เลขาฯองค์กรต้านคอร์รัปชั่น ชี้วิกฤตจริยธรรมนักการเมืองเที่ยวผับทองหล่อต้นเหตุโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/463473

เลขาฯองค์กรต้านคอร์รัปชั่น ชี้วิกฤตจริยธรรมนักการเมืองเที่ยวผับทองหล่อต้นเหตุโควิดระบาด

เลขาฯองค์กรต้านคอร์รัปชั่น ชี้วิกฤตจริยธรรมนักการเมืองเที่ยวผับทองหล่อต้นเหตุโควิดระบาด10 เมษายน 2564 – 13:45 น.

เลขาฯองค์กรต้านคอร์รัปชันฯ ชี้วิกฤติจริยธรรมนักการเมืองที่ผับทองหล่อ จี้ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งตรวจสอบพฤติกรรมนักการเมือง – จนท.รัฐต้นเหตุโควิดระบาด แนะรัฐเอาผิดเจ้าของผับ ผู้บริหาร กทม. ตำรวจและจนท.สาธารณสุขที่ละเลยในการตรวจตรา บังคับใช้กฎหมาย

10 เม.ย.64  ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT โพสต์เฟซบุ๊ก Mana Nimitmongkol  เรื่อง วิกฤติจริยธรรมนักการเมืองที่ผับทองหล่อ มีเนื้อหาระบุว่า ต้นเหตุการระบาดใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่ประชาชนทั่วไป เคยเกิดมาแล้วจากสนามมวยของกองทัพ บ่อนการพนัน แรงงานผิดกฎหมายและล่าสุดที่ผับย่านทองหล่อ ทุกกรณีล้วนเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายและมีพฤติกรรมคอร์รัปชันอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น กรณีผับทองหล่อล่าสุดนี้ได้สร้างความไม่พอให้ประชาชนอย่างมาก เนื่องจากข่าวอันอื้ออึงเซ็งแซ่ว่ามีรัฐมนตรีและนักธุรกิจคณะใหญ่โคจรร่วมกันไปติดโควิดในสถานที่นั้น โดยทุกคนล้วนละเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคของรัฐที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับประชาชน กลายเป็นว่าการระบาดใหญ่รอบนี้คนที่เป็นรัฐมนตรีนำทีมไปทำเรื่องไม่เหมาะสมเสียเอง เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนปัญหา ‘จริยธรรม’ ของนักการเมืองที่เรื้อรัง
 

เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมบอบช้ำซ้ำซาก สิ่งที่รัฐบาลควรทำโดยด่วน คือ
1. ใช้กฎหมายเอาผิดเจ้าของผับ ผู้บริหารของ กทม. ตำรวจและเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขที่ละเลยในการตรวจตรา บังคับใช้กฎหมาย
2. ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกสามัญสำนึกด้านจริยธรรมของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ร่วมกันฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโรค นอกจากการด่าประณามของสังคมแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านจริยธรรม คือ ป.ป.ช. , ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม ควรทำหน้าที่วินิจฉัยว่าพฤติกรรมของพวกเขาเป็นความผิดหรือไม่
3. ออกมาตรการควบคุมที่ชัดเจนและเข้มงวดสำหรับสถานประกอบการแต่ละประเภททั่วประเทศ เพื่อให้มีการตรวจตราเตรียมพร้อม ควบคุมกฎหมายกฎระเบียบทุกอย่างก่อนที่จะเปิดให้สถานประกอบการเหล่านี้กลับมาดำเนินการต่อไปได้
4. รัฐบาลควรจัดให้มีช่องทางสายด่วนให้ประชาชนร้องเรียนเมื่อพบเห็นผู้ฝ่าฝืนมาตรการโควิดนี้
5. ต้องเป็นกติกาว่า ทุกมาตรการที่รัฐแนะให้ประชาชนปฏิบัติ เจ้าหน้าของรัฐทุกคนต้องปฏิบัติเท่าเทียมกันไม่มีข้อยกเว้น เช่น การโหลดแอพพลิเคชั่นหมอชนะ การเปิดเผยไทม์ไลน์ต่อเจ้าหน้าที่และสาธารณชน

ช่วงท้ายของบทความ ดร.มานะ ยังระบุด้วยว่า  การระบาดรุนแรงของโควิด-19 ที่ผ่านมาไม่ได้ให้บทเรียนแก่ทุกคนเลยกระนั้นหรือ โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่ควรตระหนักถึงความประมาทของคนไม่กี่กลุ่มที่จ้องแต่จะหาผลประโยชน์ หาความสุขแค่ชั่วคราว แต่ส่งผลให้การดำเนินชีวิตต้องเปลี่ยนไปของประชาชนทั้งประเทศ กี่ครั้งแล้วที่ต้องทนกับความประมาท ขาดสติ ไร้ความรับผิดชอบและการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ จะซ้ำเติมจนประเทศไทยบอบช้ำไม่ต้องฟื้นฟูประเทศกันอีกเลยหรือไม่ แล้วเมื่อไรที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์จะลืมตาอ้าปากทำมาหากินตามปกติได้เมื่อใด ใครจะเป็นคนตอบดี

เลขาฯองค์กรต้านคอร์รัปชั่น ชี้วิกฤตจริยธรรมนักการเมืองเที่ยวผับทองหล่อต้นเหตุโควิดระบาด

“แรมโบ้” เตือน “ชูวิทย์” พูดอะไรต้องรู้จักคิดอย่าเอาแต่มันส์ปาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/463461

“แรมโบ้” เตือน”ชูวิทย์” พูดอะไรต้องรู้จักคิดอย่าเอาแต่มันส์ปาก

 "แรมโบ้" เตือน"ชูวิทย์" พูดอะไรต้องรู้จักคิดอย่าเอาแต่มันส์ปาก 10 เมษายน 2564 – 11:07 น.

“แรมโบ้” เตือน “ชูวิทย์” พูดอะไรต้องรู้จักคิดอย่าเอามันส์ปาก เข้าใจดีเคยทำงานสถานบันเทิงมานานจึงไม่เข้าใจความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น”ตึกไทยคู่ฟ้า”

10 เม.ย.64 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กกรณีที่นายกฯจะฟ้องที่มีการโยงเรื่องของสถานบันเทิงกับชื่อตึก “ไทยคู่ฟ้า” และบอกว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ยันไม่ต้องการให้ใครเสื่อมเสีย มองสังคมไทยดัดจริต รักษาภาพลักษณ์ แต่ไม่ยอมรับความจริง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“ชูวิทย์” ขู่เปิดเลขทะเบียนรถรัฐมนตรีแพร่ “โควิด-19”
 

โดยนายเสกสกลชี้แจงว่าเรื่องนี้นายกฯบอกแล้วว่าจะขอดูว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ก่อนที่จะดำเนินการทางกฎหมาย เพียงนายกฯเตือนการเอาสถานที่สำคัญบ้านเมืองไปเปรียบเทียบกับสถานบันเทิงควรคิดว่า เหมาะสมหรือไม่ นายชูวิทย์ควรที่จะระมัดระวังปากพาไปหาเรื่อง ไม่มีใครดัดจริต อยากให้นายชูวิทย์พูดความจริงไม่มีใครห้ามอยู่แล้ว แต่ความจริงสิ่งใดควรพูดหรือไม่ควรพูด และการเอาสถานที่สำคัญของบ้านเมืองไปตั้งชื่อประชดประชันให้เสื่อมเสีย นายชูวิทย์ควรคิดได้มิใช่หรือ

ทั้งนี้ตนเองก็เห็นด้วยกับนายกฯที่ให้ระมัดระวังการที่จะใช้คำว่า“ไทยคู่ฟ้า”  เพราะสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นสถานที่ทำงานของผู้นำประเทศทุกคน เป็นหน่วยงานราชการ และยังถือว่าเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์  ซึ่งนายชูวิทย์ไม่ควรที่จะนำมาพูดเล่นหรือนำมาเปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับสถานบันเทิง จะพูดความจริงกล่าวหาว่าใครก็เอ่ยชื่อไปเลย มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเอาชื่อไทยคู่ฟ้าไปพูดให้เสียหายภาพพจน์

นายเสกสกลยังระบุว่าเข้าใจว่านายชูวิทย์ เป็นคนที่เคยทำงานกลางคืน และอยู่กับสถานบันเทิงมานานอาจไม่ค่อยได้ใส่ใจ หรือเข้าใจลึกซึ้งถึงสถานที่สำคัญอย่างตึกไทยคู่ฟ้า แต่ก่อนที่นายชูวิทย์จะนำสถานที่ที่มีความสำคัญแบบนี้มาเปรียบเทียบกับอะไร  ตนเองก็ขอให้ใช้สมองคิดก่อนว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ และควรให้เกียรติกับสถานที่แห่งนี้ด้วย

“และการที่นายชูวิทย์บอกว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย มองสังคมไทยดัดจริต รักษาภาพลักษณ์ แต่ไม่ยอมรับความจริง กับการที่นำชื่อตึกไทยคู่ฟ้าไปเปรียบเทียบกับสถานบันเทิง มันก็ถือเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งไม่ควรนำไปเปรียบเทียบเช่นนี้ เพราะจะสร้างความเสียหาย ทำลายความน่าเชื่อถือทั้งของนายกฯและรัฐบาล รวมถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างตึกไทยคู่ฟ้า

“ตนฝากถึงนายชูวิทย์ การพูดความจริงมันไม่ตายหรอก เป็นสิ่งที่ดี แต่การพูดในสิ่งที่จะต้องเปรียบเปรยใช้ภาษาเปรียบเทียบแบบไม่ใช้สมองคิดหรือคิดไม่เป็นใช้ได้หรือไม่ โตป็นผู้ใหญ่แล้วควรคิดว่า”ควรหรือไม่ควร เหมาะสมหรือไม่ ” บางครั้งการพูดเอามันส์ปากหรือสนุกปากใครก็พูดได้  แต่ไม่ควรใช้วาจา ทำให้สถานที่สำคัญของบ้านเมืองเสื่อมเสีย นายชูวิทย์โตจนผมหงอก สุนัขเลียก้น ไม่ถึงแล้ว พูดอะไรควรรู้จักระมัดระวังให้มากกว่านี้มิใช่หรือ” นายเสกสกลกล่าว

สสจ.บุรีรัมย์ แถลงไทม์ไลน์คนสนิท “ศักดิ์สยาม” คาดติดเชื้อจากผู้ติดตาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/463439

สสจ.บุรีรัมย์ แถลงไทม์ไลน์คนสนิท “ศักดิ์สยาม” คาดติดเชื้อจากผู้ติดตาม

สสจ.บุรีรัมย์ แถลงไทม์ไลน์คนสนิท "ศักดิ์สยาม" คาดติดเชื้อจากผู้ติดตาม9 เมษายน 2564 – 21:28 น.

สสจ.บุรีรัมย์ แถลงไทม์ไลน์คนสนิท “ศักดิ์สยาม” คาดติดเชื้อจากผู้ติดตาม ซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงย่านทองหล่อ

วันที่ 9 เมษายน 2564 ทางด้านเพจ สสจ. บุรีรัมย์ ได้ออกแถลงการณ์คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ ฉบับที่ 6/2564 วันที่ 9 เมษายน 2564 เรื่อง สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดบุรีรัมย์ ดังนี้ สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดบุรีรัมย์ในระลอกใหม่ ตั้งแต่วันที่ 5-9 เมษายน 2564 พบมีการติดเชื้อทั้งหมดจำนวน 15 ราย

โดยผู้ป่วยได้รับการรักษาที่
โรงพยาบาล ดังนี้
1. บุรีรัมย์จำนวน 13 ราย (โรงพยาบาลสนาม 9 ราย และในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ 4 ราย)
2. โรงพยาบาลนางรอง 1 ราย
3. โรงพยาบาลลำปลายมาศ 1 ราย

ซึ่งจากการสอบสวนโรคทั้งหมดเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงทองหล่อ จำนวน 6 ราย (โดยตรง) สถานบันเทิง รัชตา จำนวน 2 ราย (โดยตรง) และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ติดต่อจากผู้ที่เดินทางจากสถานบันเทิงทองหล่อ จำนวน 7 ราย

ขณะนี้ได้รับการรักษาตามแนวทางการแฟทย์แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์มีการระบาดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงอยู่ในช่วง เทศกาลหยุดยาว การกระจายตัวของประชาชนเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา ดังนั้น คณะกรรมการ โรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ พิจารณาให้ผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม ตามประกาศจังหวัดบุรีรัมย์ และกลุ่มเสี่ยงจากการระบาตระลอกใหม่ ได้แก่ Kystal Club Thonglor 25 The Emerald Thonglor 13 Dubai Pub และสถานบันเทิงต่างๆ ดำเนินการ ตรวจหาเชื้อโควิด-19 เบื้องตันด้วยวิธี Rapid Test โดยไม่เสียค่ใช้จ่าย ซึ่งสามารถรับบริการตรวจได้ที่ สถานพยาบาลในระดับอำเภอ

สสจ.บุรีรัมย์ แถลงไทม์ไลน์คนสนิท "ศักดิ์สยาม" คาดติดเชื้อจากผู้ติดตาม

และเนื่องจากมีข่าวที่เป็นประเด็นนำสนใจของสื่อมวลชน ได้แก่มีการตรวจพบเชื้อโควิต-19 ของ คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว. คมนาคม ซึ่งจากการสอบสวนโรคได้สันนิษฐานว่าติดเชื้อจากผู้ติดตามรัฒนตรีคมนาคม  ซึ่งบุคคลนี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงผ่านดังกล่าวในวันที่ 30 มีนาคม 2564 และ 1 เมษายน 2564 และได้ตรวจพบเชื้อในวันที่ 5 เมษายน 2564 โดยคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากใกล้ชิดบุคคลนี้ จึงได้ทำการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในวันที่ 6 เมษายน 2564 และผลรายงานเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 พบว่าติดเชื้อ จึงทำการรักษาที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2564 อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งสรุปว่าผลจากการสอบสวนโรค สันนิษฐานว่า ศักดิ์สยาม ติดเชื้อจากผู้ติดตามซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงย่านทองหล่อ

ขอบคุณ : สสจ. บุรีรัมย์

“ประมวล” หวด “นายกฯ” เพิ่งตื่นนำเข้าวัคซีนช้า ระบาดระยะ 3 ค่อยขยับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/463428

“ประมวล” หวด” นายกฯ” เพิ่งตื่นนำเข้าวัคซีนช้า ระบาดระยะ 3 ค่อยขยับ

 "ประมวล" หวด" นายกฯ" เพิ่งตื่นนำเข้าวัคซีนช้า ระบาดระยะ 3 ค่อยขยับ9 เมษายน 2564 – 18:22 น.

“ประมวล” หวด นายกฯเพิ่งตื่นตั้งกก.หนุนรพ.เอกชนนำวัคซีนเข้ามาฉีดให้ประชาชน ทั้งๆที่มีคนติงแล้วว่ารัฐบาลนำเข้าวัคซีนล่าช้าไม่ยอมฟัง พอระบาดระยะ3เป็นวงกว้างกระทบต่อการทำมาหากินของประชาชน ค่อยมาขยับทำ

9 เม.ย. 64 นายประมวล เอมเปีย อดีต ส.ส.ชลบุรี หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงการที่นายกฯตั้ง นพ.สกล สกลสัตยาทร อดีต รมว.สาธารณสุข เป็นประธานในการพิจารณาให้โรงพยาบาลเอกชนนำเข้าวัคซีนว่า มีคนเตือนนานแล้ว ว่ารัฐบาลบริหารเรื่องวัคซีนช้า แต่ก็ไม่ยอมฟัง วันนี้พิสูจน์แล้วว่า ทั้งช้าและผูกขาด มันเหมือนภาษิตโบราณกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้  

“เห็นไหมวันนี้ระบาดระลอกที่3 ลามเหมือนไฟลามทุ่ง กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว นายกฯเพิ่งจะมาคิดให้เอกชนนำเข้า คือเขาขอนำเข้าตั้งแต่แรกก็ไม่ยอม อวดดีว่ารัฐบาลจัดหาวัคซีนให้เพียงพอ วันนี้ก็ยังไม่พอ เพราะหากพอ บุคลากรทางการแพทย์ก็คงไม่ติดเชื้อโควิด” 
 
นายประมวล กล่าวว่า มันไม่ใช่แค่วัคซีนช้าและผูกขาดเท่านั้น ยังมีคำถามถึงคุณภาพของวัคซีนอีกด้วยว่า จะมีสรรพคุณระงับยับยั้งเชื้อได้ขนาดไหน เพราะอย่างรัฐมนตรีบางคนฉีดไปแล้วยังติดเชื้อได้ ประเด็นต่อมาคือความรับผิดชอบของรัฐบาล รัฐบาลบอกตลอดให้ประชาชนการ์ดสูง แต่ปรากฎว่ารัฐมนตรีและ ส.ส.รัฐบาลกลับการ์ดตกเสียเอง แบบนี้จะโทษใครดี 

ศาลให้ประกัน “หมอลำเเบงก์” – “ไผ่-สมยศ” วืดประกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/463424

ศาลให้ประกัน “หมอลำเเบงก์”-“ไผ่-สมยศ” วืดประกัน

ศาลให้ประกัน "หมอลำเเบงก์"-"ไผ่-สมยศ" วืดประกัน9 เมษายน 2564 – 17:29 น.

ศาลให้ประกัน “หมอลำเเบงก์”-“ไผ่-สมยศ” วืดประกัน

ศาลอาญาให้ ประกัน “หมอลำเเบงก์” ส่วน“ไผ่ ดาวดิน”- “สมยศ พฤษเกษมสุข” วืดไม่ได้ประกันตัว เพราะไม่ยอมลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เวลา 16.00น. (วันที่ 9 เมษายน 2564) ศาลอาญาอ่านคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ๒๔๗/๒๕๖๔ ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ และ นายพริษฐ์หรือเพนกวิน ชิวารักษ์ กับพวกรวม 22 คน

ตามที่ทนายความยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวนายปติวัฒน์หรือหมอลำแบงค์ สาหร่ายแย้ม จำเลยที่ 3 นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จำเลยที่ 5 และ นายจตุภัทร์หรือไผ่ดาวดิน บุญภัทรรักษา จำเลยที่ ๗ เมื่อวันที่ 5เมษายน 2564

ศาลอาญาได้ไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราวแล้วมีคำสั่งว่าพิเคราะห์จากคำแถลงและการไต่สวนตามร้องของนายปติวัฒน์หรือหมอลำแบงค์ สาหร่ายแย้ม จำเลยที่ 3 ประกอบกับคำ

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 แล้วน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 จะไม่ไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นได้อีก

จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ตีราคาประกันสองแสนบาท โดยมีเงื่อนไขห้ามมิให้จำเลยที่ 3 กระทำการในลักษณะเช่นเดียวกับที่จำเลยที่ 3 ถูกกล่าวหาตามฟ้องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ซ้ำอีก หรือไปร่วมกิจกรรมที่อาจทำให้เสื่อมเสียแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ห้ามจำเลยที่ 3 เดินทางออกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตป็นหนังสือจากศาล และให้จำเลยที่ 3 มาศาลตามกำหนดนัด โดยเคร่งครัด ก่อนปล่อยตัวจำเลยที่ 3 แจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทราบ

ส่วนของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จำเลยที่ 5 และ นายจตุภัทร์หรือไผ่ดาวดิน บุญภัทรรักษา จำเลยที่ 6 แม้จะให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนขอปล่อยชั่วคราวเช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 แต่กลับปรากฏข้อเท็ตจริงในภายหลัง ว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ศาลนัดสอบคำให้การตรวจพยานหลักฐาน และ กำหนดวันนัดสืบพยานคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ ๒๘๗/๒๕๖๔ และที่ 7 และทนายจำเลยที่ 4 และที่ 7 ไม่ยอมลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา โดยไม่มีเหตุอันสมควร มีเพียงจำเลยที่ 3 และทนายความจำเลยที่ 3 เท่านั้นที่ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา

ปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ และรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 8;เมษายน 2564

ทั้งทนายจำเลยที่ 3 และที่ 7 นำรายงานกระบวนพิจารณาไปเขียนข้อความเพิ่มเติมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ระบุว่า “ทนายความจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 22 ไม่ขอลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา เนื่องจากไม่ยอมรับกระบวนพิจารณา” กับมีพฤติการณ์จะไม่ยอมไปกำหนดวันนัดสืบพยาน ที่ศูนย์นัดความ และยื่นคำร้องขอถอนทนายความ ทำให้การกำหนดวันนัดสืบพยานเป็นด้วย

ความยากลำบาก ซึ่งเป็นอุปสรรคและก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล ข้อความและคำแถลงของจำเลยที่ 5และที่ 7 ว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่แถลงไว้ต่อศาล จึงไม่น่าเชื่อถือว่าสามารถปฏิบัติตามที่แถลงไว้ต่อสาลได้ ในขั้นนี้ไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 4 และที่ 7 ชั่วคราว ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 4 และที่ 7

2 อดีตสมาชิกรัฐสภา “วัชระ-สมบูรณ์” ยื่นคัดค้าน “พรพิศ” เซ็นงดค่าปรับสภาใหม่ 1,200 ล. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/463417

2อดีตสมาชิกรัฐสภา”วัชระ-สมบูรณ์” ยื่นคัดค้าน”พรพิศ”เซ็นงดค่าปรับสภาใหม่ 1,200 ล.

 2อดีตสมาชิกรัฐสภา"วัชระ-สมบูรณ์" ยื่นคัดค้าน"พรพิศ"เซ็นงดค่าปรับสภาใหม่ 1,200 ล. 9 เมษายน 2564 – 15:51 น.

2อดีตสมาชิกรัฐสภา”วัชระ-สมบูรณ์” ยื่นคัดค้าน”พรพิศ”เซ็นงดค่าปรับสภาใหม่ 1,200 ล.

9 เม.ย.64  เมื่อเวลา12.45น.ที่อาคารรัฐสภา นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ และนายสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ร่วมกันยื่นหนังสือผ่านเจ้าหน้าที่สารบรรณถึงนางพรพิศ  เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้ระงับยับยั้งการงดค่าปรับให้แก่ผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารรัฐสภา หลังจากมีข่าวว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือแจ้งต่อผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่แล้วว่าได้อนุมัติให้งดการเรียกค่าปรับประมาณ 1,200 ล้านบาทไปแล้วนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สมควร เนื่องจากสัญญาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่กำหนดไว้ 900 วัน ค่าก่อสร้าง 12,280 ล้านบาท แต่ขยายระยะเวลาก่อสร้างถึง 4 ครั้ง รวม 1,864 วัน เป็นเวลา 2 เท่าของสัญญาเดิม รวมทั้งสิ้น 2,764 วัน และถึงวันนี้ รวม2,861 วัน ก็ยังไม่แล้วเสร็จ อีกทั้งปรากฏว่ามีการจ้างผู้รับเหมาช่วงอันเป็นการผิดสัญญาจ้าง ที่สำคัญการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบ วัสดุอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน รายละเอียดทั้งหมดอยู่ที่อดีต ส.ส. นายวิลาศ  จันทร์พิทักษ์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.สภาผู้แทนราษฎร

นอกจากนี้เมื่อครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 บริษัทต้องการขยายเวลาครั้งที่ 5 อีก 133 วัน แต่ถูกสำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำความเห็นถึง 10 หน้า ระบุว่าเอกชนส่อว่าใช้สิทธิไม่สุจริตและไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ และเมื่อการก่อสร้างไม่เสร็จตามสัญญา สภาต้องจ่ายค่าเช่าอาคารสถานที่ ค่าเช่าที่ประชุมรัฐสภา ค่าเช่าที่สัมมนา ค่าเช่ารถตู้รับส่งข้าราชการ ทางราชการเสียหายรวมนับพันล้านบาท 

นายวัชระ กล่าวว่า เหตุผลที่ผู้รับจ้างเสนอในการงดค่าปรับ เป็นเหตุผลเดียวกับที่ผู้รับจ้างเคยยื่นต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงการขอขยายเวลาในการก่อสร้าง และสำนักกฎหมายเคยมีความเห็นว่า ข้อกล่าวอ้างของผู้ว่าจ้าง ไม่สมเหตุสมผล ไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ และเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริ

ดังนั้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่สามารถใช้เหตุผลดังกล่าวมาใช้ในการงดค่าปรับให้แก่ผู้รับจ้างได้ เนื่องจากกำหนดเวลาการก่อสร้างอาคารรัฐสภาได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2563 แล้ว หากอนุมัติการงดค่าปรับให้แก่ผู้รับจ้าง เท่ากับผู้รับจ้างสามารถปฏิบัติงานได้ตามเวลาที่ตนต้องการ อีกทั้งได้รับการคุ้มครองจากการอนุมัติของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในการงดค่าปรับอีกด้วย เป็นการขัดกับข้อสัญญาจ้างการก่อสร้างที่ระบุอย่างชัดเจนให้มีการก่อสร้างภายใน 900 วัน หลังจากนี้ตนจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ให้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป

นายกรัฐมนตรี ลั่น “หยุดสักที” พวกเที่ยวที่อโคจร เตือนนักการเมืองเป็นบทเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/463411

นายกรัฐมนตรี ลั่น “หยุดสักที” พวกเที่ยวที่อโคจร เตือนนักการเมืองเป็นบทเรียน

 นายกรัฐมนตรี ลั่น "หยุดสักที" พวกเที่ยวที่อโคจร เตือนนักการเมืองเป็นบทเรียน9 เมษายน 2564 – 14:56 น.

นายกรัฐมนตรี ลั่น “หยุดสักที” พวกเที่ยวที่อโคจร เตือนนักการเมืองเป็นบทเรียน บอกตัวเองไม่เคยไปมาหลายสิบปี แต่ตอนหนุ่มๆคนละเรื่อง ขู่ฟ้องคนโยง’ไทยคู่ฟ้าคลับ’ ยันไทยไม่ได้ฉีดวัคซีนช้ากว่าใคร แจงต้องยึดความปลอดภัย เพราะจัดซื้อเองไม่ได้รับบริจาค

9 เม.ย. 64 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังร่วมกับคณะแพทย์ ประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารป้องกันโควิด-19 (ศบค.) ชุดเล็ก ว่า วันนี้ขอให้พวกเราทุกคนระวังตัวไว้ด้วยกับสถานการณ์ในวันนี้ ซึ่งการที่ตนบอกว่าอะไรจะเกิดมันต้องเกิดนั้น เพราะตราบใดที่ยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ทั้งหมด เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องแก้ไขกันต่อไปไม่มีอะไรจบปุ๊บปั๊บ เพราะเป็นเรื่องเชื้อโรค เราต้องมองไปข้างหน้าด้วยว่าหลังโควิดแล้วอะไรจะเกิดขึ้นอีก เช่น เชื้อสายพันธุ์ใหม่ โดยย้ำว่าตนให้ความสำคัญทุกช่วงให้เมื่อยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งวันนี้ได้พูดคุยทำความเข้าใจกันกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข รวมทั้งได้เชิญตัวแทน ร.พ.เอกชน มาด้วย โดยหารือหลักการนำเข้าวัคซีนเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง แต่ปัญหาคือต้องไปแก้ไขเรื่อง อย.และเภสัช ด้วย เพื่อพิจารณาการนำเข้าวัคซีน เพราะย้ำว่าเป็นการใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงให้ไปหาทางว่าเอาเข้ามาได้อย่างไร เพื่อเป็นวัคซีนทางเลือก วันนี้เราจึงเดินหน้าเรื่องวัคซีนทางเลือก โดยหารือกับผู้ผลิตด้วย เพราะมีหลักการหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง 

พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ตนยินดีที่รพ.เอกชนจำนวนมากอยากหาวัคซีนช่วยรัฐบาล ซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยปิดกั้นอยู่แล้ว แต่มีปัญหาในเรื่องการนำเข้า ซึ่งเกี่ยวกับต่างประเทศด้วย จึงต้องไปปลดล็อกตรงนี้

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีวัคซีนเข้ามาแล้ว 3.5 แสนโดส และในเดือนเมษายนนี้ จะเข้ามาเพิ่มเติม 1.5 ล้านโดส และจะเข้ามาตามลำดับ เว้นแต่มีปัญหาที่ต้นทาง ซึ่งจะควบคุมได้ยาก ส่วนที่จํานวนผู้ติดเชื้อมีเพิ่มขึ้น 300-400 ที่ทำให้ตระหนกกันนั้น แต่ยืนยันว่าเราควบคุมได้ โดยหาตัวมาเข้าสถานกักตัว เข้ารับการรักษา และเตรียม ร.พ.สนาม ซึ่งเตรียมการไว้ทั้งหมดหากสถานการณ์แพร่ระบาดมากขึ้น ย้ำว่านายกฯ ไม่เคยทอดทิ้งใคร ขณะเดียวกันวันนี้ได้ข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หมอและพยาบาลติดเชื้ออีก ดังนั้นทำอย่างไรไม่ให้มีการระบาดในโรงพยาบาลจึงต้องมีโรงพยาบาลสนามไว้ตรวจคัดกรอง นอกจากนี้ยืนยันว่าน้ำยาตรวจมีเพียงพอ ไม่มีปัญหาอะไร 

นายกฯ กล่าวย้ำว่า วันนี้ขอให้ทุกคนระมัดระวังตัวเองเว้นระยะห่างสวมหน้ากากและล้างมือและเว้นไปในที่อโคจร ระมัดระวังตัวเอง ซึ่งตนก็ไม่รู้ทำอย่างไร เพราะไปสั่งห้ามคนไม่ให้ไปไม่ได้ มีอย่างเดียวคือสั่งปิดสถานบริการ ซึ่งวันนี้สั่งปิดเพิ่มอีกใน 41  จังหวัดตามมาอีก แล้วใครเดือดร้อน ซึ่งเราโทษใครไม่ได้ แต่ทุกคนต้องทำเพื่อคนไทยซึ่งนายกฯ เข้ามาเพื่อแบบนี้ นอกจากนี้ในพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเสี่ยงและกิจกรรมเสี่ยง ต้องได้รับการดูแล โดย สงกรานต์ปีนี้ขอให้เป็นสงกรานต์ปลอดภัย เป็นแบบ New Normal การไปรดน้ำพระหรือไปที่ที่มีคนจำนวนมากยังอันตรายทั้งหมด จึงขอให้รดน้ำคนที่บ้าน สิ่งสำคัญนอกจากไหว้พระ แล้วต้องทำกุศลให้คนอื่นปลอดภัยด้วย มีจิตสำนึกรู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติ นอกจากนี้ยังมีความเป็นห่วงในช่วงรอมฎอนด้วย ขอให้ระมัดวังที่สุด เพราะสถานการณ์โควิดทั่วโลกยังไม่หยุด มีคนติดเพิ่มเป็นหมื่นๆ บางประเทศตายเป็นแสนๆ แต่ของเราไม่ได้จะว่ามากหรือน้อย เพราะชีวิตคือชีวิต

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า เรื่องการฉีดวัคซีนอย่ามองว่าฉีดช้าหรือเร็ว ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนวัคซีนที่มีอยู่ ทั้งนี้หลายประเทศไม่ต้องจัดหา วัคซีนเองด้วยซ้ำ เช่นประเทศมีรายได้ร้อย แต่เป็นการฉีดให้ทดลองก่อนแล้วเรากล้าหรือไม่ ดังนั้นไม่ใช่ช้ากว่าเขา ถ้าวัคซีนมีฉีดได้หมด แต่เราไม่ใช่วัคซีนบริจาคซื้อเอง เพราะเรารายได้ปานกลาง ค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันวันนี้เราต้องบริหารความเข้าใจให้ได้ลดความแตกแยก เพราะทุกคนเป็นคนไทยและสำคัญทั้งหมด ซึ่งตนเองในมุมหนึ่งเป็นนายกฯและนักการเมือง แต่ก็เป็นประชาชนเหมือนทุกคน 

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันได้ตั้งคณะทำงานโดยมี นายแพทย์ปิยสกล สกลสัตยาทร ที่ปรึกษาศูนย์ศบค. เป็นประธานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อพิจารณาจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมและบริหารการฉีดวัคซีน โดยต้องฉีดให้ได้ อย่างน้อย 45 ล้านคนทั้งประเทศ 

เมื่อถามถึง ความเป็นไปได้ในการลดขั้นตอนการนำเข้าวัคซีนของ ภาคเอกชนได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนพร้อมที่จะลดขั้นตอน แต่ต่างประเทศเขาไม่ยอมลด เพราะมีมาตรฐานที่ทั้งโลกต้องดำเนินการ แต่ปัญหาหลักคือตอนนี้ต่างประเทศจะขายให้เราหรือไม่ เนื่องจากตอนนี้ก็มีการแย่งวัคซีนกัน ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้ดำเนินการช้าไปกว่าประเทศอื่น อย่างในประเทศอินเดียที่เป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่จากบริษัทแอสตราเซกา ยังประสบปัญหาผลิตไม่ทัน เพราะคนติดเชื้อมากขึ้น ส่วนสถานการณ์การติดเชื้อภายในประเทศไทยก็มีมากขึ้น แต่ที่สำคัญคือต้องไม่เจ็บและไม่ตาย รักษาให้ได้ ซึ่งขณะนี้ยารักษาภายในประเทศนั้นเพียงพอ ส่วนวัคซีนนั้นสามารถป้องกันได้แต่ไม่ใช่ป้องกันได้ 100% เป็นเพียงการเพิ่มภูมิต้านทานให้ติดเชื้อยากขึ้น ไม่ใช่ว่าฉีดวัคซีนแล้วจะไปในสถานที่อโคจร ไม่เช่นนั้นก็ติดอยู่ดี

ส่วนเมื่อถามถึงกรณีที่โรงพยาบาลเอกชนไม่รับตรวจ โควิด – 19 นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เกิดจากสาเหตุเตียง โรงพยาบาลเอกชนไม่เพียงพอ หากรับตรวจเมื่อพบว่าติดเชื้อก็ต้องรักษา จึงต้องนำผู้ป่วยนี้ดึงออกมาอยู่ในโรงพยาบาลสนาม และยืนยันว่าขณะนี้เองโรงพยาบาลเอกชนสามารถตรวจได้แล้วและมีน้ำยาเพียงพอ พร้อมอธิบายว่าหากรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อทั้งหมดจะไม่สามารถรักษาโรคปกติได้ ซึ่งต้องมีการบริหารคนหมู่มาก

ส่วนแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นเพียงแผน หากดำเนินการไม่ได้ก็ไม่ทำตามแผน ซึ่งหากจะบังคับใช้ได้จริงจะต้องออกมาเป็นคำสั่งไม่ใช่แผน รวมถึงการเจรจากับประเทศ เช่น มีวัคซีนพาสปอร์ตหรือไม่ พร้อมย้ำว่าแผนการเปิดประเทศไม่ใช่เปิดโล่งทั้งหมด ต้องดูด้วยว่าประเทศเพื่อนบ้านเขาเปิดหรือไม่  ทุกวันนี้ต้องย้ำเรื่องเศรษฐกิจค้าขายเป็นหลัก  ทั้งต้องเตรียมวัคซีนให้พร้อมในพื้นที่ท่องเที่ยวของประเทศ  ซึ่งทำอะไรต้องเป็นกลางเสมอ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เท่าเทียม รับฟังความคิดเห็นว่าสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้บ้าง ไม่ใช่เพียงแค่คิดแล้วสั่งโครมๆ ลงไปเลย 

ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ที่นักการเมืองหรือรัฐมนตรีบางคนยังเดินทางไปที่อโคจร รัฐบาลจะเรียกความเชื่อมั่นได้อย่างไรนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่ ใครจะไปที่ไหนมาก็รู้ตัวอยู่แล้ว รัฐบาลจะไปห้ามก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล วันนี้ตนมองว่าเป็นบทเรียนพอสมควรแล้ว ขอให้หยุดกันเสียที เพราะหากใครติดเชื้อก็ต้องรักษา ซึ่งเป็นบทเรียนว่าสถานที่อโคจร ไม่ควรไป เพราะนายกฯ ก็ไม่เคยไปไหนเลยกว่า 10 ปีแล้ว ไม่เคยออกจากบ้านไปไหนเลย แต่สมัยหนุ่มๆ ก็คงคนละเรื่อง แต่ไม่ไปขนาดนี้

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงรัฐมนตรีคนอื่นๆ ว่า มีการรายงานการกักตัวเข้ามาให้ทราบ ซึ่งเขาก็โอเค และตนได้สั่งการให้ทำงานอยู่ที่บ้าน​ ผ่านการประชุมระบบวิดิโอคอนเฟอร์เรนซ์​  สั่งงานผ่านแอปพลิเคชั่น​ไลน์​ ไม่ใช่​ 14 วันและจะหายไปเลย ทุกคนมีความรับผิดชอบ​ ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเวลาใดก็รับผิดชอบ จึงขอทุกคนรับผิดชอบไปกับตนเองด้วยรวมถึงสื่อมวลชนด้วยว่าจะทำยังไงให้บ้านเมืองสงบ​ 

ส่วนกรณี​ที่รัฐสภามีการเลื่อนพิจารณา​ร่างประชามติ​นายกรัฐมนตรี​ย้อนถามว่าเพราะอะไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ​ ก็เพราะมีการติดเชื้อโควิด​ซึ่งตนจะไปบังคับใครไม่ได้เนื่องจากเป็นเรื่องของสภา​ฯ เมื่อมีการระบาดสมาชิกก็กลัวจะติดไปด้วย​  ยืนยันว่าตนจะไม่เข้าไปยุ่งกรณีที่ร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้จะผ่านหรือไม่ผ่าน​ เพราะหลายอย่างที่เสนอผ่านรัฐบาลไปแล้วเป็นสิ่งที่เห็นชอบและจะไปควบคุมไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอะไร​ เพราะทุกคนมีความคิดไม่ต้องไปสั่งเขา​ 

ส่วนการออกมาตรการ​ของจังหวัด​ ที่ออกมาควบคุมป้องกันการแพทยระบาดนั้น นายยกรัฐมนตรี กล่าวว่า มี 2 อย่าง​ คือจังหวัดจะจัดการพื้นที่อย่างไรที่มีการรับาดอย่างไร และจะเข้าไปอย่างไร​ และอีกประการคือคนที่จะเข้าไป​ มาจากพื้นที่ใดบ้าง ทั้งนี้ต้องคำนึงด้วยว่า​ การเดินทางจากกรุงเทพมหานคร จังหวัดปลายทางจะรับหรือไม่​ ส่วนจะเพิ่มพื้นที่หรือไม่​ ศบค.​ จะเป็นผู้แถลงชี้แจง​ และในวันนี้​ สถานบันเทิงก็มีปิดตัวลง​และได้รับความเดือดร้อน​ด้วย อีกทั้งตนยังได้สั่งตำรวจดูแลในเรื่องของอุปกรณ์การตรวจวัดแอลกอฮอล์​ในจุดตรวจด่านแอลกอฮอล์​เพื่อลดการแพร่ระบาดด้วย​ โดยยืนยันว่ามีการเปลี่ยนหลอดเป่าอยู่ตลอดไม่ใช่การเป่าปี่หรือดูดแต่อย่างใด​ 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง กรณีที่มีการโยงสถานบันเทิงกับตึกไทย​คู่​ฟ้า ว่า​ กำลังสั่งการให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าผิดกฎหมายหรือไม่​ การใช้คำว่าไทยคู่ฟ้า​ ไปทำโน้นทำนี้​ คงไม่ใช่ ขอให้ระวังกันด้วย​

“ทิพานัน” วอน “หมอชลน่าน” เลิกอคติ ไล่รัฐบาลอย่างไร้สติ หยุดบิดเบือนประสิทธิภาพวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/463391

“ทิพานัน” วอน “หมอชลน่าน” เลิกอคติ ไล่รัฐบาลอย่างไร้สติ หยุดบิดเบือนประสิทธิภาพวัคซีน

"ทิพานัน" วอน "หมอชลน่าน" เลิกอคติ ไล่รัฐบาลอย่างไร้สติ  หยุดบิดเบือนประสิทธิภาพวัคซีน9 เมษายน 2564 – 11:09 น.

“ทิพานัน” วอน “หมอชลน่าน” เลิกอคติ ไล่รัฐบาลอย่างไร้สติ หยุดบิดเบือนประสิทธิภาพวัคซีนทั้งที่เป็นแพทย์ แจง บ.วัคซีนผลิตแทบไม่ทันขายให้รัฐทั่วโลก ย้ำรัฐบาลไม่เคยผูกขาด ไม่ขัดข้องหากเอกชนสามารถนำเข้าถูกต้องและปลอดภัย หวั่นเกิดปัญหาวัคซีนปลอม

9 เม.ย. 64 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย วิจารณ์การจัดซื้อวัคซีน กล่าวหาว่ารัฐบาลรัฐไม่สนับสนุนภาคเอกชนในการจัดหาวัคซีน ให้ข้อมูลประสิทธิภาพวัคซีนโควิด 19 บิดเบือน และตัดตอนเฉพาะบางวลีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เพื่อปรักปรำการบริหารจัดการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อโควิด19 ของรัฐบาลนั้น

ขอให้ น.พ.ชลน่าน เลิกใช้อคติ จนออกมาไล่รัฐบาลไล่อย่างไร้สติ เพราะรัฐบาล ทีมแพทย์ พยาบาล อสม. ได้ตั้งใจอย่างเต็มที่ในการควบคุมการแพร่ระบาด ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะยืนหยัดเป็นหนึ่งในการได้รับคำชื่นชมจากองค์การอนามัยโลกและนานาประเทศให้เป็นแบบอย่างที่ดีในการจัดการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด และขณะนี้ทีมทำงานทุกคนกำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อหยุดการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุดอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน 

น.ส. ทิพานัน กล่าวว่า น.พ. ชลน่านไม่ควรตัดตอนเอามาเฉพาะ “อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด” แล้วตีความว่าพลเอกประยุทธ์สารภาพว่าหมดปัญญาในการจัดการแล้ว เพราะประโยคเต็มและความหมายที่แท้จริงคือ พล.อ. ประยุทธ์ ได้ตัดสินใจใช้แนวทางควบคุมการแพร่ระบาดในครั้งนี้โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างเรื่องสุขภาพกับเรื่องเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชน การควบคุมการแพร่ระบาดในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงของการเดินทางกลับภูมิลำเนาก็จะมีมาตรการคัดกรอง กักตัว ของแต่ละจังหวัดเข้มงวดตามความรุนแรงของการแพร่ระบาด ดังนั้นจึงขอความร่วมมือประชาชนให้ตั้งการ์ดสูง ใช้มาตรการป้องกันส่วนบุคคล D-M-H-T-T (เว้นระยะห่าง-สวมหน้ากาอนามัย-หมั่นล้างมือ-วัดอุณหภูมิ-สแกนไทยชนะ) ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่และรับเชื้อโควิด

“ส่วนกรณีที่ น.พ.ชลน่านกล่าวหาว่า รัฐบาลจัดหาโดยมุ่งวัคซีนยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งและวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อได้ 100% เพราะรัฐมนตรีที่ฉีดวัคซีนแล้วยังติดเชื้อได้อีกนั้นก็เป็นข้อมูลที่กล่าวหาบิดเบือน เป็นการให้ข้อมูลไม่สมกับที่เป็นแพทย์ เพราะรัฐบาล ศบค. และทีมแพทย์ที่เกี่ยวข้องได้ให้ความรู้เรื่องนี้จนประชาชนทั่วไปเข้าใจดีว่า วัคซีนโควิดทุกยี่ห้อไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ แต่ประสิทธิภาพของวัคซีนคือ ลดอัตราการเกิดโรค และลดความรุนแรง-อัตราการเสียชีวิตจากโรค ผู้ที่ได้รับวัคซีนทุกยี่ห้อยังสามารถติดเชื้อได้แต่จะมีภูมิคุ้มกันโรคที่จะช่วยลดอาการความรุนแรงของโรค” น.ส. ทิพานัน กล่าว

ส่วนการจัดหาวัคซีนนั้น ขอย้ำว่า หากดูข้อมูลสถิติทั่วโลกจะเห็นว่าเกิดปัญหาบริษัทผู้ผลิตวัคซีนผลิตให้กับรัฐบาลในประเทศที่สั่งจองทั่วโลกแทบไม่ทัน มีความล่าช้า และเกิดปัญหาขัดแย้งอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่ประสบปัญหาดังกล่าว แผนการจัดหาวัคซีนและการฉีดวัคซีนจัดได้ว่าเป็นไปตามเป้าหมาย และที่สำคัญคือรัฐบาลไม่เคยผูกขาดการจัดซื้อวัคซีนเพียงบางบริษัทและไม่เคยปิดกั้นและไม่ขัดข้องหากเอกชนสามารถจัดหานำเข้าวัคซีนมาฉีด เพียงแต่ภาคเอกชนจะต้องขอรับใบอนุญาตนำเข้าและขออนุญาตขึ้นทะเบียนวัคซีนก่อนการใช้และรับผิดชอบการจำหน่ายวัคซีนในประเทศอย่างถูกต้องเสียก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามมาตรฐานสากลและป้องกันการนำเข้าวัคซีนปลอม วัคซีนด้อยคุณภาพ น.ส. ทิพานัน กล่าว

“แรมโบ้” อัด”หมอชลน่าน” เลิกตีกินทางการเมืองในช่วงที่ประเทศเกิดปัญหา แล้วหันหน้ามาช่วยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/463371

“แรมโบ้” อัด”หมอชลน่าน” เลิกตีกินทางการเมืองในช่วงที่ประเทศเกิดปัญหา แล้วหันหน้ามาช่วยกัน

"แรมโบ้" อัด"หมอชลน่าน" เลิกตีกินทางการเมืองในช่วงที่ประเทศเกิดปัญหา แล้วหันหน้ามาช่วยกัน9 เมษายน 2564 – 08:03 น.

“แรมโบ้” ย้ำการบริหารจัดการโควิด ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ยืนยันรัฐบาล “พล.อ ประยุทธ์” ทำได้ดีอยู่แล้วไม่ต้องเปลี่ยนตัว อัด “หมอชลน่าน” เลิกตีกินทางการเมืองในช่วงที่ประเทศเกิดปัญหา แล้วหันหน้ามาช่วยกัน

9 เมษายน 2564 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกมาบอกว่ารัฐบาลล้มเหลวในการจัดการโควิด และหากนายกฯแก้ไม่ได้ ก็ควรลาออกให้คนอื่นมาทำ โดยยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีใครเหมาะสมที่จะทำงานแก้ปัญหาเพื่อบ้านเมืองได้เท่านายกฯ ประยุทธ์ แล้ว เพราะก็เห็นแล้วว่าที่ผ่านมาทำงานแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด 19 เป็นที่ยอมรับทั้งคนในประเทศและต่างประเทศว่าสามารถทำได้เป็นอย่างดี 

นายเสกสกล ระบุว่าการแก้ไขปัญหาโควิดนั้นต่อให้รัฐบาลทำได้ดีแค่ไหน หากไม่ได้รับความร่วมมือกับทุกภาคส่วนก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน รวมทั้ง ส.ส. ฝ่ายค้านด้วยซึ่งหมอชลน่านเป็นหมอน่าจะรู้เรื่องนี้ดี 

ส่วนเรื่องวัคซีนนายกฯได้พยายามที่จะให้ประชาชนได้ฉีดวัคซีนให้โดยเร็วที่สุด และรัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นภาคเอกชนจัดหาวัคซีนเองได้ ซึ่งเรื่องนี้ อย.ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าสามารถนำเข้าได้ เพื่อบริการฉีดให้กับประชาชน แต่ต้องอยู่ภายใต้การใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉะนั้นจะต้องมีการควบคุม มีการลงทะเบียนผู้รับวัคซีน ติดตามเรื่องความปลอดภัย ผลข้างเคียงต่างๆ และขณะนี้ก็มีมาขอขึ้นทะเบียนแล้ว 14 บริษัท

“หมอชลน่านอย่ามัวแต่จะตีกินทางการเมือง จนไม่สนใจข้อเท็จจริงอะไรเลย ขอให้เปิดใจดูบ้างว่านายกฯและรัฐบาลทำงานในการแก้ไขโควิดได้ดีมากน้อยแค่ไหน หลายครั้งที่มีการระบาดและไม่นานจำนวนผู้ติดเชื้อก็ลดลงนั้นก็เป็นการแสดงให้เห็นว่านายกฯ รัฐบาลทำได้ ประชาชนให้ความร่วมมือ 

แต่เรื่องเศรษฐกิจจะเดินหน้าได้ช้าบ้าง นายกฯก็พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะทำให้ประชาชนได้บรรเทาความเดือดร้อนไปได้ ในภาวะวิกฤตโควิดแพร่ระบาดเศรษฐกิจทรุดลงตกต่ำไปทุกประเทศไม่ใช่ล่าช้าเฉพาะประเทศไทย ถ้าเปรียบเทียบกับหลายๆประเทศอัตราการเติบโตของศก.ในบ้านเรายังดีกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พยายามทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและยังได้จัดหาวัคซีนให้ประชาชนได้ฉีดวัคซีนกันครบทุกคนและเร็วที่สุดแต่ทุกอย่างก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่มีอยู่ ไม่มีนายกฯหรือรัฐบาลใดอยากให้ประชาชนในประเทศติดโควิด และได้รับความเดือดร้อนจากโควิด อย่างแน่นอน ดังนั้นตนเองก็ขอให้หมอชลน่าน หยุดพูดเรื่องการเมืองไว้ก่อน และหันหน้ามาช่วยกันไม่ต้องช่วยนายกฯก็ได้แต่ขอให้ช่วยประชาชนเป็นหลัก

” ในภาวะเกิดการแพร่กระจายของเชื้อเพิ่มขึ้นอาจส่งผลติดต่อไปยังประชาชนมากขึ้น หมอชลน่านและคนในพรรคเพื่อไทยควรออกมาช่วยกันห้ามปรามหรือชี้แนะประชาชนให้ช่วยกันให้ความร่วมมือตามที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและศบค. แนะนำ ไม่ใช่อะไรก็จะโทษแต่นายกฯตีกินการเมืองรายวัน ถามว่าการใช้น้ำลายในปากพ่นรายวัน ได้ประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไรบ้างควรเอาประเทศชาติประชาชนเป็นหลัก รู้จักปล่อยวางการเมืองลงสักนิด จะได้เป็นนักการเมืองที่ดีในสายตาประชาชน”

ด่วน โฆษกรัฐบาลกักตัว 14 วัน หลังร่วมรุ่นเรียน วปอ.63 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/463363

ด่วน โฆษกรัฐบาลกักตัว 14 วัน หลังร่วมรุ่นเรียน วปอ.63

ด่วน โฆษกรัฐบาลกักตัว 14 วัน หลังร่วมรุ่นเรียน วปอ.638 เมษายน 2564 – 22:15 น.

ด่วน โฆษกรัฐบาล “อนุชา บูรพชัยศรี”กักตัว 14 วัน หลังร่วมรุ่นเรียน วปอ.63 1คน ติดเชื้อ โควิด-19 ‘เผย’ เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าตัวเผย  แม้ไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงและมีการตรวจสวอปเทสแล้วแต่เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของ สธ.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า หลังจากที่พลโท วิโรจน์ เกิดแสง ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ได้ออกประกาศวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 63 ในกรณีสถานการณ์ไม่ปกติ อันเนื่องมาจากภาวการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19

โดยระบุว่า ได้รับรายงานว่ามีนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 63 จำนวน 1 คน ติดเชื้อ และมีนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 63 จำนวน 2 คน ขอกักตัวเนื่องจากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

ประกอบกับมีข้าราชการ 1 คน ตรวจพบการติดเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 7 เมษายน จึงได้ขอยกเลิกการเดินทางไปดูกิจการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 26-30 เมษายน และเลื่อนการจัดสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 20-22 เมษายน ไปก่อน และยกเลิกกิจกรรมการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน เป็นต้นไปถึงวันที่ 30 เมษายน

รวมทั้งขอให้นักศึกษา รุ่น 63 และข้าราชการ เข้ารับการตรวจ ตั้งแต่วันที่ 8-9 เมษายน และกักตัว 14 วัน ณ ที่พัก พร้อมรายงานในระบบทุกวันนั้น

ล่าสุดจากการตรวจสอบ พบว่า นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นนักเรียนร่วมรุ่น วปอ.63 ด้วย

จากการสอบถามนายอนุชา เปิดเผยว่า แม้ตัวเองจะไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โควิด-19 เนื่องจากส่วนใหญ่เวลาเรียนได้เรียนผ่านระบบซูม แต่เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข ก็จะเริ่มกักตัวเองตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนเป็นต้นไป

ทั้งนี้ส่วนตัวได้เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดแล้ว รวมทั้งวันเดียวกันนี้ ได้ทำการตรวจ สว็อปเทส ที่ทำเนียบรัฐบาลแล้วเช่นกัน แต่เพื่อให้เป็นมาตรฐานสาธารณสุขก็จะขอกักตัวตามที่ได้รับคำแนะนำของพลโท วิโรจน์ เป็นเวลา 14 วัน