อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

4 ธ.ค. 2568 12:56 น.

อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม และนักธุรกิจคนดัง ยื่นคำให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาต่อศาลในคดีรับและเสนอสินบนรวม 8 กระทง มูลค่ากว่า 176,829 ริงกิต (ประมาณ 1.3 ล้านบาท) เชื่อมโยงกับการอนุมัติสัมปทานสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์ ด้านศาลอนุญาตประกันตัว พร้อมสั่งห้ามยุ่งกับพยาน

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย รายงานว่า อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม คือนายชัมซุล อิสกันดาร์ มูฮัมหมัด อากิน วัย 50 ปี และนักธุรกิจ อัลเบิร์ต เตย์ เจียนเฉิง วัย 37 ปี ให้การปฏิเสธต่อข้อหาเกี่ยวกับการให้และรับสินบนรวมมูลค่า 176,829.03 ริงกิตมาเลเซีย (ราว 1,374,263 บาท) ต่อหน้าศาลชั้นต้นกัวลาลัมเปอร์วันนี้ (4 ธ.ค.) 

นายชัมซุล ซึ่งลาออกจากตำแหน่งเลขานุการการเมืองอาวุโสของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ถูกดำเนินคดี 4 ข้อหาตามกฎหมายปราบปรามทุจริต มาตรา 17(ก) โดยทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการรับเงินสด เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากนายเตย์ เพื่อช่วยประสานงานอนุมัติใบอนุญาตสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์

ข้อกล่าวหาแรกระบุว่าเขายอมรับเงินสด 100,000 ริงกิต จากนายเตย์ที่ลานจอดรถโรงแรมมาเจสติก ในกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 24 พ.ย. 2023 ในข้อหาที่สอง เขาถูกกล่าวหาว่ารับเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่า 14,580.03 ริงกิต เมื่อ 31 ม.ค. 2024 ที่บ้านพักย่านบูกิตบันดารายา ต่อมาในข้อหาที่สาม เขาถูกกล่าวหาว่ารับเงินสดอีก 40,000 ริงกิตเมื่อ 29 ม.ค. ปีที่แล้ว และข้อหาที่สี่เป็นเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่า 22,249 ริงกิต

ด้านนายเตย์ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาการให้สินบนในช่วงระหว่าง พ.ย. 2023 ถึง มี.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งมีมูลค่าเท่ากัน โดยเขาถูกนำตัวขึ้นศาลพร้อมกับชัมซุลในช่วงเช้า ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ปราบปรามทุจริตมาเลเซีย (MACC)

หากศาลพิพากษาว่ามีความผิด นายชัมซุลอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี พร้อมค่าปรับไม่น้อยกว่า 5 เท่าของมูลค่าสินบน หรืออย่างน้อย 10,000 ริงกิต ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันที่ 8 ม.ค. โดยอนุญาตให้ประกันตัว 150,000 ริงกิต พร้อมเงื่อนไขให้รายงานตัวต่อ MACC เดือนละครั้ง ส่งมอบหนังสือเดินทาง และห้ามยุ่งเหยิงพยานฝ่ายโจทก์

MACC เปิดเผยว่าทั้งสองจะถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมในศาลชาฮ์อาลัมในวันศุกร์นี้ ขณะที่ผู้ต้องสงสัยรายอื่น โซเฟีย รีนี บุยอง ผู้ถูกระบุว่าเป็นตัวแทนของชัมซุล ถูกจับกุมเมื่อคืนวันพฤหัสบดี แต่จะไม่ถูกตั้งข้อหา เนื่องจากถูกจัดเป็นพยานฝ่ายโจทก์

ก่อนการเลือกตั้งรัฐซาบาห์เมื่อ 29 พ.ย. เว็บไซต์มาเลเซียกินี รายงานว่านายเตย์กล่าวหาว่าได้โอนเงินรวม 629,000 ริงกิตให้นายชัมซุล เพื่อใช้ปรับปรุงบ้าน ซื้อซิการ์ และตัดสูท โดยข้อมูลนี้เผยแพร่ไม่นานหลังจากนายชัมซุลประกาศลาออก จากกรณีเกี่ยวกับหนังสือรับรองประกอบการประมูลโครงการของรัฐ จนสร้างแรงกระเพื่อมในช่วงท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งรัฐซาบาห์ ซึ่งพันธมิตรปากาตัน ฮาราปัน ของนายกฯ อันวาร์ คว้าได้เพียง 1 จาก 22 ที่นั่งที่ลงแข่ง

