นายกฯ บอกไม่ต้องแก้เกมกัมพูชา หลังร้อง UN ไทยยกเลิก MOU 44 ทำเจรจาทวิภาคีล่ม

นายกฯ บอกไม่ต้องแก้เกมกัมพูชา หลังร้อง UN ไทยยกเลิก MOU 44 ทำเจรจาทวิภาคีล่ม

นายกฯ บอกไม่ต้องแก้เกมกัมพูชา หลังร้อง UN ไทยยกเลิก MOU 44 ทำเจรจาทวิภาคีล่ม

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

นายกฯ บอกไม่ต้องแก้เกมกัมพูชา หลังร้อง UN ไทยยกเลิก MOU 44 ทำเจรจาทวิภาคีล่ม ย้ำเฟกนิวส์เยอะ แต่ไม่ขอเสียเวลาด้วย

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กัมพูชายื่นหนังสือแจ้งเตือนประเทศไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเชิงบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) ภายหลังรัฐบาลไทยยกเลิก MOU 44 ว่า ยังไม่ได้รับทราบว่าเกิดปัญหาอะไร เรื่องของ MOU 44 เราแจ้งแก่ผู้นำกัมพูชา ตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียนเขาก็รับทราบ และได้แจ้งกลับว่ารู้สึกผิดหวัง หลังจากนี้จะใช้ UNCLOS ในการดำเนินการต่อไป ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าจะดำเนินการเมื่อใด 

เมื่อถามว่าจะถูกมองว่าต่อหน้าและหลังฉากไม่เหมือนกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ใครมอง ตนไม่ได้มองแบบนั้น ตนมองว่าเหมือนกันหมด

เมื่อถามว่า คนไทยมองกัมพูชา ว่าบนเวทีนานาชาติเป็นอีกอย่าง แต่การเดินเกมก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่ประเทศไทยยืนบนหลักการอย่างไร และยังไม่มีจุดไหนที่ทำให้ประเทศเสียเปรียบ มีการพูดกันมาตลอดสัปดาห์ว่า เปิดด่าน เปิดนั่นเปิดนี่ แล้วมีไหมล่ะ กุเรื่องขึ้นมา บอกให้นักเรียนจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาเรียนในฝั่งไทยเพื่อมนุษยธรรม เขียนเฟกนิวส์กันไปเรื่อย ต้องเดือดร้อนผผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ต่างประเทศต้องชี้แจงว่าไม่มีเพราะไม่มีใครชี้แจงได้ชัดเจนเท่าผู้ว่าฯและการที่เราไปเจรจากับนานาชาติ เวียดนามก็มาเยือนเรา เราก็เพิ่งไปพบกับผู้นำฝรั่งเศส หรือผอ.ยูเนสโก ก็ไม่ได้มีปัญหา ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมาปรับท่าที เพราะไม่มีใครหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาแม้แต่น้อย

เมื่อถามว่า กัมพูชาพูดคุยกับนานาชาติมากขึ้น รัฐบาลไทยต้องแก้เกมอย่างไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทำไมต้องแก้เกม เราดำเนินการในแบบของไทย ที่เรารับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และทำให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ทำให้ประเทศไทยเสียสถานะในเวทีนานาชาติ ยังดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย เกียรติภูมิ และความมั่นคง ตลอดจนความเป็นที่ยำเกรงของอริกับประเทศของเรา ซึ่งเราก็มีหลักการในการดำเนินการอยู่แล้ว 

อนุทิน ลั่นไม่มีใครเหนือกฎหมาย! เมิน เสรีพิศุทธ์ บุกบ้านเนวิน-เขากระโดง ย้ำทุกอย่างอยู่ที่ศาล

อนุทิน ลั่นไม่มีใครเหนือกฎหมาย! เมิน เสรีพิศุทธ์ บุกบ้านเนวิน-เขากระโดง ย้ำทุกอย่างอยู่ที่ศาล

อนุทิน ลั่นไม่มีใครเหนือกฎหมาย! เมิน เสรีพิศุทธ์ บุกบ้านเนวิน-เขากระโดง ย้ำทุกอย่างอยู่ที่ศาล

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.05 น.

“อนุทิน” ชี้ ปม เขากระโดง ทุกคนมีสิทธิเชื่อ แต่ต้องทำตามกม.

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 13.10น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย บุกถึงหน้าบ้านนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ในฐานะครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ที่จ.บุรีรัมย์ มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร ว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เรื่องเขากระโดงก็ดีเรื่องฮั้วสว.ก็ดี มันอยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว คำพิพากษาทั้งหลายถ้าออกมาทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายและไปฝ่าฝืนกฎหมายได้
 เมื่อถามว่ากระทรวงคมนาคมได้รายงานความคืบหน้าการทวงคืนพื้นที่ ทีละแปลงหรือไม่

นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของการรถไฟแห่งประเทศไทย เขาคงรายงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ส่วนของกระทรวงมหาดไทยกรมที่ดินก็รายงานมาโดยตลอด ว่ามันไม่ได้ผูกพันคำพิพากษาที่คนพยายามพูดและไปชี้นำ ให้สาธารณะเชื่อถือคำพิพากษมันผูกพันรายแปลง ซึ่งคำพิพากษาที่ออกมานั้นความจริงคือชาวบ้านฟ้องการรถไฟฯให้ออกโฉนดแล้วศาลบอกว่าไม่ให้ออกโฉนดอย่างนั้นจะไปทึกทักว่าแปลงอื่นเถื่อนไปหมดมันก็ไม่ใช่ การรถไฟฯต้องฟ้องรายแปลงไปซึ่งเขาก็ดำเนินการอยู่ และถ้าศาลมีคำวินิจฉัยทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามไม่มีใครจะฝ่าฝืนไปได้ 

ปรับหลักสูตรใหญ่! อว.-ศธ. จับมือปรับ 3 วิชาหลัก ย้ำเด็กไทย รร.อินเตอร์ ต้องไม่ทิ้งภาษาแม่

ปรับหลักสูตรใหญ่! อว.-ศธ. จับมือปรับ 3 วิชาหลัก ย้ำเด็กไทย รร.อินเตอร์ ต้องไม่ทิ้งภาษาแม่

ปรับหลักสูตรใหญ่! อว.-ศธ. จับมือปรับ 3 วิชาหลัก ย้ำเด็กไทย รร.อินเตอร์ ต้องไม่ทิ้งภาษาแม่

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

“ยศชนัน-ประเสริฐ” ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงถึงทิศทางสำคัญของรัฐบาลในการเดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาครั้งใหญ่ มุ่งยกระดับการจัดการเรียนการสอน 3 วิชาหลัก ได้แก่ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และภาษาไทย ควบคู่กับการพัฒนาระเบียบวินัยและการเป็นพลเมืองโลก โดยย้ำชัดว่าการปรับหลักสูตรครั้งนี้ไม่ใช่การลดทอน แต่คือการเสริมสร้างให้บทเรียนมีความลึกซึ้ง และมีความหมาย สอดรับกับแนวทาง “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” อย่างแท้จริงเข้าใจรากเหง้า เพื่อก้าวไปข้างหน้า 

รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สมรรถนะที่แท้จริงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทักษะอาชีพ แต่คือความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ จะเปลี่ยนผ่านจากการท่องจำสู่ “การวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์” เพื่อให้เยาวชนเข้าใจพัฒนาการของชาติและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุทิศเพื่อประชาชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในฐานะเรื่องราวที่พลเมืองทุกคนมีส่วนร่วม

“ทุกประเทศที่มีระบบการศึกษาเข้มแข็ง ล้วนสอนให้เด็กรู้จักรากเหง้าของตนเอง รู้ว่าตนเป็นใคร มาจากไหน และมีหน้าที่อะไรต่อสังคม รัฐบาลเชื่อมั่นว่า พลเมืองที่เข้าใจที่มาของประเทศ คือพลเมืองที่พร้อมมีส่วนร่วมสร้างชาติ” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว 

นอกจากนี้ วิชาหน้าที่พลเมืองจะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ไทย พร้อมออกแบบกิจกรรมที่ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม การเป็นผู้นำ การแก้ปัญหา และจิตอาสา เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง

ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า มี 3 กลไกขับเคลื่อน และการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด พร้อมชี้แจงกรอบการขับเคลื่อนของกระทรวงฯ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่:

1.    ส่วนรายวิชา: มุ่งเน้นเนื้อหาที่ทันสมัยและวิเคราะห์เชิงลึก

2.    ส่วนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน: เน้นการฝึกวินัยและจิตสาธารณะ

3.    ส่วนกิจกรรมเสริมหลักสูตร: ปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ครอบคลุมความรักชาติ ซื่อสัตย์ มีวินัย และความเป็นไทย

กระทรวงฯ ยังส่งเสริมให้สถานศึกษาบูรณาการเทคโนโลยี ทั้งสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ เข้ากับแหล่งเรียนรู้ดั้งเดิม เช่น พิพิธภัณฑ์และพื้นที่ในชุมชน โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ที่ประสบการณ์จากพื้นที่จริงไม่สามารถหาได้จากในห้องเรียน พร้อมเปิดกว้างให้ “ครู” มีอิสระในการเลือกสื่อที่เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนมากที่สุด

“ภาษาไทย” ฐานรากที่แข็งแกร่งสู่การเรียนรู้ภาษาที่สอง สำหรับวิชาภาษาไทย รมว.ศึกษาธิการ เน้นย้ำว่าการรักษาภาษาแม่คือการรักษาตัวตน โดยยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีหน่วยงานระดับชาติกำกับดูแลมาตรฐานภาษา ควบคู่ไปกับการผลักดันสู่เวทีโลก นอกจากนี้ งานวิจัยด้านประสาทวิทยาทั่วโลกยังยืนยันว่า เยาวชนที่มีทักษะภาษาแม่แข็งแกร่ง จะสามารถเรียนรู้ภาษาที่สองได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การพูดได้หลายภาษายังช่วยพัฒนาความจำ สมาธิ และทักษะการแก้ปัญหา การส่งเสริมภาษาไทยจึงไม่ใช่การแย่งพื้นที่ภาษาอังกฤษ แต่เป็นการสร้างฐานรากที่มั่นคง

แก้ปมเด็กนานาชาติ ไม่ทิ้งภาษาแม่ รมว.ศึกษาธิการ ยังได้กล่าวถึงกรณีเยาวชนสัญชาติไทยในโรงเรียนนานาชาติที่ขาดทักษะภาษาไทย โดยระบุว่า กระทรวงฯ ได้หารือร่วมกับสมาคมโรงเรียนนานาชาติแล้ว และทุกฝ่ายมีวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าเยาวชนไทยทุกคนควรสื่อสารภาษาของตนเองได้ โดยกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนแนวทางดูแลทักษะภาษาไทยแก่นักเรียนกลุ่มดังกล่าว โดยไม่กระทบต่อจุดเด่นและหลักสูตรของแต่ละสถานศึกษา

ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้สื่อสารแนวทางทั้งหมดไปยังสถานศึกษาทุกสังกัด ภายใต้กรอบ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และหลักสูตรแกนกลางฯ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป โดยในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้ จะมีการประชุมอนุกรรมการยกร่างพรบ. การศึกษาครั้งแรก โดยมีศาสตราจารย์ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธานคณะอนุกรรม พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านการศึกษาเข้าร่วมประชุม

พัฒนา จ่อยกระดับ ผู้เสพเท่ากับผู้ป่วย หลังพบเด็กอายุ 15 ปี มีพฤติกรรมติดยาซ้ำซาก

พัฒนา จ่อยกระดับ ผู้เสพเท่ากับผู้ป่วย หลังพบเด็กอายุ 15 ปี มีพฤติกรรมติดยาซ้ำซาก

พัฒนา จ่อยกระดับ ผู้เสพเท่ากับผู้ป่วย หลังพบเด็กอายุ 15 ปี มีพฤติกรรมติดยาซ้ำซาก

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.44 น.

“พัฒนา“ จ่อยกระดับ มาตรการ”ผู้เสพเท่ากับผู้ป่วย” หลังพบเด็กอายุ 15 ปี มีพฤติกรรมติดยาซ้ำซาก ขอชาวบ้านสแกนเข้ม ปูพรมตรวจสารเสพติด หากพบ “ตาลอย-พูดไม่รู้เรื่อง” แจ้งเจ้าหน้าที่ด่วน!

วันนี้ 2 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยถึงกรณีเด็กอายุ 15 ปี กระทำชำเรามารดา จ.ชัยภูมิ จะมาตรการในการตรวจสอบสารเสพติดวัยรุ่นในพื้นที่อย่างไรหลังจากนี้ ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ดูแลในเชิงรุกกับฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าตรวจสกรีนพื้นที่ตามขั้นตอน ซึ่งเป็นมาตรการที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่หากพื้นที่ใดต้องการให้เข้าไปตรวจเพิ่มเติมก็สามารถแจ้งมายังฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสาธารณสุข เพื่อที่จะร่วมกันเข้าดูแล

พัฒนา พร้อมพัฒน์

เมื่อถามว่าระบบเฝ้าระวังเหมือนจะยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และไม่ทันต่อสถานการณ์ นายพัฒนา ระบุว่า เรื่องการควบคุมและเฝ้าระวังได้ทำงานเชิงรุกอย่างเต็มที่ แต่ต้องอาศัยชุมชนในการดูแล หากคนไหนที่มีอาการตาลอย หรือพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง หากคนในชุมชนเห็นว่ามีบุคคลที่มีลักษณะเช่นนี้ ขอแจ้งเข้ามาเพื่อจะได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ

เมื่อถามว่ากรมสุขภาพจิตได้ดูแลสภาพจิตใจของมารดา อย่างไร นายพัฒนา ระบุว่า ได้สั่งการไปแล้วว่าให้สหวิชาชีพ ร่วมกับกรมสุขภาพจิตเข้าไปดูแลคนในชุมชนร่วมกับผู้เสียหาย หรือคนในชุมชนที่อาจจะมีความรู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งมีการทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับอสม.และอาสาสมัครต่าง ๆ

พัฒนา พร้อมพัฒน์

เมื่อถามว่ามีการรายงานมาหรือไม่ว่าในระหว่างเด็กอายุ 15 ปี เข้ารับการบำบัดมีพฤติกรรมเช่นไร นายพัฒนา ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอรายงานเข้ามา และกำลังพิจารณาในเรื่องมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องผู้เสพเป็นผู้ป่วย ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่ยังคงมีความจำเป็น เพราะผู้เสพเมื่อได้รับการบำบัดแล้วมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ก็อาจจะต้องมีการหารือพิจารณา ที่อาจจะต้องมีการยกระดับมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น บำบัดและไม่เสพซ้ำ ถือเป็นปัญหาค่อนข้างเรื้อรัง และทำให้ประชาชนในชุมชน มีความวิตกกังวล และอาจจะเป็นอันตรายได้

พัฒนา พร้อมพัฒน์

‘ประเสริฐ’ เตรียมไป ปอเนาะ – ตาดีกา สางปัญหาใต้ เชื่อหลังตั้ง 2 ตัวแทนสถาบันฯ ร่วมคณะ ศอ.บต. ปัญหาจะคลี่คลายขึ้น

‘ประเสริฐ’ เตรียมไป ปอเนาะ - ตาดีกา สางปัญหาใต้ เชื่อหลังตั้ง 2 ตัวแทนสถาบันฯ ร่วมคณะ ศอ.บต. ปัญหาจะคลี่คลายขึ้น

‘ประเสริฐ’ เตรียมไป ปอเนาะ – ตาดีกา สางปัญหาใต้ เชื่อหลังตั้ง 2 ตัวแทนสถาบันฯ ร่วมคณะ ศอ.บต. ปัญหาจะคลี่คลายขึ้น

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.31 น.

“ประเสริฐ” เตรียมไปปอเนาะ-ตาดีกา ลุย สางปัญหาใต้ เชื่อหลังส่งตัวแทน 2 โรงเรียนร่วม ศอ.บต.ปัญหาจะคลี่คลายขึ้น

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 12.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา ถึงสถานการณ์ความไม่เข้าใจในพื้นที่ชายแดนใต้ ว่า หลังจากเดินทางมาพูดคุยที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการส่งตัวแทนจากทั้ง 2 โรงเรียนเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบเรื่องการศึกษาในศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อเสริมความเข้าใจ และจะมีการประชุมร่วมกันอีกหลายฝ่าย 

ทั้งนี้ ตนจะลงพื้นที่ไปเยี่ยม และติดตามผลอย่างรอบด้าน และดูประเด็นที่เป็นปัญหาคลี่คลายลงแล้วหรือยัง รวมถึงดูเรื่องของหลักสูตรการศึกษาด้วย 

‘มัลลิกา’ ปลื้ม แฟนคลับทำเพลงเชียร์ กลายเป็นไวรัลกระหึ่ม Tiktok ชมคลิป

‘มัลลิกา’ ปลื้ม แฟนคลับทำเพลงเชียร์ กลายเป็นไวรัลกระหึ่ม Tiktok ชมคลิป

‘มัลลิกา’ ปลื้ม แฟนคลับทำเพลงเชียร์ กลายเป็นไวรัลกระหึ่ม Tiktok ชมคลิป

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.27 น.

วันนี้ 2 มิถุนายน 2569 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นการแชร์ความประทับใจที่มีต่อแฟนคลับ ที่ทำเพลงเชียร์ สร้างจาก AI ขึ้นมา จนกลายเป็นกระแสฮือฮาบน Tiktok โดยมีข้อความ ว่า“ความบริสุทธิ์ใจความครีเอตสร้างสรรค์ความเป็นเอฟซีแฟนคลับเราไม่ทิ้งกันจริงๆ ขอบคุณใครสักคนที่ทำเพลงเชียร์ AI โดยเป็นกระแสไปเต็มหน้าฝีดTiktok ฉันขอขอบคุณ เหลือเกิน ….. #ดรมัลลิกาเบอร์14 #ดรมัลลิกาวาไรตี้ทอลค์โชว์ #ดรมัลลิกาบุญมีตระกูลมหาสุข #ดรมัลลิกาผู้ว่ากทม #เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพ @dr.mallikaboon @ดร.มัลลิกา ช่องไลฟ์หลัก @Dr.Mallikashop @Dr.Mallikashop สาขา 2”

มัลลิกา บุญมีตระกูล

หลังจากที่โพสต์ของ  ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตและแฟนคลับต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“นาทีนี้ต้อง ๑๔ เท่านั้น”

“ยังไงก็ต้องเบอร์ 14”

“14 ค่ะ”

“14ค่ะ”

“14 เท่านั้น”

“14”

มัลลิกา
มัลลิกา บุญมีตระกูล

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ก.อุตฯ ขึงขัง! คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย แผงโซลาร์เซลล์ เร่งประกาศเป็นสินค้าควบคุม

ก.อุตฯ ขึงขัง! คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย แผงโซลาร์เซลล์ เร่งประกาศเป็นสินค้าควบคุม

ก.อุตฯ ขึงขัง! คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย แผงโซลาร์เซลล์ เร่งประกาศเป็นสินค้าควบคุม

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

ก.อุตฯ เอาจริง! คุมเข้ม มาตรฐานความปลอดภัย “แผงโซลาร์เซลล์” เร่งประกาศเป็นสินค้าควบคุมมาตรฐาน ตามกฎหมาย มอก.ใหม่ จ่อ บังคับใช้ภายใน ก.ย.69 นี้ เพื่อ คุ้มครองชีวิต-ทรัพย์สินของประชาชน

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ล่าสุด สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เตรียมเสนอให้คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) พิจารณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์เซลล์ เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มอีก 4 มาตรฐาน ได้แก่

1.เครื่องตัดวงจรสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง 2.ฟิวส์สำหรับระบบพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ 3.สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ และ 4.แบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2569 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสนับสนุนการใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) พลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เตรียมจัดทำมาตรฐานใหม่เพิ่มอีก 2 มาตรฐาน ได้แก่ ตู้รวมสายไฟเซลล์แสงอาทิตย์ และขั้วต่อสายไฟ DC (MC 4 Connector) โดยจะเสนอ กมอ. พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างมาตรฐาน ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ว่าจะมีความปลอดภัยในการใช้งาน

ซึ่งการจัดทำมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น เป็นมาตรฐานเพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ กมอ. มีมติเห็นชอบ มอก. 61730 เล่ม 2-2567 แผงโซลาร์เซลล์ ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งขั้นตอนต่อไป สมอ. เตรียมออกประกาศมาตรฐานดังกล่าว เป็นสินค้าควบคุม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ด้วยเช่นกัน

“ผมได้เร่งรัดให้ สมอ. ดำเนินการโดยเร็ว คาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ และเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว แผงโซลาร์เซลล์ที่ผลิต นำเข้า หรือวางจำหน่ายในประเทศไทยจะต้องผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. 61730 เล่ม 2-2567 จาก สมอ. เพื่อการันตีว่าผลิตภัณฑ์ มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีความปลอดภัยสูง ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย หรืออันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน”

นายวราวุธ กล่าวว่า เพราะปัจจุบันปริมาณการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ตามนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านกระแสไฟฟ้า ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ

ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและปลอดภัยในระยะยาว

มัลลิกา ลุยตลาดเตาปูน ชูแผนเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย ดูแลกลุ่มเปราะบาง

มัลลิกา ลุยตลาดเตาปูน ชูแผนเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย ดูแลกลุ่มเปราะบาง

มัลลิกา ลุยตลาดเตาปูน ชูแผนเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย ดูแลกลุ่มเปราะบาง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.11 น.

วันนี้ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 8.30 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าตลาดเตาปูนโดยรับฟังความคิดเห็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจและความ เคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจับใจใช้สอยของประชาชน โดยยอมรับว่าการใช้จ่ายมีความคึกคักน้อยลงแม้จะมีโครงการคนละครึ่งมา กระตุ้นอยู่บ้านแต่ก็ยังไม่อยู่ในภาวะที่ปกตินักดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องหลักสำหรับค่าครองชีพพี่น้องประชาชน 

นางมัลลิกา บอกว่าตามแผนยุทธศาสตร์ของตนนั้นในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและโดยเฉพาะหลังจากนี้จะเกิดขึ้นจากภาวะค่าพลังงานแพงเราจึงมีแผนนอกเหนือจากการกระตุ้นการจับใจใช้สอยแล้วยังจะต้องมีมาตรการรองรับคือสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพแม้จะมีมาตรการจากรัฐบาลกลาง ไปบางส่วนแต่ด้วยอำนาจพิเศษของกรุงเทพสามารถจัดสรรบริหารจัดการงบประมาณด้วยตัวเองจึงมีมาตรการที่จะช่วยค่าครองชีพ

มัลลิกา

เช่น ลดค่าแก๊ส ค่าพลังงาน เพิ่มพื้นที่สินค้าธงฟ้าลดราคาในแต่ละตลาดแต่ละโซน ฟรีค่าโดยสารสาธารณะ ค่ารถไฟฟ้าและรถเมล์ในภาวะวิกฤต โดยการใช้คูปอง กทม.รองรับกลุ่ม้ปราะบางครัวเรือนยากจนในกทม. นอกจากนั้นยังกางแผนดูแลกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเพิ่มเติมในลักษณะเพิ่มเบี้ยยังชีพที่เรียกว่าสวัสดิการพิเศษนอกเหนือจากที่รับสิทธิจากรัฐบาลกลางแล้ว โดยใช้วิธีการจัดสรรงบประมาณของกรุงเทพเป็นกรณีพิเศษในภาวะวิกฤต ทั้งนี้จะมีทีมเศรษฐกิจวางแผนเรื่องการจัดเก็บงบประมาณจัดสรรงบประมาณที่ซ้ำซ้อนและเจียดงบประมาณ ก็จะเป็นแผนงานในอำนาจของผู้ว่ากรุงเทพมหานครที่จะเป็นสิ่งใหม่และเป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นโดยความสามารถ

หลังจากที่ โพสต์ของ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลทำเอาชาวเน็ตและแฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“ผู้ว่า คนใหม่คะ เลือก แน่นอนคะ ขอให้คนไทยได้มี ที่ทำกิน มี street food”

“14”

“14”

“14”

“จัดไปอย่าได้เสีย เอาให้สุดซอย”

“14”

“14”

มัลลิกา
มัลลิกา
มัลลิกา
มัลลิกา
มัลลิกา
มัลลิกา
มัลลิกา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจก เฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

‘สว.พันธุ์ใหม่’ เตรียมหารือ ‘ปชน.-ปชป.-พท.’ ขอเสียงหนุนร่างแก้ไข ‘ม.256’ ผุด 2 องค์กรทำ รธน.ใหม่

‘สว.พันธุ์ใหม่’ เตรียมหารือ ‘ปชน.-ปชป.-พท.’ ขอเสียงหนุนร่างแก้ไข 'ม.256' ผุด 2 องค์กรทำ รธน.ใหม่

‘สว.พันธุ์ใหม่’ เตรียมหารือ ‘ปชน.-ปชป.-พท.’ ขอเสียงหนุนร่างแก้ไข ‘ม.256’ ผุด 2 องค์กรทำ รธน.ใหม่

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.04 น.

‘พันธุ์ใหม่’ จ่อดีลคุย ‘พรรคส้ม-ปชป.-พท.’ ขอเสียงหนุน ‘ร่างแก้ไขรธน.ม.256’ ผุด ’2 องค์กร‘ ทำรัฐธรรมนูญใหม่ วางหลักการให้ ปชช. มีส่วนร่วมทุกกระบวนการ – ถ่ายทอดสดการประชุม-ตัดอำนาจ ‘รัฐสภา’ โหวตเห็นชอบ ด้าน ‘เทวฤทธิ์’ เผยภาคปชช. เตรียมล่า5 หมื่นชื่อ เสนอแก้ไขม.256 เรียกร้อง ‘โสภณ‘ ให้รอด้วย

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา10.30น. ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาขิกวุฒิสภา(สว.)กลุ่มพันธุ์ใหม่ แถลงว่า ตนพร้อมกลุ่มสว. อาทิ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย นายประภาส ปิ่นตบแต่ง ได้ร่วมยกร่างเนื้อหาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเตรียมยื่นต่อรัฐสภา ทั้งนี้ร่างดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการให้ประชาชนมีส่วนร่วม โปร่งใสและตรวจสอบถ่วงดุล เพราะตนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่มีเพียงเนื้อหาที่ดี แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันและเกิดจากกระบวนการที่ได้รับความไว้วางใจจากสังคม สำหรับเนื้อหากำหนดให้มี สภารับฟังความคิดเห็นของประชาชน มาจากการเลือกตั้ง 200 คน  แบ่งเป็น เลือกตั้งแบบแบ่งเขตโดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จำนวน 100 คน และเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่เปิดโอกาสให้กลุ่มบุคคลที่เชี่ยวชาญหรือมีข้อเสนอเชิงนโยบายรวมกลุ่มกัน จำนวน  100 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนรวบรวมความคิดเห็นของประชาชน กำกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ และเชื่อมโยงของประชาชนเข้าสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า ให้มีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน  มาจากการสรรหาของรัฐสภา  ผ่านกระบวนการเปิดรับสมัครและกลั่นกรองคุณสมบัติ ที่เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภารับฟังความคิดเห็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระไม่สามารถเข้ารับการสรรหาได้ ขณะที่หน้าที่ของกมธ.ยกร่าง ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นำความคิดเห็นของประชาชนมาพิจารณาในทุกประเด็น หากไม่รับข้อเสนอใดไปบรรจุต้องชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจน

“นอกจากนั้นตัวร่างกำหนดให้ต้องรายงานความคืบหน้าของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและกระบวนการยกร่างต่อที่ประชุมรัฐสภาทุกๆ 60 วัน และเปิดเผยขั้นตอนให้ตรวจสอบได้ ทั้งถ่ายทอดสดการประชุม เปิดเผยรายงานประชุม เผยแพร่เอกสาร เปิดระบบรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายมาตรา เพื่อให้ประชาชนติดตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมได้ตลอเวลา” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ต้องส่งให้รัฐสภาอภิปรายและให้ข้อสังเกต แต่ไม่มีอำนาจแก้ไขเนื้อหา เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงเนื้อหา จากนั้นให้ส่งความเห็นข้อสังเกตให้ กมธ.ยกร่างไปปรับปรุงเนื้อหา จากนั้นส่งให้สภารับฟังความคิดเห็นฯ เพื่อลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ส่วนขั้นตอนสุดท้าย คือให้ ประชาชนตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านกระบวนการออกเสียงประชามติ  ทั้งนี้ตนมองว่าการเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ผ่านการเลือกตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการ และประชาชนสามารถให้ความเห็น ตรวจสอบกระบวนการได้ จะเพิ่มความเชื่อมั่น เชื่อใจในกระบวนการที่จะเป็นหัวใจสำคัญต่อการตัดสินใจว่าประชาชนจะเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

“ผมได้ประสานไปยังตัวแต่พรรคการเมือง ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทยเพื่อนำเสนอหลักการและขอเสียงสนับสนุน ร่วมลงชื่อเพื่อเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ทั้งนี้ต้องใช้สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อ ประมาณ 140 คน โดยขณะนี้มีสว.ที่ร่วมสนับสนุนร่างแล้ว 10 คน ยอมรับว่าไม่ง่ายที่จะรวบรวมเสียงสมาชิกรัฐสภาได้ แต่ผมมองว่าแม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 จะมีข้อแตกต่างกัน แต่ควรได้รับโอกาสให้ได้เข้าไปนำเสนอหลักการในรัฐสภาและในกมธ.ด้วย” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

ด้านนายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีภาคประชาชนเตรียมล่ารายชื่อ 5 หมื่นรายชื่อ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจใช้เวลา ดังนั้นตนขอเรียกร้องให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภารอภาคประชาชน เพื่อลดครหาว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง

เปิดประตูบานแรก! ‘กมธ.การเมือง’ หนีบ ตัวแทนพรรคการเมือง ร่วมหารือ ศาลรธน. 19 มิ.ย.นี้

เปิดประตูบานแรก! 'กมธ.การเมือง' หนีบ ตัวแทนพรรคการเมือง ร่วมหารือ ศาลรธน. 19 มิ.ย.นี้

เปิดประตูบานแรก! ‘กมธ.การเมือง’ หนีบ ตัวแทนพรรคการเมือง ร่วมหารือ ศาลรธน. 19 มิ.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.00 น.

เปิดประตูบานแรก! ‘กมธ.พัฒนาการเมือง สว.’ หนีบ ‘ตัวแทนพรรคการเมือง’ ร่วมหารือ ‘ศาลรธน.’ 19 มิ.ย.นี้ ไขปมแก้รธน.ม.256 – มีคูหาเลือกตั้งได้หรือไม่ ชี้เพื่อเป็นทางออก-ไม่จำกัดการมีส่วนร่วมของปชช. ทำ ‘กติกาประเทศ’ ฉบับใหม่ 

2มิ.ย.2569 เมื่อเวลา10.30น. ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิ มนุษยชนน เสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงว่า กมธ.ฯเตรียมเข้าพบนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 มิ.ย. เวลา 10.00 น. หลังจากที่ได้ทำหนังสือขอเข้าพบเพื่อปรึกษาหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อขอบเขตการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มีข้อถกเถียงตั้งแต่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 รอบที่ผ่านมาว่ามีคูหาเลือกตั้งได้หรือไม่ ทั้งนี้ ตนจะทำหนังสือเชิญตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256  ให้ร่วมเข้าไปหารือพร้อมกันด้วย เพื่อเป็นการหาทางออกและความชัดเจนร่วมกัน

“ที่มีประเด็นถกเถียง กันว่าสภาฯไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง จะสามารถกำหนดวิธีให้เลือกทางอ้อม หรือ มีคูหาได้หรือไม่ ซึ่งกมธ. อยากหาความชัดเจน  และนำไปพูดคุยต่อในชั้นกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าจะทำให้หาฉันทามติได้ง่ายกว่าการพูดคุยต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเมื่อปลายปีที่ผ่านมา” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า การเข้าหารือดังกล่าวถือเป็นประตูบานแรก ที่ต้องพิจาณาร่วมกันว่ามีขอบเขตอย่างไร หากมีคนต้องการคำวินิจฉัย และยื่นคำร้องต่อศาล ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องรอคำวินิจฉัย ต้องรอเพื่อให้ชัดเจน อย่างน้อยได้ทำเต็มที่เพื่อการันตีการมีส่วนร่วมประชาชน เพื่อให้เกิดความชอบธรรม มากกว่าที่จะตีความหรือกลัวไปก่อน และนำไปสู่การจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน