พิพัฒน์ จังหวะนรก! ภคมน เย้ยหลังรีบแจง อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้แลนด์บริดจ์ ไม่เกี่ยวบริษัทน้องชาย

พิพัฒน์ จังหวะนรก! ภคมน เย้ยหลังรีบแจง อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้แลนด์บริดจ์ ไม่เกี่ยวบริษัทน้องชาย

พิพัฒน์ จังหวะนรก! ภคมน เย้ยหลังรีบแจง อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้แลนด์บริดจ์ ไม่เกี่ยวบริษัทน้องชาย

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.38 น.

พิพัฒน์ จังหวะนรก! ภคมน เหน็บอย่าร้อนตัว แจงผิดประเด็น ปม อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้แลนด์บริดจ์ ลั่นยังไม่มีใครโยงถึงน้องชายท่าน

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หลังรีบออกตัวว่าไม่เกี่ยวข้องกับการกว้านซื้อที่ดินใกล้โครงการแลนด์บริดจ์ของอาม่า 

น.ส.ภคมน กล่าวว่า ถ้าย้อนไปฟังที่ตนแถลงข่าวในการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 1 ตนกล่าวว่า ให้ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ไปที่อ่าวเคย จ.ระนอง ชาวบ้านเขาพร้อมให้ข้อมูล เพราะ ช่วง 2-3 เดือนมานี้ มีการกว้านซื้อที่ดินไป 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ที่คนในพื้นที่รู้จักกันในนามของ ”อาม่า“ วันนี้ท่านพิพัฒน์ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยมีการกล่าวว่า สิ่งที่ตนแถลงไม่เกี่ยวกับท่าน

น.ส.ภคมน ตั้งคำถามต่อกรณีดังกล่าวว่า ทำไมจะไม่เกี่ยว มันเกี่ยวตรงที่ท่านเป็นรองนายกฯ ท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม และเป็นคนออกตัวแรงที่สุดคนหนึ่งในการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ตนจึงบอกให้ท่านรัฐมนตรีตรวจสอบเนื่องจากมีการกว้านซื้อที่จากทุนขนาดใหญ่ไว้จำนวนมาก ที่คนในพื้นที่เรียกว่าอาม่า

เพราะหากปล่อยให้ทรัพยากรที่ดินตกอยู่ในมือกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย สิ่งที่จะตามมาคือการกินรวบผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และท้ายที่สุด ความมั่งคั่งที่รัฐสัญญาว่าจะกระจายสู่ประชาชน ก็จะกลายเป็นการกระจุกตัวอยู่แค่ในกระเป๋าของนายทุนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น

น.ส.ภคมน กล่าวต่อไปว่า แต่บังเอิญเหลือเกินว่าบุคคลที่ตนบอกว่า “อาม่า” กว้านซื้อที่ สรรพนามนี้ดันไปตรงกับชื่อบริษัทน้องชายท่าน คือ อาม่า มารีน ที่ให้บริการขนส่งสินค้าเหลวทางทะเลระหว่างประเทศ (Oil/Chemical Tankers) โดยเน้นน้ำมันพืชและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ท่านเลยสะดุ้งรีบชี้แจงว่าไม่เกี่ยว

ในอนาคตหาก พ.ร.บ. SEC ผ่านบังคับใช้ในภาคใต้ ก็ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ระหว่างรัฐมนตรีคมนาคมกับภาคธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมในภาคใต้ ภายใต้ พ.ร.บ. SEC สังคมตั้งคำถามกับท่านแน่ เคยมีให้เห็นตัวอย่างในช่วงวิกฤตน้ำมัน ที่นายทุนน้ำมันมาแก้ปัญหาการกักตุนน้ำมัน แล้วสุดท้ายก็แก้ไม่ได้ หาไอ้โม่งไม่เจอ

แต่ตอนนี้เอาขั้นแรกก่อน ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลมุ่งมั่นจะเอาให้ได้ ต้องไปตรวจเช็คกรณีมีทุนใหญ่กว้านซื้อที่ดิน ซื้อแม้กระทั่งที่ดินที่ไม่มีโฉนดและยังมั่นใจว่าเอาไปเปลี่ยนเป็นโฉนดได้ รวมถึงที่บนภูเขาก็เอาหมด ท่านต้องตรวจสอบเรื่องนี้

น.ส.ภคมน กล่าวว่า ตั้งแต่เคยทำข่าวการเมืองมา จนมาเป็นคนในข่าวการเมืองเองในวันนี้ ไม่มีข่าวไหนน่าขำเท่าข่าวของรัฐมนตรีพิพัฒน์และน้องชาย ผู้บริหาร บริษัท อาม่า มารีน อีกแล้ว ที่ออกมาชี้แจงว่าไม่เกี่ยวกับการกว้านซื้อที่ดิน ซึ่งแทนที่ท่านจะตรวจสอบ ”อาม่า“ นายทุนกว้านซื้อที่ ท่านกลับเอาเจ้าของ “บริษัท อาม่า มารีน” ที่ทำธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันซึ่งเป็นน้องชายมาชี้แจงและตอบโต้ ตนว่าไม่เกี่ยวกับการกว้านซื้อที่เพื่อเตรียมพร้อมในการทำแลนด์บริดจ์ของรัฐบาลและในข่าวยังบอกประมาณว่าอย่าโยง ไม่มีใครโยง ท่านโยงเองเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นข่าวน่าขำข่าวนึง จะเรียกร้อนตัวหรืออะไรก็ตามแต่ แทนที่จะตรวจสอบในฐานะรัฐมนตรีคมนาคมเพื่อความโปร่งใสของประเทศ แต่กลับรีบชี้แจงเพื่อความโปร่งใสของตัวเอง จังหวะนี้ของท่านรัฐมนตรีจะเรียกว่าเป็นจังหวะนรกก็คงไม่ผิด

อ่านข่าวที่เกี่ยยวข้อง : เกี่ยวอะไรกับผม!? พิพัฒน์ ยัวะโดนถามปม อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้ โครงการแลนด์บริดจ์

เซตซีโร่แก้ รธน.! อนุทินชี้ต้องเริ่มที่สภาฯใหม่ ย้ำจุดยืน ภท.ไม่แตะหมวดสถาบัน

เซตซีโร่แก้ รธน.! อนุทินชี้ต้องเริ่มที่สภาฯใหม่ ย้ำจุดยืน ภท.ไม่แตะหมวดสถาบัน

เซตซีโร่แก้ รธน.! อนุทินชี้ต้องเริ่มที่สภาฯใหม่ ย้ำจุดยืน ภท.ไม่แตะหมวดสถาบัน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

“อนุทิน”บอกแก้ รธน.ตามประชามติ 21 ล้านเสียง ไม่ผูกพันร่างเดิม ต้องให้รัฐสภานับหนึ่งใหม่ “ภท.”ไม่ขัด แต่ต้องไม่แตะหมวด”อธิปไตย-สถาบัน”

13 พฤษภาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีวันที่ 14 พ.ค.จะครบกำหนด 60 วัน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาฯ ชุดที่แล้วให้สภาฯ ชุดใหม่ดำเนินการต่อ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อยู่ในการพิจารณาของสภาฯ ชุดที่ผ่านมา รัฐบาลจะยืนยันหรือไม่ และท่าทีของพรรคภมิใจไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ว่า ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยคือฟังความต้องการของประชาชน

เมื่อถามว่า ประชามติประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีจะยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่กลับไปพิจารณาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กระบวนการทุกอย่างต้องเริ่มที่รัฐสภา อย่ามาผูกกับรัฐบาล เพราะเรื่องดังกล่าวดำเนินการโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ส่วนประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำพร้อมกับวันเลือกตั้ง ฉะนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องเริ่มที่รัฐสภาชุดปัจจุบัน ไปผูกกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอในรัฐสภาชุดที่แล้วก็ไม่ใช่

เมื่อถามว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มต้นที่รัฐสภา ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีคำวินิจฉัยมาแล้วรัฐสภาต้องเป็นคนทำ เมื่อถามว่า กระบวนการจะเริ่มใหม่อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐสภา ที่จะนำเสนอ ส่วนตนนั้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เมื่อถามว่า เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มนับหนึ่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน ย้ำว่า อยู่ที่รัฐสภา เมื่อถามย้ำว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราเคยพูดแล้วจะไม่แตะในบางมาตรา อาทิ มาตราที่เกี่ยวกับความเป็นอธิปไตยของไทย และหมวดที่เกี่ยวกับสถาบัน ส่วนที่เหลือว่ากันได้ เมื่อถามอีกว่า หากยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภาฯ ชุดที่แล้ว จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าได้เร็วกว่าหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่ทราบ

นายกฯ นำทีมลงพื้นที่ลุย เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม ติดตามแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ-รุกพื้นที่สาธารณะ

นายกฯ นำทีมลงพื้นที่ลุย เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม ติดตามแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ-รุกพื้นที่สาธารณะ

นายกฯ นำทีมลงพื้นที่ลุย เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม ติดตามแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ-รุกพื้นที่สาธารณะ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

นายกฯ นำทีมลงพื้นที่ลุย เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม ติดตามแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ-รุกพื้นที่สาธารณะ

เมื่อเวลา 11.10 น.วันที่ 13 พ.ค.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำรัฐมนตรีลงพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี และจ.ภูเก็ต ประกอบด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น  รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  นายสรรเพชญ บุญญามณี  รมช.คมนาคม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เพื่อติดตามการแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติที่อ.เกาะพะงัน  จ.สุราษฎร์ธานี และตรวจติดตามการจับกุมการบุกรุกพื้นที่หาดสาธารณะ ที่หาดฟรีด้อม อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต 

โดยจุดแรก นายกฯ จะเดินทางไปยังโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา อ.เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ในพื้นที่จากนายอำเภอเกาะพะงัน นอกจากนี้ยังมีผู้แทนภาคประชาชนเสนอประเด็นปัญหาและแนวทางที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุน จากนั้นนายกฯ จะพบปะประชาชน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการโรงแรม และมอบนโยบายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)

นอกจากนี้ในช่วงเย็นนายกฯจะเดินทางต่อไปที่ หาดฟรีด้อม  อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เพื่อตรวจติดตามการจับกุม การบุกรุกพื้นที่หาดสาธารณะ โดยผวจ.ภูเก็ตให้การต้อนรับ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ตรายงานสภาพปัญหาในพื้นที่ ปลัดจังหวัดภูเก็ตรายงานการสนับสนุนการแก้ปัญหา และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตรายงานผลการดำเนินคดี ก่อนที่นายกฯจะพบปะประชาชนและมอบนโยบายส่วนราชการในพื้นที่  และเดินทางกลับกรุงเทพฯในเวลา 20.40 น.

เปิดวาร์ปชายเสื้อฟ้า แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์?

เปิดวาร์ปชายเสื้อฟ้า แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์?

เปิดวาร์ปชายเสื้อฟ้า แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์?

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

13 พฤษภาคม 2569 ปู จิตกร บุษบา สื่อมวลชนและพิธีกรช่องแนวหน้าออนไลน์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จับตา #ชายเสื้อฟ้า ผู้สมัครผู้ว่า กทม. ?

นักข่าวสแกนกันให้ควั่ก ว่า #ชายเสื้อฟ้า ที่ปรากฏตัวอยู่ในงาน AI Demo Day ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นใคร

๑. ด้วยบุคลิกภาพที่เตะตา ด้วยองค์รวมที่ดูเป็น “ประชาธิปัตย์” แบบ ปั๊ด ปัด สื่อจึงเม้าธ์กันว่า #คนนี้แหละ ใช่เลย

๒. หัวหน้าอภิสิทธิ์บอกว่า ว่าที่ ผู้สมัครผู้ว่า อยู่ในงานนี้ด้วย แต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคมนี้ เปิดตัวแน่นอน ว่า พรรคประชาธิปัตย์ส่งใครลงชิงเก้าอี้พ่อเมืองกรุงเทพฯ

๓. ชายเสื้อฟ้าปริศนาคนนี้เป็นใคร ?

๔. เขาคือ ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร LINE Plus ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ LINE Thailand ซึ่งเดิมเคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE ประเทศไทย และผู้บริหาร Google ประเทศไทย และเคยเป็นอดีตเลขาฯ ของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ด้วย

๕. แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคประชาธิปัตย์หลายคนให้ความเห็นว่า ดร.พิเชษฐ์ มีศักยภาพและมีน้ำหนัก รวมทั้งเป็นคนหน้าใหม่ทางการเมือง มีประสบการณ์ เข้าใจกลไกการทำงาน กทม.อยู่แล้ว น่าจะสู้กับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ นอกจากนี้ ดร.พิเชษฐ์ ยังมีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร LINE Plus ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ LINE Thailand น่าจะเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ได้

๖. ก่อนหน้านี้ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร เคยให้สัมภาษณ์ถึงสเปคผู้สมัครผู้ว่ากทม.พรรคประชาธิปัตย์ ว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์มีการทาบทามไปก็ได้รับการตอบรับทันที ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง เคยเป็นผู้บริหารธุรกิจเอกชน มีบุคลิกในการประสานงาน หากได้รับการเลือกตั้ง มั่นใจว่าจะสามารถประสานงานกับรัฐบาลได้อย่างไร้รอยต่อแน่นอน รวมถึงยังมีนโยบายกรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ ๔ ปี จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้แน่นอน

รอลุ้นกันว่า ๑๖ พฤษภาคมนี้ เปิดตัวมา จะใช่ ดร.พิเชษฐ์ คนนี้หรือไม่

ถ้าใช่ คุณจะเลือกไหมครับ

– 006

เสธ.ทบ.สั่งปรับกำลังคุมพื้นที่-ปิดช่องทางลักลอบเข้าไทย หลังเหตุชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร

เสธ.ทบ.สั่งปรับกำลังคุมพื้นที่-ปิดช่องทางลักลอบเข้าไทย หลังเหตุชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร

เสธ.ทบ.สั่งปรับกำลังคุมพื้นที่-ปิดช่องทางลักลอบเข้าไทย หลังเหตุชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.01 น.

เสนาธิการทหารบก เผย หลังเยี่ยมชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร สั่ง ปรับกำลังคุมพื้นที่-ปิดช่องทางลักลอบเข้าไทย เตือนหาของป่าแจ้ง จนท. กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ทราบก่อน หากเกิดเหตุจะได้ช่วยทัน

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์บริเวณช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน และเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นายอภิรักษ์ บุตรเพชร ที่บ้านพักในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ภายหลัง เข้าไปหาของป่าแล้วพบกลุ่มทหารกัมพูชา พร้อมอาวุธเข้ามาในพื้นที่ ว่า ตนได้ลงไปดูพื้นที่ที่เป็นช่องว่าง เนื่องจากได้รับข้อมูลจากชาวบ้านว่าทหารกัมพูชาอาจใช้ลักลอบเข้ามาตามช่องทางดังกล่าว จึงได้พูดคุยกับกองกำลังว่าจะมีการปรับกำลังในการคุมพื้นที่ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตรวจสอบยุทโธปกรณ์ที่เกี่ยวกับเซ็นเซอร์ หรือ โดรน ที่ใช้ในการลาดตระเวนพื้นที่ เพื่อคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากยิ่งขึ้น 

ส่วนสรุปแล้วเป็นทหารกัมพูชา หรือ เป็นกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายลักลอบเข้ามาจากที่ชาวบ้านเคยพบนั้น พล.อ.ชัยพฤกษ์ ยอมรับว่าเป็นทหารกัมพูชา เพราะชาวบ้านทั้งสองยืนยันว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ในระยะประชิด อีกทั้งภาษากายของทหารกัมพูชาที่เข้ามาก็ค่อนข้างที่จะคุกคาม แต่ชาวบ้านมีความชำนาญในพื้นที่มากกว่า จึงได้เดินออกมาทำให้ทหารกัมพูชาตามไม่ทัน ซึ่งผู้บัญชาการกองกำลังในพื้นที่ได้เข้าไปพูดคุยกับทหารกัมพูชาแล้วว่าให้ระมัดระวังและอย่ากระทำการอะไรก็แล้วแต่ ที่กระทบกับคนไทย

ทั้งนี้ ได้มีการประเมินหรือไม่ว่าทหารกัมพูชาเข้ามาหาข่าว หรือ เข้ามาเพื่อการใด พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า หากไปดูภูมิประเทศค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะเป็นพื้นที่ป่าจึงมีโอกาสได้ทั้งเจตนาที่จะเข้ามา หรือ เดินเข้ามาในพื้นที่ที่เขาคิดเอาไว้ รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาหาของป่า หรือ มาลาดตระเวนในพื้นที่ของเรา หรือ มาดูว่าทหารของเราอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนั้น

ส่วนเป็นการละเมิด Joint statement  ที่ไทย-กัมพูชาได้ลงนามไว้หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ถ้าเรามีหลักฐานก็จะดำเนินการ แต่จากคำบอกเล่าของชาวบ้านก็เป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์  ยังกล่าวถึงกรณี นายโยชน์ สายน้อย ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ ที่ถูกทหารกัมพูชาจับขณะเข้าไปหาของป่า บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จะเตือน หรือ ดูแลอย่างไร ว่า ทางกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พยายามเร่งรัดและให้ความช่วยเหลืออยู่ ขณะเดียวกันทหารในพื้นที่ก็ได้มีการติดต่อไปเพื่อช่วยเหลือได้รวดเร็วที่สุด จึงขอเตือนชาวบ้านในพื้นที่ว่าการออกไปหาของป่าแม้จะเป็นวิถีชีวิต แต่ขอให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รู้ว่า มีคนไทยออกไปอยู่ที่ไหนบ้าง เพราะหากออกไปแล้วไม่ได้แจ้ง เมื่อหายไปกว่าจะทราบก็ช้าเกินไป พร้อมยืนยันว่าเราจะพยายามตรวจสอบดูพื้นที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง โดยจะเอาทหารไปดูแล

รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ผนึกเอกชนแก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน

รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ผนึกเอกชนแก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน

รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ผนึกเอกชนแก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.50 น.

รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ แก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย พร้อมหารือจัดระบบแรงงานกัมพูชากว่า 2 แสนคน

13 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมรัฐมนตรีด้านกฎหมายและเศรษฐกิจ กับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อดึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาต้นทุนการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด การปรับกฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจ และปัญหาแรงงาน โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเชิญ 3 สถาบันเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมเป็นเวทีประจำในการสะท้อนปัญหา เสนอทางออก และผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลจริง เหมือนในอดีตที่ความร่วมมือรัฐ–เอกชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่อง การเป็น NPL และบางส่วนหลุดไปสู่หนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลจะพิจารณากลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติให้มากที่สุด ควบคู่การพัฒนาศักยภาพให้เป็นเอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าซึ่งแข่งขันได้ พร้อมผลักดันการใช้กำลังซื้อภาครัฐผ่านนโยบาย Made in Thailand หรือ MiT เพื่อสร้างคำสั่งซื้อให้สินค้าไทย ช่วยให้เอสเอ็มอีมีรายได้ มีหลักประกัน และเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น

ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพของเอกชน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้จุดที่ยังเป็น Missing Link ต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม แต่คือการวางฐานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โลจิสติกส์ และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อทำให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค

น.ส.รัชดา กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือด้านแรงงาน โดย ส.อ.ท.เสนอให้มีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงานกับภาคเอกชน เพื่อออกแบบระบบการลงทะเบียน การควบคุม และการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คนที่ยังอยู่นอกระบบ เนื่องจากแรงงานแต่ละสัญชาติมีทักษะและความชำนาญแตกต่างกัน ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการระบบบริหารแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิต

โดยกระทรวงแรงงานได้รับข้อเสนอดังกล่าวไปดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนต่อไป โดยเป้าหมายคือการจัดระบบแรงงานให้ถูกต้อง ชัดเจนทั้งด้านความมั่นคง การคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการ และความต่อเนื่องของภาคการผลิต รวมถึงไม่ให้ปัญหาระหว่างรัฐกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้อย่างจำเป็น

“นายกรัฐมนตรีมองว่าการพบ ส.อ.ท.ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อเสนอ แต่เป็นการวางกลไกทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน กฎหมาย พลังงาน และแรงงาน เพื่อให้เอกชนแข่งขันได้ ประชาชนมีงานทำ และประเทศไทยกลับมายืนในจุดที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอีกครั้ง” น.ส.รัชดา กล่าว

สมชัย ขู่ 3 เดือนไร้โรดแมปแก้ รธน. นับหนึ่งไล่รัฐบาล

สมชัย ขู่ 3 เดือนไร้โรดแมปแก้ รธน. นับหนึ่งไล่รัฐบาล

สมชัย ขู่ 3 เดือนไร้โรดแมปแก้ รธน. นับหนึ่งไล่รัฐบาล

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.26 น.

13 พฤษภาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีคนถามผมว่า ถ้าเราใช้เงิน 3,000 ล้านเพื่อทำประชามติและมีผลประชามติแล้วว่า ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ แต่รัฐบาลที่ริเริ่มทำประชามติกลับนิ่งเฉย จะมีบทลงโทษตามกฎหมายอย่างไรได้บ้าง

คำตอบคือ ไม่มี

เพราะถ้ามี เขาคงไม่กล้าเสี่ยงทำ

แต่ถามว่า ความเชื่อมั่น ศรัทธา ไว้วางใจในคำพูดของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร

คำตอบคือ สำหรับคนทั่วไป หากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าได้ คนทั่วไปอาจไม่รู้สึกว่ารัฐบาลทำผิด

แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาเห็นปัญหาหนักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเคยฝากความหวังว่า นักการเมืองจะมีสัจจะรักษาจุดยืนคำพูด ไม่ตลบแตลงปลิ้นปล้อน อาจจะรู้สึกในทางที่ไม่ดี

แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่คิดบวก ให้โอกาสว่า การรักษาสัจจะยังจะเกิดขึ้นจริง โดย ครม. หรือ พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว

โดยเร็ว คือ

หนึ่งสัปดาห์ควรมี roadmap บอกประชาชน

หนึ่งเดือน ควรมีร่างแก้ไขเพิ่มเติมให้ประชาชนเห็น

สามเดือน ควรบรรจุเป็นวาระการประชุมของรัฐสภาและเริ่มวาระหนึ่งได้

หากทุกอย่างยังว่างเปล่า สามเดือนจากนี้ จะกลายเป็นเริ่มต้นนับหนึ่งไล่รัฐบาล กูรูท่านหนึ่งกล่าวไว้

นิพิฏฐ์ โพสต์อโหสิ! ยินดี ทักษิณ พ้นคุก ชี้ทำหน้าที่พลเมืองรักษา กม.จบแล้ว

นิพิฏฐ์ โพสต์อโหสิ! ยินดี ทักษิณ พ้นคุก ชี้ทำหน้าที่พลเมืองรักษา กม.จบแล้ว

นิพิฏฐ์ โพสต์อโหสิ! ยินดี ทักษิณ พ้นคุก ชี้ทำหน้าที่พลเมืองรักษา กม.จบแล้ว

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.26 น.

13 พฤษภาคม 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อโหสิ

พลันที่คุณทักษิณ ชินวัตร ก้าวเท้าพ้นออกมาจากประตูเรือนจำพิเศษคลองเปรม ประชาชนส่วนหนึ่งยังก่นด่า และไม่อยากให้คุณทักษิณหลุดพ้นออกมารับอิสระเสรีภาพ

ผมไม่ครับ

ผมยินดีที่ท่านออกมารับอิสระเสรีภาพในโลกเสรี

เมื่อท่านรับโทษตามกบิลเมืองแล้ว ความโกรธผมหมดไป

ที่จริงแล้วมันหมดไปตั้งแต่วันแรกที่ท่านเดินเข้าไปในเรือนจำเสียด้วยซ้ำ

ชีวิตผมไม่ได้มีความสุขจากการเห็นใครก็ตามเดินเข้าไปถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพเลย

แต่เมื่อบ้านมีกฎของบ้าน เมืองมีกฎของเมือง เมื่อใครละเมิดกฎนี้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของเมือง ก็จำเป็นต้องรักษากฎ

แน่นอนข้อความของผมวันนี้ มีคนแย้งและก่นด่าผม

แต่ใครจะก่นด่าผมก็ขอให้ระลึกว่า ตอนคุณทักษิณ นอนอยู่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ไม่ยอมรับโทษ ผมขึ้นไปปราศรัยที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์หน้าทำเนียบรัฐบาลกับน้องๆ คปท. ก็หลายครั้ง

ผมขึ้นไปปราศรัยหน้าปปช.ก็หลายครั้ง

ผมทำหน้าที่“พลเมือง”ในการรักษา“กฎบ้าน” แล้ว

แต่เอาเถอะ! ใครจะบริภาษผม ผมก็ไม่ว่าไร และ ผมจะไม่โต้ตอบอะไรด้วย/

นายกฯลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินี DSIหมายหัว34บริษัท

นายกฯลุยเกาะพะงัน  ปราบนอมินี  DSIหมายหัว34บริษัท

นายกฯลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินี DSIหมายหัว34บริษัท

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินี DSIหมายหัว34บริษัท พบธุรกิจอู้ฟู่มูลค่า100ล. ขยายผลสอบเชิงลึกทุกมิติ ตร.ตื่นสั่งเอกซเรย์ทุกพื้นที่ กวาดล้างขุดรากถอนโคน

นายกฯดีเดย์บุกเกาะพะงันลุยนอมินีต่างชาติยึดพื้นที่พร้อมมอบหมาย “พาณิชย์-ยุติธรรม” ประสานสภาทนาย-บัญชีหลังพบบางคนชี้โพรงทำธุรกิจ ด้านดีเอสไอเร่งตรวจสอบ 34 บริษัทส่อเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้าพบมีสินทรัพย์รวมกว่า 100 ล้านบาท ขยายผลคุ้ยเชิงลึกทุกมิติ ด้านตร.สั่งด่วนทุกพื้นที่เอกซเรย์ ระดม กวาดล้างแบบขุกรากถอนโคน

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทางดีเอสไอก็ได้มีการมอบหมายให้กองคดีความมั่นคงตั้งเรื่องสืบสวน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่มีบริษัทหรือนิติบุคคลที่เข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินีบังหน้าถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ซึ่งทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รายงานข้อมูลจำนวนบริษัท 34 แห่งที่มีสินทรัพย์รวมมูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านบาท มาให้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ล่าสุดก็พบว่ามีบริษัทจำนวนประมาณ 20 แห่งจากทั้งหมด 34 แห่งที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 100 ล้านบาท ดังนั้น ดีเอสไอจะต้องขยายผลดูรายละเอียดในส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัททั้ง 20 แห่งดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลใดบ้าง และแต่ละรายถือหุ้นในสัดส่วนเท่าไร หรือถือหุ้นจริงหรือไม่ เพราะว่าพนักงานสืบสวนดีเอสไอก็จะต้องนำไปเปรียบเทียบว่าผู้ถือหุ้นรายนั้นสมฐานานุรูป หรือว่าระหว่างที่ดำเนินกิจการนั้น บริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนผ่านมือผู้ถือหุ้นจากรายใดไปสู่รายใดบ้างหรือไม่

“กล่าวโดยรวมคือการพิสูจน์ว่าบุคคลถือหุ้นด้วยตัวเองจริง หรือแค่ไปถือหุ้นเเทนคนต่างด้าว ซึ่งวิธีพิสูจน์ก็จะมีขั้นตอนของพนักงานสืบสวนอยู่แล้ว และต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนที่สุด”พ.ต.ต.ยุทธนากล่าว

พร้อมระบุว่า สำหรับบริษัททั้ง 20 แห่ง ที่พนักงานสืบสวนดีเอสไออยู่ระหว่างการขยายผลนั้น ข้อมูลเบื้องต้นก็พบว่าเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการหลากหลายประเภท แต่ก็ต้องใช้ตรวจสอบด้วยว่ากิจการเหล่านั้นเป็นธุรกิจต้องห้ามที่ถูกบัญญัติไว้ภายในบัญชีท้ายของพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ หากพบความผิดปกติของบริษัทรายใดมีการใช้นอมินีถือหุ้นบังหน้าก็จะได้มีการประมวลเรื่องรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อสอบสวนดำเนินคดีอาญาตามพฤติการณ์ความผิดต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 13 พ.ค.นี้ นายอนุทิน ชาญวีกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเดินทางลงไปพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรับฟังปัญหาและตรวจสอบการดำเนินธุรกิจผ่านนอมินี

หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีชาวต่างชาติบางกลุ่มรวมตัวแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพยากรของประเทศ และมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนในพื้นที่รวมทั้งการบุกรุกชายหาดและที่ดินสาธารณะ หลังจากก่อนหน้านี้ลงพื้นที่จ.ภูเก็ตมาแล้ว

ข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้หารือร่วมกับนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการตรวจสอบและปราบปรามการประกอบธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว หรือนอมินีในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

โดยทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันวางแนวทางการตรวจสอบบริษัทนอมินี เบื้องต้นจะเริ่มจากการตรวจสอบที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายลำดับแรกในการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบเชิงรุก โดยได้นำข้อมูลบริษัทจำนวนกว่า 11,426 บริษัท มาวิเคราะห์และจำแนกระดับความเสี่ยงเป็นสูง กลาง และต่ำ เพื่อวางแผนตรวจสอบอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ และจะได้มีการขยายผลตรวจสอบนอมินีครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่น เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา และหัวหินต่อไป

ขณะที่ข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังใน จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงันและเกาะสมุย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2.อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3.รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4.อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5.เยอรมัน 608 ราย (5%) 6.จีน 569 ราย (5%) 7.อเมริกัน 444 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน335 ราย (3%) 9.อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 222 ราย (2%)

เกาะพะงัน มีบริษัทจำกัดจำนวน 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อิสราเอล 720 ราย (22%) 2.ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) 3.อังกฤษ 359 ราย (11%) 4.รัสเซีย 306 ราย (10%) 5.เยอรมัน 194 ราย (6%) 6.อเมริกัน 144 ราย (4%) 7.อิตาเลียน 89 ราย (3%) 8.ยูเครน 69 ราย (2%) 9.ออสเตรเลียน58 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 56 ราย (2%)

เกาะสมุย มีบริษัทจำกัดจำนวน 12,050 ราย

โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) 2.อังกฤษ 1,077 ราย (13%) 3.รัสเซีย 885 ราย (11%) 4.จีน 478 ราย (6%) 5.อิสราเอล 419 ราย (5%) 6.เยอรมัน 406 ราย (5%) 7.อเมริกัน 291 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน273 ราย (3%) 9.สวิส 173 ราย (2%) และ 10.อิตาเลียน 169 ราย (2%)

จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุยมีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน

ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากที่นายกฯ มีนโยบายสั่งปราบปรามนอมินี มีข้อมูลรายงานมาว่า พบผู้ประกอบวิชาชีพทนายและผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีบางรายที่ให้คำแนะนำหรือดำเนินการให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมาย พูดง่ายๆมีสองอาชีพนี้ที่บางคนใช้ความรู้ความสามารถไปในทางที่ผิด ทำให้เกิดช่องในการทำธุรกิจนอมินีได้

“เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้รมว.ยุติธรรม และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับสภาทนายความและสภาวิชาชีพบัญชี เพื่อพิจารณาดำเนินการด้านจรรยาบรรณต่อผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้สำนักงาน ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามนอมินีเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม”น.ส.รัชดากล่าว

และว่า วันที่ 13 พ.ค.นี้ นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการลงพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์และสั่งการการปราบปรามนอมินีในพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ เป็นการย้ำว่า รัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นทั่วประเทศ จะไม่ปล่อยให้กลุ่มผิดกฎหมายเข้ามาแย่งอาชีพ หรือสร้างผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการไทยอย่างเด็ดขาด

ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผบ.ตร. สั่งการด่วนให้ตรวจสอบและปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ป้องปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง การใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านหรือแอบแฝงเข้าเมืองเพื่อกระทำผิดกฎหมาย ตลอดจนการทำงานของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมายหรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในลักษณะนอมินี ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ผบ.ตร.สั่งการมาตรการ 3 ระยะ ได้แก่ 1.มาตรการเร่งด่วน 3 เดือน เอกซเรย์ระดม กวาดล้างมารตรการที่2 ขุดราก ถอนโคนขับเคลื่อนการปฏิบัติ 6-9 เดือน และมาตรการที่3 ระยะ 1-2 ปีโดยจะให้ทุกหน่วยตรวจสอบคนต่างด้าวในพื้นที่รับผิดชอบ จัดทำฐานข้อมูล กำหนดกลุ่มคนต่างด้าวที่พฤติการณ์ที่เกี่ยวกับยาเสพติด อาชญากรรม และภัยความมั่นคง ทั้งนี้ หากประชาชนพบเบาะแสคนต่างด้าวที่น่าสงสัยว่าจะกระทำความผิดกฎหมาย ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ทางสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 191 หรือ 1599 หรือสายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 1178 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนนายวัชระ เพชรทองอดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมตัวแทนกลุ่มประชาชนไปยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ผ่านนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าฯสุราษฎร์ธานีความว่าขอให้แก้ไขปัญหาชาวอิสราเอลตั้งถิ่นฐานบนเกาะพะงัน ตามที่มีประชาชนในพื้นที่เกาะพะงัน ร้องเรียนปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติชาวอิสราเอลเข้ามาปักหลักตั้งรกรากกว้านซื้อที่ดิน สร้างบ้าน เปิดกิจการและสร้างปัญหาในพื้นที่ ตลอดจนกระทำผิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัว จึงขอให้สั่งการแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด

แฉชัดจีนเทา ที่แท้บอสสแกมเมอร์ ระดับสั่งตายในเขมร

แฉชัดจีนเทา  ที่แท้บอสสแกมเมอร์  ระดับสั่งตายในเขมร

แฉชัดจีนเทา ที่แท้บอสสแกมเมอร์ ระดับสั่งตายในเขมร

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รมว.ยุติธรรม เผยผู้ต้องหาจีน ช็อกจนต้องส่งโรงพยาบาลแต่ปลอดภัยแล้ว พบเป็นบอส สั่งลูกน้องสังหารคนในเขมร ตำรวจเฝ้าดูแลเข้ม ก่อนส่งตรวจหาสารเสพติด  ด้านโฆษก ตร.ชี้ปมซุกคลังแสงโยงขัดแย้งระหว่างแก๊งสแกมเมอร์ในเขมร ไร้เป้าหมายก่อวินาศกรรมในไทย จ่อรื้อระบบคัดกรองวีซ่าชาวต่างชาติ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษนำตัวนายหมิงเฉินซัน  อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาชาวจีนในคดีซุกระเบิดซีโฟร์และอาวุธสงครามส่งโรงพยาบาล ภายหลังมีอาการชักเกร็ง เมื่อคืนวันที่ 11พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าจากที่ได้รับรายงานเขามีอาการช็อก จึงสั่งการกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2และชุดปฏิบัติการพิเศษ จัดกำลังเข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัย ส่วนอาการนายหมิงเฉินซันขณะนี้ปลอดภัย แต่ในรายละเอียดยังไม่มีการรายงานเข้ามา

ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุเกิดจากภาวะเครียดใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า กำลังให้เขาดูทั้งระบบ รวมถึงการตรวจสอบหาสารเสพติดด้วย แต่ขณะนี้ผลยังไม่ออกมา ส่วนการตรวจสอบสาเหตุของอาการป่วยนั้น เจ้าหน้าที่กำลังดูในรายละเอียด

ขณะที่ น.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโส สายทหาร ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านรายการเรื่องใหญ่ Live Talk ว่านายหมิงเฉินซัน ไม่ใช่นักสะสมแต่อย่างใด แต่เป็นถึงระดับบอสคนหนึ่งในวงการสแกมเมอร์จีนเทา มีอิทธิพลและคอนเนคชั่นอย่างมากในกัมพูชาจากการแกะข้อมูลโทรศัพท์มือถือพบข้อมูลว่าเป็นคนรับงานจ่ายเงินเกี่ยวกับการสังหารบุคคล โดยมีหน้าที่วางแผนและจัดหาอาวุธให้ลูกน้องไปก่อเหตุในกัมพูชา ซึ่งอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุแต่ละครั้ง จะส่งผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังฝั่งกัมพูชา

ส่วนที่นายหมิงเฉินซัน มาอาศัยอยู่เมืองไทย เพราะเห็นเมืองไทยเป็นที่หลบภัย มีเงินก็สามารถซื้อทุกอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นบัตรประจำตัวหรืออาวุธ

ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีนายหมิงเฉินซัน ที่ครอบครองอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด อาทิ ซีโฟร์ อาวุธปืน M16 รวมถึงระเบิดสังหารจำนวนมาก ว่าคดีมีความคืบหน้าไปมาก จากการตรวจสอบพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางดิจิทัล พบประวัติการสนทนา ภาพการฝึกใช้อาวุธ และการเริ่มสะสมอาวุธตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยมูลเหตุจูงใจสำคัญมาจากการเตรียมรับมือกับความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ด้วยกันเอง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า จากพยานหลักฐานที่มีในปัจจุบัน ยังไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆว่าผู้ต้องหาหรือเครือข่ายมีเป้าหมายที่จะก่อวินาศกรรมในประเทศไทย หรือนำอาวุธไปก่อเหตุทำร้ายคนไทยแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและสะสมอาวุธไว้เพื่อฆ่าตัวตายนั้น ถือเป็นสิทธิในการให้การของผู้ต้องหา แต่ในทางคดีเจ้าหน้าที่จะยึดพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีน้ำหนักทางกฎหมายเป็นสำคัญ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบบัญชีและเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาอย่างละเอียด โดยพบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบหลาย 10 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับบัญชีธนาคารและบัญชีคริปโตเคอเรนซีที่ถูกนำไปใช้ในกระบวนการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา

“เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังบริษัทที่ผู้ต้องหาเคยจดทะเบียนร่วมกับอดีตภรรยา ตลอดจนตรวจสอบมูลเหตุของการจดทะเบียนสมรส เพื่อหาความเชื่อมโยงในการกระทำความผิดทั้งหมด ส่วนประเด็นด้านสถานะบุคคลและการเดินทางเข้าประเทศของผู้ต้องหาจากการตรวจสอบพบว่านายหมิงเฉินซัน เดินทางเข้าประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านช่องทางตรวจคนเข้าเมือง โดยใช้หนังสือเดินทางประเทศจีนและกัมพูชา ประกอบกับถือครองวีซ่าประเภท PE (Privilege Entry Visa) ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับกลุ่มผู้มีกำลังทรัพย์ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ต้องหามีสถานะพำนักระยะยาว (Residence) ในประเทศเกาหลีใต้” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว

โฆษกตร.กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทาง ตร.เตรียมนำมาเป็นกรณีศึกษา เพื่อถอดบทเรียน โดยประสานข้อมูลด้านความมั่นคงร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการพิจารณาออกวีซ่า และอาจนำระบบการให้คะแนน (Scoring) สำหรับชาวต่างชาติ มาใช้ในอนาคต เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้กลุ่มอาชญากรอาศัยกำลังทรัพย์ในการใช้สิทธิพิเศษเข้าประเทศ ขณะที่การทุจริตเรียกรับเงิน 2,000 บาท เพื่อทำข้อมูลเท็จในการออกบัตรสีชมพูนั้น ถือเป็นการกระทำผิดส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะสืบสวนดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

“ส่วนการขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการ ขณะนี้มีผู้ต้องหาในคดีรวม6 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาวุธปืน Glockให้กับผู้ไม่มีคุณสมบัติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ตั้งเรื่องสอบสวนทางวินัยและดำเนินคดีอาญาแล้ว ด้านแหล่งที่มาของอาวุธสงคราม เช่น ปืน M16 และวัตถุระเบิด แม้กลุ่มผู้ค้าจะพยายามทำลายหลักฐานด้วยการลบหมายเลขประจำปืนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถสืบทราบแหล่งที่มาได้อย่างน้อย 1 กระบอกแล้ว โดยกำลังเร่งสืบสวนต่อถึงกระบวนการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มข้น” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า ได้เน้นย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่ฐานที่มั่นหรือพื้นที่ซ่องสุมของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติและกลุ่มทุนจีนเทา แต่ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายสแกมเมอร์ ประกอบกับความเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาจทำให้กลุ่มอาชญากรฉวยโอกาสใช้เป็นเส้นทางผ่านหรือพำนัก ขณะนี้ทางการไทยได้บูรณาการความร่วมมือกับประเทศจีนและกัมพูชาเพื่อทลายเครือข่ายดังกล่าว ยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงอำนาจอธิปไตยจากต่างชาติแต่อย่างใด

พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำคดีนี้มาทบทวนเพื่อยกกระดับมาตรการคัดกรองและกำกับดูแลชาวต่างชาติกลุ่มเสี่ยง ตั้งแต่ขั้นตอนการเข้าประเทศจนถึงการพำนักอาศัย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน

“ส่วนสถานการณ์ของผู้ต้องหาที่มีอาการชักเกร็งและช็อกอย่างรุนแรงจากความเครียดและการอดอาหารติดต่อกัน 3 วันระหว่างถูกคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษพัทยา ทำให้ต้องถูกส่งเข้ารับการรักษาด่วนที่โรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว แต่ยังต้องอยู่ภายใต้การเฝ้าคุ้มกันอย่างแน่นหนาตลอด 24 ชั่วโมงจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ” โฆษกตร.กล่าวและว่า ตามที่มีข้อสังเกตว่าผู้ต้องหาอาจใช้ข้ออ้างเรื่องการป่วยเป็นโรคทางจิตเวชหรือโรคซึมเศร้าเพื่อหลบเลี่ยงความผิด ทั้งที่มีพฤติการณ์เดินทางไปทั่วโลก มีทรัพย์สินจำนวนมากนั้น ยืนยันว่าตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหา