กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมท่าเรืออิหร่านแล้ว เปิดฉากโจมตีเพิ่มเติม

กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมท่าเรืออิหร่านแล้ว เปิดฉากโจมตีเพิ่มเติม

15 ก.ค. 2569 04:00 น.

กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมท่าเรืออิหร่านแล้ว เปิดฉากโจมตีเพิ่มเติม

กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเล เพื่อสกัดเรือไม่ให้เข้า-ออกท่าเรือของอิหร่านอีกครั้งแล้ว หลังจากทั้งสองฝ่ายกลับมาโจมตีตอบโต้กันอีกครั้งตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเล เพื่อขัดขวางไม่ให้เรือต่างๆ เดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่านแล้ว ในเวลา 16.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET)

กองทัพสหรัฐฯ เริ่มการปิดล้อมดังกล่าวเพียงหนึ่งวันหลังจาก ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะนำมาตรการนี้มาใช้อีกครั้ง และสหรัฐฯ จะทำหน้าที่เป็น “เทวดาผู้พิทักษ์” แห่งช่องแคบฮอร์มุซ

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำถึงกำหนดเวลาดังกล่าวผ่านโพสต์บน X เพียงไม่กี่นาทีก่อนที่มาตรการจะมีผลบังคับใช้ พร้อมระบุเสริมว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านเพิ่มเติม โดยมุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถทางทหารบริเวณรอบช่องแคบฮอร์มุซ

“การโจมตีเปิดฉากขึ้นในขณะที่กองกำลังอเมริกันกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อกลับมาดำเนินมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่านอีกครั้ง” ข้อความจากโพสต์ของ CENTCOM ระบุ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้า เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายให้แก่สหรัฐฯ สำหรับการ “มอบความปลอดภัยและความมั่นคง” ในช่องแคบแห่งนี้

ทว่าในวันอังคาร ทรัมป์กลับลำเรื่องดังกล่าว โดยอ้างว่าชาติอาหรับร้องขอ และว่าประเทศเหล่านี้จะเข้ามาทำ “ข้อตกลงทางการค้าและการลงทุน… ในสหรัฐอเมริกา” แทน

อีกด้านหนึ่งสำนักข่าวแห่งชาติอิหร่าน (IRNA) รายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้งในเมืองบันดาร์อับบาส และอีกหลายครั้งใกล้กับเมืองซิริก (Sirik) ซึ่งเป็นเมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน ติดชายฝั่งของช่องแคบฮอร์มุซ

รายงานไม่ได้ระบุถึงสาเหตุของการระเบิดดังกล่าว ทว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่กองทัพสหรัฐฯ แถลงว่า ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่ออิหร่าน ก่อนที่จะกลับมาบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์จ่ายแล้ว ค่าเสียหาย 5.6 ล้านดอลลาร์ คดีล่วงละเมิดนักเขียนหญิง

ทรัมป์จ่ายแล้ว ค่าเสียหาย 5.6 ล้านดอลลาร์ คดีล่วงละเมิดนักเขียนหญิง

15 ก.ค. 2569 02:39 น.

ทรัมป์จ่ายแล้ว ค่าเสียหาย 5.6 ล้านดอลลาร์ คดีล่วงละเมิดนักเขียนหญิง

โดนัลด์ ทรัมป์ จ่ายเงินค่าเสียหายจำนวน 5.6 ล้านดอลลาร์ให้แก่ อี. จีน แคร์โรล นักเขียนหญิงชาวอเมริกันแล้ว จากคดีล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นต่อศาลเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จ่ายเงินค่าชดเชยจำนวน 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ เอลิซาเบธ จีน แคร์โรล นักเขียนหญิง หลังจากคณะลูกขุนในคดีแพ่งพบว่าเขามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาทเธอ

“เมื่อสามปีที่แล้ว คณะลูกขุนจำนวน 9 คนมีมติเป็นเอกฉันท์ตัดสินว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท อี. จีน แคร์โรล” โรเบอร์ตา คาแพลน ทนายความของแคร์โรล ระบุในแถลงการณ์

“ในวันนี้ เรารู้สึกยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่า เธอได้รับเงินค่าเสียหายที่คณะลูกขุนตัดสินให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากคำตัดสินในครั้งนั้น” เธอกล่าวเสริม

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะรับพิจารณาคำอุทธรณ์ของทรัมป์ ที่ต้องการให้ศาลพิจารณาคำพิพากษาเดิมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ใหม่อีกครั้ง ส่งผลให้คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นอันสิ้นสุด

แคร์โรล อดีตนักข่าวและคอลัมนิสต์ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 82 ปี กล่าวหาประธานาธิบดีทรัมป์ว่า ล่วงละเมิดเธอในห้องลองเสื้อของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในนิวยอร์กเมื่อปี 2539

เมื่อข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในหนังสือของแคร์โรลในปี 2562 โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเรียกเธอว่าเป็นพวก “สติไม่ดี” และอ้างว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นสิ่งที่เธอกุขึ้นมาเอง ส่งผลให้แคร์โรลเพิ่มข้อกล่าวหาเรื่องการหมิ่นประมาทเข้าไปด้วย

อนึ่ง คดีหมิ่นประมาทอีกคดีหนึ่งในนิวยอร์ก ทรัมป์ถูกศาลสั่งให้จ่ายเงินจำนวน 83.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่แคร์โรล ซึ่งคำตัดสินดังกล่าวได้รับการยืนยันตามชั้นอุทธรณ์แล้ว แต่การบังคับคดียังคงถูกระงับไว้ชั่วคราว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่น ไม่เสียใจคลายคว่ำบาตรอิหร่าน ก่อนหวนปะทะรอบใหม่

ทรัมป์ลั่น ไม่เสียใจคลายคว่ำบาตรอิหร่าน ก่อนหวนปะทะรอบใหม่

15 ก.ค. 2569 01:14 น.

ทรัมป์ลั่น ไม่เสียใจคลายคว่ำบาตรอิหร่าน ก่อนหวนปะทะรอบใหม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาไม่เสียใจที่ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน และยุติการปิดล้อมทางทะเล ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับมายิงปะทะกันอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อ 14 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวว่า เขาไม่รู้สึกเสียใจเลยที่ได้ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านเป็นการชั่วคราว ก่อนที่รัฐบาลของเขาจะกลับมาบังคับใช้มาตรการดังกล่าว และเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน

“ไม่เลย ผมให้โอกาสพวกเขาแล้ว” ทรัมป์กล่าวหลังถูกนักข่าวถามว่า เสียใจหรือไม่ที่สั่งยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล หรือการขยายเวลาการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน “ผมต้องการให้โอกาสพวกเขาในการบรรลุข้อตกลงร่วมกัน”

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลของทรัมป์ผ่อนปรนการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราว โดยเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับอิหร่าน ทว่าหลังจากอิหร่านโจมตีเรือขนส่งสินค้าใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซเมื่อสัปดาห์ก่อน รัฐบาลสหรัฐฯ จึงยกเลิกข้อยกเว้นดังกล่าว พร้อมทั้งกลับมาปิดล้อมทางทะเล และเปิดฉากโจมตีทางทหารระลอกใหม่

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวอีกว่า แพ็กเกจมาตรการคว่ำบาตรที่มีเป้าหมายเล่นงานรัสเซีย อาจถูกขยายผลในเร็ว ๆ นี้ให้ครอบคลุมถึงอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนด้วยเช่นกัน

“พวกเขากำลังจะเพิ่มอิหร่านเข้าไปด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก” ทรัมป์กล่าว “และพวกเขาอาจจะเพิ่มกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เข้าไปด้วย”

ทั้งนี้ กลุ่มสมาชิกรัฐสภาจากทั้งสองพรรค (เดโมแครตและรีพับลิกัน) กำลังผลักดันให้มีการผ่านร่างกฎหมายนี้อย่างเร่งด่วน ภายหลังการเสียชีวิตของ สว.ลินด์เซย์ เกรแฮม ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานขับเคลื่อนมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่นี้มานานหลายปี

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า มาตรการนี้มี “โอกาสสูง” ที่จะสำเร็จลุล่วง เมื่อมีการสรุปรายละเอียดบางประการเรียบร้อยแล้ว “ลินด์เซย์ต้องการมันมากจริง ๆ สิ่งนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ลินด์เซย์” ทรัมป์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไฟไหม้อาคารในเมืองหลวงเบลเยียม พบหลายศพในช่องลิฟต์

ไฟไหม้อาคารในเมืองหลวงเบลเยียม พบหลายศพในช่องลิฟต์

15 ก.ค. 2569 00:00 น.

ไฟไหม้อาคารในเมืองหลวงเบลเยียม พบหลายศพในช่องลิฟต์

เกิดเหตุไฟไหม้อาคารที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม โดยการตรวจสอบเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตหลายรายอยู่ภายในช่องลิฟต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเก็บกู้ร่าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่อาคาร อ็อกซี ทาวเวอร์ (Oxy tower) ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในย่านใจกลางกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศเบลเยียม เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 โดยมีผู้สูญหายในเหตุการณ์นี้อย่างน้อย 6 ราย

นายเบรชต์ สเปย์บรูก โฆษกสำนักงานอัยการแรงงานแห่งกรุงบรัสเซลส์ แถลงว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเข้าไปภายในตัวอาคารกลับพบว่าไฟได้ลุกลามไปยังช่องลิฟต์ ซึ่งมีลิฟต์สองตัวติดค้างอยู่ เจ้าหน้าที่งัดประตูลิฟต์ตัวหนึ่งออกมาและพบผู้เสียชีวิตหลายราย แต่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด

“ผู้เสียชีวิตอาจเป็นกลุ่มผู้สูญหายทั้ง 6 รายนั้น แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมในลิฟต์อีกตัว หรือในจุดอื่น ๆ ของอาคารด้วย” เขากล่าว และเสริมว่า ทีมงานกำลังเตรียมการเพื่อกู้ร่างผู้เสียชีวิตออกจากลิฟต์ ซึ่งหากปรากฏว่าร่างเหล่านั้นไม่ใช่กลุ่มผู้สูญหายทั้ง 6 คน เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นจะต้องเข้าไปตรวจค้นในลิฟต์อีกตัวด้วยเช่นกัน

“เนื่องจากมีเศษซากความเสียหายสะสมอยู่ สภาพการทำงานจึงยากลำบากมาก” นายสเปย์บรูกกล่าวเพิ่ม “ดังนั้น ปฏิบัติการกู้ร่างจะยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมง”

ด้านสื่อท้องถิ่นระบุว่า มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว 2 รายเนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้รุนแรง ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 1 นายเข้ารับการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุหลังต้องเผชิญกับความร้อนสูง

ขณะที่สำนักข่าว RTBF ของเบลเยียมรายงานว่า นายกรัฐมนตรี บาร์ต เดอ เวเฟอร์ และสมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปแห่งเบลเยียมเดินทางมายังจุดเกิดเหตุในช่วงบ่าย เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ อาคาร อ็อกซี ทาวเวอร์ ยังคงอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งในอนาคตจะถูกใช้เป็นที่พักอาศัย โรงแรม ร้านอาหาร และบาร์ ตัวอาคารตั้งอยู่ห่างจาก แกรนด์เพลซ (Grand Place) ซึ่งเป็นจัตุรัสกลางเมืองของกรุงบรัสเซลส์ เพียง 500 เมตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์กลับลำ ไม่เก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20% แล้ว หลังโดนต่อต้านหนัก

ทรัมป์กลับลำ ไม่เก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20% แล้ว หลังโดนต่อต้านหนัก

14 ก.ค. 2569 22:57 น.

ทรัมป์กลับลำ ไม่เก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20% แล้ว หลังโดนต่อต้านหนัก

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยกเลิกเรื่องที่เขาประกาศว่า จะเก็บค่าผ่านทางจากเรือสินค้าที่จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในอัตรา 20% หลังจากเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนัก

เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยกเลิกเรื่องที่เขาบอกว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บค่าผ่านทางในอัตรา 20% จากเรือสินค้าที่จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เปลี่ยนมาเป็นการให้กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ แทน

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐฯ จะเข้าไปเป็น “เทวดาผู้คุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซ” และจะเก็บค่าผ่านทางดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาความปลอดภัยที่สหรัฐฯ จัดหาให้

อย่างไรก็ตามในวันอังคาร นายทรัมป์โพสต์ข้อความระบุว่า “จากการหารือที่ได้ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมกับบรรดาผู้นำในตะวันออกกลาง ผมจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนจากการเรียกเก็บค่าตอบแทนแก่สหรัฐฯ ในอัตรา 20% มาเป็นข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับต่าง ๆ จะเข้ามาลงทุนในสหรัฐอเมริกาแทน”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธมิตร, ประเทศอื่นๆ ที่จะได้รับผลกระทบเช่น บราซิล และบริษัทขนส่งต่างๆ ขณะที่บรรดาเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของตัวเขาเองก็เคยตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ และข้อกฎหมายในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ

“มันเป็นเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ ไม่มีประเทศใดได้รับอนุญาตให้จัดเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมในเส้นทางน้ำระหว่างประเทศได้ นั่นคือข้อกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน” มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวไว้เมื่อเดือนมิถุนายน

รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ก็เคยย้ำเช่นกันว่า จุดยืนของรัฐบาลชุดนี้คือ “เส้นทางน้ำระหว่างประเทศควรจะต้องปราศจากค่าผ่านทาง” และตัวทรัมป์เองก็เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ ต้องการให้ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางที่ “เสรี”

“เราต้องการให้มันเปิดกว้าง เราต้องการให้มันเสรี เราไม่ต้องการให้มีการเก็บค่าผ่านทาง มันเป็นเรื่องระดับสากล มันเป็นเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ” ทรัมป์กล่าวไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย

สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย

14 ก.ค. 2569 22:05 น.

สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย

รัฐบาลสหรัฐฯ คืนภาษีศุลกากรที่เก็บจากบริษัทต่างๆ ภายใต้มาตรการภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้วกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากศาลสูงสุดตัดสินว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินคืนเงินภาษีศุลกากร ที่พวกเขาเรียกเก็บจากบริษัทต่างๆ ที่นำเข้าสินค้าเข้ามายังสหรัฐฯ ภายใต้มาตรการ “ภาษีต่างตอบแทน” ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แล้วกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ศาลสูงสุดตัดสินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า การกระทำนี้ผิดกฎหมาย

ภาษีต่างตอบแทน หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีทรัมป์” ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ (จ่ายโดยบริษัทที่นำเข้ามา) ถือเป็นหัวใจสำคัญในแผนเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว

แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ สั่งระงับการเก็บภาษีเพิ่มเติมที่ทรัมป์เคยมีคำสั่งไว้เกือบทั้งหมด ส่งผลให้รัฐบาลต้องคืนเงินให้แก่บริษัทต่าง ๆ ที่ได้ชำระภาษีเหล่านั้นไป

ตามรายงานตัวเลขงบประมาณที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (13 ก.ค.) ระบุว่าสหรัฐฯ ได้จ่ายเงินคืนภาษีศุลกากรไปแล้วกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.7 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณนี้ซึ่งเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่มีการคืนเงินเพียง 5 พันล้านดอลลาร์

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังรายหนึ่งเปิดเผยว่า ตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นนี้เกือบทั้งหมดเป็นผลมาจากคำตัดสินของศาลสูงสุด โดยการคืนเงินส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้นำเสนอว่าภาษีศุลกากรคือวิธีแก้ปัญหาแบบครอบจักรวาลสำหรับระบบเศรษฐกิจ ทั้งการดึงโรงงานต่าง ๆ กลับมายังสหรัฐฯ การได้ข้อตกลงทางการค้าที่ดีขึ้น และการลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง

ทว่า ยอดการขาดดุลงบประมาณที่เคยลดลงเล็กน้อยเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากมีรายได้จากภาษีศุลกากร ตอนนี้กลับมาขยายตัวอีกครั้ง โดยพุ่งแตะ 1.367 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ ซึ่งเพิ่มขึ้น 2%

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปกับการชำระดอกเบี้ยเงินกู้เพียงอย่างเดียว ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 14% ขณะที่งบประมาณด้านการทหารก็พุ่งสูงขึ้น 5% เนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

ปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์เหลือเพียงมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกชั่วคราวในอัตรา 10% ซึ่งกำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค.นี้ ทว่าทำเนียบขาวกำลังเตรียมกำหนดอัตราภาษีใหม่ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความหละหลวมในการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการบังคับใช้แรงงาน และปัญหาภาวะกำลังการผลิตที่ล้นเกิน

ความพยายามล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่าง สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น อินเดีย ไต้หวัน และจีน และอาจเปิดทางให้ทรัมป์สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเดิมที่ศาลเคยกำหนดไว้ โดยคาดว่าอัตราภาษีศุลกากรระลอกใหม่นี้จะอยู่ที่ระหว่าง 10% ถึง 12.5% นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังขู่ที่จะจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 25% กับบราซิลอีกด้วย

เมื่อเดือนมิถุนายน ทรัมป์ออกโรงขู่เก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 100% กับกลุ่มประเทศในยุโรป ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักร ที่เดินหน้าจัดเก็บ “ภาษีบริการดิจิทัล” จากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น แอปเปิล (Apple), กูเกิล (Google) และแอมะซอน (Amazon)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

จีนสั่งปลด-ไล่ออก “หม่า ซิงรุ่ย” อดีตโปลิตบูโรพรรคคอมมิวนิสต์ เซ่นปมทุจริตเอื้อพวกพ้อง

จีนสั่งปลด-ไล่ออก "หม่า ซิงรุ่ย" อดีตโปลิตบูโรพรรคคอมมิวนิสต์ เซ่นปมทุจริตเอื้อพวกพ้อง

14 ก.ค. 2569 16:35 น.

จีนสั่งปลด-ไล่ออก “หม่า ซิงรุ่ย” อดีตโปลิตบูโรพรรคคอมมิวนิสต์ เซ่นปมทุจริตเอื้อพวกพ้อง

ทางการจีนมีคำสั่งปลด “หม่า ซิงรุ่ย” อดีตสมาชิกกรมการเมือง (โปลิตบูโร) ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ออกจากพรรคและปลดออกจากตำแหน่งราชการ หลังการสอบสวนพบกระทำความผิดร้ายแรงด้านวินัยและกฎหมาย รวมถึงรับสินบน ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง และปล่อยให้เครือญาติแสวงหาผลประโยชน์จากอำนาจหน้าที่ นับเป็นสมาชิกโปลิตบูโรคนที่ 3 ที่ถูกกวาดล้างนับตั้งแต่ปี 2025

คณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลาง และคณะกรรมการกรรมาธิการควบคุมแห่งชาติของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ได้ออกแถลงการณ์วันนี้ (14 ก.ค.) ระบุว่า นายหม่า ซิงรุ่ย วัย 66 ปีอดีตสมาชิกกรมการเมือง หรือโปลิตบูโร ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจระดับบริหารสูงสุดของประเทศ และอดีตรองหัวหน้าคณะทำงานส่วนกลางด้านกิจการชนบท ได้ถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและไล่ออกจากตำแหน่งทางราชการทั้งหมดแล้ว หลังถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนมาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ในข้อหา “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง”

ผลการสอบสวนระบุว่า นายหม่าละเมิดกฎระเบียบทางการเมืองและวินัยของพรรคอย่างไม่ร้ายแรง เขาล้มเหลวในการกำกับดูแลตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเข้มงวด โดยจงใจเพิกเฉยต่อการละเมิดวินัยและการกระทำที่ส่อเค้าทางอาชญากรรมของคนสนิทรอบตัว นอกจากนี้ เขายังใช้เอกสิทธิ์ในตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือบุคคลอื่นให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งและจัดสรรงานให้อย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงการปกปิดข้อเท็จจริงและพูดโกหกในระหว่างถูกทางการไต่สวน

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า นายหม่าและครอบครัวพัวพันกับการรับของขวัญและเงินสดจำนวนมหาศาล แอบช่วยเหลือเครือญาติให้สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดอย่างน่าสงสัย ตลอดจนมีพฤติกรรมใช้เกียรติและอำนาจหน้าที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึงเรื่องอื้อฉาวทางเพศ และเงินตรา ยินยอมให้สมาชิกในครอบครัวใช้อิทธิพลของตนไปแสวงหาผลประโยชน์มหาศาลทางธุรกิจ จนเข้าข่ายการทุจริตในระดับเครือญาติ หรือ “คอร์รัปชันแบบยกตระกูล” โดยทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบทั้งหมดจะถูกยึดทรัพย์ และคดีความรวมถึงหลักฐานจะถูกส่งต่อให้พนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นายหม่า ซิงรุ่ย ถือเป็นเจ้าหน้าที่เทคโนแครต หรือนักวิชาการที่ผันตัวมาเป็นนักบริหาร ที่มีประวัติการทำงานที่โดดเด่นและเติบโตอย่างก้าวกระโดดในแวดวงการเมืองจีน เขาเกิดที่มณฑลซานตง เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1988 และเริ่มต้นสายอาชีพจากการเป็นวิศวกรการบินและอวกาศ

ในช่วงปี 1996 ถึง 2012 นายหม่าได้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงในสถาบันเทคโนโลยีอวกาศแห่งชาติจีน (CAST) และบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการบินและอวกาศแห่งชาติจีน (CASC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตยานอวกาศและขีปนาวุธหลักของประเทศ โดยเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและควบคุมโครงการอวกาศที่สำคัญที่สุดของจีนหลายโครงการ

ต่อมาในปี 2013 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) และประธานสำนักงานพลังงานปรมาณูแห่งจีน ก่อนที่ในปีเดียวกันนั้นจะถูกย้ายไปบริหารงานส่วนท้องถิ่นที่มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ว่าราชการมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญในปี 2017

จากนั้นในช่วงปลายปี 2021 ถึงปี 2025 นายหม่าได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือที่มีความไวต่อความมั่นคงสูง ก่อนที่เส้นทางการเมืองจะดับวูบลงจากการถูกสอบสวนด้านทุจริตในเวลาต่อมา

การร่วงจากอำนาจของนายหม่าเกิดขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการบินและอวกาศของจีน โดยในอดีตเมื่อปี 2013 นายหม่าเคยเป็นหัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายจาง เจี้ยนหัว อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ ซึ่งเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายหม่า ก็เพิ่งถูกอัยการสั่งฟ้องในข้อหารับสินบนและใช้อิทธิพลโดยมิชอบเช่นกัน

นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายรายในมณฑลซินเจียงที่เคยได้รับการเลื่อนตำแหน่งในยุคที่นายหม่าเรืองอำนาจ ต่างก็ถูกจับกุมและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนเช่นกัน รวมถึงก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม นายกัว หย่งหาง อดีตหัวหน้าคณะทำงานของนายหม่าสมัยดำรงตำแหน่งที่เมืองเซินเจิ้น ระหว่างปี 2015-2016 ก็ถูกทางการสั่งสอบสวนไปก่อนแล้ว

สงครามปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่ยืดเยื้อมานานหลายปีภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กวาดล้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงในพรรค รัฐบาล และกองทัพไปแล้วจำนวนมาก โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จีนเพิ่งเปิดฉากสอบสวนคอร์รัปชันต่อนายจาง โหย่วเสีย พลเอกอาวุโสสูงสุดของกองทัพ และก่อนหน้านั้นในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว นายเหอ เวยตง อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ก็ถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คนใด ไม่ว่าจะทรงอิทธิพลเพียงใด ที่จะรอดพ้นจากมาตรการกวาดล้างนี้ได้.

ที่มา China Daily / Reuters

กห.แจงปม บิ๊กดุลย์ แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด

กห.แจงปม บิ๊กดุลย์ แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด

กห.แจงปม บิ๊กดุลย์ แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

กห.แจงปม”บิ๊กดุลย์” แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม กระทบต่อกระทรวงกลาโหมและความมั่นคงของประเทศ

15 กรกฎาคม 2569 พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้มอบหมายผู้รับมอบอำนาจเข้าร้องทุกข์ต่อกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานผู้มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูล ภาพ คลิปวิดีโอ และข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน และอาจส่งผลกระทบต่อกระทรวงกลาโหมและความมั่นคงของประเทศ

กระทรวงกลาโหม ขอยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวมิได้มีเจตนาจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต หากแต่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และคุ้มครองความน่าเชื่อถือของหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนประโยชน์สาธารณะ

กระทรวงกลาโหม ขอย้ำว่า การวินิจฉัยว่าการกระทำใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะดำเนินการตามหลักนิติธรรม โดยผู้ที่ถูกร้องทุกข์ยังคงได้รับสิทธิและความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างครบถ้วน จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ในช่วงที่สถานการณ์ด้านความมั่นคงมีความละเอียดอ่อน กระทรวงกลาโหมขอความร่วมมือจากประชาชนในการใช้วิจารณญาณก่อนรับหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งขอให้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐและศูนย์แถลงข่าวร่วม (JIC) เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และผ่านการตรวจสอบแล้ว

กระทรวงกลาโหม พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและเจตนาสุจริต และยืนยันว่าจะดำเนินการทุกประการภายใต้กรอบของกฎหมาย หลักนิติธรรม และความเสมอภาค เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ สีหศักดิ์ ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ สีหศักดิ์ ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ สีหศักดิ์ ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ“สีหศักดิ์” ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายในประเทศ“อาทิตย์ อุไรรัตน์” เตือนโลกเผชิญ Polycrisis ขณะที่เวที Land Bridge ชี้โอกาสจะเกิดได้ ต้องควบคู่ความเป็นธรรมและยุทธศาสตร์ชาติ

วันนี้ที่วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม  สถาบันปฎิรูปประเทศไทย (สปท.) และสถาบันยุทธศาสตร์ความมั่นคงและสันติภาพสุวรรณภูมิ ม.รังสิต ได้จัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลก”  และรับฟังการนำเสนอรายงานทางวิชาการของนักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรผู้นำรุ่นที่ 10  โดยมีการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ“พลวัตภูมิรัฐศาสตร์โลกและอาเซียน: ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อประเทศไทย” โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

โดยในช่วงแรก ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้กล่าวเปิดงานต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาโดยระบุว่า ในนามของมหาวิทยาลัยรังสิต ผมรู้สึกเป็นเกียติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการในวันนี้ และเหนือสิ่งอื่นใด ผมขอขอบคุณ ฯพณฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กรุณาให้เกียรติมาปาฐกถาพิเศษในเวทีวิชาการของมหาวิทยาลัยรังสิตแม้ว่าท่านจะมีภารกิจสำคัญในการกำกับดูแลนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนจากการแข่งขันของมหาอำนาจ ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก  ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจะกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของตนเองอย่างไร และจะเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสได้อย่างไรโลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการทหาร แต่ขยายไปสู่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต่างเข้ามาซ้อนทับกัน จนเกิดสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า Polycrisis หรือ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” สิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคหนึ่งของโลก สามารถส่งผลต่ออีกซีกโลกได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว สงครามอาจเริ่มต้นจากปัญหาความมั่นคง แต่ผลกระทบกลับขยายไปสู่ราคาพลังงาน ราคาสินค้า เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชนวันนี้ ภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่อยู่บนโต๊ะอาหารของทุกครอบครัว อยู่ในต้นทุนของผู้ประกอบการ และอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชนด้วยเหตุนี้ ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 จึงไม่อาจหมายถึงเพียงความมั่นคงทางทหาร หากต้องครอบคลุมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงทางไซเบอร์ และที่สำคัญที่สุด คือ ความมั่นคงของประชาชน

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว ตอนหนึ่งของการปาฐกถาว่า “เมื่อโลกเปลี่ยนไป การทูตที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะกับทางเขมรที่สุดท้ายเราก็ต้องอยู่ด้วยกันให้ได้  โดบเฉพาะเรื่องการหาจุดสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากับการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว อาทิ การทูตวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย  และการนำองค์ความรู้จากต่างประเทศมาพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่ง

นอกจากนนี้นายสีหศักดิ์ได้กล่าวถึงโอกาสของประเทศไทยบนเวทีโลกว่า ตอนนี้ทุกคนพูดถึงอินโดแปซิฟิก เป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจไม่ว่าจะจีนหรือ อเมริกา สิ่งที่ไทยควรทำไม่ใช่การเลือกข้าง แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศในด้านต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและเพื่อสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก

นายสีหศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าการฑูตที่ดีในยุคปัจจุบันการฑูตที่ประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไร และประเทศชาติกำลังต่อรองอะไร และประเทศได้ประโยชน์อะไรบ้างจากสิ่งที่ทำมากที่สุด

ขณะที่เวทีเสวนาในช่วงบ่ายมีวงเสวนาในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยบนเส้นทางแลนด์บริดจ์: โอกาส ความท้าทาย และทางเลือก”

โดย ดร. จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า
Land Bridge ไม่ใช่เพียงโครงการเชื่อมการขนส่งฝั่งตะวันออก–ตะวันตก แต่เป็น Gateway ฝั่งตะวันตกของไทย ที่จะยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยใช้แนวคิด One Port, Two Sites เชื่อมท่าเรือสองฝั่งให้ทำงานเสมือนท่าเรือเดียว เพื่อลดเวลาและต้นทุนการขนส่ง

โครงการดำเนินในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) เปิดให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนและบริหารโครงการระยะยาว ขณะที่ภาครัฐรับผิดชอบการเวนคืนที่ดินและได้รับส่วนแบ่งผลตอบแทน ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐและดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่

นอกจากนี้ Land Bridge ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา SEC (Southern Economic Corridor) เพื่อดึงดูดการลงทุน ย้ายฐานการผลิต และต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่มูลค่าสูง พร้อมส่งเสริม 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรมูลค่าสูง โลจิสติกส์ การค้า และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า Land Bridge ไม่ใช่แค่การเชื่อมอ่าวไทย–อันดามัน แต่ต้องเป็น Gateway เชื่อมพื้นที่ตอนใน (Hinterland) ของภูมิภาคออกสู่ทะเลโลก โดยปรับแนวคิดจากการเชื่อม “ซ้าย–ขวา” มาเป็นการดึงศักยภาพการค้าและการลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีนที่ต้องการเส้นทางขนส่งสำรอง

โจทย์สำคัญของไทยคือการเลิกมองกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของทุกการลงทุน แต่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อชายแดนและเครือข่ายระหว่างประเทศก่อน เพราะหากแก้จุดคอขวดได้ การขนส่งสินค้าสู่ตลาดโลกจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องเดินตามแผนแม่บทและยุทธศาสตร์ชาติอย่างบูรณาการ ไม่ใช่สร้างแยกเป็นรายโครงการ เพื่อให้ทุกระบบเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่าโครงการ Land Bridge ต้องมองในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่แค่โครงการคมนาคม เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมกับการแข่งขันของจีน สหรัฐฯ อินเดีย และรัสเซีย ช่วยเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของไทย โดยไม่ต้องขุดคลองไทย

โครงการนี้จะยกระดับไทยจากทางผ่านสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงภูมิภาค รองรับการค้า การลงทุน และสร้างอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทานโลกระยะยาว ไทยควรวางบทบาทเป็น 4C ได้แก่ Crossroad, Connector, Conductor และ Container พร้อมผลักดันนโยบาย Act West เพื่อรักษาความเป็นกลาง เสริมความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ และก้าวสู่การเป็น Middle Power ของภูมิภาค

ด้านนายบรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย และที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า
Land Bridge ไม่ได้เผชิญแค่แรงต้านด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่อง “ความเป็นธรรม” เพราะหากผลประโยชน์ไม่กระจายสู่คนส่วนใหญ่ ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้น เห็นได้จากการชุมนุมเรียกร้องให้ชะลอ SEC และตั้งคณะกรรมการใหม่ที่มีภาคประชาชนร่วมตัดสินใจ

คำถามสำคัญคือ ประเทศกำลังลงทุนเพื่อขนส่งสินค้าของใคร ขณะที่ทะเล อาหาร อากาศ และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นทุนแท้ของคนไทย กลับเสี่ยงถูกแลกกับเมกะโปรเจกต์

หากรัฐยังทุ่มงบกับโครงการแสนล้าน ทั้งที่ถนน น้ำ และไฟฟ้ายังไม่ทั่วถึง การพัฒนาเช่นนี้ก็ยากจะเรียกว่าเป็นการพัฒนาเพื่อประชาชน

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 เอกชัย แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 เอกชัย แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 เอกชัย แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

15 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 ‘เอกชัย’ แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง ควรได้รับการรักษาเฉพาะทางเพื่อคัดกรองโรคร้าย

วันที่ 15 ก.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต้องขังวัย 51 ปี ในคดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหา “ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี” ตามมาตรา 110 หลังจากทนายความยื่นประกันตัวเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา

การยื่นประกันตัวครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 ตั้งแต่ถูกคุมขัง ปัจจุบันเอกชัยระบุว่ามีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดเรื้อรัง และในคำร้องขอประกันตัวได้อ้างความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือโรคอื่น ๆ จึงขอให้ส่งตัวเอกชัยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพ หรือควรให้เอกชัยได้รับการประกันตัว เพื่อรับการรักษาโดยละเอียดด้วยตนเองต่อไป

ศาลฎีการะบุคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว”

ขณะที่เอกชัยถูกขังมามากกว่า 10 แล้ว แม้ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษายกฟ้องคดี จากนั้นศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับ และลงโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน จึงเป็นเหตุให้เอกชัยถูกขังระหว่างชั้นฎีกาตั้งแต่นั้นเรื่อยมา

– ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำคุก 21 ปี 4 เดือน และถูกขังมา 10 เดือนเศษแล้ว หลังถูกขังชั้นฎีกา

เกี่ยวกับคดีที่เอกชัยถูกคุมขัง เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ในคดีที่เขาและประชาชนรวม 5 คน ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินีที่ผ่านเข้ามาในที่ชุมนุม เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 โดยลงโทษจำคุกเอกชัยถึง 21 ปี 4 เดือน

เอกชัยถูกคุมขังรอบนี้เป็นครั้งที่ 7 ในชีวิตแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้เคยถูกคุมขังมาทั้งในคดีมาตรา 112 กรณีขายซีดีสารคดีของสำนักข่าว ABC และคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีโพสต์เรื่องเพศสัมพันธ์ในเรือนจำ เขากับเพื่อนร่วมคดีรวม 5 คน ได้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2568

– ยื่นประกันตัวครั้งที่ 4: เอกชัยมีอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง แพทย์ระบุควรได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อคัดกรองโรคร้าย ขอให้ส่งตัวเอกชัยเข้ารับการรักษา – ให้สิทธิประกันตัว

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวเอกชัยเป็นครั้งที่ 4 (นับตั้งแต่ถูกขัง) พร้อมระบุความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ให้ความเห็นจากเวชระเบียนว่า เอกชัยมีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดเรื้อรัง จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือโรคอื่น ๆ ซึ่งโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการให้การรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ จึงขอให้กรมราชทัณฑ์ได้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพ หรือควรให้เอกชัยได้รับการประกันตัว เพื่อการเข้ารับการตรวจรักษาโดยละเอียดด้วยตนเองต่อไป

ทั้งนี้ ในการยื่นประกันตัวครั้งนี้ ได้เสนอหลักประกันเป็นเงินสดจำนวนหนึ่งล้านบาท หรือตามที่ศาลกำหนด พร้อมกับหากเห็นสมควร ให้ศาลเบิกตัวเอกชัยมาไต่สวนเพื่อตั้งเงื่อนไขในการประกันตัว และยินยอมให้ศาลกำหนดเงื่อนไขใด ๆ

สำหรับคำร้องขอประกันตัวโดยสรุป ยืนยันจำเลยเคลื่อนไหวในทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง บนพื้นฐานของการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ไม่เคยก่อความรุนแรง แม้ว่าจำเลยถูกดำเนินคดีกว่า 30 คดี และเคยถูกจองจำในคดีมาตรา 112, คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวมถึงถูกคุมขังในชั้นสอบสวนในคดีนี้ก่อนได้รับการประกันตัว แต่จำเลยไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี และไม่คิดจะหลบหนี จำเลยต้องการต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุด การควบคุมตัวจำเลยไว้ระหว่างการพิจารณา นอกจากจะขัดต่อหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ยังเป็นการคุมขังที่เกินจำเป็นและอาจส่งผลต่อสุขภาพของจำเลยอย่างร้ายแรง

จำเลยเห็นว่า การที่จำเลยได้พักรักษาตัวที่บ้านพักซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกว่าย่อมเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง และเห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน การที่ถูกปฏิเสธการให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยระหว่างฎีกา จนเป็นเหตุให้สุขภาพตกอยู่ในความเสี่ยง จำเลยควรได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของจำเลย

สำหรับอาการป่วยของเอกชัย ระบุว่าก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกันยายน 2566 จำเลยป่วยเป็นโรคฝีในตับ จากการติดเชื้อในระหว่างคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในคดีความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ จนถูกส่งตัวรักษาในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลราชวิถี โดยแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์วินิจฉัยว่าติดเชื้อแบคทีเรียจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้จำเลยจะพ้นโทษคดีนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 แต่จำเลยยังคงต้องตรวจซีทีแสกนเป็นระยะเพื่อติดตามโรค

ต่อมาในเดือนกันยายน 2568 จำเลยถูกคุมขังในคดีนี้ในเรือนจำคลองเปรมด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากบ้านพักของจำเลย เป็นผลให้สุขภาพทรุดโทรมลง จำเลยยื่นคำร้องขอตรวจซีทีสแกนต่อเรือนจำคลองเปรมตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย. 2568 แต่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

จนกระทั่งวันที่ 4 มี.ค. 2569 จำเลยเริ่มมีอาการปวดแผลใกล้จุดที่เคยรักษาโรคฝีในตับและปวดเพิ่มขึ้นจากการถูกส่งตัวฉุกเฉินเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในวันที่ 13 มี.ค. 25569 จำเลยได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ และผลการตรวจะยังไม่พบความผิดปกติของตับ แต่จำเลยยังคงมีความเสี่ยงต่อการกลับมาของโรคฝีในตับและแพทย์พบอาการใหม่อย่างน้อยสองอาการคือ ต่อมลูกหมากโต และกระบังลมอักเสบ โดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน เห็นได้ชัดว่าสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากบ้านพักของจำเลยและการขาดการตรวจติดตามโลกอย่างต่อเนื่องเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพจำเลยทรุดโทรมลง

ทั้งนี้ ในคำร้องประกันตัวระบุว่า นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ทำความเห็นทางการแพทย์จากการอ่านเวชระเบียนผู้ป่วยในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ของจำเลย โดยมีความเห็นว่า

“เอกชัย หงส์กังวาน ควรได้รับการตรวจรักษาและการวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างจริงจังสำหรับอาการปวดท้องเรื้อรังและน้ำหนักลดเรื้อรัง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือโรคอื่นใดที่เป็นเป็นสาเหตุได้ จากโรงพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญหลายแผนก ซึ่งทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการให้การรักษาอย่างเพียงพอตามมาตรฐานทางการแพทย์ จึงขอให้กรมราชทัณฑ์ได้ส่งต่อเอกชัย ไปทำการตรวจรักษาอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพ อาทิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ หรือควรให้เอกชัยได้รับการประกันตัว เพื่อการเข้ารับการตรวจรักษาโดยละเอียดด้วยตนเองต่อไป ขอให้ท่านให้ความสำคัญกับการเข้าสิทธิในการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานทางการแพทย์ของผู้ต้องขัง อันเป็นสิทธิและความเป็นธรรมที่คนทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม”

ข้อมูลทางการแพทย์มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. เอกชัยไปพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องด้านขวา เคยมีประวัติเป็นฝีในตับเมื่อปี 2563 โดยได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี การรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ในครั้งนี้ หลังจากได้รับตัวไว้นอนรักษาตัว 3 วัน (13-16 มี.ค. 2569) ได้รับการวินิจฉัยก่อนออกจากโรงพยาบาลว่า “Abdominal Pain” หรือ “ปวดท้อง” แปลว่า ยังไม่ได้ตรวจพบสาเหตุที่แท้จริง แพทย์ให้ยากลุ่มโรคกระเพาะ ยาต่อมลูกหมากโต และยาทาผิวแห้ง และระบุว่า “รอผลการตรวจอัลตราซาวด์ (USG) ในวันที่ 23 มี.ค. 2569 (โดยผลอัลตราซาวด์ช่องท้อง ระบุว่า มีตับม้ามโตเล็กน้อย ซึ่งไม่อธิบายภาวะปวดท้อง) ดังนั้น แท้จริงการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่เอกชัยปวดท้องได้

2. ภาพรวมของสุขภาพเอกชัย อายุ 50 ปี ส่วนสูง 185 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 65 กิโลกรัม ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานปกติมาก ตามมาตรฐานทางการแพทย์ชายที่สูง 185 เซนติเมตร ควรมีน้ำหนักตัวที่ 85 กิโลกรัม ทั้งนี้ น้ำหนักเอกชัยต่ำกว่าเกณฑ์ถึง 20 กิโลกรัม และเอกสารในบันทึกทางการพยาบาล ระบุว่าเอกชัยมีภาวะน้ำหนักลดจาก 72 กิโลกรัม เหลือ 65 กิโลกรัมใน 6 เดือน

สิ่งที่ต้องหาสาเหตุคือ อะไรที่ทำให้เอกชัยมีภาวะน้ำหนักลดลง (Weight loss cause) ในทางการแพทย์นั้น น้ำหนักที่ลดลงเร็วเช่นนี้ ต้องคิดถึงโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งที่กำลังก่อตัว หรือสภาวะทางสุขภาพจิต

แต่ทั้งนี้ผลการการตรวจประเมินสุขภาพจิตรับใหม่ของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ลงวันที่ 16 มี.ค. 2569 สรุปว่า “การประเมินในปัจจุบัน ไม่พบปัญหาสุขภาพจิต ไม่พบอาการโรคซึมเศร้า ไม่พบแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย ไม่พบข้อบ่งชี้อาการทางจิตที่เด่นชัด” เห็นได้ว่าเอกชัยไม่มีปัญหาสุขภาพจิต ดังนั้น สาเหตุที่น้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นสาเหตุจากโรคทางกาย ไม่ใช่สาเหตุทางสุขภาพจิต

อย่างไรก็ตาม ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่ได้หาสาเหตุโรคทางกายที่ทำให้น้ำหนักลด โดยเฉพาะโรคมะเร็งอย่างเพียงพอ

3. เมื่อเอกชัยปวดท้องเรื้อรังที่ยังไม่ทราบสาเหตุ ร่วมกับภาวะน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว 7 กิโลกรัมใน 6 เดือน โดยที่ภาวะฝีในตับเมื่อ 3 ปีที่แล้วได้หายหมดแล้ว (ทราบจากผลการตรวจอัลตราซาวด์ ในวันที่ 23 มี.ค. 2569 ระบุว่า ไม่พบร่องรอยของก้อนในตับ ซึ่งหมายถึงฝีในตับ มีเพียงตับม้ามโตเล็กน้อย)

ในทางการแพทย์ต้องหาสาเหตุว่า อะไรที่ทำให้ปวดท้องเรื้อรังและน้ำหนักลดเรื้อรังร่วมกัน โดยที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพจิต ต้องค้นหาโรคมะเร็งอย่างจริงจัง ก่อนจะสรุปว่าปวดท้องดังกล่าวไม่ใช่โรคมะเร็ง หรือค้นหาลุ่มโรคด้านภูมิคุ้มกันวิทยา หรือการติดเชื้อ เช่นพยาธิ เป็นต้น เมื่อหาไม่พบโรคที่ชัดเจนแล้ว จึงรักษาไปตามอาการ เช่น การให้ยากระเพาะที่ทำอยู่ในปัจจุบันได้ อีกทั้งภาวะต่อมลูกหมากโตที่ระบุนั้น ทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็ไม่ได้ตรวจเลือดเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแต่อย่างใด

หากศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า อาการเจ็บป่วยเหล่านี้ของจำเลยสามารถรักษาได้ในเรือนจำจนปฏิเสธให้ประกันตัวจำเลย จำเลยไม่อาจเห็นพ้องด้วย เนื่องจากในรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ล้วนให้สิทธิ์ประชาชนผู้ต้องขังรักษาอาการป่วยจากโรงพยาบาลของรัฐ การรักษาพยาบาลของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์นั้นเป็นเพียงการรักษาตามอาการ แต่ไม่ได้วินิจฉัยหาสาเหตุโรคของจำเลย หากจำเลยเป็นโรคร้ายแรง สภาพความเป็นอยู่ และการรักษาพยาบาลที่ล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของจำเลยได้

ศาลฎีกายกคำร้อง ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม – จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว

ต่อมาในวันที่ 15 ก.ค. 2569 นายประกันไปฟังคำสั่งศาลฎีกา และแจ้งคำสั่งว่ายกคำร้อง โดยศาลระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้เอกชัยยังคงถูกขังอยู่ที่เรือนจำคลองเปรมต่อไป ซึ่งจนถึงวันนี้ (15 ก.ค. 2569) เอกชัยถูกขังมาแล้ว 10 เดือนเศษ

*อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84640