กกต.รับรอง “กรุงศรีวิไล” เป็น ส.ส.สมุทรปราการ แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กกต.รับรอง “กรุงศรีวิไล” เป็น ส.ส.สมุทรปราการ แล้ว

กกต.รับรอง "กรุงศรีวิไล" เป็น ส.ส.สมุทรปราการ แล้ว 22 กันยายน 2563 – 17:36 น.

กกต.รับรอง “กรุงศรีวิไล” จากพรรคพลังประชารัฐ เป็น ส.ส.สมุทรปราการ แล้ว

22 ก.ย.63 ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขต 5 จ.สมุทรปราการ  แทนตำแหน่งที่ว่าง ให้นายกรุงศรีวิไล  สุทินเผือก  จากพรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง หลังสำนักงาน กกต.ได้เสนอผลการตรวจสอบเบื้องต้น  ประกอบความเห็นของผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ  ที่เห็นควรประกาศผลการเลือกตั้ง

โดยนายกรุงศรีวิไล  สามารถมารับหนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ได้ ตั้งแต่วันนี้ (22 ก.ย.) เป็นต้นไป  ระหว่างเวลา 8:30 น ถึง 16:30 น  ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ  

กกต.รับรอง "กรุงศรีวิไล" เป็น ส.ส.สมุทรปราการ แล้ว

‘ไอลอว์’บุกสภายื่น 100,732 รายชื่อต่อประธานรัฐสภา บี้แก้รธน.5ประเด็นร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ไอลอว์’บุกสภายื่น 100,732 รายชื่อต่อประธานรัฐสภา บี้แก้รธน.5ประเด็นร้อน

'ไอลอว์'บุกสภายื่น 100,732 รายชื่อต่อประธานรัฐสภา บี้แก้รธน.5ประเด็นร้อน

22 กันยายน 2563 – 16:46 น.

 ‘ไอลอว์’ บุกสภาแล้ว! ยื่น  100,732 รายชื่อต่อ ‘ประธานรัฐสภา’ บี้ให้แก้ไขรธน. ใน 5 ประเด็น นายกฯมาจาก ส.ส., ส.ว. มาจากเลือกตั้ง,เปลี่ยนแปลงองค์กรอิสระ,เปลี่ยนวิธีแก้ไข รธน.ให้ง่ายขึ้นและ มี ส.ส.ร. ยกร่างรัฐธรรมนูญ 

22 ก.ย.2563  ตั้งแต่เวลา 13.00 น.กลุ่มโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์  ซึ่งนัดประชาชนมารวมพลที่สถานีรถไฟฟ้า MRT เตาปูน  โดยมีประชาชนประมาณ 200 คน  ได้เดินขบวนจากสถานีรถไฟฟ้า MRT เตาปูน มายังรัฐสภา เพื่อนำรายชื่อประชาชนที่รวบรวมได้ จำนวน 100,732 รายชื่อ ใส่เป็นกล่องๆรวมหลายกล่องบรรทุกในรถซาเล้ง ส่งให้รัฐสภาเพื่อยืนยันเจตจำนงของประชาชน ในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยมีการตั้งเวทีปราศรัยประกาศเจตนารมณ์ของภาคประชาชนที่รัฐสภาต้องพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 5 ประเด็น

'ไอลอว์'บุกสภายื่น 100,732 รายชื่อต่อประธานรัฐสภา บี้แก้รธน.5ประเด็นร้อน

1.ที่มาของนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เท่านั้น

2.ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน

3.เปลี่ยนแปลงองค์กรอิสระเพื่อให้มีการสรรหาใหม่

4.เปลี่ยนวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้น โดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของทั้งสองสภาให้ความเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

'ไอลอว์'บุกสภายื่น 100,732 รายชื่อต่อประธานรัฐสภา บี้แก้รธน.5ประเด็นร้อน

และ 5.ในส่วนของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสนอให้มี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะสมัครแบบคนเดียวหรือแบบกลุ่มก็ได้ แต่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกได้เพียงกลุ่มเดียวเบอร์เดียว จากนั้นเอาคะแนนมาคำนวณที่นั่งส.ส.ร. คล้ายกับการเลือกตั้งแบบระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

                       'ไอลอว์'บุกสภายื่น 100,732 รายชื่อต่อประธานรัฐสภา บี้แก้รธน.5ประเด็นร้อน
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์( ILAW)  แกนนำการเดินขบวนส่งรายชื่อแก้ไข รธน.ยื่นต่อรัฐสภา กล่าวว่า  43 วันจากกิจกรรมรวบรวมรายชื่อ ซึ่งได้มา 100,732 รายชื่อ เยอะมากเป็นประวัติการณ์ แสดงเจตจำนงค์ของประชาชนว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ต้องแก้ไข ต้องรื้อระบบ อำนาจ คสช.จากกลไกในรัฐธรรมนูญไปสู่ประชาธิปไตย ต้องเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชนร้อยเปอร์เซนต์ วันนี้จะนำรายชื่อทั้งหมดที่รวบรวมได้ ไปส่งเจตจำนงของประชาชนเรียกร้องต่อรัฐสภาให้รับข้อเสนอของประชาชนไปพิจารณาด้วย 

'ไอลอว์'บุกสภายื่น 100,732 รายชื่อต่อประธานรัฐสภา บี้แก้รธน.5ประเด็นร้อน

                                                   ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

'ไอลอว์'บุกสภายื่น 100,732 รายชื่อต่อประธานรัฐสภา บี้แก้รธน.5ประเด็นร้อน
'ไอลอว์'บุกสภายื่น 100,732 รายชื่อต่อประธานรัฐสภา บี้แก้รธน.5ประเด็นร้อน

                                                              พริษฐ์ วัชรสินธุ

ทั้งนี้ได้มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม หลานชายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ  ขึ้นปราศรัยบนรถของขบวน ด้วยว่า  ปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้เรามารวมตัวกัน  รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาตั้งแต่ที่มาของรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เปิดให้ประชาชนหมู่มากมาร่วมออกแบบแสดงความเห็น รวมทั้งประชามติ 16 ล้านเสียงที่ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ชอบอ้างถึงกันนั้น ก็มาจากการลงมติในบรรยากาศที่รับรัฐธรรมนูญอย่างจำใจ เห็นชอบเพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น 


ต่อมา เวลา 14.00 น. กลุ่มไอลอว์เดินทางมาถึงหน้ารัฐสภา โดยมีรถเครื่องขยายเสียง รถซาเล้งใส่แฟ้มรายชื่อประชาชนที่รวบรวมได้ และประชาชนมาร่วมชุมนุมเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากไม่แก้รัฐบาลต้องลาออก 
ในส่วนของมาตรการรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ ตำรวจรัฐสภาได้ปิดประตูทางเข้า – ออก รัฐสภาถนนสามเสน ขณะที่ตำรวจสน. บางโพ นำแผงเหล็กมากั้นพื้นที่หน้ารัฐสภาเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ขณะที่ทางสภาฯได้มี นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร และเจ้าหน้าที่ออกมารับรายชื่อและร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“อดิศักดิ์” ค้านฉีกรธน.ทั้งฉบับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“อดิศักดิ์” ค้านฉีกรธน.ทั้งฉบับ

  "อดิศักดิ์" ค้านฉีกรธน.ทั้งฉบับ 22 กันยายน 2563 – 16:35 น.

“อดิศักดิ์” อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เรียกร้องไม่ให้รีบแก้ รธน. 60 ทั้งฉบับ ชี้ ยังมีเรื่องสำคัญต้องช่วยกัน

22 ก.ย.63 นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยถึงกรณี ที่เรียกร้องไม่ให้รีบเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ ด้วยการเลือกตั้ง สสร. มายกร่างแล้วเอาไปให้ประชาชนลงมติว่าจะรับหรือไม่  ทั้งๆที่มีเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งที่ต้องช่วยกันทำอย่างน้อยสองเรื่อง คือ 
1) การเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังหดตัวอย่างต่อเนื่อง
2) การป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่อาจจะต้องใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งปี

ในเรื่องเศรษฐกิจ เราควรใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการระดมผลิตสินค้าอาหารส่งไปขายต่างประเทศ เรามีศักยภาพมากที่จะผลิตและส่งสินค้าทั้งที่เป็นวัตถุดิบ อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูปที่สะดวกแก่การบริโภค เอาแค่ประเทศจีนที่นอกจากเรื่องโควิด-19 แล้วยังประสบกับภัยธรรมชาติอย่างรุนแรงในหลายมณฑล ต้องการนำเข้าอาหารเป็นจำนวนมาก เป็นต้น 

ในเรื่องโควิด-19 รัฐบาลก็ได้ทุ่มเทการป้องกันอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดการระบาดรอบสองขึ้นเมื่อใด เราก็ต้องลงทุนทั้งในการเฝ้าระวัง การดูแลรักษา และย่อมมีผลต่อเศรษฐกิจที่ยังหดตัวอยู่ก่อนแล้ว

ทำไมท่านสส.ทั้งหลายจึงเอาใจจดจ่ออยู่กับการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ ทั้งๆที่เพิ่งใช้มาเพียง 3 ปี มีประชาชนกว่า 16 ล้านคนลงประชามติยอมรับให้ใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยกับบางเรื่องบางมาตรา แต่ยอมรับในภาพรวม เสียงของประชาชนมิใช่เสียงสวรรค์แล้วหรือ

ที่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ 2560 ทิ้งทั้งฉบับเพราะอะไรกันแน่ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่ป้องกันและกำจัดนักการเมืองที่เข้ามาเพื่อโกงบ้านเมืองใช่ไหม หรือเป็นเพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจของคสช. ที่เขียนบทเฉพาะกาล (มาตรา 272) ให้ในห้าปีแรกให้สว.มีอำนาจไปร่วมกับสส.ในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี หรือเพราะเหตุใดจึงต้องฉีกทิ้งทั้งฉบับ แทนที่จะแก้ไขเฉพาะมาตราที่เห็นว่าควรแก้ไข

ลองย้อนกลับไปมองเหตุการณ์จริงที่มีการเลือกพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แทนที่จะเป็นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคพลังประชารัฐ (ได้รับคะแนนสูงสุดแต่มีสส.เป็นอันดับ 2) ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ เสนอชื่อพลเอกประยุทธ์ ที่พรรคพลังประชารัฐเสนอไว้ก่อนการเลือกตั้ง ในขณะที่พรรคเพื่อไทย (มีจำนวนสส.เป็นอันดับ 1 แต่ได้รับคะแนนเป็นอันดับ 2) แทนที่จะเสนอผู้แทนของพรรคเข้าแข่งขันกับพลเอกประยุทธ์ กลับเห็นด้วยกับการเสนอชื่อนายธนาธร จากพรรคอนาคตใหม่เข้าแข่งขันแทน ในที่สุดพลเอกประยุทธ์ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้รับคะแนนเสียงจากสส.มากกว่าที่นายธนาธรได้รับ ในขณะที่สว.เกือบทั้งหมดเลือกพลเอกประยุทธ์ 

สมมุติว่าท่านเป็นสว.ในขณะการเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้น ท่านจะเลือกพลเอกประยุทธ์ หรือเลือกนายธนาธร นี่แหละคือการฝากความหวังไว้กับสว.ในการคานอำนาจของสส. ที่อาจจะใช้แทคติกทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก เหมือนกับกรณีที่คนที่ไม่มีประสบการณ์และความสามารถแต่กลับได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะจากสส.เท่านั้น ถึงผมจะไม่เอ่ยชื่อใครคนนั้น ผมเชื่อว่าท่านคงทายไม่ผิด

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังขอร่วมเรียกร้องว่าควรยกเลิกมาตรา 272 ที่ให้อำนาจสว.ร่วมกับสส.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี

โดยสรุป ที่ผมไม่เห็นด้วยกับการที่สส.ส่วนใหญ่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ โดยการเลือกตั้งสสร.ขึ้นมายกร่าง ซึ่งจะต้อง
1) ทำประชามติก่อนว่าประชาชนจะให้แก้ไขทั้งฉบับไหม
2) ต้องเลือกตั้งสสร.
3) ต้องทำประชามติว่าประชาชนจะยอมรับหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญที่สสร.ร่าง
รัฐต้องลงทุนมหาศาลยกร่าง และให้ประชาชนไปลงคะแนนถึง 3 ครั้ง ทั้งๆที่รัฐมีข้อจำกัดเรื่องการเงินที่ต้องใช้เพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 และเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ผมจึงขอเรียกร้องให้สว.ทั้งหลาย โปรดใช้วิจารญญาณทำตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 ในการคานอำนาจสส. ด้วยการพิจารณาความจำเป็นในการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติเพียงใด คุ้มกับการลงทุนในภาวะวิกฤตแบบนี้หรือไม่

อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ
22 ก.ย. 63

“บิ๊กโจ๊ก” ฟ้อง “บิ๊กตู่” ปมย้ายโอน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“บิ๊กโจ๊ก” ฟ้อง “บิ๊กตู่” ปมย้ายโอน

"บิ๊กโจ๊ก" ฟ้อง "บิ๊กตู่" ปมย้ายโอน22 กันยายน 2563 – 14:59 น.

“บิ๊กโจ๊ก” ส่งทนายยื่นศาลปกครอง ฟ้อง “บิ๊กตู่” กรณีคำสั่งย้ายโอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่ “นายกฯ” โยน “ให้ฝ่ายกฎหมายว่ากันไป”

22 ก.ย. 63 เมื่อเวลา 13.00 น.ที่ศาลปกครองกลาง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายสิทธิ งามลำยวง ทนายความส่วนตัว นำเอกสารคำร้องยื่นฟ้องพล.อ.ประยุทธ จันทรโอชานายกรัฐมนตรี ต่อศาลกรณีออกคำสั่งย้ายโอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายสิทธิ กล่าวว่า คำสั่งย้ายโอนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายครั้งนี้กินเวลาผ่านมากว่า 1 ปี 5 เดือนแล้ว ยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนความผิด พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ และไม่มีการสอบสวนทั้งจากหน่วยงานที่ตรวจสอบทั้ง ปปท. ปปช. และ สตง.ตามกระบวนการที่ควรจะเป็น อีกทั้งเจ้าตัวก็ไม่ได้สมัครใจที่จะโอนย้ายไปในตำแหน่งดังกล่าว และที่ผ่านมาพล.ต.ท.สุรเชษฐ์  ก็ปฏิบัติหน้ที่เต็มกำลังความสามารถในฐานะตำรวจที่ต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน ด้วยการเข้าไปแก้ปัญหาคดีฉ้อโกงประชาชน หนี้นอกระบบแก๊งโรแมนซ์สแกม แก๊งอาชญากรข้ามชาติ รวมถึงคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน โดยการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเอาจริงเอาจัง จนผลงานเป็นที่ประจักษ์ 
 

ภายหลังที่พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ถูกโอนย้ายไปความเดือดร้อนของประชาชน ก็ไม่ได้รับการเอาใจใส่และสานต่อ ทั้งที่เรื่องปากท้องของประชาชน ที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ทำให้ปัญหาซ้ำๆ เดิมๆ ที่เคยห่างหายไปช่วงปราบปรามหนักๆหวนกลับมาทำร้ายประชาชนได้อีก อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาพล.ต.ท.สุรเชษฐ์  ไม่เคยถูกระบุว่ามีความผิดอะไร ไม่มีการตั้งกรรมการสอบ แม้แต่ตัวของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เอง ยังออกมาระบุว่า มีความผิดอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็มีสิทธิกลับต้นสังกัดได้ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการออกคำสั่งแก้ไข คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทนายสิทธิกล่าว

ทั้งนี้ระยะเวลาที่ผ่ามา มีข้าราชการกว่า 90 คน ที่ถูกย้ายโอนมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปัจจุบัน เกินกว่า 80 คน ทยอยกลับต้นสังกัดแล้ว หลังสอบสวนไม่มีความผิด และอีกไม่กี่คนกำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมนี้ ขณะที่พล.ต.ท.สุรเชษฐ์  ไม่เพียงแต่ไม่มีผลสอบสวนความผิด ยังไม่มีการแก้ไขคำสั่งที่ผิดพลาด ทำให้เสียโอกาสที่จะไปปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน อย่างต่อเนื่องที่ควรจะเป็น เพราะเป็นหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องออกมายื่นฟ้องขอให้ นายกรัฐมนตรี พิจารณาแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น โดยมองถึงประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก

ทนายสิทธิ กล่าวเสริมว่า การใช้สิทธิเรียกร้องความยุติธรรมของพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ในครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเอง และเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้แก่ข้าราชการอื่นที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแต่งตั้งโยกย้ายจากผู้บังคับบัญชา ให้กล้าที่จะลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมและสร้างมาตรฐานที่ดีของการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม โดยหวังพึ่งอำนาจศาลปกครองซึ่งเป็นอำนาจตุลาการที่จะให้ความเป็นธรรมและสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องต่อไป
 

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการการะทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งทนายยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เอาผิดกรณีย้ายโอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า “ก็ว่าไป เป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้มีการตรวจสอบกันแล้วถึงได้ดำเนินการ  มีการตรวจสอบแล้วทั้งหมด” เมื่อถามว่าจากการตรวจสอบถือว่ามีความผิดจริงใช่หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวตอบเพียงสั้นๆว่า “ให้ฝ่ายกฎหมายว่ากันไป”

คำนูณ สิทธิสมาน ชี้ ปฏิรูปตำรวจริบหรี่ ร่าง พ.ร.บ.ถูกตัดแต่งพันธุกรรม ศรีธนญชัยแปลงสาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คำนูณ สิทธิสมาน ชี้ ปฏิรูปตำรวจริบหรี่ ร่าง พ.ร.บ.ถูกตัดแต่งพันธุกรรม ศรีธนญชัยแปลงสาร

คำนูณ สิทธิสมาน ชี้ ปฏิรูปตำรวจริบหรี่ ร่าง พ.ร.บ.ถูกตัดแต่งพันธุกรรม ศรีธนญชัยแปลงสาร22 กันยายน 2563 – 14:25 น.

คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ชี้ ปฏิรูปตำรวจริบหรี่ ร่าง พ.ร.บ.ถูกตัดแต่งพันธุกรรม เผย 3 ขั้นตอนศรีธนญชัยแปลงสาร

22 กันยายน 2563 นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ Kamnoon Sidhisamarn ชี้ ปฏิรูปตำรวจริบหรี่ ร่าง พ.ร.บ.ถูกตัดแต่งพันธุกรรม เผย 3 ขั้นตอนศรีธนญชัยแปลงสาร

กรณีการปฏิรูปตำรวจในความหมายของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 258 ง. (4) ขออนุญาตพูดตามตรงหลังจากติดตามมาโดยตลอด และบางช่วงมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยว่า รัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรีกระทำการไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีเหตุมาจากอะไรก็ตาม ไล่เรียงมาตั้งแต่…

1. ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามหลักอาวุโส เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561

2. ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 20/2561 เรื่อง มาตรการสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินให้มีความต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561

ทั้ง 2 ประการนี้ ทำให้รัฐธรรมนูญ มาตรา 260 วรรคสาม ที่เป็นเสมือน ‘บทเร่งรัดกึ่งลงโทษ’ ไร้ความหมาย เสมือนถูกแก้ไขไปแล้วในทางปฏิบัติ อันจะทำให้กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานตำรวจและการแต่งตั้งโยกย้ายจะเสร็จก็ได้ ไม่เสร็จก็ได้ การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจก็สามารถทำตามระบบแบ่งกองร้อยละ 33 แบบเดิมได้ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

รายละเอียดเรื่องนี้เคยอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภา และเขียนเล่าใน fb นี้แล้ว

และล่าสุด…

3. มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติฉบับแปลงสารที่เสนอแก้ไขมาโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563

ประการสุดท้ายนี้ สุ่มเสี่ยงต่อการจะไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 260 วรรคแรก และโดยเฉพาะมาตรา 258 ง. (4) อย่างมาก

ที่ว่าไม่ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 260 วรรคแรก ก็เพราะผู้ยกร่างกฎหมายไม่ใช่คณะกรรมการตามที่กำหนดไว้ หรือคณะกรรมที่รับช่วงงานต่อมา หากแต่เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งไม่ได้รับการกำหนดไว้เลยให้เป็นผู้ปรับปรุงหรือยกร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ และที่ว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 258 ง. (4) คือ ไม่ได้พิจารณาอาวุโสกับความรู้ความสามารถประกอบกันในทุกตำแหน่ง ยังคงใช้ระบบแบ่งกองตามเดิมแม้จะมีการปรับปรุงบ้าง โดยให้ใช้อาวุโสอย่างเดียวจำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือแม้จะบอกว่าใช้อาวุโสประกอบความรู้ความสามารถแต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนบังคับไว้ โดยตัดระบบคะแนนประจำตัวตามร่างฯ เดิมที่มาจากคณะกรรมการที่รับช่วงพิจารณายกร่างตามรัฐธรรมนูญออก

อันที่จริง รัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรีมีโอกาสที่จะแก้ไขการกระทำข้อ 1 และ 2 ด้วยการส่งร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติฉบับท่านอาจารย์ มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่รับช่วงต่อมาจากคณะกรรมการตามรัฐธรรมนูญเข้ามาสู่รัฐสภา ให้เวทีรัฐสภาเป็นที่ตัดสิน

แต่รัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรีไม่เลือกที่จะทำเช่นนั้น กลับเลือกทำซ้ำรอยเดิมตามข้อ 3 ทำให้ความหวังในการปฏิรูปตำรวจเหลือริบหรี่มาก นี่พูดอย่างมองโลกในแง่ดีสุดแล้วนะครับ

ทำให้เห็นว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้น สำหรับผู้อยู่บนบัลลังก์อำนาจแล้วเป็นแค่ตัวหนังสือบนเศษกระดาษ อะไรที่อยากทำก็ทำ อ้างอิง อะไรที่ไม่อยากทำก็ไม่ทำ ไม่พูดถึง และหลบเลี่ยงเจตนารมณ์นั้นไปด้วยกุศโลบายแบบศรีธนญชัยแปลงสาร

นี่คือประเด็นหลักๆ ที่ผมใช้เวลาประมาณ 40 นาที แสดงความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ชุดท่านอาจารย์ วิชา มหาคุณ เมื่อเวลา 15.15 น. วานนี้ ที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อาคาร 3 เทเวศร์

คณะกรรมการจะมีข้อสังเกตรายงานท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่ประการใดสุดแท้แต่วิจารณญาณของท่าน ส่วนผมก็จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

ปฏิรูปตำรวจริบหรี่

หมายเหตุ : ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่อง แต่ชอบ ขอบพระคุณ ‘ยายกล้อง’ Porntip Rojanasunan

สู้คดี 12 ปี ยังไม่จบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สู้คดี 12 ปี ยังไม่จบ

สู้คดี 12 ปี ยังไม่จบ22 กันยายน 2563 – 13:39 น.

อดีตแกนนำพันธมิตรอีสาน โพสต์สู้คดี 12 ปี ยังไม่จบ มองม็อบ 19 ก.ย.เค้ามั่นใจขนาดไหนถึงกล้าท้าทายอำนาจรัฐ

22 พ.ย.63   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมบูรณ์ สุพรรณฝ่าย อดีตข้าราชการครู  แกนนำมวลชน จ.สุรินทร์ ที่เคยเป็นแกนนำ ร่วมการชุมนุม ขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ส่วนตัว ระบุว่า 
 

กำลังนั่งรถไฟเดินทางไปศาลคดีก่อการร้ายกรณียึดสนามบินเมื่อปี๒๕๕๑ สิบสองปีแล้วยังไม่จบ ยังไม่รู้เลยว่าจะลงเอยอย่างไร เป็นคดีประชาชนสู้กับรัฐ เรารู้เรามั่นใจว่าเราไม่ผิด เราใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญชุมนุมคัดค้านรัฐบาลโกง

นั่งคิดไปถึงม็อบ๑๙ กันยา คดีของเราเรารู้แก่ใจว่าเราทำอะไร มาดูของเขาทำให้สงสัยว่าแกนนำม็อบ๑๙ กันยาเขามีแรงใจแรงความเชื่อมั่นมาจากไหนเขาจึงกล้าหาญกล้าท้าทายอำนาจรัฐได้ถึงขนาดนี้ มาถึงจุดนี้น่าจะเป็นบทพิสูจน์ความมั่นคงแห่งรัฐของชาติของเรา ประชาชนไทยผู้รักชาติทั้งหลายตั้งสติให้มั่น ติดตามสถานการณ์ประเภทไม่กระพริบตา ถ้าถึงเวลาจำเป็นเราต้องลงมือแก้ปัญหาของชาติด้วยตัวของพวกเราเอง
 

สู้คดี 12 ปี ยังไม่จบ

24 ก.ย.63 นัดชี้ชะตา ‘วัฒนา เมืองสุข’ ทุจริต ‘บ้านเอื้ออาทร’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

24 ก.ย.63 นัดชี้ชะตา ‘วัฒนา เมืองสุข’ ทุจริต ‘บ้านเอื้ออาทร’

24 ก.ย.63  นัดชี้ชะตา 'วัฒนา เมืองสุข' ทุจริต 'บ้านเอื้ออาทร'22 กันยายน 2563 – 12:32 น.

“วัฒนา” ลุ้น 24 ก.ย. ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำพิพากษา คดี ทุจริต “บ้านเอื้ออาทร” ผิดมาตรา 148 โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

22 ก.ย. 63  ในวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย.63 เวลา 11.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นัดฟังคำพิพากษาคดีกล่าวหาทุจริตดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร หมายเลขดำ อม.42/2561 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัฒนา เมืองสุข อายุ 62 ปี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ 2 สมาชิกพรรคเพื่อไทย, กับพวกรวม 14 คน เป็นจำเลย

ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 , 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91

ทั้งนี้ คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร  เริ่มต้นตั้งแต่หลังการทำรัฐประหาร มีการตรวจสอบหลังวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ  ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบโครงการต่างๆ ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร

โครงการทุจริตบ้านเอื้ออาทรเป็นหนึ่งในโครงการที่ คตส.เข้าไปตรวจสอบ พบว่ามีหลายโครงการที่ผิดปกติ รวมถึงโครงการที่มีการกล่าวหานายวัฒนาและพวกด้วย ต่อมาเมื่อคตส.หมดหน้าที่ได้ส่งสำนวนทั้งหมดที่ยังค้างอยู่มาให้ ป.ป.ช.พิจารณา  ต่อมา ป.ป.ช. มีมติ ชี้มูลความผิด นายวัฒนา กับพวก และส่งสำนวนสอบสวน ให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้อง ซึ่ง อัยการสูงสุด เห็นชอบ ส่งฟ้อง ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง 

จำเลยทั้ง 14 คน ประกอบด้วย 

1. นายวัฒนา เมืองสุข  อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ 2 สมาชิกพรรคเพื่อไทย
2. นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548–2549
3. นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย 
4. นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่
5. น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง ลูกน้องคนสนิท เสี่ยเปี๋ยง  
6. น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว พนักงาน บจก. เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด 
7. น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์ฯ
8. บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด  โดยนายปกรณ์ อัศวีนารักษ์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน 
9. บริษัท ซิลเวอร์ อินเตอร์ กรุ๊ฟ จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ไทย เฉน หยู อินเตอร์เนชั่นแนลคอนสตรัคชั่น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ) โดย นางพิมพ์วรา รัชต์ะนโรจน์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน 
10. นายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงษ์เรืองรอง  อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรัก 
11. บริษัท พาสทิญ่าไทย จำกัด ,นามแฟทท์ คอนสตรัคชั่น (ประเทศไทย) จำกดั ประกอบกิจการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย 
12. บริษัท นามแฟทท์ คอนสตรัคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบกิจการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย
13. บริษัท พรินซิพเทคไทย จำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง
14. น.ส.สุภาวิดา คงสุข กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน บริษัท ไทยเฉนหยู ฯ 

สำหรับ ความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 148 ฐานผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง40,000 บาท หรือประหารชีวิต 

ปธ.วิปรัฐบาล ชี้ เป็นเรื่องยากโหวตเห็นชอบแก้ไข รธน.คราวเดียว 6 ญัตติ เหตุต้องพึ่ง ส.ว. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปธ.วิปรัฐบาล ชี้ เป็นเรื่องยากโหวตเห็นชอบแก้ไข รธน.คราวเดียว 6 ญัตติ เหตุต้องพึ่ง ส.ว.

ปธ.วิปรัฐบาล ชี้ เป็นเรื่องยากโหวตเห็นชอบแก้ไข รธน.คราวเดียว 6 ญัตติ เหตุต้องพึ่ง ส.ว.

22 กันยายน 2563 – 12:10 น.

ปธ.วิปรัฐบาล “วิรัช รัตนเศรษฐ” รับ เป็นเรื่องยากที่รัฐสภาจะเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ญัตติ เพราะต้องใช้เสียง ส.ว. ไม่น้อยกว่า 84 เสียง

นายวิรัช รัตนเศรษฐ  ประธานวิปรัฐบาล กล่าวยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก สำหรับการให้ความเห็นชอบญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้มีบรรจุอยู่ในวาระการประชุม 6 ญัตติ เนื่องจากจะต้องได้รับความเห็นชอบด้วยเสียง ส.ว.ไม่น้อยกว่า 84 เสียง ตามเจตนารมของกฎหมายต้องการให้เกิดความรอบคอบ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรจะต้องชี้ถึงเหตุผลให้สมาชิกเห็นด้วย โดยแนวโน้มมีทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นชอบ

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่าต้องขอพิจารณาอีกครั้งว่าจะพิจารณาได้ทั้ง 6 ญัตติหรือไม่ แต่ในส่วนตัวก็อยากให้พิจารณาทั้ง 6 ญัตติไปพร้อมกัน และคาดหวังว่า สมาชิกจะเห็นด้วยกับญัตติของรัฐบาลโดยอ้างอิงเสียงที่เห็นชอบในญัตติ 206 เสียงจากเสียงของรัฐบาล 274 เสียง ทั้งนี้เห็นว่าแล้วแต่มุมมองสำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มภาคประชาชนที่ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของรัฐสภา พร้อมปฏิเสธการส่งสัญญาณของรัฐบาล

ขณะเดียวกันตนก็ไม่มั่นใจว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนจะเข้าสู่การพิจารณาด้วยหรือไม่เพราะจะมียื่นในช่วงบ่ายวันนี้ ทั้งนี้ข้อกังวลของภาคประชาชนว่าหากญัตติไม่ผ่านการเห็นชอบในวาระรับหลักการ นายวิรัช กล่าวเปรียบเทียบว่า “การหยุดรอบางสิ่งบางอย่าง ก็ทำให้ก้าวต่อไปได้ หรือหากก้าวต่อไปได้ก็ควรก้าว”
 ทั้งนี้ไม่ห่วงเรื่องของการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมรวมถึงกลุ่มต่างๆที่จะมาชุมนุมหน้าสภาในวันที่ 24 กันยายนนี้ 


นายวิรัช ยังกล่าวถึงความต้องของฝ่ายค้านให้เปิดสมัยประชุมวิสามัญ หากที่ประชุมรัฐสภาผ่านความเห็นชอบในวาระแรกเพื่อเร่งการตรากฎหมาย ว่าต้องพิจารณากันอีกครั้งหนึ่งแต่เชื่อว่าไม่น่าจะมีการเร่งรัดเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้หยุดพักบ้างในช่วงปิดสมัยประชุม โดยเฉพาะในวันที่ 13 ตุลาคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องกลับไปเข้าร่วมพิธีสำคัญ จากนั้นสิ้นเดือนก็เปิดสมัยประชุม หลังจากตลอดการเปิดประชุม 4 เดือนที่ผ่านมา ส.ส.ยังไม่ได้พัก 

“สุทิน” ชง โหวตแก้ไข รธน. คราวเดียวกันทั้ง 6 ญัตติ อ้างประหยัดเวลา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“สุทิน” ชง โหวตแก้ไข รธน. คราวเดียวกันทั้ง 6 ญัตติ อ้างประหยัดเวลา

"สุทิน" ชง โหวตแก้ไข รธน. คราวเดียวกันทั้ง 6 ญัตติ อ้างประหยัดเวลา

22 กันยายน 2563 – 11:35 น.

ประธานวิปฝ่านค้าน “สุทิน คลังแสง” เสนอโหวตแก้ไข รธน.คราวเดียวกันทั้ง 6 ญัตติ เพื่อประหยัดเวลา ขอทุกฝ่ายยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ในการแก้ไข รธน. ด้าน “ชวน” ระบุ สามารถทำได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ 

ประธานวิปฝ่านค้าน นายสุทิน คลังแสง กล่าวถึงการพูดคุยกับ ส.ว. ในการเห็นชอบรับหลักการการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเข้าประชุมรัฐสภาในวันที่ 23-24 ก.ย. นี้ว่า ส่วนตัวคิดว่า ไม่จำเป็นต้องไปคุยอะไรมาก เพราะมันไม่ใช่ผลประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่มันคือผลประโยชน์ของประเทศ และสังคม ย้ำว่าวันนี้การแก้รัฐธรรมนูญ ต้องแก้เพื่อสังคม ไม่ใช่แก้แล้ว ส.ส. จะได้ หรือ ส.ว. จะเสีย คงไม่ต้องไปเสียเวลางอนง้ออะไรกันมากมาย

ส่วนญัตติทั้ง 6 ฉบับจะผ่านความเห็นชอบในขั้นรับหลักการทั้งหมดเลยหรือไม่ ส่วนตัวไม่สามารถประเมินได้ แต่หากประเด็นใดเห็นตรงกันก็ร่วมกันได้เลย หลักใดที่มีหลักการตรงกัน ก็สามารถพิจารณาพร้อมกันได้ เช่น ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.265 ของวิปทั้ง 2 ฝ่าย (ฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล) ควรนำมาพิจารณาก่อน

ถามต่อหาก 6 ญัตติไม่ผ่านในวาระรับหลักการ นายสุทิน ระบุว่าก็จะยื่นอีกในสมัยหน้า ฉะนั้นก็ต้องพยายามทำให้สำเร็จ

ส่วนกรอบระยะเวลานั้น วันแรกก็ควรพิจารณาให้แล้วเสร็จในญัตติที่มีหลักการเดียวกัน และญัตติที่เหลือก็เป็นในวันถัดไป ซึ่งการลงมตินั้น จะต้องมีการขานชื่อในการโหวต ตนจะเสนอในที่ประชุมร่วมทั้ง 3 ฝ่ายว่า อยากให้มีการโหวตแบบขานชื่อ แต่สามารถโหวตได้ในคราวเดียว ทั้ง 6 ญัตติ เช่น ตนชื่อนายสุทิน คลังแสง เห็นชอบในญัตติ 1 ไม่เห็นชอบในญัตติ 2 เห็นชอบในญัตติ 3 เป็นต้น ซึ่งการทำเช่นนี้ จะเป็นการประหยัดเวลาในการโหวต 

กรณีในส่วนของภาคประชาชน จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการคนนอกหรือไม่ ส่วนนี้จะมีการพูดคุยกันในที่ประชุมด้วย เพราะเมื่อศึกษาดูแล้ว หลักการใกล้เคียงกัน ตนก็อยากให้มาร่วมกัน ส่วนเนื้อสาระก็นำเข้าในชั้นแปลญัตติได้ 

ทั้งนี้การเปิดประชุมสมัยวิสามัญนั้น ในฐานะฝ่ายค้านมองว่า หลังจบพิจารณารับหลักการแล้ว จะยื่นขอเปิดประชุมวิสามัญทันที แต่ก็ต้องดูอีกทีว่า ให้กรรมาธิการในการพิจารณากี่วัน ถ้า 60 วัน ก็ต้องเปิดในสมัยหน้า แต่หากให้พิจารณาเพียง 14-15 วัน เวลาที่เหลืออีก 15 วัน ก็ควรจะเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้ 

ขณะที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชวน หลีกภัย กล่าวถึงการโหวตญัตติแบบขานชื่อในคราวเดียวกันทั้ง 6 ญัตติ ว่าสามารถทำได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ 

“3 รมต.พลังประชารัฐ”พบ”บิ๊กป้อม”ปัดถกเกลี่ยเก้าอี้ปรับครม.ใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“3 รมต.พลังประชารัฐ”พบ”บิ๊กป้อม”ปัดถกเกลี่ยเก้าอี้ปรับครม.ใหม่ 

"3 รมต.พลังประชารัฐ"พบ"บิ๊กป้อม"ปัดถกเกลี่ยเก้าอี้ปรับครม.ใหม่ 22 กันยายน 2563 – 11:31 น.

3 รมต. พปชร. เข้าพบ “บิ๊กป้อม” บนห้องทำงานบนตึกบัญฯ ก่อนประชุม ครม. ปัดวงหารือถกเกลี่ยเก้าอี้ปรับ ครม.ใหม่

22 ก.ย.2563  ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า  สำหรับบรรยากาศก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงทำเนียบฯ และขึ้นได้ห้องทำงานบนตึกบัญชาการ 1 ตั้งแต่เวลา 07.30 น. จากนั้นรัฐมนตรีในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ทยอยเดินทางเข้าพบ  คือ

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ที่เดินทางมาถึงคนสุดท้าย ในเวลา 09.10 น. ก่อนจะตามขึ้นไปบนห้องทำงานพล.อ.ประวิตร  ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า การเข้าพบของรัฐมนตรีในส่วนของพรรคพปชร.วันเดียวกันนี้ ทำให้ พล.อ.ประวิตร ลงมาจากตึกบัญชาการ 1 เพื่อไปประชุม ครม. ล่าช้ากว่าปกติ โดยทั้งหมดได้ลงมาพร้อมกันในเวลา 09.15 น.ก่อนจะเดินทางไปประชุมครม.ที่ตึกสันติไมตรี


โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม พล.อ.ประวิตร  ถึงกรณีรัฐมนตรีเข้าพบว่า มีการหารือเรื่องการปรับ ครม. หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ส่ายหน้าพร้อมกล่าวว่า “ก็มาปกติ”


ด้านนายสันติ กล่าวว่า ตนก็มาพบ พล.อ.ประวิตร ปกติทุกวันอังคารก่อนการประชุม ครม.อยู่แล้ว


ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นการมาพบพูดคุยกันตามปกติ ส่วนมีการหารือเรื่องการปรับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่มี”


เมื่อถามว่า เป็นการพูดคุยเพื่อประเมินสถานการณ์การชุมนุมในวันที่ 24 ก.ย. ของกลุ่มปลดแอก ที่จะเดินทางมารัฐสภาหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุย เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง