รัฐบาลเปิดตัว นกกระซิบ AI บนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน–ราคาวัตถุดิบ

รัฐบาลเปิดตัว นกกระซิบ AI บนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน–ราคาวัตถุดิบ

รัฐบาลเปิดตัว นกกระซิบ AI บนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน–ราคาวัตถุดิบ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.56 น.

รัฐบาลดัน AI ช่วยร้านค้ารายย่อย เปิดตัว นกกระซิบ ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน–ราคาวัตถุดิบ เริ่มใช้งานวันนี้

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและร้านค้าชุมชน ด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการร้านค้า ผ่านการเปิดให้บริการ “นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยร้านค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เข้าถึงข้อมูลสำคัญและบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รองโฆษกฯ กล่าวว่า “นกกระซิบ” เป็น AI Chatbot สำหรับร้านค้า ที่ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส และการใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ บนแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยร้านค้าสามารถพิมพ์คำถาม หรือเลือกคำถามแนะนำ (Preset Question) เพื่อสอบถามข้อมูลได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนการค้นหาข้อมูล และเพิ่มความสะดวกในการใช้งานระบบดิจิทัลของภาครัฐ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต่อยอดศักยภาพของ AI ให้ช่วยผู้ประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจได้แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และวางแผนบริหารร้านค้าได้แม่นยำมากขึ้น โดยมีฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่

1. วิเคราะห์ยอดขายอัตโนมัติ
“นกกระซิบ” จะนำข้อมูลการขายจริงของร้านค้ามาสรุปให้อ่านง่าย เพื่อช่วยเจ้าของร้านบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการสรุปยอดขายรายวัน จำนวนรายการขาย วิเคราะห์ช่วงเวลาทองที่ขายดีที่สุด รวมถึงช่วยวางแผนสต็อกสินค้าและการจัดเตรียมพนักงานให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่มีลูกค้าหนาแน่น

2. เช็กราคากลางวัตถุดิบรายวัน
AI จะเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแสดงราคากลางเฉลี่ยของวัตถุดิบสำคัญ เช่น หมู ไก่ และเนื้อสัตว์ต่าง ๆ แบบวันต่อวัน ช่วยให้ร้านค้าติดตามต้นทุนได้สะดวกขึ้น และตัดสินใจวางแผนการซื้อวัตถุดิบได้แม่นยำ

3. คำนวณกำไรและต้นทุนเบื้องต้น
ระบบจะช่วยให้ร้านค้าวิเคราะห์ต้นทุนปัจจุบัน เปรียบเทียบกับราคาขาย เพื่อช่วยประเมินว่าราคาสินค้าที่ตั้งไว้มีกำไรเพียงพอหรือไม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและวางแผนธุรกิจระยะยาว

ทั้งนี้ “นกกระซิบ” รองรับการใช้งานบนแอปพลิเคชันถุงเงิน เวอร์ชัน 5.50.0 ขึ้นไป และเปิดให้ร้านค้าทุกประเภทสามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อเข้าสู่ระบบในฐานะเจ้าของร้านค้า

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก โดยต้องการให้ร้านค้าสามารถใช้ข้อมูลจริงมาช่วยตัดสินใจทางธุรกิจ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

“รัฐบาลต้องการให้ AI เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก ให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ง่ายขึ้น ใช้เทคโนโลยีช่วยวางแผนธุรกิจได้จริง และใช้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” รองโฆษกฯ กล่าว

เปิดไทยช่วยไทยพลัส 60/40สะพัด ประเดิมวันแรก1มิ.ย.

เปิดไทยช่วยไทยพลัส  60/40สะพัด  ประเดิมวันแรก1มิ.ย.

เปิดไทยช่วยไทยพลัส 60/40สะพัด ประเดิมวันแรก1มิ.ย.

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดไทยช่วยไทยพลัส 60/40สะพัด ประเดิมวันแรก1มิ.ย. รบ.ลั่นอัดเงินเข้าสู่ระบบ เยียวยาค่าครองชีพปชช. มาร์คเย้ยกระตุ้นได้แค่4ด.

รัฐบาลเปิดใช้ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” วันแรก ย้ำขั้นตอนใช้ง่ายผ่าน G-Wallet ช่วยจ่ายสูงสุดวันละ 200 บาท ระบบคำนวณให้อัตโนมัติ ด้าน “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐทุ่ม 1.7 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ 4 เดือน ตั้งคำถามดังๆ ถ้าข้าวของยังแพง จากนี้จะแก้ยังไง ดักทางให้สภาฯ ตั้งกมธ.วิสามัญ ติดตามการใช้เงินกู้

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมเปิดใช้งานโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส60/40” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ รัฐบาลขอเน้นย้ำวิธีการใช้งานสำหรับประชาชน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง โดยประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป โดยกดแบนเนอร์“ไทยช่วยไทยพลัส” และตรวจสอบวงเงินเริ่มต้นที่ได้รับสิทธิ์

สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ประชาชนจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” เพื่อสร้าง QR Code และประชาชนใช้แอปฯ เป๋าตังสแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6 หลัก

ทั้งนี้ โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” เช่น หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และประชาชนจ่ายเอง 40 บาท ขณะที่กรณีซื้อสินค้า 333 บาท รัฐจะช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 133 บาท

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ภาครัฐจะสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ ทั้งนี้ โครงการจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน–30 กันยายน 2569

“รัฐบาลต้องการให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 เป็นมาตรการที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ใช้งานง่าย และช่วยลดภาระค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ” น.ส.ลลิดา กล่าว

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พร้อมเติมเงินโครงการไทยช่วยไทยพลัส1,000 บาท แก่ผู้ได้สิทธิรวมกว่า 39.2ล้านคน ทั้งกลุ่มผู้ได้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน และผู้ลงทะเบียนผ่านโครงการ 60/40 อีก 26.04ล้านคน ให้สามารถเริ่มใช้จ่ายพร้อมกันตามเงื่อนไขได้ตั้งแต่วันที่ 1มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น.จนถึง 23.00น.ของทุกวัน

ส่วนเงื่อนไขการใช้จ่ายของผู้ถือสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน สามารถใช้จ่ายวงเงิน 1,000 บาทได้โดยไม่ต้องใช้เงินของตัวเองร่วมจ่าย ในการซื้อสินค้าที่จำเป็นกับร้านธงฟ้าราคาประหยัด แต่ไม่สามารถถอนหรือแลกเป็นเงินสดได้ ขณะที่ผู้ได้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส60/40 มีเงื่อนไขว่าทุกการใช้จ่าย รัฐบาลจะช่วยออกให้ 60% และประชาชนต้องจ่ายเอง 40% ผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง พร้อมกับจำกัดวงเงินรายวันรัฐช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อคน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน

สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ไทยช่วยไทย พลัส60/40 ต้องเติมเงินเข้า G-Wallet ใน แอปฯ เป๋าตัง

จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อสร้าง QR Code ประชาชนใช้แอปฯ เป๋าตัง สแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6หลัก

สิทธิ 60/40 ซื้อของต้องจ่ายกี่บาท? โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” เช่น หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และประชาชนจ่ายเอง 40บาท กรณีซื้อสินค้า 333 บาท รัฐจะช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 133 บาท เช็คสิทธิเงื่อนไข ไทยช่วยไทย พลัส60/40 ภาครัฐจะสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาท ต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือนวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ โครงการจะเปิดให้ ใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ปิดรับลงทะเบียนไปแล้ว โดยมียอดผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 26 ล้านคนว่าการใช้สิทธิในโครงการลักษณะนี้หลายครั้งที่ผ่านมา ก็ไม่ได้เต็มจำนวนอยู่แล้ว แต่ตัวเลข 26 ล้านคนก็ถือว่าไม่น้อย สิ่งที่สำคัญก็คือรัฐบาลกำลังทุ่มเททุกอย่างไปกับโครงการนี้ ซึ่งเราเข้าใจดีว่าประชาชนต้องการความช่วยเหลือ เพียงแต่ว่าที่เราพูดมาตลอด คืออยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุตั้งแต่แรกจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดมากกว่า นั่นคือรัฐบาลมีศักยภาพในการลดราคาน้ำมัน ราคาพลังงาน

จากการเดินหาเสียงก็ได้รับเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้า หลายคนพูดว่าหากน้ำมันถูกลง จะปรับเรื่องของต้นทุนได้ ทุกอย่างจะคลี่คลายได้ง่ายกว่า เมื่อรัฐบาลเดินไปทางนี้ ก็ต้องหาทางให้ได้ผลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่พรรคประชาธิปัตย์กังวลว่าจะกระตุ้นได้เพียงแค่ 4 เดือน จากนั้นหากข้าวของยังแพงอยู่รัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะใช้เงินกู้ไปถึง 1.7 แสนล้านบาทแล้ว ทำให้หนี้สาธารณะขยับเข้าไปใกล้เพดาน

เมื่อถามว่าตัวเลข 26 ล้านคนสะท้อนว่าประชาชนไม่ตื่นตัวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าพูดตามตรงตอนที่รัฐบาลตัดสินใจไม่ลดภาษีสรรพสามิต หรือลดภาษีใดๆ ก็ตาม รัฐบาลมักจะพูดว่าอยากจะช่วยเหลือประชาชนแบบมุ่งเป้า วันนี้ 26 ล้านคนแล้วก็ถือว่าอยู่ในจำนวนมาก ถ้าหากจะมุ่งเป้าช่วยเหลือจริงๆ เป็นเรื่องของคนที่อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นหลักซึ่งมีการแยกออกไป พูดง่ายๆ โครงการนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าที่จะไปช่วยเหลือประชาชน

ต่อข้อถามว่าจะเริ่มใช้เงินในวันที่ 1 มิถุนายนนี้แล้วแต่การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ประธานสภาฯ ก็ยังไม่ยอมบรรจุญัตติในการตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงินกู้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในวันที่ 4มิถุนายนนี้เรื่องนี้จะเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พยายามอย่างเต็มที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ของรัฐบาล โดยโครงการต่างๆ จะต้องมองไปข้างหน้า เช่น โครงการพลังงาน แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องนี้ว่าเป็นการใช้เงินแบบใด

พรรคประชาธิปัตย์เคยพูดตั้งแต่ต้น ว่าไม่ใช่เงินที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกู้ออกมาช่วย จึงอยากจะตรวจสอบตรงนี้ แต่ในสภาชุดนี้ซีกรัฐบาลมักจะไม่ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งขอบอกตรงๆ ว่าผิดหวัง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ให้ความสำคัญการที่ตัวแทนของประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบต่างๆ เช่น กรณีแลนด์บริดจ์ที่พรรคเห็นว่ามีความผิดปกติโดยเฉพาะรายงานของ สนข.จากนี้คงจะต้องมาทำกันเองในการทำให้ตัวเลขเป็นจริงเสนอต่อรัฐบาลให้ได้ พรรคจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนตัวยังมีความหวังว่ากรณีเงินกู้ จะสามารถตั้งกรรมาธิการวิสามัญได้ เนื่องจากรัฐบาลใช้เงินจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณ แต่หากไม่สามารถตั้งกรรมาธิการวิสามัญได้ ก็จะเดินหน้าตรวจสอบกรรมาธิการผ่านกรรมาธิการสามัญการเงินการคลัง แต่ขณะนี้งานก็ล้นมือ

“ขอย้ำอีกครั้งไม่ทราบว่าเป็นความเข้าใจผิด หรือความจงใจจริงๆ อย่างน้อยที่สุดแม้กระทั่งการอภิปรายในสภาฯ ก็ควรจะมีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในเรื่องต่างๆ มานั่งฟัง ในสมัยที่พวกเราเป็นฝ่ายบริหาร ก็ได้กำชับเสมอว่าต้องให้ความสำคัญและมีความรับผิดชอบสูงของรัฐบาล เพราะข้อมูลหลายอย่างของสมาชิกสภาฯ ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน ก็มีการนำเสนอข้อมูลที่ดี ดังนั้นควรมารับฟังด้วยตนเอง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

โพลโค้งแรกคนกรุงเทใจ กาผู้ว่าฯอิสระ

โพลโค้งแรกคนกรุงเทใจ  กาผู้ว่าฯอิสระ

โพลโค้งแรกคนกรุงเทใจ กาผู้ว่าฯอิสระ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โพลโค้งแรกคนกรุงเทใจ กาผู้ว่าฯอิสระ ไม่ขอพึ่งพรรคการเมือง มัลลิกาไหว้พระเจ้าตาก

นิด้าโพล เผยคนกรุงเทใจ เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.อิสระ ไม่ต้องพึ่งพรรคการเมือง ขณะที่ “ดร.โจ-ปชน.” หาเสียงโกยคะแนนฝั่งธนฯ “อนุชา-ปชป.” ลุยตลาดสัมมากร“มัลลิกา” เอาฤกษ์แห่งชัย สักการะพระเจ้าตากสิน ชูปฏิรูปกรุงเทพฯ ด้านสวนดุสิตโพล ยก”หนู”นักการเมืองระดับชาติเรตติ้งดีที่สุด

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ผู้ว่าฯ กทม.อิสระหรือสังกัดพรรค” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

ส่วนใหญ่เลือกผู้สมัครอิสระ

จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.96 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง รองลงมา ร้อยละ 16.88 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 12.82 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

สำหรับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.47 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง รองลงมา ร้อยละ 33.21 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 11.60 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่แน่ใจ ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 53.97 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่แตกต่างกัน รองลงมา ร้อยละ 36.80 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน ร้อยละ 9.08 ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

โจ-ปชน.เดินหน้าโกยแต้ม

ด้าน ดร.โจ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เบอร์ 10พร้อมด้วย นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ลงพื้นที่ตลาดธนบุรีเพื่อช่วย นายณัฐนนท์ นาคหล่อ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตทวีวัฒนา หาเสียง

โดยนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตนก็ลงพื้นที่ย่านตลาดสวนผัก เขตตลิ่งชัน และมาเขตทวีวัฒนาที่ตลาดธนบุรี เป็นการหมุนเวียนเพื่อไปให้ครบทั้ง 50 เขตและมาดูย่านการค้าฝั่งธนฯเพื่อจะได้พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย ทำให้เราได้เข้าถึงประชาชนที่หลากหลายกลุ่ม

