ทรัมป์คอนเฟิร์ม เป็นคนขอประธานฟีฟ่า ทบทวนใบแดงนักบอลสหรัฐฯ

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เป็นคนขอประธานฟีฟ่า ทบทวนใบแดงนักบอลสหรัฐฯ

6 ก.ค. 2569 23:00 น.

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เป็นคนขอประธานฟีฟ่า ทบทวนใบแดงนักบอลสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาเป็นคนขอให้ฟีฟ่าทบทวนการให้ใบแดงนักฟุตบอลตัวเก่งของทีมชาติสหรัฐฯ ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก โดยย้ำว่าเขาขอให้ “ทบทวน” เท่านั้น ไม่ได้บังคับให้ฟีฟ่ายกเลิกโทษแบน

เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า เขาเป็นคนร้องขอให้ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ทบทวนโทษแบนห้ามลงสนาม 1 นัดของ โฟลาริน บาโลกัน กองหน้าทีมชาติสหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังเข้าร่วมในศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐฯ, แคนาดา และเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพ

ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า ฟีฟ่า “ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง” ที่สั่งระงับโทษแบนของบาโลกัน พร้อมเสริมว่าหากบทลงโทษนี้มีผลบังคับใช้จริง มันจะกลายเป็น “รอยด่างพร้อยครั้งใหญ่” ของทัวร์นาเมนต์นี้

อนึ่ง บาโลกันในวัย 25 ปี เดิมทีมีกำหนดจะถูกแบนในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ทีมจะพบกับเบลเยียมในวันอังคารนี้ หลังจากได้รับใบแดงโดยตรงจากฟาวล์ใส่ ทาริก มูฮาเรโมวิช กองหลังทีมชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในรอบก่อนหน้านี้

ทว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฟีฟ่าได้สร้างความประหลาดใจด้วยการตัดสินใจระงับโทษแบนอัตโนมัติ 1 นัดดังกล่าวเป็นเวลา 12 เดือน ซึ่งเป็นการเปิดทางให้กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ รายนี้ ซึ่งยิงไปแล้ว 3 ลูกในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ สามารถลงเตะในการแข่งขันที่จะจัดขึ้นในเมืองซีแอตเติลได้

ทรัมป์กล่าวว่า เขาได้ขอให้ฟีฟ่าทบทวนการตัดสินใจเนื่องจากเขา “ไม่คิดว่าจังหวะนั้นเป็นการฟาวล์” แต่ยืนยันด้วยว่า ถึงแม้เขาจะได้พูดคุยกับ จานนี อินแฟนติโน ประธานฟีฟ่าจริง แต่เขาเพียงขอให้มีการทบทวน ไม่ได้สั่งการให้ประธานฟีฟ่าต้องระงับโทษแบนของบาโลกันแต่อย่างใด

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของนักกีฬาที่ยอดเยี่ยมสองคนเข้าปะทะและพัวพันกันต่างหาก” ทรัมป์กล่าว “ผมคิดว่า (โทษแบนนี้) จะทิ้งรอยด่างพร้อยครั้งใหญ่ไว้ ผมไปสั่งพวกเขาไม่ได้หรอก และผมไม่เชื่อว่าพวกเขา (ฝ่ายบริหาร) เป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ แต่ผมเชื่อว่าเป็นคณะกรรมการต่างหากที่ตัดสินใจ และมันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว”

ทรัมป์กล่าวอีกว่า การตัดสินใจให้ใบแดงบาโลกันของผู้ตัดสิน ราฟาเอล เคลาส์ นั้น “แย่มาก” พร้อมทั้งเรียกเชิ้ตดำชาวบราซิลรายนี้ว่า “ดูน่าสงสัยนิดหน่อย”

ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ สมาคมฟุตบอลแห่งราชอาณาจักรเบลเยียมออกมาแสดงความ “ตกตะลึง” ต่อการตัดสินใจของฟีฟ่าที่อนุญาตให้บาโลกันมีชื่อลงแข่งในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้

“ไม่ว่าผลการแข่งขันในนัดนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ทางสมาคมฯ รู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะยังคงเดินหน้าต่อสู้ต่อไปในอีกไม่กี่ชั่วโมง วัน และเดือนข้างหน้า เพื่อปกป้องหลักการพื้นฐานด้านจริยธรรม การแข่งขันที่ยุติธรรม และผลประโยชน์ของวงการฟุตบอลในภาพรวม” สมาคมฟุตบอลแห่งราชอาณาจักรเบลเยียมระบุ

ทางด้าน โธมัส ทูเคิล หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติอังกฤษ ซึ่งทีมของเขาเองก็ต้องเหลือผู้เล่น 10 คนในแมตช์ที่พบกับเม็กซิโก หลังจาก จาเรลล์ ควอนซาห์ ถูกใบแดง กล่าวว่าคำตัดสินนี้ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตราย

“คำถามที่ผมอยากถามคือ เราจะลากเส้นแบ่งตรงไหน? ซึ่งผมเองก็ไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้” ทูเคิลกล่าว “ถ้าใบเหลืองไม่ใช่ใบเหลือง เราต้องยื่นอุทธรณ์ไหม? ถ้าเราคิดว่ามันไม่ใช่ใบแดง แล้วใครล่ะที่เป็นคนคิด? เรื่องแบบนี้มันจะเริ่มต้นที่ตรงไหนและไปสิ้นสุดที่ตรงไหน? นี่คือคำถามของผม ซึ่งผมไม่มีคำตอบให้หรอก”

ขณะที่ ยูฟ่า (Uefa) องค์กรควบคุมดูแลฟุตบอลยุโรป แถลงว่า การเข้าแทรกแซงเพื่อยกเลิกโทษแบนระหว่างทัวร์นาเมนต์เช่นนี้ ถือเป็นการ “ล้ำเส้น” อย่างชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่าลามหนักภาคใต้ ต้องอพยพนับ 10,000 คน

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่าลามหนักภาคใต้ ต้องอพยพนับ 10,000 คน

6 ก.ค. 2569 22:09 น.

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่าลามหนักภาคใต้ ต้องอพยพนับ 10,000 คน

ฝรั่งเศสกำลังเร่งรับมือกับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้ในภาคใต้ของประเทศ โดยมีการอพยพประชาชนแล้วนับ 10,000 คน ในขณะที่พื้นที่ต่างๆ ของยุโรปยังคงได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ไฟป่าในภาคใต้ของฝรั่งเศสยังคงรุนแรง โดยล่าสุดมีประชาชนมากกว่า 10,000 คนได้รับคำสั่งให้อพยพออกจากเมืองและหมู่บ้านขนาดเล็กกว่าสิบแห่งบริเวณเชิงเขาพิเรนีส (Pyrenees) ใกล้กับชายแดนประเทศสเปน ในขณะที่คลื่นความร้อนกำลังเล่นงานหลายพื้นที่ของยุโรป

ปิแอร์ แรญโญ เดอ ลา ม็อต เจ้าหน้าที่บริหารส่วนท้องถิ่นโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า ไฟป่าซึ่งเกิดขึ้นที่เมืองเทรวิญัก (Trévillach) ใกล้กับเมืองแปร์ปีญ็อง (Perpignan) ได้เผาทำลายพื้นที่ไปแล้วอย่างน้อย 11,366 เอเคอร์ หรือราว 28,748 ไร่

ขณะที่นาย โลร็องต์ นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส กล่าวเตือนผ่านสถานีโทรทัศน์ TF1 ว่า “เช้าวันนี้ สถานการณ์เริ่มแย่ลงอีกครั้ง และวันนี้การต่อสู้ (กับไฟป่า) ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง” โดยกระแสลมแรงอาจทำให้ไฟป่ายิ่งโหมกระหน่ำมากขึ้นไปอีก

ด้าน เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประกาศว่าสหภาพยุโรปจะส่งเครื่องบินจำนวน 4 ลำ ซึ่งประจำการอยู่ในไซปรัสและสเปนเพื่อช่วยเหลือในภารกิจดับไฟป่าในฝรั่งเศส

เหตุไฟป่าดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างสเปนด้วย โดยพื้นที่มากกว่า 5,400 เอเคอร์ ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ “เลส กาวาร์เรส” (Les Gavarres) ได้ถูกทำลายไปแล้ว

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ทางการแคว้นกาตาลุญญาระบุเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ว่า สถานการณ์ไฟป่าเริ่มทรงตัวแล้วและคาดว่าจะสามารถดับไฟได้สนิทภายในสัปดาห์นี้

ส่วนทางตอนใต้ของแคว้นกาตาลุญญา ในจังหวัดกัสเตยอน (Castellon) ทางภาคตะวันออก ประชาชนจำนวน 500 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่หลังจากไฟป่าได้ลุกลามเข้าสู่ อุทยานแห่งชาติ “ซิเอร์รา เด เอสปาดัน” (Sierra de Espadan)

ด้าน แมตต์ เทย์เลอร์ หัวหน้าผู้พยากรณ์อากาศของ BBC Weather กล่าวว่า อุณหภูมิในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส อาจพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ขณะที่บางพื้นที่ของโปรตุเกสและสเปนร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียสไปแล้ว

“แม้ว่าคลื่นความร้อนระลอกนี้อาจจะไม่ทำลายสถิติเหมือนกับในเดือนมิถุนายน แต่ก็นับว่าเป็นสภาพอากาศที่รุนแรงเป็นพิเศษสำหรับช่วงเวลานี้ของปี” นายเทย์เลอร์กล่าว “เนื่องจากความร้อนคาดว่าจะยังคงอยู่ต่อไปจนถึงสัปดาห์หน้า และมีรายงานฝนตกน้อยมากในวงกว้าง ความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าเพิ่มเติมจึงยังคงอยู่ในระดับสูง”

ทั้งนี้ ในช่วงคลื่นความร้อนรุนแรงเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเผชิญกับวันที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยทั่วประเทศในวันที่ 24 มิถุนายน

นอกจากนี้มีรายงานว่า ฝรั่งเศสพบผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับความร้อนสูงกว่าสถานการณ์ปกติอย่างน้อย 2,025 ศพ ขณะที่เบลเยียมพบ 1,222 ศพ และเนเธอร์แลนด์พบราว 480 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

วุฒิสภา โชว์ผลงาน 2 ปี มงคล-บิ๊กเกรียง ปัดข้อครหา สว.สีน้ำเงิน ไม่เสียกำลังใจคดีฮั้ว ชี้ เป็นเรื่องนานาจิตตัง

วุฒิสภา โชว์ผลงาน 2 ปี มงคล-บิ๊กเกรียง ปัดข้อครหา สว.สีน้ำเงิน ไม่เสียกำลังใจคดีฮั้ว ชี้ เป็นเรื่องนานาจิตตัง

วุฒิสภา โชว์ผลงาน 2 ปี มงคล-บิ๊กเกรียง ปัดข้อครหา สว.สีน้ำเงิน ไม่เสียกำลังใจคดีฮั้ว ชี้ เป็นเรื่องนานาจิตตัง

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.27 น.

“วุฒิสภา” เปิดผลงาน 2 ปี โว ถกกฎหมายแล้วกว่า 57 ฉบับ 443 กระทู้ ด้าน “มงคล” ยันทำตัวเป็นกลาง ควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย-ไม่โกรธ ปัดข้อครหาสว. สีน้ำเงิน ยัน ทำกม. ปฏิเสธไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเลือกกกต. ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว  ขณะที่ “บิ๊กเกรียง” ชี้ วุฒิสภาพบ-รับฟังปัญหาปชช. ต่อเนื่อง เผย ไม่เสียกำลังใจ คนมองคดีฮั้วสว. เป็นเรื่องนานาจิตตัง 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ร่วมแถลงผลงาน 2 ปี วุฒิสภาภารกิจเพื่อประชาชน รวมถึงผลการดำเนินงานภายใต้ความรับผิดชอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ รับทราบผลการดำเนินงานของวุฒิสภาในด้านต่างๆ  

โดยนายมงคล กล่าวว่า วุฒิสภามีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ควบคุมบริหารราชการแผ่นดิน ให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระ ฝั่งวุฒิสภาจะไม่หนักเหมือนสภาผู้แทนราษฎร แต่เมื่อได้มาทำหน้าที่เป็นสว.จริงๆ และทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาด้วย กิจการส่วนตัวก็ต้องตัดออกไปไม่สามารถทำได้ โดยหน้าที่หลักของประธานวุฒิสภาคือการสนับสนุนสว. ให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังต้องทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เมื่อมีกฎหมายอะไรก็จะนำเข้ามาสู่การพิจารณาของวิปวุฒิสภาเพื่อกำหนดเป็นวาระการประชุมวุฒิสภาต่อไป อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมต้องมีสติ ไม่หลุด ไม่โกรธ และต้องควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด เปิดโอกาสให้สว.ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตระเบียบการประชุม

นายมงคล กล่าวว่า ยังมีการผลักดันรัฐสภาให้เป็นสภาสีเขียว การเปิดพื้นที่ให้กับประชาชนในการเข้าถึงรัฐสภา และการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแก่เยาวชนและประชาชน โดยในการประชุมในแต่ละครั้งตนต้องวางตัวเป็นกลาง สำหรับภาพรวมของการดำเนินงานด้านนิติบัญญัติที่วุฒิสภาได้ดำเนินการตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา เช่น การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 47 ฉบับ ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว 32 ฉบับ การอนุมัติพระราชกำหนด (พรก.) จำนวน 3 ฉบับ การพิจารณาญัตติ จำนวน 54 ญัตติ โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคมและเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศโดยตรง ที่เป็นการตั้งกระทู้ 443 กะทู้ ขณะที่การให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ยืนยันได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดหลักคุณธรรมจริยธรรมเป็นสำคัญ

“วุฒิสภาอยู่มาครบ2 ปี ด้วยความสามัคคี แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งสามารถเห็นต่างและถกเถียงกันได้ ซึ่งความเห็นที่แตกต่างเปรียบเป็นดอกไม้หลากสี แต่เมื่อหลอมรวมก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชน เชื่อว่าทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความรักสามัคคี” นายมงคล กล่าว

ด้านพล.อ.เกรียงไกร กล่าว ถึงโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนว่า วุฒิสภาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการที่แท้จริงของประชาชนจากทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ให้สอดคล้องกับบริบทสังคม รวมทั้งนำไปสู่การผลักดันเพื่อให้เกิดการแก้ไขให้อย่างเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยตลอดระยะ 2 ปีที่ผ่านมา จากเรื่องร้องเรียนกว่า 1,370 เรื่อง พบปัญหาส่วนใหญ่เป็นปัญหาด้านแหล่งน้ำ รองลงมาได้แก่ปัญหาด้านที่ดิน และด้านเกษตร ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งสว. หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชนและสื่อมวลชน ในการช่วยกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างดีมา เพื่อให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตนขอยืนยันว่าวุฒิสภาไม่ได้เป็นเพียงผู้รับฟัง แต่ยังเป็นผู้ที่เดินหน้าเพื่อประสาน ผลักดัน และติดตาม เพื่อให้ทุกความเดือดร้อนและข้อเสนอแนะของประชาชนได้ส่งต่อไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นระบบ 

เมื่อถามว่า มีการมองว่าเป็นสว.สีน้ำเงินในการทำงาน 2 ปีที่ผ่านมา นายมงคล กล่าวว่า สว. ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน และทำตามรัฐธรรมนูญรวมถึงข้อกฎหมาย คนเราเห็นต่างกันได้ ไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันเสมอไป ต่างคนต่างเห็นคนละมุม ทั้งดีและไม่ดี เป็นธรรมดาของมนุษย์ ที่ไม่มีความสมบูรณ์ จะเห็นปัญหาต่างกัน และมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่ขอให้ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชน ถ้าทำผิดก็ถือว่าไม่ชอบ 

เมื่อถามว่าถูกมองเรื่องคดีฮั้วสว. เสียกำลังใจหรือไม่ นายมงคล กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนไม่ก้าวก่ายหน้าที่กันและกัน หน้าที่ใครก็ทำไปเป็นอิสระต่อกัน ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ 

เมื่อถามว่าสว. ชุดปัจจุบันเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปแล้ว 4 คนใน 7 คน จะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างไรว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน นายมงคล กล่าวว่า เป็นการทำตามหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ได้รู้จักกันกับกกต.  ส่วนตัวประธานและรองประธานอีก 2 คน ไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซง ทำไม่ได้และจะไม่ทำ

เมื่อถามว่า กระแสวิจารณ์เรื่องคดีฮั้วสว. กวนใจแค่ไหน เพราะภาพของสว. ถูกมองว่าไม่เป็นตัวของตัวเองคอยรับฟังคำสั่ง นายมงคล กล่าวว่า ไม่ได้รับฟังคำสั่งใคร สว. ทุกคนมีเอกสิทธิ์ ไม่เคยไปสั่งใคร และไม่เคยรับคำสั่งใคร ทำหน้าที่ของตัวเอง การถูกวิจารณ์เรื่องคดีฮั้วสว. เป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครรู้ตัวดีกับตัวของตัวเอง เราต้องเคารพตัวเอง คนจะมองอย่างไรก็มองได้ ซึ่งเสียงสะท้อนที่ออกมาก็พร้อมรับฟังเอามาแก้ไขปรับปรุง แต่จะไม่เอามาบั่นทอนกำลังใจ เราต้องปรับปรุงตัวเองและมีสติตลอดเวลา 

พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า สว. ยังมีกำลังใจดี เรื่องคดีฮั้วสว. เป็นเรื่องนานาจิตตัง โลกใบนี้เรื่องติฉินนินทาห้ามไม่ได้ ส่วนที่ถามว่ากวนใจหรือไม่นั้น เราก็ต้องทำตามหน้าที่รัฐธรรมนูญ หากคำตัดสินออกมาอย่างไรก็พร้อมน้อมรับไม่ตะแบง เอฟซีใครเอฟซีมัน ตนก็ได้รับกำลังใจมากมายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พร้อมรับฟังความคิดเห็นเสียงสะท้อนทั้งด้านบวกและลบ ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อเราเคารพมติเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องไม่เพิกเฉยเสียงข้างน้อย ที่ให้ข้อติติงหรือข้อสังเกต 

เมื่อถามถึง ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ ที่พบว่านายมงคล ส่งโพยให้กับเจ้าหน้าที่ กกต. จะให้คำตอบได้หรือไม่ว่าโพยนั้นคืออะไร นายมงคล กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ควรเอามาพูด ใครจะถาม ก็ไปถามเขาเอง ตนพูดไม่ได้ และกราบขอโทษอย่างยิ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ เพราะต้องรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ดังนั้น เรื่องที่เป็นประเด็น ตนจะงดเว้นแสดงความคิดเห็นทั้งหมด

พล.อ.เกรียงไกร ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ตนกราบขอโทษที่เลื่อนการจัดงานพบปะสื่อมวลชน จากเดิมที่จะจัดช่วงต้นปี2569 แต่เลื่อนมาเป็นวันนี้ (7 ก.ค.) 

“ผมกราบขอโทษสื่อได้ ยกมือไหว้นักข่าวทุกห้อง ไหว้ได้ทุกคน ไม่ใช่กราบแต่ลูกเทพ” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว

กกต. ประกาศรับรอง ชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯกทม. สมัย 2 – ปรเมศวร์ นั่งนายกเมืองพัทยา

กกต. ประกาศรับรอง ชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯกทม. สมัย 2 - ปรเมศวร์ นั่งนายกเมืองพัทยา

กกต. ประกาศรับรอง ชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯกทม. สมัย 2 – ปรเมศวร์ นั่งนายกเมืองพัทยา

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

ด่วน!!กกต.มีมติรับรอง”ชัชชาติ สิทธิพันธ์” เป็นผู้ว่าฯกทม.และ “ปรเมศวร์” เป็นนายกเมืองพัทยาแล้ว พ่วงส.ก.และสมาชิกสภาเมืองพัทยา

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 มีรายงานว่าที่ประชุม กกต.มีมติเห็นชอบให้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนนน 1,537,784 คะแนน รวมถึงสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้ง 50 คน รวมทั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ที่นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนน 20,184 คะแนน รวมถึงสมาชิกสภาเมืองพัทยาทั้ง 6 คนตามที่สำนักงานกกต.เสนอ เนื่องจากไม่มีเรื่องร้องเรียนว่าในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมามีเหตุที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและโปร่งใส แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจ กกต.ในการที่จะสืบสวนสอบสวนหลังการประกาศรับรองผลแล้วกรณีหากมีเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัดค้านการประกาศผลการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ คาดว่าสำนักงานกกต.จะให้ผู้ที่ได้รับการประกาศรับรองผลเข้ารับหนังสือรับรองได้ตั้งแต่ในวันพรุ่งนี้(8ก.ค.)เป็นต้นไป

ขณะที่ ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต. กทม.) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ กกต. ได้ให้การรับรองผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ครบทั้ง 50 เขตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พร้อมกันนี้ ได้ออกหนังสือเชิญผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ทั้งหมด ให้มารับใบรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องโถง ชั้น 2 สำนักงาน กกต. เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

พิพัฒน์ สู้สงครามสื่อ เปิดเพจ’หยัดได้’ โชว์ผลงานคมนาคม

พิพัฒน์ สู้สงครามสื่อ เปิดเพจ'หยัดได้' โชว์ผลงานคมนาคม

พิพัฒน์ สู้สงครามสื่อ เปิดเพจ’หยัดได้’ โชว์ผลงานคมนาคม

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้กระตุ้นให้รัฐมนตรี เร่งประชาสัมพันธ์ผลงาน และได้กำชับให้ทุกท่านได้สื่อสารการทำงาน และผลงานในสิ่งที่ท่านได้ทำ ให้ประชาชนรับทราบเยอะๆ ทุกกระทรวงสำคัญหมด 

ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดตัวเพจ “หยัดได้” อย่างเป็นทางการ  โดยใช้เฟซบุ๊ก พิพัฒน์ รัชกิจประการ Phiphat Ratchakitprakarn แชร์เพจ “หยัดได้” โดยระบุว่า  ผมขอฝากเพจ “หยัดได้” ไว้อีกหนึ่งช่องทางนะครับ เพจนี้จะช่วยอัปเดตเรื่องนโยบายคมนาคม โครงการสำคัญต่าง ๆ ของภาคใต้ และเรื่องใกล้ตัวประชาชน ว่าแต่ละเรื่องเดินหน้าไปถึงไหนแล้ว ฝากติดตามกันด้วยนะครับ

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก  “หยัดได้” ได้อธิบาย ถึงที่มาของเพจนี้ว่า หยัดได้ คืออะไร เรื่องใหญ่ของประเทศ  บางทีก็เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวของเรา การเดินทาง ค่าใช้จ่าย โครงการต่าง ๆ หรือความเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันล้วนเป็นเรื่องที่ควรเข้าใจได้ง่าย และติดตามต่อได้จริง ซึ่งตอนนี้มีผู้ติดตามแล้ว 3.8 พัน คน

อย่างไรก็ตาม คำว่า “หยัดได้” เป็นคำศัพท์และสำเนียงภาษาถิ่นใต้ มีความหมายว่า “ไว้ใจได้” หรือ “เชื่อถือได้” โดยมักถูกนำมาใช้เป็นสโลแกนหรือคำติดปากในการทำงานและการเมืองท้องถิ่น เพื่อสื่อถึงความมั่นคงและผลงานที่จับต้องได้

ทั้งนี้ แหล่งข่าวกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เพจ “หยัดได้” จะเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ พร้อมอัปเดตความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามผลการดำเนินงานของกระทรวงได้อย่างใกล้ชิด

ผ่านแนวคิดมุ่งสื่อสารผ่าน 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ Update รายงานความคืบหน้าโครงการแบบต่อเนื่อง Prove นำเสนอผลสัมฤทธิ์ของนโยบายผ่านข้อมูลและตัวเลขที่ตรวจสอบได้ และ Connect เชื่อมโยงข้อมูลบริการสาธารณะ สิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง มาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงเปิดพื้นที่รับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชน

นอกจากนี้ เพจจะติดตามและนำเสนอความคืบหน้าโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะโครงการสำคัญในภาคใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านคมนาคม ที่จะพลิกโฉมภาคใต้ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและ

การท่องเที่ยวในดินแดนด้ามขวานอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา “ประตูอันดามันและอ่าวไทย” อาทิ การพัฒนาสนามบินภูมิภาค เช่น ภูเก็ด กระบี่ และตรัง การขยายโครงข่ายทางหลวง และโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อยกระดับศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงระบบขนส่งของประเทศ

“เพจหยัดได้” จะเป็นพื้นที่สะท้อนการขับเคลื่อนนโยบายที่นายพิพัฒน์เคยให้คำมั่นไว้กับประชาชน โดยมุ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกนโยบายด้านการเดินทางและการขนส่งได้รับการลงมือทำจริงจนเห็นผลเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ” แหล่งข่าว กล่าวและว่า นายพิพัฒน์ รมต. คมนาคม คาดหวังให้เพจ “หยัดได้” เป็นมากกว่าช่องทางประชาสัมพันธ์ แต่เป็นพื้นที่สื่อสารข้อมูลการทำงานอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมของประเทศอย่างต่อเนื่อง

นายกฯ ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ-งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

นายกฯ ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ-งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

นายกฯ ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ-งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

นายกฯ ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศและงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง คืบหน้ากว่า 90% 

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2569 ที่อาคารวิธานสถาปกศาลา (โรงขยายแบบ) มณฑลพิธีท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ และการจัดสร้างเครื่องประกอบงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้รับฟังการรายงานความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ และการจัดสร้างเครื่องประกอบ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งขณะนี้กรมศิลปากรได้ดำเนินงานก่อสร้างด้านโครงสร้างพระเมรุมาศเป็นไปตามแผน มีความคืบหน้าแล้วกว่า 90% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2569  พร้อมทั้งเร่งรัดการดำเนินงานให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูฝน 

นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานจากกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี มีรูปแบบถูกต้องตามหลักสถาปัตยกรรมไทย และพระราชอิสริยยศที่ได้รับพระราชทาน ตลอดจนสอดคล้องกับพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ ให้มีความสมพระเกียรติสูงสุด เมื่อจัดทำแบบร่างพระเมรุและสิ่งปลูกสร้างประกอบแล้วเสร็จ จะได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรายงานต่อองค์ที่ปรึกษา เพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัย ต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของสำนักช่างสิบหมู่ ทั้งการทำงานขยายแบบลวดลายด้านสถาปัตยกรรม ขนาดเท่าจริง การจัดทำพระโกศไม้จันทน์และหีบพระบรมศพไม้จันทน์ ณ อาคารโรงฉลุไม้จันทน์ ตลอดจนการเขียนสีตกแต่งประติมากรรม ณ อาคารโรงเขียนสีประติมากรรม

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ตรวจพื้นที่ก่อสร้างพระเมรุมาศ สิ่งก่อสร้างประกอบพระเมรุมาศ และภูมิทัศน์พระเมรุมาศ ได้แก่ พระเมรุมาศ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทิม ทับเกษตร และบ่อบัว เพื่อติดตามความเรียบร้อยและความคืบหน้าของการดำเนินงานในภาพรวม ให้การทำงานเป็นไปตามแผนงาน และดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างสมพระเกียรติ

รัฐบาลเห็นชอบ หั่นเงินส่งกองทุน ‘4 แบงก์รัฐ’ เหลือ 0.0625% หวังลดต้นทุนอุ้มลูกหนี้เปราะบางปี 69

รัฐบาลเห็นชอบ หั่นเงินส่งกองทุน ‘4 แบงก์รัฐ’ เหลือ 0.0625% หวังลดต้นทุนอุ้มลูกหนี้เปราะบางปี 69

รัฐบาลเห็นชอบ หั่นเงินส่งกองทุน ‘4 แบงก์รัฐ’ เหลือ 0.0625% หวังลดต้นทุนอุ้มลูกหนี้เปราะบางปี 69

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.13 น.

รัฐบาลเห็นชอบลดเงินนำส่งกองทุนฯ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ปี 2569 เหลือ 0.0625% ช่วย ธ.ก.ส.–ออมสิน–ธอส.–ธอท. ส่งผ่านความช่วยเหลือลูกหนี้ฐานราก

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. …. เพื่อปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สำหรับรอบการนำส่งเงินในปี 2569

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร่างประกาศดังกล่าวปรับลดอัตราเงินนำส่งจากเดิมร้อยละ 0.25 ต่อปี เหลือร้อยละ 0.0625 ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม 2569 โดยแบ่งการนำส่งเป็น 2 งวด งวดละร้อยละ 0.03125 เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และให้สามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการนี้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความผันผวน ทั้งจากนโยบายการค้าโลก ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขณะที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจจำนวนมากเป็นประชาชนรายย่อย กลุ่มเปราะบาง เศรษฐกิจฐานราก และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งยังมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลคาดหวังให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนำต้นทุนที่ลดลงไปสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ และการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่มีศักยภาพ เพื่อเติมสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ ควบคู่กับการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงประชาชนจริง ไม่กระทบวินัยทางการเงิน และไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการหยุดชำระหนี้โดยไม่จำเป็น

“รัฐบาลเดินหน้าใช้กลไกสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นเครื่องมือดูแลประชาชนฐานราก ลดภาระต้นทุนทางการเงิน ช่วยลูกหนี้ให้ประคองตัวและฟื้นตัวได้ พร้อมสนับสนุนสินเชื่อใหม่ให้ผู้ประกอบการที่ยังมีศักยภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

จุลพันธ์ พอใจผลงาน รมต.เพื่อไทย ยังไม่ขอประเมิน KPI เหตุเพิ่งเริ่มงาน 3 เดือน

จุลพันธ์ พอใจผลงาน รมต.เพื่อไทย ยังไม่ขอประเมิน KPI เหตุเพิ่งเริ่มงาน 3 เดือน

จุลพันธ์ พอใจผลงาน รมต.เพื่อไทย ยังไม่ขอประเมิน KPI เหตุเพิ่งเริ่มงาน 3 เดือน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

7 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี บนที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการหารือเรื่องประเมิน KPI ของรัฐมนตรีหรือไม่ ว่า การวัด KPI มีอยู่ตลอดอยู่แล้ว ซึ่งต้องทบทวนตัวเองและดูในเรื่องการทำงานที่ผ่านมา พยายามขับเคลื่อนให้ดีที่สุดและสุดท้ายประชาชนจะเป็นคู่ชี้วัด ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลรัฐบาลคงติดตามอยู่แล้ว ยืนยันว่าการพูดคุยกันเมื่อช่วงเช้านี้ไม่ได้มีการพูดคุยถึงกรณีดังกล่าว แต่เป็นการพูดคุยถึงการทำงานในภาพรวม

เมื่อถามว่า ฝั่งพรรคภูมิใจไทยมีการกำชับรัฐมนตรีโลกลืม ในฝั่งพรรคเพื่อไทยจะมีการกำชับในการทำผลงานของรัฐมนตรีหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เรายังไม่มีเหตุ และหากติดตามดูการทำงานของทุกคนจะรู้ว่าพวกเราพยายามขับเคลื่อนการทำงานอย่างเต็มที่ ขณะนี้สิ่งสำคัญคือ การสื่อสารกับประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในที่ประชุม ครม.ว่าอะไรที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หรืออะไรที่ขับเคลื่อนออกไปแล้วประชาชนได้ประโยชน์ ต้องสื่อสารให้ชัดเจน ซึ่งพวกตนจะพยายามทำให้ดีขึ้นในการสื่อสารหากมีอะไรขาดตกบกพร่อง

เมื่อถามว่า ขณะนี้พอใจกับผลงานของรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ถึงเวลาก็ต้องมานั่งดู และทบทวนกัน แต่ยังไม่ใช่เวลานี้ นี่เพิ่งเริ่มมาแค่ 3 เดือน จะต้องให้เวลาทุกคนได้ทำความคุ้นเคย ในการพิสูจน์ตัวเอง เพื่อพิสูจน์ผลงาน เมื่อถามว่า แล้วระยะเวลาที่เหมาะสมในการประเมินคือเมื่อใด นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีกำหนด แต่ต้องดูเป็นระยะไป

เมื่อถามย้ำว่า การทำงาน 3 เดือนที่ผ่านมา เป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นไปตามเป้าหมาย และจะมีการรวบรวมผลงานเพื่อสื่อสารต่อสังคม ว่าได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และจะวาดภาพให้สังคมเห็น ในวิสัยทัศน์และทิศทางของหน่วยงานในการกำกับดูแล

ครม.ไฟเขียว 11 ก.ค. เปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่

ครม.ไฟเขียว 11 ก.ค. เปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่

ครม.ไฟเขียว 11 ก.ค. เปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ครม.เห็นชอบเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้ ยกระดับโลจิสติกส์ชายแดนไทย-มาเลเซีย หนุนการค้า การลงทุน และท่องเที่ยว

7 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของ ดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

การเยือนของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันความร่วมมือต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ให้มีความคืบหน้าในโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะฉลองครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2570 และ ที่ประชุม ครม. (7 ก.ค.69) ได้มติเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอ คือ

1.เห็นชอบการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ บริเวณหลักเขตแดนที่ 23/9 – 23/10 และปิดจุดผ่านแดนเดิมบริเวณหลักเขตแดนที่ 22 – 23 ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และกำหนดเวลาทำการตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย ระหว่างเวลา 05.00 – 23.00 น.ของทุกวัน

– และให้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานที่คั่งค้างให้แล้วเสร็จ อาทิ การก่อสร้างถนนเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มศักยภาพการจราจรในฝั่งไทย การแก้ไขปัญหาช่องทางจราจรบริเวณหน้าด่านพรมแดนในฝั่งไทย และการจัดบริการรถรับส่งมายังพื้นที่ส่วนใน โดยให้หน่วยงานรับผิดชอบจัดทำแผนการปฏิบัติงานและกรอบระยะเวลาการดำเนินงานให้ชัดเจน  ทั้งนี้ ให้จังหวัดสงขลาติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานและแจ้งให้กระทรวงมหาดไทยทราบก่อนรายงานผลมายังประธานคณะอนุกรรมการฯ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศแล้วแต่กรณี

– ให้กระทรวงมหาดไทย จังหวัดสงขลา ด่านศุลกากรสะเดา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการชี้แจงและประชาสัมพันธ์ข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางการเดินรถ ช่องทางในการปฏิบัติพิธีศุลกากร การตรวจคนเข้าเมือง

รวมถึงแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า และการท่องเที่ยวให้แก่ภาคเอกชน ผู้ประกอบการและประชาชนบริเวณชุมชนด่านนอก

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับมาเลเซียในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2569 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

ร่างแถลงการณ์ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย – มาเลเซีย ในสาขาสำคัญ ครอบคลุมไปถึงการพัฒนาและจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน การส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในมิติของความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือในกรอบอาเซียน

วันนอร์ ของขึ้น! สับเละ สมช.อืดแก้ปัญหาชายแดนใต้-ชงยุบ กอ.รมน.

วันนอร์ ของขึ้น! สับเละ สมช.อืดแก้ปัญหาชายแดนใต้-ชงยุบ กอ.รมน.

วันนอร์ ของขึ้น! สับเละ สมช.อืดแก้ปัญหาชายแดนใต้-ชงยุบ กอ.รมน.

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

ของขึ้นหนัก! “วันนอร์”สับเละ”2 หน่วยงานมั่นคง”สังกัดสำนักนายกฯ กลางที่ประชุม กมธ.งบฯปี 70 จวก”สมช.”อืดแก้ปัญหาชายแดนใต้ ข้องใจ”5 อนุกรรมการ”ทำงานหรือไม่ ชงยุบ”กอ.รมน.” ซัดแรงผลงานเด่นอย่างเดียวคือ”ยิง สส.” โอดจะหวังอะไรจากความมั่นคงชาติ หยันควรตัดหน่วยงานไม่จำเป็นแบบนี้ออกไป

7 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ คน ที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณามาตรา 7 งบประมาณสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องจากการพิจารณาวานนี้ (6 ก.ค.)

โดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะ กมธ.ฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนมีข้อเสนอแนะไปยัง 2 หน่วยงาน คือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (สมช.) ที่ขึ้นตรงกับสำนักนายกฯ ตนเห็นแผนงานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการบูรณาการเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของ สมช.ที่มีคณะอนุกรรมการ รวม5ชุด ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการประสานงานแผนและเชื่อมโยงขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้แบบบูรณาการ 2.คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางการกระจายอำนาจกำหนดรูปแบบการเมืองการปกครองที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3.คณะอนุกรรมการจัดการด้านการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 4.คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง กำหนดท่าทีระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาจังหวัดใช้แดนใต้ และ 5.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน งานเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมชายแดนภาคใต้ หากทำงานได้ผล ปัญหาชายแดนภาคใต้คงลดลงไปได้เยอะ ไม่แน่ใจว่าคณะอนุกรรมการทั้งหมดทำงานหรือไม่

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า ส่วน กอ.รมน.ภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นทั้งนั้น ควรจะยุบได้แล้ว ตนเองไม่แน่ใจว่าเหตุผลที่มี กอ.รมน.ขึ้นมาเพราะอะไร ใช้งบประมาณเป็นพันล้านบาทในหลายปี จึงตั้งคำถามว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ เดิมภารกิจของ กอ.รมน.ไม่มีอะไร แต่เมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2549 ก็มีการตั้งงบประมาณและสร้างภารกิจมากมาย หน่วยงานที่ซ้ำซ้อนแบบนี้ขอให้คืนงบประมาณให้กับหน่วยงานที่เขาทำอยู่แล้ว ทำให้ดีขึ้น คืนคนให้หน่วยงานเดิม

“ภารกิจที่เด่นๆ ของ กอ.รมน.ผมยังไม่เห็นอะไรเด่นเลย ถ้าจะพูดถึงเด่น เด่นอยู่อย่างเดียว 2 – 3 เดือนที่แล้วคือยิง สส. ภารกิจยิง สส.เป็นหน้าที่ของ กอ.รมน.หรือเปล่า ผมไม่ทราบ จะปฏิเสธบอกว่าไม่ใช่ก็จับได้แล้ว ขณะนี้ขึ้นศาลอยู่ รถของ กอ.รมน. ปืนของ กอ.รมน. คนของ กอ.รมน.” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวอย่างมีอารมณ์

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวอีกว่า กอ.รมน.ว่างงาน ไม่มีภารกิจจึงคิดอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน น่าจะถึงเวลาที่ต้องพิจารณา ไม่ใช่เพิ่มงานหรือตัดงบประมาณแต่ควรตัดหน่วยงานที่ไม่จำเป็นออกบ้าง รัฐจะได้เบาภาระ อยากให้คณะกรรมาธิการลองสอบถาม สส.จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ากลัวอะไรมากที่สุดในตอนนี้ เขากลัว กอ.รมน. เพราะสส.ยังถูกยิง แล้วประชาชนจะหวังอะไรจากความมั่นคงของชาติ หวังอะไรจาก กอ.รมน.ที่ใช้ภาษีจากประชาชนมาทำลายชีวิตผู้แทนประชาชน

“ผมว่าเราอย่าพิจารณาตัดงบประมาณ แต่ตัดหน่วยงานที่ไม่จำเป็นแบบนี้ออก ตั้งมาหลายปีตั้งแต่ปี 49 เป็นต้นมา ใช้งบประมาณของรัฐไปแล้วเท่าไร ผลงานที่ประจักษ์แจ้งที่เป็นผลดีคุ้มหรือไม่ งบประมาณเหล่านี้สามารถนำไปช่วยคนยากจน คนเจ็บป่วย ไม่ดีกว่าหรือ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว