เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70 ปกรณ์จี้ก.พ. ลดขนาดข้าราชการ

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70  ปกรณ์จี้ก.พ.  ลดขนาดข้าราชการ

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70 ปกรณ์จี้ก.พ. ลดขนาดข้าราชการ

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70 ปกรณ์จี้ก.พ. ลดขนาดข้าราชการ นำประกันสุขภาพใช้แทน เอกนิติลุ้นศาลชี้พรก.กู้เงิน

“ปกรณ์” สั่ง ก.พ.เร่งดันมาตรการ เออร์ลี่รีไทร์ขรก.ปีงบประมาณ 2570 ศึกษาใช้ระบบประกันสุขภาพแทนสวัสดิการรักษาพยาบาล  ด้าน‘เอกนิติ’ย้ำแล้วแต่ศาลรธน.ชี้ชะตาพรก.กู้เงิน4แสนล้าน ยันรบ.จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากผลเป็นลบ จับมือเอกชนแก้ปัญหา ขณะที่วุฒิสภาถกร่างกม.โอนงบฯปี69’นายกฯเข้าแจงเอง ย้ำหลักสำคัญแก้วิกฤติปท.พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ ก่อนลงมติ146เสียงผ่านฉลุย

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ปกรณ์ นิลประพันธ์ – Pakorn Nilprapunt แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า ได้มอบหมายให้ ก.พ.ศึกษามาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) สำหรับข้าราชการ ให้มีผลในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อแสดงถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะผลักดันเรื่องนี้ ส่วนเรื่องสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ขอให้สำนักงาน ก.พ.ร่วมกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ศึกษาวิธีการนำระบบประกันสุขภาพมาใช้เพื่อทดแทนระบบปัจจุบัน ร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ซึ่งรายจ่ายประจำมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาลและบำเหน็จ บำนาญ รวมกันเป็นสัดส่วนมากกว่า70%

‘ปกรณ์’สั่งศึกษาเออร์ลี่ขรก.ใหม่

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมขนาดกำลังคนและค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคเพื่อควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มและปรับลดจำนวนลงให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.และสำนักงาน ก.พ.ร.ร่วมกันวางแผนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว และนำเสนอ ก.พ.เพื่อพิจารณาต่อไป พร้อมมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ดำเนินการเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบพนักงานราชการเพื่อให้การโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนตำแหน่งมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รวมถึงการทบทวนอัตราเงินเพิ่มสำหรับข้าราชการที่ประจำอยู่ในต่างประเทศให้มีความสอดล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอัตราค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นมาก

‘เอกนิติ’แล้วแต่ศาลรธน.ชี้พรก.กู้เงิน

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทว่า ต้องแล้วแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือพยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า รัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานมาก และเรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราพึ่งพาน้ำมันมากสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบอย่างไรหรือจะเริ่มใหม่หรือไม่ ตรงนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกถูกทำลายลงไปเยอะ ส่งผลต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังสูงขึ้น

ผลเป็นลบจับมือเอกชนแก้ปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เตรียมแผนสำรองในกรณีที่คำพิพากษาของศาล อาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ต้องใช้ทุกภาคส่วน และแผนสำคัญที่เราดำเนินการอยู่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ พยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)

เมื่อถามย้ำว่า หากผลออกมาเป็นลบจะมีแผนสำรองไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะใช้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งงบประมาณที่จะนำมาช่วยตรงนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น วันนี้ประเทศไทยจะรอการเปลี่ยนผ่านก็ได้ แต่ถ้ารอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังสูงและไทยยังต้องนำเข้าในภาวะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก

เมื่อถามว่า มีโครงการที่จะเสนอขอการสนับสนุนจากพ.ร.ก.กู้เงิน มาบ้างหรือยัง นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยบ้างในเรื่องการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของรถยนต์จากการพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านมาใช้ไบโอดีเซลเป็นพลังงานชีวมวลที่มาจากปาล์ม อ้อย และน้ำตาล ตรงนี้จะมีผลพลอยได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น

นายกฯแจงพรบ.โอนงบ69กับสว.

เวลา09.10น.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา (สว.) ที่มี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.…วงเงิน 10,328ล้านบาท เพื่อโอนงบประมาณไปเป็นงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบผ่าน 3วาระแล้วได้ส่งมายังวุฒิสภา ซึ่งวุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20วัน นับแต่วันที่ร่างพรบ.โอนงบฯถึงวุฒิสภา

โครงการหมดความจำเป็นตัดออกได้

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาชี้แจงร่างฯด้วยตนเองโดยกล่าวว่า ในฐานะผู้แทนของรัฐบาลขอนำเสนอร่างพรบโอนงบรายจ่ายฯ ต่อท่านประธานและสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติฯ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบรายจ่ายฯ เมื่อวันที่ 25มิ.ย.69 ซึ่งเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหน่วยรับงบประมาณเป็นบางรายการ จำนวน 10,328,065,100 บาท ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ

นายกฯ กล่าวต่อว่า โดยการนำไปจัดทำร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ มีดังนี้ 1. รายจ่ายประจำทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและยังไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และการเดินทางราชการไปต่างประเทศ 2. รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย อาทิ รายการปีเดียวและรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ที่ยังไม่สามารถประกวดราคา หรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2มิ.ย.69 หรือรายการที่หน่วยรับงบประมาณ พิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็นและต้องการยกเลิกหรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการหรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569

รายจ่ายภาครัฐยังเดินหน้าต่อไป

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในการจัดทำร่าง พรบ.โอนงบฯครั้งนี้ รัฐบาลคำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่าย ในไตรมาสที่3และไตรมาสที่4ของปีงบประมาณ ตามแนวนโยบายของรัฐในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม รวมทั้งการสร้างงานและรายได้ในระดับพื้นที่ ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่างๆ ที่ยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้บนพื้นฐานที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ พิจารณาโดยไม่มีการแก้ไข

พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสว.

“ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณประธานฯ และสมาชิกวุฒิสภา ที่ได้กรุณาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ ฉบับนี้ สำหรับข้อคิดเห็น ข้อคำแนะนำ และข้อเสนอ รวมทั้งความห่วงใยที่สมาชิกวุฒิสภาจะได้พิจารณาเสนอแนะไว้ ตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลจะขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป” นายกฯ กล่าว

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจงเสริมว่า รัฐบาลได้คำนึงถึงการคำนวณรายจ่ายในไตรมาสสาม และไตรมาสสี่ ของปี 2569 ตามแนวนโยบายในการบริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายบริการ การสร้างงาน สร้างรายได้ ระดับพื้นที่ ตลอดจนข้อผูกพันต่างๆ ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ตามพื้นฐานที่สอดคล้องในสถานะปัจจุบัน และขอให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบฯ เพื่อให้กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพ.ร.บ.โอนงบ เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

‘สว.’ท้วงหั่นส่วนลงทุนกระทบเศก.

นายศุภโชค ศาลากิจ สว.ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารรงบประมาณ สว. นำเสนอรายงานศึกษาล่วงหน้า ต่อที่ประชุมว่า สำหรับรายการที่โอนงบประมาณมายังงบกลาง เพื่อสำรองจ่ายในนกรณีฉุกเฉินและจำเป็นน แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 683 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน 9,645 ล้านบาท ทั้งนี้ กมธ.เข้าใจเหตุผลต่อการโอนงบประมาณ แต่มีข้อห่วงใย คือ การดึงงบลงทุนไปใช้ส่งผลให้เงินที่ใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลงจากแผนเดิม กระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ กมธ.เสนอให้จัดเงินชดเชยให้กับโครงการดังกล่าวในปีงบประมาณถัดไป รวมถึงวางแผนรัดกุมภายใต้กฎหมายการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นปัญหาเร่งใช้เงินเพื่อกันการตัดงบของหน่วยงานต่างๆกมธ.พบว่ารัฐบาลประกาศคืนเงินดังกล่าวช่วงก่อนเดือนเม.ย.แต่กลับกำหนดวันตัดข้อมูลยอดจริง 2มิ.ย.หากพิจารณาเทียบผลดำเนินงานว่า ผลการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 61.68% สิ้นเดือนมี.ค. เพิ่มเป็น 77.79% ในวันที่ 5 มิ.ย.โดยเพิ่มขึ้น 16.11% สิ่งที่สังเกตได้ 31 พ.ค. – 5 มิ.ย. เพียง 5วัน มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 3.15% โดยปกติเดือนมี.ค.-เม.ย.และเม.ย.-พ.ค. มีค่าเฉลี่ย 6%-7% สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานราชการเร่งก่อหนี้ผูกผันและเร่งเบิกจ่ายเพื่อไม่ให้เงินถูกดึงกลับ แม้ทำถูกต้องทำระเบียบ แต่ทำโครงการที่มีข้อจำกัดด้านเวลา อาจทำให้มีผลต่อคุณภาพของงาน ผู้รับจ้าง ความคุ้มค่าของเงินที่ลงทุน

แนะใช้จ่ายโปร่งใส-ตรวจสอบได้

นายศุภโชค กล่าวต่อว่า ความโปร่งใสใช้งบกลาง เพราะการอนุมัติใช้งบกลางอยู่ที่การตัดสินใจของฝ่ายบริหารโดยตรง แม้ทำให้การแก้วิกฤติรวดเร็ว แต่เสี่ยงของการใช้เงินที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ยาก กมธ.ขอเน้นว่าทุกโครงการที่จะขอรับเงินก้อนดังกล่าว ต้องระบุตัวเลข ผลชี้วัด ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้รัสภาและประชาชนติดตามตรวจสอบ นอกจากนั้นควรยกระดับการจัดทำงบประมาณของประเทศอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับฐานะการเงินของประเทศ และแก้ปัญหาประชาชนได้จริง ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่อยากได้ยินว่ารัฐเสียค่าโง่ซ้ำอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายของสว. ก่อนจะผ่านวาระแรกนั้น สว. ได้ให้ข้อสังเกตต่อการโอนงบประมาณที่นำมาจากงบลงทุนที่กังวลจะกระทบการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้จ่ายเงินที่มีข้อกังวลความไม่โปร่งใสและก่อให้เกิดงบบานปลาย โดยเฉพาะการใช้งบเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติที่มีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงในหลายพื้นที่

สภาสูง146เสียงฉลุยร่างพรบ.โอนงบฯ

เวลา11.10น.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา หลังสมาชิกอภิปรายร่างพรบ.โอนงบฯกันอย่างกว้างขวาง นายภราดร ปริศนานนันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ชี้แจงสรุปว่าขอบคุณทุกข้อสังเกต ข้อห่วงใยที่ฝากถึงรัฐบาล หากลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณฯฉบับนี้ รัฐบาลจะใช้เงินงบประมาณประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญจะทำให้ถึงมือประชาชนมากที่สุด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ จะไม่ใช้เงินงบประมาณเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล พรรคการเมืองหรือของพวกตัวเอง จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติ เห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง ถือว่าร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ ผ่านการพิจารณา และเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ต่อไป

ไฟเขียวปรับเกณฑ์บัตรคนจนใหม่

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 8/2569ว่าที่ประชุมได้รับทราบผลการลงทะเบียนและการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ(โครงการฯ) ปี 2569 ในเบื้องต้นโดยได้มีการเห็นชอบการเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย โดยนำกลุ่มเปราะบาง ที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้สำรวจพบในระหว่างการลงพื้นที่ลงทะเบียน (วันที่ 4 -21มิถุนายน2569) จำนวน 5,383,393 คน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนต่อไป สำหรับการคัดกรองคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 จะไม่มีการนำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้ นอกจากนี้ยังได้นำความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้เสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 มาพิจารณาทบทวนเกณฑ์คุณสมบัติวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท โดยจะไม่นับรวมสินเชื่อภาคการเกษตร เนื่องจากสินเชื่อภาคการเกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป โดยเป็นสินเชื่อที่ผูกพันตามรอบฤดูกาลเพาะปลูก และในบางกรณีเป็นการเยียวยาบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ จึงอาจไม่สะท้อนถึงความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อหรือฐานะทรัพย์สินของผู้มีเงินได้เช่นเดียวกับสินเชื่อประเภทอื่น 

เล็งได้ใช้สิทธ์’ไทยช่วยไทยพลัส’

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเสนอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันที่จะไม่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี2569 ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40)  เป็นระยะเวลา2เดือน(ระหว่างวันที่ 1สิงหาคม2569-30กันยายน2569) เนื่องจากผู้ถือบัตรดังกล่าวเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในช่วงการเปิดลงทะเบียน ขั้นตอนต่อไปจะนำเสนอครม.เพื่อพิจารณา ก่อนประกาศผลการลงทะเบียนตามกำหนดในวันที่ 17กรกฎาคม2569 ต่อไป 

‘บิ๊กดุลย์’ถามเขาเป็นใคร ลั่นไม่คุยBRN

‘บิ๊กดุลย์’ถามเขาเป็นใคร  ลั่นไม่คุยBRN

‘บิ๊กดุลย์’ถามเขาเป็นใคร ลั่นไม่คุยBRN

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘บิ๊กดุลย์’ถามเขาเป็นใคร ลั่นไม่คุยBRN อ้างรัฐมีช่องทางอยู่แล้ว วันนอร์คาดก.ย.มีข่าวดี

“บิ๊กดุลย์” ปัดเจรจาบีอาร์เอ็น ยันไม่ยกระดับกลุ่มผู้ก่อเหตุ ชี้“จะคุยทำไม เขาเป็นใคร” เผยมีช่องทางพูดคุยอยู่แล้ว ด้าน‘วันนอร์’มองบีอาร์เอ็นออกแถลงการณ์ อ้างชายแดนใต้ มีเหตุรุนแรง เพราะรัฐเพิ่มกำลังทหารเป็นการตั้งประเด็นเพิ่มเติม ช่วงนายกฯจะเยือนมาเลเซีย 9-10ก.ค. เชื่อเดือนก.ย.นี้ คุยอีกรอบ ลงเอยด้วยดี

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีบุคคลที่อ้างตัวเป็นผู้บัญชาการกองกำลังบีอาร์เอ็น ซึ่งควบคุมพื้นที่ จ.นราธิวาส เสนอให้รัฐบาล ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ แลกกับการวางอาวุธและมอบตัว ว่ารัฐบาลไม่มีหน้าที่ต้องไปเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น และจะไม่ยกระดับ หรือให้ความสำคัญกับกลุ่มดังกล่าวเกินความจำเป็น

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่ารัฐบาล โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ พร้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการเปิดการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น ว่า “เราจะไปคุยกับบีอาร์เอ็น ทำไม เขาเป็นใคร”

พร้อมกันนี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาปรามาสฝ่ายใด แต่รัฐบาล แต่งตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ไว้แล้ว โดยจะดำเนินการพูดคุยผ่านช่องทางที่เหมาะสมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามกระบวนการที่กำหนด ซึ่งไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียด ว่ามีการหารือกับฝ่ายใด

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกองเลขาธิการการเจรจาสันติภาพของบีอาร์เอ็น ออกแถลงการณ์ระบุว่า สถานการณ์ความไม่สงบที่ยังดำเนินอยู่ในพื้นที่ปาตานี เป็นผลจากการเพิ่มปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย ว่าอยู่ในช่วงระยะใกล้เคียงกันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ เพื่อพบผู้นำมาเลเซีย และหารือร่วมกับคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย

ทั้งนี้ ที่ฝ่ายไทยยังอยู่ระหว่างเตรียมการพูดคุยกับผู้ที่เห็นต่างในพื้นที่ โดยมีประเทศมาเลเซีย เป็นผู้อำนวยการสะดวก ซึ่งการพูดคุยเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยจะประชุมใหญ่ในเดือนกันยายนนี้ ระหว่างนี้จะมีการหยิบยกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง รวมทั้งสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เป็นประเด็นในการพูดคุยเพิ่มเติม ระหว่างผู้แทนของรัฐบาลไทยและกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งมีกลุ่มบีอาร์เอ็น เป็นหลัก

เมื่อถามว่า จะเป็นประเด็นและทำให้การพูดคุยหยุดชะงักหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เท่าที่รับทราบจากผู้แทนที่เดินทางไปพูดคุยในระดับเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นที่ไปเตรียมการ ในที่ประชุมยังมีทิศทางที่ดี โดยเดือนกันยายนนี้ เชื่อว่าจะมีการพูดคุยที่ลงเอยเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากหยุดการพูดคุยไป 2 ปี

ต่อข้อถามว่า กลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ออกแถลงการณ์ครั้งนี้ เป็นตัวจริงหรือไม่ หรือเป็นอีกกลุ่ม นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ส่วนตัวยังตอบไม่ได้ ว่าเป็นกลุ่มใด แต่ทั้งนี้ หลายฝ่ายเห็นว่าการประชุมต้องเป็นหลักในการแก้ปัญหา ซึ่งไทยไม่ขัดข้อง แต่เมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต้องแก้ไขตลอดเวลา จะปล่อยให้เกิดการพูดคุยอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะความเดือดร้อนของประชาชน เป็นสิ่งที่รัฐบาล ต้องเดินหน้าแก้ไขพร้อมกับการพูดคุย ขณะเดียวกัน มีความเชื่อว่าการพูดคุยน่าจะมีข่าวดี

ขณะที่ พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.แถลงผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยพบว่ามีเหตุการณ์ด้านความมั่นคง รวม 27 เหตุการณ์ ประกอบด้วย เหตุลอบยิง 10 เหตุ ลอบวางระเบิด 14 เหตุ และลอบวางเพลิง 3 เหตุ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บ 33 ราย โดยเป้าหมายของผู้ก่อเหตุ ยังคงมุ่งโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย และเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่

แม้ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงยังคงพยายามสร้างสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่จากการบูรณาการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน ทำให้สามารถลดขีดความสามารถของเครือข่ายผู้ก่อเหตุได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเจ้าหน้าที่ได้บังคับใช้กฎหมาย 28 ครั้ง ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 22 ราย เกิดการตอบโต้กับผู้ก่อเหตุหลายครั้ง ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิต 3 ราย และตรวจยึดอาวุธปืน 4 กระบอก ซึ่งล้วนเป็นผลจากการปฏิบัติเชิงรุก การสืบสวน และการขยายผลไปยังเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิดและผู้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ด้านการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามสำคัญที่เชื่อมโยงกับปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงในพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้ 167 คดี ผู้ต้องหา 201 ราย พร้อมตรวจยึดยาบ้ากว่า 4,875,076 เม็ด ไอซ์ 512 กิโลกรัม เฮโรอีน 16 กรัม และคีตามีน 10.74 กรัม

รองโฆษก กอ. รมน.ภาค 4 สน.เปิดเผยถึงผลการคลี่คลายคดีสำคัญหลายคดี อาทิ การจับกุมผู้ก่อเหตุที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดในเขตเทศบาลนครยะลา การวิสามัญผู้ก่อเหตุในพื้นที่ จ.ยะลา และ จ.ปัตตานี พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนที่เชื่อมโยงกับคดีความมั่นคงหลายคดี รวมทั้งการขยายผลจนสามารถออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในคดีลอบวางระเบิดสถานีบริการน้ำมัน สถานีขนส่งผู้โดยสาร และเหตุการณ์ความรุนแรงอื่นๆ โดยอาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ และหลักฐานเชิงประจักษ์ จนนำไปสู่การออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ผลการดำเนินงานยังสะท้อนผ่านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งปัจจุบันศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา มีคำพิพากษาคดีความมั่นคงแล้ว 50 คดี รวมจำเลย 78 ราย ประกอบด้วย โทษจำคุกตลอดชีวิต 10 ราย จำคุกไม่เกิน 50 ปี 63 ราย และยกฟ้อง 5 ราย แสดงให้เห็นถึงการดำเนินคดีบนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม ทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ

อย่างไรก็ตาม กอ.รมน.ภาค 4 สน.ยืนยันจะเดินหน้าบูรณาการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายต่อผู้ก่อเหตุรุนแรง ผู้ให้การสนับสนุน และผู้กระทำผิดภายใต้หลักนิติธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน และความโปร่งใส เพื่อยกระดับความปลอดภัย สร้างสันติสุขที่มั่นคงและยั่งยืน

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณวชิโรดม

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณวชิโรดม

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณวชิโรดม

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.13 น.

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่

จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระญาณวชิโรดม สุตาคมปริยัติกิจดิลก สาธกธรรมปฏิภาณวิจิตร นิวิฐสีลสมาจาร ไพศาลศาสนกิจจาทร ตรีปิฎกวราลงกรณ์ ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 5 ก.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

นายกฯรับคะแนนตก ต้องเร่งแก้ ชี้สื่อสารไม่ดี ขู่ รมต.โลกลืม เดี๋ยวนายกฯลืมบ้างหลุด ครม.ได้

นายกฯรับคะแนนตก ต้องเร่งแก้ ชี้สื่อสารไม่ดี ขู่ รมต.โลกลืม เดี๋ยวนายกฯลืมบ้างหลุด ครม.ได้

นายกฯรับคะแนนตก ต้องเร่งแก้ ชี้สื่อสารไม่ดี ขู่ รมต.โลกลืม เดี๋ยวนายกฯลืมบ้างหลุด ครม.ได้

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.57 น.

“อนุทิน” รับคะแนนโพลหายต้องเร่งแก้ รับสื่อสารไม่ดี ขู่รมต.โลกลืม เดี๋ยวนายกฯลืมบ้างหลุดครม.ได้ สั่งรมต.กินลาบนักข่าวสร้างความคุ้นเคย

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.30 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีผลสำรวจความคิดเห็นของ นิด้าโพล คะแนนของตัวนายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยลดลง ว่า โพลเหมือนกระจกส่องตัวเอง วันนี้ต้องขอบคุณผู้ทำโพลและคนที่แสดงความคิดเห็นเราก็ต้องฟัง เราเคยป๊อปปูลาร์แล้วคะแนนมันน้อยลงแสดงว่าต้องมีปัญหาตรงไหนเราก็ต้องแก้ไขตรงนั้น เพราะตนสนใจโพลมาตลอด เพราะตนก็มาจากโพล 2% ตอนนี้โชคดีเหลือ 21% ก็อย่าให้ลงกลับไปที่ 2% ต้องเร่งทำให้กลับไปที่เดิม ซึ่งผลโพลที่ออกมาไม่ได้บอกว่าต้องไปแข่งกับใครเอาเป็นว่าจาก 26% แล้วลงมา 21% หายไป 5%  ก็ต้องไปแก้ไข เมื่อถามว่า 5% ที่หายไปคิดว่าเป็นจุดใด นายอนุทิน กล่าวว่า คงหลายเรื่อง บางทีเราสื่อสารไม่ชัดเจน ไม่เต็มที่คิดว่าประชาชนไม่ถือสาหาความ ก็อาจไม่ได้เน้นตรงนั้น ส่วนที่ดีดันไม่สื่อสาร วันนี้ก็คอมเพลนไปหลายคน เพราะวันนี้จีดีพีก็โต เงินลงทุนต่างชาติก็เพิ่มมากขึ้น ตลาดหุ้นก็เสถียรขึ้นมาอยู่เหนือ 1,600 จุด เรื่องการจัดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศก็สูงขึ้น การเข้าสู่ OECD หลายประเทศก็ยืนยันสนับสนุนจากแทบทุกประเทศที่ได้พบ ทุกคนต่างเชื่อมั่นประเทศไทยว่ามีอนาคตที่สดใสมีโอกาสที่ดีเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคและในโลกนี้ เพราะฉนั้นตอนนี้เรื่องที่เป็นภาระเรื่องที่ดึงให้เราถอยหลังก็พยายามสลัดมันให้ออกโดยกำจัดสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้และไปเน้นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศให้มากที่สุด

เมื่อถามว่าจะปรับกลยุทธ์สื่อสารกับประชาชนอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า ต้องถือว่ายังสื่อสารไม่ดี ก็ต้องยอมรับ ต้องพยายาม ซึ่งวันนี้ตนก็เชิญรัฐมนตรีมาประชุมแทบทุกคน ถ้ายังเป็นรัฐมนตรีโลกลืม นายกฯก็จะลืมบ้าง ถ้านายกฯลืมก็ไม่จำเป็นต้องมีเขาในคณะรัฐมนตรี ก็ต้องมานั่งคุยกันแต่คณะรัฐมนตรีชุดนี้เพิ่งทำงานมา 2 เดือน การตัดสินใจหรือทำอะไรขึ้นมาเราต้องอธิบายเขาให้ได้ครบ สมมุติตนจะปรับคณะรัฐมนตรี จะให้ใครออกใครเข้า ไม่ใช่ผลัดกันเป็น ไม่ใช่สมบัติผลัดกันชม ตนต้องอธิบายเขาได้ว่าทำไมถึงไม่ควรอยู่ในตำแหน่งต่อไป

เมื่อถามว่าได้เตือนรัฐมนตรีกระทรวงที่โลกลืมไปแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เริ่มเตือนตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้ก็จะเตือนอีกเพราะวันนี้มีเรื่องของโพลเข้ามา เดี๋ยวก็ต้องมีคนบอกว่าเรื่องโพลก็มักจะออกมาเช่นนี้ แต่ตนสนใจทุกโพลแม้เป็นโพลตามตำบนก็สนใจเพราะถ้าเขาไม่สนใจไม่ติดตามเราเขาก็จะให้คะแนนเราไม่ได้ ก็เป็นสิ่งที่ตนต้องไปพูด เพราะการสื่อสารของตนไม่ใช่แค่กับประชาชนแต่ต้องสื่อสารกับทีมของตนว่ามันชักจะไม่ใช่ มันเป็นแบบนี้ตนก็ต้องบอก ขณะที่พรรคร่วมหัวหน้าพรรคร่วมก็ต้องรับผิดชอบในส่วนของเรา อย่างภูมิใจไทยมีรัฐมนตรี 27 คนถ้าคนหนึ่งหมั่นสื่อสารก็ได้ 27 ข่าวแล้ว บางทีทำไมรัฐมนตรีไม่มีข่าวสื่อสารออกไปแต่มาสื่อสารกับตนอย่างเดียว ทุกคนทำงานหมดแต่ไม่สื่อสารออกไปเราก็ต้องให้เขาปรับปรุงตัวตรงนี้

เมื่อถามว่าจะใช้เวลาประเมินคณะรัฐมนตรีชุดนี้เท่าไหร่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่นานหรอกครับ ก็มีหลักปฏิบัติอยู่ทั่วไปเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น อย่างที่ตนเรียนตั้งใจทำงานแต่ทำงานแล้วไม่ขยายความไม่สื่อสารผมยืนยันว่ารัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยทุกคนไม่มีใครอยู่เฉยอย่างแน่นอนแต่ต้องสื่อสารด้วย ต้องเป็นหลวงรอบรู้ไม่ใช่ว่าทำงานเก่งแต่ไม่พูดไม่จาไม่สื่อสารทำคนเดียวอย่างนี้ก็ไม่ได้” 

เมื่อถามว่านายอนุทินรู้สึกเหมือนพูดอยู่คนเดียวในทุกๆเรื่องหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผู้สื่อข่าวก็ไปถามรัฐมนตรีคนอื่นบางมัวถามแต่ผม ผมก็เกรงใจพวกเราเหมือนพี่น้องกัน บางทีผมเดินหนีผู้สื่อข่าวไม่บอก ขึ้นรถไปตนก็นั่งปาดน้ำตาว่าวันนี้เราไม่ค่อยไนท์กับน้องๆเลยก็ไม่อยากเป็นอย่างนั้น แต่ก็ต้องดูว่างานอะไรหากเป็นเศรษฐกิจก็ถามรมว.คลัง รมว.พาณิชย์ อย่างที่บอกพวกนั้นก็ไม่เคยไปกินลาบกับผู้สื่อข่าวมีแต่ผมไปกิน เดี๋ยวต้องให้เขาสร้างความคุ้นเคย” 

เมื่อถามว่าในส่วนของประธานคณะกรรมาธิการของพรรคภูมิใจไทย ตอนนี้ก็เหมือนทำงานกันคึกคักขึ้น จะมีโอกาสที่คนเหล่านี้ได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าพรรคการเมืองยิ่งใหญ่ก็ต้องยิ่งให้สมาชิก ได้แสดงฝีมือและผลงาน

เมื่อถามว่ายึดหลักอะไรหากจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า ผลงานความสามารถความทุ่มเท เมื่อถามย้ำว่ามีรัฐมนตรีที่เข้าข่ายต้องถูกเตือนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะให้ตนพูดตรงนี้ได้อย่างไร ตนเตือนก็เข้าของเย็นของตน 

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว  ตามด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำ รับฟังปัญหาของเกษตรกร และเร่งผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ครอบคลุมอำเภอป่าแดดและอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยติดตามความคืบหน้าโครงการประตูระบายน้ำบ้านร่องเปา โครงการประตูระบายน้ำบ้านแม่หนาด ระบบส่งน้ำ และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอื่น ๆ ที่กรมชลประทานได้บรรจุไว้ในแผนงานระยะปานกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ แก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมถึงเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้กับเกษตรกรในจังหวัดเชียงราย

โอกาสนี้ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะเจ้าหน้าที่กรมการข้าวร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมจัดนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายได้เผยแพร่การใช้ชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มาป้องกันโรคข้าว และมอบชีวภัณฑ์จำนวน 100 ซองแก่ผู้แทนเกษตรกร เพื่อลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการผลิตข้าวที่ปลอดภัย

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำแก่เกษตรกรกว่า 500 ราย พร้อมสนับสนุนหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวสำหรับพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ส่งเสริมการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมการข้าวยังมีแผนพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีผ่านศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงราย เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ และยกระดับศักยภาพการผลิตข้าวคุณภาพของจังหวัดเชียงรายในระยะต่อไป

วว. สร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ คว้า 5 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน พร้อมรางวัลสูงสุด 1st Grand Prize และ NRCT Special Prize จากเวที JDIE 2026 ประเทศญี่ปุ่น

วว. สร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ คว้า 5 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน พร้อมรางวัลสูงสุด 1st Grand Prize และ NRCT Special Prize จากเวที JDIE 2026 ประเทศญี่ปุ่น

วว. สร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ คว้า 5 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน พร้อมรางวัลสูงสุด 1st Grand Prize และ NRCT Special Prize จากเวที JDIE 2026 ประเทศญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์กลางองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับ (Inno Flora Hub) นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมจำนวน 6 ผลงาน เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในเวทีนวัตกรรมระดับนานาชาติ 2026 Japan Design, Idea and Invention Expo (JDIE 2026) ระหว่างวันที่ 3–4 กรกฎาคม 2569 ณ นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และสามารถสร้างผลงานโดดเด่น คว้ารางวัลรวม 5 เหรียญทอง (Gold Medal), 1 เหรียญเงิน (Silver Medal), 1 รางวัล NRCT Special Prize และรางวัลสูงสุดของงาน 1st Grand Prize สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล  โดยผลงานที่ได้รับรางวัล มีดังนี้

  1. Bloomblock : วัสดุปลูกกล้วยไม้ยุคใหม่ สำหรับเกษตรกรและคนเมือง  (Bloomblock : Next-generation Orchid Growing Solution for Growers and Urban Green Living)  ได้รับรางวัล Gold Medal NRCT Special Prize  1st Grand Prize (รางวัลสูงสุดของงาน)  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย  1.ผศ.ดร. ณัฐพงค์ จันจุฬา ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) วว. 2.รศ. ดร.ปรเมนทร์ พอใจ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) 3.ผศ.ดร.จักรพันธ์ วัฒนวิกย์กรรม์ (มทร.ธัญบุรี)  และ 4.ดร.นพรัตน์ ทัดมาลา (มทร.ธัญบุรี)
  2. Eyemerry : นวัตกรรมเครื่องดื่มเข้มข้นจากสารสกัดดอกดาวเรืองผสมเบอร์รี่เพื่อบำรุงสายตา (Eyemerry : Innovative Concentrated Drink Formulated with Marigold Extract and Berry Blend for Eye Health Enhancement)  ได้รับรางวัล Gold Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย  1.ดร.วราภรณ์ ศรเดช ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.) วว. และ 2.ผศ.ดร. ณัฐพงค์ จันจุฬา ศนก. วว.
  3. AMINOSA : นวัตกรรมกระตุ้นภูมิคุ้มกันพืช (AMINOSA: Innovative Plant Immune Booster)  ได้รับรางวัล Silver Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย 1.ผศ.ดร. ณัฐพงค์ จันจุฬา  และ 2.ดร.กนกนิภา สุขอ้วน  ศนก. วว.
  4. Marigold OralPatch™ แผ่นยาสีฟันละลายในช่องปากจากดอกดาวเรืองแบบไม่ใช้น้ำ (Marigold OralPatch™ : A Waterless Toothpaste Film for Smart Gum Care)  ได้รับรางวัล Gold Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย  1.ดร.สมกมล อินทวงศ์ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.) วว.  2.ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา (ศนก.)  3.นางสาวมณีรัตน์ จัตตุลาภา (ศนส.)  4.ดร.ภัทราวีร์ ทองอ่อน (ศนส.)  และ 5. ดร.กัญญาณัฐ แก้วเอียด (ศนส.)
  5. Freshflo : นวัตกรรมน้ำยาปักแจกันสูตรเข้มข้น เพื่อยืดอายุความสดของไม้ตัดดอก (Freshflo : High-performance Concentrated Flower Food for Maximizing Vase Life and Display Quality Enhancement of Cut Flowers)  ได้รับรางวัล Gold Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย คณะนักวิจัย ศนก. ได้แก่  1.ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา  2.นางสาวมยุรา ล้านไชย  3.นางสาวธาดา ทองด้วง 4.นางสาววิมลณัฐ เต็มแป้น 5.นางสาวกัญญารัตน์ วันนา 6.นายสุรกานต์ โพธิ์แก้ว  7.นางสาววราภรณ์ ปทุมวัน และ8. ดร.นพรัตน์ ทัดมาลา (มทร.ธัญบุรี)
  6. Cold Plasma Innovation for Increasing the Bioactive Compounds in Jewel Orchids  (ผลงานความร่วมมือระหว่าง วว. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี)  ได้รับ รางวัล Gold Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย 1.รศ.ดร.ปรเมนทร์ พอใจ (มทร.ธัญบุรี)  2.รศ.ดร.อทิพงศ์ บุตรชานนท์ (มทร.ธัญบุรี)  3.ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา (ศนก. วว.)  และผศ.ดร.กนกทิพย์ ปานสุขสาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันและได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ วว. ในการผลักดันองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถของประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศไทยบนเวทีนวัตกรรมโลก

สโคป ทองหล่อ ถ่ายทอดนิยามใหม่การใช้ชีวิต ผ่านงานดีไซน์ ศิลปะ รสนิยมเหนือกาลเวลา

สโคป ทองหล่อ ถ่ายทอดนิยามใหม่การใช้ชีวิต ผ่านงานดีไซน์ ศิลปะ รสนิยมเหนือกาลเวลา

สโคป ทองหล่อ ถ่ายทอดนิยามใหม่การใช้ชีวิต ผ่านงานดีไซน์ ศิลปะ รสนิยมเหนือกาลเวลา

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

บริษัท สโคป จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรี ร่วมกับ Olivia Diamonds และ NORSE Republics จัดงาน “The Curated Masterpiece” ณ SCOPE Thonglor โครงการ All-Penthouse Residence ระดับเวิลด์คลาส เพื่อถ่ายทอดศิลปะแห่ง Curated Living ผ่านการหลอมรวมสถาปัตยกรรม  งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว  พร้อมสร้างสรรค์ประสบการณ์ Private Viewing  สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้บรรยากาศที่สะท้อนรสนิยมและความงดงามเหนือกาลเวลาของการใช้ชีวิตระดับอัลตร้าลักชัวรี

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากแขกผู้มีชื่อเสียงและบุคคลชั้นนำในแวดวงสังคมเข้าร่วมงาน อาทิ ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล,  ม.ร.ว. จันทรลัดดา ยุคล, พล.ต.พัชร รัตตกุล, เกรซ มหาดำรงค์กุล, จันทนา เซลบีย์ ปางพุฒิพงศ์, จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์, สิตามนินท์ สุสมาวัฒนะกุล, อรุณรุ่ง ศรีวัฒนประภา และ อินทิรา ธนวิสุทธิ์  ซึ่งต่างร่วมสัมผัสประสบการณ์ Private Viewing สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

งาน “The Curated Masterpiece” สะท้อนวิสัยทัศน์ของ SCOPE ที่มองว่าบ้านระดับอัลตร้าลักชัวรีไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนตัวตน รสนิยม และคุณค่าของเจ้าของอย่างลึกซึ้ง ความร่วมมือครั้งนี้จึงเกิดขึ้นจากการนำแบรนด์ที่มีปรัชญาและแนวคิดร่วมกันมาสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตในมิติใหม่ โดย Olivia Diamonds แบรนด์เครื่องประดับชั้นสูงที่รังสรรค์ผลงานผ่านงานออกแบบอันประณีตและมุมมองร่วมสมัย เพื่อสะท้อนตัวตนและรสนิยมอันโดดเด่นของผู้สวมใส่ และ NORSE Republics ผู้นำด้านการคัดสรรเฟอร์นิเจอร์และงานออกแบบระดับเวิลด์คลาส ที่นำเสนอศิลปะแห่งการใช้ชีวิตผ่านแบรนด์ดีไซน์ชั้นนำจากสแกนดิเนเวีย มาร่วมถ่ายทอดนิยามใหม่ของ Modern Luxury Living ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด ความงดงามเหนือกาลเวลา และการใช้ชีวิตที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถันในทุกองค์ประกอบ

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด กล่าวว่า “สำหรับ SCOPE ความลักชัวรีสะท้อนผ่านการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดในทุกมิติของการใช้ชีวิต ตั้งแต่สถาปัตยกรรม งานออกแบบ ไปจนถึงประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ตัวตนและรสนิยมของผู้อยู่อาศัย งาน ‘The Curated Masterpiece’ จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะนำเสนอแนวคิดการใช้ชีวิตในแบบ SCOPE ผ่านการร่วมงานกับพันธมิตรที่มีปรัชญาและมาตรฐานเดียวกัน เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน และสะท้อนแนวคิด Curated Living ของ SCOPE ได้อย่างสมบูรณ์”

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการจัดแสดงแบบ Exclusive Preview ของคอลเลกชัน “Vantage” จาก Olivia Diamonds ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดเรื่องมุมมองที่เหนือระดับ (Perspective) อันสะท้อนวิสัยทัศน์และสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของ SCOPE ผ่านงานดีไซน์ที่ผสานความงดงามเชิงศิลปะเข้ากับความหรูหราแบบ     ร่วมสมัย ภายในงานยังได้นำเสนอ Rare Creations ระดับมาสเตอร์พีซที่รังสรรค์จาก Black Diamonds หรือ   เพชรดำอันหาชมได้ยาก ถ่ายทอดผ่านงานดีไซน์โครงสร้างเฉียบคมและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเครื่องประดับทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้มีมูลค่ารวมกว่า 120 ล้านบาท ตอกย้ำความพิเศษของประสบการณ์ที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับแขกพิเศษในงานเท่านั้น

อรวรรณ อิงคสิทธิ์ เสตะพันธ์ ผู้ก่อตั้งและดีไซเนอร์ Olivia Diamonds กล่าวว่า “คอลเลกชัน ‘Vantage’ ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดเรื่องมุมมองที่เหนือระดับ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ SCOPE ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด การออกแบบ และการใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยม เราออกแบบเครื่องประดับแต่ละชิ้นให้ทำหน้าที่เสมือนงานศิลปะที่สะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ ผ่านโครงสร้างการออกแบบที่ร่วมสมัยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์ระดับไอคอนจาก Fritz Hansen ภายใต้การ Curate และ Styling โดย NORSE Republics ผู้นำด้านการคัดสรรเฟอร์นิเจอร์และงานออกแบบระดับเวิลด์คลาส ซึ่งได้คัดสรรผลงานระดับตำนาน อาทิ Egg™, PK80™ และ PK22™ มาจัดวางภายในบริบทของการอยู่อาศัยจริง เพื่อถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างงานออกแบบ สถาปัตยกรรม และศิลปะแห่งการใช้ชีวิตร่วมสมัย

ภายในงานยังได้จัดแสดง Egg™ Chair ผลงานชิ้นเอกของ Arne Jacobsen ในเวอร์ชันพิเศษที่หุ้มด้วย Grace Leather สี Terre Royale และ Majestic Umber ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เพียงสีละหนึ่งตัวในโลกเท่านั้น พร้อมด้วย PK22™ Lounge Chair ผลงานของ Poul Kjærholm ที่เลือกใช้วัสดุ Haze Leather ใหม่ล่าสุด ซึ่งมอบสัมผัสนุ่มละมุนคล้ายกำมะหยี่ และช่วยเติมมิติใหม่ให้กับงานออกแบบอันเรียบง่ายเหนือกาลเวลา

วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ NORSE Republics  กล่าวว่า “ในฐานะ ผู้นำด้านการ  คัดสรรเฟอร์นิเจอร์และงานออกแบบระดับเวิลด์คลาส เราเชื่อว่าพื้นที่ที่สมบูรณ์คือการที่ทุกองค์ประกอบสามารถเชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกัน การ Curate ผลงานของ Fritz Hansen ภายใน SCOPE Thonglor ครั้งนี้จึงเป็นการสร้างบทสนทนาระหว่างสถาปัตยกรรม งานออกแบบ และการใช้ชีวิต เพื่อให้เกิดประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เปี่ยมด้วยความหมาย และสะท้อนแนวคิดของ Modern Luxury Living ได้อย่างสมบูรณ์”

3 พันธมิตรมอบรายได้จากการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วแก่มูลนิธิขาเทียมฯ

3 พันธมิตรมอบรายได้จากการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วแก่มูลนิธิขาเทียมฯ

3 พันธมิตรมอบรายได้จากการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วแก่มูลนิธิขาเทียมฯ

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

โครงการเก็บกลับ-รีไซเคิล ร่วมกับ น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง และ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) มอบรายได้จากการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วแก่มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

อรทัย พูลทรัพย์ ผู้ช่วยกรรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจต่อเนื่องประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  , เจษฎากร โคชส์  ผู้อำนวยการสำนักการตลาด น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง และ และ สัมพันธ์ ศิริจิวานนท์ Executive Vice President – Aratist บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ร่วมมอบเงินรายได้จากการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจากงาน Chang Music Connection รวม 9 งาน จำนวน 211,161 บาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ และนำส่งบรรจุภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล  โดยมี ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ กรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิขาเทียมฯ พร้อมด้วย กุลิศ สมบัติศิริ และ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต ร่วมรับมอบ ณ สำนักงานมูลนิธิฯ  อาคารศรีจุลทรัพย์

ท็อปส์ จับมือ สมาคมการค้าทุเรียนไทยอัตลักษณ์ชุมชน ชวนช้อปงาน ‘ทุเรียนอัตลักษณ์และผลไม้ชุมชนของดีภาคใต้’

ท็อปส์ จับมือ สมาคมการค้าทุเรียนไทยอัตลักษณ์ชุมชน  ชวนช้อปงาน ‘ทุเรียนอัตลักษณ์และผลไม้ชุมชนของดีภาคใต้’

ท็อปส์ จับมือ สมาคมการค้าทุเรียนไทยอัตลักษณ์ชุมชน ชวนช้อปงาน ‘ทุเรียนอัตลักษณ์และผลไม้ชุมชนของดีภาคใต้’

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับ สมาคมการค้าทุเรียนไทยอัตลักษณ์ชุมชน (TDRB), จังหวัดสุราษฎร์ธานี, สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ บริษัท อะกริซายซ์ ไบโอ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด ชวนชาวสุราษฎร์ธานีและจังหวัดใกล้เคียง ออกมาเปิดประสบการณ์ความอร่อยในงาน “ทุเรียนอัตลักษณ์และผลไม้ชุมชนของดีภาคใต้” ยกขบวนทุเรียนอัตลักษณ์ ผลไม้ตามฤดูกาล และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากชุมชนมารวมไว้ในที่เดียว

ภายในงานได้รับเกียรติจาก จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีและร่วมเยี่ยมชมบูธสินค้าของเกษตรกร เพื่อร่วมกันผลักดันและสนับสนุนช่องทางการจำหน่ายผลไม้ไทยคุณภาพดีสู่มือผู้บริโภคในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน โดยมี ร้อยตรี ภพศักดิ์ ปานสีทอง นายกสมาคมการค้าทุเรียนไทยอัตลักษณ์ชุมชน และประธานบริษัท อะกริซายซ์ ไบโอ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด, กำไลทิพย์ เศรษฐ์วิชัย เกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วย ชัยรัตน์ เพชรดากูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อสินค้าอาหารสด สินค้าท้องถิ่นและตลาดจริงใจ Farmers’ Market บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, จำรัส  วันทอง ผู้จัดการเขตพื้นที่ ภาคใต้ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล และ สุคนธารส ประจันสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา สุราษฎร์ธานี  ต้อนรับ

สำหรับไฮไลต์ห้ามพลาดในงาน ท็อปส์ ได้คัดสรรทุเรียนพรีเมียมและผลไม้ชุมชนที่ดีที่สุดส่งตรงจากสวนภาคใต้ นำทัพด้วยทุเรียนอัตลักษณ์ชื่อดัง ได้แก่  ทุเรียนธารน้ำแร่ จ.สุราษฎร์ธานี: ทุเรียนหมอนทองแห่งผืนป่าอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น เติบโตจากธารน้ำแร่ธรรมชาติ เนื้อแน่นหนึบ สีทองนวล รสหวานมันกลมกล่อม, ทุเรียนทองช่องฮาย จ.สุราษฎร์ธานี: ทุเรียนพรีเมียมจากขุนเขาคีรีรัฐนิคม เนื้อแห้งเนียนเหลืองเข้ม รสหวานจัดมันเข้มข้น และมีกลิ่นหอมละมุนคล้ายดอกมะลิ ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากที่ไหน, ทุเรียนไร่รัตนภัทร จ.กระบี่: ทุเรียนจากอำเภออ่าวลึก โดดเด่นด้วยเนื้อละเอียดเนียนนุ่ม หวานมัน ให้สัมผัสที่พอดีไม่เลี่ยน

นอกจากนี้ ยังมีขบวนผลไม้อัตลักษณ์และของดีประจำถิ่นภาคใต้ให้เลือกช้อปอีกมากมาย อาทิ เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร สินค้า GI เนื้อหนารสหวานฉ่ำล่อนจากเมล็ด, มังคุดธารน้ำแร่บ้านนาสาร เปลือกหนาสีม่วงเข้มเนื้อขาวสะอาดรสหวานละมุน, กระท้อนคลองน้อย สินค้า GI มหัศจรรย์ดินสองน้ำที่ให้เนื้อหนานุ่มฟู ไม่ฝาด, สะละสวนลุงถัน รสชาติ 3 รส หวานนำ กรอบ เนื้อร่อนไม่ติดเมล็ด และ เมล่อนพรีเมียมจากบุนนาคฟาร์ม เมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่นแท้จากอำเภอไชยา เนื้อแน่นละเอียดฉ่ำหวานกลิ่นหอมละมุน  พร้อมเพลิดเพลินกับโปรโมชันพิเศษตลอดการจัดงาน  ” ตั้งแต่วันนี้ – 9 กรกฎาคม 2569  ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี (บริเวณหน้า TOPS) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.TOPS.co.th, Facebook: TOPSThailand หรือ LINE Official: @TOPSThailand

เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักใหญ่ แห่งวังเทเวศร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักใหญ่ แห่งวังเทเวศร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระตำหนักใหญ่ แห่งวังเทเวศร์

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

ต้นราชสกุลกิติยากร คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท หรือพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ พระราชโอรสองค์ที่ 12 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดาอ่วม รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังเทเวศร์และที่ดินรวม 18 ไร่ แด่พระราชโอรสพระองค์นี้ เมื่อ พ.ศ. 2439 กรมพระจันทบุรีประทับ ณ วังเทเวศร์จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. 2474

กรมพระจันทบุรีนฤนาท ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ มากมาย อาทิ อภิรัฐมนตรี องคมนตรี สมุหมนตรี ราชองครักษ์พิเศษ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ นายทหารพิเศษกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์  

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ

รัชกาลที่ 6 พระราชทานแด่พระยาอนิรุทธเทวา

เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้าไปสนทนากับ พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา หรือผู้พันแซม หลานของพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) ผู้พันแซมเป็นบุตร พลเอกเฟื่องเฉลย กับหม่อมราชวงศ์วิมลโพยม (ราชสกุลเดิมสวัสดิวัตน์) อนิรุทธเทวา ปัจจุบันผู้พันแซมคือผู้ดูแลพระตำหนักใหญ่แห่งวังเทเวศร์ ทั้งนี้ผู้พันแซมย้ำหนักแน่นว่าตนเองคือผู้ดูแล โดยไม่เรียกตนเองว่าเจ้าของพระตำหนักใหญ่ แม้ที่ดินและพระตำหนักใหญ่ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างในเขตที่ดินผืนนี้จะได้ถูกขายทอดให้พระยาอนิรุทธเทวาแล้วเมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ตาม โดยผู้พันแซมย้ำว่าตนเองมีพันธกิจสำคัญคือดูแลรักษาพระตำหนักใหญ่ให้อยู่ในสภาพดี สมพระเกียรติแห่งราชสกุลกิติยากร

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา หรือผู้พันแซม

พระตำหนักแห่งนี้นับได้ว่าเป็นอาคารประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องด้วยพระเจ้าแผ่นดินถึง 3 รัชกาลเสด็จพระราชดำเนินไป ณ พระตำหนักนี้ คือ รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นี่คือข้อความที่แสดงถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ผู้พันแซมบอกกล่าว

ย้อนความหลังไปเมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในครั้งนี้หลังจากกรมพระจันทบุรีนฤนาทสิ้นพระชนม์แล้ว พระทายาทของพระองค์ได้แบ่งที่ดินของวังเทเวศร์เป็น 3 ส่วน แล้วบริหารจัดการใหม่ โดยแบ่งขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนี้ บริเวณตำหนักหม่อมเจ้านักขัตรมงคล และหม่อมหลวงบัว กิติยากร ยังคงอยู่ในความดูแลของสมาชิกราชสกุลกิติยากร 

ตราประจำตัวเจ้าคุณอนิรุทธเทวา

ส่วนบริเวณตำหนักหม่อมเจ้าขจรจบกิตติคุณ กิติยากร ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมสงเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่วนที่สามของวังเทเวศร์ คือพระตำหนักใหญ่ ที่ประทับของกรมพระจันทบุรีนฤนาท ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพระยาอนิรุทธเทวา โดยปัจจุบันอยู่ในความดูแลของผู้พันแซม

หลังจากพระยาอนิรุทธเทวา คุณปู่ของผู้พันแซมถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ พ.ศ. 2494 พระตำหนักแห่งนี้ก็ปิดตัวลง ไม่มีผู้ใดเข้าไปอยู่อาศัย เพราะมีเสียงเล่าลือสารพัด จนทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปพำนัก จนกระทั่ง พ.ศ. 2551 ผู้พันแซมจึงเข้าไปบูรณะ จนกระทั่งเมื่อพระตำหนักกลับมางดงามดังเดิมแล้ว ก็จึงเปิดให้ผู้คนที่สนใจเข้าชมและศึกษาประวัติศาสตร์ของพระตำหนัก จนสุดท้ายตัดสินใจเปิดชั้นล่างของพระตำหนักเป็นร้านอาหาร และคาเฟ ชื่อ เดวา มานัวร์ (Deva Manor) โดยใช้ส่วนหนึ่งของนามสกุลคือเทวา ผสมกับคำว่า Manor (Manor แปลว่าคฤหาสน์) ส่วนชั้นบนของพระตำหนักเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์พระตำหนักใหญ่ โดยการจะเข้าชมชั้นบนของพระตำหนักต้องติดต่อขออนุญาตล่วงหน้า 

ผู้พันแซมเล่าให้ฟังว่าเมื่อแรกของการเข้าไปบูรณะพระตำหนักใหญ่นั้น มีเรื่องที่ชวนให้พิศวงอยู่พอสมควร แต่ด้วยความตั้งใจจริงที่ต้องการฟื้นฟูพระตำหนักใหญ่ให้สมพระเกียรติของกระพระจันทบุรีนฤนาท ก็ทำให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี โดยคืนหนึ่งผู้พันแซมอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วเหมือนกับได้เข้าเฝ้ากรมพระจันทบุรีนฤนาท พระองค์ตรัสกับผู้พันแซมว่า ช่วยทำให้พระตำหนักแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาได้หรือไม่ ผู้พันแซมถวายคำตอบว่า ได้พะยะค่ะ จากนั้นการตั้งใจทำให้พระตำหนักใหญ่กลับมามีชีวิตชีวาก็ดำเนินไปอย่างจริงจัง แม้ในบางครั้งการทำงานจะประสบปัญหามากมายพอสมควร แต่ก็ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งปวงได้อย่างดี ซึ่งผู้พันแซมบอกว่าผ่านพ้นอุปสรรคได้ด้วยพระกรุณาธิคุณของกรมพระจันทบุรีนฤนาทโดยแท้ เพราะฉะนั้น จึงย้ำตลอดเวลาว่าตนเองเป็นเพียงผู้รักษาพระตำหนักใหญ่ โดยไม่บังอาจกล่าวว่าเป็นเจ้าของ แม้กรรมสิทธิ์ครอบครองจะเป็นของเจ้าคุณปู่ของผู้พันแซมก็ตาม แล้วที่สำคัญคือผู้พันแซมบอกว่าไม่เคยคิดฝันว่าพระตำหนักใหญ่จะได้มาอยู่ในการดูแลของตน เพราะตนเองเป็นทายาทของตระกูลอนิรุทธเทวาลำดับ 7-8 แต่ก็น่าจะเป็นเพราะถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องมาเป็นข้าพระบาทของพระองค์ท่าน ซึ่งเรื่องนี้สมาชิกทุกคนของพึ่งบุญและอนิรุทธเทวาล้วนตระหนักในภารกิจนี้เป็นอย่างดี

พระตำหนักใหญ่ เป็นอาคารสองชั้น ก่ออิฐถือปูน สไตล์โคโลเนียล อาคารทาด้วยสีขาว มีตุ๊กตาแบบยุโรปประดับ และมีเสาโรมันแบบดอริก และไอโอนิคประดับด้วย ชั้นสองของพระตำหนักใหญ่มีระเบียงทำเป็นเฉลี่ยงกว้างอยู่ด้านข้าง มีรั้วลูกกรงทำด้วยซีเมนต์มีกระถางทรงยุโรปประดับ ทั้งนี้ที่ชั้นสองคือห้องพระบรรทมของกรมพระจันทบุรีนฤนาท ห้องกำปั่น และห้องโถง รวมถึงห้องทรงงาน และห้องทรงพระสำราญ จุดเด่นของพระตำหนักคือช่องลมเหนือหน้าต่างทำเป็นรูปทรงโค้ง ประดับด้วยไม้ฉลุลวดลายวิจิตร บานหน้าต่างใหญ่ด้านหน้าพระตำหนักเป็นกระจกสี (stained grass) สีสันสดใสนำเข้าจากยุโรป ส่วนกระเบื้องห้องน้ำชั้นล่างของพระตำหนักใหญ่ยังคงเป็นกระเบื้องเก่าที่นำเข้าจากอิตาลีตั้งแต่เมื่อเริ่มก่อสร้างพระตำหนัก

ครั้งเมื่อเจ้าคุณอนิรุทธเทวาได้เข้ามาพำนักในพระตำหนักใหญ่ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงห้องพระบรรทม เพียงแต่นำเครื่องใช้ต่าง ๆ เข้ามาไว้ในพระตำหนัก เนื่องจากของใช้ส่วนพระองค์ของกรมพระจันทบุรีนฤนาทได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปจากพระตำหนักแล้ว โดยเจ้าคุณอนิรุทธเทวาจะมีตราประจำตัวเป็นรูปเทวดาถือกระโถน ดังนั้น ของใช้ต่าง ๆ ในพระตำหนักใหญ่ที่เป็นของเจ้าคุณอนิรุทธเทวาจึงมีตราประจำตัวประดับอยู่ทุกชิ้น
หากคุณสนใจเข้าชมพระตำหนักใหญ่แห่งวังเทเวศร์ สามารถติดต่อขอเข้าชมแบบหมู่คณะ โดยต้องติดต่อล่วงหน้าได้ที่ facebook Deva Manor Cafe