จับตา 28 พ.ค. สภาถกวาระด่วน DSI ขอตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อหา

จับตา 28  พ.ค. สภาถกวาระด่วน DSI ขอตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อหา

จับตา 28 พ.ค. สภาถกวาระด่วน DSI ขอตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อหา

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 28 พฤษภาคมนี้ จะมีการพิจารณาวาระด่วน กรณีดีเอสไอ ขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา ๑๒๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

โดย พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึง ประธานสภาผู้แทนราษฎร 

เรื่อง ส่งเรื่องพิจารณาตามมาตรา ๑๒๕ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนาหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ลับมาก ด่วนที่สุด ที่ อส ๐๐๓๑.๒/๖๙๕๓ ลงวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เรื่อง มอบหมายหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีความผิด ซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย จำนวน ๒ แผ่น

ด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ อยู่ระหว่างสอบสวน กรณี กลุ่มบุคคลมีพฤติการณ์จัดให้มีการเล่นการพนันอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๒๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเป็นคดีต่อเนื่องเกี่ยวพัน คดีพิเศษที่ ๕/๒๕๖๖ (คดีพิเศษที่ ๑๕๐/๒๕๖๘) ต่อมาระหว่างการสอบสวนพบว่าความผิดดังกล่าว เป็นความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญามาตรา ๒๐ จึงมีหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลับมาก ด่วนที่สุด ที่ ยธ ๐๘๑๑/๐๑๓๓ ลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๙ กราบเรียนอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา ต่อมาอัยการสูงสุดได้มีหนังสือตามสิ่งที่ส่งมาด้วย แจ้งว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๐ จึงมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคนหนึ่งคนใด ในกรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนฝ่ายเดียว พร้อมให้แจ้งข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา ในสำนวน ในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ จึงกราบเรียนมายังท่าน เพื่อพิจารณาอนุญาตตามมาตรา ๑๒๕ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ทำการออกหมายเรียกให้นายชนนพัฒน์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เข้ามารับทราบ ข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด

ยุทธนา แพรดำ

อนุชา ควง มาร์ค นำทัพ ปชป. ลุยสุขุมวิท ย้ำคอนเซ็ปต์ “เมืองฟ้าอมร” ให้กรุงเทพดีกว่าที่เป็นอยู่

อนุชา ควง มาร์ค นำทัพ ปชป. ลุยสุขุมวิท ย้ำคอนเซ็ปต์ “เมืองฟ้าอมร” ให้กรุงเทพดีกว่าที่เป็นอยู่

อนุชา ควง มาร์ค นำทัพ ปชป. ลุยสุขุมวิท ย้ำคอนเซ็ปต์ “เมืองฟ้าอมร” ให้กรุงเทพดีกว่าที่เป็นอยู่

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

“อนุชา” ควง “อภิสิทธิ์-ขุนพล ปชป.” ลุยสุขุมวิท จี้ กทม. จัดระเบียบร้านกัญชา-ป้ายโฆษณา ชูดัน กทม. เป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ย้ำคอนเซ็ปต์ “เมืองฟ้าอมร” ให้กรุงเทพดีกว่าที่เป็นอยู่

วันนี้ 23 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค, นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิป้ตย์ ลงพื้นที่สำรวจย่านสุขุมวิทซอย 4 และบริเวณริมทางเท้าบนถนนสุขุมวิทซอย 5-11 เพื่อรับฟังปัญหาและตรวจสอบสภาพพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวใจกลางเมือง

อนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา กล่าวว่า บริเวณสุขุมวิทเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการจัดระเบียบอย่างเร่งด่วนเป็นลำดับต้นๆ คือ “ปัญหาการโฆษณาและร้านจำหน่ายกัญชา” ตลอดแนวถนนสุขุมวิทพบการติดป้ายโฆษณาเชิญชวนอย่างแพร่หลาย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ แต่สำหรับการใช้เพื่อสันทนาการ (Recreation) จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด เพื่อไม่ให้มอมเมาเยาวชนและสร้างค่านิยมที่ผิด

“กทม. สามารถใช้อำนาจดำเนินการได้ทันที ทั้งการตรวจสอบป้ายโฆษณาที่สุ่มเสี่ยง การกวดขันร้านค้าที่ตั้งใกล้สถานศึกษาหรือวัด ไปจนถึงการจัดการเหตุรำคาญจากกลิ่น ควัน และสุขลักษณะในอาคาร เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะ ‘เมืองฟ้าอมร’ ไม่ให้ถูกมองว่าเป็นเมืองที่ใช้กัญชาอย่างเสรีจนเกินขอบเขต” นายอนุชากล่าว

อนุชา บูรพชัยศรี

สำหรับปัญหาที่อยู่นอกเหนืออำนาจของ กทม. โดยตรง เช่น การตรวจสอบใบอนุญาตสถานพยาบาล หรือข้อสงสัยเรื่องกลุ่มทุนนอมินี (Nominee) ข้ามชาติ นายอนุชาเน้นย้ำว่า กทม. จะต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “เจ้าภาพ” ในการรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน และเป็นแกนหลักในการประสานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดย กทม. จะต้องไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ

นอกจากมิติด้านเศรษฐกิจและการจัดระเบียบเมืองแล้ว นายอนุชายังได้เน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยระบุว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องทำงานเชิงรุก (Proactive) ไม่ใช่เพียงการตั้งรับ ตรวจสอบระบบระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ และการบำรุงรักษา (Maintenance) เครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และบุคลากรในระดับเขต เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบและรู้หน้าที่ทันทีที่เกิดเหตุ

อนุชา บูรพชัยศรี

เมื่อถามถึงกระแสตอบรับในช่วงที่ผ่านมา นายอนุชาระบุว่า ผลโพลที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่าคนกรุงเทพฯ มีความตื่นตัวและอยากออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแสดงถึงความหวังที่อยากเห็นกรุงเทพฯ ดีกว่าที่เป็นอยู่

“การลงพื้นที่ในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ได้มาเพียงคนเดียว แต่มาพร้อมกับองคาพยพของพรรค ทั้งท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ ท่านสกลธี ท่านกรณ์ และท่านองอาจ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ระดับชาติ ผนวกกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ที่เกาะติดพื้นที่มาอย่างยาวนาน ทำให้มั่นใจได้ว่าการทำงานเป็นทีมในลักษณะนี้ จะสามารถผลักดันนโยบายและนำประโยชน์สูงสุดมาสู่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้อย่างแน่นอน” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย

อนุชา บูรพชัยศรี

เสรีพิศุทธ์โวย’ส้มไม่ช่วย’ ขอ50ชื่อทวงเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์โวย'ส้มไม่ช่วย' ขอ50ชื่อทวงเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์โวย’ส้มไม่ช่วย’ ขอ50ชื่อทวงเขากระโดง

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเพจเฟซบุ๊กของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของพรรคฝั่ง “สีส้ม” พรรคประชาชนอย่างดุเดือด 

“หยุดอนุทิน ทวงคืนเขากระโดง” ขอ”ส้ม”เพียง 50 ชื่อเพื่อจับ”ยักษ์น้ำเงิน”ที่ส้มปล่อยออกมากลับเข้าขวดแต่ส้มไม่ช่วย อยากให้เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเหนือนโยบายส่วนตน

โดยเนื้อหาระบุว่า ทางพรรคเสรีรวมไทยต้องการรายชื่อ ส.ส. เพียง 50 ชื่อ เพื่อร่วมกันยื่นถอดถอนและจับ “ยักษ์น้ำเงิน” ที่ฝั่งสีส้มเคยปล่อยออกมาให้กลับเข้าขวด แต่ปรากฏว่าทางฝั่งสีส้มกลับนิ่งเฉยและไม่ให้ความร่วมมือ พร้อมตัดพ้อทิ้งท้ายว่า อยากเห็นพรรคการเมืองเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเหนือนโยบายส่วนตน

เพื่อไทยยื่นแก้ รธน. สัปดาห์หน้า ชูสูตร ส.ส.ร. 150 คน ย้ำไม่แตะรูปแบบการปกครอง

เพื่อไทยยื่นแก้ รธน. สัปดาห์หน้า ชูสูตร ส.ส.ร. 150 คน ย้ำไม่แตะรูปแบบการปกครอง

เพื่อไทยยื่นแก้ รธน. สัปดาห์หน้า ชูสูตร ส.ส.ร. 150 คน ย้ำไม่แตะรูปแบบการปกครอง

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

‘เพื่อไทย’ จ่อยื่นร่างแก้รธน.สัปดาห์หน้า-ต้นสัปดาห์ถัดไป เผย กรอบการทำงาน ส.ส.ร.ต้องแก้ปัญหาประเทศ-องค์กรอิสระมีอิสระจริง เชื่อ หากทุกพรรคจริงใจเดินหน้าได้ 

23 พฤษภาคม 2569 นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อและรองหนัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า วันที่ 25 พฤษภาคม คณะทำงานของพรรคเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะดูร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยให้เรียบร้อยว่าจะมีแก้อะไรเพิ่มเติมหรือไม่ หากเรียบร้อยวันที่ 26 พฤษภาคม จะนำร่างดังกล่าวเข้าที่ประชุมสส.พรรคเพื่อไทยเพื่อให้ร่วมลงชื่อ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเสียงไม่พอขาด 26 เสียง ต้องไปขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองทุกพรรคให้ร่วมลงชื่อ เชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้ โดยจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาในสัปดาห์หน้าหรืออย่างช้าต้นสัปดาห์ถัดไป 

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเนื้อหาในร่างของพรรคเพื่อไทยนั้น ยึดหลักการเดิม ที่อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะการที่ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นสิ่งที่ดี โดยจะให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 150 คน โดย 100 คนแรกให้ประชาชนเลือกเข้ามา 300 คน แล้วให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน ถือเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมที่ประชาชนมีส่วนร่วม และไม่ใช่การเลือกโดยตรงตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ ส่วนอีก 50 คนจะมาจากการเสนอขององค์กรต่างๆ เช่น องค์กรทางวิชาการ มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน องค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชน องค์กรท้องถิ่น องค์กรวิชาชีพ เพื่อให้มีความหลากหลาย 

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จะวางกรอบการทำงานของส.ส.ร. เช่น ให้มีกลไกแก้ปัญหาหลักนิติรัฐหลักนิติธรรม มีกลไกแก้ปัญหาให้องค์กรอิสระมีความอิสระอย่างแท้จริง เพื่อแก้ปัญหาของประเทศที่เป็นอยู่ รวมถึงมีข้อห้ามไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กำหนดไว้เช่นนี้เชื่อว่าครอบคลุมดีแล้ว 

เมื่อถามว่า เป็นการยื่นร่างประกบกับพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับรัฐสภา เชื่อว่าจากนี้จะมีการยื่นอีกหลายร่างที่จะมาขอความร่วมมือ เช่น พรรคประชาชาติ ในหลักการเราก็ยินดี เมื่อเข้าไปถึงรัฐสภาก็ต้องลงมติว่าจะดำเนินการอย่างไร 

เมื่อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะดำเนินการได้จริงหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความจริงใจของพรรคการเมืองว่าเป็นอย่างไร หากทุกพรรคจริงจังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประเทศดีขึ้น ประชาธิปไตยก้าวหน้า ก็ต้องลดเงื่นไขของตัวเองลง แล้วไปพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ โดยรับฟังเหตุผลกันอย่างจริงจัง แบบนี้ก็จะไปต่อได้ 

สพฐ.ไฟเขียว! ปรับ’จ้างเหมา’เป็น’ลูกจ้างชั่วคราว’ เงินเดือนสูงสุด 1.9 หมื่น เริ่ม 2 มิ.ย.นี้

สพฐ.ไฟเขียว! ปรับ'จ้างเหมา'เป็น'ลูกจ้างชั่วคราว' เงินเดือนสูงสุด 1.9 หมื่น เริ่ม 2 มิ.ย.นี้

สพฐ.ไฟเขียว! ปรับ’จ้างเหมา’เป็น’ลูกจ้างชั่วคราว’ เงินเดือนสูงสุด 1.9 หมื่น เริ่ม 2 มิ.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.59 น.

รัฐบาลเดินหน้ายกระดับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตบุคลากรทางการศึกษา ปรับจ้างเหมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว เติมกำลังใจ พร้อมสร้างความมั่นคงให้คนทำงาน สตาร์ตเงินเดือนสูงสุด 19,120 บาท ดีเดย์ 2 มิ.ย.นี้

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้ขับเคลื่อนนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรในระบบการศึกษา โดยล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.ได้ไฟเขียวปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานจากจ้างเหมาบริการ ไปสู่สถานะลูกจ้างชั่วคราว จำนวนทั้งสิ้น 7,588 อัตรา ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นี้

สำหรับการปรับสถานะในครั้งนี้ จะช่วยให้ครูอัตราจ้างและบุคลากรสนับสนุน ได้รับสิทธิประโยชน์ รวมถึงความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น และถือเป็นการปรับอัตราค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับคุณวุฒิและลักษณะงานอย่างเหมาะสม โดยอัตราเงินเดือนใหม่นี้ กำหนดให้ครูผู้ช่วย วุฒิปริญญาตรี 5 ปี หรือมีประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ได้รับเงินค่าตอบแทนสูงสุด 19,120 บาทต่อเดือน ส่วนวุฒิปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับค่าตอบแทน 18,220 บาทต่อเดือน ขณะที่ครูช่วยสอนและบุคลากรสนับสนุนอื่น ๆ จะได้รับค่าตอบแทนรวมค่าครองชีพประมาณ 11,000 บาทต่อเดือน 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การยกระดับสถานภาพในครั้งนี้ เป็นการสร้างความมั่นคง และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานจริง ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่า เมื่อครูและบุคลากรทางการศึกษามีคุณภาพชีวิตและสวัสดิการที่ดีขึ้น ก็จะส่งผลสัมฤทธิ์โดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้และการพัฒนาเด็กไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งกระบวนการสรรหา คัดเลือก และจัดทำสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้บุคลากรทั้งหมดสามารถเริ่มปฏิบัติงานภายใต้สัญญาจ้างรูปแบบใหม่ได้ภายในกรอบเวลาตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 โดยให้ยึดหลักการสรรหาด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

ไทยช่วยไทย ครั้งที่ 4 เงินสะพัด 23.9 ล้านบาท ลดค่าครองชีพประชาชน 5 ล้าน

ไทยช่วยไทย ครั้งที่ 4 เงินสะพัด 23.9 ล้านบาท ลดค่าครองชีพประชาชน 5 ล้าน

ไทยช่วยไทย ครั้งที่ 4 เงินสะพัด 23.9 ล้านบาท ลดค่าครองชีพประชาชน 5 ล้าน

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.54 น.

รัฐบาลเดินหน้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 4 ประชาชนร่วมกว่า 1.8 แสนคน สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 23.9 ล้านบาท ลดค่าใช้จ่ายประชาชนกว่า 5 ล้านบาท

23 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ผลิตสินค้าในท้องถิ่นทั่วประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งที่ 4 ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างดี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 181,748 คน ครอบคลุม 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด มีร้านค้าเข้าร่วมทั้งสิ้น 9,669 ร้าน และมีสินค้านำมาจำหน่ายรวมกว่า 232,015 ชิ้น สร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวม 23,933,544 บาท พร้อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 5,072,100 บาท

ทั้งนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมประกอบด้วย ร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ร้านสินค้า OTOP และร้านค้าชุมชน–SMEs วิสาหกิจชุมชน ผู้ค้ารายย่อย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการนำสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่ โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ข้าวสาร อาหารสด ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสินค้า OTOP ประเภทอาหารและของใช้

นางสาวลลิดา กล่าวว่า หากรวมผลการดำเนินงานตั้งแต่ครั้งที่ 1–4 โครงการสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมแล้วกว่า 110.89 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 24.51 ล้านบาท สะท้อนผลสำเร็จของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ในการช่วยดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยใช้กลไกความร่วมมือจากทุกภาคส่วนกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น และช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเกิดการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รัฐบาลชวนร้านค้าสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ดีเดย์ 25 พ.ค. นี้

รัฐบาลชวนร้านค้าสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ดีเดย์ 25 พ.ค. นี้

รัฐบาลชวนร้านค้าสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ดีเดย์ 25 พ.ค. นี้

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.17 น.

รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัคร “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มยอดขาย–ลดค่าครองชีพประชาชน

วันนี้ (23 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัครร้านค้าเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาก่อน สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

สำหรับการใช้จ่ายผ่านร้านค้าในโครงการ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. ขณะที่การใช้จ่ายผ่านระบบ Food Delivery จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ร้านค้า

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการสนับสนุนการใช้จ่ายระหว่างภาครัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง และช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

“รัฐบาลขอเชิญชวนร้านค้าทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากระดับชุมชน โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ร้านค้ารายเล็กและประชาชนในพื้นที่ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน” รองโฆษกฯ กล่าว

ไชยวัฒน์ ยื่น ป.ป.ช. สอบ ภูมิธรรม–ปลัด มท. ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ไชยวัฒน์ ยื่น ป.ป.ช. สอบ ภูมิธรรม–ปลัด มท. ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ไชยวัฒน์ ยื่น ป.ป.ช. สอบ ภูมิธรรม–ปลัด มท. ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.57 น.

‘ไชยวัฒน์ อดีตอธิบดีปกครอง’ ยื่น ‘ป.ป.ช.’ สอบ ‘ภูมิธรรม–ปลัด มท.’ ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลัง ‘ก.พ.ค.’ ฟันธงขัด ‘ระบบคุณธรรม’

23 พ.ค. 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรมว.มหาดไทย ในฐานะอดีตอธิบดีกรมการปกครอง ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เมื่อวันที่22พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ตรวจสอบและไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการโยกย้ายตนออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก่อนเกษียณอายุราชการ

ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์

คำร้องดังกล่าว กล่าวหานายภูมิธรรม เวชยชัย ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการเสนอและดำเนินการโยกย้ายผู้ร้องโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามหลักระบบคุณธรรม และอาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ผู้ร้องระบุว่า การโยกย้ายดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการมอบนโยบายในช่วงเวลาอันสั้น โดยไม่ปรากฏเหตุผลเฉพาะรายว่า ผู้ร้องมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ไม่มีการประเมินผลการทำงาน ไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจง และไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าการย้ายออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองเป็นความจำเป็นแท้จริงของทางราชการ

ประเด็นสำคัญของคำร้อง คือ ผู้ร้องเห็นว่าการถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยมิใช่การสับเปลี่ยนตำแหน่งตามปกติ แต่เป็นการลดบทบาท อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และโอกาสในทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อผู้ร้องใกล้เกษียณอายุราชการ ทำให้ไม่อาจกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมได้ และส่งผลกระทบต่อเกียรติประวัติ ชื่อเสียง และโอกาสหลังเกษียณอายุราชการ

คำร้องยังอ้างถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือ ก.พ.ค. ซึ่งมีมติเสียงข้างมากว่า การดำเนินการโยกย้ายดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ผู้ร้องจึงขอให้ ป.ป.ช. รับเรื่องไว้ไต่สวน ตรวจสอบเอกสารและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตรวจสอบว่ามีผู้ใดเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำดังกล่าวหรือไม่

ผู้ร้องยืนยันว่า มิได้ประสงค์ให้ ป.ป.ช. วินิจฉัยความผิดล่วงหน้า แต่ขอให้มีการไต่สวนโดยรอบคอบ เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรม ระบบคุณธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน และความเป็นธรรมต่อข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ คดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง แต่เป็นคำถามสำคัญต่อ “ระบบคุณธรรม” ในราชการไทยว่า การใช้อำนาจย้ายข้าราชการต้องมีเหตุผลเฉพาะราย ตรวจสอบได้ และต้องไม่กระทบสิทธิ เกียรติประวัติ และความเป็นธรรมของผู้ถูกย้าย

เมื่อ ก.พ.ค. มีคำวินิจฉัยว่า การโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ได้รับความเสียหายจึงมีสิทธิร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบต่อไปว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ หรืออาจถึงขั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมายอาญาหรือไม่

ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์

พร้อมพงศ์ หนุน ไทยช่วยไทยพลัส จี้รัฐเติมยาแรงพยุงเศรษฐกิจ

พร้อมพงศ์ หนุน ไทยช่วยไทยพลัส จี้รัฐเติมยาแรงพยุงเศรษฐกิจ

พร้อมพงศ์ หนุน ไทยช่วยไทยพลัส จี้รัฐเติมยาแรงพยุงเศรษฐกิจ

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.40 น.

“พร้อมพงศ์” หนุน “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ แนะรัฐเติมมาตรการพยุงเศรษฐกิจทุกภาคส่วน จี้ดูแลค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มให้เป็นธรรม ชี้ “แจกเงินช่วยหายใจได้ แต่เศรษฐกิจต้องมีทางรอด”

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอสนับสนุนมาตรการของรัฐบาลในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพราะถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมและมาถูกจังหวะ ในช่วงที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้ของหลายครอบครัวยังไม่เพิ่มขึ้นตามภาระค่าใช้จ่าย การที่ภาครัฐเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ จะช่วยให้ประชาชนพอหายใจได้ และช่วยกระตุ้นการจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในภาวะเช่นนี้

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

อย่างไรก็ตาม จากเสียงสะท้อนที่ได้รับจากพี่น้องประชาชนในหลายภาคส่วน เห็นว่า การช่วยเหลือระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะวันนี้ความเดือดร้อนไม่ได้อยู่แค่ผู้บริโภค แต่กำลังกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั้งระบบ “แจกเงินช่วยหายใจได้ แต่เศรษฐกิจต้องมีทางรอด”  

เกษตรกรกำลังเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายาปราบวัชพืช และค่าน้ำมัน แต่ราคาพืชผลหลายชนิดกลับไม่คุ้มต้นทุน ขณะที่ แรงงานจำนวนไม่น้อยเผชิญความเสี่ยงจากการลดโอที ลดกำลังการผลิต หรือความไม่มั่นคงในการจ้างงาน รวมถึง ผู้ประกอบการ SME และพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยจำนวนมากกำลังเผชิญยอดขายลด ต้นทุนเพิ่ม ค้าขายฝืด รวมไปถึงภาคท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร รถเช่า มัคคุเทศก์ และผู้ประกอบการบริการ ก็กำลังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง หากปล่อยให้ธุรกิจทยอยชะลอตัวหรือปิดกิจการ ย่อมกระทบต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจโดยรวม

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ยังได้รับเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จำนวนมากว่า กำลังเผชิญภาระค่าธรรมเนียม ค่าส่วนแบ่งทางการตลาด หรือค่า GP จากบางแพลตฟอร์มในอัตราที่สูง จนกำไรของคนทำมาหากินลดลงอย่างน่าเป็นห่วง “เก็บค่าธรรมเนียมได้ แต่ต้องเป็นธรรม ไม่ใช่สูงจนกินกำไรคนทำมาหากิน” จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาดูแลกฎระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ทุกฝ่าย และช่วยลดภาระของผู้ค้ารายย่อย

นอกจากนั้น ควรเร่งมาตรการระยะยาว ทั้งการลดต้นทุนด้านพลังงาน ดูแลภาคแรงงาน ช่วยเหลือ SME พยุงภาคเกษตร โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงปุ๋ยและปัจจัยการผลิตในราคาที่เหมาะสม รวมถึงการกระตุ้นภาคท่องเที่ยวอย่างจริงจัง

ประเทศไทยต้องคิดใหญ่เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะวันนี้สินค้าไทย เกษตรไทย การท่องเที่ยวไทย และบริการไทยจำนวนมาก ยังต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ ทำให้เม็ดเงินและโอกาสทางเศรษฐกิจไหลออกนอกประเทศ “ไทยไม่ควรเป็นแค่ผู้ขายบนแพลตฟอร์มของคนอื่น แต่ต้องมีพื้นที่เศรษฐกิจของคนไทย”  ภาครัฐควรศึกษาความเป็นไปได้ในการสนับสนุนหรือพัฒนาแพลตฟอร์มเศรษฐกิจของคนไทย เพื่อเปิดตลาดให้สินค้าไทย เกษตรไทย การท่องเที่ยวไทย และบริการไทย เข้าถึงตลาดโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ

“ประชาชนไม่ได้ต้องการแค่เงินประคองชีวิตวันนี้ แต่ต้องการเศรษฐกิจที่พยุงอนาคตของพวกเขาได้ การช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในระยะยาว สำคัญไม่แพ้กัน” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

ไทยดันชุดไทยสู่มรดกโลก นายกฯหารือใหญ่ UNESCO ยกระดับท่องเที่ยว-การศึกษา

ไทยดันชุดไทยสู่มรดกโลก นายกฯหารือใหญ่ UNESCO ยกระดับท่องเที่ยว-การศึกษา

ไทยดันชุดไทยสู่มรดกโลก นายกฯหารือใหญ่ UNESCO ยกระดับท่องเที่ยว-การศึกษา

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.08 น.

นายกฯ หารือผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านมรดกโลก การศึกษา และการท่องเที่ยวยั่งยืน 

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.69 เวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ สำนักงานใหญ่ UNESCO นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับ นายคอลิด อะห์มัด อัลอะนานี อะลี อิซ (H.E. Mr. Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO อีกครั้ง ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกัน ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณสำหรับคำเชิญเยือนสำนักงานใหญ่ UNESCO และเห็นพ้องว่า การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับ UNESCO

ด้านผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO กล่าวชื่นชมบทบาทและความร่วมมือของประเทศไทยในหลายมิติ และยังชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการขยายความร่วมมือกับ UNESCO ให้ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น ยังได้รับทราบถึงความตั้งใจของภาคเอกชนไทยในการมีส่วนร่วมกับ UNESCO โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือในหลายด้านสำคัญ อาทิ

1. ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นที่ UNESCO ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยไทยพร้อมต่อยอดความร่วมมือเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกจำนวน 8 แห่ง และไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล โดยนายกรัฐมนตรีหวังว่า “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” จังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในเดือนกรกฎาคมปีนี้

2. การผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการที่ประเทศไทยได้เสนอ “ชุดไทย” เพื่อขึ้นทะเบียนในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ซึ่งไม่เพียงสะท้อนองค์ความรู้ ภูมิปัญญา งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมของคนไทยเท่านั้น แต่ยังนับเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระองค์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทยและสิ่งทอไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการรับรู้แก่ประชาคมโลกถึงคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของไทย

ในตอนท้าย ทั้งสองฝ่ายได้หารือความเป็นไปได้ในการจัดการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาในปี 2570 (2027 Global Education Meeting) พร้อมยืนยันการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน