นายกฯ เยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. ร่วมประชุม AFF 2026

นายกฯ เยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. ร่วมประชุม AFF 2026

นายกฯ เยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. ร่วมประชุม AFF 2026

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.21 น.

นายกฯ เยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. ร่วมประชุม AFF 2026 

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 เวลา 14.00 น. ที่ทําเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศเวียดนาม โดยนายกฯ ได้ย้ำว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีความสําคัญในการยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนาม นอกเหนือจากการลงนามในเอกสาร ต้องมีการขับเคลื่อนงานให้เป็นรูปธรรม ราคาขยายความร่วมมือเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ซึ่งวันนี้มูลค่าทางการค้าอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งไทยและเวียดนามตั้งเป้าหมายว่าจะขยายไปให้ 2.5 หมื่นล้านเหรียญ

โดยนายกฯ จะเดินทางเยือนกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อร่วมประชุม  ASEAN Future Forum 2026 (AFF 2026) ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย. ตามคำเชิญของนายนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือในระดับภูมิภาค รวมถึงหารือแนวทางรับมือความท้าทาย โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยและเวียดนามให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง 

ไทยช่วยไทย พลัส แรงไม่หยุด ยอดใช้จ่ายพุ่งทะลุ 2.5 พันล้าน ในวันเดียวหลังเปิดตัว

ไทยช่วยไทย พลัส แรงไม่หยุด ยอดใช้จ่ายพุ่งทะลุ 2.5 พันล้าน ในวันเดียวหลังเปิดตัว

ไทยช่วยไทย พลัส แรงไม่หยุด ยอดใช้จ่ายพุ่งทะลุ 2.5 พันล้าน ในวันเดียวหลังเปิดตัว

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.06 น.

ไทยช่วยไทย พลัส แรงไม่หยุด ทะลุ 2,581 ล้านบาท แล้ว หลังเปิดใช้วานนี้ – วันนี้ 11.00 น. รวมรายการใช้จ่าย 17.71 ล้านครั้ง 

2 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่า โครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและบทบาทของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 2,581.03 ล้านบาท

ทั้งนี้ แบ่งเป็นการใช้จ่ายในส่วนของประชาชน จำนวน 1,078.18 ล้านบาท และภาครัฐร่วมสนับสนุนการใช้จ่าย จำนวน 1,502.85 ล้านบาท

สำหรับจำนวนผู้เข้าร่วมใช้จ่ายผ่านโครงการฯ มีแล้วกว่า 10.09 ล้านคน เกิดรายการใช้จ่ายรวม 17.71 ล้านครั้ง ขณะที่มีร้านค้าเข้าร่วมและมีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วกว่า 711,000 ร้านค้า ทั่วประเทศ

โฆษกฯ กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น และธุรกิจชุมชนทั่วประเทศ

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญสร้างสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจฐานราก และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ทั้งนี้ รัฐบาลจะได้ติดตามการดำเนินการโครงการฯ เพื่อให้จัดทำเป็นข้อมูลมหภาคเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายต่อไป” นางสาวรัชดา กล่าว.

นายกฯ มอบ ศุภจี เจรจาภาษีทรัมป์ ชี้ เป็นเรื่องขีดความสามารถประเทศ ต้องรอบคอบ

นายกฯ มอบ ศุภจี เจรจาภาษีทรัมป์ ชี้ เป็นเรื่องขีดความสามารถประเทศ ต้องรอบคอบ

นายกฯ มอบ ศุภจี เจรจาภาษีทรัมป์ ชี้ เป็นเรื่องขีดความสามารถประเทศ ต้องรอบคอบ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.04 น.

นายกฯ มอบ ศุภจี เจรจาภาษีทรัมป์ ชี้ เป็นเรื่องขีดความสามารถประเทศ ต้องรอบคอบ ยึดผลประโยชน์ประเทศ

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 เวลา 14.00 น. ที่ทําเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ว่า นายกฯ ได้สั่งการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา โดยได้เน้นย้ำกับครม.ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ทั้งภาคการส่งออก ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ไปทั้งระบบรวมถึงแรงงานของไทยทั้งระบบ ฉะนั้นทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องทํางานอย่างเร่งรัด และรอบคอบ ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก โดยเรื่องนี้มอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พานิชย์ และหน่วยที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการเจรจา ก่อนที่อัตราภาษีปัจจุบันจะสิ้นสุดลง คาดว่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 24 ก.ค.2569 

โดยนายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ไทยเสียจังหวะ ในการค้าโลก ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งทํางาน เพื่อให้การเจรจาภาษีกับสหรัฐ ได้ข้อสรุปที่รักษาผลประโยชน์ประเทศให้มากที่สุด

ครม. อนุมัติลงนาม MOC ส่งแรงงานไทยไปญี่ปุ่นระบบใหม่ ยกระดับทักษะ-คุ้มครองสิทธิ-เปลี่ยนนายจ้างได้

ครม. อนุมัติลงนาม MOC ส่งแรงงานไทยไปญี่ปุ่นระบบใหม่ ยกระดับทักษะ-คุ้มครองสิทธิ-เปลี่ยนนายจ้างได้

ครม. อนุมัติลงนาม MOC ส่งแรงงานไทยไปญี่ปุ่นระบบใหม่ ยกระดับทักษะ-คุ้มครองสิทธิ-เปลี่ยนนายจ้างได้

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

ครม. อนุมัติลงนาม MOC ส่งแรงงานไทยไปญี่ปุ่นระบบใหม่ ESD ยกระดับทักษะ-คุ้มครองสิทธิ-เปลี่ยนนายจ้างได้ เริ่ม 1 เม.ย. 2570

เมื่อวันที่ 2 ม.ย.2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (MOC) ระหว่างกระทรวงแรงงานไทย และหน่วยงานภาครัฐของประเทศญี่ปุ่น พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงแรงงาน และอธิบดีกรมการจัดหางานเป็นผู้ลงนาม ซึ่งการจัดทำ MOC ครั้งนี้ เป็นการรองรับนโยบายนำเข้าแรงงานใหม่ของญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ “ระบบการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ” (ESD) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 เม.ย.2570 

ทั้งนี้ ร่างบันทึกความร่วมมือนี้ จะมีประโยชน์ต่อแรงงานไทยอย่างมาก โดยจะช่วยยกระดับการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้มีทักษะอาชีพเทียบเท่า “แรงงานทักษะเฉพาะ หมายเลข 1” ผ่านการทำงานในญี่ปุ่น 3 ปี และยังช่วยคุ้มครองสิทธิความท่าเทียม เพราะแรงงานไทยจะได้รับสิทธิและการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและความปลอดภัย เช่นเดียวกับลูกจ้างชาวญี่ปุ่น ไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือเอารัดเอาเปรียบ นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นขึ้น อนุญาตให้แรงงานขอย้ายงาน หรือเปลี่ยนนายจ้างได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดและจะมีมาตรการร่วมกับสถานทูตไทยดูแลให้แรงงานและครอบครัวเดินทางกลับประเทศอย่างราบรื่นเมื่อสิ้นสุดโครงการ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า MOC ฉบับนี้มีอายุบังคับใช้ 5 ปี (ต่ออายุอัตโนมัติคราวละ 5 ปี) โดยกระทรวงการต่างประเทศยืนยันไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ  ดังนั้น การลงนามครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดแรงงาน ยกระดับสิทธิประโยชน์ของคนไทยในญี่ปุ่นให้ได้รับความเป็นธรรม และนำทักษะกลับมาพัฒนาประเทศ

เช็กรายชื่อ ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.40 น.

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมติแต่งตั้งประจำวันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน 2569 ดังนี้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้ง นายโกสินทร์ เจติยานนท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิศวกรรมโยธา) สูง] สำนักวิเคราะห์และตรวจสอบ กรมทางหลวง ให้ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านอำนวยความปลอดภัย) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์  และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนา

การอุดมศึกษา รวม 8 คน ซึ่งเป็นการแต่งตั้งตามมาตรา 50/6 แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ดังนี้

1. ศาสตราจารย์นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ประธานกรรมการ

2. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  ด้านการเงินการคลัง

3. นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  ด้านเศรษฐศาสตร์

4. นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  ด้านการลงทุน

5. นายชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  ด้านกฎหมาย

6. นายสุรพันธ์ เมฆนาวิน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่น  ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา  หรือการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบัณฑิต

7. นายชาญวุฒิ รุ่งแสงมนูญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษาหรือการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบัณฑิต

8. นายเจน นำชัยศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา หรือการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบัณฑิต

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป 

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน รวม 8 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

1. นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการ

2. นายประธาน จุฬาโรจน์มนตรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3. นายชูกิจ ลิมปิจำนงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4. นายศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นายจักรชัย บุญยะวัตร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6. นายปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

7. นายคธาทิพย์ เอี่ยมกมลา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

8. นางพิมพ์ใจ ใจเย็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป 

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ จำนวน 3 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และถึงแก่กรรม ดังนี้

1. นายสิริฤกษ์ ทรงศิวิไล

2. นายกมลภพ วีระพละ

3. นางคณาพร สนธยานนท์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว 

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นายสุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบัน

สารสนเทศทรัพยากรน้ำ แทน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน 

เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ จำนวน 3 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก จำนวน 1 คน และแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 2 คน ดังนี้

1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สันติกร ภมรปฐมกุล

2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพร ตั้งพัฒนกิจ

3. นายบุญชอบ วิเศษปรีชา (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือให้เป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว 

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กระทรวงพลังงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำนวน 2 คน แทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ดังนี้

1. นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง

2. นายพิชิต หุ่นศิริ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้กรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งตามวาระของกรรมการซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้แทนชุมชนในเขตอำเภอบ้านแพ้วในคณะกรรมการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง นางพนิตา เตละวาณิชย์ เป็นกรรมการผู้แทนชุมชนในเขตอำเภอบ้านแพ้วในคณะกรรมการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว แทน นายธีระชัย บุญอารีย์ กรรมการผู้แทนชุมชนเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว 

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นายรัฐ คลังแสง เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

(นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป 

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายธนชัย สินธุไพร ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ)

2. นายคชศักดิ์ ศิริรัตน์มานะวงศ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ)]

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป 

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง นางสาวพลอย ธนิกุล เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป 

เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพลังงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอแต่งตั้ง นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งนายชัย วัชรงค์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง
เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งนายโกศล ปัทมะ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร  ศรีสรรพางค์) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

ไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก! จากลุงตู่ถึงลุงหนู ธนกรชี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

ไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก! จากลุงตู่ถึงลุงหนู ธนกรชี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

ไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก! จากลุงตู่ถึงลุงหนู ธนกรชี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

2 มิถุนายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไทยช่วยไทยพลัสคึกคักกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง จาก“ลุงตู่”ถึง“ลุงหนู””

ทั้งนี้ นายธนกร สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยมีสาระสำคัญในการสนับสนุนโครงการดังกล่าวว่าเป็นกลไกที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง และเป็นการสานต่อความสำเร็จจากแนวคิดในอดีตสู่ปัจจุบัน

โดยเปรียบเทียบความต่อเนื่องของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ลุงตู่) มาสู่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ลุงหนู) โดยเน้นย้ำว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” คือการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยทำผลงานได้ดีในการพยุงเศรษฐกิจช่วงวิกฤตที่ผ่านมา

นายกฯ เผย เรียก รมต.คุยนอกรอบเรื่องงบ 70

นายกฯ เผย เรียก รมต.คุยนอกรอบเรื่องงบ 70

นายกฯ เผย เรียก รมต.คุยนอกรอบเรื่องงบ 70

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.25 น.

นายกฯ เผย เรียก รมต.คุยนอกรอบเรื่องงบ 70 กำชับทุกหน่วยงานใช้งบฯ ให้เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ 

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 เวลา 13.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเรียกรัฐมนตรีขึ้นไปหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคง เมื่อช่วงเช้าก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้สั่งการ หรือกำชับอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ว่า ตนเดินทางไปต่างประเทศ 2 สัปดาห์ และวันนี้ (2 มิ.ย.) มีเรื่องของงบประมาณที่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ก็ให้ทางผู้อำนวยการสำนักงานงบประมาณมาสรุปรายละเอียดให้กับรองนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรับทราบ ซึ่งไม่มีข้อกังวลอะไรเป็นพิเศษ ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบของวงเงินงบประมาณ ปีนี้มากกว่าปีที่แล้วเพียง 7 พันล้านบาท ซึ่งก็เป็นวงเงินที่ค่อนข้างจำกัด จึงกำชับให้ทุกหน่วยงานใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ และกระจายไปให้ถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมเวทีนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองพัฒนาธรรมาภิบาลสู่อนาคต

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมเวทีนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองพัฒนาธรรมาภิบาลสู่อนาคต

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมเวทีนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองพัฒนาธรรมาภิบาลสู่อนาคต

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.24 น.

“เลขาฯพระปกเกล้า”ร่วมเวทีนานาชาติ ณ นครเซี่ยงไฮ้ แลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาธรรมาภิบาลสู่อนาคต ชี้รัฐยุคใหม่ต้องพัฒนาคนและระบบควบคู่เทคโนโลยี

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ International Symposium on Governance of World Modernization & The Forum of the School of Public Administration and Policy ในฐานะแขกกิตติมศักดิ์และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำระดับนโยบาย นักวิชาการ และผู้แทนจากสถาบันการศึกษาด้านนโยบายสาธารณะจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 25 – 27 พฤษภาคม 2569

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Global South Think Tank Alliance และมหาวิทยาลัยฟูดัน (Fudan University) โดยมี School of International Relations and Public Affairs, Fudan University เป็นเจ้าภาพหลัก เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารภาครัฐและธรรมาภิบาลในบริบทโลกที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในโอกาสดังกล่าว คณะผู้แทนจากประเทศไทยได้เข้าพบหารือเพื่อกระชับความร่วมมือทางวิชาการกับศาสตราจารย์ซู ฉางเหอ (Prof. Su Changhe) คณบดี School of International Relations and Public Affairs พร้อมด้วยศาสตราจารย์ผิง จาง (Prof. Ping Zhang) รองคณบดี และผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านนโยบายสาธารณะและการพัฒนาธรรมาภิบาลในระดับนานาชาติ

สำหรับการเสวนาวิชาการ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ได้รับเกียรติเป็นองค์ปาฐกในช่วง Panel One หัวข้อ “Government Capacity and Governance Modernization” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญภายใต้ธีมหลัก “Better Government, Better Governance: Government Capacity and Governance Effectiveness in a Globalized World” ร่วมกับผู้แทนจากสถาบันวิจัยและองค์กรชั้นนำจากหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือ Global South

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าได้นำเสนอแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ” (Effective Government) กับ “การบริหารจัดการที่ดี” (Effective Governance) โดยชี้ว่า แม้รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพจะสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจได้ แต่ธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิผลคือหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจของประชาชนและความยั่งยืนของสังคมในระยะยาว

พร้อมกันนี้ ได้เสนอว่า การขับเคลื่อนภาครัฐสู่ความทันสมัยในโลกยุคโลกาภิวัตน์ จำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถของรัฐอย่างรอบด้านใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ ขีดความสามารถด้านการวิเคราะห์ (Analytical Capacity) ขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการ (Managerial Capacity) ขีดความสามารถด้านการปรับตัว (Adaptive Capacity) และขีดความสามารถด้านประชาธิปไตย (Democratic Capacity)

นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนถึงความท้าทายในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ได้เร่งให้ปัญหาทางสังคมซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งขึ้น จนเครื่องมือทางสังคมแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองได้ทัน โดยเน้นย้ำว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัย” ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีหรือ AI มาใช้เป็นภาพลักษณ์ภายนอกขององค์กร แต่ต้องเป็นการบูรณาการนวัตกรรมและงานวิจัยเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของสถาบันทางการเมือง ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยังคงยึดมั่นในหลักคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม

ในช่วงท้ายของการอภิปราย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ได้กล่าวถึงบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในฐานะสถาบันคลังสมองทางนิติบัญญัติของประเทศ ที่พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัย การพัฒนาองค์ความรู้ และการฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถเชิงสถาบันร่วมกับรัฐสภาและหน่วยงานภาครัฐ โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านอำนาจรัฐให้เป็นคุณค่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ สอดรับกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันการเมืองและการบริหารภาครัฐอย่างยั่งยืน

‘สุรพล นิติไกรพจน์’ จากม็อบนกหวีด-พยาน ‘ก้าวไกล’ สู่ปธ.ที่ปรึกษาทีมผู้ว่าฯ พรรคส้ม

'สุรพล นิติไกรพจน์' จากม็อบนกหวีด-พยาน 'ก้าวไกล' สู่ปธ.ที่ปรึกษาทีมผู้ว่าฯ พรรคส้ม

‘สุรพล นิติไกรพจน์’ จากม็อบนกหวีด-พยาน ‘ก้าวไกล’ สู่ปธ.ที่ปรึกษาทีมผู้ว่าฯ พรรคส้ม

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

ทันทีที่พรรคประชาชนเปิดตัว “ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ของทีมบริหารผู้ว่าฯ ประชาชน เสียงวิจารณ์ก็ดังขึ้นมาทันที ทั้งจาก “ด้อมส้ม” บางส่วน และโดยเฉพาะ “คนเสื้อแดง” โดยมีสาเหตุจากบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีตของ “ศ.ดร.สุรพล” เอง

“ศ.ดร.สุรพล” จบการศึกษานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส กลับมาเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนเป็นคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2544-2547 เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2547-2553 เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2568 ถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเมือง อาทิ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 ที่ปรึกษากฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ในช่วงวิกฤตทางการเมืองปี 2556-2557 “ศ.ดร.สุรพล” ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่ม กปปส. ต่อต้านรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

โดยระหว่างการเคลื่อนไหว “ศ.ดร.สุรพล” ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมจะถือว่าเป็นความรับผิดชอบทั้งหมดที่เกิดมาจากการเสพติดอำนาจของคุณยิ่งลักษณ์และคุณทักษิณ และก็จะแสดงเจตนาแสดงสัญลักษณ์ด้วยการเป่านกหวีดต่อหน้าคุณยิ่งลักษณ์ในทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อเรียกร้องให้รับผิดชอบและตัดสินใจยุบสภาเพื่อแก้ปัญหาให้ชาติบ้านเมือง และเพื่อให้มีพลังของสำนึกที่ถูกต้องก็อยากจะเรียกร้อง วิงวอนให้เพื่อน ๆ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ทำงานอยู่เป็นประจำกับคุณยิ่งลักษณ์ช่วยกัน ตักเตือน และให้สติกับคุณยิ่งลักษณ์ให้เห็นแก่ชาติบ้านเมือง และร่วมกันกับผมในการเป่านกหวีดต่อหน้าคุณยิ่งลักษณ์”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ นัดตรวจพยานหลักฐานของคู่กรณีในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค เนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ปรากฏ ว่า พรรคก้าวไกลได้ยื่นเอกสารบันทึกถ้อยคำของพยานเพิ่มอีก 1 คน คือ “ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์” ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายมหาชน และที่ปรึกษาทางกฎหมายของ กกต.

บางช่วงในบันทึกคำให้การของพยานปากเอก “ศ.ดร.สุรพล” ระบุว่า “…การนำเสนอแนวคิดเพื่อแลกเปลี่ยนผ่านกลไกต่าง ๆ อย่างสันติภายใต้วิถีทางรัฐธรรมนูญ ไม่อาจเป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยแต่ประการใด การกระทำหรือการแสดงความคิดเห็นของพรรคการเมืองที่อาจจะนำไปสู่การยุบพรรคนั้นจะต้องมีองค์ประกอบของการใช้ความรุนแรงนอกขอบของรัฐธรรมนูญอยู่ การเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายตามวิถีทางรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีด้วยการเสนอร่างกฎหมายย่อมไม่เพียงพอและไม่อาจจะเป็นสาเหตุแห่งการยุบพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้…”

จากม็อบนกหวีด กปปส. สู่ พยานปากเอกพรรคส้ม จึงทำให้บทบาทของ “ศ.ดร.สุรพล” ถูกวิจารณ์จากทั้ง 2 ขั้ว และเมื่อมีชื่อ ปรากฏ เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ของทีมบริหารผู้ว่าฯ ประชาชน ของพรรคประชาชน จึงตามมาด้วยเสียงวิจารณ์หนักหน่วงอีกครั้ง

กห. โต้ กัมพูชา กล่าวหารุกล้ำอธิปไตย ยัน สร้างพระพุทธรูปในเขตไทย

กห. โต้ กัมพูชา กล่าวหารุกล้ำอธิปไตย ยัน สร้างพระพุทธรูปในเขตไทย

กห. โต้ กัมพูชา กล่าวหารุกล้ำอธิปไตย ยัน สร้างพระพุทธรูปในเขตไทย

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้ กัมพูชาจุดประเด็นกล่าวอ้างไทยสร้างพระพุทธรูปละเมิดอธิปไตยกัมพูชา หวังสร้างกระแสรักชาติกลบปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจในประเทศตัวเอง พร้อมยืนยันว่า ไทยสร้างพระพุทธรูปในเขตอธิปไตย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจทหารชายแดน พร้อมย้ำไทยปฏิบัติตามข้อตกลงถ้อยแถลงร่วม หรือ joint statement อย่างเคร่งครัด

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุถึงกรณีที่ กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ยื่นหนังสือประท้วงอ้างไทย ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาก่อสร้างพระพุทธรูปอย่างน้อย 36 องค์ หลายพื้นที่จังหวัดพระวิหาร และ อุดรมีชัย  ติดตั้งเสาธง 2 ต้น ในจังหวัดพระวิหารหลังการหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ว่า กำลังตรวจสอบรายละเอียดที่ชัดเจนจากองทัพบก แต่ขอยืนยันว่า การดำเนินการใดๆในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นไปตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม หรือ joint statement ที่ทำร่วมกับกัมพูชาทุกประการ และไทยไม่เคยละเมิด หรือทำผิดข้อตกลง ทั้งการวางกำลังทหาร ,วางแนวลวดหนาม และตู้คอนเทนเนอร์ ก็เป็นไปตามข้อตกลงหลังหยุดยิงคืออยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น โดยไม่ได้พูดถึงประเด็นเรื่องการเจรจาเขตแดน

พร้อมย้ำว่า การประท้วงของกัมพูชาเป็นการสร้างภาพ และมีนัยยะทางการเมือง เพื่อหวังสร้างกระแสกดดันให้ไทยเปิดการเจรจาในระดับต่างๆ เร็วขึ้น หลังจากไทยได้จัดการเลือกตั้งและมีรัฐบาลเรียบร้อยมาระยะหนึ่งแล้ว รวมทั้งทางกัมพูชาเองก็น่าจะพยายามเบี่ยงเบนประเด็นจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการสร้างกระแสรักชาติ ซึ่งเป็นวิธีการรูปแบบเดิมเมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในประเทศ กัมพูขาก็มักจะสร้างกระแสรักชาติขึ้นมากลบ แต่ขอยืนยันว่า นโยบายของฝ่ายไทยยังไม่พร้อมเจรจา ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็พูดชัดเจนว่าหากกัมพูชายังมีการยั่วยุก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมีการเจรจา เนื่องจากบรรยากาศไม่เอื้ออำนวย

โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า การสร้างพระพุทธรูปในพื้นที่ชายแดนไทยอยู่ในเขตอธิปไตยไทยอย่างแน่นอน ซึ่งมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ โดยไม่มีทางที่ไทยจะไปรุกล้ำหรือสร้างพระพุทธรูปในพื้นที่กัมพูชา รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขวัญกำลังใจ เช่น การสร้างพระนาคปรกในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี 
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวของกัมพูชาในหลายกรณีช่วงนี้ เพราะหน่วยงานในส่วนต่างๆของกัมพูชา พยายามแสดงบทบาทของตนเองให้ผู้บังคับบัญชาได้เห็น สะท้อนว่าเป็นช่วงที่กัมพูชาพยายามสร้างกระแสทางการเมือง