รายงานระบุว่านายเตย์มีความขัดแย้งรุนแรงกับพรรครัฐบาลท้องถิ่น Gabungan Rakyat Sabah หลังใบอนุญาตสำรวจแร่ของเขาถูกยกเลิก และเขาเพิ่งตกเป็นข่าวใหญ่จากการเผยแพร่วิดีโอแอบถ่ายที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการเจรจาติดสินบนกับนักการเมืองท้องถิ่น แม้เขาจะยืนยันว่าตนเป็นผู้เปิดโปง แต่เขาก็ถูกตั้งข้อหาร่วมกับนักการเมืองซาบาห์ 2 ราย ในคดีให้และรับสินบนเช่นกัน ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดปฏิเสธการกระทำผิด โดยระบุว่าเตย์กำลังตอบโต้หลังไม่ได้รับสัญญาจากภาครัฐ.

ที่มา CNA

ปธน.ไต้หวันแนะ “สี จิ้นผิง” ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ “การขยายอาณาเขต”

ปธน.ไต้หวันแนะ "สี จิ้นผิง" ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ "การขยายอาณาเขต"

4 ธ.ค. 2568 12:19 น.

ปธน.ไต้หวันแนะ “สี จิ้นผิง” ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ “การขยายอาณาเขต”

นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์กไทมส์ โดยระบุว่า เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ควรหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน แทนที่จะมุ่งเน้นที่ “การขยายอาณาเขต”

จีนซึ่งมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน ได้เพิ่มแรงกดดันทางการทหารและการเมืองต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลไต้หวันจะปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ดังกล่าวก็ตาม

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับงาน DealBook Summit ของเดอะ นิวยอร์กไทมส์ ผู้นำไต้หวันกล่าวว่า เศรษฐกิจของไต้หวันคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 7.37% ในปีนี้ “ในขณะที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศประเมินว่าการเติบโตของจีนจะสูงกว่า 4% เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

ประธานาธิบดีไล่กล่าว ตามสำเนาบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักงานของเขาวันนี้ (4 ธ.ค.) ว่า “เศรษฐกิจของจีนกำลังประสบปัญหาอย่างแท้จริง”

“เราหวังอย่างจริงใจว่า ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะให้ความสำคัญกับการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของชาวจีน ไม่ใช่การขยายอาณาเขต” เขากล่าวเสริม พร้อมระบุว่า “ไต้หวันเต็มใจที่จะช่วยเหลือและให้ความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจเหล่านี้” แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศและธนาคารชั้นนำ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, ธนาคารโลก, Goldman Sachs และ Standard Chartered ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2025 จะอยู่ในช่วง 4.5% ถึง 5%

ปัจจุบัน จีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก ยังคงอยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ที่ประมาณ 5% ซึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนด้านนโยบายและการส่งออกที่ยังคงแข็งแกร่ง จากการที่ผู้ค้าเร่งส่งมอบสินค้าไปยังสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลว่าภาษีอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของจีนได้ทวีความรุนแรงขึ้นในปีนี้ เนื่องจากผลผลิตจากโรงงานมีมากกว่าความต้องการ และนักวิเคราะห์คาดว่าแรงกดดันด้านภาวะเงินฝืดจะยังคงอยู่ต่อไปในปีหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามเพิ่มความพยายามในการควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกินและการแข่งขันด้านราคาในหมู่บริษัทต่าง ๆ ก็ตาม

ในทางกลับกัน สำนักงานสถิติของไต้หวันระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เศรษฐกิจที่เน้นเทคโนโลยีของไต้หวันคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 15 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มสูงขึ้น.

ที่มา Reuters

“เมตา” เริ่มแบนเด็กออสเตรเลียต่ำกว่า 16 ออกจากอินสตาแกรม-เฟซบุ๊ก

"เมตา" เริ่มแบนเด็กออสเตรเลียต่ำกว่า 16 ออกจากอินสตาแกรม-เฟซบุ๊ก

4 ธ.ค. 2568 11:23 น.

“เมตา” เริ่มแบนเด็กออสเตรเลียต่ำกว่า 16 ออกจากอินสตาแกรม-เฟซบุ๊ก

บริษัท เมตา (Meta) ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ ได้เริ่มดำเนินการปิดบัญชีผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี บนแพลตฟอร์มอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และเธรดส์ (Threads) ในประเทศออสเตรเลียแล้ว ก่อนที่กฎหมายห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดียจะมีผลบังคับใช้ในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า

เมตาได้แจ้งเตือนผู้ใช้งานอายุระหว่าง 13 ถึง 15 ปี ตั้งแต่เดือนที่แล้วว่าบัญชีของพวกเขาจะเริ่มถูกปิดตัวลงตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบราว 150,000 บัญชีบนเฟซบุ๊ก และ 350,000 บัญชีบนอินสตาแกรม (ส่วน Threads ต้องเข้าถึงผ่านบัญชีอินสตาแกรม เท่านั้น)

มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายของออสเตรเลียที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งกำหนดให้เมตาต้องดำเนินการ “ตามขั้นตอนที่สมเหตุสมผล” เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีผู้ใช้งาน หากไม่ปฏิบัติตาม อาจต้องเผชิญกับโทษปรับสูงถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1,180 ล้านบาท)

โฆษกของเมตากล่าวว่า บริษัทยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เชื่อว่าควรมีแนวทางที่ได้มาตรฐาน เป็นสากล และรักษาความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยเสนอให้รัฐบาลกำหนดให้ร้านค้าแอปพลิเคชันเป็นผู้ตรวจสอบอายุของผู้ใช้งานตั้งแต่ขั้นตอนการดาวน์โหลด และขอความยินยอมจากผู้ปกครองสำหรับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 16 ปี เพื่อลดภาระการยืนยันอายุซ้ำซ้อนในแต่ละแอปฯ

เมตาได้แจ้งเมื่อเดือนที่แล้วว่า ผู้ใช้ที่ถูกระบุว่าอายุต่ำกว่า 16 ปี จะสามารถดาวน์โหลดและบันทึกโพสต์ วิดีโอ และข้อความของตนเองได้ก่อนที่บัญชีจะถูกปิดการใช้งาน

สำหรับเยาวชนที่เชื่อว่าตนเองถูกจัดประเภทว่าอายุต่ำกว่า 16 ปีอย่างผิดพลาด สามารถยื่นเรื่องขอให้มีการทบทวนได้ โดยต้องส่ง “วิดีโอเซลฟี่” เพื่อยืนยันอายุ หรือใช้ใบขับขี่/บัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐบาล

นอกเหนือจากแพลตฟอร์มของเมตาแล้ว เว็บไซต์โซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ได้แก่ YouTube, X (ทวิตเตอร์), TikTok, Snapchat, Reddit, Kick และ Twitch

อานิกา เวลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของออสเตรเลีย ระบุว่า กฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้อง “เจเนอเรชันอัลฟ่า” (Gen Alpha) ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และคนรุ่นต่อ ๆ ไป โดยเธอคาดการณ์ว่าจะเกิดปัญหาในช่วงเริ่มต้นของการบังคับใช้ แต่ยืนยันว่ากฎหมายนี้จะช่วยปกป้องเด็ก ๆ จาก “อัลกอริทึมที่เป็นภัย” ซึ่งถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “โคเคนทางพฤติกรรม” ที่ทำให้เยาวชนเสพติดการหลั่งสารโดพามีนทันทีที่ใช้งานสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนแสดงความกังวลว่า การแบนนี้อาจทำให้เยาวชนบางกลุ่มที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มในการเชื่อมต่อทางสังคม ถูกโดดเดี่ยว และอาจผลักดันให้เด็ก ๆ ไปสู่พื้นที่ออนไลน์ที่การควบคุมดูแลหละหลวมกว่า

ทั้งนี้ จากการศึกษาที่รัฐบาลออสเตรเลียมอบหมายให้ดำเนินการเมื่อต้นปี พบข้อมูลน่ากังวล เช่น 96% ของเด็กออสเตรเลียอายุ 10-15 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดีย โดย 7 ใน 10 คน เคยประสบกับเนื้อหาที่เป็นอันตราย เช่น เนื้อหาเกลียดชังผู้หญิง ความรุนแรง การส่งเสริมการป่วยเป็นโรคการกินผิดปกติ และการฆ่าตัวตาย นอกจากนั้น 1 ใน 7 คน รายงานว่าเคยถูกล่อลวงโดยผู้ใหญ่หรือเด็กโต และมากกว่าครึ่งหนึ่ง รายงานว่าเคยตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์

การออกกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียของออสเตรเลียในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในโลก และกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากผู้นำทั่วโลก.

ที่มา BBC

ชาวบ้านเจอโดรนปริศนาตก รีบเอากลับบ้านนึกว่าของเล่น ตำรวจมอลโดวาต้องส่งมือกู้ระเบิดเร่งตรวจสอบ

ชาวบ้านเจอโดรนปริศนาตก รีบเอากลับบ้านนึกว่าของเล่น ตำรวจมอลโดวาต้องส่งมือกู้ระเบิดเร่งตรวจสอบ

4 ธ.ค. 2568 08:50 น.

ชาวบ้านเจอโดรนปริศนาตก รีบเอากลับบ้านนึกว่าของเล่น ตำรวจมอลโดวาต้องส่งมือกู้ระเบิดเร่งตรวจสอบ

ตำรวจมอลโดวาส่งชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเมื่อวันพุธ หลังได้รับแจ้งว่ามีชาวบ้านคนหนึ่งเจอโดรนตกในหมู่บ้าน แต่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นของเล่น และนำกลับไปที่บ้านตัวเอง

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ชุมชนเปเปนี เขตซิงเกอร์เร ห่างจากกรุงคีชีเนา ราว 100 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่พบว่าโดรนลำนี้ตกอยู่ตั้งแต่ 4 วันก่อน และถูกชาวบ้านรื้อชิ้นส่วนออกไปแล้วบางส่วน

แม้ตรวจสอบแล้วจะไม่พบวัตถุระเบิดหรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ตำรวจยังย้ำเตือนประชาชนอย่างเข้มงวดว่าห้ามจับ ห้ามเคลื่อนย้ายโดรนตกพื้นหรือวัตถุต้องสงสัยทุกชนิด

ทางการมอลโดวายังไม่ระบุชัดว่าโดรนมาจากไหน แต่ระบุว่าเป็นโดรนประเภท “Gerbera” ซึ่งมักใช้ในปฏิบัติการโจมตีแบบเฉพาะกิจหรือภารกิจสอดแนม และมักถูกใช้งานโดยรัสเซียในพื้นที่ยูเครน

นายโอเล็ก เชอร์เนย์ นายกเทศมนตรีของพื้นที่ เปิดเผยว่า เขาเป็นผู้แจ้งเจ้าหน้าที่หลังพบว่าโดรนถูกลากขึ้นรถพ่วงที่ผูกกับรถแทรกเตอร์ โดยกล่าวในคลิปวิดีโอว่าประชาชนคิดว่ามันเป็นของเล่น เขาจึงรีบแจ้งหน่วยงานรัฐ

เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในหลายเคสที่มอลโดวาต้องเผชิญ นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนในปี 2022 ซึ่งมีทั้งโดรนหลงเข้ามาในน่านฟ้า และโดรนตกกระจายหลายจุดภายในประเทศ

เมื่อสัปดาห์ก่อน มอลโดวาน่านฟ้าถูกรุกรานหลายครั้งจากโดรนไร้คนขับระหว่างการโจมตีของรัสเซียในยูเครน และยังพบโดรนลอยไปติดอยู่บนหลังคาบ้านหลังหนึ่งในเขตฟลอเรสติอีกด้วย จนทำให้ทูตรัสเซียถูกเรียกตัวไปชี้แจงที่กระทรวงการต่างประเทศของมอลโดวา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โดรน

กาซาจัดพิธีสมรสหมู่ให้คู่รัก 54 คู่ ท่ามกลางซากปรักหักพัง

กาซาจัดพิธีสมรสหมู่ให้คู่รัก 54 คู่ ท่ามกลางซากปรักหักพัง

4 ธ.ค. 2568 08:17 น.

กาซาจัดพิธีสมรสหมู่ให้คู่รัก 54 คู่ ท่ามกลางซากปรักหักพัง

คู่บ่าวสาวชาวปาเลสไตน์ 54 คู่ในเขตกาซาตอนใต้ เข้าร่วมพิธีแต่งงานหมู่ท่ามกลางซากความเสียหายจากสงคราม พร้อมความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

คู่รักที่เข้าร่วมพิธี 54 คู่ ต่างสวมชุดลายปาเลสไตน์ดั้งเดิม เดินจับมือผ่านอาคารที่พังถล่มอยู่รอบข้าง โดยระบุว่าแม้จะเจอความสูญเสีย แต่หวังว่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ และภาวนาว่าสงครามจะยุติลงในเร็ววัน

สำหรับชาวปาเลสไตน์ งานแต่งงานมักเป็นงานเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงยาวนานหลายวัน ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่สำคัญทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจที่บ่งบอกถึงอนาคตของหลายครอบครัว มีทั้งการเต้นรำและขบวนแห่อันรื่นเริงบนท้องถนนและอาหารมากมายที่ทำไว้สำหรับเลี้ยงแขกเหรื่อ

พิธีครั้งนี้จัดขึ้นในเมืองข่านยูนิส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนจำนวนมากอพยพหลบหนีการสู้รบ และได้รับการสนับสนุนจากโครงการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อัล ฟาเรส อัล ชาฮิม ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งนอกจากการจัดงานให้แล้ว องค์กรยังได้มอบเงินจำนวนเล็กน้อยและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ให้แก่คู่รักเพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ร่วมกันด้วย

บ่าวสาวบางคนระบุว่า แม้งานแต่งจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่ก็ไม่สมบูรณ์ เพราะพวกเขาต่างสูญเสียสมาชิกครอบครัวหลายคนจากสงคราม พร้อมหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตที่ดีขึ้น.

ที่มา : AP 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สมรสหมู่

ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570

ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570

4 ธ.ค. 2568 05:29 น.

ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570

สหภาพยุโรปตกลงกันที่จะยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียภายในช่วงปลายปี 2570 โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามยุติการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียที่เป็นมายาวนานหลายทศวรรษ

เมื่อวันพุธที่ 3 ธ.ค. 2568 ตัวแทนจากรัฐบาลสหภาพยุโรปและรัฐสภายุโรปบรรลุข้อตกลงในช่วงเช้า เกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ ที่คณะกรรมาธิการยุโรปยื่นเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ซึ่งเคยเป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของยุโรป จนกระทั่งเกิดสงครามในยูเครนเมื่อปี 2565

ภายใต้ข้อตกลงนี้ สหภาพยุโรปจะยุติการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียอย่างถาวรและจะมุ่งไปสู่การยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียด้วย โดยการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะทยอยยุติภายในสิ้นปี 2569 และก๊าซที่ส่งผ่านทางท่อจะยุติภายในสิ้นเดือนกันยายน 2570

“วันนี้ เรากำลังยุติการนำเข้าเหล่านี้อย่างถาวร” เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารของสหภาพยุโรป กล่าว “ด้วยการทำให้ทุนสงครามของปูตินร่อยหรอลง เรายืนหยัดเคียงข้างยูเครน และมุ่งเป้าไปที่การมองหาหุ้นส่วนด้านพลังงานและโอกาสใหม่ ๆ สำหรับภาคส่วนนี้”

ทั้งนี้ ณ เดือนตุลาคม สหภาพยุโรปนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียคิดเป็น 12% ของการนำเข้าทั้งหมด ลดลงจาก 45% ในช่วงก่อนที่รัสเซียจะยกทัพบุกโจมตียูเครนในปี 2565 โดยมีฮังการี, ฝรั่งเศส และเบลเยียม ที่ยังรับก๊าซจากรัสเซียอยู่

คณะกรรมาธิการยุโรปยังตั้งใจที่จะยุติสัญญาการนำเข้าน้ำมันที่เหลืออยู่จากรัสเซียภายในสิ้นปี 2570 ด้วย โดยจะมีการนำเสนอร่างกฎหมายในช่วงต้นปีหน้า

ภายใต้ข้อตกลงเมื่อวันพุธ สมาชิกสหภาพยุโรปจะต้องยื่น “แผนการกระจายแหล่งพลังงานแห่งชาติ” เกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้แก่คณะกรรมาธิการภายในวันที่ 1 มีนาคม 2569 และจะต้องแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรปทราบว่า พวกเขามีสัญญาจัดหาก๊าซจากรัสเซียหรือมีการห้ามในระดับประเทศหรือไม่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลรับศพ สงสัยเป็นร่างตัวประกัน จ่อเปิดด่านเชื่อมกาซา-อียิปต์

อิสราเอลรับศพ สงสัยเป็นร่างตัวประกัน จ่อเปิดด่านเชื่อมกาซา-อียิปต์

4 ธ.ค. 2568 04:48 น.

อิสราเอลรับศพ สงสัยเป็นร่างตัวประกัน จ่อเปิดด่านเชื่อมกาซา-อียิปต์

กลุ่มฮามาสส่งศพที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นร่างของ 1 ใน 2 ตัวประกันรายสุดท้ายคืนให้อิสราเอลแล้ว เพื่อดำเนินการตรวจสอบ ขณะที่อิสราเอลเตรียมเปิดด่านราฟาห์ ให้ชาวปาเลสไตน์เดินทางไปอียิปต์

เมื่อวันพุธที่ 3 ธ.ค. 2568 อิสราเอลเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับร่างผู้เสียชีวิตที่อาจเป็นศพของหนึ่งในตัวประกัน 2 คนสุดท้ายที่ถูกลักพาตัวไปฉนวนกาซา ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ประกาศด้วยว่า จะเริ่มอนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์เดินทางออกจากดินแดนที่เสียหายจากสงครามผ่านจุดผ่านแดน “ราฟาห์” ที่ติดกับประเทศอียิปต์ได้แล้ว

กลุ่มฮามาสส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตรายล่าสุดนี้ให้แก่อิสราเอลในวันพุธ หลังจากพบศพในพื้นที่ทางเหนือของฉนวนกาซา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ของอิสราเอลจะทำการตรวจสอบยืนยันตัวตนต่อไป ขณะที่มีการยืนยันแล้วว่า ศพที่กลุ่มฮามาสส่งมอบให้อิสราเอลเมื่อวันอังคาร ไม่ตรงกับตัวประกันสองคนสุดท้ายในกาซา

ทั้งนี้ การส่งคืนตัวประกันทั้งหมดที่ถูกจับไปจากการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงระยะแรกที่เริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม โดยแลกเปลี่ยนกับการที่อิสราเอลจะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์

อิสราเอลยังไม่เปิดเผยว่าพวกเขาจะเปิดจุดผ่านแดนราฟาห์เมื่อใด แต่ฝ่ายอียิปต์ระบุว่า พวกเขาต้องการให้ชาวปาเลสไตน์สามารถเดินทางกลับเข้าสู่กาซาผ่านจุดผ่านแดนดังกล่าวได้ และว่าพวกเขาจะเปิดด่านฝั่งของตนก็ต่อเมื่อ อิสราเอลอนุญาตให้มีการเดินทางไปและกลับได้เท่านั้น

แต่ฝ่ายอิสราเอลยืนกรานว่า ชาวปาเลสไตน์จะไม่สามารถเดินทางกลับเข้าสู่กาซาผ่านจุดผ่านแดนราฟาห์ได้ จนกว่าร่างของตัวประกันกลุ่มสุดท้ายในฉนวนกาซาจะถูกส่งคืน

ตามรายงานของสำนักข่าว เอพี ร่างตัวประกัน 2 รายสุดท้ายในฉนวนกาซาคือนาย ราน กวิลี ชาวอิสราเอล กับนาย สุทธิศักดิ์ รินทลักษณ์ ชาวไทย โดยนายกวิลีเป็นตำรวจที่ช่วยผู้คนหนีออกจากเทศกาลดนตรี “โนวา” ตอนที่กลุ่มฮามาสโจมตีเมื่อ 7 ต.ค. 2566 ส่วนนายสุทธิศักดิ์เป็นแรงงานเกษตรที่คิบบุตซ์ เบเอรี ซึ่งถูกฮามาสโจมตีอย่างหนักเช่นกัน

ในการโจมตีดังกล่าวมีแรงงานจากประเทศไทยถูกลักพาตัวไปทั้งหมด 31 คน ซึ่งเป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่ถูกจับเป็นตัวประกันมากที่สุด ส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยตัวในข้อตกลงหยุดยิงครั้งแรกและครั้งที่สอง กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่า นอกเหนือจากตัวประกันแล้ว มีชาวไทยเสียชีวิตในระหว่างสงครามนี้ด้วย 46 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

เหยื่อน้ำท่วมศรีลังกาพุ่ง 465 ศพ คาดใช้เงินฟื้นฟู 2.2 แสนล้านบาท

เหยื่อน้ำท่วมศรีลังกาพุ่ง 465 ศพ คาดใช้เงินฟื้นฟู 2.2 แสนล้านบาท

4 ธ.ค. 2568 03:35 น.

เหยื่อน้ำท่วมศรีลังกาพุ่ง 465 ศพ คาดใช้เงินฟื้นฟู 2.2 แสนล้านบาท

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมรุนแรงในประเทศศรีลังกาเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 465 ศพแล้ว ในขณะที่รัฐบาลประเมินว่า ต้องใช้เงินกว่า 2.2 แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย

ทางการศรีลังกาเปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 3 ธ.ค. 2568 ว่า พวกเขาจะต้องใช้งบประมาณราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างบ้านเรือน อุตสาหกรรม และถนนที่ถูกทำลายจากพายุไซโคลน “ดิตวาห์” (Ditwah) ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 465 ศพ จนถึงตอนนี้

ความหวังที่จะพบผู้สูญหายกว่า 366 คน ซึ่งหายตัวไปหลังพายุไซโคลนทำให้เกิดฝนตกหนักทุบสถิติทั่วเกาะศรีลังกาเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้น้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด กำลังเหลือน้อยลงเรื่อยๆ

“การประเมินเบื้องต้นของเราคือ เราจะต้องใช้เงินประมาณ 6-7 พันล้านดอลลาร์สำหรับการฟื้นฟู” นายพระบาท จันทรากีร์ติ ประธานคณะกรรมการการบริการที่จำเป็น ซึ่งเป็นผู้นำความพยายามในการฟื้นฟูครั้งใหญ่นี้กล่าว

นายจันทรากีร์ติเสริมว่า รัฐบาลได้มอบเงิน 25,000 รูปี (ราว 8,260 บาท) ให้แก่ผู้ประสบภัยแต่ละครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือพวกเขาในการทำความสะอาดบ้าน ขณะที่ผู้ที่สูญเสียบ้านจะได้รับเงินช่วยเหลือสูงสุดถึง 2.5 ล้านรูปี (ราว 8.26 แสนบาท)

นายอนุระ กุมาระ ทิสานายกะ ประธานาธิบดีศรีลังกากล่าวว่า ความช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดหาเงินทุนสำหรับการฟื้นฟู เนื่องจากประเทศของเขายังคงฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน

นายทิสานายกะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (29 พ.ย.) และให้คำมั่นว่าจะสร้างประเทศขึ้นใหม่ด้วยการสนับสนุนจากนานาชาติ “เราเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มาประสบกับภัยพิบัตินี้ ซึ่งเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลใด ๆ เคยเผชิญ”

ทั้งนี้ ศรีลังกาประกาศผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศมูลค่า 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือนเมษายน 2565 หลังจากที่ประเทศประสบปัญหาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการนำเข้าของใช้จำเป็นอย่างเช่น อาหาร, เชื้อเพลิง และยา

ศรีลังกาได้รับเงินกู้ช่วยเหลือมูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจาก IMF และเศรษฐกิจของศรีลังกาก็เริ่มมีความมั่นคงนับแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ IMF เตือนว่า ศรีลังกาจะต้องรักษาการปฏิรูปไว้ รวมถึงมาตรการรัดเข็มขัดด้วย เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ

วิกฤติเมื่อปี 2565 นำไปสู่การประท้วงตามท้องถนนนานหลายเดือน ซึ่งบีบให้ประธานาธิบดีในขณะนั้นคือ โกตาบายา ราชปักษา ต้องลาออกจากตำแหน่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮ่องกงสั่งรื้อตาข่ายกันตกทั้งหมด เหยื่อไฟไหม้พุ่ง 159 ศพ สูญหายอีก 31 ราย

ฮ่องกงสั่งรื้อตาข่ายกันตกทั้งหมด เหยื่อไฟไหม้พุ่ง 159 ศพ สูญหายอีก 31 ราย

4 ธ.ค. 2568 01:28 น.

ฮ่องกงสั่งรื้อตาข่ายกันตกทั้งหมด เหยื่อไฟไหม้พุ่ง 159 ศพ สูญหายอีก 31 ราย

ทางการฮ่องกงสั่งรื้อตาข่ายป้องกันที่หุ้มอาคารซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงออกทั้งหมด หลังเกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 159 ศพแล้ว และมีผู้สูญหายอีก 31 ราย

เมื่อวันพุธที่ 3 ธ.ค. 2568 ทางการฮ่องกงออกคำสั่งให้รื้อตาข่ายที่ใช้ปิดนั่งร้านออกจากอาคารที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงทั้งหมดภายในวันเสาร์นี้ (6 ธ.ค.) ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้อาคารครั้งร้ายแรงที่สุดในเขตบริหารพิเศษแห่งนี้ในรอบหลายทศวรรษ

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ คำสั่งให้ถอดตาข่ายออกจะส่งผลกระทบต่ออาคารประมาณ 300 แห่งทั่วเกาะฮ่องกง ในขณะที่ทางการฮ่องกงระบุด้วยว่า จะมีการประกาศแนวทางปฏิบัติใหม่สำหรับการทดสอบวัสดุที่ใช้ในนั่งร้านในสัปดาห์หน้า

เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 26 พ.ย. โดยไฟได้ลุกไหม้อาคารสูงของโครงการที่พักอาศัย “หว่องฟุกคอร์ต” (Wang Fuk Court) ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงครั้งใหญ่ ถึง 7 ตึกจาก 8 ตึก การสืบสวนเบื้องต้นชี้ว่า ตาข่ายป้องกันที่ใช้ห่อหุ้มล้อมรอบอาคาร ไม่ได้มาตรฐานการหน่วงไฟ

เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์ หรือราว 40 ชั่วโมง จึงจะสามารถดับไฟได้ทั้งหมด ต้องใช้ทีมนักดับเพลิงจำนวนกว่า 2,000 คน ในวันเดียวกัน ตำรวจก็เริ่มเข้าไปเก็บหลักฐานภายในอาคาร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์

ขณะที่การค้นหาภายในอาคารทั้ง 7 ตึกเสร็จสิ้นแล้ว โดยเจ้าหน้าที่พบศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้แล้ว 159 ศพ แต่ยังมีผู้สูญหายอีก 31 ราย ซึ่งหลังจากนี้พวกเขาจะค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในส่วนอื่น ๆ ของอาคารต่อไป เช่นที่ซากนั่งร้านไม้ไผ่ที่เหลืออยู่

“เรายังทำงานไม่เสร็จสิ้น” ผู้บัญชาการตำรวจ โจ โจว กล่าว “อย่างที่คุณเห็น… ไม้ไผ่จำนวนมากได้ร่วงลงมา เรายังคงต้องทำงานบางอย่าง… เพื่อดูว่ามีร่างผู้เสียชีวิตถูกไม้ไผ่ทับอยู่หรือไม่”

เจ้าหน้าที่โจเสริมด้วยว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิต 159 ศพที่พบจนถึงปัจจุบัน สามารถระบุตัวตนได้แล้ว 140 ราย โดยเป็นชาย 49 ราย และเพศหญิง 91 ราย มีอายุระหว่าง 1 ถึง 97 ปี

ตำรวจยังจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว 15 ราย ในข้อหาต่างๆ รวมถึง ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และข้อหาทุจริตเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคาร โดยบางคนเป็นกรรมการของบริษัทก่อสร้างด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มลพิษเป็นเหตุ เดลีพบคนป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลัน 200,000 คนใน 3 ปี

มลพิษเป็นเหตุ เดลีพบคนป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลัน 200,000 คนใน 3 ปี

3 ธ.ค. 2568 23:26 น.

มลพิษเป็นเหตุ เดลีพบคนป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลัน 200,000 คนใน 3 ปี

ทางการดินแดนเผย กรุงเดลีมีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจแบบเฉียบพลันมากกว่า 200,000 คนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุเกิดจากมลพิษในอากาศที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันพุธที่ 3 ธ.ค. 2568 รัฐบาลกลางของอินเดียเปิดเผยว่า โรงพยาบาลรัฐ 6 แห่งในกรุงนิวเดลี บันทึกสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 200,000 ราย ระหว่างปี 2565-2567 ในขณะที่เมืองหลวงของอินเดียแห่งนี้กำลังเผชิญกับมลพิษในระดับสูงขึ้น

เจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดียระบุในรัฐสภาว่า มีประชาชนมากกว่า 30,000 คนที่เป็นโรคทางเดินหายใจจนต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลในช่วง 3 ปีดังกล่าว

มลพิษทางอากาศเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกรุงเดลีและพื้นที่ชานเมือง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว และในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ของเดลี ซึ่งใช้วัดสารมลพิษประเภทต่าง ๆ รวมถึง $PM2.5$ ซึ่งเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สามารถอุดตันปอดได้ มีค่าสูงกว่าขีดจำกัดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึง 20 เท่า

ปัญหามลพิษทางอากาศในเดลีไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างผสมผสานกัน เช่น การปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม, ควันไอเสียจากยานพาหนะ, อุณหภูมิที่ลดลง, ความเร็วลมต่ำ และการเผาตอซังพืชตามฤดูกาลในรัฐใกล้เคียง

โรงพยาบาลหลัก 6 แห่งในเดลีบันทึกสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันได้ 67,054 รายในปี 2565 กับ 69,293 รายในปี 2566 และอีก 68,411 รายในปี 2567

“การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของระดับมลพิษมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยที่มารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม รูปแบบการศึกษานี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเหตุเป็นผลกัน” รัฐบาลกล่าวต่อรัฐสภา

ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยดัชนีคุณภาพอากาศของเดลีทะลุระดับ “รุนแรง” ที่ 400 จุดหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว โดยระดับดังกล่าวสามารถทำอันตรายได้แม้แต่ผู้มีสุขภาพดี และก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

ในช่วงเช้าวันพุธ (3 ธ.ค.) แอปพลิเคชัน Safar ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอินเดียชี้ว่า ค่า AQI เฉลี่ยของเดลีอยู่ที่ประมาณ 380 จุด

ขณะที่สำนักข่าว BBC รายงานว่า โรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเดลีและเขตชานเมืองกำลังมีคนไข้เด็ก ที่ป่วยเนื่องจากมลพิษทางอากาศเพิ่มมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc