ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก “USA” นั่งในวอร์รูม บัญชาการรบถล่มอิหร่าน

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก "USA" นั่งในวอร์รูม บัญชาการรบถล่มอิหร่าน

3 มี.ค. 2569 08:31 น.

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก “USA” นั่งในวอร์รูม บัญชาการรบถล่มอิหร่าน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เผยแพร่ภาพประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั่งบัญชาการรบในวอร์รูม ติดตามปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” โจมตีอิหร่าน โดยมีบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้รวมอยู่ในห้อง  

วันที่ 3 มีนาคม 2569 ทำเนียบขาว สหรัฐฯ เผยแพร่ภาพถ่ายทางการผ่านบัญชี X แสดงให้เห็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี  นั่งติดตามสถานการณ์ปฏิบัติการ Operation Epic Fury จากห้องวอร์รูม สถานที่ซึ่งไม่เปิดเผย โดยมีนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และซูซี ไวลส์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ร่วมอยู่ในห้อง

จากภาพนี้จะเห็นว่า ทรัมป์สวมหมวกแก๊ปสีขาวพร้อมตัวอักษร USA และตัวเลข 45-47 ซึ่งหมายถึงประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 นอกจากนี้ยังมีพล.อ.แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ชี้ไปยังภาพบนจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งดูเหมือนแสดงยุทโธปกรณ์ทางทหารในทะเลอาหรับ ทางตอนใต้ของอิหร่าน ทั้งนี้ พล.อ.เคน ปรากฏตัวในชุดลำลอง แตกต่างจากภาพลักษณ์ปกติที่มักสวมเครื่องแบบเมื่อเข้าพบประธานาธิบดี

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่าในภาพหนึ่งเผยให้เห็นนายพีท เฮกเศธ รัฐมนตรีกลาโหม อยู่บริเวณด้านซ้ายของภาพ โดยเขามีกำหนดชี้แจงต่อสภาคองเกรสร่วมกับนายรูบิโอ ผู้อำนวยการซีไอเอ และประธานเสนาธิการร่วมในวันนี้ ขณะเดียวกัน มีการตั้งข้อสังเกตว่านางไวลส์ สวมอุปกรณ์คล้ายสมาร์ตวอตช์ในพื้นที่ความมั่นคงสูง ซึ่งปกติอุปกรณ์ลักษณะนี้อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แต่ทำเนียบขาวชี้แจงว่าเป็นอุปกรณ์ติดตามสุขภาพที่ไม่มีไมโครโฟนหรือระบบจีพีเอส

ทั้งนี้ กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลระบุว่าได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 จุด มุ่งเป้าไปที่ระบบบัญชาการควบคุม ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และฐานยิงขีปนาวุธ รวมถึงกองบัญชาการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม

ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่อิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และเป้าหมายพลเรือนในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อ 2 มี.ค. ว่า ปฏิบัติการจะไม่กลายเป็น “สงครามไม่รู้จบ” แม้ยังไม่กำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัด.

ที่มา BBC / The Economist

สหรัฐฯ เตือนพลเมือง ออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลางทันที

สหรัฐฯ เตือนพลเมือง ออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลางทันที

3 มี.ค. 2569 06:04 น.

สหรัฐฯ เตือนพลเมือง ออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลางทันที

สหรัฐฯ ประกาศเตือนชาวอเมริกันให้รีบเดินทางออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลาง หลังสถานการณ์สงครามเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น โดยอิหร่านโจมตีเข้าใส่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ

เมื่อ 2 มี.ค. 2569 กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ เรียกร้องให้พลเมืองอเมริกันเดินทางออกจากประเทศในตะวันออกกลาง 12 ประเทศในทันที ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค หลังสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ทำให้เตหะรานโจมตีตอบโต้ไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง

น.ส.โมนา นัมดาร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการกงสุล ระบุว่า พลเมืองสหรัฐฯ ได้รับคำเตือนให้เดินทางออกจากบาห์เรน, อียิปต์, อิหร่าน, อิรัก, อิสราเอล, เขตเวสต์แบงก์และกาซา, จอร์แดน, คูเวต, เลบานอน, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, ซีเรีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยเมน ในทันที

ทั้งนี้ สงครามในตะวันออกกลางขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากอิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ กับอิสราเอล ด้วยการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคหลายแห่งที่มีฐานทัพสหรัฐฯ อยู่ โดยเฉพาะที่คูเวตซึ่งมีทหารอเมริกันเสียชีวิตหลายนาย, บาห์เรน, และนครดูไบ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

3 มี.ค. 2569 05:21 น.

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พวกเขาโจมตีเข้าใส่เป้าหมายในอิหร่านแล้วกว่า 1,250 จุดในช่วง 48 ชั่วโมงนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ ขณะที่อิสราเอลประเมินว่ามีทหารอิหร่านเสียชีวิตนับพันนาย

เมื่อ 2 มี.ค. 2569 กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ (เซนต์คอม – CENTCOM) เผยแพร่เอกสารสรุปข้อมูลสำคัญเพื่อให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิบัติการ “Epic Fury” เพื่อต่อต้านอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นในวันเสาร์ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ กองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำการ “โจมตีเป้าหมายเพื่อทำลายกลไกด้านความมั่นคงของระบอบการปกครองอิหร่าน” และ “โดยมุ่งเน้นไปยังสถานที่ที่เป็นภัยคุกคามอย่างปัจจุบันทันด่วน”

ตามรายงานของ CENTCOM ปฏิบัติการ Epic Fury เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 01:15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET) ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยใน 48 ชั่วโมงแรกมีการโจมตีเป้าหมายไปแล้วมากกว่า 1,250 แห่ง

ส่วนยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ที่ถูกนำมาใช้ ได้แก่ เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1, เครื่องบินขับไล่ F-16, เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี และมีการนำยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่สามารถระบุไว้ในรายงานได้มาใช้ด้วย

ขณะที่เป้าหมายที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีรวมไปถึง เรือและเรือดำน้ำของกองทัพเรืออิหร่าน ตลอดจนระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ และฐานยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ, กองบัญชาการร่วมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองบัญชาการกองทัพอากาศของ IRGC

อีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลอ้างว่า อิสราเอลประเมินว่ามีสมาชิกของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามเสียชีวิตมากกว่า 1,500 ศพ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มการโจมตีอิหร่านร่วมกันเมื่อเช้าวันเสาร์

อย่างไรก็ตาม สมาคมเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่าน ระบุในช่วงเช้าวันจันทร์ว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 555 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขู่เผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน

อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขู่เผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน

3 มี.ค. 2569 04:33 น.

อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขู่เผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน

กองทัพอิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” พร้อมขู่จะเผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน ตอบโต้ที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีพวกเขา จนทำให้ผู้นำสูงสุดและผู้นำระดับสูงอีกหลายสิบคนเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 เว็บไซต์ Times of Israel รายงานว่า ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันดิบทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแล้ว

IRGC ขู่ด้วยว่า พวกเขาจะเผาเรือลำใดก็ตามที่พยายามจะแล่นผ่านช่องแคบแห่งนี้ “ช่องแคบปิดแล้ว และหากใครก็ตามที่ปรารถนาจะผ่านไป วีรบุรุษของเราในกองกำลังเรือของ IRGC และกองทัพจะจุดไฟเผาเรือเหล่านั้น อย่ามาที่ภูมิภาคนี้” พลเอก อิบราฮิม จับบารี โฆษกของ IRGC กล่าว

พลเอกจับบารี กล่าวอีกว่าชาวอเมริกัน “หิวกระหายน้ำมันในภูมิภาคนี้” และอิหร่านจะ “โจมตีท่อส่งน้ำมันของพวกเขาในภูมิภาค และจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันจากพื้นที่นี้”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอิหร่านมีขึ้นหลังจาก อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของพวกเขา ถูกสังหารในการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ซึ่งทำให้อิหร่านประกาศจะล้างแค้น

ทั้งนี้ อิหร่านขู่มาตลอดว่าพวกเขาจะปิดช่องแคบฮอร์มุซหากสหรัฐฯ โจมตีพวกเขา แต่ในอดีตที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยปิดช่องแคบแห่งนี้เลย อย่างไรก็ตาม หากอิหร่านทำตามที่ประกาศล่าสุด การปิดช่องแคบจะส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันปริมาณถึง 20% ของโลก และจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Times of Israel

สหรัฐฯ สั่งอพยพ สถานทูตในจอร์แดน จากภัยคุกคามปริศนา

สหรัฐฯ สั่งอพยพ สถานทูตในจอร์แดน จากภัยคุกคามปริศนา

3 มี.ค. 2569 04:18 น.

สหรัฐฯ สั่งอพยพ สถานทูตในจอร์แดน จากภัยคุกคามปริศนา

สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศจอร์แดนดำเนินการอพยพบุคลากรทั้งหมดเนื่องจากมีภัยคุกคาม ที่พวกเขาไม่ระบุว่าคืออะไร ท่ามกลางรายงานว่า สถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวตถูกโจมตี

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศจอร์แดนได้อพยพบุคลากรทั้งหมดเป็นการชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อความปลอดภัยสูงสุด” เนื่องจากมี “ภัยคุกคาม” ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุรายละเอียด

ในวิดีโอที่มีการแชร์กันในกลุ่ม WhatsApp ของจอร์แดน ได้ยินเสียงข้อความเตือนภัยด้านความปลอดภัยทั้งภาษาอาหรับและภาษาอังกฤษ ดังมาจากลำโพงของสถานทูตว่า “ก้มตัวลงและหาที่กำบัง และออกห่างจากหน้าต่าง หาที่กำบังและรอคำแนะนำเพิ่มเติม”

ความเคลื่อนไหวของสถานทูตสหรัฐฯ ในจอร์แดนเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศคูเวต ถูกโจมตีทั้งในวันอาทิตย์และวันจันทร์ ท่ามกลางการทิ้งระเบิดของอิหร่านในคูเวต อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวไม่ยืนยันว่า สถานทูตคือเป้าหมายการโจมตีหรือไม่

ในประกาศเตือนภัยด้านความปลอดภัยเมื่อวันจันทร์ สถานทูตสหรัฐฯ เตือนว่า “ยังคงมีภัยคุกคามจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน (UAV) เหนือน่านฟ้าคูเวต”

“อย่ามาที่สถานทูต ให้หาที่กำบังในที่พักอาศัยของคุณในชั้นที่ต่ำที่สุดที่มี และอยู่ให้ห่างจากหน้าต่าง อย่าออกไปข้างนอก” ประกาศเตือนบอกด้วยว่า บุคลากรของสถานทูตกำลังหลบภัยอยู่กับที่

“เนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคที่กำลังดำเนินอยู่ สถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวตได้ยกเลิกการนัดหมายทั้งหมดสำหรับการขอวีซ่าสหรัฐฯ และบริการพลเมืองอเมริกันจนกว่าจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านเผย 7 ผบ.กองทัพ ถูกสังหาร ลั่นศัตรูจะไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในบ้าน

อิหร่านเผย 7 ผบ.กองทัพ ถูกสังหาร ลั่นศัตรูจะไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในบ้าน

3 มี.ค. 2569 03:31 น.

อิหร่านเผย 7 ผบ.กองทัพ ถูกสังหาร ลั่นศัตรูจะไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในบ้าน

สื่ออิหร่านเผย ผู้บัญชาการกองทัพ 7 นายเสียชีวิตในการโจมตีของอิสราเอลกับสหรัฐฯ ขณะที่กองทัพออกมาประกาศกร้าวว่า ศัตรูของอิหร่านจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป แม้จะอยู่ในบ้านตัวเองก็ตาม

สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) ซึ่งมีความใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ยืนยันการเสียชีวิตของนายทหารระดับผู้บัญชาการของกองทัพจำนวน 7 นายระหว่างการโจมตีของอิสราเอลกับสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา และมีการเปิดเผยรายชื่อเป็นครั้งแรก ได้แก่

-พลจัตวา โมฮัมหมัด ชีราซี หัวหน้าสำนักงานผู้บัญชาการทหารสูงสุด

-พลจัตวา ซาเลห์ อาซาดี รองหัวหน้าฝ่ายข่าวกรอง ของเสนาธิการทหารร่วม

-พลอากาศโท โมห์เซน ดาเรห์บากี รองหัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุงและสนับสนุน ของกองทัพ

-พลจัตวา อัคบาร์ เอบราฮิมซาเดห์ รองหัวหน้าสำนักงานผู้บัญชาการทหารสูงสุด

-พลจัตวา โกลามเรซา เรซาเอียน หัวหน้าสำนักงานข่าวกรองของ “ฟาราจา” (Faraja) หรือ กองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ

-พลจัตวา บาห์ราม ฮอสเซนี มอตลัก หัวหน้าแผนกวางแผนและปฏิบัติการ รองฝ่ายปฏิบัติการคณะเสนาธิการทหารร่วม

-พลจัตวา ฮัสซัน-อาลี ทาจิก หัวหน้าแผนกส่งกำลังบำรุง ของเสนาธิการทหารร่วม

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านแถลงว่า การสูญเสียผู้นำสูงสุดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่นๆ เมื่อเร็วๆ นี้ “ไม่ได้ทำให้ (อิหร่าน) สั่นคลอน แต่กลับทำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” และอิหร่านจะสู้ต่อไป “จนกว่าศัตรูจะพ่ายแพ้”

“ศัตรูควรรับรู้ไว้ว่า วันเวลาที่มีความสุขของพวกเขาหมดลงแล้ว และพวกเขาจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไปไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก แม้แต่ในบ้านของตัวเองก็ตาม” IRGC ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ

3 มี.ค. 2569 02:02 น.

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เมืองหลวงของเลบานอนตลอดทั้งวัน โดยมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 52 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 150 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา กรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ถูกอิสราเอลโจมตีหลายระลอกตลอดทั้งวัน โดยมุ่งเป้าไปที่สถานที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และอาจรวมถึงบุคคลระดับสูงในกลุ่ม อิสลามิก ญิฮาด ซึ่งเป็นพันธมิตรของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

หลังจากที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดชุดเล็กๆ เข้าไปในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล อิสราเอลก็ตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารที่ขยายวงกว้างกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนตอนใต้และในกรุงเบรุต โดยเฉพาะในเขตชานเมืองทางตอนใต้ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์มานาน

เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลอ้างว่า การตอบโต้เป็นสิ่งจำเป็นหลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดเข้าไปในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล

ด้านหน่วยจัดการภัยพิบัติของเลบานอนออกประกาศล่าสุดว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลตลอดทั้งวัน เพิ่มขึ้นจาก 31 ศพ เป็น 52 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 154 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น อิหร่านที่มีอาวุธนิวเคลียร์ คือภัยคุกคามที่ไม่อาจยอมรับได้

ทรัมป์ลั่น อิหร่านที่มีอาวุธนิวเคลียร์ คือภัยคุกคามที่ไม่อาจยอมรับได้

3 มี.ค. 2569 00:42 น.

ทรัมป์ลั่น อิหร่านที่มีอาวุธนิวเคลียร์ คือภัยคุกคามที่ไม่อาจยอมรับได้

ทรัมป์ลั่น นี่คือโอกาสสุดท้ายในการโจมตีอิหร่าน เพื่อสกัดไม่ให้เตหะรานได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ทั้งสำหรับตะวันออกกลางและชาวอเมริกัน

เมื่อ 2 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีมอบเหรียญเกียรติยศที่ทำเนียบขาว โดยเขาอัปเดตสถานการณ์โดยย่อเกี่ยวกับปฏิบัติการ “Epic Fury” ซึ่งเขาระบุว่า สหรัฐฯ ยังคงดำเนิน “ปฏิบัติการรบขนาดใหญ่” ในอิหร่าน เพื่อขจัดภัยคุกคามที่เกิดจากระบอบการปกครองของอิหร่าน

เขากล่าวว่าอิหร่านเพิกเฉยต่อคำเตือนของสหรัฐฯ และ “ปฏิเสธที่จะยุติความพยายามในการแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์”

จากนั้นประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า โครงการขีปนาวุธของอิหร่านมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเกราะกำบังให้กับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แม้สหรัฐฯ จะเป็นประเทศที่ต้องการให้เรื่องนี้ยุติลง แต่ “ทุกคนก็สนับสนุนเรา”

ทรัมป์กล่าวหาว่า รัฐบาลอิหร่านที่ติดอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกล จะเป็น “ภัยคุกคามที่ไม่อาจยอมรับได้” ต่อตะวันออกกลาง รวมถึงประชาชนชาวอเมริกัน เขาจึงตัดสินใจเปิดฉากสงครามเพราะมันเป็น “โอกาสสุดท้ายที่ดีที่สุดของเราในการโจมตี” และเพื่อขจัด “ภัยคุกคามที่ไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งเกิดจากระบอบการปกครองที่ป่วยไข้และชั่วร้ายนี้”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า วัตถุประสงค์ของปฏิบัติการในอิหร่านนั้น “ชัดเจน” ซึ่งรวมถึง “การทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน” และ “การทำลายล้างกองทัพเรือของพวกเขา” นอกเหนือจากการป้องกันไม่ให้พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์

ทรัมป์ย้ำว่า ประเทศนี้ “ไม่สามารถติดอาวุธ ให้ทุน และสั่งการกองทัพผู้ก่อการร้ายนอกพรมแดนของตนเองต่อไปได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนประกาศ หนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตย จวกสหรัฐฯ-อิสราเอลจงใจยั่วยุ

จีนประกาศ หนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตย จวกสหรัฐฯ-อิสราเอลจงใจยั่วยุ

2 มี.ค. 2569 23:35 น.

จีนประกาศ หนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตย จวกสหรัฐฯ-อิสราเอลจงใจยั่วยุ

รัฐบาลจีนประกาศสนับสนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตยของตนเอง พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯ กับอิสราเอลว่าละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ จงใจยั่วยุให้เกิดสงครามกับอิหร่าน

สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งรัฐ (CCTV) ของจีน รายงานเมื่อ 2 มี.ค. 2569 ว่านาย หวัง อี้ บอกกับนาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านระหว่างการคุยโทรศัพท์ว่า จีนสนับสนุนอิหร่านในการป้องกันตนเองจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่เริ่มแพร่กระจายไปทั่วตะวันออกกลางแล้ว

นายหวังบอกกับนายอารักชีว่า รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับมิตรภาพที่สืบต่อกันมาระหว่างจีนกับอิหร่าน และสนับสนุนอิหร่านในการปกป้องอธิปไตยความมั่นคง บูรณภาพแห่งดินแดน และศักดิ์ศรีของชาติ ตลอดจนสนับสนุนอิหร่านในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของตนเองด้วย

ตามรายงานของ CCTV นายหวัง อี้ ยังระบุด้วยว่า จีน “เรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติปฏิบัติการทางทหารโดยทันที หลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียดเพิ่มเติม และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งแพร่กระจายไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง”

นายหวังยังได้โทรศัพท์พูดคุยกับนาย บาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมานด้วย โดยนายหวังกล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกำลังละเมิดวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ ด้วยการจงใจยั่วยุให้เกิดสงครามกับอิหร่าน

“จีนพร้อมที่จะแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการยึดถือความยุติธรรม การมุ่งมั่นเพื่อสันติภาพ และการหยุดยั้งสงครามผ่านเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” นายหวังกล่าว

นอกจากนั้น นายหวังได้ต่อสายคุยกับนาย ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส โดยนายหวังเตือนว่า โลกกำลังเสี่ยงที่จะถอยหลังกลับเข้าสู่ยุค “กฎแห่งป่า” ซึ่งหมายถึงผู้แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอด

“ประเทศมหาอำนาจไม่สามารถโจมตีประเทศอื่นตามอำเภอใจโดยอาศัยความได้เปรียบทางทหารของตนเองได้” นายหวังอี้กล่าว “ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่านจะต้องกลับเข้าสู่เส้นทางของการแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางการเมืองและทางการทูต”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Times of Israel

ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา” หลังโดรนอิหร่านโจมตีไฟไหม้

ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น "ราส ทานูรา" หลังโดรนอิหร่านโจมตีไฟไหม้

2 มี.ค. 2569 23:04 น.

ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา” หลังโดรนอิหร่านโจมตีไฟไหม้

บริษัทน้ำมันซาอุดีอาระเบีย สั่งปิดโรงกลั่น ราส ทานูรา ชั่วคราว หลังถูกโดรนของอิหร่านโจมตีจนเกิดไฟลุกไหม้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

เว็บไซต์ข่าว Times of Israel รายงานในวันจันทร์ที่ 2 มี.ค. 2568 อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวว่า บริษัท “อารัมโก” ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย สั่งปิดโรงกลั่นน้ำมัน “ราส ทานูรา” (Ras Tanura) ชั่วคราว หลังถูกโดรนของอิหร่านโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้

วิดีโอที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียซึ่งระบุว่าเป็นภาพของโรงงานหลังการโจมตี แสดงให้เห็นเปลวไฟและกลุ่มควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

ก่อนหน้านี้ โฆษกกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียกล่าวว่า มีโดรน 2 ลำมุ่งเป้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน ราส ทานูรา ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบียและเป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ถูกสกัดกั้นไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ซากโดรนที่ตกลงมาทำให้เกิดเพลิงไหม้ในวงจำกัด โดยไม่มีพลเรือนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้ได้แล้ว

ทั้งนี้ นิคมอุตสาหกรรม ราส ทานูรา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง ด้วยกำลังการผลิต 550,000 บาร์เรลต่อวัน และทำหน้าที่เป็นสถานีส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญของซาอุดีอาระเบีย

แหล่งข่าวระบุว่า โรงกลั่นถูกสั่งปิดเพื่อเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน และขณะนี้สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Times of Israel