QatarEnergy ของกาตาร์ สั่งหยุดผลิตก๊าซ LNG หลังอิหร่านโจมตีโดนโรงงาน

QatarEnergy ของกาตาร์ สั่งหยุดผลิตก๊าซ LNG หลังอิหร่านโจมตีโดนโรงงาน

2 มี.ค. 2569 22:18 น.

QatarEnergy ของกาตาร์ สั่งหยุดผลิตก๊าซ LNG หลังอิหร่านโจมตีโดนโรงงาน

บริษัทพลังงานของรัฐบาลกาตาร์ ประกาศหยุดการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG หลังโรงงานถูกอิหร่านโจมตีก่อนหน้านั้น ส่งผลให้ราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าของยุโรปพุ่งกว่า 50%

สำนักข่าว CNN รายงานว่า บริษัท “กาตาร์เอเนอร์จี” (QatarEnergy) รัฐวิสาหกิจพลังงานของประเทศกาตาร์เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้ระงับการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG แล้ว หลังจากที่อิหร่านโจมตีโดนโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” (Ras Laffan) เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มี.ค. 2569

นายเพอร์ แมกนัส นิสเวน นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทที่ปรึกษา Rystad Energy ระบุว่า การตัดสินใจของกาตาร์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก จะส่งผลกระทบแบบ “โดมิโน” ต่อการจัดส่งก๊าซทั่วโลก

“การหยุดชะงักใดๆ ในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการหยุดผลิตครั้งนี้ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดโลก” เขากล่าวกับ CNN พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การขนส่งไปยังเอเชียซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของกาตาร์ รวมถึงยุโรป จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าของเนเธอร์แลนด์ (Dutch TTF) ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของยุโรป พุ่งสูงขึ้นเกือบ 48% ในช่วงบ่ายวันจันทร์

อย่างไรก็ตาม นายนิสเวนกล่าวว่าเมื่อพิจารณาจากปริมาณสำรอง LNG ที่มีอยู่มากในยุโรป ราคาไม่น่าจะพุ่งสูงถึง “ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์” เหมือนในปี 2565 เมื่อครั้งที่ยุโรปเผชิญวิกฤตพลังงานจากการที่รัสเซียรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ โรงงานของกาตาร์เอเนอร์จี ถูกโดรนของอิหร่านโจมตีเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าในเมืองเมไซอีด ทางตอนใต้ของกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ ซึ่งนายนิสเวนให้ความเห็นว่า การสั่งปิดโรงงานที่ราส ลัฟฟาน น่าจะเป็นเหตุผลด้านการปฏิบัติการและความปลอดภัย

จากข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) กาตาร์เป็นหนึ่งในผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นประมาณ 20% ของการส่งออกทั่วโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทหารอเมริกันดับรายที่ 4 บิ๊กกองทัพชี้ จำนวนอาจเพิ่มอีก

ทหารอเมริกันดับรายที่ 4 บิ๊กกองทัพชี้ จำนวนอาจเพิ่มอีก

2 มี.ค. 2569 21:41 น.

ทหารอเมริกันดับรายที่ 4 บิ๊กกองทัพชี้ จำนวนอาจเพิ่มอีก

ทหารอเมริกาเสียชีวิตเป็นรายที่ 4 แล้ว หลังได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีของอิหร่าน ขณะที่ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมของสหรัฐฯ เตือนว่าจะมีความสูญเสียเพิ่มอีก เพราะสงครามไม่ได้จบในวันเดียว

เมื่อ 2 มี.ค. 2569 กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ (เซนต์คอม – CENTCOM) โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า มีทหารอเมริกันเสียชีวิตเป็นรายที่ 4 แล้ว หลังจากได้รับบาดเจ็บระหว่างการโจมตีของอิหร่านที่ประเทศคูเวตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่คร่าชีวิตทหารอเมริกาไป 3 ศพก่อนหน้านี้

“ณ เวลา 07:30 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ของวันที่ 2 มีนาคม มีเจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่รวม 4 นาย” CENTCOM ระบุ “ทหารรายที่ 4 ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างการโจมตีระลอกแรกของอิหร่าน ได้เสียชีวิตลงในที่สุดเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว”

CENTCOM ระบุในโพสต์ด้วยว่า จะยังไม่เปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิตจนกว่าจะครบ 24 ชั่วโมงหลังจากแจ้งให้ญาติสนิททราบแล้ว

ด้านพลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมกล่าวว่า สงครามของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านจะไม่ใช่ “ปฏิบัติการเพียงครั้งเดียวจบในชั่วข้ามคืน” พร้อมเสริมว่าควรเตรียมรับมือกับการสูญเสียของฝ่ายสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มขึ้น

“นี่ไม่ใช่ปฏิบัติการเพียงครั้งเดียวที่จบได้ในคืนเดียว” พลเอกเคนกล่าวที่อาคารกระทรวงกลาโหม “วัตถุประสงค์ทางทหารที่กองบัญชาการกลาง และกองกำลังร่วมได้รับมอบหมายนั้นต้องใช้เวลาในการบรรลุเป้าหมาย และในบางกรณี จะเป็นงานที่ยากลำบากและหนักหน่วง”

“เราคาดการณ์ว่าจะมีการสูญเสียเพิ่มเติม และเราจะพยายามอย่างเต็มที่เช่นเคยเพื่อลดการสูญเสียของฝั่งสหรัฐฯ ให้เหลือน้อยที่สุด” นายพลเคนกล่าวเสริม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลาโหมสหรัฐฯ อ้าง ไม่ได้โจมตีอิหร่าน เพื่อเปลี่ยนการปกครอง

กลาโหมสหรัฐฯ อ้าง ไม่ได้โจมตีอิหร่าน เพื่อเปลี่ยนการปกครอง

2 มี.ค. 2569 21:09 น.

กลาโหมสหรัฐฯ อ้าง ไม่ได้โจมตีอิหร่าน เพื่อเปลี่ยนการปกครอง

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ อ้างว่า สหรัฐฯ ไม่ได้โจมตีอิหร่านโดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และอ้างด้วยว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มสงคราม เพราะอิหร่านโจมตีสหรัฐฯ มานานแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มี.ค. 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่า การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีอิหร่าน ไม่มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน แม้เขาจะยอมรับว่าผู้นำของเตหะรานนั้นเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม

“นี่ไม่ใช่สงครามเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่ระบอบนั้นได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ และโลกก็ดีขึ้นเพราะเหตุนั้น” นายเฮกเซธกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามผลักดันเรื่องการเปลี่ยนการปกครองในอิหร่านมาตลอด และในการแสดงความเห็นครั้งแรกหลังเปิดฉากโจมตีเมื่อวันเสาร์ (28 มี.ค.) นายทรัมป์เรียกร้องให้ชาวอิหร่าน “เข้าควบคุมโชคชะตาของตนเอง และปลดปล่อยอนาคตที่รุ่งเรืองและสง่างามซึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อม”

นอกจากนี้ รัฐมนตรีกลาโหมยังโต้แย้งด้วยว่า สหรัฐฯ “ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มสงคราม” โดยอ้างว่าอิหร่านได้ทำการโจมตีมานานหลายทศวรรษในลักษณะที่เรียกว่า “สงครามฝ่ายเดียวต่ออเมริกา”

“เราไม่ได้เริ่มสงครามนี้ แต่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ เรากำลังทำให้มันจบลง” เฮกเซธกล่าวเสริม

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ย้ำด้วยว่า ความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน “เป็นเรื่องที่ต้องถูกจัดการ” เพราะความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน “ไม่เคยหยุดลงเลย” นับตั้งแต่สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

“ดังนั้น นี่จึงเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนของสิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่สามารถใช้ร่มเงาของอาวุธตามยุทธวิธี มาเป็นเกราะกำบังในการเดินหน้าไล่ตามความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ต่อไปได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน F-15 ถูกคูเวตยิงพลาดตก 3 ลำ สาเหตุจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตเกิดรวน

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน F-15 ถูกคูเวตยิงพลาดตก 3 ลำ สาเหตุจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตเกิดรวน

2 มี.ค. 2569 19:59 น.

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน F-15 ถูกคูเวตยิงพลาดตก 3 ลำ สาเหตุจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตเกิดรวน

สหรัฐฯยืนยัน เครื่องบินขับไล่ F-15 ของกองทัพอากาศ จำนวน 3 ลำ ถูกยิงตกในคูเวต จากเหตุความเข้าใจผิดของระบบป้องกันภัยทางอากาศ ทำให้้ยิงฝ่ายเดียวกันเอง ขณะที่นักบิน 6 นายดีดตัวรอด ปลอดภัย

วันที่ 2 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ข่าวเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานอ้างคำเปิดเผยของ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (United States Central Command) หรือ CENTCOM ที่ยืนยันว่า เครื่องบินขับไล่ F-15 E Strike Eagle ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ จำนวน 3 ลำ ถูกยิงตกในประเทศคูเวต เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน จากเหตุที่เรียกว่า “Friendly Fire” หรือการยิงพลาดโดยฝ่ายเดียวกันเอง

