‘อภิรักษ์’ การันตี ‘อนุชา’ เหมาะนั่งผู้ว่าฯ กทม.

'อภิรักษ์' การันตี 'อนุชา' เหมาะนั่งผู้ว่าฯ กทม.

‘อภิรักษ์’ การันตี ‘อนุชา’ เหมาะนั่งผู้ว่าฯ กทม.

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ส่งคลิปวิดีโอสื่อสารไปยังสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแสดงความยินดีและสนับสนุนมติพรรคที่ส่ง นายอนุชา บูรพชัยศรี ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า ตนเองมีความคุ้นเคยและรู้จักกับนายอนุชามานานกว่า 20 ปี

นายอนุชาเคยดำรงตำแหน่งเป็นทั้งที่ปรึกษาและคณะทำงานของตนในช่วงที่นายอภิรักษ์ทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. อีกทั้งยังเคยทำงานร่วมกันในฐานะ ส.ส. พื้นที่เขต 2 (คลองเตย, วัฒนา, บางคอแหลม, ยานนาวา, สาทร) จึงได้เห็นความสามารถในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนมาโดยตลอด

ชู 3 คุณสมบัติเด่น เหมาะสมนั่งเก้าอี้ผู้นำเมืองหลวง

นายอภิรักษ์ ได้เน้นย้ำถึงคุณสมบัติเด่น 3 ประการของนายอนุชา ที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งกับการเป็นผู้นำบริหารเมืองหลวง ได้แก่

ประสบการณ์รอบด้าน ผ่านการทำงานทั้งจากภาคเอกชนในฐานะผู้บริหาร และภาคการเมืองในฐานะอดีต ส.ส. (ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ) รวมถึงเคยทำงานในฝ่ายบริหารระดับรัฐบาล ทำให้มีความเข้าใจในกลไกการประสานงานระหว่างกระทรวงต่าง ๆ กับ กทม. เป็นอย่างดี

มุ่งมั่นและทุ่มเท เป็นผู้ที่ทำงานหนัก เข้าถึงง่าย และลงพื้นที่ทำงานร่วมกับประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา

วิสัยทัศน์ร่วมสมัย เปิดรับและพร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

เป้าหมาย “กทม. เมืองน่าอยู่” และส่งกำลังใจสู้ศึกเลือกตั้ง

นอกจากนี้ นายอภิรักษ์ยังได้แสดงความเชื่อมั่นว่า นายอนุชาจะสามารถพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวกรุงเทพฯ ดั้งเดิม ผู้ที่เข้ามาศึกษาเล่าเรียน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตลอดจนนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติ

ท้ายคลิป นายอภิรักษ์ ได้ส่งกำลังใจให้แก่นายอนุชา, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายสกลธี ภัททิยกุล, คณะทำงานรณรงค์หาเสียง รวมถึงผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต ให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อกลับมารับใช้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครต่อไป

รร.เตรียมทหาร แจงชัด! ผู้ปกครองแชร์ภาพบุตรหลานได้ปกติ ไม่มีการลงโทษ

รร.เตรียมทหาร แจงชัด! ผู้ปกครองแชร์ภาพบุตรหลานได้ปกติ ไม่มีการลงโทษ

รร.เตรียมทหาร แจงชัด! ผู้ปกครองแชร์ภาพบุตรหลานได้ปกติ ไม่มีการลงโทษ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

รร.เตรียมทหาร ยืนยัน ข่าวห้ามแคปภาพไม่จริง ผู้ปกครองรับชมได้ตามปกติ ย้ำไม่มีการลงโทษนักเรียนแต่อย่างใด

1 มิถุนายน 2569 โรงเรียนเตรียมทหาร ได้เผยแพร่คำชี้แจงถึงผู้ปกครองนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 และชั้นปีที่ 2 กรณีมีกระแสข้อมูลเผยแพร่ว่า หากมีการแคปเชอร์ (Capture) หรือดึงภาพจากเฟซบุ๊กของโรงเรียนไปส่งต่อ หรือใช้ประกอบกิจกรรมใดๆ เพิ่มเติม อาจมีการสั่งลงโทษนักเรียน โดยทางโรงเรียนยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

โรงเรียนเตรียมทหาร ได้แจ้งถึงผู้ปกครองว่า ในนามของผู้ดูแลเพจ ขอเรียนชี้แจงและประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า กรณีมีผู้พยายามให้ข้อมูลว่าการแคปเชอร์ (Capture) หรือดึงภาพจากที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กไปส่งต่อ หรือดำเนินกิจกรรมใดๆ เพิ่มเติม จะส่งผลให้มีการลงโทษนักเรียนนั้น เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ โรงเรียนเตรียมทหาร ระบุว่า ช่องทาง Facebook ของโรงเรียนจัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ของนักเรียนเตรียมทหารทั้ง 2 ชั้นปี และเพื่อให้การสื่อสารมีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ผู้ปกครองทุกท่านสามารถรับชมข้อมูล ข่าวสาร และภาพกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเปิดเผย เพื่อร่วมชื่นชมและภาคภูมิใจในกิจกรรมของบุตรหลาน

โรงเรียนยังยืนยันเพิ่มเติมว่า กรณีที่มีผู้เผยแพร่ข้อมูลว่าโรงเรียนมีข้อห้ามเกี่ยวกับการแคปเชอร์ (Capture) รูปภาพที่เผยแพร่ผ่านช่องทาง Facebook ของโรงเรียนนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากโรงเรียนไม่ได้กำหนดข้อห้ามดังกล่าว และไม่มีนโยบายหรือคำสั่งลงโทษนักเรียนในกรณีดังกล่าว จึงขอความกรุณาผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และขอให้รับฟังข้อมูลจากช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของโรงเรียนเป็นหลัก เพื่อป้องกันความสับสนและความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้น

กระตุ้นซื้อขายคึกคัก! เอกนิติ ลงพื้นที่ติดตามไทยช่วยไทยพลัส

กระตุ้นซื้อขายคึกคัก! เอกนิติ ลงพื้นที่ติดตามไทยช่วยไทยพลัส

กระตุ้นซื้อขายคึกคัก! เอกนิติ ลงพื้นที่ติดตามไทยช่วยไทยพลัส

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

1 มิถุนายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง และ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมของการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ณ ตลาดสดธนบุรี ถนนบรมราชชนนี ในวันแรกของการเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ เพื่อประเมินความพร้อมของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ระบบการชำระเงิน และการให้บริการในพื้นที่จริง

ในการนี้ คณะผู้บริหารได้พบปะประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมรับฟังข้อคิดเห็น ปัญหา และข้อเสนอแนะจากผู้ใช้บริการและผู้ประกอบการ รวมทั้งติดตามการทำงานของระบบและกระบวนการให้บริการ เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง ซึ่วพบว่าในวันแรกนี้มีการซื้อขายใช้สิทธิ์ผ่านโครงการกันอย่างคึกคัก

นายเอกนิติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับภาพรวมการดำเนินโครงการในวันแรก โดยได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ผ่านมาตรการที่ช่วยส่งเสริมการใช้จ่ายและสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าวสะท้อนถึงการติดตามและกำกับการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดของกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้อย่างราบรื่น และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศ

– 006

นายกฯ โพสต์กระตุ้น ปชช.ใช้ไทยช่วยไทยพลัส

นายกฯ โพสต์กระตุ้น ปชช.ใช้ไทยช่วยไทยพลัส

นายกฯ โพสต์กระตุ้น ปชช.ใช้ไทยช่วยไทยพลัส

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

นายกฯ โพสต์กระตุ้น ปชช.ใช้ไทยช่วยไทยพลัส 

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กกระตุ้นให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่เริ่มวันนี้ (1 มิ.ย.) วันแรกว่า “ไทยช่วยไทยพลัสเริ่มแล้ว อย่าลืมออกไปจับจ่ายใช้สอยกันตามส่วน 60/40 นะครับ”

รัฐแจงข่าวปลอม หลังโซเชียลฯปั่นเปิดด่านอรัญฯ ให้เด็กเขมรเข้ามาเรียนหนังสือ

รัฐแจงข่าวปลอม หลังโซเชียลฯปั่นเปิดด่านอรัญฯ ให้เด็กเขมรเข้ามาเรียนหนังสือ

รัฐแจงข่าวปลอม หลังโซเชียลฯปั่นเปิดด่านอรัญฯ ให้เด็กเขมรเข้ามาเรียนหนังสือ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.42 น.

1 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวในโซเชียลมีเดียจำนวนมากว่าจะมีการเปิดด่านอรัญประเทศ

จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้เด็กกัมพูชาเข้ามาเรียนหนังสือนั้น ไม่เป็นความจริง ทางรัฐบาลขอยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม ไม่มีการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ตามที่ในโลกโซเชียลฯ กำลังปั่นกันในขณะนี้

‘สิ่งที่เผยแพร่กันอยู่เป็นข่าวปลอม ในขณะนี้ยังไม่มีการเปิดด่านแต่อย่างใด’ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

เสรีพิศุทธิ์ เอาจริง! บุกบ้าน เนวิน ลุยแจ้งความปมเขากระโดง ขู่ อนุทิน หากเฉยเจอละเว้นปฏิบัติหน้าที่

เสรีพิศุทธิ์ เอาจริง! บุกบ้าน เนวิน ลุยแจ้งความปมเขากระโดง ขู่ อนุทิน หากเฉยเจอละเว้นปฏิบัติหน้าที่

เสรีพิศุทธิ์ เอาจริง! บุกบ้าน เนวิน ลุยแจ้งความปมเขากระโดง ขู่ อนุทิน หากเฉยเจอละเว้นปฏิบัติหน้าที่

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.32 น.

เสรีพิศุทธิ์ เอาจริง! โพสต์ภาพโผล่หน้าบ้าน เนวิน ลุยแจ้งความปมเขากระโดง ขู่ อนุทิน หากเฉยเจอละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้มีการโพสต์ภาพ และข้อความ โดยเป็นภาพของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนถ่ายคู่กับป้ายบ้านเลขที่หลังหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ พร้อมระบุข้อความว่าสั้นๆ ว่า “ถึงแล้ว 30/2 หมู่ 4 บ้านของเจ้าสัวเนวิน ชิดชอบ กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้อาศัย”

โดยก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธ์ ได้โพสต์ข้อความว่า “วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน ไปบุรีรัมย์ 10.00 จะไปพบเนวิน ขอให้มาพบคุยอย่างลูกผู้ชาย 11.00 ไปกองบังคับการ แจ้งความดำเนิน เนวินและครอบครัว”

ซึ่งกรณีดังกล่าว พุ่งเป้าไปที่กรณีข้อพิพาทครั้งประวัติศาสตร์ในประเด็นการครอบครอง และบุกรุกพื้นที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นกระแสสังคมที่กำลังถูกจับตามองในขณะนี้

และล่าสุด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะที่ยังอยู่บริเวณหน้าบ้านหลังดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “จากนี้จะไปหาคุณอนุทินที่ทำเนียบให้รับผิดชอบ ไม่ทำก็ละเว้น มาดูสถานที่จริงแล้ว“ใหญ่กว่าดิสนีย์แลนด์”เสียอีก” 

โดยในคลิปวิดีโอ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า หลังจากนี้ ตนจะไปหานายอนุทิน ที่ทำเนียบฯ ค่ดว่าจะเป็นวันอังคารที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแจ้งให้ทราบว่าตนได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว ในฐานะที่นายอนุทิน กำกับดูแลตำรวจ ต้องไปติดตาม หากไม่ติดตามถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ หาเสียงเขตสวนหลวง โชว์วิชั่นแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงฯ แบบตรวจสอบได้

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ หาเสียงเขตสวนหลวง โชว์วิชั่นแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงฯ แบบตรวจสอบได้

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ หาเสียงเขตสวนหลวง โชว์วิชั่นแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงฯ แบบตรวจสอบได้

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.52 น.

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ หาเสียงเขตสวนหลวง ขอเลือกเบอร์ 5 ทั้งสองใบ โชว์วิชั่นแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงฯ แบบตรวจสอบได้ ไม่ทำอะไรฝืนธรรมชาติ เมินผลโพลหนุนเชียร์ กลุ่มอิสระ ลั่น จะทำให้คนรัก ประชาธิปัตย์ กลับมา

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 ที่ตลาดเอี่ยมสมบัติ เขตสวนหลวง นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ  นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค  และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้า 

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพี่น้องประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พ่อค้าแม่ค้า ให้การต้อนรับ ทักทาย ถ่ายรูปด้วยอย่างเป็นกันเอง โดยนายอนุชา ได้เดินทักทายพี่น้องประชาชน พร้อมสอบถามความเป็นอยู่พ่อค้าแม่ค้า และฝากเขตนี้ขอเบอร์ 5 ทั้งสองคน

นายอนุชา ให้สัมภาษณ์ว่า หนึ่งนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญด้วย คือเรื่องของความสะอาด เพราะเมื่อมาหาเสียงที่ตลาด ผู้ค้าและผู้ขายให้ความสำคัญเรื่องของสุขลักษณะ เพราะว่าการบริหารจัดการตลาด คืออยากให้ผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอยด้วยความสบาย โดยพื้นไม่ควรมีน้ำขัง ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี เรื่องการบริหารจัดการเรื่องห้องน้ำให้ผู้คนอยากมาใช้ เพื่อความสะดวกความปลอดภัยสำหรับผู้ค้าผู้ขายผู้จับจ่ายใช้สอยเป็นหลัก ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนกลับมา 

นายอนุชา กล่าวต่อว่า อีกเรื่องคือความกังวลเรื่องการบริหารคนจรจัดในตลาด เพราะสร้างความรำคาญให้พ่อค้าแม่ค้ารวมถึงคนที่มาซื้อของในตลาด จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเทศกิจเข้ามาดูแลเรื่องความปลอดภัย

เมื่อถามว่า มีนโยบายอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการคนจรจัด นายอนุชา กล่าวว่า ต้องมีการพูดคุยกันว่าเขามีทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชนอยู่ตรงไหน เรื่องแรกคือเรื่องของความปลอดภัยก่อน ซึ่งเป็นความกังวลหลัก เพราะคนจรจัดสร้างความรำคาญทำให้เกิดความไม่สะดวกในพื้นที่ทำให้ลูกค้าไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยอย่างสบายใจได้ จากนั้นก็มาดูเรื่องของสวัสดิการทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันต้องไปดูเพิ่มเติมและละเอียด

เมื่อถามถึงปัญหาขยะกทม. จะมีการจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เป็นเรื่องใหญ่นโยบายกำจัดขยะที่ถูกต้องเป็นส่วนหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญไม่เพียงระดับกทม. แต่เป็นในระดับชาติด้วย นอกจากการเก็บและการฝังกลบในพื้นที่กทม. ต้องหาพื้นที่ในการกำจัด แต่เราไม่อยากไปสร้างปัญหาให้ประชาชนในต่างจังหวัด เราต้องพยายามพูดคุยกับรัฐบาลว่าจะหาวิธีอย่างไร ขณะนี้โรงเก็บขยะที่มีอยู่ ทั้งอ่อนนุชและหนองแขม ต้องทำให้เป็นระบบปิด 100% ไม่ให้มีกลิ่นเล็ดลอดและน้ำเสียปฏิกูลรั่วไหลออกมา รวมถึงการขนส่งบางครั้งมีน้ำหยดริมถนน เราต้องบริหารจัดการให้เป็นระบบปิด ไม่ว่าสถานที่หรือรถขยะไม่ให้มีการรั่วไหลและการนำเทคโนโลยีใหม่ใหม่เข้ามา ทั้งเอาขยะมูลฝอยไปผลิตไฟฟ้า 

นายอนุชา กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราคงต้องให้ความสำคัญในระดับต้นๆ คือ คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณโรงกำจัดขยะเป็นอันดับแรก แม้งบประมาณกทม.จะมีจำกัดก็จริง แต่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนรถขยะคงต้องพิจารณาว่าจะใช้เส้นทางแบบไหนและขนส่งแบบไหนให้สั้นที่สุดและเพิ่มในเรื่องของบุคลากรด้วยในเรื่องของการจัดเก็บ และเพิ่มความถี่ในการจัดเก็บไม่ใช่เพียงสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ดังนั้นเราต้องช่วยแก้ปัญหาต้นทาง ในเรื่องของการรณรงค์การแยกขยะ เรื่องของพลาสติกและรีไซเคิลและการจัดเก็บต้องอธิบายให้เข้าใจว่าเป็นขยะอะไรแล้วเก็บวันไหน และต้องรณรงค์สร้างความเข้าใจให้เห็นภาพกันอย่างชัดเจน

“เราบริหารจัดการเองได้ไม่ทั้งหมด แต่แนวนโยบายต้องมาจากส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือรัฐ แต่สุดท้ายแล้วขยะมูลฝอย มันต้องถูกกำจัด ซึ่งปัญหาเรื่องนี้ไม่ให้เกิดเป็นไปไม่ได้ เราต้องอยู่กับความเป็นจริงว่า รณรงค์อย่างไร เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการแยกขยะ ว่าแยกแล้วชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและกรุงเทพฯจะเป็นเมืองที่สะอาดต้องทำโดยเร็วที่สุดเพราะจากที่ไปพบปัญหา หลายเรื่องเราสามารถทำได้เลย ในเรื่องของการบำบัด เพื่อเอามาทำปุ๋ย ก็ต้องมีการวัดค่า ว่าประชาชนยอมรับได้ ต้องมีการเอาค่าวัดมาตรฐานไม่ใช่วัดกันด้วยความรู้สึก นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ได้ว่าปริมาณเท่าไหร่สามารถยอมรับได้ในชุมชน“ นายอนุชา กล่าว

เมื่อถามว่า ปัญหาน้ำท่วมกทม. จะมีแนวทางการแก้ปัญหาอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม ตนมีพื้นเพจากวิศวกร ซึ่งให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน บางสิ่งบางอย่างประชาชนอาจจะมองไม่เห็นในเรื่องของการก่อสร้าง แต่การบริหารจัดการนำน้ำลงสู่แม่น้ำให้เร็วที่สุด คือการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่หรืออุโมงค์ยักษ์ ซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาอุโมงค์ต่างๆใต้ดินอาจจะไม่รับทราบและไม่รับรู้มาก และที่ผ่านมากทม.ก็มีงบประมาณ แต่ถ้าแก้ปัญหาให้เกิดความยั่งยืนต้องวางแผนการให้เป็นระบบ การลอกคลองต้องมาควบคู่กับประตูระบายน้ำ 

“กทม.เป็นพื้นที่ต่ำ ต้องทำอะไรไม่ฝืนธรรมชาติ นอกจากจะสร้างเขื่อนป้องกันน้ำแล้ว การสร้างสะพานน้ำให้ไหลไปสู่แม่น้ำให้เร็วที่สุด จึงให้ความสำคัญ อุโมงค์ซึ่งต้องทำให้เป็นระบบและชี้แจงให้ประชาชนเห็นว่างบฯที่ไปใช้จะแก้ปัญหาด้วยระบบทั้งหมดได้ในอนาคต” นายอนุชา 

นายอนุชา กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ให้แนวทางมาแล้วว่า การใช้งบประมาณทุกอย่างต้องสามารถตรวจตรวจสอบได้ทุกเรื่องและโครงการใหญ่ใหญ่แบบนี้ต้องเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้เห็นในการใช้งบประมาณว่าแก้ทั้งระบบได้อย่างไรไม่ใช่แค่ลอกคลอง 

เมื่อถามว่า ผลโพลล่าสุดคนกทม.ชอบผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรค นายอนุชา กล่าวว่า ผลโพลในกทม. ก็เปลี่ยนไปได้ทุกสัปดาห์ จะเห็นว่า องคาพยพเรามาช่วยกันรณรงค์เพราะปัญหาบางปัญหาไม่ใช่แค่กทม. เราลงพื้นที่รับทราบปัญหา และสามารถหารืออะไรในสภาฯได้ เราไม่ได้หายไปไหน แต่เพียงไม่ได้มีตำแหน่งเป็นทางการในกทม.หรือสภา แต่คนของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีการลงพื้นที่ต่อเนื่องโดยไม่ได้หายไปไหน สิ่งต่างๆเหล่านี้เหลืออีก 20 กว่าวัน เราจะทำให้คนที่เคยรักประชาธิปัตย์ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาคราวนี้พร้อมเป็นตัวแทนของท่านทำหน้าที่สุดความสามารถ

จากนั้น นายอนุชา พร้อมคณะได้ลงพื้นที่เยี่ยมโรงไฟฟ้าขยะ ที่สำนักงานกำจัดขยะมูลฝอยอ่อนนุช 

รัฐบาล เผยกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์ 9 ตัน อายัดทรัพย์ 631 ล้าน

รัฐบาล เผยกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด  1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์ 9 ตัน อายัดทรัพย์ 631 ล้าน

รัฐบาล เผยกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์ 9 ตัน อายัดทรัพย์ 631 ล้าน

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.52 น.

รัฐบาล เผยยอดกวาดล้างปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดเชิงรุก ระหว่าง 28 เม.ย – 29 พ.ค.69  ทลายกว่า 1,611 เครือข่าย ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์กว่า 9 ตัน ยอดอายัดทรัพย์สินกว่า 631 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาล และตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์และเร่งรัดผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติดทั่วประเทศ  พร้อมเน้นย้ำให้เพิ่มความเข้มข้นมาตรการเชิงรุก เพื่อทำลายโครงสร้างและวงจรเครือข่ายผู้ค้าอย่างเด็ดขาด

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขานรับนโยบาย ขับเคลื่อนข้อสั่งการดำเนินการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดทั่วประเทศ  ระหว่างวันที่  28 เมษายน – 29 พฤษภาคม 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติด 19,362 คดี ได้ตัวผู้ต้องหา 19,406 คน และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 664 หมาย สามารถตรวจยึดของกลาง แบ่งเป็น ยาบ้า 128 ล้านเม็ด, ไอซ์ 9,225 กิโลกรัม, คีตามีน 434 กิโลกรัม, เฮโรอีน 140 กิโลกรัม, ยาอี 3,650 เม็ด,  อาวุธปืน 322 กระบอก และวัตถุระเบิด 1 ลูก และยังสามารถตรวจยึดเงินสด 4 ล้านบาท และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดรวมมูลค่ากว่า 631 ล้านบาท

รัฐบาลชื่นชมผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจเสียสละปฏิบัติหน้าที่ ในการจับกุม กวาดล้าง และทลายเครือข่ายยาเสพติดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและร่วมกันปกป้องลูกหลานไทยให้ห่างไกลจากยาเสพติด

1,600 ล้าน คุ้มจริงหรือ!? กรณ์ ตั้ง 5 ข้อกังขา เจาะลึกความคุ้มค่า TH-AI Passport

1,600 ล้าน คุ้มจริงหรือ!? กรณ์ ตั้ง 5 ข้อกังขา เจาะลึกความคุ้มค่า TH-AI Passport

1,600 ล้าน คุ้มจริงหรือ!? กรณ์ ตั้ง 5 ข้อกังขา เจาะลึกความคุ้มค่า TH-AI Passport

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.33 น.

1,600 ล้าน คุ้มจริงหรือ!? กรณ์ ตั้ง 5 ข้อกังขา เจาะลึกความคุ้มค่า TH-AI Passport 

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบบุว่า “ยาวหน่อยนะครับ มาทำความเข้าใจด้วยกันเรื่องที่เป็นประเด็นอยู่อีกเรื่องหนึ่ง
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา โครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท เป็นประเด็นร้อนหลังคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ จากพรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดถามรัฐมนตรีดีอี ไชยชนก ชิดชอบ ถึงข้อพิรุธในสภา
วันนั้นผมนั่งฟังอยู่ด้วยตนเอง ในห้องประชุมมี สส. อยู่ไม่กี่คน น่าจะเป็นเพราะแยกย้ายกันประชุมกรรมาธิการในห้องต่างๆ

พอป้อมเริ่มถามคำถามแรก ผม text ไปในกลุ่ม ปชป. ทันที บอกว่า “มีกระทู้สดเรื่องที่พวกเราแกะกันอยู่ ป้อมถามดี ชัยชนกกำลังจะตอบ”

เรื่องนี้ยิ่งติดตามก็ยิ่งพบว่าตัวโครงการมีปัญหา สมควรที่สังคมจะตั้งคำถามว่างบประมาณก้อนนี้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า เหมาะสม และมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ไหม และก้าวต่อไปของฝ่ายค้าน คืออาทิตย์นี้ได้เชิญกระทรวง DE มาชี้แจงกรรมาธิการ ปปง. ที่คุณพิทักษ์เดช เดชเดโช นั่งเป็นประธาน โดยเราประสานให้ป้อม ภาวุธ มาร่วมแจมด้วย

เรื่องนี้ผมปรึกษาผู้ที่อยู่ในวงการหลายคน ตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจ

1. เงินเป็นพันล้านที่จ่ายไป ประเทศได้อะไรงอกเงยขึ้นมา และได้ประโยชน์จริงกี่คน

รัฐบาลอธิบายว่าจะแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับ Pro ให้คนไทย 5 ล้านคนฟรี 1 ปี โดยดึงเงินจากกองทุน DE Fund เฉลี่ย 324 บาทต่อคนต่อปี ทั้งที่ฟังก์ชันพื้นฐานส่วนใหญ่ประชาชนเข้าถึงแบบฟรีได้อยู่แล้ว ที่น่าคิดคือตัวเลข 5 ล้านคน จากข้อมูลที่เปิดเผยในชั้นกรรมาธิการ ดูเหมือนไม่ได้เริ่มมาจากฐานความต้องการจริง แต่เริ่มจากการรู้ว่ากองทุนมีเงินเหลือประมาณ 1,600 ล้านบาท แล้วนำมาตั้งโครงการทอนกลับมาให้พอดีกับวงเงิน
ที่สำคัญโครงการนี้มีความย้อนแย้งอย่างมากในเชิงพฤติกรรมการใช้งานจริง สำหรับประชาชนทั่วไป ปัจจุบันแพลตฟอร์มระดับโลกล้วนเปิดให้ใช้งานได้ฟรีอยู่แล้ว ซึ่งศักยภาพของเวอร์ชันฟรีนั้นเก่งเกินพอสำหรับการแปลภาษา สรุปเอกสาร หรือใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน สิ่งที่คนส่วนใหญ่ขาดจึงไม่ใช่สิทธิ์ตัว Pro แต่คือทักษะความเข้าใจ AI Literacy การแจกตัว Pro ปูพรมโดยไม่สร้างทักษะให้ประชาชน ส่วนนักพัฒนากลุ่ม builders ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม คนกลุ่มนี้หากเขาต้องนำ AI ไปพัฒนาในระดับสูง แพ็กเกจ Pro รายเดือนแบบที่รัฐแจกก็ไม่พอใช้งานเพราะติดข้อจำกัดโควตาคำสั่งต่อชั่วโมง

ทีมงานผมอธิบายให้ผมฟังว่า คนทำงานจริงต้องการใช้ผ่าน API ที่คิดเงินตามปริมาณ Token รัฐกำลังเอาเงินพันกว่าล้านไปเหมาซื้อตัว Pro มาแจกปูพรมให้คนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ส่วนคนที่จะใช้งานลึกๆ รัฐก็ไม่ได้ซัพพอร์ตระบบขั้นสูงให้เขา แล้วในบรรดาสิทธิ์ 5 ล้านคนนี้ จะมีคนที่นำไปใช้งานจนสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริงกี่คน ที่สำคัญในระบบสัญญาเช่าใช้แบบ subscription พอครบ 1 ปีถ้าประชาชนใช้ไม่หมดก็คือทิ้งทันที เงินถูกโอนไปแล้วเต็มจำนวน สิทธิ์ที่เหลือจะถูกตัดทิ้งและแปรสภาพเป็นกำไรสุทธิส่วนเกินเข้ากระเป๋าผู้รับจ้างไปแบบเหนาะๆ โดยที่รัฐไม่สามารถเรียกเงินคืนหรือทบยอดมาใช้ต่อได้เลย
ผมว่าข้อเท็จจริงท้ายสุดนี่แย่มาก

หลักคิดของผมง่ายๆ เลยคือเมื่อเราใช้เงินระดับพันล้าน สิ่งที่รัฐต้องวัดไม่ใช่แค่ มีคนกดรับสิทธิ์ไหม แต่ต้องตอบว่า เศรษฐกิจไทยได้อะไรเพิ่มขึ้นจากเงินก้อนนี้

2. เรากำลังจ่ายค่าเช่าทิ้งรายปีแทนการสร้างสินทรัพย์

เจตนารมณ์ตามกฎหมายของกองทุน DE Fund คือต้องใช้เพื่อการพัฒนาแกนหลักและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระยะยาวของประเทศ แต่โครงการนี้กลับมีลักษณะเป็นงบดำเนินการหรือโอเปกซ์ คือการควักเงินก้อนใหญ่ไปจ่ายค่าเช่าใช้บริการแบบปีต่อปี ซึ่งครบปีเงินกว่า 1,600 ล้านบาทนี้ก็หมดไปพร้อมกับสิทธิ์ใช้งานของประชาชน แถมกระบวนการอนุมัติยังใช้กลไกของบอร์ดกองทุนเคาะจบโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบงบประมาณสามวาระตามปกติของสภาผู้แทนราษฎร การที่รัฐชี้แจงว่าวิธีนี้คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนพัฒนาบุคลากรจึงเป็นการมองที่ผิดทิศผิดทาง เพราะการขนเงินไปซื้อสิทธิ์โมเดลสำเร็จรูปให้คนทดลองใช้คือการสร้าง Users เท่านั้น ไม่ใช่การสร้างผู้สร้างเทคโนโลยี อย่าง Builders และเมื่อสิ้นสุดสัญญารายปี ประเทศไทยก็ต้องเดินตัวเปล่าออกมาโดยไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใดๆ ไว้เลย

3. เซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งในไทยไม่ได้แปลว่าเราเป็นเจ้าของข้อมูล

นี่คือจุดที่สร้างความสับสนมากที่สุด เพราะรัฐบาลมักชี้แจงว่าโครงการนี้รันอยู่ใน Data Centre ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ข้อมูลผู้ใช้งานและคำสั่งหรือ Prompt จะถูกจัดเก็บไว้บน Cloud ภายในประเทศ โดยผู้ให้บริการ AI จะเข้าถึงข้อมูลในรูปแบบนิรนามและยืนยันว่าช่วยปกป้องอธิปไตยทางข้อมูล แต่ในความเป็นจริงเราต้องแยกให้ออกระหว่างอาคารสถานที่สิ่งปลูกสร้าง กับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี

แม้บริษัทต่างชาติจะมาลงทุนตั้งตึก Data Centre ในไทย แต่ซอฟต์แวร์ ตัวโมเดล AI และคลังข้อมูลพฤติกรรมการสั่งงานหลังบ้านซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่าและทำกำไรสูงสุดยังเป็นของต่างชาติ 100% ดังนั้นการทำสัญญาเช่าใช้แบบนี้ต่อให้ตึกตั้งอยู่ในประเทศ ทันทีที่หมดสัญญาเช่าระบบก็พร้อมจะถูกดึงปลั๊กออก เม็ดเงินและคุณค่าทางเทคโนโลยีก็ไหลออกนอกประเทศอยู่ดี

4. ความโปร่งใสใน TOR

ทีมงานผมขยายความว่า เอกสารประกวดราคาโครงการนี้กำหนดรายละเอียดไว้หลวมมาก ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่สุด 1,500 ล้านบาท ระบุเพียงกว้างๆ ว่าเป็น ค่า Token ของ AI โดยไม่บอกสัดส่วนแบรนด์ที่ชัดเจนทำให้ตรวจสอบระบบหลังบ้านไม่ได้ นอกจากนี้ยังกำหนดให้รองรับการใช้งานพร้อมกัน 500,000 รายต่อชั่วโมง และเมื่อคำนวณจริง พบว่าจะรองรับได้เพียง 139 รายต่อวินาทีเท่านั้น จะรองรับพอกับความต้องการได้อย่างไร
นี่ยังไม่รวมกรอบเวลาประมูลที่เร่งรีบจบใน 34 วันช่วงหยุดยาวปีใหม่ และท่าทีของรัฐมนตรีดีอีที่ตอบกระทู้ว่าใครจะได้รับงานไม่ใช่เรื่องที่ตนต้องสนใจ ซึ่งในฐานะผู้บริหารสูงสุดจะปฏิเสธความรับผิดชอบในการกำกับดูแลเงินภาษีและการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายให้โปร่งใสไม่ได้ครับ

5. ผมถามทีมงานว่า เรามีทางเลือกในการใช้เงินกว่า 1600 ล้านนี้แบบที่ยั่งยืนกว่าการเช่าสิทธิแค่ 1 ปี โดยไม่ได้มีกรรมสิทธิข้อมูลหรือไม่?
คำตอบคือ แทนที่จะจ่ายค่าเช่าระบบให้ต่างชาติแบบปีต่อปี รัฐบาลควรนำเงินมาจัดสรรใหม่เพื่อสร้างรากฐานที่คุ้มค่ากว่า ยกตัวอย่างนะครับ

– เปลี่ยนเงินก้อนนี้ให้เป็นงบลงทุนเพื่อจัดซื้อกำลังการประมวลผลประสิทธิภาพสูงหรือ GPU Clusters ของตัวเอง แล้วนำไปฝากวางร่วมใน Data Centre ของเอกชนที่มีอยู่แล้วในประเทศ เครื่องมือเหล่านี้มีอายุใช้งาน 3 ถึง 5 ปี เราสามารถเปลี่ยนงบให้เป็นสมบัติแผ่นดินที่สตาร์ทอัพและนักพัฒนาไทยได้ใช้ต่อโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าใหม่ และทำให้คนไทยได้เป็นเจ้าของร่วมกันในห่วงโซ่มูลค่าของนวัตกรรมอย่างแท้จริง

– หรือผลักดันไทยเป็น AI Builder Hub ยุทธศาสตร์ชาติเชิงรุกแบบที่ทางพรรคประชาธิปัตย์เราเสนอ ด้วยการปรับโจทย์จากการไล่ตามเทคโนโลยี มาเป็นการปักหมุดสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม นำร่องโดยใช้พื้นที่ว่างภาครัฐ เช่น อาคารโรงงานยาสูบ 5 มาแปลงสภาพเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อศูนย์ประมวลผลที่รัฐถือครอง เพื่อเปิดพื้นที่ Sandbox ให้สตาร์ทอัพและทีมขนาดเล็ก (เช่น ทีมงานเพียง 2 คน) สามารถเข้ามาทดลองปล่อยของ สร้างโปรดักต์ AI ที่ขายได้จริงและสร้างรายได้ในตลาด ควบคู่กับการใช้กลไกจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐดึงสถาบันการเงิน แหล่งทุน และบริษัท Global Tech ชั้นนำเข้ามาลงทุนร่วม เพื่อเปิดทางให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงานงานระดับสูง ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่แท้จริง

– หรือเปลี่ยนงบแจกมาเป็นทุนสนับสนุนในรูปแบบ คูปองนวัตกรรมแบบที่รัฐบาลร่วมสามารถร่วมลงทุนกับเอกชนเพื่อให้ SME นำไปจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือซื้อระบบ AI ที่ตรงความต้องการเฉพาะทางจริง

– หรือเลือกลงทุนพัฒนาโมเดลภาษาไทยและจัดทำคลังข้อมูลอัจฉริยะร่วมกับมหาวิทยาลัยในเรื่องเฉพาะทางหรือนิชที่ยังติดขัดเรื่องการเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้ประเทศมีสินทรัพย์ทางปัญญาเป็นของตัวเองในระยะยาว

การให้คนไทยใช้ AI เป็นเรื่องดีครับ แต่รัฐบาลจะต้องทบทวนว่างบพันล้านก้อนนี้ เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์อะไร ใครจะได้ใช้จนเกิดมูลค่าจริง และระหว่างการเอาเงินไปถมกำไรให้ต่างชาติผ่านสัญญาเช่าที่ใช้ไม่หมดก็ต้องทิ้งไปกับการปักเสาเข็มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่คนไทยเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง แบบไหนจะคุ้มค่าเงินภาษีของประชาชนมากกว่ากัน” 

ท่องเที่ยวไทยแรงต่อเนื่อง! 2 ปี กวาดรางวัลระดับสากล ดันไทยสู่จุดหมายปลายทาง นทท.จากทั่วโลก

ท่องเที่ยวไทยแรงต่อเนื่อง! 2 ปี กวาดรางวัลระดับสากล ดันไทยสู่จุดหมายปลายทาง นทท.จากทั่วโลก

ท่องเที่ยวไทยแรงต่อเนื่อง! 2 ปี กวาดรางวัลระดับสากล ดันไทยสู่จุดหมายปลายทาง นทท.จากทั่วโลก

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.12 น.

ท่องเที่ยวไทยแรงต่อเนื่อง! ปี 2568–2569 กวาดรางวัลระดับสากล ตอกย้ำผลสำเร็จ ดันไทยสู่จุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ระหว่างประเทศยังมีความผันผวน แต่รัฐบาลยังเดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงรุก ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากเวทีท่องเที่ยวระดับนานาชาติในช่วงปี 2568–2569 สะท้อนความสำเร็จในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ “คุณภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์ระดับโลก” พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

โดยแหล่งท่องเที่ยวไทยยังได้รับรางวัลและการจัดอันดับระดับโลกหลายเวที อาทิ

– “เกาะกระดาน” จังหวัดตรัง ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในชายหาดที่ดีที่สุดของโลก 

– “หมู่เกาะลันตา” จังหวัดกระบี่ คว้ารางวัล Green Destinations Story Awards 2026 สาขา Nature & Scenery จากเวที ITB Berlin ประเทศเยอรมนี 

– “อุทยานแห่งชาติดอยภูคา” จังหวัดน่าน และ “เมืองเก่าตะกั่วป่า” จังหวัดพังงา ยังได้รับรางวัลด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สะท้อนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชุมชนในพื้นที่ 

– “เชียงคาน” จังหวัดเลย และจังหวัดอุทัยธานี ได้รับการยอมรับในฐานะแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่โดดเด่นด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้รับการจัดอันดับจาก Forbes Travel Guide ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางลักชัวรี (Luxury) ชั้นนำของโลก ขณะที่ภูเก็ต เกาะสมุย และเชียงใหม่ ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่ม Digital Nomad อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลเดินหน้าผลักดัน “เชียงใหม่ นครหลวงแห่งล้านนา” สู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก เพื่อต่อยอดศักยภาพการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว 

“รางวัลและการยอมรับจากเวทีระดับโลก สะท้อนว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังมีศักยภาพและคุณภาพในระดับโลก ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก โดยมาตรการด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ทุกกลุ่ม ทุกฤดูกาล และช่วยดึงดูดนักเดินทางคุณภาพยุคใหม่ที่กำลังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง” นางสาวลลิดา กล่าว