PM agrees to consider senator’s proposal to adjust public debt law #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/in-focus/40002015

PM agrees to consider senator’s proposal to adjust public debt law


The Senate has signalled it will approve the emergency decree to loan another 500 billion baht for Covid-19 relief, but with caveats.

PM agrees to consider senator’s proposal to adjust public debt law

Senator Kamnoon Sittisamarn on Monday urged the government to take an alternative approach by amending the Public Debt Management Act to expand the emergency loan framework in the annual budget.

Kamnoon said he had previously opposed emergency loans under Democrat and Pheu Thai governments as they violated the 2007 Constitution and could not be scrutinised properly by Parliament. But he said he would support the latest loan decree under Gen Prayut Chan-o-cha’s government because it was permitted under the law and current Constitution.

Prayut said he would take the senator’s suggestion into consideration but added the government must carefully consider the situation and try to address it in a new way to avoid past mistakes.

Kamnoon also protested that the deadline for review of budget spending, which is 60 days after the fiscal year ends, is too late. Details of government borrowing and spending should be scrutinised more carefully so that the public would not have to bear the burden of debt, he added.

The government should also do more to support Thai traditional medicine, he said.

Most of the Senate – which was appointed under Prayut’s junta administration – say they will approve the 500-billion-baht borrowing decree.

Published : June 15, 2021

By : The Nation

รู้จัก “หมอเยาวนุช” ผู้แหย่หนวด “หนู” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/470410

รู้จัก “หมอเยาวนุช” ผู้แหย่หนวด “หนู”

รู้จัก "หมอเยาวนุช" ผู้แหย่หนวด "หนู"14 มิถุนายน 2564 – 11:51 น.

ส่องชีวิต “หมอเยาวนุช” ผู้กล้ากระตุกหนวด “หนู” กรณีวัคซีนอลเวง คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ท่ามกลางสถานการณ์วัคซีนโควิดอลวนอลเวง เลื่อน-ไม่เลื่อน ประชาชนเหมือนถูกเททั้งแผ่นดิน ชื่อของ รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน ผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลนมะรักษ์ ก็ได้รับความสนใจจากสื่อและผู้คนทันที

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง … “สุชาติ-อนุทิน”ลับลวงพรางวัคซีน

รู้จัก "หมอเยาวนุช" ผู้แหย่หนวด "หนู"

สองหมอ และหนึ่งเภสัชกร ผู้ร่วมสร้าง รพ.ในฝัน

สืบเนื่องจากกรณีที่โรงพยาบาลนมะรักษ์ โพสต์ข้อความแจ้งเลื่อนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด และตอนท้ายได้บอกว่า “หากท่านมีข้อสงสัย โปรดสอบถาม Call Center 02-7922333 ระหว่างเวลา 09.00 น.- 22.00 น. หรือติดต่อ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเพื่อสอบถามสาเหตุความไม่พร้อมของวัคซีน สำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง”

ต่อมา ได้มีการแก้ข้อความจากรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานของรัฐแทน พร้อมกันนั้น “หมอเยาวนุช” ได้ไลฟ์ผ่านแฟนเพจ Youwanush Kongdan อธิบายความในใจที่ต้องเขียนชี้แจงแถลงไข และเปิดเผยว่า มีผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุขโทรศัพท์มาเคลียร์ใจกัน    

“..ท่านอธิบดีคุยด้วยมิตรจิตมิตรใจในแบบที่เป็นพี่น้องเพื่อนแพทย์ อธิบายให้เข้าใจว่า จริงๆ แล้วไม่ใช่เป็นเรื่องฟ้อง เพียงแต่รัฐมนตรีไม่สบายใจ เพราะเราเข้าใจผิด และกระบวนการไม่ได้ขึ้นอยู่กับท่านรัฐมนตรี หมอเลยชี้แจงไปว่าจริงๆ แล้วเจตนาเราไมได้ต้องการอะไร หมอและประชาชนเข้าใจว่าวัคซีนมีจำกัด แต่ประชาชนต้องการความจริง ว่าวัคซีนมีเท่าไหร่ ใช้เกณฑ์อะไรในการจัดสรร หากไม่ได้รับวัคซีนเพราะเหตุผลอะไร แล้วจะได้รับเมื่อไหร่ ถ้ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีชี้แจง เชื่อว่าประชาชนเข้าใจได้”

เช้าวันที่ 14 มิ.ย.2564 หมอเยาวนุช ได้โพสต์ความในใจอีกครั้ง หลังมีสื่อบางสำนักกล่าวโจมตีอย่างหนัก “…หลังจากโพสต์นี้จะกลับไปทำหน้าที่แพทย์ ทำหน้าที่ป้า ทำหน้าที่ประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ยุ่งกับเรื่องวัคซีน ไม่ยุ่งกับเรื่องคนอื่นแล้ว วุ่นวาย เสียเวลา เสียสุขภาพจิต เอาเวลาไปทำเรื่องของเราดีกว่า”

อย่างไรก็ตาม ชั่วโมงนี้ คนไทยได้รู้จักโรงพยาบาลนมะรักษ์ (อ่านว่า นะ-มะ-รัก) โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยศาสตร์มะเร็งขนาดเล็กมากขึ้น 

++
สตาร์ทอัพวัย 50
++
โรงพยาบาลนมะรักษ์ ก่อตั้งโดย รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน, นพ.วลัญช์ วิไลหงษ์ และ ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ ซึ่งสองคุณหมอและหนึ่งเภสัชกร ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำธุรกิจสตาร์ทอัพในวัย 50 ปี    

“หมอนุช” พญ.เยาวนุช คงด่าน กับ “หมอบั๊ก” นพ.วลัญช์ วิไลหงส์ เป็นเพื่อนหมอรุ่นเดียวกัน ส่วน “เบน” ภญ.อรอนงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ เป็นรุ่นน้องที่ถนัดงานด้านทรัพยากรบุคคล

ทั้งสามคนนัดคุยกันครั้งแรกเมื่อปลายปี 2559 จากที่คิดจะทำคลินิกเล็กๆ ก็กลายเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เฉพาะทางเต้านม    

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดและรักษามะเร็งเต้านม คลุกคลีอยู่ในแวดวงการรักษาโรคเต้านมมากว่า 2 ทศวรรษ รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน จึงวาดฝันให้โรงพยาบาลนมะรักษ์ เป็นโรงพยาบาลที่เป็นมิตรกับคนไข้อย่างแท้จริง    

ที่สำคัญ โรงพยาบาลแห่งนี้ได้ตอบโจทย์กลุ่มคนชั้นกลางที่อยากรักษากับหมอเก่งๆที่มีความเชี่ยวชาญเทียบเท่าโรงเรียนแพทย์ แต่ไม่มีเวลาต่อคิวในโรงพยาบาลรัฐ และสู้ราคาค่ารักษาของโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ไม่ได้

รู้จัก "หมอเยาวนุช" ผู้แหย่หนวด "หนู"

หมอเยาวนุช ผู้ริเป็นสตาร์ทอัพ ตอนใกล้เกษียณ

++
ผู้ประกอบการ
++
หลัง “หมอเยาวนุช” รับราชการอยู่ในภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาเกือบ 20 ปี จึงคิดอยากเป็นนายตัวเอง ใช้ความชำนาญที่มีมาทำธุรกิจโรงพยาบาลดีๆ มีธรรมาภิบาล    

ก่อนหน้านั้น หมอเยาวนุช ใช้เวลาว่างไปเรียน MBA ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมฝึกหัดวิชาการเป็นผู้ประกอบการด้วยตัวเอง ผ่านธุรกิจร้านอาหาร บริการโลจิสติกส์ขนส่งแผ่นซีดีให้แบรนด์ดัง และทำแบรนด์ปุ๋ยอินทรีย์     

เรียกว่าเป็นหมอผ่าตัด แต่มีความฝันอยากเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่วัย 38 ปี และเมื่อได้รับโอกาสจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ทำงานด้านงานบริหารหลายตำแหน่งหลายวาระ    

เริ่มจากเป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายคุณภาพ ก่อนย้ายมาทำฝ่ายสื่อสารองค์กร ตามด้วยการเป็นรองคณบดีฝ่ายบริหารกิจการพิเศษ ส่วนงานที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง จัดหาเครื่องมือ ดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาล และได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการผู้จัดการ บริหารบริษัท อาร์เอฟเอส จำกัด (Ramathibodi Facilities Services : RFS)     

ภาระหน้าที่ส่วนงานบริหาร-ธุรกิจดังกล่าวที่ดูแลมาข้างต้น นอกเหลือจากงานรักษาพยาบาล ทำให้หมอเยาวนุชมั่นใจขึ้น จึงโผบินออกมาเป็นสตาร์ทอัพช่วงวัยใกล้เกษียณ    

วันที่ 13 มิ.ย.2564 หมอเยาวนุช ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Youwanush Kongdan ว่า “ชี้เป้า ผู้ถือหุ้นอีกสองคน หมอบั๊ก อิหนูเบน ถ่ายรูปเมื่อบ่ายนี้ที่ชั้น 2 ของโรงพยาบาล เห็นมีคนบอก ขอดูหน่อยใครเป็นผู้ถือหุ้นอีก แหมๆในเว็บโรงพยาบาลก็เขียนชัดเจน ถ่ายรูปให้ดูเลยชัดๆๆ ไม่ต้องส่อง..”    

แน่นอน การที่ “หมอเยาวนุช” ออกโรงเล่นแรงซะขนาดนี้ ย่อมมีปฏิกิริยาสะท้อนกลับทั้งบวก ทั้งลบ 

คุ้ยคดี มท.ซื้อ “จีที 200” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/470406

คุ้ยคดี มท.ซื้อ “จีที 200”

คุ้ยคดี มท.ซื้อ "จีที 200"14 มิถุนายน 2564 – 11:46 น.

คุ้ยคดี มท.ซื้อ “จีที 200″คดีนี้นอกจากจะมี”ชวรัตน์” บิดาของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปรากฏอยู่ในสำนวนสอบแล้ว แต่ที่ยังคาใจกันอยู่คือชื่อของ “น้องชายบิ๊กบอส” ที่ดูแลงานแทน “ชวรัตน์” กลับชื่อหลุดจากสำนวน

ความขัดแย้งระหว่าง “3 ป.” กับ “บิ๊กบอส-ลูกพรรคภูมิใจไทย” ยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ เวลานี้แค่พักรบ ไม่ได้กลับมาพบรักกันเหมือนเก่าก่อน

หนึ่งในหน่วยงานที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว ปรากฏพบว่ามีกระทรวงมหาดไทย ในช่วงที่ “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ใช้งบประมาณกว่า 379 ล้านบาท ด้วยการจัดซื้อวิธีพิเศษในการจัดซื้อเครื่องตรวจหาทิศทางระเบิดหรือยาเสพติดจำนวน 479 เครื่อง 

โดยราคาเครื่องที่นำมาใช้ กำหนดวงเงินสอบถามจากบริษัทเอกชน ซึ่งเคยขายอุปกรณ์ดังกล่าวให้กรมการปกครอง จำนวน 63 เครื่อง ราคาเฉลี่ยเครื่องละกว่า 500,000 บาท โดยให้เหตุผลที่ต้องขายในราคาสูงว่า เนื่องจากเครื่องมีวัตถุประสงค์ตรวจยาเสพติดหลายประเภทในเครื่องเดียวว่ากันว่า คดีนี้นอกจากจะมี “ชวรัตน์” บิดาของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปรากฏอยู่ในสำนวนสอบแล้ว แต่ที่ยังคาใจกันอยู่คือชื่อของ “น้องชายบิ๊กบอส” ที่ดูแลงานแทน “ชวรัตน์” กลับชื่อหลุดจากสำนวน

ในทางการเมือง การเดินเกมของ “ป.ป.ช.” ต้องอ่านทะลุไปที่การเดินเกมของ “3 ป.” ที่อาจจะต้องลับมีดรอเชือดใครบางคน หากยังหัวดื้อ

เมื่อ“คดีใหม่” ยังต้องมีขั้นตอนอีกนาน เลยหยิบ “คดีเก่า” มาจ่อคอหอย รอเชือดดีกว่า

ล่าสุด มีกระแสข่าวจาก “ป.ป.ช.” คุ้ยสำนวนคดีการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องตรวจจับสารเสพติด อาวุธ และวัตถุระเบิด รุ่น“จีที 200” และ “อัลฟ่า 6” จากบริษัทเอกชนรวมกันกว่า 1,300 เครื่อง มูลค่าเกินกว่า 1,500 ล้านบาท มาดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์ดวง “บ้านกกกอก” ระวังความแตกแยกมาเยือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/470366

“ซินแสเข่ง”  ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์ดวง  “บ้านกกกอก” ระวังความแตกแยกมาเยือน

"ซินแสเข่ง"  ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์ดวง  "บ้านกกกอก" ระวังความแตกแยกมาเยือน 13 มิถุนายน 2564 – 21:26 น.

“ซินแสเข่ง”  ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์ดวง  “บ้านกกกอก” ระวังความแตกแยกมาเยือน ตกดวงหมู่บ้านจะก่อทำให้เกิดการทำลาย  กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว หากได้ย้ายพญานาค หรือถอนออก ความสงบจะกลับคืนมาอย่างแน่นอน

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์ดวง บ้านกกกอก ตำบลกกตูม ระวังความแตกแยกมาเยือน ตกดวงหมู่บ้านจะก่อทำให้เกิดการทำลาย กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เตือนให้ระวังคนนอกมีสิทธิ์ทำให้ บ้านกกกอกวุ่นวาย สับสน สร้างความไม่เข้าใจ ขัดแย้งแตกแยก เชื่อว่าย้ายรูปปั้นพญานาคไปไว้ในวัดจะดีกว่า เพราะรูปปั้นที่กำลังก่อสร้าง ไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีพิธีบูขาที่อยู่ในกรอบ จะมีแต่เพียงพวกสัมภเวสี โอปะติกะ วิญญาณเร่ร่อนเข้าไปอาศัย เป็นจุดที่จะทำให้เกิดปัญหาวุ่นวาย บ้านแตกสาแหรกขาด อีกทั้งมีแต่เรื่องที่ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจ หาความสงบไม่ได้

"ซินแสเข่ง"  ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์ดวง  "บ้านกกกอก" ระวังความแตกแยกมาเยือน

“ซินแสเข่ง”  อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์เจาะลึกปัญหาของ บ้านกกกอก ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการสูญเสียของเด็กหญิงชมพู่ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 ควรให้เป็นไปตามกฏหมายจะดีกว่า เพราะจะไม่ทำให้กลายเป็นความแตกแยกของหลายครอบครัว ทั้งญาติผู้ใหญ่ของพ่อแม่ของน้องชมพู่ เพื่อหาตัวผู้กระทำให้น้องชมพู่ต้องเสียชีวิต ถึงแม้นจะเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของ ลุงพล ที่หลายคนสงสัยว่าทำไมชื่อเสียงจึงโด่งดัง และสุดท้ายจบด้วยหมายจับ ที่ทำให้พลิกชีวิตลุงพลเปลี่ยนมาเป็นผู้ต้องหา แต่ด้วยโชคยังเข้าข้างลุงพล จึงมีคนหยิบยื่นเข้ามาช่วยเหลือช่วยทำคดีให้ แต่เพราะรอบอายุที่เข้าเคราะห์ ที่ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างยังเป็นอุปสรรคไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง 

"ซินแสเข่ง"  ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์ดวง  "บ้านกกกอก" ระวังความแตกแยกมาเยือน

ส่วนนางสาวิตรี คุณแม่ของน้องชมพู่ ถึงแม้นจะเป็นช่วงปีเสริม ที่อาจจะมีกลุ่มคนยื่นมาเข้ามาช่วยเหลือ แต่ก็ต้องเตือนเพราะดวงชะตาของนางสาวิตรี ตกดวงศัตรู ขัดแย้ง คดีความจึงไม่ควรคาดหวังอะไรให้มากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ผิดหวังต่อการได้รับการช่วยเหลือ เพราะผลประโยชน์บางอย่าง และปีนี้ยังมีทั้งเรื่องดี และไม่ดี เหมือนทุกขลาภ มีคนมาช่วยแต่ก็ไม่ได้รับความจริงใจ

“ซินแสเข่ง” กล่าวเพิ่มเติม ถึงการสร้างพญานาค ในที่ดินลุงพล จนกระทั่งป่าไม้ได้เข้ามาระงับการก่อสร้าง เพราะเป็นคดีความลุงพล เป็นช่วงระหว่างปัญหาความขัดแย้งในหมู่บ้านเป็นจุดทำให้เกิดการแตกแยก เพราะที่ผ่านมา จนทำให้มีเหตุลมฝนพัดเอานั่งร้านล้มระเนระราด อีกทั้งรอยแตกร้าวชำรุดขององค์พญานาคที่เกิดขึ้น แผ่นดินรับพญานาคทรุดตัว มรสุมต่างๆที่เกิดขึ้น อีกทั้งกลุ่มคนนอกหมู่บ้านเข้ามาแทรกแซง ยุแหย่สร้างความแตกแยก ที่จะต้องระวังกับปัญหาความไม่สงบ เชื่อหากได้ย้ายพญานาค หรือถอนออก ความสงบจะกลับคืนมาอย่างแน่นอน

"ซินแสเข่ง"  ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์ดวง  "บ้านกกกอก" ระวังความแตกแยกมาเยือน
"ซินแสเข่ง"  ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์ดวง  "บ้านกกกอก" ระวังความแตกแยกมาเยือน

“ไทยสร้างไทย” ขอพรรคร่วมฝ่ายค้านผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/470477

“ไทยสร้างไทย” ขอพรรคร่วมฝ่ายค้านผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง

"ไทยสร้างไทย" ขอพรรคร่วมฝ่ายค้านผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง14 มิถุนายน 2564 – 19:46 น.

“ไทยสร้างไทย” ขอพรรคร่วมฝ่ายค้านผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง ชี้อย่าหลงประเด็นแก้รายมาตรา ที่ไม่ขจัดการสืบทอดอำนาจ

วันนี้ 14 มิ.ย.64 ที่พรรคไทยสร้างไทย นายโภคิน พลกุล , นายวัฒนา เมืองสุข พรรคไทยสร้างไทย ได้ร่วมกันแถลงข่าว แสดงจุดยืนต่อการเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตราของพรรคพลังประชารัฐ เรียกร้องพรรคร่วมฝ่ายค้านผลักดัน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้ง อย่าได้หลงประเด็นไปกับการแก้รายมาตรา ที่ไม่ได้ขจัดการสืบทอดอำนาจ  หรือเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของพรรคตนในการเลือกตั้งเป็นสำคัญ

คุณหญิงสุดารัตน์ เมื่อครั้งเป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย ได้เสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 และผลักดันจนสภาผู้แทนราษฎรได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 และเสร็จสิ้นในเดือนมิถุนายน 2563

คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยก็ได้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญที่ อ. โภคิน เสนอต่อคณะกรรมาธิการเพื่อผลักดันให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจำนวน 200 คน เป็นองค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และพรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นด้วย ขณะเดียวกัน พรรคร่วมรัฐบาลรวมถึงภาคประชาชนก็ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญทำนองเดียวกันต่อรัฐสภาจนเสร็จสิ้นในวาระ 2 

แต่ สส. ของพรรคพลังประชารัฐกลับไปยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญจนมีคำวินิจฉัยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังกล่าวทำไม่ได้ถ้าไม่ถามประชามติจากประชาชนเสียก่อน

คุณหญิงสุดารัตน์และพรรคไทยสร้างไทยได้เสนอขอให้รัฐสภาเลื่อนการลงมติในวาระ 3 ไปก่อน เพื่อรอการทำประชามติซึ่งสามารถทำได้เลย เพราะกฎหมายประชามติตามรัฐธรรมนูญ 2550 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ หรือจะรอกฎหมายประชามติตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่รัฐสภากำลังพิจารณาอยู่ก็ได้ แต่รัฐสภาก็ได้ลงมติไปโดยสมาชิกวุฒิสภาและ สส. ฝ่ายรัฐบาลเกือบทั้งหมดไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านวาระ 1 และวาระ 2 มาแล้ว ขณะเดียวกัน สมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับการชะลอการลงมติในวาระ 3

การเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราของ สส. พรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้จึงเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากต้องการแก้ไขเรื่องระบบเลือกตั้งเป็นหลัก ผนวกกับการให้ สส. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณได้ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบและให้เหตุผลโดยนายมีชัยและคณะว่าเพื่อให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย จึงใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ให้มี สส. เขต 350 คน สส. บัญชีรายชื่อ 150 คน ทั้งห้าม สส. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณโดยเด็ดขาด จึงเป็นการไม่ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และต้องการแก้ไขเฉพาะประเด็นที่พรรคการเมืองใหญ่จะได้เปรียบในการเลือกตั้ง ซึ่งตรงข้ามกับเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้ และใช้มาได้เพียง 2 ปีกว่าเอง ส่วนการแก้ไขรายมาตราที่เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ทำเพียงเพื่อให้ดูดีเท่านั้น

พรรคไทยสร้างไทยขอยืนยันว่าต้องการมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 ตามร่างที่ อ. โภคิน ได้เสนอไว้ต่อคณะกรรมาธิการฯ และพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เห็นชอบจนผ่านวาระ 1 และวาระ 2 ของรัฐสภาแล้วเป็นหลัก และหากจะมีการแก้ไขรายมาตรา ก็ต้องเป็นมาตราที่เกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจและขัดต่อหลักการประชาธิปไตยเป็นสำคัญ เช่น การตัดอำนาจวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี การนิรโทษกรรม คสช. และผู้เกี่ยวข้อง และที่สำคัญที่สุด ที่ อ. โภคิน เสนอไว้ในรายงานของกรรมาธิการ คือ การต้องมีบทบัญญัติที่ห้ามนิรโทษกรรมการรัฐประหารหรือการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยให้บทบัญญัติเช่นว่านี้มีค่าเท่ากับประเพณีการปกครอง  ในระบอบประชาธิปไตยที่ทุกองค์กรโดยเฉพาะศาล ต้องยึดถือและปฏิบัติตาม 

ดังนั้นพรรคไทยสร้างไทยจึงเห็นว่า รัฐสภาต้องพิจารณาร่างกฎหมายประชามติ ที่เสร็จสิ้นในชั้นกรรมาธิการแล้ว ให้จบวาระ 2 และวาระ 3 เพื่อเสนอโปรดเกล้าฯ ทรงลงประปรมาภิไธยต่อไป และเมื่อมีผลใช้บังคับ นายกรัฐมนตรี องค์กร และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องรีบทำประชามติ ถามประชาชนว่า สมควรจะมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างและเห็นชอบโดยประชาชนหรือไม่โดยทันที 

พรรคไทยสร้างไทย ขอเรียกร้อง ให้พรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมกันผลักดัน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ตกไปในวาระ 3 เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้ง และอย่าได้หลงประเด็นไปกับการแก้รายมาตรา ที่ไม่ได้ขจัดการสืบทอดอำนาจ  หรือเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของพรรคตนในการเลือกตั้งเป็นสำคัญ 

ด้านนายวัฒนา เมืองสุข กล่าวว่า เมื่อความที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนซึ่ง ผลของการรับฟังความคิดเห็นประชาชนส่วนใหญ่ต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่าง โดยประชาชน ก็คือร่างโดย สสร. รายงานนี้ได้นำเข้าเสนอต่อคณะกรรมธิการ คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ที่มาจากหลายพรรคการเมือง ก็เห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร.เช่นกัน จึงนำไปสู่การเสนอร่างแก้ไข รธน. โดยร่างที่เสนอแก้ไข เป็นร่างที่อาจารย์โภคิน ยกร่างขึ้นมาแต่ปรากฏว่า ไปถูกคว่ำในชั้นกรรมาธิการ หากจะมีการเสนอใหม่ พรรคการเมืองทุกพรรคที่เคยให้การสนับสนุนว่า  รัฐธรรมนูญต้องร่างใหม่ โดย สสร. ก็ควรสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน มากกว่าที่จะเสนอแก้ไขรายมาตราซึ่งไม่มีเหตุผล  เพราะว่าก่อนหน้านั้น ทุกพรรคการเมืองมีมติ ซึ่งมติดังกล่าว นำมาสู่การแถลงข่าวร่วมกัน ที่รัฐสภา โดยทุกพรรค การเมืองได้ขึ้นเวทีร่วมกันและแถลงว่าจะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อตั้ง สสร.

“แรมโบ้” โต้ “ภูมิธรรม” อย่าทำตัวเป็นหมอเดา เก่งมากกว่าหมอดู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/470474

“แรมโบ้”โต้ “ภูมิธรรม” อย่าทำตัวเป็นหมอเดา เก่งมากกว่าหมอดู

"แรมโบ้"โต้ "ภูมิธรรม" อย่าทำตัวเป็นหมอเดา เก่งมากกว่าหมอดู14 มิถุนายน 2564 – 19:39 น.

“แรมโบ้”โต้ “ภูมิธรรม” อย่าทำตัวเป็นหมอเดา เก่งมากกว่าหมอดู เป็นถึงอดีตรัฐมนตรี จะเสียภาพพจน์นักการเมืองที่ดี เพราะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ศก.เสียหายได้

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กรำลึก 24มิถุนายน 2564   89 ปี ของการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยและวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการสถานการณ์โควิดล้มเหลว รวมทั้งประเมินว่าการยุบสภาอาจจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปีปฏิทิน 2565 โดยนายเสกสกลมั่นใจว่านายกฯ ไม่คิดเรื่องของการยุบสภาฯอย่างแน่นอน และจะต้องอยู่จนครบเทอมเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และยิ่งในขณะนี้ประเทศเกิดการระบาดโควิด-19 นายกฯ และรัฐบาลต้องอยู่เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้พ้นวิกฤต 

นายเสกสกล ระบุว่านายภูมิธรรมไม่ควรออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ เพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้  และยังทำลายบรรยากาศความเชื่อมั่นในการลงทุน ส่งผลถึงการทำลายเศรษฐกิจประเทศด้วย การทำตัวเป็นหมอเดาแล้ววิพากย์วิจารณ์ต้องคิดให้ดีว่าจะส่งผลเสียหายต่อประเทศอย่างไร ควรใช้สมองไตร่ตรองก่อนจะออกมาพูดหรือโพสต์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการส่งสัญญาณใดๆที่นายกฯจะยุบสภาฯ ทั้งการทำงานในสภาฯยังเป็นไปได้ด้วยดี  รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลยังทำงานเป็นเอกภาพ ไม่มีสัญญาณการถอนตัว เพราะรัฐมนตรี และ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเข้าใจสถานการณ์ดี ที่ต้องช่วยกันทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง ไม่ได้คิดถึงประเด็นทางการเมือง

นายเสกสกล ย้ำว่าที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนายกฯ และรัฐบาล  ยังบริหารงานได้ดีและทำงานอย่างเต็มที่ ได้แก้ไขปัญหาหลายอย่าง พัฒนาประเทศ รวมถึงการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 การบริหารจัดการวัคซีน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันแล้วว่าจะเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ และประชาชนจะได้ฉีดเข็มแรกครบ 50 ล้านคนในเดือนกันยายน หรืออย่างช้า เดือนตุลาคมนี้ อีกทั้งขณะนี้ไทยยังมียอดการฉีดวัคซีนโควิด-19 สะสมเป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน 

นายภูมิธรรม ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ เคยเป็นอดีตรัฐมนตรี ก็ขอทำตัวให้เหมาะสม อย่าทำตัวเป็นหมอเดา เพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้ นอกจากนี้ขออย่าพูดเอาดีใส่ตัว และหวังผลประโยชน์ให้กับพรรค ตนเข้าใจดีว่าพรรคเพื่อไทยอยากเข้ามาเป็นรัฐบาลมากจนลืมจริยธรรม มารยาททางการเมือง  อยากมาเป็นรัฐบาลขอให้เข้ามาตามกระบวนการ อย่าหวังลมๆแล้งๆ รอนายกฯยุบสภาฯหรือลาออก ยืนยันนายกอยู่ครบเทอม ให้นับวันรอว่าครบ4 ปีค่อยไปลงสนามเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง

เคลียร์ 8-9 พันคดีใน ก.ค. “เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.” เผยดำเนินงานป้องโกงแบบเชิงรุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/470466

เคลียร์ 8-9 พันคดีใน ก.ค. ” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.” เผยดำเนินงานป้องโกงแบบเชิงรุก

เคลียร์ 8-9 พันคดีใน ก.ค. " เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช." เผยดำเนินงานป้องโกงแบบเชิงรุก14 มิถุนายน 2564 – 19:30 น.

อิศราร่วม ป.ป.ช.จัดกิจกรรมผู้บริหารพบสื่อประจำปี 64 ” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.” เผยดำเนินงานป้องโกงแบบเชิงรุก ลุยสางคดีเก่า ลั่น ก.ค. 64 ปิดจ็อบกว่า 8-9 พันคดี ยืนยันทำงานเข้มข้น

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2564 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ สำนักข่าวอิศราร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. จัดกิจกรรมผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ช. พบสื่อมวลชนผ่านระบบ Zoom ในการติดตามความคืบหน้า 15 คดีสำคัญ โดยมีนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วยรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. อีก 3 ราย ได้แก่ นายนิวัติไชย เกษมมงคล นายอุทิศ บัวศรี นายพิเชษฐ์ พุ่มพันธ์ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงในสำนักงาน ป.ป.ช. เข้าร่วมกิจกรรม

เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงภาพรวมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตว่า มาตรการป้องกันของ ป.ป.ช. ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเชิงรุก หมายความว่าหาก คณะกรรมการ ป.ป.ช. สงสสัยว่าโครงการใดจะมีพฤติการณ์ส่อไปในทางมิชอบ จนเกิดปัญหาการทุจริต คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะสามารถสั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบว่า โครงการดังกล่าวมีช่องว่างช่องโหว่ หรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายขึ้นหรือไม่ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถให้ข้อเสนอแนะแจ้งไปยังหน่วยงานนั้น ๆ ดำเนินการแก้ไขได้ โดยมาตรการป้องกันการทุจริตเป็นงานประจำที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

เคลียร์ 8-9 พันคดีใน ก.ค. " เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช." เผยดำเนินงานป้องโกงแบบเชิงรุก

นายวรวิทย์ สุขบุญ  เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ภายหลังประกาศใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 สำนักงาน ป.ป.ช. มีการออกอนุบัญญัติต่าง ๆ รวม 78 ฉบับ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร และพัฒนางานด้านการป้องกัน งานด้านการปราบปราม และงานด้านการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

โดยด้านการป้องกันถูกปรับปรุงมากที่สุด เช่น จัดตั้งสำนักเฝ้าระวังและประเมินการทุจริต เพื่อตรวจสอบว่าโครงการใดมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีพฤติการณ์ส่อทุจริตบ้าง เป็นต้น ส่วนงานด้านการปราบปราม มีการสร้างสำนักเฉพาะทางขึ้น เช่น สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม เรียกว่ามีหมอเฉพาะทางมากขึ้น ส่วนงานด้านการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เช่น คดีตรวจสอบการร่ำรวยผิดปกติ เดิมเป็นหน้าที่ของงานด้านการปราบปราม ซึ่งอาจไม่ถนัด และอาจมองไม่เห็นภาพกว้าง จึงมีการปรับใหม่ให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินดูแล เพราะเป็นสายตรง แต่นำกระบวนการด้านการไต่สวนของด้านปราบปรามมาเพิ่มเติม เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น

เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวอีกว่า ส่วนภาพรวมคดีทั้งหมดในปีงบประมาณ 2564 (ระหว่าง ต.ค. 2563-พ.ค. 2564) มีเรื่องร้องเรียนกล่าวหาทั้งสิ้น 4,920 เรื่อง ลดลงจากปีงบประมาณ 2563 รวม 1,403 เรื่อง ทั้งนี้มีคดีอย่างน้อย 8-9 พันคดีที่เป็นคดีเก่า เกิดขึ้นก่อนวันที่ 21 ก.ค. 2561 ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 22 ก.ค. 2564 โดยคาดว่าจะทำแล้วเสร็จตามเป้าประมาณ 90% แต่เนื่องจากขณะนี้มีสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด อาจมีบางคดีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจเข้ามาให้การได้ อาจมีล่าช้าอะไรไปบ้าง แต่จะพยายามให้อย่างน้อยไม่เกินปีงบประมาณ 2564 หรือภายในเดือน ก.ย. 2564 นี้ เบื้องต้นเท่าที่ดูมีประมาณ 10 คดี ยืนยันว่าทำงานอย่างเข้มข้นทุกฝ่าย

“การทำงานของ ป.ป.ช. จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน หรือหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ สื่อมวลชนถือเป็นกระจกสำคัญที่จะสะท้อนข้อมูลต่าง ๆ ไปให้กับประชาชน รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ด้วยเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุง ให้มีความสำเร็จมากยิ่งขึ้น” นายวรวิทย์ กล่าว

ในช่วงท้าย นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้านงานปราบปราม กล่าวสรุปว่า ป.ป.ช. ไม่อยากเอาผิดกับใคร เนื่องจากแนวทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะในกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ ระบุชัดเจนว่า กรณีมีเหตุอันควรสงสัยสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ โดยประชาชนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยในการตรวจสอบ และป้องกัน ไม่ให้การกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่ถ้ามีความผิดเกิดขึ้น หรือสำเร็จแล้ว เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการปราบปรามอย่างจริงจัง

“อยากเรียนประชาชน และสื่อว่า ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน ขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องกล้าลุกขึ้นมาชี้ช่องเบาะแสให้กับ ป.ป.ช. เพราะสุดท้ายงานด้านการปราบปรามต้องพึ่งพยานหลักฐาน เช่น คดีทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอล ที่มีการร้องเรียน เป็นปัญหาที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ใต้บังคับบัญชาถูกสั่งการให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ พอมีเหตุต้องรับผิดทางอาญา เข้ามาร้องขอความเป็นธรรม ถ้าไม่เห็นด้วย กฎหมายบอกเลยว่าให้แจ้ง ป.ป.ช. ถ้าแจ้งแล้วว่าถือว่าบุคคลนั้นไม่ต้องถูกดำเนินการทางอาญา หรือทางวินัย หรือ ป.ป.ช. จะดำเนินการตรวจสอบและคุ้มครองด้วย”รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช กล่าว

เคลียร์ 8-9 พันคดีใน ก.ค. " เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช." เผยดำเนินงานป้องโกงแบบเชิงรุก

นายพิเชษฐ์ พุ่มพันธ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช

นายพิเชษฐ์ พุ่มพันธ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้านงานตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กล่าวว่า ภารกิจแรกของสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคือ การไต่สวนเรื่องร่ำรวยผิดปกติ โดยคดีที่เกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ.ป.ป.ช.ฉบับใหม่ มีอย่างน้อย 37 คดีจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ส่วนการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินเป็นภารกิจหลัก มีกรอบดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 90 วัน การตรวจสอบมีคดีค้างเก่า พยายามสะสางให้แล้วเสร็จ เพื่อทำงานใหม่ให้เป็นลำดับต่อมา นี่คือภาพรวม ส่วนเรื่องใหม่ที่จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น สำนักตรวจสอบทรัพย์สินดำเนินการทำฐานข้อมูล เตรียมแผนรองรับ ตรงไหนขาดเหลืออะไร จะเติมให้ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เคลียร์ 8-9 พันคดีใน ก.ค. " เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช." เผยดำเนินงานป้องโกงแบบเชิงรุก

นายอุทิศ บัวศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.

นายอุทิศ บัวศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้านงานป้องกันการทุจริต กล่าวว่า งานด้านป้องกันเปรียบเสมือนสถานการณ์โควิด-19 ที่ตอนนี้ทุกคนต้องใส่แมสก์ ต้องมีมาตรการ ต้องรักษา ต้องให้ความรู้ โดยประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมทั้งหมดในการป้องกันการทุจริต

“ประวิตร” ควง “ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ จ.ระยอง-ชลบุรี ติดตามภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/470470

“ประวิตร” ควง “ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ จ.ระยอง-ชลบุรี ติดตามภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ

"ประวิตร" ควง "ธรรมนัส-นฤมล" ลงพื้นที่ จ.ระยอง-ชลบุรี ติดตามภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ 14 มิถุนายน 2564 – 19:29 น.

“ประวิตร” ควง “ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ จ.ระยอง-ชลบุรี ติดตามภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ ลั่นภาคตะวันออกต้องมั่นคงด้านน้ำ พร้อมรับมือภัยแล้ง-น้ำท่วม สนับสนุนแผนเติบโต EEC  แนะภาคอุตสาหกรรม เตรีบมแหล่งน้ำสำรองตัวเอง นำน้ำเค็ม ผลิตน้ำจืด

วันที่ 14 มิถุนายน 2564 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดระยอง และจังหวัดชลบุรี โดยจุดหมายแรกเดินทางไปยังโครงการส่งน้ำบำรุงรักษาปะแสร์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง รับฟังบรรยายสรุปจากผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ถึงการดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝนในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาพรวมการจัดการน้ำสนับสนุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

"ประวิตร" ควง "ธรรมนัส-นฤมล" ลงพื้นที่ จ.ระยอง-ชลบุรี ติดตามภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ
"ประวิตร" ควง "ธรรมนัส-นฤมล" ลงพื้นที่ จ.ระยอง-ชลบุรี ติดตามภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ

พลเอกประวิตร กล่าวมอบนโยบายว่า การแก้ปัญหาเรื่องน้ำต้องเดินหน้าต่อไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีแผนเติบโตทางเศรษฐกิจหลายมิติ ดังนั้นพื้นที่จึงต้องทำแผนรองรับให้ครอบคลุมไม่ให้มีผลกระทบจากภาวะภัยแล้งหรือน้ำท่วม

ทั้งนี้เพื่อให้ภาคตะวันออกมีความมั่นคงเรื่องน้ำ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หารือและกำหนดแนวทางร่วมกันถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่รวมถึงเร่งดำเนินการเพิ่มน้ำต้นทุนในการพัฒนาระบบโครงข่ายน้ำดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

สำหรับการนิคมอุตสาหกรรม จะต้องจัดหาแหล่งน้ำสำรองของตนเองพร้อมทั้งสนับสนุนให้ภาคเอกชนใช้น้ำ เพิ่มน้ำต้นทุนโดยจัดทำระบบเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด ซึ่งต้องดำเนินการอย่างประหยัดและคุ้มค่าให้มากที่สุด

พลเอกประวิตร กล่าวย้ำว่าขอให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามมาตรการรับมือฝน ระหว่างพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากรวมถึงวางแผงกักเก็บน้ำสำรองทุกแหล่ง ทั้งผิวดินและใต้ดินไว้รองรับฤดูแล้งหน้า ซึ่งเมื่อปีที่แล้วสถานการณ์ภัยแล้งที่ผ่านมาเป็นไปด้วยดี แม้จะมีความเสี่ยงถึงขั้นวิกฤตก็ตาม ซึ่งมาจากความพยายามและความร่วมมือของทุกฝ่าย ตนเชื่อมั่นว่าจากแผนงานโครงการที่รัฐได้วางไว้ประกอบกับแนวทางการรองรับทุกภาคส่วนจะช่วยสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ประวิตร" ควง "ธรรมนัส-นฤมล" ลงพื้นที่ จ.ระยอง-ชลบุรี ติดตามภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ

จากนั้นพลเอกประวิตรพร้อมร้อยเอกธรรมนัส นางนฤมล และคณะ เดินทางไปยังสถานีสูบน้ำคลองสะพาน – ประแสร์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง รับฟังรายงานจากอธิบดีกรมชล ถึงกลไกการทำงานของสถานีฯ และเยี่ยมชมนิทรรศการ ก่อนกดปุ่มเดินน้ำสถานีสูบน้ำดังกล่าว ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยขบวนรถยนต์ 

ทั้งนี้ช่วงบ่าย ด้านร้อยเอกธรรมนัส ได้นำคณะเดินทางไปยังอาคารวิทยาศาสตร์การกีฬา ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรีมอบถุงยังชีพแก่เกษตรกร จำนวน 50 ราย ก่อนเดินทางไปยังศาลาเอนกประสงค์หนองผักกูด หมู่ที่ 13 ต.ห้วยใหญ่อ.บางละมุง จ.ชลบุรีมอบถุงยังชีพแก่เกษตรกร จำนวน 50 ราย และเดินทางต่อไปยังศาลาเอนกประสงค์หมู่บ้านโรงน้ำตาล หมู่ที่ 11 ต.ห้วยใหญ่ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรีมอบถุงยังชีพแก่เกษตรกร จำนวน 50 ราย และศาลเจ้าแม่ทับทิมบ้านซากแง้ว หมู่ที่ 10 ต.ห้วยใหญ่อ.บางละมุง จ.ชลบุรีจำนวน 50 ราย

"ประวิตร" ควง "ธรรมนัส-นฤมล" ลงพื้นที่ จ.ระยอง-ชลบุรี ติดตามภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ
"ประวิตร" ควง "ธรรมนัส-นฤมล" ลงพื้นที่ จ.ระยอง-ชลบุรี ติดตามภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่ารัฐบาลประกาศพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ EEC นั่นหมายความว่า ภายในปีหน้าความเจริญจะเข้ามาสู่ตำบลห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี ส่งผลให้วิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ซึ่งทำไร่ ทำสวน บางครั้งราคาดี บางทีราคาแย่ รัฐบาลก็เข้าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร วันนี้ทาง EEC เสนอขอใช้พื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. โดยให้เจ้าหน้าที่ส.ป.ก.สำรวจถามชาวบ้านก่อน ซึ่งการจะทำอะไรของภาครัฐ ต้องถามชาวบ้านว่าเดือดร้อนหรือไม่ ถ้าทำแล้วชาวบ้านเดือดร้อนรัฐไม่ทำ แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชาวบ้านในเชิงบวก ชาวบ้านได้ประโยชน์ รัฐก็จะทำ ตนในฐานะกำกับดูแลพื้นที่ส.ป.ก.ต้องการให้พี่น้องในพื้นที่ทุกคนหลุดจากกับดักความยากจน และตนได้คุยกับเลขาEEC โดยหลักการคือพี่น้องที่ทำมาหากินในเขตปฏิรูปที่ดิน ทาง EEC จะสร้างเมืองใหม่ที่มีระบบสมบูรณ์แบบ สร้างถนน ไฟฟ้า โรงเรียนโรงแรม ที่พัก ตลอดจนถึงอุตสาหกรรม ที่จะเข้ามาและพี่น้องเกษตรกรจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา EEC โดยการถือหุ้นในธุรกิจที่ EET ดำเนินการ ส่วนพื้นที่ปฏิรูปตรงไหนที่จะสร้างเป็นโรงแรมที่พักก็จะหาพื้นที่ใหม่ให้พี่น้องประชาชนอยู่โดย EEC จะเป็นผู้รับผิดชอบ แต่จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่าประชาชนไม่น้อยที่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ หลังจากนี้ปฎิรูปที่ดิน จะมีการสำรวจและพิจารณาเรื่องการเยียวยารวมถึงการที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร EEC ซึ่งตนมีความเชื่อมั่นว่าความเจริญเข้ามาคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนจะดีขึ้น

"ประวิตร" ควง "ธรรมนัส-นฤมล" ลงพื้นที่ จ.ระยอง-ชลบุรี ติดตามภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ

พรรคภราดรภาพ ประกาศพร้อมอ้าแขนรับ “พิมรี่พาย” หลังลือจะสมัครเข้าพรรค ลงเล่นการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/470443

พรรคภราดรภาพ ประกาศพร้อมอ้าแขนรับ “พิมรี่พาย” หลังลือจะสมัครเข้าพรรค ลงเล่นการเมือง

 พรรคภราดรภาพ ประกาศพร้อมอ้าแขนรับ "พิมรี่พาย" หลังลือจะสมัครเข้าพรรค ลงเล่นการเมือง14 มิถุนายน 2564 – 16:27 น.

“บุญรวี ยมจินดา” ประธานยุทธศาสตร์ พรรคภราดรภาพ เผย พร้อมอ้าแขนรับ พิมรี่พาย หลังลือจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ลงเล่นการเมือง

วันที่ 14 มิ.ย.2564 ที่โรงหนังไฟล์สตาร์ มัลติเพล็กซ์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายบุญรวี ยมจินดา ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ เป็นประธานเปิดสำนักงานศูนย์ประสานงานพรรคในเขตเทศบาลนครจังหวัดนครราชสีมา พร้อมแถลงถึงความพร้อมในการส่ง ผู้สมัคร ส.ส. ลงแข่งขันในการเลือกตั้ง ทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสาน

โดยนายบุญรวี เปิดเผยว่า พรรคภราดรภาพถือเป็นพรรคทางเลือกใหม่ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีพรรคทางเลือก เพราะที่ผ่านมาการเมืองทุกยุคทุกสมัยเป็นการเมืองในรูปแบบวงจรอุบาทว์ เลือกตั้งแต่ละครั้งจะมีการดูด ส.ส.มีการซื้อตัว หรือที่เรียกกันว่า กล้วย ที่ป้อนกันไปมา ทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่เคยมียุคไหนสมัยไหนเหมือนในยุคปัจจุบันที่การเมืองเดินถอยหลัง ประชาชนเดือดร้อนออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา ก็ถูกจับดำเนินคดี

 พรรคภราดรภาพ ประกาศพร้อมอ้าแขนรับ "พิมรี่พาย" หลังลือจะสมัครเข้าพรรค ลงเล่นการเมือง

ซึ่งลักษณะเช่นนี้ทำให้ประชาชนห่างไกลเสรีภาพและประชาธิปไตย ดังนั้นพรรคภราดรภาพมีความตั้งใจที่จะทำให้การเมืองมีทางเลือกใหม่ พรรคภราดรภาพ จะไม่มีการซื้อหรือดูด ส.ส.มาจากพรรคการเมืองไหน พรรคจะเลือกผู้สมัครที่มีอุดมการณ์หรือพร้อมทำงานให้กับประชาชน พรรคภราดรภาพยินดีต้อนรับ

ซึ่งตนเองมั่นใจว่าพรรคภราดรภาพมีศักยภาพพอที่จะส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงทั้ง 350 เขต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด 116 เขต มีผู้สนใจจะลงสมัครในนามพรรคภราดรภาพเกินกว่าจำนวนเขตที่มี ดังนั้นทางพรรคจึงต้องมีการคัดเลือกผู้ที่มีอุดมการณ์จริง จริงที่จะมาทำงานร่วมกับพรรค พรรคภราดรภาพไม่ใช่พรรคเล็ก ต้องเรียกว่าพรรคทางเลือกใหม่ เพราะพรรคเตรียม ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงทั้ง 360 เขต หวังว่าพี่น้องประชาชนจะให้พรรคภราดรภาพได้รับใช้ช่วยสร้างโรงพยาบาลสนาม เป็นข่าวครึกโครมว่า เธอสร้างได้ราคาถูกว่าของรัฐ ผลสุดท้ายก็ถูกผู้มีอำนาจเข้ามาบีบ เข้ามารังควาน ขู่ว่าจะตรวจสอบการเสียภาษี ตนเห็นว่าเป็นการรังแกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง คิดว่าคุณพิมรี่พายเธอเป็นผู้หญิงแกร่ง การที่เสนอตัวมาลงสมัคร ส.ส. นั้นเหมาะสมกับบริบทการเสียสละของเธอ การที่เธอจะเลือกมาสังกัดพรรคภราดรภาพหรือไม่นั้น เรายินดีต้อนรับถ้าเธอจะมาจริงๆ พรรคภราดรภาพเป็นพรรคทางเลือกใหม่ของประชาชนอยู่แล้ว

“ธนกร” ยันไม่มียุบสภาฯ “บิ๊กตู่” เดินหน้าแก้ปัญหาโควิด-19 เยียวยาฟื้นฟูประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/470440

 “ธนกร”ยันไม่มียุบสภาฯ “บิ๊กตู่”เดินหน้าแก้ปัญหาโควิด-19 เยียวยาฟื้นฟูประเทศ

 "ธนกร"ยันไม่มียุบสภาฯ "บิ๊กตู่"เดินหน้าแก้ปัญหาโควิด-19 เยียวยาฟื้นฟูประเทศ14 มิถุนายน 2564 – 16:14 น.

 “ธนกร”ยันไม่มียุบสภาฯ “บิ๊กตู่”เดินหน้าแก้ปัญหาโควิด-19 เยียวยาฟื้นฟูประเทศ เหน็บ”เพื่อไทย-ก้าวไกล”เลือดไหล ต้องเร่งปลุกขวัญลูกพรรค หวั่นนายกฯ ทำงานสำเร็จส่งผลเลือกตั้งสมัยหน้า

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2564 นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า หากรัฐบาลยุบสภาฯ พรรคเพื่อไทยพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง และมั่นใจว่าจะได้ที่1ว่า ตนเข้าใจนายประเสริฐดีที่ต้องปลุกขวัญลูกพรรค เนื่องจากขณะนี้พรรคเพื่อไทยเลือดไหลไม่หยุด  สมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายคนลาออกจากพรรค ส.ส.บางกลุ่มก็เตรียมที่จะลาออกตามคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทยไป ทำให้พรรคระส่ำพอสมควร ถึงขนาดคนแดนไกลต้องออกมาปลุกขวัญลูกพรรคอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกับนายประเสริฐที่ต้องออกมาสร้างความมั่นใจให้ลูกพรรค อยากบอกนายประเสริฐว่า รัฐบาลไม่มีการยุบสภาฯ และจะอยู่ครบ 4 ปี โดยขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ได้สนใจเรื่องการเมือง แต่เอาเวลาทั้งหมดไปแก้ปัญหาให้บ้านเมือง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาโควิด-19 รวมถึงการเยียวยาและฟื้นฟูประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง โครงการดูแลผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการเราชนะ โครงการ ม.33เรารักกัน โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ฯลฯ

นายธนกร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่า รัฐบาลร้าวหนักอาจจะนำไปสู่การยุบสภาฯ นั้น ก็ไม่เป็นความจริง หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคก็ยืนยันยังเหนียวแน่กันดี ช่วยท่านนายกฯ มุ่งทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ส่วนการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน5แสนล้านบาทก็ไม่มีปัญหาอะไร ผ่านสภาฯ เรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นประเภทปากกล้าขาสั่น กลัวความสำเร็จของรัฐบาลมากกว่า เพราะจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งแน่นอน ยิ่งพล.อ.ประยุทธ์เดินหน้าตามแผนการแก้ปัญหาโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นการเร่งฉีดวัคซีนให้ครบ 50 ล้านคนภายในสิ้นปี64 การใช้เงินกู้5แสนล้านบาทเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม สถานการณ์จะคลี่คลายดีขึ้นแน่นอน รวมถึงการเตรียมเปิดโมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกด์หารายได้เข้าประเทศ สิ่งเหล่านี้จะทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้านหวั่นเกรง จึงต้องดิสเครดิต โจมตีพล.อ.ประยุทธ์ทุกเรื่อง แต่ตนมั่นใจว่า พี่น้องประชาชนเข้าใจรัฐบาลดี การทำงานต่างๆ ติดขัดบ้าง แต่พล.อ.ประยุทธ์ก็สั่งการแก้ไขในทันที