ออสเตรเลียเร่งตรวจสอบ “วัตถุปริศนา” เกยตื้นหาดควีนส์แลนด์

ออสเตรเลียเร่งตรวจสอบ “วัตถุปริศนา” เกยตื้นหาดควีนส์แลนด์

6 ก.ค. 2569 03:55 น.

ออสเตรเลียเร่งตรวจสอบ “วัตถุปริศนา” เกยตื้นหาดควีนส์แลนด์

(ภาพจาก Queensland Fire Department)

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียกำลังเร่งตรวจสอบ วัตถุทรงกลมปริศนาหลายชิ้นที่ถูกพบบนชายหาดในรัฐควีนส์แลนด์ เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นขยะอวกาศ และมีการปิดกั้นพื้นที่เพื่อป้องกันอันตรายแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ก.ค. 2569 ว่า ทางการออสเตรเลียกำลังเร่งสืบสวนหาที่มาของวัตถุทรงกลมขนาดใหญ่ปริศนาที่ถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นบนชายหาดแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะเป็นขยะอวกาศ

จนถึงตอนนี้ มีการพบวัตถุทรงกลมเนื้อแข็งดังกล่าวแล้วจำนวน 6 ชิ้น บริเวณชายหาดฟอร์เรสต์ ทางตอนเหนือของเมืองทาวน์สวิลล์ (Townsville) และในขณะนี้องค์การอวกาศออสเตรเลีย (ASA) ก็กำลังพยายามระบุให้ได้ว่าวัตถุเหล่านี้มาจากที่ใด

มีรายงานว่าพบเห็นเจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันสารเคมีกำลังนำวัตถุทรงกลมเหล่านั้นใส่ลงในถังเก็บวัตถุอันตรายภายใต้การคุ้มกันของตำรวจ เนื่องจากมีความกังวลว่าวัตถุดังกล่าวอาจมีสารที่เป็นอันตรายบรรจุอยู่ภายใน

สำนักดับเพลิงของรัฐควีนส์แลนด์เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ยังคงมีการประกาศพื้นที่ห้ามเข้าในรัศมี 50 เมตร พร้อมทั้งเตือนประชาชนทุกคนที่พบวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ว่า ห้ามสัมผัสโดยเด็ดขาด ให้ถอยห่างออกมาทันทีและโทรแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยบริการฉุกเฉิน

ทั้งนี้ เริ่มเกิดกระแสคาดเดาบนโลกออนไลน์ว่า วัตถุทรงกลมเหล่านี้อาจเป็นถังเชื้อเพลิงขับเคลื่อนสำหรับยานอวกาศซึ่งนั่นหมายความว่าอาจมีสารที่มีความไวไฟสูงหรือสารที่ไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีหลงเหลืออยู่ภายในได้

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพบวัตถุปริศนาในลักษณะนี้บนชายฝั่งของประเทศออสเตรเลีย

เมื่อปี 2566 ประเทศอินเดียออกมายืนยันว่า วัตถุทรงโดมโลหะขนาดใหญ่ที่ถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นบนชายหาดทางตะวันตกของออสเตรเลีย ใกล้กับเมืองเพิร์ท เป็นชิ้นส่วนจากจรวดของพวกเขาเอง โดยมาจากจรวดนำส่งดาวเทียมพิกัดขั้วโลก (PSLV)

และย้อนกลับไปในปี 2554 มีการพบวัตถุทรงกลมที่คล้ายกับวัตถุที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อสุดสัปดาห์นี้ ในทุ่งหญ้าอันห่างไกลในประเทศนามิเบีย ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญในเวลานั้นเชื่อว่า น่าจะเป็นถังเชื้อเพลิง หรือถังบรรจุสารไฮดราซีน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนจรวดที่ระเหยได้ง่ายและอันตรายมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูทูบเบอร์ซื้อโรเล็กซ์แจกนักบอลเม็กซิโกทั้งทีม แต่สุดท้ายต้องส่งคืน

ยูทูบเบอร์ซื้อโรเล็กซ์แจกนักบอลเม็กซิโกทั้งทีม แต่สุดท้ายต้องส่งคืน

6 ก.ค. 2569 00:56 น.

ยูทูบเบอร์ซื้อโรเล็กซ์แจกนักบอลเม็กซิโกทั้งทีม แต่สุดท้ายต้องส่งคืน

นักฟุตบอลทีมชาติเม็กซิโก ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก ถูกบังคับให้ต้องส่งคืนนาฬิกาหรูที่ได้รับมอบจากคอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง “Stevewilldoit” เนื่องจากผิดกฎของฟีฟ่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “Stevewilldoit” ยูทูบเบอร์ดังชาวอเมริกันซึ่งมีชื่อจริงว่า สตีเฟน เดเลโอนาร์ดิส ได้ทุ่มเงินถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.5 ล้านบาท) เพื่อซื้อนาฬิกาหรู “โรเล็กซ์” แจกให้กับนักเตะและทีมงานสต๊าฟโค้ชชุดลุยศึกฟุตบอลโลกของเม็กซิโกทุกคน

เดเลโอนาร์ดิสนำนาฬิกาไปมอบให้กับทีมชุดนี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันก่อนที่เม็กซิโกจะเอาชนะเอกวาดอร์ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ประมวลจริยธรรมของฟีฟ่า มีข้อจำกัดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการให้และรับของขวัญ โดยมาตรา 21 ระบุไว้ว่า ของขวัญในลักษณะดังกล่าวจะสามารถมอบให้หรือรับไว้ได้ก็ต่อเมื่อ “มีมูลค่าในเชิงสัญลักษณ์หรือมีมูลค่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

ข้อความที่โพสต์ลงบนบัญชี X อย่างเป็นทางการของทีมชาติเม็กซิโก ระบุว่า เหล่านักเตะเม็กซิโกตัดสินใจส่งคืนนาฬิกาทั้งหมด “ภายใต้ความเห็นชอบร่วมกัน” และชี้แจงว่า Stevewilldoit ได้นำของขวัญเหล่านี้มามอบให้ “ด้วยความริเริ่มของตัวเขาเอง”

ปัจจุบัน ทีมชาติเม็กซิโกกำลังตั้งเป้าหมายที่จะผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) ให้ได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่พวกเขาเคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปี 2529 โดยพวกเขามีโปรแกรมลงสนามพบกับทีมชาติอังกฤษ ณ สนามอาซเตกา (Azteca) ในกรุงเม็กซิโกซิตี ช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียเผย ปูติน-ทรัมป์ต่อสายคุยกัน “อย่างจริงจัง” นาน 90 นาที

รัสเซียเผย ปูติน-ทรัมป์ต่อสายคุยกัน “อย่างจริงจัง” นาน 90 นาที

6 ก.ค. 2569 00:01 น.

รัสเซียเผย ปูติน-ทรัมป์ต่อสายคุยกัน “อย่างจริงจัง” นาน 90 นาที

ทางการรัสเซียเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีปูตินกับโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์คุยกันอีกครั้งในวันชาติสหรัฐฯ โดยหารือกันอย่างจริงจัง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ เสนอตัวอีกครั้งว่าจะช่วยยุติสงครามในยูเครน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียเปิดเผยว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันชาติสหรัฐฯ โดยการหารือดำเนินไปเกือบ 90 นาที ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เสนอตัวอีกครั้งที่จะช่วยยุติสงครามในยูเครน

การต่อสายพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสุดยอดนาโต (NATO) นัดสำคัญ ณ ประเทศตุรกี ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันอังคารนี้ โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีแผนที่จะเข้าร่วมประชุมด้วย

ในขณะเดียวกัน กองทัพรัสเซียได้ยกระดับความพยายามในการยึดพื้นที่เพิ่มเติมในแคว้นโดเนตสก์ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของมอสโกมาตลอด ส่วนทางฝั่งยูเครนยังคงเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุว่า ปูตินแสดงความยินดีกับทรัมป์รวมถึงประชาชนชาวอเมริกันทุกคน เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา

ทางกระทรวงฯ ระบุอีกว่า การสนทนาครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ของพวกเขาในปีนี้ เป็นไปอย่าง “เป็นงานเป็นการและสร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่ง” พร้อมเสริมว่า ทรัมป์ได้ “เน้นย้ำความพร้อมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เกิดการยุติการสู้รบโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“ฝ่ายรัสเซียได้เน้นย้ำอีกครั้งถึงความต้องการที่จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยวิถีทางการเมืองและการทูต” กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุ พร้อมอ้างว่า “กรุงเคียฟและผู้สนับสนุนในยุโรปกำลังเดิมพันกับการสู้ยืดเยื้อและแม้กระทั่งการยกระดับความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น”

“ประธานาธิบดีของเราได้แจกแจงความเป็นจริงของสถานการณ์ในสมรภูมิ ซึ่งกองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ” ทางกระทรวงระบุ

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เปิดเผยว่าเขาได้ต่อสายพูดคุยกับทรัมป์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเช่นกัน และเป็นการพูดคุยที่ “ดีมาก ๆ” และ “มีโอกาสที่เป็นไปได้จริง ๆ ที่จะยุติสงครามครั้งนี้ และความเด็ดขาดของอเมริกานั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มือปืนกราดยิงปาร์ตี้ฉลองวันชาติสหรัฐฯ เจ็บ 8 รวมเด็ก 4 คน

มือปืนกราดยิงปาร์ตี้ฉลองวันชาติสหรัฐฯ เจ็บ 8 รวมเด็ก 4 คน

5 ก.ค. 2569 22:51 น.

มือปืนกราดยิงปาร์ตี้ฉลองวันชาติสหรัฐฯ เจ็บ 8 รวมเด็ก 4 คน

เกิดเหตุคนร้ายกราดยิงลานบ้าน ซึ่งผู้คนกำลังจัดงานปาร์ตี้บาร์บีคิวฉลองวันชาติสหรัฐฯ ในเมืองบรูกลิน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย กว่าครึ่งเป็นเด็ก ก่อนมือปืนจะหนีไปอย่างลอยนวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของตำรวจสหรัฐฯ ว่า เกิดเหตุคนร้ายกราดยิงผู้คนที่งานปาร์ตี้บาร์บีคิวฉลองวันชาติสหรัฐฯ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ในย่านโคเนย์ไอส์แลนด์ ของบรูกลิน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 8 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 4 คน

เจสสิกา ทิสช์ ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) แถลงข่าวในเช้าวันอาทิตย์ว่า ขณะที่ครอบครัวหนึ่งกำลังเฉลิมฉลองกันอยู่ที่ลานบ้าน ชายไม่ทราบชื่อคนหนึ่งซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำล้วนและสวมหมวกไหมพรมคลุมหน้าสีดำ เดินเข้ามาใกล้แนวรั้วริมถนน เซิร์ฟ อเวนิว (Surf Avenue) แล้วกระหน่ำยิงปืนเข้าใส่ ก่อนจะเดินเท้าหลบหนีไป

NYPD ระบุว่า ตำรวจได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 22.35 น.วันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่ที่รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุพบผู้ถูกยิง 8 รายได้แก่ เด็กผู้ชาย 4 คน อายุ 6, 7, 12 และ 14 ปี, ผู้หญิง 2 คน อายุ 21 และ 25 ปี และ ผู้ชาย 2 คน อายุ 33 และ 37 ปี

ตำรวจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หญิงวัย 21 ปี และชายวัย 33 ปี ถูกยิงเข้าที่หน้าอก เด็กชายวัย 6 ปี ถูกยิงเข้าที่หน้าท้อง ส่วนเด็กชายอีก 3 คนที่โตกว่าถูกยิงเข้าที่ขาหรือต้นขา ปัจจุบัน หญิงวัย 21 ปีรายดังกล่าวอยู่ในอาการสาหัส ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 7 รายที่เหลือมีอาการคงที่แล้ว

โซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ความรุนแรงในลักษณะนี้ไม่มีที่ยืนในเมืองของเรา เราจะไม่ยอมทนต่อเรื่องนี้ และเราจะต่อสู้กับมันด้วยเครื่องมือทุกชิ้นที่เรามี”

“ในขณะที่เรากำลังร่วมไว้อาลัยไปพร้อมกับผู้ที่บุคคลอันเป็นที่รักได้รับบาดเจ็บ ขอให้พวกเรามาร่วมมือกันอีกครั้งในการสร้างเมืองที่ทุกการเฉลิมฉลองจะปลอดภัย และทุกวันหยุดจะเต็มไปด้วยความสุข”

ทางการยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อของผู้ประสบเหตุหรือยืนยันแรงจูงใจในการก่อเหตุยิงครั้งนี้ แต่ทิสช์ระบุว่าไม่มีข้อบ่งชี้ว่ามีการโต้เถียงหรือการทะเลาะวิวาทใด ๆ เกิดขึ้นในงานบาร์บีคิวก่อนที่จะมีการลั่นไก

ทิสช์บอกอีกว่า ตำรวจพบอาวุธปืนสไตล์ TEC-9 พร้อมซองกระสุนแบบต่อความยาวตกอยู่ในที่เกิดเหตุ รวมถึงปลอกกระสุนปืนที่ใช้แล้วอีก 10 ปลอก แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

บิ๊ก จนท.อิหร่าน แห่ร่วมพิธีศพ อาลี คาเมเนอี แต่ยังไร้เงาผู้นำสูงสุด

บิ๊ก จนท.อิหร่าน แห่ร่วมพิธีศพ อาลี คาเมเนอี แต่ยังไร้เงาผู้นำสูงสุด

5 ก.ค. 2569 22:11 น.

บิ๊ก จนท.อิหร่าน แห่ร่วมพิธีศพ อาลี คาเมเนอี แต่ยังไร้เงาผู้นำสูงสุด

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านตามเดินทางไปร่วมพิธีศพของ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด แต่ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันยังไม่มาเข้าร่วม โดยคาดว่าเป็นเพราะความกังวลด้านความปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พิธีศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ดำเนินมาเป็นวันที่ 3 แล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2569 โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิหร่าน รวมถึงผู้แทนจากต่างชาติ และประชาชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมไว้อาลัย แต่ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน ยังไม่เดินทางมาร่วมพิธีศพของผู้เป็นบิดา

บุตรชายอีก 3 คนของอาลี คาเมเนอี ได้แก่ มาซูด, มอสตาฟา และ เมย์ซัม ต่างเข้าร่วมพิธีในวันอาทิตย์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน และ อะห์มัด วาฮิดี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน

การหายตัวไปของโมจตาบายังตอกย้ำกระแสข่าวลือที่ว่า เขาได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเป็นเหตุให้บิดาของเขาเสียชีวิต เนื่องจากเขาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะเลยนับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่า การหายตัวไปของ โมจตาบา คาเมเนอี ในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากความกังวลว่าอิสราเอลอาจยังคงต้องการลอบสังหารเขาเหมือนกับผู้เป็นบิดา

ในขณะนี้ ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างประเทศคู่สงครามได้แก่ สหรัฐฯ กับอิสราเอล และอิหร่าน ยังคงมีผลอยู่ ขณะที่การเจรจาเพื่อไปสู่ข้อตกลงสันติภาพถาวรยังคงดำเนินต่อไป ถึงกระนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างออกมาเตือนว่าพวกเขารวมถึงกองทัพพร้อมที่จะกลับมาเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งทุกเมื่อ

ทั้งนี้ พิธีศพอย่างเป็นทางการของอดีตผู้นำสูงสุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันศุกร์ (3 ก.ค.) และจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 9 ก.ค. โดยมีกิจกรรมที่วางแผนไว้ทั่วอิหร่านและอิรักตลอดสัปดาห์นี้ ซึ่งทางการอิหร่านคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมพิธีราว 12-20 ล้านคน และพวกเขาขนานนามว่าเป็น “พิธีศพแห่งศตวรรษ”

ปัจจุบันร่างของคาเมเนอีตั้งอยู่ที่ “แกรนด์ โมซัลลา” (Grand Mosalla) มัสยิดขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเตหะราน โดยมี จาฟาร์ ซอบฮานานี นักวิชาการนิกายชีอะห์ชื่อดังวัย 97 ปี ซึ่งสอนอยู่ที่วิทยาลัยศาสนาในเมืองกอม (Qom) อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้นำในพิธีสวดภาวนา

ทางการอิหร่านประกาศให้วันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค.นี้ เป็นวันหยุดราชการทั่วประเทศ และในช่วงค่ำของวัน ร่างของคาเมเนอีจะถูกเคลื่อนย้ายออกจาก Grand Mosalla ก่อนที่จะมีขบวนแห่ไปทั่วเมืองหลวงในวันจันทร์

ด้านเว็บไซต์ข่าว Axios ของสหรัฐฯ รายงานอ้างคำพูดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า การเจรจาสันติภาพถูกระงับไว้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ระหว่างการจัดพิธีศพของ อาลี คาเมเนอี

นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังกล่าวอีกว่าเขารู้สึกประหลาดใจที่เห็นคนอิหร่านร้องไห้ โดยบอกว่าเขาคิดว่าผู้คนเกลียดชังคาเมเนอี “บางทีมันอาจจะเป็นน้ำตาปลอมก็ได้” ทรัมป์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ซาห์รา ซาฟาอี วัย 50 ปี หนึ่งในผู้มาร่วมไว้อาลัย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters โดยตอบโต้คำพูดของทรัมป์ว่า “พวกเราไม่ได้ทำการปฏิวัติเมื่อ 47 ปีที่แล้วเพื่อมาหลั่งน้ำตาปลอม และเราไม่ได้เสียสละผู้พลีชีพเหล่านั้นเพื่อจะมาหลั่งน้ำตาปลอมเช่นกัน”

ส่วนสำนักข่าว AP และ Guardian รายงานว่า ชาวอิหร่านต่างพากันสาปแช่งให้นายทรัมป์ถึงแก่ความตาย โดย โมฮัมหมัด ราซูลี ซึ่งเป็นกวีชาวอิหร่านกล่าวระหว่างท่องบทกวีต่อหน้าผู้มาสวดมนต์ว่า “การสังหารทรัมป์คือความรับผิดชอบของเรา” นอกจากนั้นเขายังตะโกนก้องด้วยว่า “อเมริกาจงพินาศ” และ “อิสราเอลจงพินาศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผอ.JIC ซัด กัมพูชา บิดเบือนเหตุระเบิด ข้อมูลไร้หลักฐาน ย้ำไทยยึด GBC

ผอ.JIC ซัด กัมพูชา บิดเบือนเหตุระเบิด ข้อมูลไร้หลักฐาน ย้ำไทยยึด GBC

ผอ.JIC ซัด กัมพูชา บิดเบือนเหตุระเบิด ข้อมูลไร้หลักฐาน ย้ำไทยยึด GBC

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

‘ผอ.JIC’ โต้เขมร ย้ำไทยไม่เกี่ยวเหตุระเบิด ชี้ข้อมูลไร้หลักฐาน อาจบิดเบือนสถานการณ์ชายแดน ย้ำไทยยึด GBC ไม่ยอมให้ข้อมูลเท็จบิดเบือนแน่นอน

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาที่อ้างว่าทหารไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดบริเวณช่องกร่าง จังหวัดสุรินทร์ โดยยืนยันว่า “ไทยไม่ได้ก่อเหตุ” และข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่

พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า จากการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนของหน่วยทหารไทยที่รับผิดชอบพื้นที่ ยืนยันว่าไม่มีการใช้อาวุธหรือการขว้างระเบิดมือจากฝ่ายไทยเข้าสู่ที่ตั้งของฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด

โดยในช่วงเกิดเหตุ กำลังพลไทยจำนวน 7 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเพื่อคุ้มครองการสร้างเส้นทางในเขตพื้นที่ฝ่ายไทยตามปกติ โดยพบกำลังพลฝ่ายกัมพูชาเข้ามาสังเกตการณ์ในพื้นที่ ก่อนต่อมาจะได้ยินเสียงระเบิดดังจากฝั่งกัมพูชา และพบการเคลื่อนไหวในการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยไม่มีการใช้อาวุธจากฝ่ายไทย

ฝ่ายไทยประเมินเบื้องต้นว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นภายในพื้นที่ฝั่งกัมพูชา และอาจเกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิดตกค้างในพื้นที่ รวมถึงความไม่คุ้นเคยของกำลังพลชุดใหม่ต่อสภาพภูมิประเทศและพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ ไทยเน้นย้ำว่าการวิเคราะห์เหตุการณ์ต้องอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการสรุปหรือกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง

“ฝ่ายไทยยืนยันผลการตรวจสอบภายในหน่วยว่า ไม่มีการใช้อาวุธหรือขว้างระเบิดมือในช่วงเวลาดังกล่าว โดยกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎการใช้กำลังและมาตรการป้องกันเหตุเผชิญหน้าอย่างเคร่งครัด” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารฯ กล่าวอีกว่า ข้อกล่าวหาที่เผยแพร่ออกมาไม่สอดคล้องกับข้อมูลในพื้นที่ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในระดับประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความสงบตามแนวชายแดน

ฝ่ายไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน โดยยึดหลักความโปร่งใสและพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน ไทยย้ำจุดยืนไม่กล่าวคาดการณ์ถึงเจตนาของฝ่ายใด แต่เรียกร้องให้ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่มีการพิสูจน์

พล.อ.อ.ประภาส ระบุอีกว่า ไม่สามารถนำข้อกล่าวหาที่ขาดหลักฐานมาสรุปว่าไทยละเมิดถ้อยแถลงร่วม GBC ได้ พร้อมยืนยันว่าไทยยังคงยึดมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิง กฎการใช้กำลัง และกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

“ไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาใช้กลไกประสานงานและตรวจสอบร่วม แทนการเผยแพร่ข้อกล่าวหาผ่านสื่อสาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อความสัมพันธ์และความพยายามรักษาเสถียรภาพชายแดน ฝ่ายไทยยืนยันความเชื่อมั่นว่า การแก้ไขปัญหาควรดำเนินผ่านช่องทางทวิภาคี บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและความร่วมมือ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ป.ป.ช.ฟัน อาญา -วินัย อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด และพวก ทุจริตเงินยาฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

ป.ป.ช.ฟัน อาญา -วินัย อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด และพวก ทุจริตเงินยาฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

ป.ป.ช.ฟัน อาญา -วินัย อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด และพวก ทุจริตเงินยาฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

ป.ป.ช.ฟันอาญา -วินัย “อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย”จ.ร้อยเอ็ด และพวก ทุจริตเงินซื้อยาฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง  ซื้อสูงเกินจริง ทำรัฐเสียหาย กว่า 8 ล้านบาท

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลนายเธียรชัย  พุทธรังษี  เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด กับพวก กรณีทุจริตการจัดซื้อสารเคมีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของศัตรูพืช หรือโรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ประจำปีงบประมาณ 2555 จัดซื้อในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย

จากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดได้ประกาศให้ 9 ตำบลของอำเภอโพธิ์ชัย  จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่ภัยพิบัติจากโรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง  จึงได้ออกคำสั่งจัดสรรเงินทดรองราชการจำนวน 9,700,000 บาท และมอบหมายให้นายอำเภอโพธิ์ชัย มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  

ต่อมานายกันยา  คงพลปาน เกษตรอำเภอโพธิ์ชัย ได้รายงานสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังและเสนอให้ซื้อสารเคมีพิริมิฟอส เมทิล ( Pirimihpos methyl ) โดยใช้ขนาด 1 ขวด 500  CC  ต่อพื้นที่เพาะปลูก 1 ไร่ ในราคาขวดละ 1,450 บาท จำนวน 6,689 ขวด เป็นเงินทั้งสิ้น 9,699,050 บาท ซึ่งนายอำเภอโพธิ์ชัยอนุมัติตามที่เสนอทางที่การอนุมัติให้จัดซื้อสารเคมีดังกล่าวจะต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอำเภอโพธิ์ชัย หรือ ก.ช.ภ.อ.โพธิ์ชัย พิจารณา

แต่ปรากฏว่านายอำเภอได้สั่งการให้ปลัดอำเภอโพธิ์ชัยจัดทำบันทึกรายงานการประชุมว่าคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ.โพธิ์ชัย มีมติเห็นชอบให้ใช้งบประมาณจากเงินทดรองราชการที่จังหวัดร้อยเอ็ดจัดสรรให้และเห็นชอบจัดซื้อสารเคมีทั้งที่ไม่มีการประชุมจริง  นอกจากนั้น ไม่มีการสืบราคาจากท้องตลาดโดยเป็นราคาที่นายวัชเรน ทร์   ศิริมงคล  เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผู้กำหนด  และนายอำเภอโพธิ์ชัยได้มีการอนุมัติให้จัดซื้อโดยวิธีพิเศษ และได้เรียกนางประไพ สุรเสน เสมียนตราอำเภอโพธิ์ชัยเข้าไปพบในห้องทำงานและแจ้งว่าจะมีคนนำเอกสารการเสนอราคาจะซื้อสารเคมีมามอบให้และให้เลือกผู้ขายตามเอกสารที่ได้รับมอบหมาย  

โดยในวันเดียวกันมีบุคคลนำเอกสารเสนอราคาของบริษัทเอกชน 3 ราย มามอบให้กับนางประไพ ซึ่งในเอกสารของบริษัทมินถาพร จำกัดปรากฏคำว่า “คู่สัญญา” ส่วนบริษัทเอกชนอีก 2 ราย ปรากฏคำว่า “ผู้ประกบ” ก่อนที่ในวันที่ 4 มกราคม 2555 จะมีการเสนอขอจัดซื้อสารเคมีจำนวน 6,689 ขวดขวดละ 1,450 บาท รวมเป็นเงิน  9,699,050 บาท และมีการเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการจัดหาและตรวจรับพัสดุตามรายชื่อที่นายอำเภอโพธิ์ชัย ได้คัดเลือก โดยคณะกรรมการดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่  แต่นางประไพ สุรเสน เป็นผู้ดำเนินการและเห็นว่าใบเสนอราคาของบริษัทที่ชนะการประกวดที่ระบุว่าเป็นคู่สัญญาเสนอราคาสูงกว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรร จึงได้โทรศัพท์ไปต่อรองราคา โดยบริษัทยินดีลดราคา จึงได้เสนอให้จัดซื้อสารเคมีจากบริษัทดังกล่าว และนายอำเภอโพธิ์ชัยก็ได้อนุมัติและลงนามในบันทึกข้อตกลงซื้อขาย

 โดยต่อมาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดร้อยเอ็ด  ได้เข้าตรวจสอบการจัดซื้อสารเคมีดังกล่าวมีราคาสูงเกินกว่าความจำเป็นหรือไม่ โดยได้มีการติดต่อสอบถามไปยังบริษัทที่จัดจำหน่ายสารกำจัดแมลงยี่ห้อเดฟเทลิค  ซึ่งเป็นยี่ห้อเดียวกันที่จัดซื้อจากบริษัทเอกชนดังกล่าว ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้แจ้งใบเสนอราคาฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์2556 ระบุว่ายากำจัดแมลงยี่ห้อ เดฟเทลิค ชื่อสามัญพิริมิฟอส  เมทิล ขนาดบรรจุ 1 ลัง 12 ขวดๆละ 500 cc ราคาเงินสดหลังละ 2,520 บาท รวมค่าขนส่งเฉลี่ยขวดละ 210 บาท  อีกทั้งการสืบค้นในเว็บไซต์ขายสารเคมีแสดงข้อมูลรายการสารเคมียี่ห้อโพโดลิค ชื่อสามัญพิริมิฟอส  เมทิล 50%  EC ขนาด 1 กล่อง 12 ขวดๆละ 500 CC  ราคาขวดละ 220 บาท  จึงเห็นว่านายอำเภอโพธิ์ชัยได้จัดซื้อสารเคมีในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงถึงขวดละ 1,240 บาท   เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินประมาณ  8,294,360 บาท  อีกทั้งยังพบว่าบริษัทเอกชน 3 แห่ง ที่เสนอประกวดราคามีความเกี่ยวข้องกันเจ้าของเดียวกัน 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลนายเธียรชัย  พุทธรังษี  นายอำเภอโพธิ์ชัย และนางประไพ สุรเสน มีมูลความผิดทางอาญา และความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง  

ส่วนกรรมการผู้จัดการบริษัทเอกชนมีความผิดเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบริษัทเคมีถาวร จำกัด รวมทั้งผู้บริหาร ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาข้อกล่าวหาไม่มีมูลจึงให้ข้อกล่าวหาตกไป  

ส่วนเจ้าหน้าที่รายอื่นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาข้อกล่าวหาไม่มีมูลจึงให้ข้อกล่าวหาตกไป ขณะที่เจ้าหน้าที่บางรายมีมูลความผิดวินัยไม่ร้ายแรงแต่ได้เกษียณอายุราชการและได้ลาออกจากราชการไปแล้วจึงไม่มีเหตุที่จะส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการ 

ส่วนในรายของนายวัชเรนทร์   ศิริมงคล  ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบเนื่องจากเสียชีวิต  โดยป.ป.ช.จะส่งสำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญาและส่งรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการเอาผิดทางวินัยต่อไป 

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ พร้อมหารือเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย 15-18 ก.ค.นี้

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ พร้อมหารือเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย 15-18 ก.ค.นี้

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ พร้อมหารือเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย 15-18 ก.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ เชื่อมั่นไทยได้ประโยชน์จาก OECD เปิดโอกาสการค้าและการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ พร้อมเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายมาร์ก กุดดิง  เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่ 

โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือกันด้วยบรรยากาศที่คุ้นเคย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกันในหลายโอกาส สะท้อนถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรในประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสำคัญร่วมกัน นายกรัฐมนตรียังกล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ พร้อมชื่นชมการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนานและความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง ด้านเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นพันธมิตรที่ดีมาตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายมีความก้าวหน้า

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเสด็จฯ เยือนประเทศไทยของ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 15–18 กรกฎาคม 2569 ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญของการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต โดยรัฐบาลยืนยันความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและดูแลการเสด็จฯ เยือนไทยอย่างสมพระเกียรติ

ในส่วนของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีกมาก โดยเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ กล่าวว่าการเข้าสู่ OECD ของไทยจะเปิดโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ต่อไทยได้มากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการพัฒนาดิจิทัล ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) ด้านการลดคาร์บอน (Decarburization) สาธารณสุข เป็นต้น

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีอวยพรให้นายมาร์ก กุดดิง ประสบความสำเร็จในตำแหน่งใหม่ในฐานะอธิบดีฝ่ายเอเชีย-แปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (FCDO) และย้ำถึงการสานต่อมิตรภาพและความร่วมมือกับสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิดต่อไป

ป.ป.ช.เชือด บ้านใหญ่สตูล นายก อบจ.สตูล-พ่อ’รมช.’ ไม่เลิกสัญญา สร้างศูนย์นทท. ทั้งที่ส่งงานช้า

ป.ป.ช.เชือด บ้านใหญ่สตูล นายก อบจ.สตูล-พ่อ'รมช.' ไม่เลิกสัญญา สร้างศูนย์นทท. ทั้งที่ส่งงานช้า

ป.ป.ช.เชือด บ้านใหญ่สตูล นายก อบจ.สตูล-พ่อ’รมช.’ ไม่เลิกสัญญา สร้างศูนย์นทท. ทั้งที่ส่งงานช้า

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

วันที่ 6 กรกฎาคม2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูล กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล กับพวก กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน จ.สตูล เมื่อปีงบประมาณ 2559 ทั้งที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล โดยนายสัมฤทธิ์  เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ในฐานะผู้ว่าจ้าง ได้ลงนามในสัญญาจ้างกับห้างหุ้นส่วนจำกัด แห่งหนึ่ง ผู้รับจ้าง เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว วงเงิน 29,800,000 บาท เริ่มต้นสัญญาวันที่ 28 กันยายน 2559 และสิ้นสุดลงวันที่ 22 ธันวาคม 2560 (ระยะเวลาดำเนินการ 450 วัน)  จำนวน 11 งวดงาน ปรากฏว่า 

หลังจากทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างไม่ได้เข้าทำงานเลย องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลจึงได้มีหนังสือเร่งรัดดำเนินงาน รวม 4 ครั้ง ก่อนที่สัญญาจ้างจะครบกำหนด และหลังจากครบกำหนดสัญญาจ้าง ปรากฏว่าในวันที่ 12 มกราคม 2561 ผู้รับจ้างทำงานจ้างได้เพียงร้อยละ 25.79 ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลได้มีหนังสือแจ้งการปรับและเร่งรัดการก่อสร้างไปยังผู้รับจ้างมาโดยตลอด และนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ได้เห็นชอบให้ผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง และให้ผู้รับจ้างจัดทำแผนปฏิบัติงานใหม่มาโดยตลอด แต่ผู้รับจ้างก็ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามแผนทุกครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ประชุมหารือและมีความเห็นให้บอกเลิกจ้างมาโดยตลอด เนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัด  ไม่เข้าดำเนินงานตามแผน และมีค่าปรับจำนวนมากเกินร้อยละ 213 คิดเป็นเงิน 58,106,100 บาท แต่นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ กลับสั่งการให้ผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาจ้าง และมีหนังสือแจ้งค่าปรับและเร่งรัดการก่อสร้างพร้อมทั้งให้ผู้รับจ้างปรับแผนใหม่ แต่ผู้รับจ้างก็ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามแผนมาโดยตลอด เป็นระยะเวลา 6 ปีเศษ จนถึงวันที่ 23 มกราคม 2567 ผู้รับจ้างได้มีหนังสือส่งมอบงาน และคณะกรรมการตรวจการจ้างจึงได้ตรวจรับงานจ้างเป็นที่เรียบร้อย

 ทั้งนี้ ปรากฏว่านายสมเกียรติ  เลียงประสิทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นน้องชายของนายสัมฤทธิ์  เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

การกระทำของนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 77 วรรคสาม

การกระทำของห้างหุ้นส่วนจำกัด  และนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ ตามฐานความผิดดังกล่าว

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป

บิ๊กดุลย์ ชี้ ทหารกัมพูชาเจ็บอาจเหยียบกับระเบิดเอง ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมฯ

บิ๊กดุลย์ ชี้ ทหารกัมพูชาเจ็บอาจเหยียบกับระเบิดเอง ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมฯ

บิ๊กดุลย์ ชี้ ทหารกัมพูชาเจ็บอาจเหยียบกับระเบิดเอง ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมฯ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

บิ๊กดุลย์ ชี้ ทหารกัมพูชาเจ็บอาจเหยียบกับระเบิดเอง ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมฯ

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกัมพูชากล่าวหาทหารไทยขว้างระเบิดเข้าใส่ จนทำให้กำลังพลกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ ว่า ข้อเท็จจริงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจากสาเหตุใด โดยมีความเป็นไปได้ว่ากำลังพลกัมพูชาอาจเหยียบกับระเบิดที่มีอยู่ในพื้นที่เอง

ทั้งนี้ ก่อนจะสรุปว่าเป็นการเหยียบกับระเบิด จะต้องพิจารณาว่ากำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บเป็นหน่วยที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เนื่องจากกับระเบิดในพื้นที่ เป็นสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เอง จึงไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรในประเด็นนี้

แต่ยืนยันว่าฝ่ายไทยมีมาตรการควบคุมที่รัดกุม มีกฎการปะทะ (Rules of Engagement: ROE) ที่ชัดเจน มีผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นกำกับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด และมีกำลังพลที่มีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยทุกหน่วยปฏิบัติตาม ข้อตกลงหยุดยิง ตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ที่ได้กำหนดไว้

ส่วนแนวทางการพูดคุยเพื่อคลี่คลายสถานการณ์นั้น ตนได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว โดยเห็นว่าไทยและกัมพูชาไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ ขณะที่ประชาชนทั้งสองประเทศเคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชานำประเด็นชายแดนไปเชื่อมโยงกับการเมืองภายในประเทศ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ หน้าที่สำคัญของฝ่ายไทยคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ว่ารัฐบาลสามารถคุ้มครองอธิปไตยของประเทศ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันดำเนินการให้เกิดความพร้อม และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน