หม่อมกร ลั่น ผู้ว่าฯ กทม. ต้องใจใหญ่ ประกาศนโยบายเปลี่ยนกรุงฯ เป็น แดนไร้ผู้มีอิทธิพล

หม่อมกร ลั่น ผู้ว่าฯ กทม. ต้องใจใหญ่ ประกาศนโยบายเปลี่ยนกรุงฯ เป็น แดนไร้ผู้มีอิทธิพล

หม่อมกร ลั่น ผู้ว่าฯ กทม. ต้องใจใหญ่ ประกาศนโยบายเปลี่ยนกรุงฯ เป็น แดนไร้ผู้มีอิทธิพล

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.46 น.

วันนี้ 2 มิถุนายน 2569 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ หม่อมกร นักเคลื่อนไหวและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน โพสต์ข้อความพร้อมคลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอกย้ำปัญหาผู้มีอิทธิพลในกรุงเทพฯ พร้อมประกาศความพร้อมในการอาสาเป็นผู้ว่าฯ กทม. เพื่อปกป้องคนทำมาหากินโดยมีข้อความว่า “**”ถ้าผู้ว่าฯ ขี้กลัว… แล้วคนกรุงเทพฯ จะหันไปพึ่งใคร?!”**นี่คือคำถามสุดเดือดจากคลิปไวรัลล่าสุดของ **”หม่อมกร”** ที่ออกมาแฉเบื้องลึกของมาเฟียเมืองกรุง! โดยเล่าจากประสบการณ์ตรงสมัยเปิดร้านอาหารแล้วเจอชายฉกรรจ์บุกรีดไถค่าคุ้มครอง สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดที่คนทำมาหากินใน กทม. ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน หม่อมกรตอกกลับวิสัยทัศน์เดิมๆ อย่างเผ็ดร้อนว่า ผู้ว่าฯ ยุคนี้จะอ้างว่า *“ไม่มีอำนาจ 100% แล้วปัดความรับผิดชอบทิ้ง”* ไม่เด็ดขาด! เพราะความเดือดร้อนของประชาชนต้องมาก่อน และคนกรุงไม่ควรถูกต้อนให้จนมุมหรือถูกรีดไถซ้ำเติมอีกต่อไป

**แต่ปัญหานี้จะหมดไป… หากกรุงเทพมหานครได้ผู้นำที่ชื่อ “หม่อมกร”** หากพ่อแม่พี่น้องไว้วางใจเลือก **หม่อมกร** เข้ามาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ทุกคนจะได้เห็นมิติใหม่ของการบริหารเมืองหลวงที่เต็มไปด้วย **”ความหวังและการปกป้อง”** อย่างแท้จริง: * **ผู้ว่าฯ ใจใหญ่ พร้อมชนทุกมาเฟีย:** หม่อมกรลั่นวาจาชัดเจนว่า *“ผู้ว่าตัวใหญ่อย่าใจเล็ก”* พร้อมเปลี่ยน กทม. ให้เป็นแดนไร้ผู้มีอิทธิพล(Mafia Free Zone) ไม่ว่าอำนาจมืดจะใหญ่มาจากไหน หม่อมกรพร้อมเดินหน้าชนและประสานงานจัดการอย่างเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของทุกคน* **เป็นหลังพิงให้คนตัวเล็ก:** ต่อจากนี้ไป พ่อค้าแม่ขาย และคนทำมาหากินทุกคนจะไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว หม่อมกรสัญญาจะยืนเคียงข้างและทำหน้าที่เป็น “หลังพิงที่แข็งแกร่งที่สุด” ให้กับคนตัวเล็กตัวน้อยในเมืองนี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถลืมตาอ้าปากและทำมาหากินได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องหวาดระแวงกับภัยมืดอีกต่อไป
มาร่วมเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ และมีความเป็นธรรมสำหรับทุกคน… **เลือกหม่อมกร เลือกผู้ว่าฯ ที่กล้าสู้เพื่อคุณ!**”

หม่อมกร

หลังโพสต์ของ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ หม่อมกร เผยแพร่ออกไป ได้รับกระแสตอบรับอย่างคึกคักจากชาวเน็ตที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง เช่น

“เลือกท่านทั้งบ้าน ขอท่านอย่าหาเสียงตำหนิใคร มุ่งว่ามีนโยบายจะแก้ปัญหาหรือช่วยทำอะไรให้คนกทม. ได้ตรงใจความต้องการและความเดือดร้อนของคนกทม.นะคะ”

“เลือกท่านทั้งบ้านครับ”

“จัดไป ขอให้สำเร็จสักทีเถอะ”

“เชียร์ท่านคะ”

หม่อมกร
หม่อมกร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก คุยกับหม่อมกร

‘เอกนิติ’ เผยนายกฯ เรียกหารือ งบประมาณปี 70 ก่อนประชุม ครม.วันนี้

‘เอกนิติ’ เผยนายกฯ เรียกหารือ งบประมาณปี 70  ก่อนประชุม ครม.วันนี้

‘เอกนิติ’ เผยนายกฯ เรียกหารือ งบประมาณปี 70 ก่อนประชุม ครม.วันนี้

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.43 น.

“เอกนิติ” เผย นายกฯ เรียกหารือ งบประมาณ ปี 70 

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังนายกรัฐมนตรีเรียกรัฐมนตรีหารือก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในส่วนของตน นายกฯ หารือเรื่องรายละเอียดการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ก่อนที่จะนำเข้าให้ ครม.พิจารณา ในวันนี้ 

นายกฯเรียก’รมต.ศก.-รมต.ความมั่นคง‘ หารือบนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนนั่งประชุมครม.

นายกฯเรียก’รมต.ศก.-รมต.ความมั่นคง‘ หารือบนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนนั่งประชุมครม.

นายกฯเรียก’รมต.ศก.-รมต.ความมั่นคง‘ หารือบนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนนั่งประชุมครม.

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.26 น.

นายกฯเรียก’รมต.ศก.-รมต.ความมั่นคง‘ หารือบนตึกไทยคู่ฟ้าก่อนนั่งประชุมครม. บอก ‘ คุยหลายเรื่อง’ จับตาครม.เคาะ‘ไทยช่วยไทย’ กลุ่มไม่มีสมาร์ทโฟน 

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 08.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) เข้ารายงานสถานการณ์ด้านความมั่นคง ทั้งสถานการณ์ชายแดนใต้และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 

นอกจากนี้ยังมี คณะพล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เข้ารายงานการเตรียมความพร้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันศุกร์ที่ 6 พ.ย.69 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

รวมถึง นายเอกนิติ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าหารือนายกฯ เข้าหารือถึงประเด็นเศรษฐกิจก่อนประชุม ครม. ด้วย

จากนั้นเวลา 10.00 น. นายกฯเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีวาระสำคัญ อาทิ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในส่วนของประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน กระทรวงการคลังจะเสนอให้ ครม. พิจารณาเปิดให้มีการตรวจสอบสิทธิใหม่ โดยดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย 

โดยผู้สื่อข่าวถามว่า ภายหลังเรียกรัฐมนตรีเข้าพบบนตึกไทยคู่ฟ้า หลายคณะมีการพูดคุยหารือเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่นายกฯตอบว่า หลายเรื่อง

พัฒนา วอนอย่าตื่นตระหนก โควิดพันธุ์ใหม่ระบาด ชี้ยังไม่มีสัญญาณทวีรุนแรง แต่ยังเฝ้าระวังต่อเนื่อง

พัฒนา วอนอย่าตื่นตระหนก โควิดพันธุ์ใหม่ระบาด ชี้ยังไม่มีสัญญาณทวีรุนแรง แต่ยังเฝ้าระวังต่อเนื่อง

พัฒนา วอนอย่าตื่นตระหนก โควิดพันธุ์ใหม่ระบาด ชี้ยังไม่มีสัญญาณทวีรุนแรง แต่ยังเฝ้าระวังต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.21 น.

“พัฒนา” ขอ ปชช.อย่าตื่นตระหนก โควิดพันธุ์ใหม่ระบาด  ชี้ยังไม่มีสัญญาณทวีรุนแรง แต่ยังเฝ้าระวังต่อเนื่อง

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 09.25 น.  ที่ทําเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว. สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ว่า สถานการณ์โควิดมีสายพันธุ์ที่เราเจอตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว คือสายพันธุ์ NB.1.8.1  ซึ่งกลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์เดิมที่พบเจออยู่ในประเทศไทย อาการคล้ายๆเดิม คือไอ เจ็บคอ และเป็นไข้ แต่จะมีอาการที่เด่นคือเจ็บคอ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้เฝ้าระวัง อย่างต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก ยังมีการเฝ้าระวังอย่างรัดกุม

ส่วนการแพร่ระบาดง่ายกว่าสายพันธุ์เดิมหรือไม่นั้น ได้มีการเฝ้าระวัง ในการดูแลตัวเองถ้ามีอาการเป็นไข้ เจ็บคอหรือไอ แนะนําให้สวมหน้สกากอนามัยให้เป็นปกติ เพื่อไม่ให้เชื้อกระจายไปยังบุคคลใกล้เคียง ขอย้ําว่าไม่จําเป็นต้องตื่นตระหนก เพราะเราเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ตนมั่นใจว่าเอาอยู่ และดูแลมาตรการต่อเนื่อง 

เมื่อถามว่าอาการจะร้ายแรงเหมือนช่วงที่ระบาดช่วงก่อนหน้านี้ หรือไม่ นายพัฒนากล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะมีการทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ก็ไม่ประมาทในการติดตาม กรมควบคุมโรคก็ได้มีการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขอย้ำว่าทางกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ส่วนจะต้องมีการหาวัคซีนเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่จําเป็น 

เมื่อถามว่า โอกาสแพร่กระจายจะระบาดได้มากเหมือนสายพันธุ์ โอไมครอนหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ในส่วนนี้ขอให้ทางแพทย์ เป็นผู้ให้รายละเอียด 

วันนอร์ ยอมรับ เหตุใต้ถี่ยิบ จ่อถก คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เคาะยุทธศาสตร์ดับไฟใต้

วันนอร์ ยอมรับ เหตุใต้ถี่ยิบ จ่อถก คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เคาะยุทธศาสตร์ดับไฟใต้

วันนอร์ ยอมรับ เหตุใต้ถี่ยิบ จ่อถก คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เคาะยุทธศาสตร์ดับไฟใต้

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.18 น.

“วันนอร์” ยอมรับช่วงนี้ก่อเหตุใต้ถี่ยิบ ชี้คณะพูดคุยสันติสุข เดินเครื่องแล้ว เชื่อสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมเผย คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เตรียมนัดคุย เคาะยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ 

เมื่อเวลา 09.10 น.วันที่ 2 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และในฐานะที่ปรึกษาคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ภายหลังเกิดเหตุรายวันว่า ยอมรับว่าสถานการณ์ค่อนข้างเกิดขึ้นบ่อย ต้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรอง ได้ตรวจสอบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาว่าสาเหตุใหญ่มาจากเรื่องอะไร ในส่วนรัฐบาลก็กําลังติดตามดูอยู่ โดยมีคณะกรรมการในการดูแล ติดตามพัฒนาสถานการณ์ในพื้นที่ ที่มีนายสีศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศเป็นประธาน ซึ่งตนหวังว่าภายหลังการประชุมคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีการวางยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา เชื่อว่าน่าจะคลี่คลาย

วันนอร์

นายวันมูหะมัดนอร์  กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการพูดคุยสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีประโยชน์อยู่ ส่วนจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการให้ความร่วมมือ และความจริงใจในการแก้ไขปัญหา หากความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ไม่ปลอดภัยการพัฒนาก็เป็นไปได้ยาก  ทั้งนี้จะมีการพูดคุยสันติสุขปลายเดือนมิถุนายนนี้ ขณะนี้มีคณะเล็ก ไปเตรียมการเพื่อการพูดคุยล่วงหน้าแล้ว เพื่อวางกรอบของการพูดคุย

เมื่อถามว่า กลุ่มที่ก่อเหตุมีการพิสูจน์หรือไม่ว่าเป็นกลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน  นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่าอยากให้รอชุดกรรมการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย มอบหมายได้ประชุมและวิเคราะห์สถานการณ์และแบ่งงานกันก่อน ว่าฝ่ายใดต้องไปเร่งงานด้านไหนเนื่องจากสถานการณ์เริ่มถี่ขึ้นในช่วงนี้ แต่คิดว่าหลังจากคณะกรรมการเริ่มมีการเจรจาในระดับต่าง ๆ สถานการณ์น่าจะคลี่คลาย

วันนอร์
วันนอร์

ที่ดินเขากระโดงให้ศาลชี้ ถูก-ผิด ทรงศักดิ์ มอง เสรีพิศุทธ์ เคลื่อนไหวเป็นเรื่องทางการเมือง

ที่ดินเขากระโดงให้ศาลชี้ ถูก-ผิด ทรงศักดิ์ มอง เสรีพิศุทธ์ เคลื่อนไหวเป็นเรื่องทางการเมือง

ที่ดินเขากระโดงให้ศาลชี้ ถูก-ผิด ทรงศักดิ์ มอง เสรีพิศุทธ์ เคลื่อนไหวเป็นเรื่องทางการเมือง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.07 น.

“ทรงศักดิ์” บอก ปมที่ดินเขากระโดงให้รอศาลชี้ถูก-ผิด มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหวเป็นเรื่องการเมือง 

เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 2 มิ.ย. ที่ทําเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เดินทางไปพบ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่บ้านพัก จ.บุรีรัมย์ เพื่อทวงถามเรื่องที่ดินเขากระโดงเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ว่า เรื่องที่ดินอยู่ในกระบวนการทางศาล ต้องรอศาลพิจารณา การพิสูจน์สิทธิต่างๆ ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และภาคประชาชน 

ทรงศักดิ์ ทองศรี

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองจุดประสงค์ในการเดินหน้าเรื่องนี้ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์คือ อะไร นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่สนใจเรื่องแบบนี้ แต่ประเด็นคือ จะทําอย่างไรให้เกิดความชัดเจน เพราะเรื่องดังกล่าวมีกระบวนการพิจารณามาโดยตลอด จนไปถึงศาล ขอให้รอศาลดีกว่า ส่วนที่ออกมาเคลื่อนไหวตอนนี้ก็เป็นข่าวที่น่าสนใจ และเขาเป็นนักการเมืองก็ต้องเป็นเรื่องการเมือง 

เมื่อถามว่า การจี้ไปที่นายเนวินต้องการอะไร นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ที่ดินดังกล่าวมีส่วนหนึ่ง จาก 5,083 ไร่ เป็นของนายเนวิน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง และยังมีส่วนราชการอื่นอีกจํานวนมาก รวมถึงภาคประชาชนที่อยู่ตรงนั้น นายเนวินไม่ได้ครอบครองที่ดินทั้ง 5,083 ไร่ แต่มีหลายส่วนเข้าไปถือครอง มีเอกสารสิทธิ์เรียบร้อย มีโฉนด และไม่มีการแย่งการครอบครอง ดังนั้นการที่ รฟท. อ้างสิทธิ์ก็ต้องไปฟ้องร้อง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนนั้น 

ทรงศักดิ์ ทองศรี

เมื่อถามว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ระบุว่า ต้องการคุยกับนายเนวินตัวต่อตัว นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เป็นเรื่องของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ส่วนที่ระบุว่า ถ้าไม่ได้พบนายเนวินจะมาพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ทําเนียบรัฐบาลนั้น ไม่ทราบ แต่เห็นจากข่าวว่าจะมา แต่จะมาเรื่องอะไรไม่ทราบ เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตน ส่วนจะติดต่อใครนั้นไม่ทราบ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้อยู่ในการพิจารณาของศาล แต่ในแง่สังคมอาจทําให้เข้าใจผิด นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า มีกระบวนการอะไรที่ดีกว่าศาล เมื่อมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน สิ่งที่จะทําให้ตรงได้คือ กระบวนการยุติธรรม ศาลจะเป็นผู้ตัดสินคดี ว่าการครอบครอง การได้เอกสารสิทธิ์ของประชาชน และการเรียกร้องสิทธิ์ของ รฟท. ใครถูกต้อง 

ทรงศักดิ์ ทองศรี

เมื่อถามว่า หาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์มายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีจะเป็นตัวแทนออกไปรับหนังสือหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ทำไมต้องมอบหมาย ตนไม่เข้าใจ และตนไม่ทราบว่ามาประเด็นอะไร

ทรงศักดิ์ ทองศรี

บรรยากาศคึกคัก! อภิสิทธิ์-อนุชา ฟิตแต่เช้า ลุยตลาดดินแดง ยันเปิดปราศรัยใหญ่โค้งท้ายแน่นอน

บรรยากาศคึกคัก! อภิสิทธิ์-อนุชา ฟิตแต่เช้า ลุยตลาดดินแดง ยันเปิดปราศรัยใหญ่โค้งท้ายแน่นอน

บรรยากาศคึกคัก! อภิสิทธิ์-อนุชา ฟิตแต่เช้า ลุยตลาดดินแดง ยันเปิดปราศรัยใหญ่โค้งท้ายแน่นอน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.06 น.

’อภิสิทธิ์‘ ฟิตแต่เช้า! ลุยตลาดดินแดงหาเสียงช่วย ’อนุชา-ผู้สมัครส.ก.‘ ยันเปิดปราศรัยใหญ่โค้งท้ายเวทีกทม.แน่ ติง ’ไทยช่วยไทยพลัส‘ ถ้าของยังแพงแบบนี้ หลังพ้น4เดือนจะทำอย่างไร ข้องใจโครงการ Thailand AI คุ้มค่าหรือไม่ 

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 07.30น. ที่ตลาดเช้าดินแดง เขตดินแดง กทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ  นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค น.ส.จันทิมา สิทธิสุราษฎร์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตดินแดง ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชน 

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพี่น้องประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พ่อค้า แม่ค้า ให้การต้อนรับ ทักทาย ถ่ายรูปเซลฟี่กับทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายอนุชา อย่างเป็นกันเอง ทั้งนี้ นายอนุชา นายอภิสิทธิ์ และคณะ เดินทักทายพี่น้องประชาชน พร้อมสอบถามความเป็นอยู่ของพ่อค้าแม่ค้า และฝากเขตนี้เลือกเบอร์ 5 และผู้สมัคร ส.ก. เขตดินแดง ของพรรค เบอร์ 4

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ช่วยนายอนุชา และผู้สมัคร ส.ก.เขตดินแดง เบอร์4หาเสียงว่า การลงพื้นที่ของนายอนุชา ขอย้ำว่าไม่ได้เป็นไปหาเสียงเพียงอย่างเดียว แต่จับตจุดที่เป็นปัญหาใหญ่ๆรอการแก้ไขอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกัญชา จะปล่อยกลาดเกลื่อนแบบนี้ไม่ได้ จุดประสงค์ที่เคยพูดไว้เรื่องการแพทย์ สร้างปัญหาให้คน กทม.หลายมิติ ขณะที่เรื่องการจัดการปัญหาขยะ ก็ยังเป็นปัญหาในเรื่องการจัดเก็บ การแยกขยะ เราก็สนับสนุนเพิ่มรถ เพิ่มคนในการจัดเก็บ ส่วนการกำจัดมูลฝอย พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้เป็นระบบปิดทั้งหมด ก็รอการสานต่อ ตลอดจนเรื่องน้ำท่วมฉับพลันในกทม.ชั้นในเมื่อ2-3วันที่ผ่านมา นายอนุชา ได้คุยกับสำนักการระบายน้ำ กทม. อาจจะต้องใช้โครงสร้างอุโมงค์ยักษ์ หรือต้องเพิ่มเติมลงทุนอย่างไรให้เป็นโยชน์มากขึ้น

“ประเด็นเหล่านี้ก็ค่อยๆเสนอไปในช่วง2-3สัปดาห์นี้ ถ้าพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ เห็นว่าวิ่งเหล่านี้ยังรอคอยการแก้ไขอยู่  เราคิดว่าเรามีความชัดเจนที่สุดในการประกาศนโยบายเหล่านี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดปราศรัยใหญ่เวทีกทม.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าจะมีการเปิดปราศรัยใหญ่ แต่คงต้องรอรายละเอียดก่อน 

เมื่อถามถึงสถานการณ์การสร้างรายได้ และราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้จะกลับมารุนแรงขึ้น ที่เป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังรุนแรงอยู่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นตัวที่เราสะท้อนมาตลอด เรื่องน้ำมันหรือค่าพลังงาน ถ้าไม่จัดการที่ต้นเหตุ จะเป็นปัญหายืดเยื้อ จริงอยู่ที่ขณะนี้เข้าสู่วันที่2 ของการเปิดให้ใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่ต้องนึกภาพว่าถ้าของแพงอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้ว4เดือนผ่านไป จะเกิดอะไรขึ้น กับเงินที่ต้องกู้มาทำเรื่องถึงกว่าแสนล้านบาท เรายังยืนยันอยู่ว่าปัจจุบัน ยังไม่ได้เอาจริงเอาจังเพียงพอกับเรื่องค่าการกลั่น หลังจากเราทักท้วงไป ก็ยังไม่ได้รับคำชี้แจงจากกระทรวงพลังงาน รวมถึงภาษีสรรพสามิตร เรายืนยันว่าเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดในการที่รัฐบาลจะช่วยลดต้นทุนให้กับทุกคน 

“ผมเสียดายที่หากทำมาก่อนหน้านี้ ต้นทุนสำหรับทุกคนในประเทศจะไม่สูงเท่านี้ สัปดาห์นี้ในการประชุมสภาฯจะมีการอภิปรายเรื่องพ.ร.ก.การติดตามตรวจสอบ ก็จะหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาอภิปราย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงโครงการ Thailand AI Passport วงเงิน1.6พันล้านบาท นอกจากกลไกลการตรวจสอบในกมธ.ของพรรคประชาธิปัตย์แล้ว จะใช้กลไกอื่นในการตรวจสอบด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สังคมได้ร้บรู้อย่างกว้างขวางแล้ว ก็พยายามเรียกร้องรัฐบาลว่า โครงการในลักษณะนี้1,600ล้านบาท มันคุ้มค่าจริงหรือไม่ ลักษณะของโครงการที่อ้างเรื่องเทคโนโลยีมาทำโครงการ และมีปัญหาในทำนองเดียวกันกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ แล้วทำให้คิดว่าที่รัฐบาลต้องกู้เงิน ไม่สามารถโอนเงินงบประมาณมาได้ เราเห็นโครงการแบบนี้เยอะแยะไปหมด ทำไมไม่ไปจัดการกับโครงการเหล่านี้ก่อน แล้วเงินเหล่านั้นเอามาช่วยเหลือประชาชน จะได้ไม่ต้องกู้เงินให้เป็นภาระลูกหลาน 

ด้านนายอนุชา กล่าวว่า เรื่องการสร้างรายได้ ตนมีโอกาสได้พบปะพี่น้องประชาชน ซึ่งประชาชนจำว่าประชาธิปัตย์เบอร์ 5 และจำนโยบายเราได้ 5 เรื่องเป็นสิ่งที่ตรงใจ เดินทางสะดวก บ้านเรือนสะอาด ใช้ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเรื่อง เป็นสิ่งที่หลายคนบอกว่าเอา 5 เรื่องนี้ ไม่ต้องไปพูดเรื่องอื่น เพราะปัญหามีอยู่แล้ว และมีข้าราชการประจำสามารถดำเนินการได้ เหลือเพียงแต่เรากำกับดูแลและยังมีอีกหลายเรื่องที่สามารถเป็นได้มากกว่านี้กรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้อย่างแน่นอนหลังจากพบปะพี่น้องประชาชน

“เราในฐานะพรรคประชาธิปัตย์และคุณอภิสิทธิ์จะมีการยื่นญัตติในสภาผู้แทนในหลายเรื่องเสนอให้มีการแก้ไขผ่านกระทู้สดในสภาฯหรือแม้กระทั่งการหารือที่มีการประชุมสภาฯ ไม่ได้สะท้อนปัญหาในกทม.อย่างเดียว พูดถึงโครงสร้างทั้งหมดทั้งประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจความมั่นคงยั่งยืนให้ไทยก้าวไปสู่ประเทศที่มีขีดความสามารถแข่งขันมากขึ้น” นายอนุชา กล่าว 

เมื่อถามว่าเขตดินแดงมีอะไรแก้ไขปัญหาได้บ้าง นายอนุชา กล่าวว่า ทำให้มีชีวิตที่สบายเดินทางได้สะดวกและความสะอาดและเรื่องของรายได้ พี่น้องประชาชนที่ต้องการที่จะให้เข้ามาดูแล จึงขอความอนุเคราะห์จากพี่น้องประชาชนคนกทม. ทุกคนเลือกส.ก. ทั้ง 50 เขตและผู้ว่าฯกทม. จากพรรคประชาธิปัตย์

จากนั้นนายอนุชาได้ขึ้นรถแห่หาเสียงพร้อมผู้สมัคร ส.ก.แห่ขอคะแนนบนถนนประชาสงเคราะห์ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีตลอด 2 ข้างทาง 

จับตา! คมนาคม ชง ครม. ดันตั๋วร่วม รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันต้นปี 70

จับตา! คมนาคม ชง ครม. ดันตั๋วร่วม รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันต้นปี 70

จับตา! คมนาคม ชง ครม. ดันตั๋วร่วม รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันต้นปี 70

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.36 น.

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน โดยวาระที่น่าสนใจ ส่วนกระทรวงการคลังการปฏิรูประบบรถไฟฟ้าสู่การบริหารรายเดียว (Single Ownership) กระทรวงคมนาคมเสนอให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. เป็นผู้กำกับดูแลรถไฟฟ้าทุกสาย โดยให้กรุงเทพมหานครโอนสิทธิ์การบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียวมาให้ รฟม. เพื่อความเป็นเอกภาพ 

พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนรูปแบบสัญญาสัมปทานของเอกชนจากระบบ PPP Net Cost เป็นระบบ PPP Gross Cost หรือรัฐจ้างเอกชนเดินรถ ในโครงการรถไฟฟ้า 4 สาย ได้แก่ สายสีเขียว สายสีน้ำเงิน สายสีชมพู และสายสีเหลือง โดยแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อผลักดันระบบตั๋วร่วม และกำหนดอัตราค่าโดยสารใหม่ 40 บาทตลอดวัน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนในวันที่ 1 ม.ค. 2570

ครม. จ่อเคาะ ไทยช่วยไทย พลัส เปิดให้ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนตรวจสอบสิทธิใหม่

ครม. จ่อเคาะ ไทยช่วยไทย พลัส เปิดให้ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนตรวจสอบสิทธิใหม่

ครม. จ่อเคาะ ไทยช่วยไทย พลัส เปิดให้ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนตรวจสอบสิทธิใหม่

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.28 น.

จับตาครม.เคาะ ‘ไทยช่วยไทย’ กลุ่มไม่มีสมาร์ทโฟน เปิดให้มีการตรวจสอบสิทธิใหม่

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน โดยมีวาระสำคัญที่น่าสนใจ 2 เรื่อง คือ ในส่วนของกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในส่วนของประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน จะเสนอให้ ครม. พิจารณาเปิดให้มีการตรวจสอบสิทธิใหม่ โดยดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย

ไทยช่วยไทย

ขอขอบคุณภาพจาก ไทยช่วยไทยพลัส.th

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสแชตไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย กับเส้นแบ่ง ความเป็นกลางทางการเมือง ของข้าราชการไทย

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสแชตไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย กับเส้นแบ่ง ความเป็นกลางทางการเมือง ของข้าราชการไทย

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสแชตไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย กับเส้นแบ่ง ความเป็นกลางทางการเมือง ของข้าราชการไทย

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.03 น.

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายวัส ติงสมิตร  นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถอดรหัสแชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” กับเส้นแบ่ง “ความเป็นกลางทางการเมือง” ของข้าราชการไทย 

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่เขย่าแวดวงสิงห์มหาดไทยอย่างรุนแรง  เมื่อหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกกรณีแชตไลน์หลุดสะเทือนเลื่อนลั่น ระหว่างข้าราชการระดับสูงที่มีข้อความสั่งการสั้น ๆ แต่ได้ใจความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” นำไปสู่การร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร โดยอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตที่ถูกเด้งฟ้าผ่าภายนอกฤดูกาล โยงปม “ไม่ใส่เสื้อสีเดียวกัน” และปฏิเสธการสนองนโยบายการเมืองเชิงจัดตั้งควบคุมการเลือกตั้ง
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องดราม่าในมุ้งข้าราชการ แต่นี่คือกรณีศึกษา (Case Study) สำคัญที่ต้องนำ “ประมวลกฎหมายอาญา” และ “พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน” มากางดูกันชัด ๆ ว่า พฤติกรรมเช่นนี้… มีความผิดอย่างไรบ้าง? 

จุดเริ่มต้นจากแชตไลน์: คำสั่งทางการเมืองในช่องทางราชการ?
จากข้อเท็จจริงตามที่เป็นข่าว อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตได้รายงานสถิติจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและความน่าจะเป็นในพื้นที่ผ่านทางแชตไลน์ส่วนตัวที่เชื่อมโยงกับผู้บังคับบัญชา (ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นอธิบดีกรมการปกครอง) แต่กลับได้รับข้อความตอบกลับมาว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” โดยเจ้าตัวยืนยันว่าในโครงสร้างระบบราชการ ทุกคนเข้าใจดีว่านี่คือ “คำสั่ง” ให้เอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และเมื่อไม่ตอบสนอง ก็ตามมาด้วยคำสั่งโยกย้ายนอกฤดูกาลโดยอ้างเพียงเหตุผลกว้าง ๆ ว่า “เพื่อประโยชน์ของทางราชการ”

พฤติการณ์ดังกล่าว เมื่อนำมาพิจารณาตามหลักกฎหมาย จะพบจุดตัดสำคัญ 2 มิติ คือ ทางวินัย และ ทางอาญา ดังนี้ 

มิติที่ 1: ความผิดทางวินัยและการรักษาวินัย (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551)

หัวใจสำคัญของข้าราชการประจำในระบอบประชาธิปไตย คือการเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะผลัดเปลี่ยนเข้ามาบริหารประเทศ กฎหมายจึงบัญญัติกรอบความประพฤติไว้ใน มาตรา 82 (9) ไว้อย่างชัดเจนว่า:
“ต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กับจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการด้วย”

ส่อง “ข้อห้าม” ตามระเบียบว่าด้วยมารยาททางการเมือง พ.ศ. 2499

แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ข้าราชการมี “สิทธิส่วนบุคคล” ในการชื่นชอบหรือเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ แต่ในทางที่เกี่ยวกับประชาชนและหน้าที่ราชการ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ได้ปักป้ายห้ามพฤติกรรมไว้อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะข้อไฮไลต์ที่ตรงกับกรณีนี้:
• ข้อ 2 (7): ห้ามกระทำการในทางให้คุณให้โทษ เพราะเหตุที่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนนิยมหรือไม่นิยมพรรคการเมืองใด
• ข้อ 2 (11): ในระยะเวลาที่มีการเลือกตั้ง ห้ามแสดงออกไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม (โดยปริยาย) ที่เป็นการช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้ง และห้ามกีดกันตําหนิติเตียนผู้สมัครคนอื่น

เทียบอุทาหรณ์ “ไลน์กลุ่มสั่งเลือกเพื่อน”

กรณีนี้คล้ายคลึงกับอุทาหรณ์ทางกฎหมายที่เคยเกิดขึ้นจริง เมื่อ “นายกเทศมนตรีแห่งหนึ่ง” ส่งข้อความผ่านทางไลน์กลุ่มที่ใช้สำหรับสั่งราชการ โดยข้อความมีลักษณะ “ขอร้องเชิงบังคับ” ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเลือกผู้สมัคร สส. ซึ่งเป็นเพื่อนของตน พฤติการณ์นั้นถูกชี้มูลความผิดทันทีว่า เป็นการกระทำผิดวินัย ฐานไม่วางตนเป็นกลางทางการเมืองตามมาตรา 82 (9)
ดังนั้น การส่งข้อความ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในระว่างรายงานสถิติเลือกตั้ง จึงเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 82 (9) เต็ม ๆ และหากพิสูจน์ได้ว่า คำสั่งย้ายนอกฤดูกาลนั้นเกิดขึ้นเพราะผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ยอมทำตามสั่ง จะถือเป็นการใช้อำนาจโยกย้ายเพื่อกลั่นแกล้งและให้โทษ กลายสภาพเป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 85 (1) ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใดทันที 

มิติที่ 2: ความผิดทางอาญา (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157)

เมื่อข้าราชการระดับสูงสวมหมวกสองใบ ใบหนึ่งเป็น “ข้าราชการพลเรือน” อีกใบหนึ่งเป็น “เจ้าพนักงานตามกฎหมาย” การกระทำนี้จึงก้าวล่วงเข้าสู่เขตแดนของคดีอาญาร้ายแรงตาม มาตรา 157 ที่ระบุว่า:

“ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต…”

แกะองค์ประกอบความผิด ม.157 กับกรณีแชตหลุด

1.เป็นเจ้าพนักงาน: ตำแหน่งอธิบดีฯ เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายแน่นอน

2. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ: การส่งข้อความสั่งการให้ข้าราชการในปกครองไปแทรกแซงหรือช่วยเหลือพรรคการเมือง เป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อระเบียบข้าราชการ และทำลายความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

3. เจตนาพิเศษ (เพื่อให้เกิดความเสียหายหรือทุจริต):

• ในแง่การเลือกตั้ง: มุ่งหมายใช้อำนาจรัฐเพื่อบิดเบือนผลการเลือกตั้ง เอื้อประโยชน์ให้พรรคตนเอง (ทุจริต) และสร้างความเสียหายต่อผู้สมัครพรรคคู่แข่ง
• ในแง่การโยกย้าย: หากใช้ดุลพินิจโยกย้ายปลัดจังหวัดและนายอำเภอรวม 5 ชีวิต โดยมีมูลเหตุจูงใจฝังรากมาจากเรื่องที่เขาไม่ยอมทำตามคำสั่งการเมือง ถือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบและมี “เจตนากลั่นแกล้ง” ชัดเจน ทำให้ผู้ถูกย้ายได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และความก้าวหน้าในชีวิตราชการ

หากพิสูจน์ได้ว่าการโยกย้ายมี “เจตนาซ่อนเร้นทางการเมือง” ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของทางราชการจริง มีแนวโน้มที่ศาลจะลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา 

บทสรุปและสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

คดีนี้ ตัวแปรเดียวที่จะชี้ชะตาว่าผู้บังคับบัญชาจะรอดหรือร่วง คือ “พยานหลักฐานทางดิจิทัล (Digital Forensics)” ตามที่อดีตปลัดจังหวัดท้าทายไว้ว่า “ไม่ว่าจะลบแชตหรือลบไลน์อย่างไรก็รื้อกลับมาพิสูจน์ได้”

หากหน่วยงานตรวจสอบ เช่น คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือพนักงานสอบสวน สามารถกู้คืนข้อมูลและพิสูจน์ความเชื่อมโยงของไอดีไลน์และเบอร์โทรศัพท์ได้สำเร็จ จนเห็นไทม์ไลน์ว่าคำสั่งย้ายเกิดขึ้นสอดรับกับการปฏิเสธคำสั่ง “ช่วยน้ำเงินด้วย”…

นี่จะเป็นอีกหนึ่งคดีประวัติศาสตร์ที่ตอกย้ำว่า “อำนาจรัฐ” มีไว้เพื่อรับใช้ประชาชน ไม่ใช่มีไว้เพื่อเป็นฐานบันไดให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และเส้นแบ่งของ “ความเป็นกลางทางการเมือง” เป็นสิ่งที่ข้าราชการไทยทุกคนต้องรักษาไว้ด้วยชีวิต ????????

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

2/6/69