เมื่อถามว่า ฝั่งธนบุรีมีอะไรที่อยากปรับปรุงแก้ไขหากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ฝั่งธนบุรีมีศักยภาพมากมายและมีพื้นที่ขนาดใหญ่ถ้าพูดถึงเขตทวีวัฒนา ส่วนมากจะเป็นพื้นที่อยู่อาศัย แต่ยังขาดเรื่องขนส่งสาธารณะและพื้นที่สาธารณะ เช่น สวนออกกำลังกาย ซึ่งเป็นวาระที่เราจะเข้ามาร่วมผลักดัน ทางผู้สมัคร ส.ก. เขตทวีวัฒนาของเรา ก็มีวาระที่ต้องการผลักดัน เรื่องที่ตนชอบมากคือทำเมืองให้เย็นลง ซึ่งจะเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับแนวคิดการใช้ประโยชน์จากคลอง ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ในวาระเมืองของเราด้วย มีแนวคิดจะใช้คลองทำทางเดินให้ร่มรื่น น้ำคลองและต้นไม้จะลดอุณหภูมิของเมืองลงได้ เราอยากจะนำมาใช้เพื่อลดอุณหภูมิของกรุงเทพฯ ที่รู้สึกร้อนระอุมาก

มั่นใจฐานเสียงฝั่งธน

เมื่อถามว่า มั่นใจในฐานเสียงฝั่งธนบุรีหรือไม่ เพราะเหมือนเป็นจุดยุทธศาสตร์ของพรรค นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ให้ประชาชนชาวฝั่งธนบุรีได้มีทางเลือกซึ่งตนเองก็เป็นคนฝั่งธนบุรีเกิดและโตที่นี่จึงเข้าใจปัญหาในย่านฝั่งธนบุรีเป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการพัฒนาค่อนข้างล่าช้า จึงอยากเข้ามาพัฒนาให้เท่าเทียมกัน รวมถึงกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกที่ควรได้รับการพัฒนามากขึ้น เช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่เราอยากจะขอนำเสนอให้กับประชาชนคนกรุงเทพฯ ถ้าทีมบริหารผู้ว่าฯ ของพรรคประชาชนเข้าไปบริหาร เราก็จะได้กรุงเทพฯที่มีการพัฒนาไปอย่างไม่เหลื่อมล้ำ

จากนั้น นายชัยวัฒน์ได้พาผู้สมัคร ส.ก. เดินหาเสียงภายในตลาดธนบุรี โดยเดินแจกใบปลิวและแนะนำนโยบายที่จะดำเนินการหากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนลงคะแนนเลือกทั้งผู้ว่าฯ และส.ก. จากพรรคประชาชน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งนี้ มีประชาชนบางส่วนระบุว่า ไม่ได้เป็นคนในพื้นที่กทม. แต่จะส่งกำลังใจให้ ขณะที่ฃบางส่วนบอกว่า พรรคประชาชนอยู่ในใจจะเลือกทั้งผู้ว่าฯ และส.ก.อย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังมีประชาชนชมว่า นายชัยวัฒน์หล่อและป้อนขนมไข่เต่าให้ และบางคนมอบพวงมาลัยดาวเรืองให้นายชัยวัฒน์และขอถ่ายรูป

อนุชาลุยตลาดสัมมากร

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคและทีมงาน ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดสัมมากร รามคำแหง โดยมีพี่น้องประชาชนทั้งผู้จับจ่ายใช้สอย พ่อค้าแม่ค้า ให้การต้อนรับ ทักทาย ถ่ายรูปด้วยอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินทางไปศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองจอก เพื่อหารือถึงการผลักดันนโยบายการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนและเกษตรกรรมในพื้นที่ชานเมือง

ปรับปรุงตลาดให้ดีขึ้น

ระหว่างการลงพื้นที่ นายอนุชา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงศักยภาพของตลาดสัมมากรซึ่งเป็นตลาดเอกชน ที่สามารถนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาตลาดอื่นๆ ของ กทม.โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยระบุว่า “แพลตฟอร์มที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ นอกเหนือจากการประมวลผลต่างๆ แล้ว มันจะเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าถึงได้ง่าย เวลาคนที่เปิดแอปพลิเคชันจะเห็นเลยว่าตลาดสัมมากรมีจุดเด่นอะไร และ Top 10 ร้านที่คนซื้อมากที่สุดคืออะไร เพราะเราสามารถลิงก์ระบบเข้ากับการสแกนจ่ายเงินได้ ทำให้สามารถจัดอันดับแบบเรียลไทม์ได้ในแต่ละสัปดาห์ว่าใครมาซื้อของร้านอะไร อะไรคือสิ่งที่คนมาจับจ่ายใช้สอยเยอะที่สุด ตรงนี้จะทำให้เกิดการใช้ข้อมูลมาประมวลผลได้ในทุกๆ เรื่อง”

มัลลิกาสักการะพระเจ้าตากสิน

เวลา 10.30น.ที่วัดหงส์ รัตนารามราชวรวิหาร ธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14 ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร กราบสักการะศาลพระเจ้าตากสิน โดยเริ่มต้นจากจุดศาลเก่าแก่โบราณที่อยู่ด้านหน้า ซึ่งเป็นเป็นจุดที่พระเจ้าตากสินรวมไพร่พลเพื่อการศึกสงครามจนได้รับชัยชนะ และสักการะ 8 จุด ในวิหาร 5 แม่ทัพสวรรค์ ขอพรด้วย

โดยนางมัลลิกา ได้เสนอการปรับปรุงพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเขตกรุงธนบุรีทุกเขต ครอบคลุมกรุงเทพมหานครทั้งหมด เพื่อเพิ่มการท่องเที่ยวและการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นโอกาสให้เยาวชนคนหนุ่มสาวซึ่งอยู่ทางฝั่งธนบุรีและเขตนอกเมือง ได้ใช้พื้นที่ร่วมสมัยไม่ว่าจะเป็นอาชีพครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ เกม หรืออื่นๆ สามารถอยู่ใกล้บ้าน ทำงานนอกสถานที่จุดใดก็ได้ และกระตุ้นการหมุนเวียนในพื้นที่ตนเอง อันเป็นหนึ่งใน 14 ยุทธศาสตร์ที่มีแผนปฏิบัติรองรับ

“เราจะใช้พื้นที่ว่างเปล่าพื้นที่ราชพัสดุอย่างถูกต้อง เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นแม่งานและเจ้าภาพให้ทุกเขตสามารถจัดพื้นที่ให้เป็นเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งดอกไม้ ทุ่งดอกทานตะวัน ทุ่งดอกกุกลาบ พื้นที่ร้านค้า หรือการสร้างสรรค์พื้นที่คอฟฟี่คาเฟ่ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพเพื่อสามารถปฏิบัติได้จริงและเร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อสอดรับกับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งของรัฐบาล และสถานการณ์โลก ดังนั้น กรุงเทพฯ จะนิ่งนอนใจไม่ได้”

โพลยกให้เสี่ยหนูโดดเด่น

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนพฤษภาคม 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,166 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนพฤษภาคม เฉลี่ย 3.66 คะแนนลดลงจากเดือนเมษายน 2569 ที่ได้ 3.79 คะแนนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.13 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.09 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 37.07 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 29.06 ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 25.19 รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 24.96 ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.83 คาดหวังว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลจะช่วยลดค่าครองชีพได้ และคาดหวังว่าฝ่ายค้านจะติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 49.87

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า สองเดือนรัฐบาลอนุทินยังน่าเป็นห่วง พิจารณาจากคะแนนดัชนีการเมืองไทยที่ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า บ่งบอกถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ประสบอยู่ขณะที่การตั้งคำถามและความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากฝ่ายค้านและประชาชนทั่วไปหากเดือนหน้าเริ่มใช้จ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะช่วยดึงคะแนนดัชนีให้ขึ้นมาได้ทั้งหมดหรือไม่

ไทยช่วยไทยพลัสมาแรง

รศ.ดร.รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่าเหตุผลของการที่คะแนนนิยมของรัฐบาลลดลงมองว่ามาจากปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ประชาชนให้ความสนใจต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาลว่าจะเป็นในทิศทางใดโดยส่วนใหญ่ประชาชนพิจารณาในประเด็นของการช่วยเหลือว่ารัฐบาลจะกำหนดมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนใดที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด แต่ท้ายที่สุดประชาชนเห็นว่าเป็นการฉวยโอกาสของรัฐบาลในการหาประโยชน์จากวิกฤติการณ์ครั้งนี้และมองว่ามาตรฐานการทำงานของรัฐมนตรีคนนอกที่ถูกนำเสนอในการเลือกตั้งยังไม่มีแนวคิดที่สร้างความเชื่อมั่นในการกินดีอยู่ดีสำหรับประชาชนได้ สำหรับนายกรัฐมนตรีที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดนั้นเพราะว่าสามารถสร้างแรงจูงใจจากโครงการไทยช่วยไทยที่เป็นโครงการสร้างความหวังให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ได้เข้าร่วมโครงการที่รัฐช่วยเหลือค่าครองชีพ ซึ่งเป็นการพยุงคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรียืดออกไปได้อีกครั้ง

หวังรับหลักการแก้ไขรธน.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 7-8 ก.ค.นี้ ซึ่งในแต่ละร่างมีความแตกต่างกันโดยเฉพาะที่มาของ ส.ส.ร. แต่รัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก กังวลหรือไม่ว่าจะใช้เสียงข้างมากลากไป ว่า เข้าใจว่าในวาระแรกจะมีการรับหลักการทุกฉบับ แล้วไปพิจารณากันในชั้นกรรมาธิการ

ส่วนตัวเห็นว่าร่างของทุกพรรคยกเว้นร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่ไม่ให้การเลือก ส.ส.ร.มาจากประชาชน แม้จะเข้าใจดีว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ให้มีการเลือกโดยตรง แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอว่าเพื่อให้เกิดความลงตัว ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการหยั่งเสียงผ่านทางโทรศัพท์หรือผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณน้อย เมื่อหยั่งเสียงจากประชาชนแล้ว การเลือก ส.ส.ร.ก็ทำโดยสมาชิกรัฐสภา โดยเลือกมาจากจังหวัดละ 3 คน ในที่สุดก็เหลือ 80 คน ทั้งนี้ วาระแรกไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น และหวังว่าวุฒิสภาซีกรัฐบาล จะยอมรับหลักการร่างของทุกพรรคไว้

ไล่ถล่มรัฐบาล ล้มกมธ.แลนด์บริดจ์ ซัดปิดปากตรวจสอบ

ไล่ถล่มรัฐบาล  ล้มกมธ.แลนด์บริดจ์  ซัดปิดปากตรวจสอบ

ไล่ถล่มรัฐบาล ล้มกมธ.แลนด์บริดจ์ ซัดปิดปากตรวจสอบ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภท.แจงเหตุไม่ตั้งกมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ อ้างสภาฯชุดก่อนเคยศึกษามาแล้ว ไม่อยากเสียเวลาซ้ำ พร้อมส่งต่อข้อสรุปให้รัฐบาลดำเนินการได้ทันที ขณะที่ “กล้าธรรม” อัดยับปิดปากการตรวจสอบเมกะโปรเจกต์ระดับชาติ ด้าน“กรณ์”ถล่มซ้ำงัดตัวเลข สนข.ชี้ชัดแพงกว่า-ช้ากว่าช่องแคบมะละกา “ชัยชนะ” ปลุกสส.รัฐบาลปักษ์ใต้ทบทวนจุดยืน

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยผ่านเฟชบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีทำไม สส.ส่วนใหญ่ จึงมีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ขึ้นมาใหม่ว่า ตนขออธิบายดังนี้เพราะมีการศึกษามาแล้วและมีข้อสรุปพร้อมส่งต่อให้รัฐบาลดำเนินการได้ทันที

ภท.อ้างสภาฯชุดก่อนศึกษาไว้แล้ว

นายคงกฤษ กล่าวว่า สภาฯชุดที่แล้ว เคยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มาแล้ว และได้ศึกษาครบทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน กฎหมาย สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งเป็นการศึกษาที่เพิ่งทำเสร็จในปี 2567รายงานดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ และส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีไปแล้ว พร้อมข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต และแนวทางดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ทันที

นายคงกฤษ กล่าวอีกว่า ล่าสุด รัฐบาลก็ได้ตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการหลายชุด เพื่อศึกษาและพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชน และแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ โดยมีตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมด้วย โดยให้มีการศึกษาแล้วเสร็จภายใน 90วัน

ไม่อยากเสียเวลาศึกษาซ้ำอีก

ดังนั้น การที่ สส.ส่วนใหญ่มีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาใหม่ไม่ได้หมายความว่าไม่ตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าไม่รับฟังความคิดเห็นและไม่ได้หมายความว่าเร่งรัดให้โครงการเดินหน้าโดยไม่ฟังประชาชนแต่หมายความว่า เราไม่ต้องการเสียเวลาไปกับการศึกษาซ้ำในเรื่องที่เคยศึกษาไปแล้ว

“เพราะหากตั้งกรรมาธิการขึ้นมาใหม่ ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน เพื่อศึกษาในประเด็นที่มีรายงานและข้อสรุปอยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำในวันนี้ คือการนำข้อคิดเห็นจากการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งต่อไปยังรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อให้ทุกความเห็นถูกนำไปประกอบการตัดสินใจ”นายคงกฤษ กล่าว

ต้องฟังเสียงชาวระนองด้วย

และว่า ตนยืนยันว่า แลนด์บริดจ์ต้องเป็นโครงการของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพียงเพื่อคนระนองหรือชุมพรเท่านั้นแต่ต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยทั้งประเทศและหากโครงการจะเดินหน้าได้จริง ก็ต้องเดินหน้าบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

“เพราะเป้าหมายของเรา ไม่ใช่การศึกษาให้จบอีกครั้ง แต่คือการนำสิ่งที่ศึกษาไว้แล้ว ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนและตามที่ผมได้อภิปรายไว้ครับ สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในจังหวัดระนองด้วยครับ“นายคงกฤษระบุ

กล้าธรรมผิดหวังท่าทีสส.รัฐฐาล

ด้านนายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมรู้สึกผิดหวังต่อท่าทีของ สส.ฝ่ายรัฐบาล ที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการศึกษาโครงการดังกล่าวอย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่

นายพีรวัส กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนาประเทศ แต่เป็นกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบ ศึกษา และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการ ทั้งเรื่องการเวนคืนที่ดิน ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศทางทะเล ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและอาชีพของประชาชน

ปิดปากตรวจสอบเมกะโปรเจกต์

“การที่ สส.ฝ่ายรัฐบาลลงมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เท่ากับเป็นการปล่อยให้รัฐบาลสามารถดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป โดยตัดขาดการมีส่วนร่วมของฝ่ายนิติบัญญัติ และลดโอกาสที่ประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเสนอความคิดเห็นต่อโครงการสำคัญระดับประเทศ» นายพีรวัส กล่าว

นายพีรวัส ระบุเพิ่มเติมว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ใช้งบประมาณมหาศาล และอาจสร้างผลกระทบในระยะยาว สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่คำว่าการพัฒนา แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่โปร่งใส เป็นธรรม และรับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง เพราะหากโครงการเดินหน้าไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ สุดท้ายผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชน

ประกาศเดินหน้าตรวจสอบต่อไป

ทั้งนี้ นายพีรวัส ยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมจะยังคงติดตามการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์อย่างใกล้ชิด และจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้การพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของประเทศเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

‘กรณ์’งัดตัวเลขถล่มแลนบริดจ์

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวผ่านโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เรื่อง Land Bridge รัฐบาลไม่ยอมให้ตั้งกรรมาธิการมาช่วยคิดช่วยตรวจสอบ แต่บอก ‘จะตัดสินใจเอง‘

ปัญหาคือ รัฐบาลพูดมาตลอดว่า LB จะเป็นเส้นทางเลือกที่ประหยัดเงินและเวลา เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา แต่เมื่อคำนวณจากข้อมูลในรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) (ไม่ได้มโนขึ้นมาเอง) คำตอบมันชัดครับ LB ทั้งแพงกว่า และนานกว่า

“แค่ตรงนี้ไม่ผ่าน concept ก็ควรถอยแล้วครับ อย่าเพิ่งแถกันไปว่า จริงๆ LB มีไว้เพื่อ southern economic zone, เพื่อ transhipment, เพื่อ energy complex หรือเพื่อการรักษาอธิปไตยของประเทศ บลาๆซึ่งที่ศึกษามาทั้งหมดยังไม่เคยได้พิจารณาเรื่องพวกนี้เลย”นายกรณ์กล่าว

ปชป.ชี้โครงการอื่นตอบโจทย์กว่า

ส่วนนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ตนรู้สึกผิดหวังภายหลังที่ประชุมสภาฯไม่เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาและความเหมาะสมของโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 1 ล้านล้านบาท

นายชัยชนะ กล่าวว่า งบประมาณจำนวนมหาศาลดังกล่าวสามารถนำไปพัฒนาระบบเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนภาคใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอแนวทางการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ประชาชนในวงกว้าง อาทิ การก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายใต้ เชื่อมจังหวัดนราธิวาสสู่กรุงเทพฯ การยกระดับระบบขนส่งทางรางด้วยรถไฟทางคู่ระบบไฟฟ้าสำหรับขนส่งผู้โดยสารและสินค้า รวมถึงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งใช้งบประมาณรวมต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่สามารถกระจายประโยชน์สู่ประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงมากกว่า

อัดซ้ำรบ.ปิดโอกาสตรวจสอบ

“การที่รัฐบาลปฏิเสธการตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อศึกษารายละเอียดของโครงการ ถือเป็นการปิดกั้นโอกาสในการรับฟังความคิดเห็นและตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศและประชาชนภาคใต้โดยตรง” นายชัยชนะ กล่าว

จี้ต่อมสำนึกสส.ใต้ทบทวนจุดยืน

พร้อมกับเรียกร้องให้ สส.ภาคใต้ในพรรคร่วมรัฐบาลทบทวนจุดยืนของตนเอง และคำนึงถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่มากกว่าการยึดตามมติพรรค ซึ่ง สส.ภาคใต้ทุกคนควรตระหนักว่าหน้าที่สำคัญคือการเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามมติทางการเมือง เพราะทุกการตัดสินใจในสภาจะส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของคนภาคใต้และการพัฒนาประเทศในระยะยาว

“พวกเรามาจากการเลือกตั้งของประชาชนภาคใต้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับฟังเสียงของประชาชน ไม่ใช่รับฟังเพียงคำสั่งจากผู้นำพรรค ในช่วงหาเสียงทุกคนบอกว่าจะยืนเคียงข้างประชาชน รับฟังเสียงพี่น้องประชาชน แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจกลับไม่รับฟังเสียงของประชาชนเลย เสียงของประชาชนไร้ค่า” นายชัยชนะ กล่าว

ปชน.ร่วมบางกอกไพรด์ 2026 ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ กม.ที่เกี่ยวข้อง

ปชน.ร่วมบางกอกไพรด์ 2026 ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ กม.ที่เกี่ยวข้อง

ปชน.ร่วมบางกอกไพรด์ 2026 ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ กม.ที่เกี่ยวข้อง

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.29 น.

ปชน.ร่วมบางกอกไพรด์ 2026 ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง คุ้มครองสิทธิศักดิ์ศรีทุกคน หนุนจัด World Pride กระจายโอกาสไปทั่วประเทศ 

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค, นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่า กทม., น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ รองโฆษกพรรค, น.ส.ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ผู้ร่วมผลักดันร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ร่วมกิจกรรมบางกอกไพรด์พาเหรด 2026 

ขบวนของพรรคประชาชนอยู่ในลำดับที่ 6 สีส้ม “Patch of Dignity ขบวนแห่งศักดิ์ศรี” เริ่มต้นบริเวณหน้า Lido Connect จนถึงสนามกีฬาเทพหัสดิน โดยบรรยากาศของขบวนพาเหรดเป็นไปอย่างคึกคัก แม้มีฝนตกในช่วงเริ่มงานแต่ประชาชนยังคงร่วมเดินขบวนอย่างคึกคัก

นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า เดือนไพรด์ของทุกปีไม่ใช่เพียงช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความก้าวหน้า แต่คือหมุดหมายสำคัญที่เราต้องทบทวนว่าสังคมไทยยังทำอะไรได้มากกว่านี้อีกบ้าง ตอนนี้กำลังจะครบ 500 วันหลังจากประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ในความน่ายินดีนี้ เรายังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะกฎหมายอีกกว่า 50 ฉบับที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้สอดรับกับสมรสเท่าเทียม ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของคู่สมรสจำนวนมาก ซึ่งพรรคประชาชนจะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

รวมถึงการผลักดันร่างกฎหมายอื่นๆ เช่นกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ และการเดินหน้ารับฟังความคิดเห็นต่อประเด็นการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศหรือคำนำหน้านามตามสมัครใจ เพื่อนำความเห็นเหล่านั้นมาปรับปรุงร่างกฎหมายของพรรคให้สะท้อนมุมมองที่แตกต่างหลากหลายในสังคมก่อนที่จะเสนอร่างต่อสภาฯ ในอนาคต ทั้งหมดคือเรื่องที่พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนเพื่อทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่โอบรับความหลากหลายทางเพศ เคารพในสิทธิมนุษยชน ทุกคนมีสิทธิ์และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

ด้าน น.ส.ณัฐยา กล่าวถึงการที่ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ว่า พรรคประชาชนเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี เราอยากเห็นประเทศไทยเป็นเจ้าภาพโดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค กระบวนการเสนอตัวครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลไทยต้องเร่งแก้ไขอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อคืนสิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่ม LGBTQIA+ โดยเฉพาะการปรับปรุงมิติข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

นอกจากนี้ เราอยากเห็นการกระจายโอกาสและการมีส่วนร่วมไปยังระดับภูมิภาค เพราะการสนับสนุนให้เกิดงาน World Pride ในจังหวัดต่างๆ ที่มีความพร้อม เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความเสมอภาคระหว่างเพศและการโอบรับความหลากหลายทางเพศ เป็นวาระที่สังคมไทยตระหนักและให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่วงกว้าง ไม่ผูกขาดหรือกระจุกตัวอยู่ในส่วนกลางเท่านั้น  
 

เพื่อไทย ร่วมขบวน Bangkok Pride 2026 ดันไทยชิงเจ้าภาพ World Pride 2030

เพื่อไทย ร่วมขบวน Bangkok Pride 2026 ดันไทยชิงเจ้าภาพ World Pride 2030

เพื่อไทย ร่วมขบวน Bangkok Pride 2026 ดันไทยชิงเจ้าภาพ World Pride 2030

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.08 น.

เพื่อไทย ร่วมขบวน Bangkok Pride 2026 หนุนความเท่าเทียมทุกมิติ ดันไทยชิงเจ้าภาพ World Pride 2030

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึง ผู้บริหารพรรค สส. และคณะสมาชิกพรรคเพื่อไทย ร่วมเฉลิมฉลองท่ามกลางสายฝนและสนับสนุนงาน “Bangkok Pride Festival 2026” ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Patch the World with Pride ถักทอโลกด้วยความภาคภูมิใจ”

สำหรับปีนี้ พรรคเพื่อไทยได้ร่วมแสดงพลังแห่งความเท่าเทียมร่วมกับภาคประชาชน ผ่านขบวนพาเหรดภายใต้แนวคิดสากล “Peace, People, Pride” ประกอบด้วย

Peace (สันติภาพ) – ความเสมอภาค ปราศจากการเลือกปฏิบัติ และการสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกเพศสภาพ

People (ประชาชน) – การสื่อถึงหัวใจหลักของพรรคเพื่อไทยที่ยึดโยงกับประชาชน การเคารพในสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

Pride (ความภาคภูมิใจ) – ความภาคภูมิใจในตัวตนของกลุ่ม LGBTQIA+ และความสำเร็จของประเทศไทยในการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม จนพร้อมก้าวสู่เวทีโลก

การร่วมขบวนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อจุดประกายในความหลากหลาย สร้างพื้นที่ปลอดภัยของคนทุกคน พร้อมแสดงความมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทยในการผลักดันเพื่อเป็นเจ้าภาพ ‘World Pride 2030’ เทียบชั้นเมืองระดับโลกอย่างอัมสเตอร์ดัม โดยพรรคเพื่อไทยย้ำจุดยืนเคียงข้างความหลากหลาย เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคน ทุกเพศและทุกสถานะ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงการมาร่วมงานในวันนี้ว่า วันนี้มาร่วมงาน Pride Month เพื่อต้องการส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมในทุกๆ ด้าน ขบวนในวันนี้มีความหลากหลาย ทั้งกลุ่ม LGBTQ+ และที่พิเศษคือมีน้องๆ ออทิสติกมาร่วมด้วย เรามีความรู้สึกว่าเรื่องความเท่าเทียมนั้นน่าจะต้องขยายผลในทุกมิติ ทุกรูปแบบ เพื่อเตรียมความพร้อมในการที่เราจะเสนอตัว เป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride ซึ่งเป็นงานที่สำคัญและเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่ไม่ได้มาง่ายๆ ตอนนี้เหลือเพียงเรากับบาร์เซโลนา 2 ที่แล้ว เราทำเรื่องสมรสเท่าเทียม ทำโครงการต่างๆ เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยเรามีความเท่าเทียมแบบไหน ซึ่งจะทำให้เราสามารถแข่งขันได้ วันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่อยากสื่อสารและขยายผลให้ทุกคนเห็นว่า วันนี้ประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับเรื่องความเท่าเทียม

ทั้งนี้ การเดินหน้าเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 เป็นวาระแห่งที่มีความสำคัญ ในสองมิติควบคู่กัน โดยในมิติทางเศรษฐกิจ งานระดับโลกนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Rainbow Economy) ที่จะดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวและยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทยได้อย่างมหาศาล 

ขณะเดียวกันในมิติด้านสิทธิเสรีภาพ การได้เป็นเจ้าภาพยังเป็นการประกาศจุดยืนบนเวทีโลก ตอกย้ำความสำเร็จของกฎหมายสมรสเท่าเทียมและประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้นำที่เปิดรับ เคารพความหลากหลาย และให้คุณค่ากับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง และมีกฎหมายนี้อย่างเป็นทางการเป็นประเทศแรก ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทร.โต้ข่าวลือฟริเกตใหม่สะดุด ยันเดินหน้าตามแผน ชี้ เป็นกำลังรบหลักของชาติอีกกว่า 40 ปี

ทร.โต้ข่าวลือฟริเกตใหม่สะดุด ยันเดินหน้าตามแผน ชี้ เป็นกำลังรบหลักของชาติอีกกว่า 40 ปี

ทร.โต้ข่าวลือฟริเกตใหม่สะดุด ยันเดินหน้าตามแผน ชี้ เป็นกำลังรบหลักของชาติอีกกว่า 40 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

ทร.โต้ข่าวลือฟริเกตใหม่สะดุด ยันเดินหน้าตามแผน พร้อมคัดเข้มทุกมิติ ต้องพิจารณาทุกอย่างรอบคอบ ชี้ เป็นกำลังรบหลักของชาติอีกกว่า 40 ปี 

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกรณีกระแสในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ของกองทัพเรือ ว่า โครงการดังกล่าวยังดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ทุกประการ ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาข้อเสนอทางเทคนิค คุณสมบัติ และรายละเอียดข้อเสนอต่างๆ ของบริษัทอู่ต่อเรือที่ยื่นข้อเสนอ ว่าสอดคล้องตามเงื่อนไขที่กองทัพเรือกำหนดไว้หรือไม่

โครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ นับเป็นโครงการสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพเรือ เนื่องจากเรือลำนี้จะเป็นเรือฟริเกตรุ่นใหม่ลำแรกของกำลังทางเรือยุคถัดไป ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกำลังรบหลักของกองทัพเรือไทยในอนาคต หรือเป็นแกนหลักของกำลังทางเรือยุคใหม่ (Backbone Fleet) ที่จะปฏิบัติภารกิจรับใช้ประเทศชาติไปอีกกว่า 40 ปี การพิจารณาเลือก”แบบเรือ” จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงขีดความสามารถ ประสิทธิภาพ การสนับสนุนด้านการซ่อมบำรุง ความคุ้มค่า การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตลอดจนความสามารถในการรองรับการพัฒนาระบบอาวุธและเทคโนโลยีในอนาคต

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรือฟริเกตถือเป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์ที่มีความซับซ้อนสูง ประกอบด้วยระบบสำคัญจำนวนมาก ทั้งระบบอำนวยการรบ ระบบเรดาร์ ระบบตรวจจับใต้น้ำ ระบบอาวุธปล่อยนำวิถี ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสื่อสาร และระบบสนับสนุนการปฏิบัติการอื่นๆ ที่ต้องได้รับการออกแบบและบูรณาการให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน การพิจารณาข้อเสนอจึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะข้อมูลเบื้องต้นหรือคุณลักษณะทางเทคนิคในภาพรวมได้ แต่จำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกจากเอกสารข้อเสนอจำนวนมาก เพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพเรือจะได้รับยุทโธปกรณ์ที่ตอบสนองภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลของประเทศที่ดีที่สุดได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังมีการพิจารณาข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset) ควบคู่ไปกับการพิจารณาด้านเทคนิค ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่มุ่งให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากการจัดหายุทโธปกรณ์ ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการต่อยอดองค์ความรู้ภายในประเทศ การประเมินข้อเสนอในส่วนนี้จึงจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดและความเป็นไปได้อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับสามารถเกิดขึ้นได้จริงและมีความคุ้มค่าในระยะยาว

ทั้งนี้ การดำเนินงานของโครงการยังคงเป็นไปตามกรอบเวลาและแผนงานที่คณะกรรมการบริหารโครงการได้กำหนดไว้ล่วงหน้า “มิได้เกิดความล่าช้า” ตามที่มีข้อกังวลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว และมีเอกสารรวมถึงข้อเสนอจำนวนมากที่ต้องพิจารณา ทั้งในด้านเทคนิค การปฏิบัติการ การส่งกำลังบำรุง การสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน และข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม คณะกรรมการจึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและประเมินข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ โดยทุกขั้นตอนการพิจารณามีมาตรการตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกโดยคณะผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าข้อเสนอทั้งหมดจะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ อันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและกองทัพเรือในระยะยาว

กองทัพเรือ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า โครงการดังกล่าวยังคงดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ทุกประการ โดยคณะกรรมการบริหารโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการพิจารณาข้อเสนอจำนวนมากอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้การตัดสินใจครั้งนี้นำไปสู่การจัดหาเรือฟริเกตที่มีขีดความสามารถเหมาะสมที่สุด เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศ และสามารถทำหน้าที่เป็นกำลังรบหลักในการปกป้องอธิปไตยทางทะเล คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และเป็นรากฐานสำคัญของกำลังทางเรือไทยไปอีกกว่า 40 ปี

อนุชา ลุยน้ำท่วมกลางงานไพรด์! ถก ผอ.บางรัก เร่งแก้ท่อตัน ชูนโยบายอุโมงค์ยักษ์

อนุชา ลุยน้ำท่วมกลางงานไพรด์! ถก ผอ.บางรัก เร่งแก้ท่อตัน ชูนโยบายอุโมงค์ยักษ์

อนุชา ลุยน้ำท่วมกลางงานไพรด์! ถก ผอ.บางรัก เร่งแก้ท่อตัน ชูนโยบายอุโมงค์ยักษ์

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.50 น.

อนุชา เบอร์ 5 ลุยน้ำท่วมกลางงานไพรด์! ถก ผอ.บางรัก เร่งแก้ท่อตัน ชูนโยบายอุโมงค์ยักษ์ พร้อมดัน กทม. ชิงเจ้าภาพ World Pride 2030

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วยทีมผู้สมัคร ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเดินพาเหรดเทศกาล Bangkok Pride Festival 2026 ที่ถนนสีลม แต่ก่อนกิจกรรมจะเริ่ม เกิดฝนตกหนักฉับพลันน้ำท่วมขังในพื้นที่ นายอนุชาและทีมงานจึงปรับแผนเร่งด่วน เข้าสำรวจปัญหาน้ำท่วมและพูดคุยกับ นางพรพัน วัฒนสินธุ์ ผู้อำนวยการเขตบางรัก เพื่อสอบถามถึงสาเหตุการระบายน้ำที่ล่าช้า 

โดยนางพรพัน ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดต่ำ ปลายท่อระบายน้ำมีระดับความลาดเอียง (Slope) ที่สูงกว่าคลองสาทร ทำให้น้ำไม่สามารถไหลลงคลองได้เองและต้องอาศัยเครื่องสูบน้ำ ประกอบกับขณะนี้พื้นที่กำลังอยู่ในช่วงทุบคันหินเพื่อปรับปรุงถนนและบาทวิถี ทำให้ท่อระบายน้ำตีบลงชั่วคราว การระบายน้ำจึงทำได้ไม่เต็มที่ แม้การซ่อมแซมจะไม่ติดขัดเรื่องงบประมาณ แต่การหาผู้รับเหมาในพื้นที่ใจกลางเมืองทำได้ยาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านการจราจร รวมถึงยังมีจุดที่ท่อระบายน้ำมีสภาพเก่ามาก เช่น บริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลบางรักไปจนถึงโรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งมักมีปัญหาการทับถมและอุดตัน

ภายหลังการพูดคุยกับ ผอ.เขต นายอนุชา ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงภาพรวมการแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยระบุว่า จากที่เห็นในวันนี้ แม้ฝนจะตกลงมาไม่นาน แต่ก็เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือการผลักดันโครงการอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ใต้ดินให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยให้เร็วที่สุด

“กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ต่ำ เราไม่ควรไปฝืนธรรมชาติ แต่ต้องเข้าใจบริบท โดยอาศัยเครื่องสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และการผันน้ำไปสู่เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันออก เช่น คลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ เราต้องมองภาพใหญ่ นำงบประมาณของ กทม. มาจัดลำดับความสำคัญเพื่อทำเมกะโปรเจกต์แก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน คืนความเป็นเมืองฟ้าอมรให้กับกรุงเทพฯ” นายอนุชากล่าว

หลังจากนั้น นายอนุชาได้ร่วมเดินขบวนพาเหรด Bangkok Pride Festival 2026 โดยย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการเปิดกว้างและสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นจริงในสังคม กทม. ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปราศจากการกลั่นแกล้ง (Bully) ในโรงเรียน และเจ้าหน้าที่ข้าราชการ กทม. ทุกระดับต้องมีความเข้าใจ พร้อมให้บริการประชาชนอย่างเท่าเทียมในทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นที่สำนักงานเขต โรงเรียน หรือสถานพยาบาล โดยไม่เลือกปฏิบัติจากเพศสภาพหรืออัตลักษณ์ พร้อมประกาศจุดยืนสนับสนุนให้กรุงเทพมหานครเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกอย่าง World Pride ในปี 2030 อย่างเต็มที่

“งานไพรด์ทำให้กรุงเทพฯ ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มีนักท่องเที่ยวทั้งเอเชียและยุโรปเดินทางมาร่วมงาน ซึ่งหาก กทม. ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพในอีก 4 ปีข้างหน้า เราพร้อมสนับสนุนทุกมิติ และจะไม่จัดกิจกรรมแค่เฉพาะช่วงพาเหรดเท่านั้น แต่จะสร้างกิจกรรมที่ดึงดูดคนได้ตลอดทั้งปี ซึ่งหลังจากนี้ กทม. และข้าราชการประจำจะต้องเปิดรับข้อมูล เรียนรู้ และปรับตัวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย

ชัชชาติ หาเสียงเมก้าพลาซ่า FC รุม ตะโกนแซว ไม่ต้องเดินหาเสียง คะแนนก็ถล่มทลายแล้ว

ชัชชาติ หาเสียงเมก้าพลาซ่า FC รุม ตะโกนแซว ไม่ต้องเดินหาเสียง คะแนนก็ถล่มทลายแล้ว

ชัชชาติ หาเสียงเมก้าพลาซ่า FC รุม ตะโกนแซว ไม่ต้องเดินหาเสียง คะแนนก็ถล่มทลายแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.33 น.

ชัชชาติ หาเสียงเมก้าพลาซ่า FC รุม ตะโกนแซว ไม่ต้องเดินหาเสียง คะแนนก็ถล่มทลายแล้ว เจอเจ้าของร้านเล่าเคยให้ Art Toy ชัชชาติ ฟรี แต่ไม่รับ ควัก 4,000 ซื้อเอง

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 9 พร้อมอดีตรองผู้ว่าฯ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ และนายวิศณุ ทรัพย์สมพล พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงที่ศูนย์การค้าเมก้าพลาซ่า สะพานเหล็ก พบปะประชาชน แจกแผ่นพับสื่อสารนโยบาย “กรุงเทพฯ น่าอยู่ 250+ นโยบาย” บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ทันทีที่เดินทางมาถึง มีประชาชนเข้ามาทักทาย ขอถ่ายรูป และเซลฟี่ร่วมกับชัชชาติอย่างเป็นกันเอง

นายชัชชาติ กล่าวว่า เมก้าพลาซ่าเป็นแหล่งขายส่งของเล่นสำคัญที่ตนคุ้นเคยและมาบ่อย เพราะเคยมาซื้อของเล่นให้หลาน มองว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมตัวของวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ไม่ได้รอเพียงการหางาน แต่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และต่อยอดความชอบให้กลายเป็นธุรกิจของตัวเองได้

ตลอดเส้นทาง นายชัชชาติพูดคุยกับประชาชน พร้อมฝากผู้สมัครฯเบอร์ 9 มีประชาชนเข้ามารับแผ่นพับ และให้กำลังใจ มีตะโกนแซวด้วยว่า “ไม่ต้องเดินหาเสียง คะแนนก็ถล่มทลายแล้ว” สร้างสีสันให้กับการลงพื้นที่ในวันนี้

ทั้งนี้ นายชัชชาติกล่าวระหว่างการหาเสียงวันนี้ ว่า รู้สึกดีใจและมีกำลังใจ พร้อมขอบคุณทุกเสียงสนับสนุนที่มอบให้  “คนที่ด่าหรือคนที่ไม่ชอบ ก็อาจจะไม่ได้มาโบกมือให้กำลังใจเรา ซึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะจะช่วยเตือนสติให้เราไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป”

ช่วงหนึ่งของการเดินหาเสียงที่เมก้าพลาซ่า มีเจ้าของร้านของเล่นรายหนึ่งเข้ามาทักทายนายชัชชาติ เล่าถึงความประทับใจเมื่อเกือบ 4 ปีก่อน นายชัชชาติเคยมาที่ร้านและสนใจโมเดลตัวหนึ่ง ตนตั้งใจจะมอบให้เป็นที่ระลึก แต่อีกฝ่ายไม่ยอมรับของฟรี โดยยืนยันขอจ่ายเงิน 4,000 บาท และบอกว่า “อยากให้เป็นการซื้อขายกัน”

เจ้าของร้านกล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ชัชชาติมาอีกรอบในวันนี้ เพราะเป็นแฟนคลับอยู่แล้ว และมองว่าชัชชาติเป็นคนทำงานหนักมาก และยังได้เล่าถึงโมเดลดังกล่าวว่า เป็น Art Toy ที่มีต้นแบบจากชัชชาติ จัดทำโดยร้านของเพื่อนในชื่อแบรนด์ “Holy and Me” ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 ตัว และปัจจุบันเหลือจำนวนไม่มาก

สถาบันพระปกเกล้าเปิดการศึกษาปปร.30

สถาบันพระปกเกล้าเปิดการศึกษาปปร.30

สถาบันพระปกเกล้าเปิดการศึกษาปปร.30

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.48 น.

สถาบันพระปกเกล้าเปิดการศึกษา “ปปร.30” รวมผู้นำทุกภาคส่วน 160 คน สร้างพลังขับเคลื่อนประชาธิปไตยสู่การพัฒนาประเทศอย่างรอบด้าน

วันนี้ (31 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 30 อย่างเป็นทางการ  โดยได้รับเกียรติจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมมอบโอวาทแก่นักศึกษา และมี รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงาน

ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ กล่าวว่า หลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 30 ได้รับความสนใจจากผู้นำและผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายภาคส่วนทั่วประเทศ โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาจำนวน 160 คน ประกอบด้วย สมาชิกสภานิติบัญญัติและสมาชิกรัฐสภา ภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สะท้อนถึงความหลากหลายของเครือข่ายผู้นำที่พร้อมร่วมกันพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของหลักประชาธิปไตย

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ กล่าวต่อว่า สำหรับหลักสูตรดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พัฒนาภาวะผู้นำและทักษะการวิเคราะห์เชิงนโยบาย สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และร่วมกันแสวงหาแนวทางพัฒนาการเมืองการปกครองของประเทศให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า กล่าวแสดงความยินดีกับนักศึกษาทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษา พร้อมเน้นย้ำว่า การเรียนรู้ในหลักสูตร ปปร. มิได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองจากผู้นำหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือในการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประธานรัฐสภายังได้ฝากข้อคิดสำคัญให้นักศึกษาทุกคน “ถอดยศและตำแหน่ง” เมื่อก้าวเข้าสู่สถาบันพระปกเกล้า และเรียนรู้ร่วมกันในฐานะ “นักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า” เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเท่าเทียม เคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง และร่วมกันสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

ทั้งนี้  ยังได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ที่ปรึกษาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กรรมการประจำหลักสูตร พร้อมด้วยอาจารย์ประจำหลักสูตร  ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ต้อนรับนักศึกษาหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 30 ในครั้งนี้ด้วย  ซึ่งมีกำหนดการศึกษาอบรมระหว่างเดือนมิ.ย. 2569 ถึงเดือน มี.ค. 2570 เป็นระยะเวลาประมาณ 9 เดือน

นอกจากการศึกษาในชั้นเรียนแล้ว ยังมุ่งเน้นการขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่ภาคปฏิบัติผ่านโครงงานกลุ่ม ภายใต้แนวคิด “เส้นทางสู่มาตรฐาน OECD : ธรรมาภิบาล นวัตกรรม และทุนมนุษย์สู่ความเป็นเลิศระดับสากล (Path to OECD : Governance, Innovation, and Human Capital for Global Excellence)” เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สนับสนุนการยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานสากลในอนาคต

015