ทบ.ย้ำความพร้อม! เสริมฐานที่มั่น-พัฒนาเส้นทางช่องสะงำ

ทบ.ย้ำความพร้อม! เสริมฐานที่มั่น-พัฒนาเส้นทางช่องสะงำ

ทบ.ย้ำความพร้อม! เสริมฐานที่มั่น-พัฒนาเส้นทางช่องสะงำ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.23 น.

ทบ.ย้ำความพร้อมด้านความมั่นคง เสริมฐานที่มั่น-พัฒนาเส้นทางบริเวณช่องสะงำ พร้อมเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ชายแดนต่อเนื่อง

1 มิถุนายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่สื่อออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ รวมถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยยืนยันว่า กองทัพบกได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน ขณะที่หน่วยงานด้านการข่าวและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ได้ติดตาม เฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ฝั่งตรงข้ามบริเวณช่องสะงำ โฆษกกองทัพบกระบุว่า ช่วงมีสถานการณ์ เคยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยได้มีการใช้อาวุธเข้าปฏิบัติต่อที่หมายดังกล่าว เนื่องจากพบว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นฐานสนับสนุนสำหรับการปฏิบัติการทางทหาร ที่ส่งผลต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชนและกำลังทหารฝ่ายไทย ส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่บางส่วนได้ถูกทำลายไป

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำเงินทุนสีเทามาสนับสนุนการจัดหายุทโธปกรณ์หรือเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชานั้น ในทางการข่าวสามารถเป็นไปได้ทุกกรณี แม้ว่ายังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน

แต่ขอให้มั่นใจว่าในทุกๆ ความเคลื่อนไหวที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณพื้นที่ชายแดนนั้น จะอยู่ในการเฝ้าติดตาม และเฝ้าระวังของฝ่ายไทยโดยตลอด ถึงแม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์ในภาพรวมส่วนใหญ่อาจดูเรียบร้อย และเพื่อความไม่ประมาท ทุกหน่วยจึงต้องทำการเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา รวมถึงมีการเสริมสร้างฐานที่มั่น และพัฒนาเส้นทางเพื่อการลาดตระเวน และส่งกำลังบำรุงในพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจทางทหารตามแนวชายแดนตามนโยบาย ผบ.ทบ.

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแม้จะพบความเคลื่อนไหวบางอย่างของฝ่ายกัมพูชาในบางพื้นที่ ผลจากการประเมินสถานการณ์ในภาพปัจจุบันยังไม่พบสิ่งบ่งชี้ที่น่ากังวล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงร่วมกันติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ภารกิจการรักษาความมั่นคง และการดูแลพี่น้องประชาชนในบริเวณพื้นที่ชายแดนมีความเรียบร้อยสมบูรณ์มากที่สุด

ศุภชัย เตือน เสรีพิศุทธ์ บุกเขากระโดง ระวังเจอบิดเบือน-ก้าวล่วงศาล

ศุภชัย เตือน เสรีพิศุทธ์ บุกเขากระโดง ระวังเจอบิดเบือน-ก้าวล่วงศาล

ศุภชัย เตือน เสรีพิศุทธ์ บุกเขากระโดง ระวังเจอบิดเบือน-ก้าวล่วงศาล

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.10 น.

“ศุภชัย”เตือน”เสรีพิศุทธ์” บุก”เขากระโดง”ระวังเจอ”บิดเบือน-ก้าวล่วงศาล” อัดพฤติกรรมชวนท้าตีท้าต่อย ไม่สมฐานะ”อดีต ผบ.ตร.” ย้อนเกล็ดแสบเคยโดนคดีบุกรุกที่หลวงเหมือนกัน

1 มิถุนายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาติดตามทวงถามเรื่องข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอยู่ในขณะนี้ ว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอันไม่ควรที่จะกระทำในฐานะ สส.เพราะเรื่องนี้สังคมโดยทั่วไปทราบแล้วว่า ที่ดินเขากระโดงพี่น้องประชาชนมีเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน และ น.ส.3 ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกรณีดังกล่าวมีเหตุผล 2 ประการ คือ ไม่เข้าใจกฎหมาย หรือมิฉะนั้นก็คือการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อที่จะประสงค์ที่จะใส่ร้ายป้ายสีบุคคลซึ่งเป็นผู้สุจริต ขณะเดียวกัน วานนี้ (31 พ.ค.) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็ได้เดินทางไป จ.บุรีรัมย์ บริเวณหน้าบ้านของผู้ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้เป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน ไปท้าตีท้าต่อย ท้าทายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ จ.บุรีรัมย์ พฤติการณ์อย่างนี้เป็นพฤติการณ์ที่คนเป็น สส.ไม่พึงกระทำ

“คุณเสรีพิศุทธ์เคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มียศถึง พล.ต.อ. เพราะฉะนั้นควรจะต้องมีสำนึก มีความคิดว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดหน้าที่ และก้าวล่วงไปยังอำนาจของศาล การพูดเหมารวมว่าทุกคนที่นั่นบุกรุกที่ดินของรัฐ ทั้งๆ ที่โฉนดที่ดินยังไม่ถูกเพิกถอน และหลายคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล เป็นการพูดที่ข้ามขั้นตอน เป็นการกระทำการที่ก้าวล่วงเข้าไปในกระบวนการยุติธรรม และก็ละเลยหลักนิติรัฐอย่างชัดเจน” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ถ้าทุกอย่างจบเด็ดขาดตามที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้มีการกล่าวอ้างจริง ตนขอตั้งคำถามต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ว่า ทำไมการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังต้องฟ้องประชาชนเป็นคดีแพ่งอีกหลายคดี และทำไมศาลยังรับฟ้องไปพิจารณา คำตอบคือ ศาลทราบดีว่า ในหลักกฎหมายนั้น คำพิพากษาเดิมมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความที่มีการฟ้องร้องคดีกันไปแล้ว ส่วนเรื่องของบุคคลภายนอกที่มีโฉนด มีเอกสารสิทธิ์ก็ย่อมที่จะมีสิทธิ์ต่อสู้ และพิสูจน์สิทธิ์ของตนได้ ตามหลักกฎหมายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามมาตรา 145 (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 145) นอกจากนี้ ในอดีตของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เองก็เคยถูกกล่าวหาในลักษณะเดียวกัน ทั้งกรณีรีสอร์ทหรูริมแม่น้ำแควน้อย จ.กาญจนบุรี ที่อ้างสิทธิ์ในที่งอกริมตลิ่งเพื่อทำสวนหย่อมโดยไม่มีโฉนด จนในที่สุดก็แพ้คดีและต้องรื้อถอน รวมถึงกรณีท่าเทียบเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านบางกระบือ ที่ถูกกรมป่าไม้กล่าวหาว่าบุกรุก ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องใช้กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลเพื่อสู้คดี ไม่ต่างจากที่พี่น้องประชาชนชาวบุรีรัมย์กำลังทำอยู่ตอนนี้

“การกล่าวหาว่าบ้านที่บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีชื่ออยู่ด้วย แล้วไปตีความว่า นายอนุทินก็บุกรุกที่ด้วย อันนี้เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักกฎหมายใดรองรับ ฉะนั้นขอเตือนว่า อย่ากระทำการอะไรที่บิดเบือนให้ประชาชนเกิดความสับสน” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า ขอเรียกร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งพิจารณาคำร้องที่พรรคภูมิใจไทยเคยมีการไปร้องเรียน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในข้อหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า หากมีผลถึงที่สุดแล้ว และพบว่ามีการกระทำความผิด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และต้องพ้นจากการเป็น สส.ทันที

ทบ.สวนข้อครหา! ยันส่งปืนใหญ่-รถถัง-อากาศยาน ถล่มกาสิโนช่องสะงำ

ทบ.สวนข้อครหา! ยันส่งปืนใหญ่-รถถัง-อากาศยาน ถล่มกาสิโนช่องสะงำ

ทบ.สวนข้อครหา! ยันส่งปืนใหญ่-รถถัง-อากาศยาน ถล่มกาสิโนช่องสะงำ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.18 น.

ทบ.สวนข้อครหา! โจมตีกาสิโนช่องสะงำบางเบา เผยระดมปืนใหญ่กว่า 50 นัด รถถัง-อากาศยาน ถล่มซ้ำ ชี้ภายนอกอาคารดูไม่สะเทือน เหตุโครงสร้างตึกแข็งแรง แต่ข้างในพังยับ ย้ำปฏิบัติการยึดตามแผนยุทธวิธี

1 มิถุนายน 2569 รายงานข่าวจากกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตต่อปฏิบัติการปราบปรามฐานแก๊งสแกมเมอร์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บริเวณด่านช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งถูกมองว่ามีความเข้มข้นน้อยกว่าพื้นที่ชายแดนจุดอื่นๆ โดยยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักยุทธวิธีทางทหาร และการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย มิได้ละเลยหรือปล่อยผ่านพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ในห้วงเวลาที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนมีความตึงเครียด กองกำลังในพื้นที่จำเป็นต้องประเมินระดับภัยคุกคามและผลลัพธ์ที่ต้องการ เพื่อจัดสรรอำนาจกำลังรบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการเข้าตีเพื่อทำลายเป้าหมายหลักที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยให้ได้ก่อน เมื่อสามารถควบคุมสถานการณ์ในจุดวิกฤตได้แล้ว จึงขยายผลสู่เป้าหมายลำดับถัดไปตามแผนยุทธการ เพื่อผลลัพธ์สุดท้ายในการป้องกันภัยคุกคามที่เกิดขึ้นให้สิ้นซาก

แหล่งข่าวกองทัพบก ย้ำอีกว่า สำหรับพื้นที่ช่องสะงำ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของปฏิบัติการนั้น ยืนยันว่า แม้จะเป็นพื้นที่ที่เข้าดำเนินการในช่วงท้ายของไทม์ไลน์ก่อนการหยุดยิง แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผน โดยกองกำลังที่รับผิดชอบภารกิจการทำลายที่ช่องสะงำ ได้ใช้อาวุธยิงสนับสนุนโจมตีเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้รถถัง และปืนใหญ่กว่า 50 นัด รวมทั้งอากาศยาน เพื่อทำลายฐานปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม

ทั้งนี้ ยืนยันว่า การปฏิบัติการในพื้นที่ดังกล่าวมีการใช้อาวุธทุกชนิดอย่างเข้มข้น ตามแผนที่กำหนด ไม่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เพียงแต่ความเสียหายภายในอาคารและสิ่งปลูกสร้างอาจไม่สามารถประเมินได้จากการสังเกตภายนอก เนื่องจากพื้นที่อยู่ในเขตของอีกฝ่าย และไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้โดยตรง

แหล่งข่าวกองทัพบก ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า อาคารเป้าหมายหลายแห่ง โดยเฉพาะอาคารกาสิโน และสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ มีโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่แข็งแรง แม้ภายนอกยังคงสภาพอยู่ แต่ภายในได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงระเบิด และการโจมตีทางอากาศ โดยเฉพาะอาคารสูงหลายชั้นในพื้นที่ช่องสะงำ ที่ถูกโจมตีจากด้านบน ควบคู่กับการยิงสนับสนุนจากภาคพื้นดิน

“พื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม และภายหลังการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวโจมตีต่อฝ่ายเราได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิม ก่อนที่จะมีการหยุดยิงตามข้อตกลงในเวลาต่อมา พร้อมย้ำว่า ทุกปฏิบัติการเป็นไปตามแผนยุทธวิธีที่วางไว้ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพทางทหารและความมั่นคงของประเทศเป็นสำคัญ”

– 006

ภารกิจปกป้องชายแดน! เขมรประท้วงไทย ส่งกำลังวางแนวลวดหนามใกล้ช่องบก

ภารกิจปกป้องชายแดน! เขมรประท้วงไทย ส่งกำลังวางแนวลวดหนามใกล้ช่องบก

ภารกิจปกป้องชายแดน! เขมรประท้วงไทย ส่งกำลังวางแนวลวดหนามใกล้ช่องบก

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.27 น.

ภารกิจปกป้องชายแดน! เขมรประท้วงไทย ส่งกำลัง 50 นาย วางแนวลวดหนามใกล้ช่องบก สร้างความมั่นคงพื้นที่ ไทยย้ำเป็นการปกป้องอธิปไตยพื้นที่ควบคุมฝ่ายเรา

1 มิถุนายน 2569 มีรายงานสถานการณ์จากกองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) ว่าในพื้นที่ชายแดน โดยฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่า เมื่อเวลา 07.05 น.ฝ่ายไทยได้จัดกำลังประมาณ 50 นาย เข้าดำเนินการวางแนวลวดหนาม ความยาวราว 150 เมตร บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพื้นที่เนิน 745 ใกล้ช่องบก ก่อนที่ฝ่ายกัมพูชาจะเข้ามาแสดงท่าทีห้ามปรามในพื้นที่ดังกล่าว

ขณะที่ฝ่ายไทยชี้แจงว่า การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองและเสริมความมั่นคงในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทย โดยยืนยันว่า เป็นการดำเนินการตามภารกิจรักษาความปลอดภัยในเขตที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนของไทย

ชัชชาติ ลุยลาดกระบัง ชูแผนแก้น้ำท่วม-จราจร เมิน IO ปั่นขัดแย้ง

ชัชชาติ ลุยลาดกระบัง ชูแผนแก้น้ำท่วม-จราจร เมิน IO ปั่นขัดแย้ง

ชัชชาติ ลุยลาดกระบัง ชูแผนแก้น้ำท่วม-จราจร เมิน IO ปั่นขัดแย้ง

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.18 น.

“ชัชชาติ”เบอร์ 9 ลงพื้นที่ลาดกระบัง ชูแผนแก้ปัญหาน้ำท่วม-จราจร เมินกระแส IO ปลุกปั่นความขัดแย้ง เจอ”ธีรรัตน์”พาผู้สมัคร ส.ก.เพื่อไทย Life หาเสียง แนะต้องทำงานหนัก ฟังเสียงจริงพื้นที่ “เผื่ออนาคตอาจได้ร่วมงานกัน”

1 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงเขตลาดกระบัง พร้อมติดตามความคืบหน้าโครงการทางยกระดับลาดกระบัง โดยเดินพบปะประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของในช่วงวันหยุด บริเวณห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สุวรรณภูมิ บรรยากาศคึกคัก ประชาชนต้อนรับและขอถ่ายรูปเป็นกำลังใจ

นายชัชชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า ลาดกระบังคือพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรหนาแน่น ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กทม.ได้เร่งแก้ไขปัญหาหลักของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการทางยกระดับลาดกระบังฝั่งขาออกที่เปิดใช้งานแล้ว และฝั่งขาเข้าที่เตรียมเปิดเพิ่มเติมในวันที่ 3 มิ.ย.นี้ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางของชาวลาดกระบัง นอกจากนี้ ในพื้นที่เคหะร่มเกล้ายังมีการก่อสร้างโรงพยาบาลและศูนย์กีฬาขนาดใหญ่ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะด้านสุขภาพและสังคม

สำหรับปัญหาหลักในพื้นที่ลาดกระบังยังคงเป็นเรื่องน้ำท่วม เนื่องจากการระบายน้ำต้องพึ่งพาคลองประเวศบุรีรมย์ที่มีสภาพคดเคี้ยว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเชื่อมคลองประเวศบุรีรมย์ไปยังบึงหนองบอน เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ควบคู่กับการสร้างเขื่อนและขุดลอกคลองตลอดแนว และต้องพัฒนาโครงข่ายระบายน้ำในเส้นเลือดฝอยตามซอยและหมู่บ้านต่างๆ โดยอาศัยข้อบัญญัติใหม่ที่เปิดทางให้ กทม.สามารถเข้าไปดูแลระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ที่ถูกยกให้เป็นสาธารณะได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ส่วนความกังวลต่อสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงนี้นั้น นายชัชชาติ ระบุว่า ตอนนี้ตนเองมีสถานะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่ไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะได้วางระบบบริหารจัดการน้ำและติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งระบบสามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ ไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ดังนั้นต่อให้ตนเองไม่อยู่ ระบบก็ยังคงทำงานได้ และต้องชื่นชมทีมสำนักการระบายน้ำ กทม.ที่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ฝนตกหนักกว่า 90 มิลลิเมตร เมื่อวานนี้ (31 พ.ค.) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายชัชชาติ ยังได้กล่าวถึงกระแสโจมตีจาก IO บนโลกออนไลน์ ว่า ทุกฝ่ายควรเคารพความเห็นที่แตกต่าง เลิกตอบโต้กันด้วยความขัดแย้ง และหันมาแลกเปลี่ยนความเห็น เสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากกว่า

ทั้งนี้ ในระหว่างการลงพื้นที่ นายชัชชาติ ได้พบกับ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ชวัลพัชร สำเร็จวาณิชย์ ผู้สมัครฯ ส.ก.เขตลาดกระบัง กลุ่มเพื่อไทย Life ที่มาลงพื้นที่หาเสียงในช่วงเวลาเดียวกัน โดยนายชัชชาติได้พูดคุยกับ น.ส.ธีรรัตน์ ถึงการทำงานร่วมกันในอดีต พร้อมได้ให้คำแนะนำกับ น.ส.ชวัลพัชร ว่าต้องทำงานให้หนักและลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนให้มาก เผื่อในอนาคตอาจจะได้ร่วมงานกัน ขณะเดียวกัน ยังได้แลกเปลี่ยนถึงประเด็นปัญหาในพื้นที่ร่วมกันด้วย ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการสนทนา น.ส.ธีรรัตน์ ได้กล่าวขอบคุณนายชัชชาติที่ได้แนะนำเรื่องการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ พร้อมกล่าวว่า “ขอบคุณท่านผู้ว่าฯ มากค่ะ รักอิ่มก็ต้องรักน้องสาวอิ่มด้วยนะคะ” ขณะที่นายชัชชาติได้ให้กำลังใจกับทั้งคู่ เช่นเดียวกับที่ให้กำลังกับผู้สมัครหลายๆ คน ที่พบกันในระหว่างหาเสียง ทำให้บรรยากาศการหาเสียงในแต่ละพื้นที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ

สรุปยอดผู้สมัคร กทม. 69 ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ 18 คน – ส.ก. 258 คน

สรุปยอดผู้สมัคร กทม. 69 ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ 18 คน - ส.ก. 258 คน

สรุปยอดผู้สมัคร กทม. 69 ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ 18 คน – ส.ก. 258 คน

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

กรุงเทพมหานคร (กทม.) สรุปผลการรับสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) หลังจากเปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นใบสมัครระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. พบว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 18 คน และมีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต รวมจำนวน 258 คน ซึ่งบรรยากาศการรับสมัครตลอดทั้ง 5 วันเต็มไปด้วยความคึกคัก ทั้งนี้ ทาง กทม. ได้เชิญชวนให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งภายใต้แคมเปญ “ทุกเสียงของคุณ กำหนดกรุงเทพฯ” โดยมีกำหนดการเข้าคูหากาบัตรลงคะแนนพร้อมกันในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้

เปิดโผ 18 รายชื่อ ผู้ท้าชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.”

สำหรับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้ง 18 หมายเลข ประกอบด้วย กลุ่มผู้สมัครอิสระเป็นส่วนใหญ่และผู้สมัครในนามพรรคการเมือง ได้แก่

หมายเลข 1 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)
หมายเลข 2 นายสมัย ละเลิศ (อิสระ)
หมายเลข 3 นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ)
หมายเลข 4 นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ)
หมายเลข 5 นายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์

หมายเลข 6 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ (อิสระ)
หมายเลข 7 นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ)
หมายเลข 8 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล (อิสระ)
หมายเลข 9 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ)
หมายเลข 10 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน

หมายเลข 11 นายประยูร ครองยศ (อิสระ)
หมายเลข 12 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช จากพรรคเศรษฐกิจ
หมายเลข 13 นายคมสัน พันธุ์ชาติกุล (อิสระ)
หมายเลข 14 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)
หมายเลข 15 นายโอฬาร ตั้งตราตระกูล (อิสระ)

หมายเลข 16 นางสาวศรีรัตน์ ช่างเพ็ชร์ (อิสระ)
หมายเลข 17 นางสาวลลนา มงคลหัสดินทร์ (อิสระ)
หมายเลข 18 นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ)

เจาะสนาม ส.ก. 50 เขต “คลองสามวา” แข่งเดือดสุด

ในส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร 50 เขต รวมทั่งสิ้น จำนวน 258 คน โดยมี 5 อันดับเขตที่ผู้สมัครมากที่สุด ดังนี้ คลองสามวา จำนวน 10 คน , คันนายาว จำนวน 9 คน , ภาษีเจริญ จำนวน 9 คน , ยานนาวา จำนวน 9 คน และ พญาไท จำนวน 7 คน

รัฐบาลการันตี! ร้านค้าร้านย่อยไทยช่วยไทยพลัส ไม่ต้องกังวลปมภาษีย้อนหลัง

รัฐบาลการันตี! ร้านค้าร้านย่อยไทยช่วยไทยพลัส ไม่ต้องกังวลปมภาษีย้อนหลัง

รัฐบาลการันตี! ร้านค้าร้านย่อยไทยช่วยไทยพลัส ไม่ต้องกังวลปมภาษีย้อนหลัง

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

ร้านค้าร้านย่อย”ไทยช่วยไทยพลัส”อย่ากังวล รัฐบาลยืนยันไม่มีการส่งข้อมูลรายได้จากแอป”ถุงเงิน”ให้กรมสรรพกรคิดภาษีย้อนหลัง ย้ำดูรายได้ทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงโครงการ

1 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” วันแรกกระแสตอบรับเป็นไปอย่างคึกคัก จากข้อมูล ณ เวลา 13.00 น. พบว่า มีประชาชนนำสิทธิไปใช้จ่ายจนเสร็จสมบูรณ์แล้วเป็นจำนวน 2,894,994 คน มียอดใช้จ่ายรวมสะสมอยู่ที่ 587.99 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านรูปแบบ “ร้านค้าปกติ”

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า สำหรับร้านค้าที่ลังเลใจและยังสับสนกังวลเรื่องการเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” จะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังนั้น รัฐบาลขอยืนยัน และให้ความมั่นใจกับร้านค้า “ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เพราะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กถึงรายย่อย ซึ่งมักจะมีรายได้ตลอดทั้งปี ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่น่าจะต้องกังวลเรื่องภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่อย่างใด”

ทั้งนี้ เกณฑ์การเสียภาษีจะดูรายได้เฉลี่ยทั้งปีเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ช่วงที่เข้าร่วมโครงการฯ และมียอดขายพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ขอให้ร้านค้าอย่ากังวล อย่าหลงเชื่อข่าวเท็จที่มีการพูดกันปากต่อปาก รัฐบาลขอย้ำว่า ข้อมูลยอดขายในแอปถุงเงิน จะไม่ถูกส่งไปให้กรมสรรพากร เพื่อนำมาคิดภาษีย้อนหลังแบบเฉพาะเจาะจงอย่างแน่นอน ทั้งนี้ หากร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่สรรพากรกำหนด คือ ยอดขายรวมทุกช่องทาง ไม่ใช่แค่เฉพาะยอดจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

“ยอดรวมของร้านค้าที่ลงทะเบียนเสร็จสิ้นและกดสิทธิยอมรับเงื่อนไข (T&C) พร้อมให้บริการแล้ว มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 853,004 ร้านค้า ซึ่งประกอบไปด้วยร้านค้าเดิมจำนวน 781,567 ร้านค้า และร้านค้าใหม่อีก 71,437 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ระหว่างรอการกดรับเงื่อนไข T&C 199 , 990 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ที่อยู่ระหว่างการรอตรวจสอบ 3,620 ร้านค้า ทั้งนี้ มีร้านค้าที่สามารถสร้างยอดขายสำเร็จในระบบไปแล้ว 418,844 ร้านค้า” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มัลลิกา ชูยึดหลักความมั่นคง นำทัพผู้ว่าฯ กทม.

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มัลลิกา ชูยึดหลักความมั่นคง นำทัพผู้ว่าฯ กทม.

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มัลลิกา ชูยึดหลักความมั่นคง นำทัพผู้ว่าฯ กทม.

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.54 น.

1 มิถุนายน 2569 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ได้เข้าสักการะศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ก่อนที่จะเข้าถวายสักการะพระแก้วมรกต และพระสยามเทวาธิราช ที่พระบรมมหาราชวังวันนี้ พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ว่าจะทำกิจการงานใดก็จะเริ่มต้นในการสักการะศาลหลักเมือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองคู่ประเทศชาติ เพราะอันหมายถึงหลักแห่งความมั่นคงทุกด้าน ทั้งทางชีวิต อาชีพการงาน และขวัญกำลังใจ

นางมัลลิกา กล่าวต่อว่า ความมั่นคงในทุกด้านนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นหลักของตนมาโดยตลอด รวมทั้งความมั่นคงต่อจิตใจของพี่น้องประชาชน ที่จะทุ่มเทคะแนนให้เพื่อมีโอกาสได้ไปทำงานตอบแทนประเทศชาติบ้านเมือง โดยเริ่มต้นที่การบริหารการเมืองกรุงเทพมหานครอย่างมีคุณภาพ โดยหลักแล้วนอกจากระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นอำนาจของพระราชบัญญัติท้องถิ่นแล้ว ยังมีพระราชบัญญัติทางด้านความมั่นคง ที่ให้อำนาจผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพฯ ได้ดูแลในเรื่องทั้งความมั่นคงในชีวิตทรัพย์สิน และอาชีพของพี่น้องประชาชนอีกด้วย

“จึงอยากแสดงสัญลักษณ์ให้เห็นด้วยว่า ความมั่นคงทางความเชื่อความศรัทธาและความมั่นคงทางด้านจิตใจเป็นสิ่งที่สำคัญแล้ว ยังดูแลความมั่นคงของชีวิตทรัพย์สินและอาชีพของประชาชน ซึ่งเป็นภารกิจของผู้นำเมืองที่เป็นมหานครอันใหญ่นี้ ดังนั้น หน้าที่ตามพระราชบัญญัติความมั่นคงนั้น ผู้ว่าฯ จึงมีทั้งอำนาจและหน้าที่ที่จะดูแลให้เกิดความสงบสุขด้วย” นางมัลลิกา กล่าว

ผู้กล่าวถามถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหลังจากที่ฝนตกอย่างถล่มทลายเมื่อคืนนี้ และเกิดน้ำขังหลายจุด นางมัลลิกา กล่าวว่า มี 3 รายการ ซึ่งอยู่ในยุทธศาสตร์ที่ได้แจ้งเรื่องเกี่ยวกับการเตือนภัยการมอนิเตอร์ และการใช้ AI เรดาร์ X-Band ที่สามารถเชื่อมต่อกับทุกระบบ พร้อมคำสั่งการการเปิดปิดอัตโนมัติของประตูระบายน้ำต่างๆ ซึ่งแจ้งไปแล้ว นอกจากนั้น ก็จะเป็นการบูรณาการร่วมกันกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ รองรับก่อนฤดูกาล และสำคัญอีกอย่างหนึ่งนั่นคือการจัดการที่พักน้ำ ซึ่งสามารถนำเอาเทคโนโลยีที่ผู้ว่าฯ อัศวิน เคยทำก่อนหน้านี้ คือการสร้างจุดพักน้ำใต้ดิน สามารถจัดการในพื้นที่กว้างของกรุงเทพฯ เอง และรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนสามารถขุดเจาะลงไปประมาณ 2 เมตรกว่า ในบ้านเรือนของตนเอง เพื่อเป็นจุดพักน้ำใต้ดิน เก็บกักน้ำไว้ใต้ดินเหมือนแก้มลิงได้ เรื่องนี้ก็จะนำมาเสริมและเพิ่มเติมหลังจากที่มีปรากฏการณ์น้ำขังอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไม่มีที่ระบายหรือระบายช้า

“ถ้าในส่วนที่ดีของผู้ว่าฯ คนใดที่ผ่านมา เราก็จะเก็บและต่อยอดและนำไปใช้ แต่ขณะเดียวกันในส่วนที่เราจะจะต้องปฏิรูปและปฏิบัติเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เพื่อไม่ต้องรอ เราก็จะทำได้ทันที ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ตอบสนองต่อความเป็นอยู่ของประชาชน” นางมัลลิกา กล่าว

– 006

อนุชา ลุยต่อโรงกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ชี้จัดการขยะเมืองกรุงฯ ต้องทำเป็นระบบ

อนุชา ลุยต่อโรงกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ชี้จัดการขยะเมืองกรุงฯ ต้องทำเป็นระบบ

อนุชา ลุยต่อโรงกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ชี้จัดการขยะเมืองกรุงฯ ต้องทำเป็นระบบ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.47 น.

อนุชา ลุยต่อโรงกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ชี้จัดการขยะเมืองกรุงฯ ต้องทำเป็นระบบ ลั่นไม่ได้มาแค่หาเสียง แต่แก้ไขปัญหาจริง-ทำระยะยาว

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 ที่สำนักงานศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช เขตประเวศ กทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง เบอร์ 5 เดินตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการขยะกทม. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาณ์ว่า วันนี้มาดูสภาพความเป็นจริงของการกำจัดขยะ ซึ่งเรามีอยู่ 2 จุด คือ หนองแขมและอ่อนนุช ปัญหาคือ เรื่องของกลิ่น และวันนี้ได้พูดคุยกับเอกชนและราชการ หารือเรื่องการทำระบบปิด ซึ่งเราต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ส่วนเรื่องรถขยะเป็นอีกส่วนซึ่งเป็นของบริษัท เพราะไปรับตามหมู่บ้าน รถยังไม่ใช่ระบบปิดทั้งหมด พอมาถึงโรงงานก็ปิดยังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือ ต้องเอาระบบการตรวจที่ชัดเจน เช่น เรื่องของกลิ่น ต้องมีเครื่องตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต ส่วนเรื่องงบประมาณต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง เราคงหาที่ถูกที่สุด แต่จะให้คนชอบที่สุดคงเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้การวางแผนเรื่องอนาคตไม่ใช่เพียงคิดแค่ในวาระ 4 ปีของผู้ว่าฯกทม. จากนี้ไปการกำจัดขยะ ต้องทำให้เป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องของวาระ แต่มองมากกว่านั้น คือ 5 ปี 10 ปี ซึ่งในความรู้สึกของตน เรื่องใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้าง ต้องมองภาพของสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าที่จะเห็นผลหรือระยะสั้น อาจต้องตัดสินใจในเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้มากกว่า 4 ปี ไม่ว่าจะเป็น 8 ปี 12 ปี ต้องตัดสินใจ

“แนวคิดของผม อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ร่วมกับโรงงานกำจัดขยะในอนาคต ขยะมีหมื่นตันต่อวัน เราต้องมองว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ อะไรที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ผมในนามของพรรคประชาธิปัตย์และส.ก.อาสาเข้ามา เราไม่ได้มองแค่หาเสียง เรามาเพื่อแก้ไขปัญหาของจริง เรามองในระยะยาวเพื่อจะแก้ไขให้เกิดความยั่งยืนเรื่องของเมืองฟ้าอมร and more” นายอนุชา กล่าว 

นายอนุชา กล่าวด้วยว่า ระบบปิดอาจจะทำได้เลย ส่วนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต้องใช้เวลา แต่ต้องเร่งดำเนินการ อีกเรื่องคือมวลชนสัมพันธ์ การทำความเข้าใจ จะได้ไม่ต้องชี้ว่าใครถูกใครผิด เอาเรื่องของค่าวัดเข้ามาดู หากใครค่าเกินเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ขยะไม่หายไปไหนต้องไปบริหารจัดการเพื่อเกิดความยั่งยืนและเบ็ดเสร็จ

ชัชชาติ พลิกโฉมสื่อหาเสียง กระจายรายได้สู่รถสองแถว-ตลาดชุมชนทั่วกรุง

ชัชชาติ พลิกโฉมสื่อหาเสียง กระจายรายได้สู่รถสองแถว-ตลาดชุมชนทั่วกรุง

ชัชชาติ พลิกโฉมสื่อหาเสียง กระจายรายได้สู่รถสองแถว-ตลาดชุมชนทั่วกรุง

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.02 น.

“ชัชชาติ”เปิดตัวสื่อหาเสียงกระจายรายได้ บนรถสองแถวและตลาดชุมชน พร้อมชวนศิลปินร่วมเปลี่ยน LED บิลบอร์ดเป็นงานศิลปะตลอดเดือน

1 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 9 โดยทีมชัชชาติ ได้เปิดตัวสื่อหาเสียงหลากหลายรูปแบบทั่วกรุงเทพฯ ทั้งป้ายติดรถสองแถว ป้ายไวนิลตามอาคาร ตลาด และย่านชุมชน เพื่อกระจายการสื่อสารไปให้ถึงผู้คนในชีวิตประจำวัน พร้อมกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการและพื้นที่หลากหลายกลุ่มทั่วเมือง

สำหรับสื่อประเภท LED บิลบอร์ด ได้ชวนศิลปินเข้ามาร่วมออกแบบ เปลี่ยนพื้นที่โฆษณากลางเมืองให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะชั่วคราว สื่อสารทั้งแนวคิด “กรุงเทพฯ ทำงาน เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง” และนโยบายด้านศิลปะสาธารณะ

แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับนโยบาย City as Canvas ของทีมชัชชาติ ที่ต้องการเปิดพื้นที่เมืองให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้สร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นสถานี BRT ศาลารอรถเมล์ สะพานลอย ทางเดินยกระดับ ตู้บริการนักท่องเที่ยว หรือ Street Furniture ซึ่งในอนาคตยังสามารถเปิด Open Call ให้ศิลปิน นักออกแบบ นักศึกษา และชุมชน เข้ามาร่วมสร้างสรรค์งาน โดยมี กทม.ช่วยดูแลด้านการผลิต การติดตั้ง และความปลอดภัย เพื่อให้งานศิลปะใช้งานได้จริงและอยู่ร่วมกับเมืองได้อย่างสวยงาม

ป้ายหาเสียงประเภท LED บิลบอร์ดนี้จะหมุนเวียนจัดแสดงบนจอสัปดาห์ละ 2 – 3 จุด ตลอดทั้งเดือน โดยมีศิลปินหลากรุ่น หลายสไตล์ เข้าร่วมกว่า 20 คน

สัปดาห์แรกเริ่มด้วยผลงานของ Uninspired by Current Event ที่พัฒนาชิ้นงาน 3D Art จากแนวคิดและเนื้อหาของ 250+ นโยบายทีมชัชชาติ นำเสนอผ่านจอบริเวณจุดตัดถนนจตุรทิศ ทางพิเศษศรีรัช กับ ทางพิเศษเฉลิมมหานครและพื้นที่สยามสแควร์

ทีมชัชชาติ ระบุว่า การทำสื่อหาเสียงครั้งนี้เป็นเหมือนการทดลองนำ 1 ใน 250+ นโยบายมาปฏิบัติเห็นเป็นรูปธรรม และสอดคล้องไปกับวิสัยทัศน์การไม่ใช้ป้ายหาเสียงที่รบกวนพื้นที่ทางเท้า

– 006