ฮุนเซนดิ้นพล่าน เดือดไทยเลิกMOU44 สั่งปิดประตูคุยทวิภาคี

ฮุนเซนดิ้นพล่าน  เดือดไทยเลิกMOU44  สั่งปิดประตูคุยทวิภาคี

ฮุนเซนดิ้นพล่าน เดือดไทยเลิกMOU44 สั่งปิดประตูคุยทวิภาคี

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ฮุนเซน”เดือด! สั่งรัฐบาลกัมพูชา ห้ามเจรจาทวิภาคีกับไทยในประเด็นทางทะเลอีกหลังยกเลิก MOU44 เพียงฝ่ายเดียว ลั่นเดินหน้าใช้ตามกลไกลUNCLOS เท่านั้นกรมศิลปากรขึ้นทะเบียน 9 ปราสาท‘ตาเมือน-ตาควาย’ ขณะที่รัฐบาลดูแลต่อเนื่อง“ครอบครัวกำลังพล”ชายแดนไทย–กัมพูชาได้“สิทธิบัตรทองฮีโร่”รักษาพยาบาลเทียบเท่าสิทธิข้าราชการด้านนอภ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ประกาศห้ามปชช.เข้าพื้นที่ชายแดนหลัง“ลุงโยชน์”หาของป่าถูกทหารเขมรจับตัวไป17วันแล้ว

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และรักษาประมุขแห่งรัฐกัมพูชาได้โพสต์ข้อความบนโซเชียล ถึงท่าทีล่าสุดของกัมพูชา เกี่ยวกับการที่ไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี2544ว่าด้วยการอ้างสิทธิทางทะเลทับซ้อนกันหรือ MOU44 ว่า คำแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ขัดแย้งกับการที่ไทยยกเลิก MOU44 เพียงฝ่ายเดียว พร้อมกับยืนยันว่ากัมพูชาจะเดินหน้าตามกลไกกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศที่มีอยู่ โดยไม่รอการเห็นชอบจากฝ่ายไทย

ฮุน เซนเดือด!หลังไทยยกเลิกMOU44

โดยในโพสต์ของสมเด็จฯฮุน เซนระบุว่าเมื่อวันที่11 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีสื่อไทยรายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวว่าภายใต้อนุสัญญากฎหมายทะเลหลังจากที่ยกเลิกMOU44แล้ว กระบวนการจะต้องดำเนินต่อไปภายใต้กรอบของอนุสัญญาซึ่งมีหลายขั้นตอนและวิธีการหลักควรเป็นการเจรจาระหว่างสองฝ่ายก่อน

ฮุน เซน ระบุว่าหากรายงานนี้สะท้อนคำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยของไทยอย่างถูกต้องแล้ว คำพูดที่ว่า“วิธีการหลักควรเริ่มต้นจากการเจรจาระหว่างสองฝ่ายก่อน”นั้น ย่อมขัดแย้งกับการกระทำของประเทศไทยอย่างชัดเจน เพราะไทยได้ยกเลิกMOU44 แต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเท่ากับเป็นการรื้อทำลายกรอบการเจรจาทวิภาคีเกี่ยวกับการอ้างสิทธิทางทะเลทับซ้อนกันไปแล้ว

สั่งรบ.กัมพูชาห้ามเจรจาทวิภาคีกับไทย

“ในฐานะรักษาการประมุขแห่งรัฐ ข้าพเจ้าขอเตือนรัฐบาลกัมพูชา อย่าเข้าสู่การเจรจาทวิภาคีกับไทยในประเด็นทางทะเลอีกและให้เดินหน้าเข้าสู่กลไกที่กำหนดไว้ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี ค.ศ.1982 (UNCLOS1982)โดยตรง โดยไม่ต้องรอข้อตกลงใดๆจากฝ่ายไทยW ระบุว่าเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมาตนได้เตือนรัฐบาลกัมพูชาไปครั้งหนึ่งแล้วว่าอย่าสร้างกลไกความร่วมมือทวิภาคีใหม่ มาแทนที่กลไกเดิมที่ไทยเป็นฝ่ายยกเลิกและว่า“เราเสียใจกับการที่ไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี2544 แต่ขณะเดียวกัน ก็ขอบคุณไทยที่ช่วยผลักดันให้กัมพูชาเดินหน้าไปสู่การใช้กลไกระหว่างประเทศแทน

กรมศิลปากรขึ้นทะเบียน9ปราสาท

ขณะที่ ทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง รายชื่อโบราณสถานในเขตจังหวัดสุรินทร์ ความว่า ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ได้กำหนดนิยามของคำว่า“โบราณสถาน”หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุ หรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประโยชน์ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วยเพื่อให้การปกป้องคุ้มครองโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีความชัดเจน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 อธิบดีกรมศิลปากร จึงประกาศรายชื่อโบราณสถานในเขตจังหวัดสุรินทร์ ดังนี้

อำเภอกาบเชิง ปราสาทหมอนเจริญ ,ปราสาทเบง,ปราสาทเช็ม,ปราสาทหนองคะนา (ปราสาทหนองคันนา ปราสาทคนา หรือปราสาทหนองคนาย) อำเภอบัวเชด ปราสาทโอทะลัน อำเภอพนมดงรัก ปราสาทบ้านหนองคันนา ปราสาทตาเมือน (ปราสาทบายกรีม) ปราสาทตาควาย (ปราสาทตาวาย) อำเภอสังขะ ปราสาทเต่าทอง ประกาศ ณ วันที่ 9 เม.ย. 2569

รัฐบาลดูแล“ครอบครัวกำลังพล”

วันเดียวกันนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาแนวทางดูแลครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้ยังคงได้รับสิทธิด้านการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แม้เจ้าของสิทธิจะเสียชีวิตลงจากกรณีข้าราชการทหารเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จำนวน 27 ราย ส่งผลให้บุคคลในครอบครัวจำนวน 40 ราย สิ้นสุดสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และต้องกลับไปใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดูแลครอบครัวของผู้เสียสละให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมและสมศักดิ์ศรี

ได้“สิทธิบัตรทองฮีโร่”เทียบเท่าสิทธิขรก.

สาระสำคัญคือ มอบหมายให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตดังกล่าว ได้รับ“สิทธิบัตรทองฮีโร่”หรือUC Heroes โดยสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในขอบเขตเทียบเท่าสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ สิทธิดังกล่าวจะคงอยู่จนกว่าผู้มีสิทธิจะได้รับสิทธิรักษาพยาบาลอื่นตามกฎหมาย และในกรณีบุตรของผู้เสียชีวิต ให้ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ โดยสปสช.จะเป็นหน่วยงานบริหารจัดการระบบและดูแลการใช้สิทธิให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด

ทั้งนี้ สปสช.ประมาณการงบประมาณในการดำเนินการไว้ปีละ 780,040 บาท โดยในปีงบประมาณ 2569 จะขอรับจัดสรรจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และในปีงบประมาณต่อไปจะเสนอขอรับจัดสรรตามกระบวนการงบประมาณประจำปี

สุรินทร์ประกาศห้ามปชช.เข้าพื้นที่ชายแดน

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนายโยชน์ สายน้อย อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70 ม.7 ต.กันตวจระมวล อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ได้เข้าป่าชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อหาจับอึ่งและหาของป่าเก็บดอกกระเจียว เมื่อวันที่ 25 เม.ย.69 ก่อนถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปดำเนินคดีและรอขึ้นศาล ที่ จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 17 ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดทางอ.กาบเชิง จ.สุรินทร์โดยนายนิรันดร์ สุนทรศิริ นายอำเภอกาบเชิงได้ออกประกาศขอความร่วมมือประชาชนทั่วไป งดเข้าพื้นที่ป่าชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนโดยปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

รายละเอียดในประกาศระบุว่าเนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมยังไม่ปลอดภัย อาจมีวัตกระสุนปืนวัตถุระเบิด ทุ่นระเบิด กระสุนปืนตกค้าง รวมทั้งกองกำลังจากนอกประเทศ ทั้งนี้การเข้าไปถ่ายภาพสถานที่หรือที่ตั้งทางทหาร อาจเป็นความผิดทางกฏหมายเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนจึงขอความร่วมมืองดเข้าพื้นที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

บุกทำเนียบไล่บี้อนุทิน ทวงภาษีแม้ว คดีชินคอร์ป1.7หมื่นล.

บุกทำเนียบไล่บี้อนุทิน  ทวงภาษีแม้ว  คดีชินคอร์ป1.7หมื่นล.

บุกทำเนียบไล่บี้อนุทิน ทวงภาษีแม้ว คดีชินคอร์ป1.7หมื่นล.

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บุกทำเนียบไล่บี้อนุทิน ทวงภาษีแม้ว คดีชินคอร์ป1.7หมื่นล. รัฐบาลปิดปากกันเงียบ ‘นายกฯ-เอกนิติ’ดาหน้า ยันพรก.กู้เงินไม่ผิดก.ม. สว.รุมถล่มแลนด์บริดจ์

“ศรีสุวรรณ”บุกทำเนียบจี้นายกฯทวงภาษี“ทักษิณ”ขายหุ้นชินคอร์ป ตามคำพิพากษาศาลฎีกา 1.76 หมื่นล้าน ขณะที่ภท. ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพเข้มแข็ง “ทักษิณ”พ้นโทษไม่กระทบ ด้าน“อนุทิน” ไม่หวั่นไหวพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านสะดุด ยันไม่แผนสอง เย้ยถ้าไม่มั่นใจก็อย่าออกพ.ร.ก.แต่แรก“ปกรณ์”เทียบความต่างรธน.3ฉบับ ชี้รธน.60 เน้นดูเฉพาะความมั่นคงเศรษฐกิจ-ไม่เอาความเร่งด่วนมาพิจารณา “เอกนิติ”ชี้ต้องรีบแก้วิกฤตปากท้อง เปรียบยิงนกทีเดียวได้ถึงสองตัว ทั้งเยียวยาประชาชน และทำให้กลับมาแข็งแรงขึ้น

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาคดีขายหุ้นชินคอร์ปฯ ชี้ปล่อยล่าช้าเกินสมควร ขอเปิดความคืบหน้าต่อสาธารณชน

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ขอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมสรรพากร เร่งรัดติดตามทวงถามและดำเนินการเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร กรณีขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ทวงภาษีแม้ว4.76หมื่นล้าน

ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ซึ่งพิพากษากลับยกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร ฟ้องขอเพิกถอนหนังสือประเมินภาษี ส่งผลให้ต้องชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่กรมสรรพากรรวมกว่า 17,600 ล้านบาท นายศรีสุวรรณ ระบุว่า เวลาล่วงเลยมานานเกินสมควร แต่ยังไม่ปรากฏความชัดเจนในการเร่งรัดจัดเก็บภาษีดังกล่าว จึงเห็นว่านายกรัฐมนตรีควรใช้อำนาจกำกับดูแลฝ่ายบริหาร สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามคำพิพากษาอย่างเคร่งครัด พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อนำรายได้เข้าสู่แผ่นดินโดยเร็ว

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการต่อองค์กรและสาธารณชน ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายข้อมูลข่าวสารรับรองไว้

ต่อมา เวลา 10.14 น. นายศรีสุวรรณได้ยื่นหนังสือผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับเรื่องไว้ดำเนินการ ก่อนยุติภารกิจเวลา 11.00 น. และเดินทางกลับทันที

‘ทักษิณ’เข้าพบแพทย์

ด้านความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ พร้อมกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และน.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวทั้งสอง เดินทางมาที่โรงพยาบาลพระราม 9 เพื่อตรวจเช็กสุขภาพ ในการเช็กอัพร่างกาย หลังจากถูกควบคุมตัวในเรือนจำคลองเปรมนาน 8เดือน โดย นายทักษิณ ได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ นายทักษิณ และครอบครัว เดินทางมาถึงโรงพยาบาลพระราม 9 ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. เป็นการเดินทางมาส่วนตัวไม่อนุญาตให้สื่อบันทึกภาพและทำข่าว

‘แม้ว’พ้นคุกไม่กระเทือนรัฐบาล

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับการพักโทษ แต่ต้องติดกำไล EM ซึ่งอาจจะเกิดความไม่พอใจเรื่องจะมีผลทางการเมืองอย่างไรบ้าง ว่า ตอนนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเสถียรภาพของรัฐบาล ก็ค่อนข้างจะเข้มแข็งไม่คิดว่าจะได้รับผลกระทบง่ายขนาดนั้น แต่อย่างไรก็จะติดตามดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อถามว่าจะไม่มีผลอะไรที่ทำให้การเมืองดูน่าสนใจขึ้นมาใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนว่าเอาความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก ก่อนความน่าสนใจ ตนว่าวันนี้เป็นไปในทิศทางที่มีเสถียรภาพความมั่นคงเพียงพอ ผลกระทบที่สื่อพยายามจะจี้ถามตนไม่ทราบจริงๆ ว่าคืออะไร ถ้าพูดออกมาตรงๆ จะตอบได้ง่ายกว่าว่ากังวลจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าหลายคนกังวลว่านายทักษิณออกมาแล้วจะเกิดการแก้แค้น นายไชยชนกกล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ ตอบแทนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราเดินตามสิ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ก็ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน และจะยืนหยัดแบบนี้ต่อไป

‘อนุทิน’ไม่หวั่นไหวพรก.กู้เงินสะดุด

ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ(รธน.) ตีความการออกพระราชกำหนด(พรก.)กู้เงิน 4แสนล้านบาท โดยอ้างเหตุผลไม่จำเป็นเร่งด่วน ว่า รัฐบาลในฐานะบริหารราชการแผ่นดินเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและมีประโยชน์

เมื่อถามว่าการยื่นตีความจะทำให้โครงการที่วางไว้สะดุดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ พ.ร.ก.กู้เงิน มีผลบังคับใช้แล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เพียงแต่ที่จะล่าช้าออกไปบ้าง คือเมื่อสมาชิกรัฐสภาฯจำนวน 1 ใน 5 ส่งเรื่องมา ทำให้ประธานสภาฯที่จะบรรจุวาระพ.ร.ก.กู้เงินพิจารณาเป็นลำดับแรก ยังทำไม่ได้ แต่ว่าถือเป็นคนละซอยกัน ซอยทำงานให้ประชาชน เอาเงินไปช่วยเหลือความเดือดร้อนประชาชนยังเดินต่อไป

ถ้าไม่มั่นใจก็อย่าออกพรก.แต่แรก

เมื่อถามต่อว่ามีการเตรียมการรับมือกรณีร้ายแรงที่สุดหากศาลรธน.ตีความว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัดรธน.ไว้บ้างหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า รัฐบาลทำหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องทำ คือช่วยเหลือความเดือดร้อนประชาชน ที่เป็นเรื่องฝ่ายบริหาร เมื่อถามย้ำว่าต้องมีแผนหนึ่งแผนสองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีอยู่แผนเดียว แผนช่วยเหลือประชาชน เมื่อถามอีกว่า เรื่องนี้มีตำแหน่งคณะรัฐมนตรี (ครม.)เดิมพัน หลายคนจึงตั้งคำถามว่ามีแผนสำรองหรือไม่หากศาลตีความเป็นอย่างอื่น นายกฯ กล่าวว่า มาถึงจุดนี้แล้วถ้าไม่มั่นใจก็อย่าออกพ.ร.ก.เท่านั้นเอง

นายกฯแจ้งครม.กฎหมายมีผลแล้ว

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งว่า ก่อนเริ่มการประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้แจ้งเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ขณะนี้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และมีผลบังคับใช้แล้ว รัฐบาลสามารถดำเนินการได้เลย ส่วนกรณีฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินนั้น เป็นเรื่องของสภา ให้เป็นไปตามกระบวนการ รัฐบาลเดินหน้าต่อได้ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมา แล้วค่อยมาดูรายละเอียดว่า ศาลวินิจฉัยเอาไว้อย่างไรบ้าง

‘ปกรณ์’มั่นใจโครงการเดินหน้าต่อ

ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า การออกพ.ร.ก.แต่ละครั้ง รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ผ่าน ก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น และจะเกิดปัญหาว่าสิ่งที่ทำไปจะเป็นอย่างไรฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะทำ ต้องมั่นใจว่าต้องรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ รวมถึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ถึงจะออกพรก.ดังกล่าวทั้งนี้ รัฐบาลมั่นใจว่าตามข้อมูลของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากการไล่ดูเงินทุกก้อนที่มีอยู่นั้น มันไม่เพียงพอ และยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในวันข้างหน้า ซึ่งสงครามยังไม่น่าจะจบ ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญกฎหมายมีผลบังคับใช้ โครงการจะเดินหน้าต่อไป ไม่ได้ติดอะไร เว้นแต่ศาลบอกให้รอไว้ก่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลจะส่งกฎหมายไปยังสภาผู็แทนราษฎร เพื่อให้ดำเนินการต่อและอนุมัติ และขณะนี้เชื่อว่าทางสภาฯจะต้องรอการพิจารณาจนกว่าศาลจะตัดสินภายใน 60 วัน

แจงเหตุผลไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าสาเหตุที่รัฐบาลมองว่าเรื่องนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด นายปกรณ์ กล่าวว่า ตนขออธิบายและรัฐธรรมนูญ เมื่อดูท้ายของพ.ร.ก. เหมือนเงินกู้จะแบ่งเป็น 2 ก้อน แต่เงินทั้ง 2 ก้อนนี้สามารถโยกสลับกันได้สิ่งที่รัฐบาลทำคือทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน คือ 1.การช่วยเหลือเยียวยา 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ และต้องดำเนินการพร้อมกันไปทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือประชาชน ทั้งกลไกและระบบที่จะทำ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพประชาชน ดังนั้น ทั้ง 2วัตถุประสงค์ ก็คือดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้นการใช้จ่ายเงินจึงไม่แยกก้อน แต่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนจะทำให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมีหลายฉบับ พร้อมยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศหรือไม่ โดยไม่ให้ดูเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และช่วงนั้นก็ออก พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้งในยุครัฐบาลนายชวน หลีกภัย และยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ตอนนั้นก็มีการถามประเด็นเรื่องความความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่

เป็นไปตามวัตถุประสงค์ความมั่นคงศก.

นายปกรณ์ กล่าวว่า จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยนำสิ่งในอดีตมาเขียนใหม่ โดยให้ตรวจสอบสองเงื่อนไข 1.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2.จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยกู้ ครั้งแรกกู้สำเร็จ และอีกครั้งได้มีการถอนเรื่องออกไปก่อนเพราะติดในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนรวมถึงสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กู้สำเร็จในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ส่วนครั้งที่สองที่จะกู้ 2 ล้านล้าน เพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศระยะยาว 7 ปีนั้น ก็เกิดปัญหาว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ จนมีวลีว่าให้ทำถนนลูกรังทั่วประเทศก่อนดีกว่าหรือไม่ จนเกิดปัญหาเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง

จนมารัฐธรรมนูญปี 2560 ก็กลับไปใช้ตามหลักเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วน เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้รู้ดีที่สุด เพราะกระทรวงการคลัง เปรียบเสมือนเป็นแม่บ้านที่ถือกระเป๋าตังค์อยู่ ฉะนั้นตังค์ขาดไม่ขาดแม่บ้านจะรู้

ดังนั้น หากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคแรก ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะไม่ดูในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ฉะนั้น ตนก็มั่นใจว่าศาลจะดูตามกรอบและวัตถุประสงค์ ตามรัฐธรรมนูญ 172 วรรคหนึ่ง ว่าเป็นไปตามความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ส่วนความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนรัฐบาลคงไม่ทำ เพราะเป็นการบายพาสสภาฯ และผลของมันร้ายแรง หากกฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก ถือเป็นไปตามปกติ โดยครม.ทุกคนต้องรับผิดชอบ

ยันไม่มีการตีเช็คเปล่า

เมื่อถามย้ำว่าตามข้อกฎหมายมองว่าไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายปกรณ์ ยืนยันว่า ตนเห็นเช่นนั้น

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่าเป็นการตีเช็คเปล่า รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ย้อนถามสื่อว่า เช็คเปล่าอีกแล้ว ก่อนระบุว่า “เช็คเปล่าที่ไหน มันมีที่ไหนใครให้เช็คเปล่าแก่คุณ ไม่มี โลกนี้ไม่มีการตีเช็คเปล่า ผมยืนยันไม่มี การตีเช็คเปล่าเป็นวาทกรรม ผมคิดว่าไม่ควรใช้ คุณตีเช็คเปล่า ก็ติดคุก รัฐบาลไม่ทำ”นายปกรณ์ กล่าวและว่า โดยรายละเอียดการขอโครงการต่างๆ จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

‘เอกนิติ’ชี้ต้องทำก่อนวิกฤตหนัก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หลังฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ยืนยันว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และวิกฤตปากท้องประชาชนส่วนที่หลายคนนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต เช่น ในปี 2540 ครั้งนั้นต้องเรียนว่า วิกฤตค่าเงิน และวิกฤตแบงก์ล้ม ซึ่งแตกต่างจากขณะนี้ที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยค่าครองชีพที่พุ่งสูงทั่วโลก ถือเป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วน และมีการพิจารณาในคณะรัฐมนตรี(ครม.) อย่างรอบคอบ

“หากไม่ทำในวันนี้ วิกฤตจะมาอีกหลายระลอก วันนี้เงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้น และวิกฤตต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่หยุดวิกฤตนี้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ และรอให้เกิดปัญหา เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้หดตัว ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตคนตกงาน นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และหากปล่อยให้เกิดนานขึ้น จะยิ่งแก้ไขยาก” นายเอกนิติ กล่าวและว่า วันนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว และมีผลบังคับใช้เรียบร้อย ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้า

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

เมื่อถามว่าในส่วนของเงิน 200,000 แสนล้านบาทก้อนหลัง สามารถรอในงบรายจ่ายประจำปีงบประมาณปกติได้หรือไม่ นายเอกนิติ ระบุว่า ตนคิดว่า 200,000 แสนล้านบาท ก้อนหลังกับ 200,000 บาทแรก ต้องแยกกัน เพราะนี่คือวิกฤตเรื่องการเยียวยาวัตถุประสงค์ของพ.ร.ก.ฉบับนี้ คือการเยียวยา และยังต้องเปลี่ยนผ่านให้เกิดความเข้มแข็งได้ด้วย เปรียบเหมือนยิงนกทีเดียวได้ถึงสองตัว ทั้งบรรเทาผลกระทบ และทำให้กลับมาแข็งแรงขึ้น

“วันนี้ชัดเจนว่า ไทยมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เพราะเราต้องนำเข้าพลังงานสูง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะหากยังต้องพึ่งพาน้ำมันมากขนาดนี้ ก็ต้องนำเข้า ขณะที่วิกฤตสงครามไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ และจะกระทบประชาชนอีกหลายระลอก ผมคิดว่าประชาชนจะเดือดร้อน” นายเอกนิติ กล่าว

วุฒิสภาถกผลศึกษา‘แลนด์บริดจ์’

เวลา 10.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณารายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(แลนด์บริดจ์)ซึ่งคณะกรรมมาธิการ(กมธ.)การคมนาคม พิจารณาเสร็จแล้วและญัตติเรื่องขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ที่นายนรเศรษฐ ปรัชญากร สว.เป็นผู้เสนอ

โดยนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.ในฐานะประธานกมธ.คมนาคม วุฒิสภาได้รายงานผลการพิจารณาว่า ทางกมธ.ได้เห็นความสำคัญของแลนด์บริดจ์และติดตามการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์มาอย่างต่อเนื่องและรอบด้านทั้งในเชิงนโยบาย เทคนิค เศรษฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ในการดำเนินงานจริงเพื่อให้เกิดความรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ชี้อุปสรรคมากต้องทบทวนทั้งหมด

ด้านนายภมร เชาว์ศิริกุล สว.ประธานอนุกมธ.นโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ในกมธ.คมนาคม วุฒิสภา เสนอรายงานว่า โครงการนี้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2544 สมัย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จนมาถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างความเจริญลงสู่ภาคใต้ เพื่อคนภาคใต้โดยเฉพาะ ตลอดระยะเวลาการศึกษาได้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการด้านขนส่งโลจิสติกส์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้รายงานครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งพบว่าแลนด์บริดจ์ ไม่ได้เป็นเพียงการก่อสร้างท่าเทียบเรือ หรือเส้นทางคมนาคมขนส่งเท่านั้น แต่เป็นระบบโลจิสติกส์ต่อเนื่องหลายรูปแบบ ที่ต้องอาศัยการดำเนินการที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทั้งระยะเวลาและสมมติฐานทางเศรษฐกิจ ความพร้อมของโครงสร้าง รวมถึงข้อจำกัดในการดำเนินงานจริง เพื่อให้ผลการศึกษาสามารถสะท้อนสภาพสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น ความสำเร็จของโครงการ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบ ความต่อเนื่องของกระบวนการขนส่งความรวดเร็ว ตลอดจนความสามารถในการรักษามาตรฐานความเชื่อถือในการแข่งขันกับท่าเรือและศูนย์กลางโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

ข้อจำกัดโครงสร้างทางก.ม.ที่ซับซ้อน

นายประพันธ์ โลหะวิริยศิริสว. ในฐานะอนุกมธ.นโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี เสนอรายงานการศึกษาว่า การจะนำเสนอแลนด์บริดจ์เพื่อให้คนมาใช้จะต้องพิจารณาถึงต้นทุนและเวลาที่จะประหยัดและสามารถแข่งขันได้ ซึ่งจะต้องเป็นมุมมองของผู้ขนส่งหรือสายเดินเรือ และต้องพิจารณาว่าโครงการนี้มีข้อจำกัดอะไรบ้าง วิเคราะห์ว่าสินค้าจะมาใช้เราเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะไปกำหนดปริมาณสินค้า หรือคอนเทนเนอร์ที่ จะมาใช้ในโครงการ ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นของการประเมินรายได้ รวมทั้งต้นทุนการก่อสร้างหรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นจะต้องสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับตัวแปรเรื่องต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือของการให้บริการ ผลลัพธ์ที่จะออกมา จึงผันไปตามตัวแปรและค่าสัมประสิทธิ์ที่ผู้ศึกษาโครงการเขียนแบบจำลองขึ้นมา ดังนั้น การศึกษาที่รอบคอบจะต้องทำหลายๆรูปแบบ เพื่อให้ผลออกมามีความเป็นไปได้

“การจะทำแลนด์บริดจ์หัวใจสำคัญ หรือร้อยละ 80 ของสินค้าที่มาใช้เป็นสินค้าถ่ายลำ ฉะนั้นปัจจัยที่สำคัญ คือจะทำอย่างไรให้การถ่ายลำเป็นไปอย่างราบรื่น ทางกายภาพแม้เราจะทำให้ดี แต่หากระเบียบปฏิบัติไม่ได้เอื้อทำให้การไหลของสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น ทุกอย่างก็จะสะดุด เวลาก็จะมากขึ้นและอาจตามมาด้วยค่าใช้จ่าย ผมได้ผลักดันเรื่องการแก้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการถ่ายลำที่ท่าเรือแหลมฉบังมามากกว่า 10 ปีพบว่าปัญหาใหญ่ ไม่ใช่เรื่องของกายภาพ แต่เป็นเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นคือ ข้อจำกัดและอุปสรรคในเชิงโครงสร้างทางกฎหมายที่ซับซ้อน มีผลทำให้การถ่ายลำผ่านแดนในประเทศไทยน้อยมาก มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 ของปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ที่แหลมฉบัง ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 80%ข้อจำกัดในเรื่องการขนจากเรือต่อรถ ต่อรถไฟ หรือรถบรรทุก มีความไม่แน่นอน”สว.ประพันธ์ กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“หากไม่ทำในวันนี้ วิกฤตจะมาอีกหลายระลอกเงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้น ต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพถ้าไม่หยุดวิกฤตได้ตั้งแต่ตอนนี้และรอให้เกิดปัญหา เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้หดตัว ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตคนตกงาน”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

โปรดเกล้าฯ ให้ 2 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์

โปรดเกล้าฯ ให้ 2 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์

โปรดเกล้าฯ ให้ 2 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.05 น.

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ มีเนื้อหาว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 และข้อ 6 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ จำนวน 2 นาย ดังนี้

1. พลเอก สมชาย เพ็งกรูด

2. พลโท วิรัชช์ กมลศิลป์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 11 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

จักรภพ ฟันธง! นายใหญ่ ยุคใหม่ ไม่เดินเกมการเมืองแบบเดิม มองอนาคตประเทศสำคัญกว่าความแค้น

จักรภพ ฟันธง! นายใหญ่ ยุคใหม่ ไม่เดินเกมการเมืองแบบเดิม มองอนาคตประเทศสำคัญกว่าความแค้น

จักรภพ ฟันธง! นายใหญ่ ยุคใหม่ ไม่เดินเกมการเมืองแบบเดิม มองอนาคตประเทศสำคัญกว่าความแค้น

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.31 น.

จักรภพ ชี้ “ทักษิณ” ได้บทเรียนหนักจากชีวิต มองอนาคตประเทศสำคัญกว่าความแค้น เชื่อกลับมาครั้งนี้ไม่เดินเกมเดิม

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นโทษว่า โดยส่วนตัวรู้สึกยินดี และเชื่อว่านายทักษิณได้รับบทเรียนชีวิตอย่างหนักจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา พร้อมมองว่าหลังจากนี้นายทักษิณยังคงมีบทบาทต่อประเทศ แต่ไม่น่าจะเดินเกมการเมืองในรูปแบบเดิมอีก

นายจักรภพ กล่าวว่า จากการสังเกตสีหน้าและท่าทีของนายทักษิณ เห็นได้ชัดว่านายทักษิณรับรู้ถึงความหนักหนาสาหัสของสิ่งที่เผชิญมา แต่ด้วยบุคลิกที่เป็นคนมุ่งมั่น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งด้านธุรกิจ การเมือง หรือครอบครัว ก็ยังสามารถเดินหน้าต่อได้เสมอ โดยมองว่าความเข้มแข็งไม่ใช่ปัญหา หากแต่อยู่ที่ว่าหลังจากนี้นายทักษิณจะเลือกทำอะไร

“เรื่องสุขภาพ เรื่องการทำประโยชน์ให้บ้านเมือง แม้อาจไม่ใช่การเมืองโดยตรง ผมคิดว่าท่านยังเดินต่อแน่นอน โดยส่วนตัวแล้ว ที่ผ่านมาท่านทักษิณมีความเมตตากับผมมาก แต่ผมยังไม่ได้รีบเข้าไปพบ เพราะอยากรอให้ท่านสะดวกก่อน และหากได้พูดคุยกัน สิ่งที่อยากหารือไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือทิศทางการเมืองและอนาคตประเทศ” นายจักรภพ กล่าว

นายจักรภพ ยังกล่าวถึงคำพูดของนายทักษิณที่ระบุว่าจะ “ไปจำศีล” ว่า คำว่า “ศีล” อาจหมายถึง “ความปกติ” เพราะชีวิตที่ผ่านมาอาจเต็มไปด้วยความไม่ปกติและความผันผวน ขณะที่การอยู่ภายในเรือนจำ แม้ไม่มีใครต้องการ แต่ก็อาจทำให้ได้มีเวลาทบทวนตัวเอง ได้พบคนที่อยากพบ และได้ประมวลข้อมูลใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีหลัง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจในอนาคต

นายจักรภพ มองว่า นายทักษิณเป็นคนรักประเทศชาติมาก เมื่อมองประเทศไทยในวันนี้ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง หรือแม้แต่ปัญหาประชากร ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในจุดที่ควรจะเป็นในการแข่งขันระดับโลก นายทักษิณจึงคงต้องคิดว่าจะทำประโยชน์อะไรให้ประเทศได้บ้าง ซึ่งไม่อยากให้ตีความว่าเป็นข้ออ้างในการกลับมาเล่นการเมือง แต่การจะให้คนอย่างนายทักษิณหยุดคิดเรื่องบ้านเมืองคงเป็นไปไม่ได้ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว นายทักษิณเป็นคนที่เมื่อเห็นปัญหา ก็ต้องการแก้ปัญหาและหาทางออก แต่ที่ผ่านมา บางฝ่ายอาจต้องการให้นายทักษิณยอมรับสภาพ และหยุดเคลื่อนไหวมากกว่า

นายจักรภพ ยังสะท้อนว่า ปัญหาทางการเมืองไทยส่วนหนึ่งเกิดจากการตีความ และวัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ที่เมื่อเจอคนมั่นใจในตัวเองมาก ๆ ก็อาจถูกมองว่าแข็งกร้าว หรือพร้อมเปิดสงคราม ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจไม่ใช่เช่นนั้น

เมื่อถูกถามถึงบทบาทของนายทักษิณต่อพรรคเพื่อไทย ในสถานะพรรคร่วมรัฐบาล นายจักรภพ มองว่า นายทักษิณเป็นคนที่มีความสามารถในการมองคนและจัดวางคนตามสถานการณ์ โดยยกตัวอย่างว่า แม้แต่การเลือกนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เมื่อเคยถามเหตุผล นายทักษิณตอบสั้น ๆ เพียงว่า “เขาแข็งพอ” ไม่ได้ระบุว่าเก่งด้านใดเป็นพิเศษ ดังนั้น ในบางสถานการณ์จึงต้องเลือกคนตามความจำเป็นของช่วงเวลานั้น เหมือนบางครั้งต้องใช้ค้อนแข็งมาทุบ แต่หากแข็งเกินไปก็อาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากนี้ บทบาทของนายทักษิณน่าจะเป็นการใช้ประสบการณ์และความสามารถในการวางคนแบบเงียบ ๆ มากกว่าการออกหน้าเหมือนในอดีต

สำหรับกระแสความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย รวมถึงความสัมพันธ์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายเนวิน ชิดชอบ นายจักรภพ เชื่อว่าไม่น่าจะมีเรื่องล้างแค้น เพราะนายทักษิณไม่ใช่คนล้างแค้น แต่เป็นคนที่พยายามทำสมดุลให้กลับมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ ยอมรับว่าในอดีต นายทักษิณอาจแสดงออกตรงเกินไป หรือไม่ใส่ใจที่จะอธิบายกับคนที่ไม่เห็นด้วย จนทำให้เกิดศัตรูทางการเมืองเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ นายจักรภพ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยเสียเวลากับความขัดแย้งทางการเมืองมากว่า 20 ปี ขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่หลายปัญหาในประเทศกลับแทบไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และการเกษตร-อาหารโดยรวม วันนี้ประเทศไทยควรเป็นผู้นำอาเซียนแล้ว แทนที่จะเสียเวลากับความขัดแย้งภายใน จนต้องมานั่งอธิบายตนเองเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เหมือนเรากลับกลายเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่งในสายตาโลก พูดง่าย ๆ คือ เราเสียความเป็นผู้ใหญ่ไปมากในห้วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมานี้

นายจักรภพ ย้ำว่า นายทักษิณยังมีศักยภาพในระดับระหว่างประเทศ เพราะสามารถพูดคุยกับผู้นำโลกได้หลายคน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งหากใช้ศักยภาพดังกล่าวให้ถูกทาง จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากกว่าการวิตกกังวลกับบทบาททางการเมืองของนายทักษิณ

“ทุกฝ่ายควรใช้จังหวะนี้ทบทวนบทบาทตัวเอง ไม่ใช่เฉพาะนายทักษิณเท่านั้น แต่รวมถึงทุกกลุ่มในสังคม เพราะโลกและสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว การยึดติดกับตัวละครเดิมในบทบาทเดิม อาจทำให้ประเทศหยุดอยู่กับที่ วันนี้อะไรก็ได้ ขอให้ประเทศเดินไปข้างหน้า แม้จะยังเห็นต่างกัน แต่ต้องหาทางอยู่ร่วมกันให้ได้ เพราะถ้าประเทศยังติดอยู่กับความขัดแย้งเดิม เราจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ในโลกที่แข่งขันกันหนักขึ้นทุกวัน” นายจักรภพ กล่าวทิ้งท้าย

พรรคเพื่อไทย ประกาศแต่งตั้ง 11 ผู้บริหารชุดใหม่ จุลพันธ์ นั่งปธ. ลุย 6 ภาระกิจสำคัญ

พรรคเพื่อไทย ประกาศแต่งตั้ง 11 ผู้บริหารชุดใหม่ จุลพันธ์ นั่งปธ. ลุย 6 ภาระกิจสำคัญ

พรรคเพื่อไทย ประกาศแต่งตั้ง 11 ผู้บริหารชุดใหม่ จุลพันธ์ นั่งปธ. ลุย 6 ภาระกิจสำคัญ

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.04 น.

พรรคเพื่อไทย ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะผู้บริหารพรรค ชุดใหม่ 11 คน ‘จุลพันธ์’ นั่งประธาน ขณะที่ ‘ภูมิธรรม-พรหมินทร์-สมศักดิ์’ เป็นกรรมการ มอบอำนาจขับเคลื่อนงานบริหาร กำหนดยุทธศาสตร์ และกลั่นกรองเรื่องสำคัญของพรรค ดำรงตำแหน่ง 2 ปี

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยออกคำสั่งพรรคเพื่อไทย ที่ 0005/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย เพื่อให้การบริหารและการดำเนินกิจการของพรรคเป็นไปด้วยความรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2566 ข้อ 58 ประกอบมติคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย การประชุมครั้งที่ 7/2569 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จึงให้แต่งตั้ง “คณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย” โดยมีองค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

1.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ประธาน
2.รองศาสตราจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล รองประธาน
3.นายภูมิธรรม เวชยชัย กรรมการ
4.นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช กรรมการ
5.นางมนพร เจริญศรี กรรมการ
6.น.ส.จิราพร สินธุไพร กรรมการ
7.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน กรรมการ
8.นายสรวงศ์ เทียนทอง กรรมการ
9.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมการและเลขานุการ
10.น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ผู้ช่วยเลขานุการ
11.นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ 1. พิจารณาสั่งการและดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ อันเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของพรรค เว้นแต่เรื่องที่กฎหมาย และข้อบังคับกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค ให้เสนอความเห็นต่อหัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อพิจารณาดำเนินการ 2.เรื่องใดเกี่ยวข้องกับกิจการ ซึ่งจำต้องอาศัยมติคณะกรรมการบริหารพรรค ให้คณะผู้บริหารพิจารณาและทำความเห็นเสนอคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณา 

3.พิจารณากำหนดและดำเนินการเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของพรรคในด้านต่าง ๆ โดยอาจประชุมร่วมกับคณะที่ปรึกษาตามที่เห็นสมควรและรายงานให้คณะกรรมการบริหารพรรคเดือนละครั้ง 4. ร่วมประชุมและพิจารณาให้ความเห็นต่อคณะกรรมการบริหารพรรคในเรื่องที่คณะกรรมการบริหารพรรคขอรับฟังความเห็น 5. แต่งตั้งบุคคลผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์เป็นคณะทำงานได้ตามความเหมาะสม และแจ้งให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคทราบภายในการประชุมครั้งต่อไป และ 6. หน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย

โดยให้มีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี นับแต่วันที่แต่งตั้ง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
 

น้าเดชแรงได้ใจ! บอก พักโทษ ไม่ใช่ พ้นโทษ เปรียบเทียบเจ็บจนเห็นภาพ

น้าเดชแรงได้ใจ! บอก พักโทษ ไม่ใช่ พ้นโทษ เปรียบเทียบเจ็บจนเห็นภาพ

น้าเดชแรงได้ใจ! บอก พักโทษ ไม่ใช่ พ้นโทษ เปรียบเทียบเจ็บจนเห็นภาพ

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.43 น.

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความรู้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสังคมระดับประเทศชาติ หนีคดีจนหมดอายุความ แล้วกลับมาลอยหน้าลอยตาในสังคมได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ทำผิด เหมือนกับคนแอบตดเงียบๆในลิฟท์ แต่กลิ่นโคตรเหม็น แล้วทำหน้าตาเฉยไม่รู้ไม่ชี้ แม้จะทุกคนจะรู้ว่าใครตด แต่จับไม่มั่นคั้นไม่ตาย

กว่าลิฟท์จะจอดและเปิด กว่าหมา เค ๙ จะมาดมกลิ่นตดพิสูจน์ กลิ่นตดมันก็หายไปแล้ว หมาดมไม่ได้แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไอ้คนที่แอบตดจะไม่ใช่คนตด เพราะคนที่ตดก็ยังเป็นมันอยู่ดี

คนที่ถูก “พักโทษ” ก่อนกำหนด ก็ไม่ได้หมายความว่ามันพ้นโทษ แต่มันยังต้องโทษอยู่ เพียงแต่เขาเอ็นดูมัน ให้มันออกมาสูดอากาศภายนอกบ้าง เปรียบเหมือนกับหมา ที่เจ้าของปล่อยออกจากกรง ให้ออกมาขี้นอกบ้าน มาวิ่งเล่นนอกบ้าน โดยให้สวมปลอกคอเอาไว้

ไม่ได้หมายความว่าหมาตัวนั้นเป็นหมาจรจัด เป็นหมาที่มีอิสระ จะไปไหนมาไหนก็ได้ เพราะมันยังเป็นหมาที่ถูกจำกัดด้วยปลอกคอ ยังต้องมีคนรับผิดชอบ มันจะไปไกลเกินกว่าเจ้าของปรบมือเรียกไม่ได้

กูเรียนน้อย แต่ความรู้พอมีบ้าง รู้ผิดบ้าง รู้ถูกบ้าง แต่รู้ดีรู้ชั่วเยอะหน่อย

ธีระชัยเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวโคนมตากฟ้า

ธีระชัยเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวโคนมตากฟ้า

ธีระชัยเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวโคนมตากฟ้า

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.17 น.

ที่ปรึกษาฯ “ธีระชัย แสนแก้ว” ยันเกษตรกรต้องมาก่อน สั่งลุยปรับกติกาโควตานมโรงเรียน ช่วยชาวโคนมตากฟ้า หลังเจอปัญหาไม่มีที่รองรับน้ำนมดิบ

วันนี้ (13 พ.ค.) นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายเศรณี อนิสบล สมาชิกวุฒิสภา และคณะสมาชิกสหกรณ์โคนมจังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้รับความเดือดร้อน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ได้รับฟังปัญหาของเกษตรกรโคนม อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และวิทยาลัยเกษตรนครสวรรค์ ที่สามารถผลิตน้ำนมดิบปริมาณกว่าวันละ 4 ตัน โดยมีเกษตรกรกว่า 600 ราย ที่กำลังประสบปัญหาขาดที่รองรับน้ำนม

“เนื่องจากสัญญาเดิมกับทางสหกรณ์โคนมหนองโพ จังหวัดราชบุรีจะสิ้นสุดลงในช่วงกลางเดือน พ.ค. 2569 นี้ และไม่ได้รับการต่อสัญญาเนื่องจากมีการปรับลดโควตานมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนลง ประกอบกับเงื่อนไขการผลิตในสถาบันการศึกษาที่มีข้อจำกัดในเรื่องใบอนุญาต รง.4 และหลักเกณฑ์การขายน้ำนมต่อเนื่องอย่างน้อย 2 เดือน จึงเป็นอุปสรรคในการยื่นขอโควต้าจัดสรรใหม่ โดยยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบาย เกษตรกรต้องมาก่อน” นายธีระชัย กล่าว

นายธีระชัย กล่าวต่อไปว่า จะมีการหาแนวทางในการช่วยเหลือ ที่ไม่เป็นการยึดติดในเรื่องของเอกสารจนทำลายวิถีชีวิตเกษตรกร ซึ่งเบื้องต้นจะนำประวัติการขายน้ำนมจากแหล่งเดิมมาเชื่อมโยงกับผู้ผลิตรายใหม่เพื่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์ความต่อเนื่อง 2 เดือน ที่จะทำให้สหกรณ์สามารถยื่นเอกสารขอโควต้าจัดสรรการผลิตนมโรงเรียนได้ทันตามกำหนด และทราบว่า ทางเกษตรกรได้เตรียมเอกสารครบถ้วน สำหรับเสนอต่อคณะกรรมการจัดสรรโควตานมโรงเรียนแล้ว ก็จะสามารถดำเนินการได้ในทันทีเพื่อให้สามารถจัดสรรนมให้ทันต่อช่วงเปิดเทอมที่จะถึงนี้

ส่วนของกังวลของ นายเศรณี อนิสบล สมาชิกวุฒิสภา ที่มีข้อกังวลถึงในเรื่องกติกาการจัดสรรโควตานมโรงเรียนที่มีการแก้ไขในทุกปีนั้น นายธีระชัย ย้ำว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคนี้ จะต้องศึกษาและปรับปรุงให้กติกาดังกล่าวมีความมั่นคงปรับเปลี่ยนในเฉพาะสิ่งที่ ควรปรับเปลี่ยนไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนเพื่อกีดกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และมั่นคง ทั้งนี้ที่ประชุมวันนี้มีข้อเสนอจากเกษตรกรที่มีประมาณ 6-7 ข้อ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้นำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

015

ธนาคารที่ดินลงพื้นที่อุบลฯ ชู ‘จิกเทิงโมเดล’ ต้นแบบสร้างรายได้เกษตรกร

ธนาคารที่ดินลงพื้นที่อุบลฯ ชู 'จิกเทิงโมเดล' ต้นแบบสร้างรายได้เกษตรกร

ธนาคารที่ดินลงพื้นที่อุบลฯ ชู ‘จิกเทิงโมเดล’ ต้นแบบสร้างรายได้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“ธนาคารที่ดิน”ลงพื้นที่อุบลราชธานี ติดตามโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ชู “จิกเทิงโมเดล” ต้นแบบสร้างรายได้เกษตรกร

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ “ธนาคารที่ดิน” พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ในพื้นที่วิสาหกิจชุมชนการเกษตรพอเพียงตำบลจิกเทิง ตำบลจิกเทิง อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี

นายกุลพัชร เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลการดำเนินงานของ “ธนาคารที่ดิน” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกิน และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนและผู้ไร้ที่ดินทำกินให้สามารถเข้าถึงที่ดินได้อย่างเป็นธรรม

สำหรับจังหวัดอุบลราชธานี “ธนาคารที่ดิน” ดำเนินโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จำนวน 2 พื้นที่ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนพัฒนาเกษตรกรขามใหญ่ ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี และวิสาหกิจชุมชนการเกษตรพอเพียงตำบลจิกเทิง ตำบลจิกเทิง อำเภอตาลสุม

ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนการเกษตรพอเพียงตำบลจิกเทิง ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จ หรือ Best Practices ของการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน หลังเกษตรกรได้เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ปัจจุบันสมาชิกสามารถสร้างรายได้จากการปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการสูงและมีมูลค่าสูง ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มีการออม และสามารถบริหารจัดการกลุ่มได้อย่างเข้มแข็ง

ผู้อำนวยการธนาคารที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาอาชีพ การสร้างความมั่นคงทางรายได้ และการรวมกลุ่มบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

SACIT ร่วมส่งต่อคุณค่า “ชุดไทยพระราชนิยม–หัตถศิลป์ไทย” สู่เวทีโลก ณ กรุงเฮก นำองค์ความรู้ ภูมิปัญญา สร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติอย่างสง่างาม

SACIT ร่วมส่งต่อคุณค่า “ชุดไทยพระราชนิยม–หัตถศิลป์ไทย” สู่เวทีโลก ณ กรุงเฮก นำองค์ความรู้ ภูมิปัญญา สร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติอย่างสง่างาม

SACIT ร่วมส่งต่อคุณค่า “ชุดไทยพระราชนิยม–หัตถศิลป์ไทย” สู่เวทีโลก ณ กรุงเฮก นำองค์ความรู้ ภูมิปัญญา สร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติอย่างสง่างาม

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้าร่วมขับเคลื่อน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่เวทีนานาชาติ ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของชาติ ผ่านการเข้าร่วมจัดแสดงและสาธิต ภายใต้โครงการ “ชุดไทย: มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล” ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ SACIT เพื่อเผยแพร่และส่งต่อคุณค่าของงานหัตถศิลป์ไทยในฐานะ “มรดกที่ยังมีชีวิต” อันสะท้อนอัตลักษณ์และความงดงามของความเป็นไทยสู่สายตานานาชาติ โอกาสนี้ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จมาทรงเป็นองค์ปาฐกในงานเสวนาวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยม พร้อมทรงบรรยายในหัวข้อ “วิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทย” ควบคู่การแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานทั้ง 3 แบบ ซึ่งนับเป็นกิจกรรม Roadshow ครั้งสำคัญในการเผยแพร่ชุดไทยพระราชนิยมสู่ต่างประเทศ ภายใต้โครงการดังกล่าว พร้อมกันนี้ SACIT ยังได้นำเสนอองค์ความรู้ของงานหัตถศิลป์ที่เกี่ยวเนื่องกับชุดไทย ผ่านการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์โดยครูช่างและทายาทช่าง อาทิ งานเครื่องประดับไทยโบราณ งานจักสานย่านลิเภา และงานปักดิ้นเงินดิ้นทอง ซึ่งล้วนเป็นมรดกภูมิปัญญาที่สะท้อนความประณีต ลุ่มลึก และเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปหัตถกรรมไทย อันมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมความงดงามของชุดไทยพระราชนิยม และร่วมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยให้ปรากฏอย่างสง่างามในเวทีโลก

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า การนำ “ชุดไทยพระราชนิยม” เข้าร่วมจัดแสดงและสาธิตในเวทีนานาชาติ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศิลปหัตถกรรมไทยจาก “มรดกทางวัฒนธรรม” สู่การเป็นภาพลักษณ์ที่สง่างามของประเทศในสายตานานาชาติ โดย SACIT มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงช่างที่เกี่ยวเนื่องกับชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเครื่องแต่งกายไทย ผ่านการสาธิตจริงจากช่างผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยของ SACIT เปิดมิติการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกระบวนการสร้างสรรค์เข้ากับคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง พร้อมสะท้อนบทบาทของ SACIT ในฐานะองค์กรหลักที่ทำหน้าที่ “สืบสาน ต่อยอด และสร้างโอกาส” ให้ศิลปหัตถกรรมไทยก้าวสู่เวทีสากลอย่างมีพลัง

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์

“ชุดไทยพระราชนิยมมิใช่เพียงเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็น ‘ระบบองค์ความรู้’ ที่บูรณาการศาสตร์งานช่างหลากหลายแขนง ตั้งแต่งานผ้า งานเครื่องประดับ ไปจนถึงงานประณีตศิลป์ ทุกองค์ประกอบล้วนร่วมกันสร้างเอกลักษณ์และความงดงามในฐานะสัญลักษณ์ของชาติ การนำเสนอครั้งนี้จึงเป็นการเปิดมิติใหม่ให้ผู้ชมต่างชาติได้สัมผัสถึงคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่ยังคงมีชีวิต และสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องในบริบทโลก” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

นอกจากนี้ SACIT ได้ทำหน้าที่ “นักปั้น” คัดสรรและผลักดันครูช่างศิลปหัตถกรรมและทายาทช่างผู้มีศักยภาพ ซึ่งมีองค์ความรู้เกี่ยวเนื่องกับองค์ประกอบของชุดไทยพระราชนิยม เข้าร่วมสาธิตใน 3 สาขาสำคัญ ได้แก่ งานปักดิ้นเงินดิ้นทอง งานเครื่องประดับไทย และงานจักสานย่านลิเภา โดยมีผู้แทนช่างฝีมือไทย ได้แก่นายไพโรจน์ สืบสาน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2562 ด้านงานเครื่องประดับไทยโบราณ นางสาวนภารัตน์ ทองเสภี ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2557 ด้านงานจักสานย่านลิเภา และนายเทพนรินทร์ ชอบบุญ ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2568 ด้านงานปักดิ้นทองและดิ้นเงิน การเปิดพื้นที่ให้ช่างฝีมือไทยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะเชิงช่างบนเวทีนานาชาติในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างการรับรู้และความสนใจในศิลปหัตถกรรมไทย หากยังเป็นกลไกสำคัญในการส่งต่อ “คุณค่าแห่งภูมิปัญญา” ให้ได้รับการยอมรับและกล่าวถึงในระดับสากล ตอกย้ำบทบาทของ SACIT ในการสร้างโอกาส ยกระดับศักยภาพ และผลักดันมรดกของชาติไทยให้ก้าวสู่เวทีโลกอย่างสง่างามและยั่งยืน

  • จากหัวใจช่างหัตถกรรมสู่งานหัตถศิลป์ทรงคุณค่าสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ

นางสาวนภารัตน์ ทองเสภี ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2557 ประเภทเครื่องจักสาน กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจในฐานะตัวแทนถ่ายทอดองค์ความรู้หัตถศิลป์ไทยสู่สายตานานาชาติ โดยเฉพาะการนำ “งานจักสานย่านลิเภา” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นจากตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มานำเสนอในบริบทของชุดไทยพระราชนิยม จากการสนับสนุนของ SACIT ผ่านโครงการพัฒนาองค์ความรู้และการออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถต่อยอดงานจักสานย่านลิเภาไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ในหลากหลายมิติ ทั้งเครื่องประดับ กระเป๋า และของใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการพัฒนาให้มีภาพลักษณ์ร่วมสมัยและมีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ภายใต้แบรนด์ “Lipao Handicraft NAPARAT” ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุธรรมชาติ และเปิดโอกาสในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

“ย่านลิเภาเป็นพืชไม้เลื้อยตระกูลเฟิร์นที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว มีความเหนียว แข็งแรง และยืดหยุ่นสูง ทำให้เหมาะสำหรับการนำมาจักสานเป็นงานหัตถศิลป์ที่ต้องอาศัยความละเอียดและความประณีตสูง ในอดีตงานลิเภามักอยู่ในรูปแบบเครื่องใช้พื้นถิ่น แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น ทั้งในด้านดีไซน์และการใช้งาน เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับเครื่องแต่งกายชั้นสูงอย่างชุดไทยพระราชนิยมได้อย่างลงตัว การได้มาร่วมสาธิตในเวทีนานาชาติครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลงาน แต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถพัฒนาและเติบโตไปพร้อมกับโลกยุคใหม่ได้ โดยยังคงรักษารากฐานทางวัฒนธรรมไว้อย่างชัดเจน” นางสาวนภารัตน์ กล่าว

อีกหนึ่งผลงานอันโดดเด่น ที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้คือผลงานของ นายเทพนรินทร์ ชอบบุญ ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2568 ประเภทเครื่องทอ งานปักดิ้นเงินดิ้นทอง กล่าวว่า งานปักดิ้นเงินและดิ้นทองเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สร้างเอกลักษณ์และความงดงามให้กับชุดไทยพระราชนิยม โดยเป็นงานหัตถศิลป์ชั้นสูงที่ต้องอาศัยทักษะ ความชำนาญ และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง การได้เข้าร่วมสาธิตในเวทีนานาชาติครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่งานปักแบบไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล และสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของช่างฝีมือไทยที่สามารถรักษาเทคนิคดั้งเดิมไว้ได้ ควบคู่กับการพัฒนาให้สอดรับกับการออกแบบร่วมสมัย

“งานปักดิ้นเป็นการสร้างลวดลายผ่านการผสานวัสดุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นดิ้นทอง ดิ้นเงิน เลื่อม และเส้นไหมสีต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยความละเอียดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบลวดลายไปจนถึงการปักลงบนผืนผ้า เพื่อให้เกิดมิติของลวดลายที่มีความนูน ละเอียด และมีชีวิต งานปักเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการตกแต่ง แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เครื่องแต่งกายมีความสมบูรณ์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเราต้องการให้ผู้ชมต่างชาติได้เห็นว่างานปักของไทยมีความละเอียดและมีคุณค่าในเชิงศิลปะไม่แพ้งานหัตถศิลป์จากประเทศใดในโลก และสามารถนำไปต่อยอดในบริบทของแฟชั่นหรือการออกแบบร่วมสมัยได้อย่างหลากหลาย” นายเทพนรินทร์ กล่าว

“SACIT ขอแรงสนับสนุนให้คนไทยร่วมใจสวมใส่ “ชุดไทยพระราชนิยม” อย่างถูกต้อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ชุดไทยได้รับการรับรองในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในกระบวนการพิจารณาของ UNESCO พร้อมส่งเสริมให้เกิด Social Practice หรือแนวปฏิบัติทางสังคมในการสวมใส่ชุดไทยอย่างแพร่หลายและสร้างพลวัตในงานหัตถศิลป์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับวัฒนธรรมไทยสู่การยอมรับในเวทีโลก ทั้งนี้ SACIT ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเผยแพร่ภาพการสวมใส่ชุดไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยใส่แฮชแท็ก #ชุดไทยพระราชนิยม #SACIT #CHUDTHAI #RoyalThaiDress เพื่อร่วมกันแสดงพลังของคนไทยให้คนทั่วโลกได้เห็น” ผศ.ดร.อนุชา กล่าวเชิญชวน

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล SACIT  https://www.facebook.com/sacitofficial  หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official