CENTCOM ระบุว่า เครื่องบินทั้ง 3 ลำกำลังบินสนับสนุน ปฏิบัติการ Epic Fury ซึ่งเป็นปฏิบัติการร่วมสหรัฐฯ–อิสราเอลต่ออิหร่าน โดยขณะเกิดเหตุอยู่ในช่วงการสู้รบอย่างหนักหน่วง มีการโจมตีจากอากาศยานอิหร่าน ขีปนาวุธ และโดรน อย่างไรก็ตาม ระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตได้ยิงใส่เครื่องบินสหรัฐฯ โดยเข้าใจผิด ส่งผลให้เครื่องตก

แถลงการณ์ยืนยันว่า ลูกเรือทั้ง 6 นายดีดตัวออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัย ได้รับการช่วยเหลือแล้ว และอยู่ในอาการทรงตัว ขณะที่ทางการคูเวตได้ยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ แสดงความขอบคุณต่อกองกำลังป้องกันประเทศคูเวตสำหรับการสนับสนุนในปฏิบัติการครั้งนี้ โดยเหตุการณ์นี้อยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างละเอียดต่อไป.

ที่มา The New York Times / CENTCOM

อิหร่านเผย โรงงานนิวเคลียร์ “นาทานซ์” ถูกโจมตีจากสหรัฐฯ-อิสราเอล

อิหร่านเผย โรงงานนิวเคลียร์ “นาทานซ์” ถูกโจมตีจากสหรัฐฯ-อิสราเอล

2 มี.ค. 2569 18:01 น.

อิหร่านเผย โรงงานนิวเคลียร์ “นาทานซ์” ถูกโจมตีจากสหรัฐฯ-อิสราเอล

ทางการอิหร่านเผย โรงงานนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่เมือง นาทานซ์ ถูกโจมตีระหว่างปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่พุ่งเป้าใส่อิหร่าน

คำเปิดเผยดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมคณะกรรมการผู้ว่าการของ International Atomic Energy Agency (IAEA) ซึ่งมีสมาชิก 35 ประเทศ โดย เรซา นาจาฟี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำ IAEA กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เมื่อวานนี้ พวกเขาได้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ใช้เพื่อสันติและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอีกครั้ง”

และเมื่อผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สถามว่า โรงงานแห่งใดที่ได้รับความเสียหาย นาจาฟีตอบสั้น ๆ ว่า “นาทานซ์”

ทั้งนี้ “นาทานซ์” นับเป็นศูนย์กลางโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และถือเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน โดยเป็นศูนย์เสริมสมรรถนะยูเรเนียมหลักของประเทศ และเคยตกเป็นเป้าหมายโจมตีหรือก่อวินาศกรรมหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ประเด็น “นาทานซ์” มักถูกจับตาในบริบทของความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่ชาติตะวันตกกังวลว่าอาจนำไปสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติ

การโจมตีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งมีความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง

สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเวทีการทูตระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบทบาทของ IAEA ในการตรวจสอบและกำกับดูแลโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สงครามตะวันออกกลาง

จีนเรียกร้องหยุดยิงด่วน! หลังพลเมืองดับ 1 รายในกรุงเตหะราน กลางเหตุสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่าน

จีนเรียกร้องหยุดยิงด่วน! หลังพลเมืองดับ 1 รายในกรุงเตหะราน กลางเหตุสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่าน

2 มี.ค. 2569 17:28 น.

จีนเรียกร้องหยุดยิงด่วน! หลังพลเมืองดับ 1 รายในกรุงเตหะราน กลางเหตุสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่าน

พลเมืองชาวจีนในกรุงเตหะรานเสียชีวิต 1 ราย ในการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯและอิสราเอล ส่งผลให้ทางการจีนออกมาเรียกร้องให้ยุติการหยุดยิงและเปิดการเจรจา ขณะกำหนดการเยือนจีนของทรัมป์ฯยังไม่ยกเลิก

วันนี้ (2 มี.ค.) ทางการจีนออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการหยุดยิงและการเปิดเจรจาทางการทูตทันที เพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงเข้าสู่วันที่ 3 แล้ว หลังอิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในอิหร่านและเลบานอน จนสถานการณ์รุนแรงเริ่มลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

นางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงต่อสื่อว่า “ภารกิจที่เร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการยุติปฏิบัติการทางทหารในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างและบานปลาย” พร้อมย้ำให้ทุกฝ่ายหาทางออกผ่านการเจรจาหารือ หลังยืนยันว่ามีพลเมืองชาวจีนเสียชีวิต 1 ราย จากเหตุการณ์การโจมตีกรุงเตหะรานโดยสหรัฐฯและอิสราเอลเพื่อสังหาร “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยนางเหมา ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำอิหร่าน เร่งให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว พร้อมเสริมว่าทางการจีนไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าถึงปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

เหตุที่เกิดขึ้นทำให้จีนและรัสเซียร่วมกันเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือต่อวิกฤตดังกล่าว โดยทางการจีนได้ประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังอิหร่านเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีรายงานว่าจนถึงวันนี้ พลเมืองจีนกว่า 3,000 คน ได้เดินทางออกจากอิหร่านแล้ว

ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้อิสราเอลและสหรัฐฯ ด้วยปฏิบัติการที่ “รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์” โดยการมุ่งเป้าโจมตีฐานทัพในกลุ่มประเทศแถบอ่าวอาหรับ ซึ่งในขณะนี้ก็กำลังเผชิญกับผลกระทบจากการโจมตีอย่างหนักหน่วงของอิหร่านในช่วงก่อนหน้า

ทั้งนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีนครั้งแรกอย่างเป็นทางการ หลังดำรงตำแหน่งวาระที่สอง ในระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายนที่จะถึงนี้ 

โดยนางเหมา กล่าวถึงกำหนดการนี้เพียงแค่ว่าจีนและสหรัฐฯ ยังคงประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับกำหนดการพบปะของผู้นำทั้งสอง โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดหรือความคืบหน้าใดๆ.

ที่มา: CNA

อ่านข่าวเกี่ยวกับ สงครามตะวันออกกลางได้ ที่นี่

กาชาดอิหร่านเผยดับแล้ว 555 ศพ หลังสหรัฐฯ–อิสราเอลเปิดฉากโจมตี

กาชาดอิหร่านเผยดับแล้ว 555 ศพ หลังสหรัฐฯ–อิสราเอลเปิดฉากโจมตี

2 มี.ค. 2569 17:22 น.

กาชาดอิหร่านเผยดับแล้ว 555 ศพ หลังสหรัฐฯ–อิสราเอลเปิดฉากโจมตี

สภากาชาดอิหร่านระบุ มีผู้เสียชีวิตทั่วประเทศอย่างน้อย 555 คน ในช่วงสองวันแรกของการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยได้รับผลกระทบแล้ว 131 เมือง ขณะที่ซาอุดีอาระเบียยืนยันระงับการเดินเครื่องบางหน่วยของโรงกลั่นน้ำมัน “ราสทานูรา” หลังถูกโจมตีด้วยโดรน แต่ยังไม่กระทบอุปทานในประเทศ

สภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่าน เปิดเผยผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรมว่า ปฏิบัติการโจมตีที่ระบุว่าเป็น “การก่อการร้ายจากไซออนิสต์และอเมริกา” ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อสองวันก่อน ได้แผ่ขยายวงกว้างไปถึง 131 เมืองทั่วประเทศอิหร่าน ส่งผลให้มีชาวอิหร่านเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 555 ราย โดยตัวเลขดังกล่าวรวมทั้งกลุ่มผู้นำ เจ้าหน้าที่ทหาร และพลเรือน เนื่องจากเป็นการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายหลายจุดพร้อมกัน

นอกจากนั้น กระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบียยืนยันว่า เกิดเหตุไฟไหม้ภายในพื้นที่ของโรงกลั่น “ราส ทานูรา” (Ras Tanura) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งอ่าวอาหรับ หลังจากถูกโจมตีด้วยโดรน 2 ลำ โดยกองทัพซาอุฯ สามารถสกัดกั้นโดรนดังกล่าวไว้ได้ แต่เศษซากของโดรนทำให้เกิดเพลิงไหม้ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้สงบลงแล้ว

โรงกลั่นแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีกำลังการผลิตสูงถึง 550,000 บาร์เรลต่อวัน และยังเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทางการซาอุฯ ต้องสั่งระงับการดำเนินงานในบางหน่วยผลิตชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย แต่ยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมันในตลาดท้องถิ่น

นายทอร์บยอร์น โซลต์เวดต์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Verisk Maplecroft ระบุว่าการโจมตีโรงกลั่นราส ทานูรา เป็นการยกระดับความตึงเครียดที่สำคัญมาก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวอาหรับกลายเป็นเป้าหมายโดยตรงของอิหร่านไปแล้ว

เหตุการณ์นี้มีแนวโน้มจะผลักดันให้ซาอุดีอาระเบียและประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ ตัดสินใจเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเพื่อตอบโต้กลุ่มอิหร่านอย่างเต็มตัว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ซาอุฯ เคยถูกกลุ่มกบฏฮูตีที่อิหร่านหนุนหลังโจมตีโรงกลั่นน้ำมันมาแล้วหลายครั้ง เช่นในปี 2019 และ 2022

รัฐบาลซาอุฯ ได้ออกมาประณามอิหร่านอย่างรุนแรงตั้งแตช่วงสุดสัปดาห์ หลังจากอิหร่านเริ่มเล็งเป้าโจมตีกรุงริยาดและพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ โดยซาอุฯ ย้ำชัดว่า “ขอสงวนสิทธิ์ในการปกป้องตนเอง” ซึ่งรวมถึงมาตรการตอบโต้ทางการทหารหากจำเป็น ท่ามกลางสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบทั่วภูมิภาค.

ที่มา AFP

เปิดคลังแสงปฏิบัติการ “Epic Fury” ส่องอาวุธสหรัฐฯ-อิสราเอล ปะทะอิหร่าน

เปิดคลังแสงปฏิบัติการ “Epic Fury” ส่องอาวุธสหรัฐฯ-อิสราเอล ปะทะอิหร่าน

2 มี.ค. 2569 16:58 น.

เปิดคลังแสงปฏิบัติการ “Epic Fury” ส่องอาวุธสหรัฐฯ-อิสราเอล ปะทะอิหร่าน

เจาะลึกยุทโธปกรณ์ ปฏิบัติการ Epic Fury สหรัฐฯ ผนึกกำลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ระดมอาวุธหลายขีดความสามารถ จุดชนวนความตึงเครียดครั้งใหญ่ทั่วตะวันออกกลาง

หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลร่วมเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2569 ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนเสียชีวิต อิหร่านได้เคลื่อนไหวตอบโต้ทันที จุดชนวนความตึงเครียดครั้งใหญ่ทั่วภูมิภาค

กองบัญชาการทหารสหรัฐฯ (CENTCOM) เผยแพร่ภาพและรายละเอียดปฏิบัติการของสหรัฐฯ ภายใต้ชื่อ “Operation Epic Fury” ระดมอาวุธยุและยุทโธปกรณ์มากกว่า 20 ประเภท เข้าโจมตีอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธ เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน เครื่องบินรบกวนเรดาห์ ระบบยิงจรวด ไปจนถึงโดรนโจมตีต้นทุนต่ำแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งถูกนำมาใช้ในการรบจริงเป็นครั้งแรก

“LUCAS” ปะทะ  “Shahed-136” สงครามโดรนต้นทุนต่ำ

หนึ่งในอาวุธที่น่าจับตาของสหรัฐฯ คือ “LUCAS” โดรนโจมตีแบบพุ่งชนเป้าหมายครั้งเดียว (one-way attack drone) เลียนแบบแนวคิดโดรน “Shahed-136” ของอิหร่าน จุดเด่นคือโครงสร้างเรียบง่าย ต้นทุนต่ำ และสามารถผลิตได้จำนวนมาก เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงปริมาณในสนามรบ

กองบัญชาการทหารสหรัฐฯ ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการนำ LUCAS เข้ารบจริงเป็นครั้งแรก โดรนรุ่นดังกล่าวมีต้นทุนประมาณ 35,000 ดอลลาร์ หรือราว 1 ล้านบาท สะท้อนยุทธศาสตร์ใช้อาวุธราคาประหยัดจำนวนมากกดดันระบบป้องกันของฝ่ายตรงข้าม

ขณะที่ Shahed-136 ของอิหร่าน ใช้ระบบนำทาง GPS บินเข้าสู่พิกัดที่กำหนดและระเบิดเมื่อพุ่งชน เคยถูกใช้งานในอิรัก และรัสเซียนำไปโจมตีเมืองต่างๆ ในยูเครนหลายหมื่นครั้ง ล่าสุดถูกนำมาใช้ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

ต้นทุนการผลิต Shahed-136 ในอิหร่านอยู่ที่ราว 20,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6 แสนบาทต่อเครื่อง แม้เป็นอาวุธราคาต่ำ แต่สามารถบรรทุกวัตถุระเบิดและโจมตีเป้าหมายไกลถึง 2,000 กิโลเมตรโดยไม่ต้องใช้รันเวย์ อีกทั้งการผลิตจำนวนมากยังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีต้นทุนสูงกว่าอย่างมาก

“Tomahawk” ขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล

Tomahawk คือขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลที่ยิงจากเรือรบและเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯ บินด้วยความเร็วใกล้เคียงเครื่องบินโดยสาร และสามารถบรรทุกหัวรบน้ำหนักประมาณ 1,000 ปอนด์ เพื่อโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินอย่างแม่นยำ

การยิงจากเรือพิฆาตหรือเรือดำน้ำที่ประจำการอยู่ห่างจากเป้าหมายหลายร้อยกิโลเมตร เปิดทางให้สหรัฐฯ ตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องส่งนักบินเข้าสู่น่านฟ้าที่มีการป้องกันหนาแน่น หรือส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปเสี่ยงภัยโดยตรง ด้วยเหตุนี้ Tomahawk จึงกลายเป็นตัวเลือกหลักสำหรับปฏิบัติการทางทหารขนาดจำกัด เพราะให้ทั้งความแม่นยำ ความยืดหยุ่น และช่วยลดการปรากฏกำลังทหารในพื้นที่

ขีปนาวุธรุ่นนี้ผลิตโดย Raytheon (ปัจจุบันอยู่ภายใต้ RTX) และเป็นกำลังสำคัญในคลังแสงของกองทัพเรือสหรัฐฯ มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 โดยถูกใช้ในการรบครั้งแรกในสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991 ก่อนจะกลายเป็นเครื่องมือโจมตีระยะไกลที่ผู้นำสหรัฐฯ เลือกใช้เมื่อต้องการปฏิบัติการโดยจำกัดความเสี่ยงต่อกำลังพล

ก่อนปฏิบัติการล่าสุด ขีปนาวุธชนิดนี้ยังถูกใช้ในเดือนมิถุนายน 2025 ระหว่างการโจมตีเป้าหมายนิวเคลียร์ในอิหร่าน โดยรวมแล้ว Tomahawk ถูกนำไปใช้งานมากกว่า 2,350 ครั้ง

Tomahawk มีราคาประมาณลูกละ 400 ล้านบาท มีพิสัยยิงประมาณ 1,200-2,400 กิโลเมตร และสามารถปล่อยยิงได้จากเรือและเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯ มากกว่า 140 ลำทั่วโลก

“B-2 Spirit” เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน

B-2 Spirit เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนของสหรัฐฯ ซึ่งทำภารกิจบินไป-กลับจากแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯ เพื่อโจมตีฐานขีปนาวุธใต้ดินที่เสริมความแข็งแกร่ง ด้วยระเบิดนำวิถีน้ำหนัก 2,000 ปอนด์ คาดว่าในระลอกแรกใช้ราว 4 ลำ

B-2 ผลิตโดย Northrop Grumman ถือเป็นหนึ่งในเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ล้ำสมัยที่สุดของสหรัฐฯ สามารถบรรทุกอาวุธได้ทั้งแบบธรรมดาและนิวเคลียร์ และเป็นหัวใจสำคัญของโครงการปรับปรุงกำลังทิ้งระเบิดระยะไกลของกองทัพอากาศสหรัฐฯ

จุดเด่นของ B-2 คือเทคโนโลยีล่องหนที่ช่วยให้สามารถเจาะผ่านระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ซับซ้อนได้ พร้อมคุกคามเป้าหมายสำคัญซึ่งได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา โครงสร้างแบบปีกบิน วัสดุผสม และสารเคลือบพิเศษ ถูกออกแบบเพื่อลดการสะท้อนสัญญาณเรดาร์ อินฟราเรด และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้ตรวจจับได้ยาก

เครื่องบินรุ่นนี้มีพิสัยบินประมาณ 9,600 กิโลเมตร โดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ แม้ในภารกิจระยะไกลจำนวนมากยังต้องอาศัยการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการ

“EA-18G Growler” เครื่องบินรบกวนเรดาห์

EA-18G Growler คือเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ทำหน้าที่รบกวนและทำลายขีดความสามารถของเรดาร์ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford และ USS Abraham Lincoln

ภารกิจของ EA-18G คือการ “ปิดตา-ปิดหู” ฝ่ายตรงข้าม ผ่านการตรวจจับ วิเคราะห์ และก่อกวนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ตั้งแต่สัญญาณเรดาร์ไปจนถึงระบบสื่อสารทางวิทยุ เครื่องติดตั้งระบบรับสัญญาณความไวสูง สามารถระบุตำแหน่งแหล่งกำเนิดเรดาร์หรือการสื่อสารของฝ่ายตรงข้ามแบบเรียลไทม์ ก่อนใช้กระเปาะสงครามอิเล็กทรอนิกส์ปล่อยสัญญาณรบกวนหรือหลอกล่อ

Growler สามารถเลือกก่อกวนในระยะใกล้เพื่อคุ้มกันหมู่บินโจมตี หรือปฏิบัติการจากระยะไกลตามสถานการณ์ ทำให้เป็นกำลังสำคัญในการเปิดทางให้อากาศยานโจมตีเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

“HIMARS” ระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง 

อีกหนึ่งกำลังหลักในปฏิบัติการครั้งนี้คือ M142 HIMARS ซึ่งถูกใช้ยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้รุ่นใหม่ Precision Strike Missile (PrSM) ในการโจมตีเป้า โดย HIMARS เป็นระบบที่สหรัฐฯ ใช้งานในตะวันออกกลางมาอย่างต่อเนื่อง

M142 HIMARS (High Mobility Artillery Rocket System) พัฒนาโดย Lockheed Martin เป็นระบบยิงจรวดหลายลำกล้องแบบเคลื่อนที่เร็ว ออกแบบให้มีน้ำหนักเบาและคล่องตัว ติดตั้งบนรถบรรทุกยุทธวิธีตระกูล FMTV ขนาด 5 ตัน

นอกจากนี้ HIMARS ยังสามารถลำเลียงทางอากาศด้วยเครื่องบินลำเลียงอย่าง C-17, C-5 และ C-130 ทำให้เคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการได้รวดเร็ว จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในระบบยิงจรวดที่มีประสิทธิภาพสูงและผ่านการพิสูจน์ในสนามรบหลายแห่งทั่วโลก

ที่มา : airandspaceforcesreuters,  foxnews 

เมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน คดีหนุน “กลุ่มก่อการร้าย”

เมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน คดีหนุน "กลุ่มก่อการร้าย"

2 มี.ค. 2569 16:34 น.

เมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน คดีหนุน “กลุ่มก่อการร้าย”

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา สั่งปล่อยตัวนักโทษกว่า 7,000 คนที่ถูกตัดสินความผิดฐานสนับสนุนและให้ที่พักพิง “กลุ่มก่อการร้าย” ซึ่งเป็นข้อหาที่ใช้จัดการกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและฝ่ายประชาธิปไตย นักวิเคราะห์ชี้เป็นความพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นก่อนส่งมอบอำนาจให้รัฐบาลพลเรือนช่วงเดือนเมษายนนี้

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศอภัยโทษแก่นักโทษจำนวน 7,300 ราย ที่ถูกตัดสินจำคุกภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ในข้อหาจัดหาเงินทุน ให้ที่พักพิง หรือจัดหารถขนส่งให้แก่ “กลุ่มก่อการร้าย” ซึ่งเป็นนิยามที่กองทัพใช้เรียกกลุ่มการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยและกองกำลังติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐประหารปี 2021

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์แยกอีกฉบับระบุว่า จะมีการยกฟ้องและยุติการดำเนินคดีกับประชาชนอีกเกือบ 12,500 ราย ที่กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายเช่นเดียวกัน โดยอ้างเหตุผลด้านมนุษยธรรมและเพื่อความสงบสุขของประชาชนเนื่องในโอกาสวันหยุดราชการ

บริเวณด้านหน้าเรือนจำอินเส่งในนครย่างกุ้ง มีการปล่อยตัวนักโทษประมาณ 300 คนในช่วงเช้าวันนี้ (2 มี.ค.) โดยใช้รถบัสลำเลียงออกมา ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื้นตันใจ มีญาติพี่น้องจำนวนมากมารอรับพร้อมช่อดอกไม้และป้ายชื่อของบุคคลอันเป็นที่รักอยู่บริเวณหน้าประตูเรือนจำ

นอกเหนือจากกลุ่มนักโทษคดีก่อการร้ายแล้ว รัฐบาลทหารยังประกาศปล่อยตัวนักโทษในคดีอื่นๆ อีกกว่า 2,800 ราย รวมถึงนักโทษชาวต่างชาติอีก 10 ราย โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของความผิดชัดเจน

นักวิเคราะห์มองว่าการอภัยโทษครั้งใหญ่ครั้งนี้เป็นความพยายามของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในการลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความชอบธรรมให้กับการเปลี่ยนผ่านอำนาจ หลังจากที่เมียนมาเพิ่งเสร็จสิ้นการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งพรรคที่กองทัพหนุนหลังได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย เนื่องจากพรรคเอ็นแอลดีของนางอองซาน ซูจี ถูกสั่งยุบพรรคและสมาชิกจำนวนมากยังคงถูกคุมขัง

แม้รัฐบาลทหารจะอ้างว่าการเลือกตั้งและการอภัยโทษคือหนทางสู่ประชาธิปไตยและยุติสงครามกลางเมือง แต่กลุ่มผู้ประท้วงและนักสิทธิมนุษยชนยังคงมองว่านี่เป็นเพียง “การสร้างภาพ” เนื่องจากนางอองซาน ซูจี ยังคงไม่ได้รับอิสรภาพ และการเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ที่กลุ่มชาติพันธุ์ควบคุมอยู่

ทั้งนี้ รัฐสภาชุดใหม่ของเมียนมาจะเริ่มเปิดประชุมในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และจะมีการเลือกประธานาธิบดีในช่วงต้นเดือนเมษายน โดยที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ยังคงถูกจับตามองว่าอาจจะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยตนเองภายใต้ระบอบใหม่นี้.

ที่มา AFP

คูเวตเผยเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ตกหลายลำ ลูกเรือรอดชีวิตทั้งหมด

คูเวตเผยเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ตกหลายลำ ลูกเรือรอดชีวิตทั้งหมด

2 มี.ค. 2569 15:56 น.

คูเวตเผยเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ตกหลายลำ ลูกเรือรอดชีวิตทั้งหมด

กระทรวงกลาโหมคูเวตยืนยัน เกิดเหตุเครื่องบินทหารของสหรัฐอเมริกาประสบอุบัติเหตุตกหลายลำในพื้นที่ประเทศคูเวต เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าเป็นเครื่องบินรุ่น F-15E ระบุลูกเรือทั้งหมดรอดชีวิตและอยู่ในอาการคงที่ ขณะที่โลกโซเชียลเผยแพร่คลิปนาทีนักบินดีดตัวออกจากเครื่องได้ทัน

แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังปรากฏวิดีโอที่สื่อระหว่างประเทศตรวจสอบพิกัดได้ ซึ่งแสดงให้เห็นเครื่องบินขับไล่ตกในคูเวต และนักบินดีดตัวออกจากเครื่องพร้อมกางร่มชูชีพลงสู่พื้นดิน

พ.อ.ซาอิด อัล-อัตวาน โฆษกกระทรวงกลาโหมคูเวต ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยทันทีหลังเกิดเหตุ โดยลูกเรือถูกอพยพออกจากจุดเกิดเหตุและนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจประเมินอาการและรับการดูแลทางการแพทย์ที่จำเป็น เขากล่าวเพิ่มเติมว่า อาการของลูกเรือทั้งหมดอยู่ในภาวะ “คงที่” และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

โฆษกกระทรวงกลาโหมคูเวตยังระบุด้วยว่า ทางการคูเวตอยู่ระหว่างการประสานงานโดยตรงกับหน่วยงานของสหรัฐฯ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นเผยคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นเครื่องบินรบตกในคูเวต ในระยะ 10 กิโลเมตร จากฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม ของสหรัฐฯ ในคูเวต ยังไม่แน่ชัดว่าเหตุใดเครื่องบินจึงตก 

จากการวิเคราะห์วิดีโอของซีเอ็นเอ็น พบว่าเครื่องบินรบสองเครื่องยนต์นี้ สอดคล้องกับรุ่น F-15E หรือ F/A-18 ขณะที่คูเวตก็ใช้งานเครื่องบินรบ F/A-18 เช่นกัน ด้านซีเอ็นเอ็นได้ติดต่อขอความเห็นจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) และกระทรวงการต่างประเทศของคูเวตแล้ว

นอกจากนั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ยังรายงานว่า ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่าเห็นควันลอยขึ้นมาจากบริเวณใกล้เคียงสถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวต โดยพบเห็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและรถพยาบาลอยู่ในบริเวณนั้นด้วย

สถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวตแถลงว่าประชาชนไม่ควรเดินทางมายังสถานทูต เนื่องจากผู้สื่อข่าวเอเอฟพีเห็นควันลอยขึ้นจากบริเวณใกล้สถานทูตในวันที่สามของการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย
สถานทูตกล่าวในแถลงการณ์ว่า “ขณะนี้ยังคงมีภัยคุกคามจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนเหนือคูเวต โปรดอย่าเดินทางมายังสถานทูต โปรดหลบภัยในที่พักอาศัยของท่านในชั้นล่างสุดที่สามารถเข้าถึงได้และอยู่ห่างจากหน้าต่าง อย่าออกไปข้างนอก” สถานทูตกล่าวเสริมว่า “เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ กำลังหลบภัยอยู่ในที่พัก”.

ที่มา CNN