สรรเพชญ ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้

สรรเพชญ ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้

สรรเพชญ ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

“สรรเพชญ” ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน – เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมสำคัญในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อยกระดับระบบคมนาคม เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) คณะผู้บริหารจาก จท. และกรมทางหลวง (ทล.) และข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมคลองตันหยงมัส ความยาว 260 เมตร ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง ลดความเสียหายต่อพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรของประชาชนบริเวณริมคลอง ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานด้วยความเรียบร้อย มีคุณภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามการดำเนินงานตามแผนพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ 2570 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการขุดร่องน้ำโคกเคียน บริเวณบ้านบาเฆ๊ะ ตำบลโคกเคียน ระยะทาง 650 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2570 และโครงการขุดร่องน้ำปากอ่าวนราทัศน์ ตำบลบางนาค ระยะทาง 300 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 15,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2570 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยลดความตื้นเขินของร่องน้ำ ทำให้เรือและเรือประมงสามารถสัญจรเข้า – ออกพื้นที่ได้สะดวก และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งในจังหวัดนราธิวาส

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์การเดินทางของประชาชนในพื้นที่พบว่า บริเวณทางหลวงหมายเลข 4056 ช่วง กม.15+600 และ กม.16+911 เป็นจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากและมีความรุนแรงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณทางแยกและวงเวียนที่มีการใช้ความเร็วสูง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ขณะเดียวกัน บริเวณ กม.12+900 และ กม.15+000 ยังประสบปัญหาน้ำท่วมผิวทางเป็นประจำ เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากภูเขา จึงได้สั่งการให้ ทล. เร่งผลักดันแนวทางแก้ไข ทั้งการพัฒนาระบบสะพานและอาคารระบายน้ำ ปรับเปลี่ยนท่อลอดเหลี่ยมเป็นโครงสร้างสะพาน รวมถึงขยายสะพานเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับปริมาณน้ำหลาก และยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ ทล. ได้รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4056 สายนราธิวาส – สุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นการขยายทางหลวง 4 ช่องจราจร ระยะทาง 36.275 กิโลเมตร แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงบ้านโคกตา – บ้านกือเม็กกาแม ระหว่าง กม.36+275 – กม.47+775 ระยะทาง 11.5 กิโลเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567 ระยะที่ 2 ช่วงบ้านบูเก๊ะตาโมง – บ้านโคกตา ระหว่าง กม.19+775 – กม.36+275 ระยะทาง 16.5 กิโลเมตร อยู่ระหว่างเสนอของบประมาณผูกพันปี 2570 – 2573 และระยะที่ 3 ระหว่าง กม.0+000 – กม.19+775 ระยะทาง 19.775 กิโลเมตร เป็นช่วงที่เชื่อมต่อกับโครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก (สะพานมิตรภาพไทย – มาเลเซีย แห่งที่ 2) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมสู่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก รองรับการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 

สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต ทล. มีแผนความต้องการประจำปีงบประมาณ 2571 – 2572 เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการก่อสร้างพัฒนาทางหลวงแผ่นดิน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการค้าชายแดน บนทางหลวงหมายเลข 4056, 4066, 4057, 4300 และ 4321 โครงการทางเลี่ยงเมืองสุไหงโก-ลก เส้นทางแนวใหม่เบตง – สุคิริน สะพานข้ามแม่น้ำบางนรา และสะพานข้ามทางรถไฟตันหยงมัส รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายทางหลวง หมายเลข 4055, 4155, 4168, 4058 และ 4107 การเพิ่มมาตรฐานทางหลวงในสายรองต่าง ๆ เพื่อยกระดับการเดินทางและขนส่งในพื้นที่ชายแดนใต้ ควบคู่กับการปรับปรุงจุดเสี่ยงและบำรุงรักษาสะพานในความรับผิดชอบของแขวงทางหลวงนราธิวาส และการบำรุงรักษาทางหลวง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาค

นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทาง และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระยะยาว

โอกาสนี้ นายสรรเพชญ ได้เข้าร่วมงานเมาลิด ณ สวนสาธารณะพรุจงเปื่อย บ้านยางแดง ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยมุสลิม โดยงานดังกล่าวเป็นประเพณีสำคัญทางศาสนาอิสลามที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันประสูติของศาสดามุฮัมมัด มีการประกอบศาสนกิจ การอ่านบทสรรเสริญ การบรรยายหลักธรรมทางศาสนา และกิจกรรมสร้างความสามัคคีในชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงวิถีวัฒนธรรมและความหลากหลายทางสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้
 

สะพัด! เบนจา อะปัญ หนีคดี 112 ได้สถานะผู้ลี้ภัยแคนาดาแล้ว

สะพัด! เบนจา อะปัญ หนีคดี 112 ได้สถานะผู้ลี้ภัยแคนาดาแล้ว

สะพัด! เบนจา อะปัญ หนีคดี 112 ได้สถานะผู้ลี้ภัยแคนาดาแล้ว

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569  นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้ต้องหา ม.112 ปัจจุบันลี้ภัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  เมื่อเช้าผมฟังยูทูป จึงทราบว่า คุณเบญจา อะปัน ได้ลี้ภัยทางการแล้ว โดยไปที่แคนาดา  ก็ถอนใจ ด้านหนึ่งก็ดีใจด้วย อีกด้านก็รู้สึกอดเศร้าเสียใจไม่ได้ คนหนุ่มสาวที่สมควรอยู่ช่วยพัฒนาบ้านเมือง ไม่สมควรต้องลี้ภัยเลย เราสูญเสียทรัพยากรอันมีค่าไปอีกคน

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก  จักรวาลด้อมส้ม โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า #ทุกคนคะ เบนจาหนีไปแคนาดาแล้วค่ะ

ต.ค. 66 โดนคดี ม.112 รอลงอาญา

มี.ค. 68 โดนอีกคดี รอลงอาญา 5 ปี

บอสเอก เคยพยายามประกันตัวเบนจาตอนมีแสงแต่ทำไม่สำเร็จ เลยมาโหนต่อวาดภาพเหมือนที่คล้ายของเมืองนอก ประมูลหาเงินให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน วันนี้เบนจาหนีคดีไปอยู่แคนาดาแล้วค่ะ

ทั้งนี้ เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ว่า  อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ม.112 ‘เบนจา อะปัญ’ เหตุปราศรัย #ม็อบ3กันยา64 ระบุเป็นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาล ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์

พนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของ เบนจา อะปัญ ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา #มาตรา112 และข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา #มาตรา116 จากเหตุปราศรัยที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 ใน #ม็อบราษฎรไม่ไว้วางใจมึง

สำหรับคำวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องในข้อหามาตรา 112 ระบุโดยสรุปว่า ‘คำปราศรัยเป็นการแสดงความรู้สึกผิดหวังเกี่ยวกับสถานการณ์ประเทศและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งเป็นการตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นที่ไม่พอใจเกี่ยวกับที่มาและการบริหารประเทศของรัฐบาล ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์’ ส่วนในข้อหามาตรา 116 ระบุว่า เป็นการชุมนุมภายในกรอบความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ แสดงความเห็นและติชมโดยสุจริต ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดินหรือทำให้กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน

ทั้งนี้ เบนจาถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 ทั้งหมด 8 คดี กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ เป็นผลให้คดีสิ้นสุดลง และยังเหลืออีก 6 คดี ที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ส่วนอีกคดีหนึ่งสิ้นสุดแล้วเนื่องจากไม่มีการอุทธรณ์คดีต่อ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

'อธิบดีกรมปศุสัตว์' บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.49 น.

11 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ นายสัตวแพทย์มนัส เทพรักษ์ นายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นำคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรมประชาสัมพันธ์ เขตดินแดง กรุงเทพฯ

‘ตลาดใบไม้แลกไข่’ ลดเผา-ลดฝุ่น PM2.5 ไอเดียเจ๋งของชาวสันกำแพง

'ตลาดใบไม้แลกไข่' ลดเผา-ลดฝุ่น PM2.5 ไอเดียเจ๋งของชาวสันกำแพง

‘ตลาดใบไม้แลกไข่’ ลดเผา-ลดฝุ่น PM2.5 ไอเดียเจ๋งของชาวสันกำแพง

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

หมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบทั้งสุขภาพประชาชนและภาคการท่องเที่ยว การแก้ไขจึงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในกิจกรรมที่ได้ผลและได้รับความสนใจ คือ “ตลาดนัดใบไม้แลกไข่” อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ไอเดียที่ทำได้ง่ายจากความร่วมมือของอำเภอสันกำแพง และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ที่มีฟาร์มไก่ไข่ในพื้นที่ จึงชวนชาวบ้านนำ “ใบไม้แห้ง” มาแลก “ไข่ไก่สด” ช่วยลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 โดยนำใบไม้ไปทำปุ๋ยหมักแจกจ่ายให้ชุมชน อีกทั้งยังช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน

“ตลาดนัดใบไม้แลกไข่” เป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนชาวสันกำแพง จัดขึ้นทุกวันพุธ เวลา 09.30 – 11.00 น. ณ ที่ว่าการอำเภอสันกำแพง ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม ถึง 27 พฤษภาคม 2569 ภายใต้สโลแกน “สันกำแพงเราไม่เผา เอาเศษใบไม้มาแลกไข่ หมอกควัน ไฟป่าห่างไกล หายใจโล่งกันทุกคน”

แม้กิจกรรมจะเข้าสู่สัปดาห์ที่ 10 แล้ว แต่บรรยากาศยังคงคึกคัก ชาวสันกำแพงต่างนำใบไม้แห้งที่รวบรวมจากบ้านเรือนและเรือกสวนไร่นา มาต่อคิวแลกไข่ไก่กันตั้งแต่เช้า โดยนำใบไม้แห้ง 2 กิโลกรัม แลกไข่ไก่ได้ 1 ฟอง ในหนึ่งวันสามารถแลกได้ไม่เกิน 20 กิโลกรัม (10 ฟอง) ต่อคน

งานนี้ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายคเณศ คำนนท์ นายอำเภอสันกำแพง ได้ร่วมกันเปิดตลาดนัดใบไม้แลกไข่ และทำกิจกรรมแปรรูปใบไม้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งการผลิตจานจากใบไม้ และการทำปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้ โดยสำนักงานเกษตรอำเภอรับหน้าที่ดำเนินการ ก่อนแจกจ่ายให้ประชาชนใช้ในภาคการเกษตร เพื่อลดต้นทุนและฟื้นฟูบำรุงดินในระยะยาว

เสียงจากชาวสันกำแพง สะท้อนตรงกันว่า กิจกรรมนี้ “ได้มากกว่าที่คิด” ไม่เพียงช่วยลดการเผาในชุมชน แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจากไข่ไก่ที่นำไปประกอบอาหาร หลายคนบอกว่าอยากให้มีต่อเนื่องต่อไป

จาก “ใบไม้แห้ง” ที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า วันนี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง  ทั้งลดฝุ่น สร้างอากาศที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือสร้างความรู้สึกร่วมของคนในชุมชนว่า “เราช่วยกันได้”

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย  สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิฯ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี บุคคลสำคัญของโลก ประธานก่อตั้ง และประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติครบ 103 ปี เพื่อรำลึกในพระกรุณาของพระองค์ที่ทรงมีต่อมูลนิธิฯ และทรงมีคุณูปการต่อการศึกษาอย่างต่อเนื่องของเยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศตลอดมาระหว่างที่ทรงมีพระชนม์ชีพ โดย พล.อ.อ. ชลิต  พุกผาสุข  องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อเร็วๆนี้

พระรูป สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ประธานก่อตั้ง และประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี บุคคลสำคัญของโลก ทรงพระกรุณารับเป็นประธานก่อตั้งมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ฯ ในวโรกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อปีพุทธศักราช 2525 ตามคำกราบทูลเชิญของ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ผู้ประสานการก่อตั้งมูลนิธิฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสที่มีความประพฤติดีทั่วประเทศ โดยให้ทุนการศึกษาอบรมคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เยาวชนเจริญเติบโตเป็นพลเมืองดีของชาติ รู้จักบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งคุณธรรมล้ำค่าดังกล่าวคู่ควรแก่การที่จะได้มีการปลูกฝังไว้ในสายเลือดของเยาวชนไทยทุกคนสืบไป

พล.อ.อ ชลิต  พุกผาสุข  องคมนตรี ประธานในพิธีฯ จุดเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะหน้าพระรูป

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ ฯ บุคคลสำคัญของโลก ทรงมีคุณูปการมากล้นต่อมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ และเยาวชนผู้รับทุนที่ด้อยโอกาสและขาดแคลนทุกจังหวัดทั่วประเทศ อาทิ เสด็จไปทรงเปิดการประชุมปฐมฤกษ์มูลนิธิฯ ด้วยพระองค์เอง ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งกองทุนถาวรเพื่อนำเฉพาะดอกผลพระราชทานเป็นทุนการศึกษาอบรมคุณธรรมอย่างต่อเนื่องแก่เยาวชนผู้ยากไร้ในจัง หวัดต่างๆ ได้ตลอดไปจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเยาวชนได้รับทุนของพระองค์ท่านแล้ว 68  คน จาก  33 จังหวัด

ประธานในพิธีฯ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ประธานสงฆ์ 

แม้ว่าจะทรงมีพระกรณียกิจมากเพียงใด พระองค์ท่านทรงติดตามการศึกษา และความเป็นอยู่ของเยาวชนในพระอุปถัมภ์ทุกคน ทรงทอดพระเนตรจดหมายของเยาวชนทุกฉบับที่กราบทูลพระองค์ท่านด้วยความสนพระทัย และทรงตอบจดหมายเยาวชนผู้รับทุนในพระอุปถัมภ์ด้วยพระองค์เองเป็นเวลานานถึง 19 ปี (หลังจากนั้นไม่ได้ทรงตอบเนื่องจากทรงมีพระกรณียกิจมาก) รวมทั้งทรงมีจดหมายพระราชทานความยินดีแก่เยาวชนที่จบการศึกษาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงพระกรุณาพระราชทานพระวโรกาสให้เยาวชนผู้รับทุนทั่วประเทศ ครั้งละประมาณ 100 คน เข้าเฝ้า ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนากรุงเทพฯ เป็นประจำ และพระตำหนักทรงงานที่จังหวัดน่าน             

พล.อ.อ. ชลิต  พุกผาสุข  องคมนตรี ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายฯ

คณะกรรมการมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ฯ และเยาวชนทั่วประเทศยังคงจดจำรำลึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ด้วยความกตัญญูกตเวทีไว้ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย จัดสร้างอาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ณ วัดเทพประทาน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เพื่อให้เป็นอนุสรณ์สถิตแห่งความจงรักภักดีจารึกไว้ในแผ่นดินตลอดกาล

องคมนตรี ประธานในพิธีฯ กรวดน้ำอุทิศกุศลถวายฯ

ปัจจุบันมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ฯ ได้รับเงินบริจาคจากประชาชนทั่วประเทศ สำหรับให้เป็นทุนการศึกษาอบรมแก่เยาวชนทุกอำเภอทุกสังกัด ทุกระดับการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 2,091 ทุน เป็นเงินมากกว่า 11 ล้านบาท และตลอด 43 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ให้ทุนการศึกษาอบรมแก่เยาวชนไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 37,000 กว่าทุน เป็นเงินทุนทั้งสิ้นกว่า 300 ล้านบาท โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด และภริยาผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานทุนการศึกษา และประธานอุปการะเยาวชนประจำจังหวัด โดยได้ออกไปเยี่ยมเยียนติดตามดูแลทุกข์สุขของเยาวชนด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของเยาวชนและครอบครัวผู้รับทุนมูลนิธิฯ อย่างใกล้ชิดด้วย เป็นผลให้เยาวชนรู้สึกอบอุ่น ไม่โดดเดี่ยวเป็นการส่งเสริมสถาบันครอบครัว ให้เข้มแข็ง และเป็นการสกัดกั้นต้นเหตุแห่งปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชนผู้ด้อยประสบการณ์ชีวิตได้อย่างดีที่สุด

พล.อ.อ.ชลิต  พุกผาสุข  องคมนตรี ประธานในพิธี สนทนาธรรมกับ ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ประธานสงฆ์

ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมชุบชีวิต ให้โอกาสเยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องติดต่อบริจาคเงินได้ที่ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ไลน์ไอดี 0804042439 และ 0851148900 โทร. 0-2354-7391-4 หรือ 080-404-2439 (สามารถลดหย่อนภาษีได้) และติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิฯ กว่า 43 ปี ในการพัฒนาเยาวชนฯ  ได้ที่   เฟสบุ๊ค : มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ฯ  เว็บไซต์ : www.ruamchit-normklao.org

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ อรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ (ปลัดกระทรวงมหาดไทย),    ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุข, ดร.อารยา  อรุณานนท์ชัย, ดร.ประวิช  รัตนเพียร, อุบล  อัครพัฒน์, ธนนท์  พรรพีภาส, กรรณภรณ์  วงศ์ปิยะกุล  หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ (ปลัดกระทรวงมหาดไทย), ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข, ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย, ดร.ประวิช รัตนเพียร, อุบล อัครพัฒน์, ธนนท์ พรรพีภาส, กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุข, ดร.อารยา  อรุณานนท์ชัย, กอบเพชร  หาญพัฒนพานิชย์ (สำนักนายกรัฐมนตรี), ดวงกมล  ยิ้มละมัย (สมาคมแม่บ้านมหาดไทย), ทิพยวดี  มีสมกลีบ (พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ), พัณณ์พิกา  อเนกสัมพันธ์ (กรมประชาสัมพันธ์) และ กรรณภรณ์  วงศ์ปิยะกุล

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข, ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย, กอบเพชร หาญพัฒนพานิชย์ (สำนักนายกรัฐมนตรี), ดวงกมล ยิ้มละมัย (สมาคมแม่บ้านมหาดไทย), ทิพยวดี มีสมกลีบ (พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ), พัณณ์พิกา อเนกสัมพันธ์ (กรมประชาสัมพันธ์) และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย อาทิ อรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุข, ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล  โทธรรม, ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์, ธนนท์  พรรพีภาส

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย อาทิ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข, ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม, ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์, ธนนท์ พรรพีภาส

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกหน้าอนุสรณ์สถานรังษีวัฒนา สุสานหลวง อาทิ เบญจาภา  มุสิกะพันสินธุ์ (กระทรวงการอุดมศึกษา), ปก  อ่วมเกื้อมิตร (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน), ขวัญชนก  ธิรัตน์ (คุรุสภา), รัฎชนิดา  เนตรทิพย์ (กรุงเทพมหานคร), จ่าเอก ประยงค์	บุญช่วย (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน), ทิพวรรณ  กิตติสถาพร (สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ), ดร.ธิดารักษ์  สัจจพงษ์ (สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ), พัชรมณี  เย็นมั่นคง, ชุติมา  เจริญโภคราช, ปณิธิ  มากซุง (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค), จันทรา  อินทรทูต

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกหน้าอนุสรณ์สถานรังษีวัฒนา สุสานหลวง อาทิ เบญจาภา มุสิกะพันสินธุ์ (กระทรวงการอุดมศึกษา), ปก อ่วมเกื้อมิตร (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน), ขวัญชนก ธิรัตน์ (คุรุสภา), รัฎชนิดา เนตรทิพย์ (กรุงเทพมหานคร), จ่าเอก ประยงค์ บุญช่วย (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน), ทิพวรรณ กิตติสถาพร (สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ), ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ (สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ), พัชรมณี เย็นมั่นคง, ชุติมา เจริญโภคราช, ปณิธิ มากซุง (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค), จันทรา อินทรทูต

สมาคมเหล่าทัพ 3 เหล่า ถ่ายภาพร่วมกัน หน้าพระพุทธประทีปวโรทัย พระประธานประจำพระวิหาร อาทิ น.อ.หญิง สุภาพร ร่มพยอม (สมาคมคู่มรสทหารอากาศ), อรุณี  สวัสดี (สมาคมภริยาทหารเรือ), ปรียนันท์  มงคลศรี (สมาคมแม่บ้านตำรวจ)

สมาคมเหล่าทัพ 3 เหล่า ถ่ายภาพร่วมกัน หน้าพระพุทธประทีปวโรทัย พระประธานประจำพระวิหาร อาทิ น.อ.หญิง สุภาพร ร่มพยอม (สมาคมคู่มรสทหารอากาศ), อรุณี สวัสดี (สมาคมภริยาทหารเรือ), ปรียนันท์ มงคลศรี (สมาคมแม่บ้านตำรวจ)

ปักหมุดเวนิส !! อวดงานศิลป์กว่า 30 ชิ้น 20 ศิลปินดังจากอาเซียนสู่ชาวโลก ‘The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026’

ปักหมุดเวนิส !! อวดงานศิลป์กว่า 30 ชิ้น 20 ศิลปินดังจากอาเซียนสู่ชาวโลก ‘The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026’

ปักหมุดเวนิส !! อวดงานศิลป์กว่า 30 ชิ้น 20 ศิลปินดังจากอาเซียนสู่ชาวโลก ‘The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026’

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ผลงานศิลปะกว่า 30 ชิ้นของ 20 ศิลปินชื่อดังจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย ข้ามน้ำข้ามทะเลไปจัดแสดงในนิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026”  ณ Palazzo Rocca Contarini Corfù นครเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี ซึ่ง มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายพันธมิตรทุกภาคส่วน  จัดแสดงต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง (Collateral Event) ของมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61 (The 61st International Art Exhibition, Venice Biennale) นำเสนอผลงานของศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ร่วมถ่ายทอดและสำรวจประเด็นการย้ายถิ่น การพลัดถิ่น และประวัติศาสตร์ลัทธิล่าอาณานิคมข้ามทะเล ผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ทำหน้าที่ภัณฑารักษ์ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2569

ภายในงานจัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยจำนวนกว่า 30 ชิ้น และศิลปะการแสดงสด ที่ถ่ายทอดพลังสร้างสรรค์จาก 20 ศิลปิน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมผลงานหลากหลายรูปแบบ ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม รวมถึงงานวิดีโอจัดวาง โดยมุ่งสำรวจประเด็นร่วมสมัยสำคัญ อาทิ เรื่องการพลัดถิ่น ประวัติศาสตร์ลัทธิล่าอาณานิคม และพลวัตแห่งการผสมผสานทางวัฒนธรรมของภูมิภาค ผ่านสัญลักษณ์ของการข้ามน้ำและเส้นทางเดินเรือ

ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ และภัณฑารักษ์นิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร” เปิดเผยว่า “เรามีความยินดีที่ได้นำเสนอผลงาน The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026 ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 นิทรรศการที่นำเสนอพลังสร้างสรรค์ของศิลปินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านประเด็นการเดินทาง การพลัดถิ่น และการเชื่อมโยงข้ามวัฒนธรรม โดยใช้สัญลักษณ์ของกระแสน้ำและการข้ามทะเลเป็นแกนกลางของการเล่าเรื่อง งานครั้งนี้มุ่งสะท้อนจิตวิญญาณของภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการนำศิลปะร่วมสมัยไทยและอาเซียนสู่เวทีโลกอย่างสง่างาม

ในฐานะภัณฑารักษ์ เราให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความหลากหลายของภูมิภาค ผ่านมุมมองของศิลปิน ทั้ง 20 ท่าน ซึ่งมีพื้นฐานแตกต่างกันทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และประสบการณ์ชีวิต แต่ผลงานของพวกเขากลับเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นภายใต้ธีมเดียวกัน งานแต่ละชิ้นสะท้อนความละเอียดอ่อนของมนุษย์และความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ในนิทรรศการครั้งนี้ กระแสน้ำถูกใช้เป็นสัญลักษณ์สำคัญ เปรียบเสมือนพลังที่พาเอาความทรงจำ เรื่องราว และอัตลักษณ์จากดินแดนอันห่างไกลมาบรรจบกันที่เวนิส เมืองที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันกับการเดินเรือ การค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไม่ต่างจากภูมิภาคของเรา

สำหรับรายชื่อ 20 ศิลปินจากภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ศิลปินชื่อดังไปจนถึงศิลปินหน้าใหม่ที่มีพรสวรรค์ ที่ร่วมแสดงงานในครั้งนี้ นำโดย มารีน่า อบราโมวิช (เซอร์เบีย) เรืองศักดิ์ อนุวัฒน์วิมล (ไทย) อาราห์มายานี (อินโดนีเซีย) มาร์ธา เอเทียนซา (ฟิลิปปินส์) นฎียะฮ์ บามาดาจ (มาเลเซีย) อแมนดา คูแกน (ไอร์แลนด์) เล เฮียน มินห์ (เวียดนาม) ยาสมิน ไจดิน (บรูไน) อง เคียน เผิง (สิงคโปร์) พิเชษฐ กลั่นชื่น (ไทย) ต่อลาภ ลาภเจริญสุข (ไทย) พิมดาว พานิชสมัย (ไทย) ศรชัย พงษ์ษา (ไทย) เชียว ซ่ง (ลาว) วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ (ไทย) โซ ยู นเว (เมียนมา) สวานนี่ (เมียนมา) อเล็กซานเดอร์ ทิโมทิช (เซอร์เบีย) สัมโบเลียพ โทล (กัมพูชา) ภาราดา วิรัสวีร์  (ไทย)

เรืองศักดิ์ อนุวัฒน์วิมล ตัวแทนศิลปินไทย กล่าวว่า “เรามองว่าสังคมไทยมักจดจำเหตุการณ์สำคัญได้เพียงชั่วคราว ก่อนจะเลือนหายไป ทั้งที่หลายครั้งเรามีอำนาจพอจะตั้งคำถามหรือหยุดยั้งบางสิ่งได้ งานศิลปะของเราจึงทำหน้าที่เปิดเผยและชวนให้สังคมหันกลับมามองอีกครั้ง ผลงานส่วนใหญ่ของผมเน้นการเก็บวัตถุและร่องรอยจากสภาพแวดล้อมเป็นหลักฐานของสิ่งที่กำลังจะสูญหาย โดยเฉพาะประเด็นของ แม่น้ำโขง ซึ่งสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่ยาวนานแต่ถูกมองข้าม แม้จะเคยเกิดปรากฏการณ์ผิดปกติอย่างแม่น้ำสีฟ้าก็ตาม การนำภาพถ่ายดาวเทียมมาต่อเป็นแผนที่ยาว 11 เมตร เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำทั้งสาย กลายเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่แต่เปราะบาง และตั้งคำถามสำคัญว่าเราจะส่งต่ออะไรให้คนรุ่นต่อไป ผลงานชิ้นนี้เตรียมจัดแสดง ณ เมืองเวนิสครับ”

สวานนี่ ตัวแทนศิลปินชาวพม่า กล่าวว่า “ในฐานะผู้หญิงข้ามเพศในที่สุดฉันก็มีความกล้าที่จะทำสิ่งที่อยากทำมาตลอด เพราะมันเปลี่ยนแปลงไม่เพียงแค่ว่าฉันเป็นใคร แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ที่ฉันมีต่อร่างกายของตัวเอง ดังนั้นศิลปะการแสดงจึงเป็นพื้นที่ที่ฉันสามารถซื่อสัตย์กับตัวเองได้มากที่สุด งานที่จะจัดแสดงคืองานชิ้นแรกของฉัน ในฐานะศิลปินแสดงสด ผลงานมีชื่อว่า A Body on Repeat  ซึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของร่างกายของฉัน ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย ความทรงจำ ความซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลง อัตลักษณ์ แรงกดดัน และความคาดหวังทางสังคมกับร่างกาย นิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing 2026 ไม่ใช่แค่การนำเสนองานเพื่อสร้างบทสนทนาเกี่ยวกับวัฒนธรรม การแบ่งปันประสบการณ์ความเป็นมนุษย์จากภูมิภาคที่แตกต่างกัน ดังนั้นการวางผลงานฉันไว้ในบริบทนั้นรู้สึกสอดคล้องกันมาก และยังเป็นสิ่งที่สะเทือนอารมณ์ด้วย”

นิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ โครงการ วัน แบงค็อก โดยกำหนดจัดแสดงระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม ถึง 2 สิงหาคม 2569 ณ อาคารปาลาซโซ ร็อกก้า คอนตารินี คอร์ฟู (Palazzo Rocca Contarini Corfù) เมืองเวนิส และได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรสำคัญในภาครัฐ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยพันธมิตรชั้นนำจากภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM), บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน), สยามพิวรรธน์, สยามพารากอน ไอคอนสยาม, Generali และอมรินทร์ กรุ๊ป

นอกจากนี้ การเข้าร่วมของศิลปินภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรระดับภูมิภาค โดยศิลปินสิงคโปร์ Ong Kian Peng ได้รับการสนับสนุนโดย Fraser and Neave, Limited, ศิลปินมาเลเซีย Nadiah Bamadhaj สนับสนุนโดย Fraser & Neave Holdings Bhd และศิลปินเวียดนาม Le Hien Minh สนับสนุนโดย Saigon Beer-Alcohol-Beverage Corporation (SABECO)

ติดตามข่าวสาร และตารางกิจกรรมของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ (Bangkok Art Biennale) เพิ่มเติมได้ทาง  Facebook และ Instagram : Bkkartbiennale  

จิตอาสา Fireman MBK ร่วมช่วยระงับเหตุเพลิงไหม้ สะท้อนความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ด้านความปลอดภัย

จิตอาสา Fireman MBK ร่วมช่วยระงับเหตุเพลิงไหม้   สะท้อนความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ด้านความปลอดภัย

จิตอาสา Fireman MBK ร่วมช่วยระงับเหตุเพลิงไหม้ สะท้อนความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ด้านความปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.52 น.

สืบเนื่องจากสถานการณ์เพลิงไหม้โรงงานของบริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งประกอบกิจการโรงงานผลิตเลนส์แว่นตาทุกชนิด เลนส์กล้องถ่ายรูป โดยเพลิงได้ลุกลามอาคารสูง 4 ชั้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการระดมกำลังของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยมี นิรันดร์ บรรทัด พนักงานบริหารความปลอดภัย ป้องกันเพลิงและเหตุฉุกเฉิน บริษัท รักษาความปลอดภัย เอ็ม บี เค สมาร์ท ฟอร์ซ จำกัด ได้รุดเข้าร่วมสนับสนุนการปฏิบัติงานและช่วยเหลือระงับเหตุอย่างเต็มกำลัง

ในการนี้คณะผู้แทนบริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เข้ามอบหนังสือขอบคุณแก่ นิรันดร์ บรรทัด พนักงานบริหารความปลอดภัย ป้องกันเพลิงและเหตุฉุกเฉิน บริษัท รักษาความปลอดภัย เอ็ม บี เค สมาร์ท ฟอร์ซ จำกัด เพื่อแสดงความขอบคุณและชื่นชมในการเข้าร่วมสนับสนุนและช่วยเหลือในเหตุการณ์เพลิงไหม้พื้นที่ของโรงงานไทยออพติคอล โดยมี สมสฤษฏิ์ สินหนัง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ : บริหารความปลอดภัย บริษัท เอ็มบีเค เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ร่วมให้การต้อนรับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ชั้น 8 อาคารสำนักงานเอ็ม บี เค

โดยใจความในจดหมายระบุว่า “บริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ขอแสดงความขอบคุณเป็นอย่างยิ่งต่อท่านและหน่วยงานของท่าน ที่ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการดำเนินงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยการเข้าดำเนินการของท่าน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าตรวจสอบพื้นที่ การควบคุมสถานการณ์ การให้คำแนะนำ รวมถึงการประสานงานในด้านต่าง ๆ ล้วนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น บริษัทฯ จึงตระหนักและซาบซึ้งในความทุ่มเท ความเป็นมืออาชีพ และความร่วมมือของท่านเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม”

การเข้าช่วยเหลือดังกล่าวสะท้อนถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ของทีม Fireman MBK Center ซึ่งผ่านการอบรมและซ้อมแผนด้านอัคคีภัยอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางการบริหารความปลอดภัยของ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ที่มุ่งเน้นการดูแลชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้บริการ พร้อมให้ความสำคัญกับการสนับสนุนทีมงานด้านความปลอดภัยในการช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มกำลังในทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน สะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างภาคธุรกิจและบุคลากรด้านความปลอดภัยในการร่วมดูแลสังคมและส่งต่อกำลังใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

พงศ์วิกรานต์ วิศรุตโชติกุล ผู้อำนวยการอาวุโส บริหารความปลอดภัย บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจในความทุ่มเทและเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำชื่นชมในครั้งนี้ ที่พร้อมนำความรู้และประสบการณ์ไปช่วยเหลือสังคมเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพราะงานด้านการรักษาความปลอดภัยและป้องกันเหตุฉุกเฉินถือเป็นงานปิดทองหลังพระที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถ ทักษะ และจิตอาสาในการช่วยเหลือสังคม การได้รับกำลังใจและการยอมรับจากผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ ทำให้พนักงานรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมีคุณค่า เกิดความภาคภูมิใจ และเพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น”

ด้าน นิรันดร์ บรรทัด พนักงานบริหารความปลอดภัย ป้องกันเพลิงและเหตุฉุกเฉิน บริษัท รักษาความปลอดภัย เอ็ม บี เค สมาร์ท ฟอร์ซ จำกัด กล่าวว่า “หน่วยงานบริหารความปลอดภัยของเอ็ม บี เค ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านดับเพลิง การกู้ภัย และการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน ทำให้เราสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปช่วยเหลือสังคมภายนอกองค์กรได้ ก่อนหน้านี้ผมก็เคยร่วมเป็นจิตอาสาช่วยเหตุเพลิงไหม้ในชุมชนและพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงชวนทีม Fireman MBK ลงพื้นที่ร่วมกัน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงมาพัฒนาการทำงานอยู่เสมอ ส่วนตัวรู้สึกตกใจและดีใจมากที่ได้รับหนังสือขอบคุณครั้งนี้ การได้รับคำชื่นชมถือเป็นกำลังใจสำคัญสำหรับคนทำงานด้านนี้ เพราะในสถานการณ์ที่คนอื่นรีบออกจากพื้นที่ เรากลับเป็นคนที่ต้องวิ่งเข้าไปเผชิญเหตุเพื่อช่วยระงับเพลิงไหม้”

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาบุคลากร การฝึกอบรม และการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการ ร้านค้า และช่วยเหลือสังคมในทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน

Airbnb.org สนับสนุนที่พักฟรีสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล ภายใต้โครงการ ‘โรงพยาบาลมีสุข’ ของมูลนิธิกระจกเงา

Airbnb.org สนับสนุนที่พักฟรีสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล ภายใต้โครงการ ‘โรงพยาบาลมีสุข’ ของมูลนิธิกระจกเงา

Airbnb.org สนับสนุนที่พักฟรีสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล ภายใต้โครงการ ‘โรงพยาบาลมีสุข’ ของมูลนิธิกระจกเงา

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

หลายครอบครัวในประเทศไทย การเข้าถึงการรักษาพยาบาลไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่ถึงโรงพยาบาลเท่านั้น แม้ว่าได้จะรับการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าที่พักอาศัยใกล้โรงพยาบาลระหว่างการรักษาต่อเนื่อง กลับเป็นโจทย์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้น้อย จากการทำงานร่วมกับชุมชนที่ขาดโอกาสทั่วประเทศ มูลนิธิกระจกเงา ร่วมมือกับ Airbnb.org ภายใต้โครงการโรงพยาบาลมีสุข สนับสนุนให้ครอบครัวอยู่เคียงข้างกันในช่วงเวลาที่สำคัญของการรักษา ทั้งนี้ สามารถขยายการช่วยเหลือโดยจัดหาที่พักฟรีเกือบ 50 คืนให้แก่ผู้ป่วย สมาชิกในครอบครัว และผู้ดูแล ที่เดินทางจากต่างจังหวัดเพื่อเข้ามารับการรักษาในเมืองหลักของประเทศไทย ผ่านเครือข่ายโฮสต์ของ Airbnb.org

ปัจจุบันโครงการนี้ได้ให้การสนับสนุนแก่ผู้ป่วย สมาชิกในครอบครัว และผู้ดูแล ผ่านการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลเครือข่าย อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) โดยหลายครอบครัวต้องเดินทางเข้ามารับการรักษาเฉพาะทางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะเรื้อรังหรืออยู่ในขั้นวิกฤต สามารถอยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวตลอดช่วงการรักษา โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านที่พัก

Airbnb.org เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งโดย Airbnb ในปี 2563 มีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดหาที่พักฉุกเฉินฟรีในช่วงเวลาวิกฤต อาทิ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เหตุเพลิงไหม้ที่พักอาศัย และการเดินทางเพื่อรับการรักษาพยาบาล โดยความร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงาในครั้งนี้ Airbnb.org และผู้บริจาคสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านที่พัก โดยมูลนิธิกระจกเงาจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนช่วยจองที่พัก Airbnb ตามความต้องการของผู้ที่ได้รับสิทธิ์

นางสาวจามจุรี แซ่ซื้อ หัวหน้าโครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า “เวลาผู้ป่วยเด็กถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ครอบครัวของเด็กๆ ต้องเผชิญกับปัญหาหลายทาง เช่น ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร ทางเราขอขอบคุณ Airbnb.org และโฮสต์ทุกท่านในการสนับสนุนที่พักสำหรับเด็กๆ ที่ต้องเดินทางเพื่อเข้ามารับการรักษาพยาบาล ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิกระจกเงา และ Airbnb.org ในครั้งนี้ นับว่าเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระทั้งร่างกายและจิตใจของครอบครัวผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง”

คริสทีน ชาง ผู้อำนวยการโครงการและการปฏิบัติการระดับโลกของ Airbnb.org กล่าวว่า“Airbnb.org ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้คนเข้าถึงที่พักชั่วคราวที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่มีเหตุจำเป็น โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาได้วางรากฐานโครงการที่ช่วยเหลือเด็กๆ ให้ได้รับการรักษาที่จำเป็นอยู่แล้ว เราภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับทางมูลนิธิ เพื่อช่วยให้ครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงที่พักโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สะดวกสบาย และอบอุ่น ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของชีวิต”

โครงการโรงพยาบาลมีสุขสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์ของมูลนิธิกระจกเงาในการสนับสนุนชุมชนที่ขาดโอกาส ด้วยการแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติที่กระทบต่อการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และพร้อมผนึกพันธมิตรอย่าง Airbnb.org เพื่อขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปยังครอบครัวที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

‘สะบักจม ปวดร้าวลงแขน’ สัญญาณเตือนคนทำงานอย่ามองข้าม

‘สะบักจม ปวดร้าวลงแขน’ สัญญาณเตือนคนทำงานอย่ามองข้าม

‘สะบักจม ปวดร้าวลงแขน’ สัญญาณเตือนคนทำงานอย่ามองข้าม

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

อาการสะบักจมปวดร้าวลงแขนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่คนทำงานจะมองข้าม หากลองทานยาหรือนวดแล้วไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อวางแผนรักษาให้ตรงจุด ช่วยให้คุณหายจากอาการปวด กลับไปทำงานและใช้ชีวิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะสุขภาพที่แข็งแรงคือ “เครื่องมือ” ที่สำคัญที่สุดของคนทำงานทุกคน

รู้จักสาเหตุหลัก “สะบักจม” ใครอยู่ในลิสต์กลุ่มเสี่ยง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข หรือ kdms จะพาไปรู้จักสาเหตุหลักและวิธีการรักษาที่ช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ก่อนที่ร่างกายจะพัง!

สะบัก (Scapula) คือ กระดูกรูปสามเหลี่ยมบริเวณช่วงอกทางด้านหลังที่เชื่อมติดกับบ่า ไหล่ และหลัง ดังนั้น เมื่อปวดสะบักมักจะเป็นการเหมารวมอาการปวดคอ บ่า ไหล่รวมไปด้วย หรือเป็นอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อรอบกระดูกสะบัก ซึ่งขอเตือนว่าอาการปวดสะบักร้าวลงแขนไม่ได้มาเล่น ๆ แต่คือ “เสียงเตือน” จากระบบเส้นประสาทที่กำลังถูกกดทับ หากปล่อยไว้วันแรงงานปีหน้าคุณอาจต้องจบที่เตียงผ่าตัดแทนหยุดพัก โดยมักเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก

1.ออฟฟิศซินโดรม (Myofascial Pain Syndrome-MPS): จำเลยอันดับหนึ่ง! เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ ท่าเดิมนาน ๆ ก้มหน้าเล่นมือถือ หรือพิมพ์คอมพิวเตอร์ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวจนเกิด “จุดกดเจ็บ” (Trigger Point) ส่งความปวดร้าวลามไปที่สะบักและแขน

2.ปัญหากระดูกคอ (Cervical Spine Issues): อันนี้ร้ายแรงกว่า เพราะอาจเกิดจากภาวะ กระดูกคอเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท เนื่องจากเส้นประสาทจากคอคือ “สายเมน” ที่ทอดผ่านสะบักลงไปถึงแขน หากสายนี้ถูกกดทับจะทำให้ปวดร้าว ชา หรือแขนอ่อนแรงได้

3.ปัญหาข้อไหล่ (Shoulder Joint): บางครั้งปัญหาเกิดจากเอ็นข้อไหล่อักเสบหรือฉีกขาด ซึ่งนอกจากจะปวดไหล่แล้ว ยังลามมาถึงสะบักและข้อศอกได้เช่นกัน อาจทำให้เราสับสนว่าสรุปปวดตรงไหนกันแน่

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง? แน่นอนว่าคือ “มนุษย์ทำงาน” ที่ก้มหน้าก้มตาอยู่หน้าคอมฯ หรือมือถือนานเกินไป รวมถึง “สายสปอร์ต” ที่โหมใช้งานหัวไหล่หนัก และ “กลุ่มผู้สูงวัย” ที่ร่างกายเริ่มเสื่อมตามกาลเวลา หากปล่อยไว้ไม่รีบแก้ จากแค่รำคาญอาจกลายเป็น “ไหล่ติด” หรือแขนอ่อนแรงจนใช้ชีวิตลำบาก

อย่าปล่อยให้ “ความปวด” กลายเป็นเรื่องปกติ

ในปัจจุบันการรักษา “สะบักจม” ก้าวหน้าไปมาก ไม่จำเป็นต้องจบที่การผ่าตัดเสมอไป หากพบสาเหตุที่แท้จริงได้ทันท่วงที โดยที่โรงพยาบาล kdms คุณจะได้พบทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระดูกและข้อ รวมถึงกล้ามเนื้อ  พร้อมเครื่องมือทันสมัย ช่วยวินิจฉัยได้แม่นยำ และวางแผนการรักษาที่ตรงจุด

วินิจฉัยให้ “ตรงจุด” (อย่าเดาสุ่มเอง): อาการปวดร้าวลงแขนเกิดได้จากหลายสาเหตุ เมื่อไปพบแพทย์กระบวนการ “สืบสวน” จะเริ่มจากการซักประวัติ คลำหาจุดกดเจ็บ ไปจนถึงการทำ Special Test ตรวจสอบการเคลื่อนไหว หากอาการน่าสงสัย แพทย์จะสั่ง X-ray หรือ MRI จะช่วยให้รู้ชัดว่าปัญหามาจากกล้ามเนื้อ กระดูกคอ หรือเส้นเอ็นไหล่กันแน่

รักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด (Non-Invasive): ด้วยเทคโนโลยี ฝังเข็มแบบตะวันตก (Dry needling/Trigger point release): ฝังเข็มแบบตะวันตกโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เหมาะกับคนไข้ที่มีจุดกล้ามเนื้อเป็นพังพืดชัดเจน ช่วยลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อและลดอาการปวดได้เร็ว มีระดับความเจ็บอยู่ที่ 3 ดาว ถ้าใครไม่กลัวเข็มและอาการเข้าเกณฑ์ก็เข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ได้ เรียกว่าเจ็บหน่อยดีกว่าปล่อยให้ทรมาน, คลื่นกระแทก (Shock wave therapy): เหมาะกับจุดเจ็บเป็นบริเวณกว้าง โดยผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาซ้ำ ๆ ประมาณ 2-3 ครั้ง แล้วแต่อาการของแต่ละคนเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ความเจ็บน้อยหน่อยแค่ 2 ดาว ซึ่งการรักษากินระยะเวลาหลายสัปดาห์เหมือนกัน

การรักษาด้วยคลื่นแสงกำลังสูง (High intensity laser therapy): เหมาะกับคนที่มีจุดเจ็บเป็นบริเวณกว้างและกลัวการฝังเข็ม เป็นการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยการรักษาทางการแพทย์ มีความเจ็บแค่ 0.5 ดาว ผู้ป่วยอาจรู้สึกอุ่น ๆ นิดหน่อยตรงจุดที่ยิงแสงเท่านั้น สามารถเข้ารับการรักษาต่อเนื่องได้ทุกระดับอาการ และเห็นผลได้ทันทีหลังเข้ารับการรักษา,  การผ่าตัด: จะเป็นทางเลือกสุดท้ายต่อเมื่อจำเป็นจริง ๆ สำหรับคนที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรุนแรง จนรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล ปัจจุบันมีเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้อง Endoscope ที่ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้เร็วขึ้นกว่าการผ่าตัดแบบเปิด อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้าง โดยแพทย์จะประเมินแนวทางการรักษาให้เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งอาจช่วยลดระยะเวลาพักฟื้นและการนอนโรงพยาบาลได้เช่นกัน

ปรับไลฟ์สไตล์ “กันไว้ดีกว่าแก้”

เลิกพฤติกรรมเสี่ยง บอกลาก้มคอแช่หรือสะบัดคอแรงๆ ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา และเปลี่ยนอิริยบท ลุกขึ้นมายืดเหยียดทุก ๆ 1 ชั่วโมง

อย่าจมอยู่กับกองงานจนปล่อยให้ “สะบักจม” รีบดูแลตัวเองให้ดีตั้งแต่วันนี้ โรงพยาบาล kdms มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลรักษาแบบองค์รวม พร้อมวินิจฉัยอย่างแม่นยำด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อวางแผนการรักษาที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกคน ช่วยให้อาการปวดหายดี ไม่กลับมาเป็นซ้ำ และทำให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน ทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เฉพาะเจาะจงในทุกเรื่องกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ได้ที่:https://kdmshospital.com  ปรึกษาปัญหาสุขภาพ contactcenter@kdmshospital.com หรือสามารถนัดหมายแพทย์: https://page.line.me/175exsfc  และโทร. 02-080-8999

ARDA จับมือ ฟาร์มเอ็กซ์โป เปิดฉาก ‘AGRITHON by ARDA Season 3’ เฟ้นหาเกษตรกรยุคใหม่ สตาร์ทอัพทั่วไทย ชิงงบวิจัย-ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท

ARDA จับมือ ฟาร์มเอ็กซ์โป เปิดฉาก ‘AGRITHON by ARDA Season 3’  เฟ้นหาเกษตรกรยุคใหม่ สตาร์ทอัพทั่วไทย ชิงงบวิจัย-ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท

ARDA จับมือ ฟาร์มเอ็กซ์โป เปิดฉาก ‘AGRITHON by ARDA Season 3’ เฟ้นหาเกษตรกรยุคใหม่ สตาร์ทอัพทั่วไทย ชิงงบวิจัย-ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ร่วมกับ ฟาร์มเอ็กซ์โป เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยอย่างต่อเนื่อง เปิดเวทีการแข่งขันนวัตกรรม “AGRITHON by ARDA Season 3” พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน อย่าง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, กลุ่มบริษัท ซี แอล พี (CLP Group) และการยางแห่งประเทศไทย (Rubber Authority of Thailand) เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์เกษตรกรไทยในยุคใหม่ เปิดโอกาสให้เกษตรกร นักวิจัย นักศึกษา สตาร์ทอัพ และผู้พัฒนานวัตกรรมจากทั่วประเทศ ร่วมนำเสนอผลงาน สร้างสรรค์โซลูชันใหม่ๆ ต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคการเกษตร พร้อมโอกาสคว้างบสนับสนุนงานวิจัยและการลงทุนรวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ยกระดับภาคการเกษตรของประเทศไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า การแข่งขันนวัตกรรม “AGRITHON by ARDA Season 3 ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการแรงบันดาลใจในการสร้างนวัตกรรมงานวิจัยใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างตรงจุด และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรในระยะยาว ทั้งในมิติของรายได้ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม”

จากความสำเร็จของการจัดแข่งขัน 2 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมแข่งขัน รวมกว่า 200 ผลงาน และมีผลงานจำนวนไม่น้อยที่ ARDA ได้ต่อยอดสนับสนุนทุนเป็นโครงการวิจัยที่สามารถนำไปใช้จริงในพื้นที่เช่น โครงการพัฒนาการจัดการกาแฟอะราบิก้า ด้วยปุ๋ยสั่งตัด และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยํา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ดอยช้าง และดอยแม่สลอง  โดยจุดเด่นคือการนำดินในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงรายมาตรวจวิเคราะห์ดินและออกแบบปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่แต่ละแปลงของเกษตรกร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรเข้าใจพฤติกรรมการใช้ธาตุอาหารของพืช และนำไปสู่การจัดการปุ๋ยที่แม่นยำยิ่งขึ้น โดยผลการทดลองพบว่า ปุ๋ยสั่งตัดให้ผลดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการเจริญเติบโตของต้น ผลผลิต และคุณภาพโดยคุณภาพเมล็ดกาแฟจากพื้นที่ดำเนินโครงการได้ผลผลิตเมล็ดกาแฟอยู่ในระดับ Premium Commercial Grade ซึ่งมีศักยภาพเข้าใกล้ระดับ Specialty Coffee เป็นต้น

สำหรับ “AGRITHON by ARDA Season 3” นี้ เราไม่ได้มองว่าเป็นแค่เวทีแข่งขัน แต่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับ คนที่อยากเปลี่ยนไอเดียให้เกิดขึ้นจริง สำหรับผู้ที่มีแนวคิด มีเทคโนโลยี หรืออยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาภาคเกษตรไทย นี่คือเวทีที่เปิดให้คุณได้แสดงศักยภาพ และมีโอกาสต่อยอดสู่ตลาดจริง

นายนรบดี ผดุงเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด ผู้จัดการแข่งขันนวัตกรรม AGRITHON by ARDA  กล่าวว่า “การจัด AGRITHON by ARDA ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือในการพัฒนาภาคการเกษตรไทย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าผลงานในแต่ละปีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตร ทั้งในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความต้องการของเกษตรกรไทยในแต่ละช่วงเวลา ทำให้สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์และใช้งานได้จริงการแข่งขันในปีนี้จึงมุ่งสร้างโอกาสให้ผู้พัฒนานวัตกรรมได้เชื่อมโยงกับเกษตรกร ภาคธุรกิจ และตลาด เพื่อให้เกิดการนำไปใช้จริง ในวงกว้าง และช่วยยกระดับภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการแข่งขันนวัตกรรม “AGRITHON by ARDA Season 3” มีโอกาสชิงทุนวิจัยและเงินร่วมลงทุนรวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท พร้อมโอกาสในการจัดแสดงผลงานและนวัตกรรมในงาน “ฟาร์มเอ็กซ์โป 2026” มหกรรมเกษตรในร่มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้พัฒนานวัตกรรมกับภาคธุรกิจและตลาด อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนจากภาคเอกชนและองค์กรพันธมิตร ตลอดจนได้รับคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านธุรกิจ และการตลาดจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

เวทีการแข่งขันนวัตกรรม “AGRITHON by ARDA Season 3” ยังคงเน้นการคัดเลือกผลงานที่มีทั้งความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง โดยพิจารณาจากหลายมิติ ทั้งการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ความต้องการของตลาด และความสามารถในการขยายผลในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ทีมที่ผ่านเข้ารอบได้นำเสนอผลงานผ่านรายการ Farm Expo TVทางสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ช่อง32 เริ่มออกอากาศ 10 พฤษภาคม นี้ เวลา 13.00-13.45 น. เพื่อเผยแพร่นวัตกรรมสู่สาธารณชน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรไทย

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน AGRITHON by ARDA Season 3 ได้ที่ http://www.agrithon.com ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มิถุนายน 2569 สอบถามรายละเอียดได้ที่ FB ARDA และ Facebook Farm Expo Thailand หรือ Line: @agrithon