาธิบดี และทั้งคู่ได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาในฐานะ “เพื่อนที่ดีต่อกัน” แม้ว่าต่อมาทรัมป์จะยังคงวิพากษ์วิจารณ์ NATO อย่างรุนแรงผ่าน Truth Social ก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เนทันยาฮูเผย เตรียมเจรจาโดยตรงกับเลบานอน เพื่อปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์

เนทันยาฮูเผย เตรียมเจรจาโดยตรงกับเลบานอน เพื่อปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์

9 เม.ย. 2569 23:08 น.

เนทันยาฮูเผย เตรียมเจรจาโดยตรงกับเลบานอน เพื่อปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เผย สั่งการให้มีการเจรจาโดยตรงกับเลบานอน เพื่อปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และสร้างความสัมพันธ์อย่างสันติระหว่างทั้งสองประเทศแล้ว

เมื่อ 9 เม.ย. 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล สั่งการให้คณะรัฐมนตรีเริ่มการ “เจรจาโดยตรง” กับเลบานอน “โดยเร็วที่สุด” โดยระบุว่าการหารือจะมุ่งเน้นไปที่การปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นศัตรูกับอิสราเอลมานาน และการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ

“เมื่อพิจารณาจากการที่เลบานอนได้ร้องขอหลายต่อหลายครั้งให้เปิดการเจรจาโดยตรงกับอิสราเอล เมื่อวานนี้ผมจึงได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีเริ่มการเจรจาโดยตรงกับเลบานอนโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เนทันยาฮูระบุในแถลงการณ์

เนทันยาฮูระบุอีกว่า การเจรจาจะให้ความสำคัญกับเรื่อง “การปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และการสถาปนาความสัมพันธ์อย่างสันติระหว่างอิสราเอลและเลบานอน” นอกจากนี้เขายังเสริมว่า อิสราเอล “ขานรับต่อถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีเลบานอนในวันนี้ ที่เรียกร้องให้กรุงเบรุตเป็นเขตปลอดทหาร”

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งเลบานอนยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ต่อแถลงการณ์ของเนทันยาฮู

ทั้งนี้ อิสราเอลกำลังถูกนานาชาติประณามอย่างหนัก หลังจากพวกเขาโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ หลังจากมีการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ, อิสราเอลและอิหร่าน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 182 ศพ บาดเจ็บอีก 890 ราย

อิหร่านยืนยันว่าเลบานอนควรได้รับความคุ้มครองภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ปากีสถานช่วยเป็นตัวกลางประสาน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ และอิสราเอล ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวไม่ครอบคลุมปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผอ. IMF เตือน สงครามอิหร่านทำ ศก.โลก โตต่ำกว่าที่คาดไว้

ผอ. IMF เตือน สงครามอิหร่านทำ ศก.โลก โตต่ำกว่าที่คาดไว้

9 เม.ย. 2569 22:47 น.

ผอ. IMF เตือน สงครามอิหร่านทำ ศก.โลก โตต่ำกว่าที่คาดไว้

ผู้อำนวยการ IMF เตือนว่า สงครามกับอิหร่านทำให้พวกเขาต้องปรับลดแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลง และจะมีผลกระทบหลายอย่างที่จะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

เมื่อ 9 เม.ย. 2569 นางคริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการองค์กรการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ออกโรงเตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้มุมมองของ IMF ต่อเศรษฐกิจโลกพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ และอัตราการเติบโตอาจลดต่ำลงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้

“หากไม่มีเหตุการณ์น่าตกใจในครั้งนี้ เราคงได้ประกาศปรับเพิ่มแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไปแล้ว แต่ในขณะนี้ แม้แต่ในสถานการณ์ที่เรามองในแง่ดีที่สุด เราก็ยังต้องปรับลดตัวเลขการเติบโตลง” นางจอร์เจียวาระบุในแถลงการณ์ “ทำไมนะหรือ? ก็เพราะความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน, การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน, ความเชื่อมั่นที่สูญเสียไป และผลกระทบเชิงลบอื่นๆ ที่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้”

IMF มีกำหนดเผยแพร่รายงานแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกฉบับอัปเดตในสัปดาห์หน้า โดยในรายงานฉบับก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมกราคม (ก่อนสงครามปะทุ 1 เดือน) IMF คาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจโลกจะโตที่ 3.3% และโต 3.2% ในปี 2570

นางจอร์เจียวากล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามว่า แม้ในกรณีที่ดีที่สุด “ก็จะไม่มีการกลับคืนสู่สถานะเดิมอย่างราบรื่นและเบ็ดเสร็จ” โดยเธอยกตัวอย่างการเดินเรือผ่านช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ ในทะเลแดงที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากการโจมตีของกลุ่มกบฏฮูตีที่เริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2566 โดยระบุว่า “ปริมาณการสัญจรยังคงติดหล่มอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของระดับในปี 2566 เท่านั้น”

“เราไม่รู้เลยว่าอนาคตของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นอย่างไร… แต่สิ่งที่เรามั่นใจคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจจะช้าลง แม้ว่าสันติภาพครั้งใหม่นี้จะดำเนินไปอย่างมั่นคงก็ตาม” ผอ. IMF กล่าวเสริม โดยอ้างถึงข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

นอกจากนี้ เธอยังระบุว่า “ผลกระทบเป็นระลอกคลื่น” จากสงครามจะคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่งเช่น ภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน, ปัญหาความอดอยาก โดยจะมีประชาชนได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 45 ล้านคน และวิกฤตราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ปัญหาเลวร้ายลงเมื่อเวลาผ่านไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นานาชาติรุมจวกอิสราเอลโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ ตาย-เจ็บนับพันราย

นานาชาติรุมจวกอิสราเอลโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ ตาย-เจ็บนับพันราย

9 เม.ย. 2569 21:45 น.

นานาชาติรุมจวกอิสราเอลโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ ตาย-เจ็บนับพันราย

ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มออกมาประณามอิสราเอลมากขึ้น หลังการโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ที่สุด จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมนับพันรายเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

สำนักข่าว CNN รายงานเมื่อ 9 เม.ย. 2569 ว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติต่อกรณีที่อิสราเอล โจมตีทางอากาศในเลบานอนครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 182 ศพ และบาดเจ็บอีก 890 ราย กำลังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากมันอาจคุกคามการหยุดยิงอันเปราะบางระหว่าง สหรัฐฯ, อิสราเอล และอิหร่าน

ปากีสถาน ซึ่งออกมาประณามการโจมตีในครั้งนี้ ยืนยันว่าเลบานอนควรได้รับความคุ้มครองภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ปากีสถานช่วยเป็นตัวกลางประสาน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวไม่ครอบคลุมปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

ปฏิกิริยาจากชาติยุโรป

ที่ฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ประณามการโจมตีที่เขาเรียกว่าเป็นการโจมตีแบบ “ไม่เลือกหน้า” และชี้ว่าการกระทำนี้ “เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความยั่งยืนของข้อตกลงหยุดยิง”

ส่วนที่สหราชอาณาจักร นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าการโจมตีของอิสราเอล “สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง” และย้ำว่าอังกฤษต้องการเห็นเลบานอนถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิง

ที่สเปน นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ซึ่งต่อต้านการทำสงครามกับอิหร่านมาตลอด กล่าวว่าการที่เนทันยาฮู “เพิกเฉยต่อคุณค่าของชีวิตและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”

ที่อิตาลี นายอันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ต่อสายตรงถึงประธานาธิบดีโจเซฟ อาอูน ของเลบานอน เพื่อแสดงความเสียใจต่อ “การโจมตีที่ไร้ความชอบธรรม” พร้อมเสริมว่า “เราต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้เลบานอนกลายเป็นกาซาแห่งที่สอง”

ปฏิกิริยาจากชาติในตะวันออกกลาง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยืนยันจะอยู่เคียงข้างรัฐบาลเลบานอน โดยสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่บานปลายซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาค

ที่กาตาร์ กระทรวงการต่างประเทศประณามการโจมตีที่ “โหดเหี้ยม” และเรียกร้องให้นานาชาติร่วมกันบังคับให้อิสราเอล “ยุติการสังหารหมู่อันป่าเถื่อน”

ส่วนตุรกี ประณามอิสราเอลด้วยถ้อยคำที่รุนแรงที่สุด โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลของเนทันยาฮูกำลังทำลายความพยายามของนานาชาติในการสร้างสันติภาพ

องค์กรระหว่างประเทศ

ที่สหประชาชาติ (UN) นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN ประณามการโจมตีของอิสราเอล และเรียกร้องให้ยุติการสู้รบซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ข้อตกลงหยุดยิงพังทลาย

ส่วนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ระบุว่ารู้สึก “โกรธแค้น” ต่อความตายและการทำลายล้างที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นทั่วเลบานอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สเปนจ่อเปิดสถานทูตในเตหะรานอีกครั้ง ประณามอิสราเอลถล่มเลบานอน ดับกว่า 250 ศพ

สเปนจ่อเปิดสถานทูตในเตหะรานอีกครั้ง ประณามอิสราเอลถล่มเลบานอน ดับกว่า 250 ศพ

9 เม.ย. 2569 16:45 น.

สเปนจ่อเปิดสถานทูตในเตหะรานอีกครั้ง ประณามอิสราเอลถล่มเลบานอน ดับกว่า 250 ศพ

รัฐบาลสเปนประกาศเตรียมกลับมาเปิดสถานทูตในกรุงเตหะรานอีกครั้ง หลังสถานการณ์คลี่คลายจากข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ พร้อมวิจารณ์อิสราเอลละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ หลังเปิดฉากถล่มเลบานอนจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 250 ราย

นายโฮเซ มานูเอล อัลบาเรส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสเปน ประกาศวันนี้ (9 เม.ย.) ว่า สเปนเตรียมกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะรานอีกครั้ง เพื่อสนับสนุนกระบวนการสันติภาพภายหลังการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

นายอัลบาเรสได้สั่งการให้นายอันโตนิโอ ซานเชซ-เบเนดิโต เอกอัครราชทูตสเปนประจำอิหร่าน เดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ทันที หลังจากที่สถานทูตต้องปิดทำการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเขาระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึง “สถานการณ์ใหม่” ที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ และได้แจ้งเรื่องนี้ต่อรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านและชาติพันธมิตรในภูมิภาคเรียบร้อยแล้ว

นายอัลบาเรสกล่าวว่าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เขาได้พูดคุยกับนายอับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการเคลื่อนไหวครั้งนี้ พร้อมเสริมว่าเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของสเปนในการมีส่วนร่วมในความพยายามเพื่อสันติภาพ

นอกจากนี้ อัลบาเรสยังได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของโอมาน กาตาร์ บาห์เรน และคูเวต ตลอดจนเลบานอนด้วย โดยในการสนทนากับนายยูเซฟ ราจจี รัฐมนตรีต่างประเทศเลบานอน เขาแสดงการสนับสนุนของสเปนต่อสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “การโจมตีที่โหดร้ายและไม่เลือกเป้าหมาย” ของอิสราเอลต่อเลบานอน โดยเรียกการกระทำดังกล่าวว่า “เป็นความอัปยศต่อจิตสำนึกของมนุษยชาติทั้งหมด”

สเปนกลายเป็นหนึ่งในประเทศตะวันตกที่วิจารณ์การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างรุนแรงที่สุด โดยได้ทำการปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบในตะวันออกกลางบินผ่าน พร้อมทั้งประณามการโจมตีเลบานอนของอิสราเอลว่าเป็นความ “ป่าเถื่อนและไร้ความปราณี” ซึ่งถือเป็นรอยด่างพร้อยต่อมโนธรรมของมนุษยชาติ

แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศสงบศึกชั่วคราวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพที่ปากีสถานซึ่งนำโดยนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันเสาร์นี้ แต่สถานการณ์กลับตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออิสราเอลเดินหน้าทิ้งระเบิดถล่มเลบานอนอย่างหนัก จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 250 ราย

อิสราเอลอ้างว่าการโจมตีเลบานอน “ไม่อยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง” ของโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าหากอิสราเอลไม่หยุดโจมตีเลบานอน ข้อตกลงสันติภาพทั้งหมดก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ และยังคงไม่มีสัญญาณว่าอิหร่านจะยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกจนพุ่งสูงเกือบ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศ กองทัพอิสราเอลยืนยันว่าสามารถสังหารหลานชายของนายนาอิม กัสเซม เลขาธิการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาส่วนตัวด้วย ขณะที่ทางกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ประกาศกลับมาตอบโต้ด้วยการยิงจรวดข้ามพรมแดนเข้าสู่อิสราเอลอีกครั้งเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ทางด้านความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นายอัลบาเรสระบุว่ายังไม่ได้รับข้อมูลเรื่องที่สหรัฐฯ อาจพิจารณาปิดฐานทัพในประเทศที่ไม่สนับสนุนนโยบายของตน โดยยืนยันว่าฐานทัพอากาศโรตาและโมรอนในสเปน ยังคงปฏิบัติงานตามปกติในขณะนี้.

ที่มา Anadolu / Reuters

เกิดอะไรขึ้น ทูตอิหร่านในปากีสถาน ลบโพสต์กะทันหัน หลังระบุคณะเจรจาจะถึงอิสลามาบัดคืนนี้

เกิดอะไรขึ้น ทูตอิหร่านในปากีสถาน ลบโพสต์กะทันหัน หลังระบุคณะเจรจาจะถึงอิสลามาบัดคืนนี้

9 เม.ย. 2569 15:09 น.

เกิดอะไรขึ้น ทูตอิหร่านในปากีสถาน ลบโพสต์กะทันหัน หลังระบุคณะเจรจาจะถึงอิสลามาบัดคืนนี้

ยังเป็นปริศนา หลังจู่ ๆ เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำปากีสถาน ก็ลบโพสต์บนโซเชียล ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่า คณะผู้แทนอิหร่านจะเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดเพื่อเจรจากับสหรัฐฯ คืนนี้ โดยยังไม่มีคำชี้แจง

กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก หลังจากที่ เรซา อามิรี โมกฮาดัม เอกอัครราชทูตอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ระบุว่า คณะผู้แทนอิหร่านจะเดินทางถึงอิสลามาบัดในคืนนี้ เพื่อเข้าร่วมการเจรจาหยุดยิงกับฝ่ายสหรัฐฯ แต่จู่ ๆ โพสต์ดังกล่าวได้ถูกลบออกไป และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุของการลบข้อความดังกล่าว

รายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงรายละเอียดสำคัญของคณะผู้แทน ไม่ว่าจะเป็นใครจะเข้าร่วม, ใครจะเป็นหัวหน้าคณะ รวมถึงรูปแบบและประเด็นของการเจรจา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ฝ่ายอิหร่านยืนยันว่า ข้อเสนอ 10 ประการ ที่ได้ยื่นให้สหรัฐฯ ไปก่อนหน้านี้ โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง จะถูกใช้เป็นกรอบหลัก สำหรับการเจรจาครั้งนี้

การลบโพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า การเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเดินหน้าได้จริง หรือเผชิญอุปสรรคตั้งแต่ก่อนเริ่มต้น.

ที่มา : aljazeera

“ฮุน มาเนต” โพสต์ภาพคู่ “มาครง” ชูฝรั่งเศส-กัมพูชา เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

"ฮุน มาเนต" โพสต์ภาพคู่ "มาครง" ชูฝรั่งเศส-กัมพูชา เป็น "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์"

9 เม.ย. 2569 15:06 น.

“ฮุน มาเนต” โพสต์ภาพคู่ “มาครง” ชูฝรั่งเศส-กัมพูชา เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

“ฮุน มาเนต” โพสต์ภาพคู่ ปธน. เอ็มมานูเอล มาครง ชู ฝรั่งเศส-กัมพูชา เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” โดยนายมาครงยืนยันร่วมประชุมสุดยอดพหุภาคีกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี

“ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เผยภาพถ่ายคู่กับ ปธน. เอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ลงในเฟซบุ๊ก โดยระบุใจความว่า:

 “ขอขอบคุณท่านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการหารือที่ประสบผลสำเร็จในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมการเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและฝรั่งเศสไปสู่ระดับ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ในอนาคตอันใกล้นี้

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับการเยือนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสู่ราชอาณาจักรกัมพูชา และการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสครั้งที่ 20 ซึ่งกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายน 2026″

ด้านสื่อกัมพูชารายงานว่า นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส แสดงความเชื่อมั่นว่าการประชุมสุดยอดฟรังโกโฟนี (Francophonie Summit) หรือการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส ครั้งที่ 20 ซึ่งกัมพูชาได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปีนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างกัมพูชาและฝรั่งเศสให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ภายหลังการเข้าพบของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ณ กรุงปารีส เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้นำฝรั่งเศสระบุว่า “ต่อจากการประชุมสุดยอดที่วีแลร์-กอตเรต์ในปี 2024 การประชุมครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่กรุงพนมเปญ ซึ่งผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะเดินทางไปเข้าร่วมในเดือนพฤศจิกายนนี้ นี่จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการกระชับสายสัมพันธ์ที่รวมพวกเราไว้ด้วยกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

ประธานาธิบดีมาครงยังได้ขอบคุณนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่เข้าร่วมการประชุม One Health Summit ณ เมืองลียง และการหารือร่วมกันในกรุงปารีส โดยย้ำว่าประวัติศาสตร์ระหว่างกัมพูชาและฝรั่งเศสนั้นหยั่งรากลึก และปัจจุบันยังคงขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในด้านสำคัญๆ เช่น พลังงาน สาธารณสุข และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

กัมพูชาเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดฟรังโกโฟนี ครั้งที่ 20 ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายนนี้ ณ กรุงพนมเปญ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการทูตเนื่องจากเป็นการจัดประชุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งที่ 2 ในรอบเกือบ 30 ปี ต่อจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อปี 1997 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกัมพูชาบนเวทีโลก

ปัจจุบันกัมพูชาเป็นหนึ่งใน 90 รัฐและรัฐบาลที่เป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส (OIF) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสามัญ 53 ราย สมาชิกสมทบ 5 ราย และผู้สังเกตการณ์ 32 ราย โดยคาดการณ์ว่ามีประชากรที่พูดภาษาฝรั่งเศสทั่วโลกประมาณ 396 ล้านคน.

ที่มา Hun Manet /  Khmer Times