คุยกัน 7 วันหน : ‘กัมพูชา’ ศูนย์ลวงออนไลน์ สะท้อนล้มเหลวปราบสแกมเมอร์?

คุยกัน 7 วันหน : 'กัมพูชา' ศูนย์ลวงออนไลน์ สะท้อนล้มเหลวปราบสแกมเมอร์?

คุยกัน 7 วันหน : ‘กัมพูชา’ ศูนย์ลวงออนไลน์ สะท้อนล้มเหลวปราบสแกมเมอร์?

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รายงานขององค์การระหว่างประเทศหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า ขณะนี้ “กัมพูชา” กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ สร้างเม็ดเงินผิดกฎหมายให้กับประเทศปีละมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จุดนี้อาจสะท้อนได้ว่าทางการกัมพูชาล้มเหลวในการจัดการกับปัญหานี้

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สื่อหลายสำนัก รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ รายงานข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาอุตสาหกรรมหลอกหลวงออนไลน์ในกัมพูชา แต่รายงานของ แอมเนสตี อินเตอร์แนชนัล (Amnesty International) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ชี้ว่า ความล้มเหลวของรัฐบาลกัมพูชาในการจัดการปัญหานี้ ไม่ต่างอะไรกับการรู้เห็นเป็นใจให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น

รายงานความยาวกว่า 240 หน้าฉบับนี้มีชื่อว่า I was Someone Else’s Property หรือ “ฉันคือทรัพย์สินของคนอื่น” ซึ่งแอมเนสตีสัมภาษณ์ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ 58 คน จากศูนย์หลอกลวงออนไลน์ 31 แห่งใน 16 เมืองทั่วกัมพูชา ระหว่างเดือน ก.ย.2023 ถึงเดือน พ.ค.2025 พบว่า การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การใช้แรงงานเด็ก การทรมานและการปฏิบัติที่ไม่ดีอื่นๆ ไปจนถึงการพรากเสรีภาพและการเป็นทาส เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากภายในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่เปิดกระจายในหลายๆ จุดของประเทศ

แอมเนสตีฯ เก็บข้อมูลและระบุตำแหน่งของศูนย์หลอกลวงออนไลน์อย่างน้อย 53 แห่งในหลายจังหวัดทั่วกัมพูชา ซึ่งพบมากที่สุดอยู่ในสีหนุวิลล์ ถึง 22 แห่ง ตามมาด้วยในบาเวต 6 แห่ง และปอยเปต 5 แห่ง โดยส่วนใหญ่จะพบตามเมืองตะเข็บชายแดน

ศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์เหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับเรือนจำ มีกำแพงสูงและลวดหนามล้อมรอบ มีชายติดอาวุธคอยเฝ้า ด้านในมีเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงผู้คนทั่วโลก หากทำงานไม่ได้ตามเป้าก็จะถูกทรมานด้วยวิธีการต่างๆ นานา ทั้งการช็อตด้วยกระบองไฟฟ้า การขังในห้องมืด และถูกทุบตี

แอมแนสตีฯ กล่าวในรายงานว่า สิ่งที่พบเหล่านี้เผยให้เห็น ‘รูปแบบของรัฐที่ล้มเหลว’ ที่ปล่อยให้ธุรกิจผิดกฎหมายมูลค่ามหาศาลนี้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งรวมถึงความล้มเหลวในการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการช่วยเหลือเหยื่อ ตลอดจนการกำกับดูแลบริษัทรักษาความปลอดภัยและเครื่องมือในการทรมานเหยื่อ ทั้งที่ตระหนักดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

รายงานของแอมเนสตีฯ ระบุต่อไปว่า เวลานี้ กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมหลอกลวงระดับโลก เนื่องจากกลุ่มอาชญากรซึ่งนำโดยชาวจีนส่วนใหญ่ได้นำเอาบ่อนกาสิโนและโรงแรมที่ไม่ได้ใช้งานแล้วมาใช้เป็นศูนย์หลอกลวง ข้อมูลของสหประชาชาติระบุว่า ตามศูนย์เหล่านี้มีคนอยู่นับแสนคน มีลักษณะคล้ายกับศูนย์สแกมเมอร์ในฝั่งเมียนมาและ สปป.ลาว

ขณะที่ข้อมูลจากสถาบันสันติภาพสหรัฐฯ ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมฉ้อโกงในกัมพูชาสร้างรายได้มากกว่า 12,500 ล้านดอลลาร์ต่อปี (กว่า 400,500 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของ GDP ของกัมพูชา

แต่จุดที่น่าสนใจและเป็นข้อมูลที่ตรงกับรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ก่อนหน้านี้ คือ ขณะนี้พบว่าศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขยายตัวเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ที่อยู่ไกลจากพรมแดน อย่างในกรุงพนมเปญ โดยจากรายงานของแอมเนสตีฯ พบถึง 4 แห่ง รวมทั้งยังพบสถานที่ต้องสงสัยที่เข้าข่ายเป็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์อีก 45 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศอีกด้วย

เมื่อประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว กิจกรรมการพนันออนไลน์ในกัมพูชาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลักๆ เป็นผลมาจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนจากจีน โดยในช่วงนั้นธุรกิจกาสิโน โรงแรมและรีสอร์ท ผุดขึ้นราวดอกเห็ดในหลายเมืองของประเทศ เช่น ที่สีหนุวิลล์ ซึ่งตามด้วยการไหลทะลักของเครือข่ายอาชญากรรมจีนที่เข้ามาโลดแล่นในอุตสาหกรรมการพนัน แต่ด้วยการกดดันจากจีน ทำให้กัมพูชาตัดสินใจสั่งห้ามการพนันออนไลน์ในปี 2019

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ขบวนการอาชญากรรมต้องเปลี่ยนรูปแบบช่องทางการหาเงิน ด้วยการหันไปทำธุรกิจหลอกลวงออนไลน์แทน เปลี่ยนโรงแรมและกาสิโนให้กลายเป็นศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ ข้อมูลจาก UNODC ชี้ว่า นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ธุรกิจดังกล่าวในกัมพูชาเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายที่หละหลวม การขาดการตรวจสอบทางการเงิน ปัญหาการไร้ธรรมาภิบาลและการทุจริต

จากศูนย์หลอกลวงออนไลน์ทั้งหมด 53 แห่ง ตามรายงานของแอมเนสตีฯ พบว่าในจำนวนนี้ 20 แห่งเป็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่ยังดำเนินการต่อ ทั้งที่เคยถูกตำรวจหรือทหารเข้าไปจัดการหรือดำเนินการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อ เจ้าหน้าที่เข้าไปสอบสวนหรือบุกจับกุมผู้เกี่ยวข้อง โดย 9 แห่งเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป

ขณะที่ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ 18 แห่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของทางการกัมพูชา ส่วนอีก 13 แห่งพบว่าเจ้าหน้าที่เคยเข้าดำเนินการหรือเคยเข้าไปสอบสวนแล้ว แต่แอมเนสตีไม่สามารถยืนยันได้ว่าศูนย์เหล่านี้ยังคงเปิดดำเนินการอยู่อีกหรือไม่ และที่น่าตกใจคือ มีเพียงแค่ 2 แห่งเท่านั้นที่ปิดดำเนินการหลังถูกเจ้าหน้าที่รัฐจัดการ

มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกของ แอมเนสตี อินเตอร์แนชนัล ระบุว่า แม้จะมีการบุกทลายเครือข่ายคอลเซนเตอร์ของเจ้าหน้าที่ แต่ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชากลับเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งเธอมองว่ารัฐบาลกัมพูชาคือตัวแปรสำคัญที่เปิดทางให้ธุรกิจเหล่านี้เฟื่องฟู

โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า กัมพูชาตระหนักดีว่าตนเองเป็นเหยื่อของอาชญากรที่มาใช้ประเทศนี้ก่ออาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ แต่กัมพูชาก็ดำเนินมาตรการแข็งกร้าวในการจัดการกับปัญหานี้เช่นกัน ขณะที่รายงานวิจัยหลายฉบับชี้ว่า รัฐบาลกัมพูชาอาจยังทำได้ไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะหยุดยั้งกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

โดย ดาโน โทนาลี

สโมสรซอนต้า กรุงเทพ 11 จัดงานการกุศล ‘อลังการ ล้านนา แสงศรัทธาสู่สายธารแห่งชีวิต’

สโมสรซอนต้า กรุงเทพ 11 จัดงานการกุศล ‘อลังการ ล้านนา แสงศรัทธาสู่สายธารแห่งชีวิต’

สโมสรซอนต้า กรุงเทพ 11 จัดงานการกุศล ‘อลังการ ล้านนา แสงศรัทธาสู่สายธารแห่งชีวิต’

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สโมสรซอนต้า กรุงเทพ 11 จัดงานการกุศล “อลังการ ล้านนา แสงศรัทธาสู่สายธารแห่งชีวิต” ระดมทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ได้แก่ เครื่องช่วยหายใจจำนวน 4 เครื่อง รวมมูลค่า 1 ล้านบาท มอบให้โรงพยาบาลเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำไปใช้ในห้องผู้ป่วยวิกฤตสำหรับทารกแรกเกิดและคุณแม่หลังคลอด นำโดย อำไพ หาญไกรวิไลย์ ประธานจัดงานและประธานก่อตั้งสโมสร),ญาณรักษ์ มานิธิคุณ นายกสโมสรซอนต้า กรุงเทพ 11 และ ดร.ธนพร ฟักเขียว รองประธานการจัดงานและนายกก่อตั้งฯ โดยมี ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศและอดีต Zonta International Director Nominating Committee Member (At-Large) สโมสรซอนต้าสากล เป็นประธานในงาน

โอกาสนี้ ดร.วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม กล่าวถึงนโยบาย ของการยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างคุณค่าคุ้มครองสิทธิ์สร้างความเท่าเทียมในสังคมว่า “ที่ผ่านมาดิฉันยังคงทำงานโดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก สตรี และผู้ขาดโอกาสทางสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตั้งมั่นและมุ่งมั่นสนับสนุนงานของสโมสรซอนต้ามาอย่างต่อเนื่อง และยอมรับว่าการสร้างเครือข่ายการทำงานเพื่อสังคมนั้น มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ขาดโอกาสทางสังคมเริ่มจากระดับหมู่บ้าน สู่ระดับอำเภอ จังหวัด และสู่ระดับประเทศ การรวมกลุ่ม ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมจะส่งผลในระดับมหภาคและช่วยแก้ไขปัญหาสังคมในเชิงลึกได้มากยิ่งขึ้น ”

ด้าน ญาณรักษ์ มานิธิคุณ นายกสโมสรซอนต้า กรุงเทพ 11 กล่าวว่า “ งานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมล้านนาอันงดงาม หากยังเป็นเวทีที่จุดประกายให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างยั่งยืน”

บรรยากาศภายในงานแขกเหรื่อได้สัมผัสกับมนต์เสน่ห์แห่งอาณาจักรล้านนาอันรุ่งเรือง ผ่านขบวนแห่เสลี่ยงอันวิจิตรตระการตาที่บอกเล่าเรื่องราวของสตรีผู้ทรงอิทธิพลและบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นดั่งดวงดาวที่ส่องสว่างในแต่ละยุคสมัยแห่งล้านนา ผู้สร้างสรรค์และปกปักษ์วัฒนธรรมอันวิจิตรตระการตาจวบจนปัจจุบัน  ผ่านผืนผ้าและเครื่องแต่งกายอันวิจิตร ซึ่งได้รับการออกแบบและรังสรรค์ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความประณีต และความเคารพต่อมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น และอีกไฮไลต์ของงานคือ Charity Concert โชว์สุดพิเศษจาก กระแต, กระต่าย และกฤษ พร้อมทีมแดนเซอร์ล้นเวที ปิดท้ายด้วยความประทับใจที่สร้างความสุขให้กับทุกคน

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi-style Chairs in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi-style Chairs in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi-style Chairs in Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในทุกยุคสมัย งานเฟอร์นิเจอร์หนึ่งที่มีการออกแบบกันอย่างครึกโครมและสามารถสร้างความหลากหลายได้นั่นคือ เก้าอี้ เก้าอี้เป็นที่นั่งที่มักถูกออกแบบให้ประกอบด้วยขา และที่นั่งเป็นหลักโดยจะมีพนักพิง และที่วางแขนหรือไม่แล้วแต่วัตถุประสงค์ในการใช้ เก้าอี้ไม่เพียงใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์แก้เมื่อย ยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความมีรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของด้วย เก้าอี้มีประวัติย้อนไปตั้งแต่ต้นจักรวรรดิอียิปต์ราว 3100 ปีก่อนคริสตกาล ในช่วงเวลานั้นเก้าอี้ถูกสร้างและตกแต่งอย่างหรูหราให้มีขนาดใหญ่โตด้วยไม้แกะสลัก งาช้างและปกคลุมด้วยผ้าหรือหนัง เก้าอี้ของเจ้าที่มีศักดิ์สูงจะยิ่งมีความสูงมาก ในอดีตก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้นเก้าอี้มีไว้สำหรับกษัตริย์ เจ้าผู้ครองนคร หรือขุนนางเท่านั้นจวบจนคริสต์ศตวรรษที่ 18 เก้าอี้จึงกลายเป็นสมบัติของคหบดี และกลายเป็นของที่มีเกือบทุกบ้านในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันการผลิตเก้าอี้ได้เพิ่มการใช้เทคโนโลยีให้มีความซับซ้อนมากขึ้น เก้าอี้จึงไม่เพียงเป็นของหรูหรา แต่ยังมีแตกแขนงประโยชน์ใช้สอยไปได้อีกมากมายด้วย

มิวเซียมเกือบทุกแห่งที่มีงานศิลปะซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกแบบจึงมักมีเก้าอี้ของศิลปินต่าง ๆ มาจัดแสดงด้วย ใน Goulandris Museum ก็มีผลงาน Chair of Practical Function ของ Jean Dubuffet มาจัดแสดง Jean Philip Arthur Dubuffet จิตรกร และนักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสนี้เกิดที่ Le Havre ในครอบครัวคหบดีที่มีบิดาเป็นพ่อค้าขายส่งไวน์ เขาย้ายมาที่ปารีสในปี 1918 เพื่อเข้าเรียนที่ Academie Julian แต่เขากลับรู้สึกเบื่อหน่ายจึงลาออกและไปเที่ยวอิตาลีกับบราซิลก่อนย้ายกลับมาทำธุรกิจไวน์กับครอบครัว ปี 1942 เขาตัดสินใจให้ความสนใจกับศิลปะอย่างจริงจังและเริ่มงานจิตรกรรมด้วยงานตามแนวทางศิลปะแบบ Fauvism ผลงานของเขาเริ่มได้รับความนิยมเมื่อเขาสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวในเดือนตุลาคม 1944 ที่ Galerie Rene Drouin ปารีส ต่อมาเขาเริ่มหันมาใช้โคลน ทราย ถ่าน เศษแก้ว เชือก ซีเมนต์ หิน โพลีเอสเตอร์ เรซินผสมเข้าไปในสีเพื่อผลิตงานจนแปลกแยกกว่าผลงานของศิลปินอื่นในช่วงเวลาเดียวกันส่งผลให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักและสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวครั้งที่สองได้ในปี 1946  สำหรับ Chair of Practical Function นี้เขารังสรรค์ขึ้นเสร็จภายในวันเดียวคือวันที่ 29 มีนาคม 1969 โดยอยู่ในชุด L’ Hourloupe อันมีชื่อเสียงของเขา นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้แม้จะชื่อว่า Practical Function แต่แท้ที่จริงแล้วคงทำหน้าที่ได้เพียงแค่เฟอร์นิเจอร์ประดับโดยไม่สามารถนั่งได้จริง เพราะคงนั่งไม่สบายนั่นเอง

นอกจากผลงานของ Dubuffet แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานที่ชื่อ Chair Painted on All sides with a Goblin Head on the Chair Seat ของ Friedensreich Hundertwasser ที่น่าสนใจ เขาเกิดที่เวียนนาในเดือนธันวาคมปี 1928 ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นวิศวกร และมีมารดาเป็นชาวยิว หลังจากเขาเกิดไม่นาน บิดาของเขาก็เสียชีวิตจากไส้ติ่งอักเสบ มารดาจึงต้องเลี้ยงเขาเพียงลำพัง เมื่อเขาเข้าเรียนหนังสือที่เวียนนาเมื่ออายุได้ 7 ปี ครูสอนศิลปะของเขาเห็นแววความสามารถในการใช้สีของเขา แม้เขาจะมีเชื้อสายยิว แต่เขาก็สามารถหลุดรอดความตายมาได้ เขาสามารถเข้าเรียน Academy of Fine Arts ในปี 1948 แต่เขากลับเลิกเรียนและเดินทางไปอิตาลี และปารีสในปีต่อมา ปี 1951 เขาเดินทางไป Tunisia และได้สัมผัสกับงานของ Egon Schiele, Paul Klee และ Walter Kampmann และเริ่มสร้างแนวทางศิลปะที่มีอัตลักษณ์ของตนเองมากขึ้นจนสามารถจัดแสดงนิทรรศการผลงานเดี่ยวในปี 1952 ผลงาน ชื่อ Chair Painted on All sides with a Goblin Head on the Chair Seat ของมิวเซียมนี้เป็นผลงานที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการผลงานเดี่ยวที่กรุงบรัสเซลล์ เบลเยี่ยม ระหว่างวันที่ 10-30 มกราคม 1953 ที่สามารถเรียกคำชมได้อย่างล้นหลามจากผู้เข้าชมจากการที่เขาสามารถเปลี่ยนเก้าอี้ธรรมดา ๆ ให้มีความแปลกใหม่ด้วยการใช้สีสดใสรังสรรค์งานจนมีเนื้อหา

เก้าอี้อีกตัวที่น่าสนใจในมิวเซียมคือ Expansion Chair ของ Cesar หรือ Cesare Baldaccini นักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสยุค Nouveau Realisme เขาเกิดจากครอบครัวที่มีบิดาเป็นชาวอิตาเลียนเจ้าของบาร์ที่อาศัยอยู่ที่ Marseille ฝรั่งเศส หลังจบการศึกษาจาก Ecole des Beaux-Arts Marseille เขาก็ย้ายไปเรียนต่อที่ Ecole des Beaux-Arts ในปารีสก่อนเริ่มงานเป็นนักประติมากรรมที่ใช้โลหะเหลือใช้เป็นวัสดุ เขาสามารถสร้างสรรค์งานจนมีชื่อเสียงโดยเฉพาะรูปสัตว์และภาพนู้ด และจัดงานนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่ Galerie Lucien Durand กรุงปารีสในปี 1954 งานสร้างชื่อที่สุดของเขาก็คือรถที่ถูกบดอัด นับจากนั้นมาเขาก็เข้าร่วมกลุ่ม Nouveaux Realisties และหันมาใช้พลาสติกเป็นวัสดุรังสรรค์งานก่อนหันเข้าหาโพลียูรีเทน สำหรับ Expansion Chair นี้เป็นหนึ่งในชุดเก้าอี้ที่เขารังสรรค์มาจากเก้าอี้ธรรมดาที่ทำส่วนของที่นั่งด้วยโพลียูรีเทนให้มีรูปทรงและปริมาตรมากกว่าปกติ ผู้ชมที่ชมห่าง ๆ อาจคิดว่าตัวเก้าอี้ทำจากไม้ธรรมดาแล้วปกคลุมส่วนนั่งด้วยโลหะมีค่า แต่แท้ที่จริงแล้วตัวเก้าอี้ทำจากเหล็กกล้าและปกคลุมส่วนของเก้าอี้ด้วยทองแดงเลยทีเดียว

XPG ร่วมแคมเปญ #BLOODCONNECT ผนึกพลังองค์กรพันธมิตร ยกระดับการบริจาคโลหิตเป็นวาระแห่งชาติ

XPG ร่วมแคมเปญ #BLOODCONNECT ผนึกพลังองค์กรพันธมิตร ยกระดับการบริจาคโลหิตเป็นวาระแห่งชาติ

XPG ร่วมแคมเปญ #BLOODCONNECT ผนึกพลังองค์กรพันธมิตร ยกระดับการบริจาคโลหิตเป็นวาระแห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยศกร ฟอลเล็ต  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด ในนามของ บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ XPG เข้าร่วมเปิดตัวแคมเปญระดับชาติ “#BLOODCONNECT – We Are All Connected เลือดเชื่อมชีวิต…ให้ทุกชีวิตได้ไปต่อ” โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ  นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) และ รติ พันธุ์ทวี  นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) ต้อนรับ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568      

แคมเปญดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) เพื่อผลักดันการบริจาคโลหิตให้กลายเป็น “วาระแห่ง ชาติ” พร้อมสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ที่ยั่งยืน โดยมีองค์กรพันธมิตรกว่า 900 แห่งทั่วประเทศร่วมขับเคลื่อน ซึ่ง เอ็กซ์สปริงได้เป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ และพร้อมร่วมเป็นพลังสำคัญในการผลักดันการบริจาคโลหิตให้กลายเป็นวาระแห่งชาติอย่างยั่งยืน

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง (ก็แค่ปากซอย) ไปทุกครั้งก็มีรอยยิ้ม

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง (ก็แค่ปากซอย) ไปทุกครั้งก็มีรอยยิ้ม

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง (ก็แค่ปากซอย) ไปทุกครั้งก็มีรอยยิ้ม

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มีเสียงเรียกร้องให้ Mr. Flower จัดทริปแบบกลุ่มเล็ก ๆ เป็นกันเอง ไปเที่ยวเมืองปีนังอีก เพราะมีผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยว และเพื่อนฝูง รวมถึงญาติ ๆ ของผู้ที่ร่วมทริปปีนังเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2568 เรียกร้องแบบคุณขอมา 

เมื่อคุณขอมา Mr. Flower ก็ไม่ขัดศรัทธา จึงตัดสินใจพาคุณ ๆ ไปเที่ยวปีนังอีกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดยไปนอนสองคืนเหมือนเดิม ทริปหน้ารับสมาชิก 14 คนเท่านั้นครับ เพื่อให้นั่งในรถตู้ได้สบาย ๆ หลวม ๆ (นั่งรถตู้คันละ 7 คน)

ปีนังเป็นเมืองที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีเสน่ห์มาก มีสถานที่ท่องเที่ยวชนิด man made มากมาย โดยเฉพาะย่านเมืองเก่าในเมืองจอร์จทาวน์ ขอบอกว่าจอร์จทาวน์เต็มไปด้วยบ้านเรือนเก่าสไตล์ชิโน-โปรตุกีส แต่บ้านเก่าเหล่านี้ยังมีชีวิต เพราะมีผู้คนอยู่อาศัยทุกวัน ดังนั้น จึงเป็นเมืองเก่าที่ยังมีลมหายใจตลอดเวลา 

คำจำกัดความของนักท่องเที่ยวที่มอบให้กับปีนังคือ เป็นเมืองที่มีความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นพื้นที่ของการอยู่รวมกันระหว่างวัดพุทธ โบสถ์คริสต์ ศาลเจ้าจีน โบสถ์แขก และสุเหร่า เป็นที่ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจของผู้คน ทั้งคนที่เป็นชาวพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เมื่อพูดถึงวัดพุทธตามแบบมหานิกายในปีนังก็ต้องยกให้วัดเค็คลกซี (Kek Lok Si) พูดถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติก็ต้องไปปีนังฮิลล์ หากถามถึงเขตเมืองเก่าก็ต้องไปจอร์จทาวน์ แล้วหากจะชม street art ก็ต้องไปที่ย่านถนนถนนอาร์เมเนียน (Armenian street) และยังมีบ้านเรือนในแบบ Peranakan คือสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมกับมลายู หากจะดูป้อมปราการโบราณก็ไปที่ป้อมคอร์นวอล์ลีส และดูตึกโบราณในยุคอาณานิคมที่เอสพลานาด ในย่านจอร์จทาวน์ และบ้านโบราณสไตล์ Peranakan ที่ชื่อ blue mansion และอีกที่หนึ่งที่ต้องไปเที่ยวชมคือชุมชนที่สร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่บนน้ำ (ทะเล) ที่ชื่อ Chaw Jetty แต่หากสนใจเที่ยวป่าเขาลำเนาไพรก็ต้องไป Penang Hill และ The Habitat Penang Hill แต่หากสนใจจะไปเที่ยวบริเวณชายหาดก็ต้องไปที่ Batu Ferringhi Beach ซึ่งเป็นย่านที่ตั้งของโรมแรมหรูริมชายหาด แต่ขอบอกว่าชายหาดเมืองปีนังไม่ยาวเท่าภูเก็ต)

แต่ที่แน่นอนที่สุดคือเมื่อไปถึงเมืองปีนังก็ต้องกินอาหารจีนในร้านสุดดัง ดังสุด ๆ ของเมืองคือร้าน Tek Sen ขอย้ำว่าร้านนี้ หากคุณไม่ได้จองไปก่อน ตุณต้องรอคิวนานอย่างน้อยที่สุดคือ 1 ชั่วโมง และที่ต้องย้ำ และย้ำมาก ๆ คือการเที่ยวเมืองปีนังให้สนุกต้องเดินทอดน่องท่องเที่ยวไปในเขตเมืองเก่าจอร์จทาวน์ แล้วหาขอกินอร่อย ๆ ในย่านเมืองเก่า แล้วก็เสพงานศิลป์ street art ไปตามตรอกซอกซอยในเขตจอร์จทาวน์

สนใจร่วมทริปปีนังแสนชิล ที่รับสมาชิกเพียง 14 คน โปรดรีบติดต่อ 091 7233615 ด่วนครับ เดินทางปลายเดือนกรกฎาคม 2568

by Mr. Flower

คุณแหน : 29 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 29 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 29 มิถุนายน 2568

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ll ให้สงสารคนไทยร่วมชาติทุกท่าน ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อแพทองธาร  ชินวัตร  ที่ไม่ประสีประสากับการบริหารบ้านเมืองถูกสมเด็จฮุนเซ็น กล่าว หลังจากได้โทรศัพท์ส่วนตัว พูดคุย ๑๗ นาที  ว่า การกระทำของนายกนไทย อุ๊งอิ๊ง ที่สนทนากับผมฮุนเซ็น  กล่าวโจมตีแม่ทัพภาค ๒ ของตัวเองถือเป็นการกระทำที่กบฎชาติ …….    

ll แต่นายกฯแพทองธาร   ชินวัตร  กลับเห็นว่า  ”  จะเห็นได้ว่าในคลิปเสียงตัวดิฉันเองก็ไม่ได้อะไร และดิฉันเองก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียหายอะไร   จุดนี้คือจุดที่เป็นการคุยกัน  ซึ่งทราบอยู่ว่าไม่ควรเปิดเผยคลิป ที่เป็นการสนทนาแบบส่วนตัว ”  นี่คือทัศนคติและมุมองของคนที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองทำอะไรผิด ……  

ll ส่วนอดีตรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร   วงษ์สุวรรณ  หัวหน้าพรรค พปชร.  ” สิ่งที่ผู้นำไทยพูดกับใครก็แล้วแต่ที่จะหมิ่นศักดิ์ศรีคนไทย  ทำให้ประเทศชาติขากความเชื่อมั่น  และขาดศรัทธาจากประชาชน  เรื่องนี้ผู้นำประเทศทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชน  เพราะฉะนั้น ผู้นำประเทศจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฯ ” ……  

ll มาฟังผู้ดูแลพื้นที่ พล.ท.บุญสิง   พาดกลาง  แม่ทัพภาค๒  ” อยากฝากถึงคนไทยทุกหมู่เหล่า ที่อาศัยอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร  ให้มีความรักความสามัคคีของคนในชาติรวมกันเป็นหนึ่งเดียว  ในภาวะที่ประเทศวิกฤตเช่นนี้  ส่วนทหารจะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชน  ขอให้มั่นใจว่า ชายแดนไทยเราจะมั่นคงปลอดภัยแน่นอน ” ……

ll ส่วน วิรังรอง  ทัพพะรังสี  ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ  เรียกร้อง ดร.อานนท์ – นักวิชาการ ๕๕ คน ยกเลิกถวายฎีกา ระบุมหากษัตริย์ ทรงอยู่เหนือการเมือง  ชี้รัฐธรรมนูญไม่เปิดช่อง  แนะให้ใช้กระบวนการทางกฎหมาย  ” …….  

ll อนุทิน  ชาญวีรกุล  อดีต รองนายกฯ  พูดเต็มปากเต็มคำ  ไม่สนับสนุนกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเม้น  คอมเพล็ก    นาทีนี้ ไม่มีใครหล่อเกิน 555 …..   

ll อ่านบทความของ เปลว  สีเงิน   ชาติต้องการท่าน  สรุปผลประโยชน์ แดง ส้ม ลงตัวกัน  สงสัยรวมพลังแผ่นดินจะไม่สิ้นภาระกิจเพื่อชาติ  แต่มารวมแสดงพลัง พิทักษ์อธิปไตย วันเดียว ซะแล้ว  ตลาบใดประเทศยังอยู่ภายใต้รัฐบาล ไส้ศึกเขมร  อันตรายยังแผ่คลุมประเทศ  เวลานี้ชาติต้องการพี่น้องชาวไทยทุกคน ร่วมพิทักษ์  ……  

น้องนิ่ง…..นิ่ง………..

ททท.ผนึก THACCA ดึง Celebrities-KOL ทั่วโลก เปิดตัว’Be My Guest’ ดันSoft Powerไทยสู่เวทีสากล

ททท.ผนึก THACCA ดึง Celebrities-KOL ทั่วโลก เปิดตัว'Be My Guest' ดันSoft Powerไทยสู่เวทีสากล

ททท.ผนึก THACCA ดึง Celebrities-KOL ทั่วโลก เปิดตัว’Be My Guest’ ดันSoft Powerไทยสู่เวทีสากล

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.17 น.

ททท. จับมือ THACCA พา CELEBRITIES – KOL จากหลายมุมโลกมาถึงเมืองไทยแล้ว ร่วมฉลองในงาน Welcome Party กับโครงการ “Be My Guest” พาเสน่ห์ไทย โกอินเตอร์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ด้วยการต้อนรับคณะ CELEBRITIES และ KOL จากนานาประเทศรวม 40 ท่าน ที่เดินทางถึงประเทศไทยเพื่อร่วมโครงการ “Be My Guest” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ “Rhythm of Thailand”  และ “Be My Guest Fam Trip” โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานกล่าวต้อนรับ ณ งานเลี้ยงรับรองสุดพิเศษที่ Osca & Blanco Bar and Restaurant กรุงเทพฯ พร้อมด้วยนางสาวมาริสา สุโกศล หนุนภักดี ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตว์สาหกรรมด้านการท่องเที่ยวในคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวต้อนรับคณะอย่างอบอุ่นว่า “รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เห็น Celebrities, KOL และครีเอเตอร์ผู้ทรงอิทธิพลจากทั่วโลกมารวมตัวกันในค่ำคืนนี้ โครงการนี้คือหมุดหมายสำคัญภายใต้นโยบาย Soft Power ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลกอย่างแท้จริง และในครั้งนี้ทุกท่านจะได้ออกเดินทางไปในเส้นทางที่หลากหลาย เพื่อค้นพบ ‘จังหวะการท่องเที่ยว’ ที่แตกต่างของตัวเอง โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะสื่อสาร ‘เสน่ห์ไทย’ ในมุมมองใหม่ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจและเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก ทุกท่านคือพลังสำคัญที่จะช่วยเผยแพร่ความเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ไทยผ่าน ‘5 Must Do in Thailand’ เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจและผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Top of Mind Destination ที่รอให้ทั่วโลกมาเยือน” 
ภายในงานเลี้ยงต้อนรับ ททท. ได้สร้างบรรยากาศแบบเป็นกันเอง สื่อถึงอัธยาศัยไมตรีของคนไทย และศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้จะนำไปสู่การผลิตคอนเทนต์สุดสร้างสรรค์  เพราะไฮไลท์ของกิจกรรมในครั้งนี้คือการคอลแลบกัน ระหว่าง อินฟลูเอนเซอร์ไทยและนานาชาติ ที่จะร่วมเดินทางไปในเส้นทาง Soft Power 10 เส้นทางทั่วไทย รวมถึงมีการจัด Fam Trip พาเหล่า Celebrities ไปยังเส้นทางพิเศษอีก 3 เส้นทาง ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและคุณค่าของความเป็นไทยในทุกมิติ 

นางสาวมาริสา สุโกศล หนุนภักดี ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยว ในคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ กล่าวว่า “โจทย์สำคัญของการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยปัจจุบันไม่ใช่เพียงการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อบรรลุเป้าหมายเท่านั้น แต่เรามุ่งกระจายนักท่องเที่ยวสู่แหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายในเมืองน่าเที่ยว สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการและชุมชนได้เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมฯ รวมทั้งนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวมิติใหม่ที่แตกต่าง และยกระดับคุณภาพของการเดินทางให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความคาดหวังของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ดังนั้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากทั่วโลก เราจะต้องชูภาพลักษณ์ของประเทศไทยผ่านซอฟต์พาวเวอร์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย โดยดึงจุดเด่นของแต่ละพื้นที่มานำเสนอในรูปแบบของประสบการณ์ที่แปลกใหม่และยั่งยืน พร้อมสนับสนุนดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) สื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ นำเสนอเรื่องราวเสน่ห์ของเมืองไทย สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทาง พร้อมเสริมความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางระดับโลก (World Destination) ที่มีทั้งคุณภาพ มีเสน่ห์ที่แตกต่าง และเดินหน้าสู่ความยั่งยืนในทุกมิติของการท่องเที่ยว” 

ทั้งนี้ อินฟลูเอนเซอร์ระดับแถวหน้าจากหลากหลายประเทศที่มาร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์ในครั้งนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ที่จะร่วมกันเดินทางในเส้นทาง Soft Power ได้แก่ เขาใหญ่–นครนายก: เส้นทาง Soft Adventure และ Wellness ในธรรมชาติม, บุรีรัมย์: เมืองแห่งกีฬาและวัฒนธรรม พร้อมไลฟ์สไตล์เชิงชุมชน, สุราษฎร์ธานี: การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ผสานความยั่งยืน, กระบี่–ตรัง: ธรรมชาติบำบัด ผ่อนคลายทั้งกายใจ, เพชรบุรี: Gastronomy Tourism ตามล่าอาหารเมืองสามรส, เลย–เชียงคาน: วิถีชีวิตริมโขงและประเพณีผีตาโขน, ระยอง–จันทบุรี: Fruit Ranger ดื่มด่ำผลไม้เมืองร้อน, น่าน: เสน่ห์เมืองเก่า Nan Living Old City: Coco x Coffee x Culture, สุโขทัย: Taste of Time เมืองมรดกสร้างสรรค์แห่ง UNESCO, เชียงราย: เมืองล้านนาที่เล่าเรื่องแฟชั่น ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย และ สมุทรสงคราม – River of Serenity

ผู้สนใจสามารถติดตามภารกิจการเดินทางของเหล่า KOL ได้ทาง Facebook: Amazing Thailand ตลอดช่วงเดือนมิถุนายน–สิงหาคมนี้ ซึ่งคอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นไม่เพียงนำเสนอภาพความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวไทย แต่ยังสื่อสารอารมณ์ ประสบการณ์ และความประทับใจผ่านมุมมองใหม่ ที่จะช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจและสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางมายังประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สสว. ดัน Soft Power ผู้ประกอบการไทย จัดงาน ‘SME SHOW ของ’ ฉลองวัน MSME DAY

สสว. ดัน Soft Power ผู้ประกอบการไทย จัดงาน ‘SME SHOW ของ’ ฉลองวัน MSME DAY

สสว. ดัน Soft Power ผู้ประกอบการไทย จัดงาน ‘SME SHOW ของ’ ฉลองวัน MSME DAY

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.24 น.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เตรียมจัดงาน “SME SHOW ของ : ตลาดนัดคนตัวเล็ก พื้นที่สร้างสรรค์ของคนมีของ” ระหว่างวันที่ 27–29 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00–21.00 น. ณ จุฬา ซอย 5 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันSME DAY  (Small and Medium-sized Enterprises Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 27 มิถุนายนของทุกปี ตามที่องค์การสหประชาชาติประกาศให้เป็นวันแห่งการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยทั่วโลก คาดมีคนเดินไม่ต่ำ 10,000 คน !!!!

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมพลังความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการไทย หรือที่เรียกว่า Soft Power ให้สามารถแปลงเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างเวทีให้ผู้ประกอบการได้แสดงผลงาน จำหน่ายสินค้า และสร้างโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ตลอดจนเพิ่มช่องทางทางการตลาดเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

ภายในงานจะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยหลากหลายประเภท ทั้งงานฝีมือ แฟชั่น อาหาร งานออกแบบ และนวัตกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์และศักยภาพของผู้ประกอบการไทย โดยเน้นความสร้างสรรค์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละราย ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงพลังของ Soft Power ในระดับชุมชนและรายบุคคลอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งจุดเด่นของงานคือกิจกรรมเวทีเสวนา “Stand-Up Biz Talk” ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในหลากหลายแวดวง มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดมุมมองด้าน Soft Power ของไทย, คุณพศุตม์ บานแย้ม นักแสดงและผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจอาหาร และคุณเบียร์ จาก BUFF TALK พิธีกรและครีเอเตอร์ด้านธุรกิจที่เป็นแรงบันดาลใจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมการจับจ่ายและสนับสนุนผู้ประกอบการ อาทิ การแจกหนังสือ “อารยะแข่งขัน” ผลงานเขียนของ ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน รวมถึงสิทธิ์ลุ้นรับส่วนลดเพื่อใช้จ่ายกับร้านค้าภายในงาน เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างประสบการณ์เชิงบวกในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

พร้อมกันนี้ สสว. ยังได้ยกระดับการให้บริการออนไลน์ให้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ผ่านแอพพลิเคชัน SME CONNEXT ซุปเปอร์แอพสำหรับ SME ง่าย ครบ จบในแอพเดียว ซึ่งผู้ประกอบการสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม การสมัครเข้าร่วมโครงการ และสามารถเชื่อมต่อไปยังบริการออนไลน์อื่นๆ ของ สสว. ได้  พร้อมยกระดับการให้บริการด้วย SME ONE ID ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสิทธิประโยชน์จากภาครัฐได้สะดวกยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล อันเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมคาดว่า งาน “SME SHOW ของ” ครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 10,000 คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่สำคัญงานนี้ไม่เพียงเป็นงานแสดงสินค้าและแนวคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการเท่านั้น หากแต่จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน SMEs ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง และมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งต่อไป

-(016)

ไพรด์- รัฐ-เอกชน สานพลังจัด Trans Pride Thailand ปีที่ 2 พลิกโฉมสีลม เปิดประตูสู่ความเท่าเทียม

ไพรด์- ฃรัฐ-เอกชน สานพลังจัด Trans Pride Thailand ปีที่ 2 พลิกโฉมสีลม เปิดประตูสู่ความเท่าเทียม

ไพรด์- ฃรัฐ-เอกชน สานพลังจัด Trans Pride Thailand ปีที่ 2 พลิกโฉมสีลม เปิดประตูสู่ความเท่าเทียม

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่งท้ายเดือนแห่งความหลากหลายและเท่าเทียม กับงาน Trans Pride Thailand 2025” จัดขึ้นภายใต้ธีม “พลิกโฉมอนาคตเพื่อความเท่าเทียม” ณ ตึกปาร์ค สีลม กรุงเทพมหานคร โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจกว่า 40 องค์กรทั่วประเทศ เพื่อเฉลิมฉลองอัตลักษณ์ของชุมชนคนข้ามเพศ สนับสนุนสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมในทุกมิติของชีวิต

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในพิธีเปิดว่า “กรุงเทพมหานคร รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพและสนับสนุนงานทรานซ์ไพรด์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนสิทธิของชุมชนคนข้ามเพศในประเทศไทย โดยยืนยันว่า ‘กรุงเทพมหานครจะเป็นเมืองที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน’ พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 อย่างเต็มรูปแบบกรุงเทพมหานครยังได้พัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างความเท่าเทียมทางเพศอย่างยั่งยืน เช่น การส่งเสริมให้เขตต่าง ๆ เปิดบริการจดทะเบียนคู่สมรสเพศเดียวกัน การสนับสนุนการแต่งกายตามเพศสภาพของข้าราชการ และการให้บริการคลินิก BKK Pride Clinic 31 แห่งในศูนย์บริการสาธารณสุขและโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร ตลอดจนการส่งเสริมการศึกษาที่เคารพความหลากหลาย และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่กลุ่มคนข้ามเพศ”

ไฮไลท์ของงานยังรวมถึงนิทรรศการ “Trans People Are Here — Everywhere, Forever” ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวของคนข้ามเพศในประเทศไทยโดย ณชเล บุญญาภิสมภาร ตัวแทนคณะทำงานทรานซ์ไพรด์ไทยแลนด์  กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์ของคนข้ามเพศ ทอม กะเทยในประเทศไทย ไม่ได้เริ่มต้นจากเอกสารราชการ แต่เขียนขึ้นจากชีวิตจริงของผู้คนที่ต่อสู้ ฝ่าฟัน และยืนหยัดท่ามกลางความไม่เข้าใจ ความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติ นิทรรศการนี้จึงไม่ใช่เพียงการเล่าประวัติศาสตร์ แต่เป็นพื้นที่คืนเสียงและศักดิ์ศรีให้กับคนข้ามเพศที่เคยถูกมองไม่เห็น เราเดินมาไกล และเราจะไม่หยุดเดิน จนกว่าคนข้ามเพศทุกคนจะมีชีวิตที่ปลอดภัย เท่าเทียม และสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างภาคภูมิ”

งาน Trans Pride Thailand 2025 เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เกิดจากการรวมพลัง 3 ภาคส่วน ได้แก่ ชุมชน ภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชนที่ร่วมสร้างแสดงเจตนารมณ์เปิดรับและเคารพในความหลากหลาย พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจบนถนนสีลม โดยผู้สนับสนุนการจัดงานยังประกอบไปด้วย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ บริษัท MSD Thailand สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและองค์กรอื่นๆรวมกว่า 40 องค์กรและแบรนด์

นางสาวอรฤดี ณ ระนอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาโครงการพาร์คสีลม ออฟฟิศทางเลือกใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ​ กล่าวว่า “สีลม เป็นพื้นที่เศรษฐกิจการค้าที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย สามารถดึงดูดผู้คนได้มากกว่า 50,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นด้านอัตลักษณ์บุคคลที่มีความหลากหลาย ทำให้ย่านนี้ได้รับการยอมรับให้เป็นพื้นที่แห่งการเฉลิมฉลอง และการแสดงออกถึงตัวตนได้อย่างเต็มที่”

ด้าน นายสุธี ลิมปนชัยพรกุล ประธานอำนวยการ บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาและบริหารโครงการพาร์ค สีลม กล่าวว่า “การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน Trans Pride Thailand 2025 สะท้อนถึงด้วยศักยภาพของทำเลที่สามารถรองรับกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งการเปิดกว้างและยอมรับในความหลากหลายอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกคนรู้สึกมีความปลอดภัย และได้เป็นตัวของตัวเอง โดย ‘พาร์ค สีลม’ พร้อมเป็นพื้นที่ความปลอดภัย การเป็นศูนย์กลางของคอมมูนิตี้  และ เกตเวย์แห่งโอกาสที่เปิดกว้างด้านเศรษฐกิจและสังคม สำหรับทุกคนในย่านสีลมแห่งนี้”

สมาคมวิศวกรหญิงไทย (TWEA) ฉลอง International Women in Engineering Day 2025

สมาคมวิศวกรหญิงไทย (TWEA) ฉลอง International Women in Engineering Day 2025

สมาคมวิศวกรหญิงไทย (TWEA) ฉลอง International Women in Engineering Day 2025

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมวิศวกรหญิงไทย (TWEA) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 และจัดงานฉลองในวัน InternationalWomen in Engineering Day 2025 ภายใต้ธีม “Together We Engineering” เพื่อยกย่องบทบาทของผู้หญิงในสายงานวิศวกรรมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับวิศวกรหญิงรุ่นใหม่ ณ บ้านดุสิตธานี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568

อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย นายกสมาคมวิศวกรหญิงไทย (TWEA),ละเอียด โควาวิสารัช,สุพัตรา วีรปรีชาเมธและ จิราพร ศิริคำ อุปนายกสมาคมและกรรมการสมาคมจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ควบคู่กับการเฉลิมฉลองวัน International Women in Engineering Day 2025 ภายใต้ธีม “Together We Engineering” โดยมี ลิช่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ,ผศ.ดร.ถวิดา มณีวรรณ์ ผู้ก่อตั้ง บจ.ไร่นา โรโบเทค และ มนสินี นาคปนันท์ ประธานสมาคมผู้ให้บริการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมเป็นวิทยากรแบ่งปันประสบการณ์

กิจกรรมในงานประกอบด้วยการบรรยายจากวิทยากรหญิงที่โดดเด่นในหลากหลายวงการ 3 ท่าน ได้แก่ ลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) บรรยายในหัวข้อ Beyond Blueprint: The Power of Collaboration and Interdisciplinary Engineering กล่าวถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันและการบูรณาการข้ามสาขาในโลกวิศวกรรมยุคใหม่ โดยเน้นว่าการทำงานแบบแยกส่วนในอดีตไม่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในปัจจุบันได้ และความรู้เฉพาะด้านวิศวกรรมอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอต่อความท้าทายสมัยใหม่ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความซับซ้อนของปัญหาการเมืองในแต่ละภูมิภาค ดังนั้นในการทำงานจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายสาขาวิชาและมุมมองที่แตกต่างกัน การทำงานแบบข้ามสาขา (Interdisciplinary Collaboration) เปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ดังนั้นวิศวกรทุกคนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จะต้องมีการพัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง มีทักษะข้ามสาขา นอกกรอบของความเป็นวิศวกร และสิ่งที่สำคัญที่สุดในอาชีพของวิศวกรคือการดำรงไว้ซึ่งจรรยาบรรณของวิศวกร และต้องกล้าที่จะยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ลิซ่า งามตระกูลพานิช

ผศ.ดร.ถวิดา มณีวรรณ์

ผศ.ดร.ถวิดา มณีวรรณ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ไร่นา โรโบเทค จำกัด บรรยายในหัวข้อ Robotics for Sustainable Agriculture in Thailand โดยกล่าวว่า ปัจจุบันการเกษตรและการสร้างห่วงโซ่อาหารอย่างยั่งยืน เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศไทย เราสามารถนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มาช่วยสร้างความยั่งยืนทางการเกษตรให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยได้  ทั้งในแง่มุมของการลดการใช้แรงงาน  การพัฒนาเครื่องจักรการเกษตรที่ใช้พลังงานสะอาด และเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน ลดการใช้สารเคมีและลดขยะพลาสติกโดยอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างสิ่งมีชีวิตและเครื่องจักรเพื่อสร้างความสมดุลย์ของระบบนิเวศน์ทางการเกษตร

มนสินี นาคปนันท์

มนสินี นาคปนันท์ ประธานสมาคมผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย บรรยายในหัวข้อ Pioneering Inclusive Fintech Innovation for Better Lives ได้เล่าถึงความมุ่งมั่นในการทำงาน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการอย่างเต็มที่ (underserved) โดยพัฒนานวัตกรรมที่ยกระดับคุณภาพชีวิตจากการทำความเข้าใจบริบทและ pain point ของผู้ใช้งาน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลทางเลือก เพื่อสร้างโซลูชันทางการเงินที่เข้าถึงง่าย เป็นธรรม และตอบโจทย์ชีวิตจริงไม่ว่าจะเป็นบริการชำระเงิน สินเชื่อที่ไม่ต้องใช้เอกสารแสดงรายได้ ผลิตภัณฑ์การออมและลงทุนขนาดย่อม Embedded Finance หรือระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้ AI ตรวจจับและยับยั้งธุรกรรมผิดปกติแบบเรียลไทม์ บนพื้นฐานของความเชื่อว่าทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับตนเองอย่างเท่าเทียม เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ยั่งยืน

งานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแห่งแรงบันดาลใจสำหรับผู้หญิงในสายวิศวกรรมและเทคโนโลยี พร้อมเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายระหว่างวิศวกรหญิงอย่างแท้จริง