ไทยช่วยไทยพลัส จุดติด นักวิชาการ ชี้ ช่วยตรงจุด การจับจ่ายคึกคักทันตา เชื่อวิกฤตรัฐบาลคลี่คลาย

ไทยช่วยไทยพลัส จุดติด  นักวิชาการ ชี้ ช่วยตรงจุด การจับจ่ายคึกคักทันตา เชื่อวิกฤตรัฐบาลคลี่คลาย

ไทยช่วยไทยพลัส จุดติด นักวิชาการ ชี้ ช่วยตรงจุด การจับจ่ายคึกคักทันตา เชื่อวิกฤตรัฐบาลคลี่คลาย

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.52 น.

“ไทยช่วยไทยพลัส” จุดติด ! นักวิชาการชี้ ช่วยตรงจุด การจับจ่ายคึกคักทันตา สะท้อนประชาชนรอคอยมาตรการ เชื่อ วิกฤตรัฐบาลคลี่คลายแล้ว

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นต่อมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า 

ภาพรวมสถานการณ์ของรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้เริ่ม ตั้งหลักได้ หลังต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านมาตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันถือว่าเข้ามาทำงานในช่วงเวลาที่ไม่ง่าย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลก่อน ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อพลังงานและเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่รัฐบาลควบคุมได้ยาก

อย่างไรก็ตาม มองว่าแม้จะเป็นโชคร้าย แต่ก็เป็นบททดสอบ สำคัญของรัฐบาลเช่นกัน และหากผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ ก็จะเป็นจุดพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารประเทศ

“ตอนนี้คิดว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นตามลำดับ หลายเรื่องเริ่มคลี่คลาย ถ้ามองอย่างเป็นธรรม เรื่องพลังงานที่ก่อนหน้านี้มีคนวิจารณ์ว่าประเทศอาจขาดแคลนน้ำมัน แต่จนถึงวันนี้ไทยยังสามารถบริหารจัดการได้ดี ถือว่าเป็นการรับมือวิกฤตที่ทำได้ค่อนข้างดี” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พร้อมมองว่า แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือปฏิบัติการทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้ามอยู่เป็นปกติ แต่หากพิจารณาจากการทำงานโดยรวม รัฐบาลเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจน

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า ระหว่างเดินทางจากจังหวัดชลบุรีเข้ากรุงเทพฯ พบว่าหลายร้านค้าติดป้าย ร้านนี้มีไทยช่วยไทยพลัส อย่างคึกคัก สะท้อนว่าโครงการสามารถกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายได้จริง และยังสะท้อนอีกด้านว่าเศรษฐกิจฐานรากยังต้องการแรงกระตุ้นจากภาครัฐ

“วิธีแก้แบบนี้ถือว่าแก้ถูกจุด เพราะเงินลงไปถึงการซื้อขายจริง ร้านค้ารายย่อยได้ประโยชน์ ประชาชนก็รู้สึกว่ามีกำลังซื้อกลับมา” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังเสนอว่ารัฐบาลไม่ควรประมาทกับความสำเร็จระยะแรก แต่ควรต่อยอดโครงการให้เกิดผลระยะยาว โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถใช้เทคโนโลยีออนไลน์เพิ่มช่องทางการขาย สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน

นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการลักษณะนี้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้าง Big Data ของประเทศได้ เพราะข้อมูลการใช้จ่ายจะสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนอย่างละเอียด ทั้งระดับรายได้ รูปแบบการใช้เงิน และสินค้าที่ได้รับความนิยม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต

“วันนี้เทคโนโลยีช่วยให้รัฐเห็นได้ว่า คนมีรายได้ระดับไหน ใช้จ่ายอะไร วันละเท่าไร นิยมบริโภคสินค้าแบบไหน ถ้านำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์อย่างจริงจัง ก็จะช่วยให้การวางโครงสร้างเศรษฐกิจแม่นยำขึ้นกว่าการใช้ตัวเลขภาพรวมแบบเดิม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวคิดให้รัฐบาลสนับสนุนการสร้าง Influencer ระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยขายสินค้าชุมชน โดยมองว่าในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ละตำบลควรมีคนรุ่นใหม่ที่สามารถไลฟ์ขายสินค้า สร้างเรื่องราวให้สินค้า และเชื่อมผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

“สินค้าบางอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ผลไม้ปลอดสาร หรือสินค้าพื้นถิ่น ถ้าสร้าง Story ได้ดี ใช้คนรุ่นใหม่ช่วยขายผ่านออนไลน์ มันจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้มาก” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พร้อมย้ำว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะทันทีที่เปิดระบบก็เกิดการใช้จ่ายจำนวนมาก โดยระบุว่าเพียง 3 ชั่วโมงแรกหลังเปิดใช้งาน มีเงินสะพัดกว่า 170 ล้านบาท สะท้อนว่าประชาชนรอคอยมาตรการลักษณะนี้อยู่แล้ว

“เมื่อเศรษฐกิจฐานรากเริ่มหมุน SME เริ่มตั้งหลักได้ เสียงวิจารณ์รัฐบาลก็จะลดลง เพราะประชาชนสัมผัสผลได้จริง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายค้านเองก็ต้องเร่งโจมตีโครงการ เพราะรู้ว่าถ้าโครงการเดินต่อและต่อยอดได้ เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวเป็นรูปธรรม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

สิริพงศ์ ย้ำ รถไฟฟ้า 17-45 บาทตลอดสาย ทันเป็นของขวัญปี 2570 แน่นอน ชงสัปดาห์หน้า หวังเคลียร์ระบบตั๋วร่วม-หนี้สิน

สิริพงศ์ ย้ำ รถไฟฟ้า 17-45 บาทตลอดสาย ทันเป็นของขวัญปี 2570 แน่นอน ชงสัปดาห์หน้า หวังเคลียร์ระบบตั๋วร่วม-หนี้สิน

สิริพงศ์ ย้ำ รถไฟฟ้า 17-45 บาทตลอดสาย ทันเป็นของขวัญปี 2570 แน่นอน ชงสัปดาห์หน้า หวังเคลียร์ระบบตั๋วร่วม-หนี้สิน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.35 น.

“สิริพงศ์” ยันปี 2570 ประชาชนได้ใช้รถไฟฟ้า 17-45 บาทตลอดสายได้แน่ หลังคมนาคมชงครม. โอนรวมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย ให้ รฟม. ดูแลเจ้าเดียว สัปดาห์หน้า หวังเคลียร์ระบบตั๋วร่วม-หนี้สิน

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงวาระที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบหลักการโอนสิทธิ์บริหารจัดการรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)ว่า วันนี้วาระดังกล่าวอาจเข้าสู่การพิจารณาไม่ทัน เนื่องจากการรับฟังความเห็นยังตอบกลับมาไม่ครบ ซึ่งยังไม่ทราบว่ามีหน่วยงานใดบ้าง คาดว่าจะสามารถพิจารณาวาระดังกล่าวได้ในสัปดาห์หน้า 

ส่วนเนื้อหาหลักของเรื่องนี้ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นการยกเลิกมติของคณะรัฐมนตรีเก่า ในการทำอัตราค่าโดยสารใหม่ ตลอดสายเริ่มต้นจาก 17 บาท ไม่เกิน 45 บาท ทุกแพลตฟอร์มรวมกัน ซึ่งมติ ครม. เดิม ให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เป็นหน่วยงานที่ทำระบบเคลียริ่งเฮาส์เบื้องหลัง ซึ่งเราคิดว่าระบบเคลียริ่งเฮาส์ ที่กระทรวงการคลังดำเนินการอยู่แล้ว โดยใช้ธนาคารกรุงไทยน่าจะมีความพร้อมอยู่ โดยได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการเรื่องเคลียริ่งเฮาส์หลังบ้าน และยังมีเรื่องของการโอนสิทธิ์ โอนรายได้โอนหนี้สิน ของสายสีเขียว และสายสีทอง ให้กับรฟม. เพื่อให้สามารถดำเนินการ Single ownership (การถือกรรมสิทธิ์เดียว)

เมื่อถามว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันเป็นของขวัญให้ประชาชนในปี 2570 หรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า ทันแน่นอน เพราะตอนนี้เริ่มดำเนินการมาไกลพอสมควรแล้ว หัวใจสำคัญของโครงการนี้ มันต้องมีหัวอ่านอีเอ็มวี ซึ่งตอนนี้ รถไฟที่ยังไม่มี คือสายสีเขียว และสายสีทอง ส่วนสายอื่นๆมี ครบทั้งหมดแล้ว จึงต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติม ให้รถไฟทั้ง 2 สายติดหัวอ่านอีเอ็มวี เพื่อดำเนินการ Single ownership ได้

เมื่อถามว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์รถไฟฟ้าทุกสายเลยใช่หรือไม่นายสิริพงศ์กล่าวว่า โอนทุกสายรวมถึงรถไฟฟ้าสายสีแดง เพื่อให้รถไฟฟ้าสายสีแดง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรฟม. เวลาออกนโยบายต่างๆจะได้สามารถดำเนินการได้ และค่าแรกเข้าจะต้องไม่เก็บซ้ำซ้อนเก็บเพียงครั้งเดียว

เมื่อถามว่ารถไฟฟ้าบางสายที่ยังติดเรื่องสัมปทานอยู่ นายสิริพงศ์กล่าวว่าเดี๋ยวต้องไปดูกัน เพราะบางสายสัมปทานใกล้หมด อาจจะไม่ใช้วิธีการเจรจา แต่จะใช้วิธีการในการช่วยประชาชนโดยตรงมากกว่า

ไชยชนก สั่ง รวบรวมความเห็น AI-Passport พร้อมปรับปรุง TOR เพื่อนำสู่สิ่งที่ดีขึ้น

ไชยชนก สั่ง รวบรวมความเห็น AI-Passport พร้อมปรับปรุง TOR เพื่อนำสู่สิ่งที่ดีขึ้น

ไชยชนก สั่ง รวบรวมความเห็น AI-Passport พร้อมปรับปรุง TOR เพื่อนำสู่สิ่งที่ดีขึ้น

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.26 น.

“ไชยชนก” สั่ง รมช.ดีอี-ปลัดฯ รวบรวมความเห็น โครงการ AI-Passport พร้อมปรับปรุง TOR เพื่อนำสู่สิ่งที่ดีขึ้น 

วันนี้ 2 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.05น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการ TH-AI Passport ที่หลายภาคส่วนคัดค้าน ต้องมีการทบทวนอะไรหรือไม่ ว่า ตนติดตาม เรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่มีการถามกระทู้สด และมีความคิดเห็นต่างๆ ออกมา พบว่าหลายภาคส่วนมีความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ และสามารถนำมาทำให้โครงการนี้ดีขึ้นได้ ยืนยันเจตนาของตนคือนำสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชนในประเทศไทยได้ใช้ เพื่อพัฒนาประสิทธิผลของประชากรไทย ตอนนี้สั่งการให้ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และปลัดกระทรวงดีอี รวบรวมความคิดเห็นมาพิจารณา หากมีความคืบหน้าอย่างไรตนจะอัปเดตอีกครั้ง 

ไชยชนก ชิดชอบ

เมื่อถามว่า จะต้องมีการปรับปรุง TORหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกอย่างที่นำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นเรานำพิจารณาทั้งหมด ขอรอรวบรวมข้อมูลก่อน 

เมื่อถามว่า ยืนยันจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ขอเวลารวบรวมข้อมูลก่อน อะไรที่เป็นประโยชน์แล้วทำให้ดีขึ้นจะพยายามทำทุกอย่างในอำนาจหน้าที่

ไชยชนก ชิดชอบ

พรรคประชาชน เปิดตัว สุรพล นิติไกรพจน์ นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม.

พรรคประชาชน เปิดตัว สุรพล นิติไกรพจน์ นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม.

พรรคประชาชน เปิดตัว สุรพล นิติไกรพจน์ นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม.

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.24 น.

พรรคประชาชนเปิดตัว ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์“ นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่า กทม.

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนเปิดเผยรายชื่อทีมบริหารผู้ว่าประชาชนแบบครบทีม โดยมี ศ.ดร. สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ หลังจากเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวทีมบริหารไปแล้ว 7 คน ซึ่งมีทั้งบุคลากรในพรรค รวมถึงบุคลากรนอกพรรค เช่นศ.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และนพ.ไพโรจน์ บุญสิริคำไชย อดีตรองเลขาธิการสภาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน เปิดเผยว่า การเชิญ ศ.ดร.สุรพล มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมผู้ว่าประชาชน เกิดจากพรรคเล็งเห็นว่า ศ.ดร.สุรพล นอกจากจะเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับครู มีส่วนให้คำปรึกษากฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการจัดระเบียบบริหารราชการ กทม. ศ.ดร.สุรพลยังเป็นผู้มีประสบการณ์ในส่วนราชการ กทม. เคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ (ประธานบอร์ด) บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ที่ กทม. ถือหุ้น 99.98% เป็นหน่วยงานที่กทม. ใช้ในการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบราชการปกติได้คล่องตัวนัก เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว, การจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งแวดล้อม, โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน และการบริหารจัดการเดินเรือสาธารณะ 

ดังนั้น หากนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 10 ได้รับโอกาสให้เข้าไปบริหารกรุงเทพ ก็จะได้มีผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดกับงานบริหารกลไกราชการ กทม. คอยให้คำปรึกษา เพื่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพ และมีข้อมูลช่องโหว่ข้อผิดพลาดของการบริหารในอดีต เพื่อจะนำมาพัฒนาต่อไปได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่
 

สว.ศุภโชค’ ชี้คิกออฟ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สะท้อนประชาชน ‘ตื่นตัว’ ต้องการให้ช่วยเหลือ ค่าครองชีพ

สว.ศุภโชค’ ชี้คิกออฟ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สะท้อนประชาชน ‘ตื่นตัว’ ต้องการให้ช่วยเหลือ ค่าครองชีพ

สว.ศุภโชค’ ชี้คิกออฟ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สะท้อนประชาชน ‘ตื่นตัว’ ต้องการให้ช่วยเหลือ ค่าครองชีพ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.20 น.

‘สว.ศุภโชค’ ชี้คิกออฟ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สะท้อนประชาชน ‘ตื่นตัว’ ต้องการให้ช่วยเหลือ ’ค่าครองชีพ‘ ตรงเป้า ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระ‘ มองบวก ‘ฝ่ายค้าน’ รุกตั้ง กมธ.เกาะติด ช่วยเข้มตรวจสอบใช้งบฯให้ ‘โปร่งใส’

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา กล่าวถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลที่ประชาชนเริ่มใช้ได้แล้วว่า ในฐานะประธานกมธ.ฯ ต้องการมองเรื่องนี้อย่างเป็นกลางทางการเมือง และพิจารณาในหลายมิติ โดยเฉพาะการใช้งบประมาณที่ต้องตอบโจทย์ว่าเม็ดเงินที่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากน้อยเพียงใด หลังสถานการณ์สงครามและภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนจำนวนมากเผชิญความยากลำบาก ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมวงเงินสำหรับโครงการดังกล่าวประมาณ 1.75 แสนล้านบาท และขณะนี้มีประชาชนลงทะเบียนไปกว่า 26 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความจำเป็นที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ

“เราอยากเห็นเม็ดเงินเหล่านี้เข้าไปช่วยพี่น้องประชาชนจริง ๆ ให้มีกำลังซื้อมากขึ้น และทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยตลอด 4 เดือนของโครงการจะมีเงินลงสู่ระบบกว่าแสนล้านบาท ซึ่งหวังว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว และประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด” นายศุภโชค กล่าว

นายศุภโชค กล่าวต่อว่า ในส่วนของงบประมาณที่ลงไปเกือบ 2 แสนล้านบาทนั้น อยากให้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนควักเงินของตนเองออกมาใช้จ่ายเพิ่มเติม เนื่องจากโครงการเป็นลักษณะรัฐช่วย 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน พร้อมกันนี้ ยังฝากถึงภาครัฐว่า เมื่อโครงการดำเนินครบ 4 เดือนแล้ว ควรมีการสรุปตัวเลขความสำเร็จออกมาเป็นรายเดือนอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าเงินกู้ที่นำมาใช้ในโครงการก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจจริง และช่วยเหลือคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้งบประมาณดังกล่าวในสภาผู้แทนราษฎร นายศุภโชค กล่าวว่า ถือเป็นกลไกตามระบบรัฐสภาที่สามารถดำเนินการได้ และไม่น่าจะส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณล่าช้า

“ผมมองว่าการตั้งคณถฃะกรรมาธิการฯจะช่วยให้การตรวจสอบการใช้งบประมาณเข้มข้นมากขึ้น และช่วยให้ภาครัฐพิจารณาโครงการต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ชัดเจน และเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนจริง ๆ ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของเงินกู้
และหากการตั้งกรรมาธิการฯผ่านความเห็นชอบ ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการร่วมกันตรวจสอบและคัดกรองโครงการของรัฐบาลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้องติดตามว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติอย่างไรต่อไป“ นายศุภโชค กล่าว

นายกฯ ร่วมรณรงค์ Pride Month ประกาศความพร้อมดันไทยเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030

นายกฯ ร่วมรณรงค์ Pride Month ประกาศความพร้อมดันไทยเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030

นายกฯ ร่วมรณรงค์ Pride Month ประกาศความพร้อมดันไทยเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.15 น.

นายกฯ ร่วมโปรโมทการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WorldPride 2030 พร้อมรณรงค์สร้างความเท่าเทียมระหว่างเพศ เนื่องในเดือนแห่งความภาคภูมิใจ Pride Month

วันที่  2 มิ.ย.69 เวลา 10.00 น. บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับการติดเข็มกลัด Road to Bangkok WorldPride 2030 จากคณะผู้แทน Pride City Network เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมรณรงค์สร้างความเท่าเทียมระหว่างเพศในสังคม เนื่องในเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจ Pride Month และการสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WorldPride 2030

อนุทิน ชาญวีรกูล

สำหรับในปี 2569 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคีเครือข่าย ผลักดันเร่งยกระดับการพัฒนาเชิงนโยบายระดับจังหวัด/เมืองที่โอบรับสิทธิและความเท่าเทียมระหว่างเพศ และการสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WorldPride 2030 โดยจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศฯ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ซึ่งได้รับการตอบรับจาก 57 จังหวัด 1 เมือง ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่สะท้อนให้เห็นว่าในระดับจังหวัด/เมือง พร้อมที่จะร่วมกันส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างจริงจัง 

ทั้งนี้ กิจกรรมที่ทุกภาคส่วนร่วมกันจัดขึ้นตลอดช่วงเดือนมิถุนายนนี้ (Pride Month) สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาค ส่วนพร้อมที่จะส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศให้เกิดในประเทศไทยอย่างจริงจัง และร่วมกันสร้างสังคมที่โอบรับทุกความแตกต่างหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพร้อมสนับสนุนทุกกิจกรรมให้ประเทศไทยสามารถเป็นเจ้าภาพจัดงาน Word Pride ได้ ในปี 2573 (ปี ค.ศ. 2030)

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

นภินทร แจงปมโพสต์ คุย อนุทิน 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ

นภินทร แจงปมโพสต์ คุย อนุทิน 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ

นภินทร แจงปมโพสต์ คุย อนุทิน 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.12 น.

“นภินทร” เผยปมโพสต์ คุย “อนุทิน” 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ 

เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 2 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีโพสต์ภาพคู่กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บนเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อคืนนี้ โดยระบุข้อความว่า “วันหยุดไม่ได้หยุด  มานั่งคุยงานแบบสบาย ๆ กับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอนุทิน  เวลาผ่านไปไวมาก  แป๊บเดียว 3 ชั่วโมงเต็ม ๆ“ ว่า เป็นการประชุมงานทั่วไปของการเมือง และงานของราชการที่ต้องพัฒนา รวมถึงเรื่องของ SME ที่จะต้องพัฒนา เพราะเมื่อดูตัวเลขจีดีพีของประเทศ ธุรกิจ SME ตกลงมาหน่อย

เมื่อถามย้ำว่า ไม่มีอะไรเป็นพิเศษใช่หรือไม่ นายนภินทร กล่าว ว่า ไม่มี คุยกันเรื่องการพัฒนารัฐวิสาหกิจขนาดย่อม ว่าจะแก้ไขปัญหากันอย่างไร 

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ หรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับว่าให้เร่งหาแนวทางพัฒนา ซึ่งตนได้วางแผนเตรียมไว้หมดแล้ว 

สิริพงศ์ เตรียมถกแอปฯ ดัง สางปมคนขับทำร้าย นทท.ชาวญี่ปุ่น

สิริพงศ์ เตรียมถกแอปฯ ดัง สางปมคนขับทำร้าย นทท.ชาวญี่ปุ่น

สิริพงศ์ เตรียมถกแอปฯ ดัง สางปมคนขับทำร้าย นทท.ชาวญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.04 น.

“สิริพงศ์“ เตรียมเรียก ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันขนส่ง สังคยานาคนขับต้องมีใบขับขี่สาธารณะ-ตรวจประวัติอาชญากรรม หลังเกิดเหตุทำร้าย นทท.ชาวญี่ปุ่น 

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคนขับรถแอปพลิเคชันดัง ทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่กระทรวงคมนาคมกำลังเร่งรัดในการดำเนินการ ซึ่งก่อนหน้านี้มีลักษณะของการก่อเหตุในหลายแอปพลิเคชัน แต่กรณีแอปพลิเคชันที่เป็นเหตุ มีเหตุเกิดขึ้นมากที่สุด ซึ่งคมนาคมได้ให้มีการรายงานผลดำเนินการ และการเยียวยาผู้เสียหาย ภายใน 1 เดือนว่าผู้เสียหายมีความพึงพอใจหรือไม่ 

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

ขณะเดียวกันได้มีการแจ้งไปยังแอปพลิเคชันผู้ให้บริการทุกรายว่าต้องหยุดรับผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะทันทีเพื่อเป็นการปิดรูรั่ว เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีผู้ขับขี่เข้ามาสมัครง่ายเกินไป ซึ่งไม่มีการตรวจประวัติอาชญากรรม โดยคาดว่าจะมีการประชุมภายในสัปดาห์นี้ หลังจากนั้นจะไปดำเนินการในส่วนของระบบ ซึ่งกรมการขนส่งทางบกทั่วประเทศ ได้เพิ่มวันการให้บริการในการทำใบขับขี่สาธารณะ และเพิ่มช่องทางในกรณีที่แอปพลิเคชันสามารถรวบรวมผู้ขับขี่และจะมาทำใบขับขี่สาธารณะพร้อมกัน โดยให้โดยเปิดเป็นกรณีพิเศษ ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับการตรวจประวัติอาชญากรรม กรมการขนส่งทางบกได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในการตรวจประวัติอาชญากรรม ก่อนหน้านี้ใช้เวลาดำเนินการทำใบขับขี่อยู่ที่ 45 วัน แต่ตอนนี้ใช้เวลาเพียง 1 วันที่จะสามารถดำเนินการได้ทันที โดยการแจ้งก่อนว่าจะตรวจสอบประวัติอาชญากรรม โดย สตช.จะส่งข้อมูลประวัติอาชญากรรมเข้ามายังคลังข้อมูลให้กับผู้ขอ ซึ่งผู้ขอจะนำประวัติดังกล่าวไปยื่นขอใบขับขี่ได้ทันที 

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

ขณะที่การเยียวยานักท่องเที่ยวญี่ปุ่นนั้น นายสิริพงศ์ ระบุว่า เป็นเรื่องของแอปพลิเคชันที่ต้องดำเนินการในการดูแลเยียวยา ซึ่งเป็นเรื่องที่แอปพลิเคชันต้องรายงานกระทรวงคมนาคมทั้งหมด เพราะมีอีกหลายกรณีที่ต้องส่งให้กระทรวงคมนาคม พร้อมหลักฐานประกอบ 

ไชยชนก คุย เนวิน แล้ว ปม เสรีพิศุทธ์ โผล่ถึงหน้าบ้านที่เขากระโดง เผยไม่ติดใจ ย้ำมั่นใจในเอกสารสิทธิ์

ไชยชนก คุย เนวิน แล้ว ปม เสรีพิศุทธ์ โผล่ถึงหน้าบ้านที่เขากระโดง เผยไม่ติดใจ ย้ำมั่นใจในเอกสารสิทธิ์

ไชยชนก คุย เนวิน แล้ว ปม เสรีพิศุทธ์ โผล่ถึงหน้าบ้านที่เขากระโดง เผยไม่ติดใจ ย้ำมั่นใจในเอกสารสิทธิ์

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.01 น.

“ไชยชนก” เผย คุย “เนวิน” แล้ว ปม เสรีพิศุทธ์ โผล่ถึงหน้าบ้านที่เขากระโดง ส่วนตัวไม่ติดใจ คนอื่นไม่ทราบฟ้องบุกรุกหรือไม่ ยัน จุดยืนเดิม มั่นใจในเอกสารสิทธิ์ 

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 10.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย บุกถึงหน้าบ้านนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ในฐานะครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย เพื่อติดตามทวงถามกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จะดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างไร ว่า เรามีระบบรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว ไม่ได้ดำเนินการอะไรเป็นพิเศษ ส่วนจะดำเนินการทางกฎหมายหรือไม่นั้น ตนไม่ติดใจ แต่ท่านอื่นๆ ที่ถูกบุกรุกจะติดใจหรือไม่ ไม่ทราบ ไม่มีการพูดถึงการดำเนินการ  และในเรื่องของที่ดินเขากระโดง เรามีจุดยืนเหมือนเดิมคือมั่นใจในเอกสารสิทธิ์ที่ มี ซึ่งไม่ใช่แค่ที่ของครอบครัวตน แต่ยังรวมถึงประชาชนชาวบุรีรัมย์ 

เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายเนวินเรื่องนี้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า พูดกันเพียงเล็กน้อย ว่า เอ้า มีโผล่ไปที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้อะไร 

เมื่อถามว่า มองเป็นประเด็นการเมืองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า มองได้สองมุม มุมหนึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อาจจะคิดจริงๆว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิดแล้วอยากจะทำสิ่งที่ถูกต้อง อีกมุมก็เป็นเกมการเมือง ซึ่งตนไม่อาจทราบได้ แต่จุดยืนของเราเหมือนเดิม 

สิริพงศ์ รับ ชัตเติลบัส รฟม. วิ่งทับทางสองแถว 4 สาย สั่ง ขบ. เร่งแก้ไข ยันต้องไร้มาเฟียคุกคาม

สิริพงศ์ รับ ชัตเติลบัส รฟม. วิ่งทับทางสองแถว 4 สาย สั่ง ขบ. เร่งแก้ไข ยันต้องไร้มาเฟียคุกคาม

สิริพงศ์ รับ ชัตเติลบัส รฟม. วิ่งทับทางสองแถว 4 สาย สั่ง ขบ. เร่งแก้ไข ยันต้องไร้มาเฟียคุกคาม

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.49 น.

” สิริพงศ์ “ รับ รถชัตเตอร์บัส รฟม วิ่งทับ 4 สายทางผู้ให้บริการเดิม  สั่ง ขบ เร่งแก้ไข ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เชื่อไม่มีปัญหา แม้วิ่งทางเดียวกัน แต่เป็นรถคนละลักษณะ ชี้ เป็นทางเลือกผู้โดยสาร ลั่น ไม่ยอม ให้มีมาเฟีย 

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวถึงกรณี รฟม. ทดลองวิ่ง รถบริการ MRTA SHUTTLE BUS  บริเวณรถไฟฟ้าสายสีม่วง วิ่งทับเส้นทาง รถสองแถว ทำให้ผู้ประกอบการรถสองแถวออกมาร้องเรียน ว่า  กรณีเป็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อน เรื่องของชัตเตอร์บัส ที่เป็นฟีดเดอร์ ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ให้บริการประชาชนกับการดำเนินการของเขาที่ดำเนินการมาเมื่อวานนี้ยังไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย โดยปกติรถโดยสารที่วิ่งและเก็บค่าโดยสารจะต้องมีการขออนุญาตขอสายทาง เพื่อดูว่าไปทับซ้อนกับผู้ประกอบการรายเดิมหรือไม่ แต่จากข้อมูลที่ได้รับมา จับวิ่งไปทับอยู่ทั้งหมด 4 สายทาง จากผู้บริการสองแถวเดิม กรมขนส่งทางบกได้เร่งหาแนวทางแก้ไขอยู่  ซึ่งตนมองว่าสามารถคลี่คลายได้ เพราะว่าเป็นรถในลักษณะคนละแบบกัน เพียงแต่ต้องทำให้ครบถ้วนตามข้อกฎหมาย 

เมื่อถามว่าหลายคนกังวลว่าอาจจะเป็นลักษณะของมาเฟียหรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า มี 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก เราทำให้ครบถ้วนตามกฏหมาย เพราะต้องมีหน่วยงานที่กำกับดูแล ถ้าไม่ดำเนินการหน่วยงานที่กำกับดูแลก็จะถูกดำเนินการข้อหาละเว้น เพราะมีข้อกฎหมายอยู่ เพื่อประโยชน์ของประชาชน และเพื่อให้ถูกต้องตามกฏหมาย  ประเด็นที่2 ถ้ามีลักษณะมาเฟีย ไม่ยอม ต้องไม่มีมาเฟียเกิดขึ้น ต้องทำให้ถูกตามกฎหมาย ต้องไม่มีลักษณะของการไปคุกคาม ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน 

ส่วน การพูดคุยจะมีขึ้นเมื่อไหร่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า  น่าจะได้ผลสรุปภายในหนึ่งถึงสองวันนี้ เมื่อวานนี้ให้กรมการขนส่งทางบก ลงพื้นที่ไปแล้ว ภายในวันสองวันนี้จะได้คำตอบที่ชัดเจนและให้เป็นแนวทางว่า เป็นรถประเภทเดียวกันก็จริง แต่เป็นรถคนละลักษณะ ประเภทหนึ่งเป็นรถสองแถว กับอีกประเภทหนึ่งเป็นชัตเตอร์บัสติดแอร์ ซึ่งรูปแบบการให้บริการ และค่าบริการก็ต่างกัน ทั้งหมดเป็นทางเลือกของผู้โดยสาร