“คามาลา แฮร์ริส” เผยกำลังพิจารณาลงสมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2028

"คามาลา แฮร์ริส" เผยกำลังพิจารณาลงสมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2028

11 เม.ย. 2569 05:46 น.

“คามาลา แฮร์ริส” เผยกำลังพิจารณาลงสมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2028

คามาลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาเคยธิบดีสหรัฐฯ เผยกำลังพิจารณาว่าจะลงสมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกครั้ง หลังเป็นตัวแทนเดโมแครตในศึกปี 2024

วันที่ 10 เมษายน 2569 นางคามาลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2028 โดยเป็นการให้สัมภาษณ์ระหว่างเข้าร่วมงานของ National Action Network ในนครนิวยอร์ก โดยนางแฮร์ริสกล่าวว่า อาจจะลงสมัคร และเธอกำลังคิดอยู่  ท่ามกลางเสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมงาน

ทั้งนี้ คามาลา แฮร์ริส เคยเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2567 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ คำกล่าวล่าสุดสะท้อนว่า เธอยังเปิดทางกลับเข้าสู่สนามการเมืองระดับสูงอีกครั้ง แม้ยังไม่ได้ตัดสินใจอย่างเป็นทางการ.

เจ้าชายแฮร์รี ถูกมูลนิธิที่ร่วมก่อตั้งฟ้องหมิ่นประมาท

เจ้าชายแฮร์รี ถูกมูลนิธิที่ร่วมก่อตั้งฟ้องหมิ่นประมาท

11 เม.ย. 2569 05:29 น.

เจ้าชายแฮร์รี ถูกมูลนิธิที่ร่วมก่อตั้งฟ้องหมิ่นประมาท

 เจ้าชายแฮร์รี่ ถูกมูลนิธิช่วยเหลือเยาวชนในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท

วันที่ 10 เมษายน 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่ ถูกมูลนิธิ “เซนเทเบิล” (Sentebale) ที่เขาร่วมก่อตั้ง ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท ตามข้อมูลในเอกสารศาลที่ยื่นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 โดยคดีนี้ระบุให้เจ้าชายแฮร์รี่  เป็นจำเลยร่วมกับนายมาร์ก ไดเออร์ อดีตกรรมการมูลนิธิ โดยอยู่ในหมวดคดีหมิ่นประมาททั้งในรูปแบบลายลักษณ์อักษรและวาจา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากทั้งสองฝ่าย

ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแฮร์รี่ ได้ลาออกจากมูลนิธิในปี 2568 พร้อมผู้ร่วมก่อตั้ง และคณะกรรมการบางส่วน หลังเกิดความขัดแย้งกับประธานองค์กร เกี่ยวกับแนวทางการบริหารงาน

ภายหลังคณะกรรมการมูลนิธิ ได้เข้าตรวจสอบ และระบุว่าทุกฝ่ายมีส่วนต่อความขัดแย้ง พร้อมวิจารณ์ว่าการเปิดเผยปัญหาสู่สาธารณะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร

ทั้งนี้ มูลนิธิเซนเทเบิล ดำเนินงานในประเทศบอตสวานาและเลโซโท โดยมุ่งช่วยเหลือเยาวชน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชไอวี เอดส์.

คณะผู้แทนอิหร่านเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน เตรียมเข้าร่วมการเจรจายุติสงครามตะวันออกกลาง

คณะผู้แทนอิหร่านเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน เตรียมเข้าร่วมการเจรจายุติสงครามตะวันออกกลาง

11 เม.ย. 2569 05:21 น.

คณะผู้แทนอิหร่านเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน เตรียมเข้าร่วมการเจรจายุติสงครามตะวันออกกลาง

คณะผู้แทนอิหร่านเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน เพื่อเตรียมเข้าร่วมการเจรจากับสหรัฐฯ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความพยายามหาทางยุติสงครามในตะวันออกกลาง

วันที่ 11 เมษายน 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า คณะผู้แทนอิหร่าน นำโดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ เดินทางถึงกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานแล้ว เพื่อเตรียมเข้าร่วมการเจรจากับสหรัฐฯ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความพยายามหาทางยุติสงครามในตะวันออกกลาง

 นอกจากนี้ ยังมีนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทหลักในการเจรจานิวเคลียร์กับชาติตะวันตก และอับดุลนาเซอร์ เฮ็มมาตี ผู้ว่าการธนาคารกลาง เข้าร่วมด้วย โดยอิหร่านย้ำข้อเรียกร้องสำคัญคือการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด ขณะที่เศรษฐกิจอิหร่านยังคงได้รับผลกระทบหนักจากสงครามและมาตรการคว่ำบาตร รวมถึงการจำกัดการใช้อินเทอร์เน็ตภายในประเทศตั้งแต่เริ่มความขัดแย้งเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า การเจรจาเป็นหนทางเดียวที่ทำให้อิหร่านยังมีโอกาสอยู่รอด  ขณะที่นายเจดี แวนซ์ ซึ่งกำลังเดินทางไปเข้าร่วมการหารือ ย้ำว่าสหรัฐฯ พร้อมเจรจาหากอิหร่านแสดงความจริงใจ แต่เตือนว่าจะไม่ยอมรับหากอีกฝ่ายพยายามเล่นเกม.

“เจดี แวนซ์” รองปธน.สหรัฐฯ บินเจรจายุติสงครามที่ปากีฯ เตือนอิหร่านอย่า “เล่นเกม”

"เจดี แวนซ์" รองปธน.สหรัฐฯ บินเจรจายุติสงครามที่ปากีฯ เตือนอิหร่านอย่า “เล่นเกม”

10 เม.ย. 2569 22:54 น.

“เจดี แวนซ์” รองปธน.สหรัฐฯ บินเจรจายุติสงครามที่ปากีฯ เตือนอิหร่านอย่า “เล่นเกม”

“เจดี แวนซ์” รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกเดินทางไปปากีสถานเพื่อเข้าร่วมการเจรจายุติสงคราม เตือนอิหร่านอย่า “เล่นเกม” 

วันที่ 10 เมษายน 2569 สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกเดินทางจากกรุงวอชิงตัน ดีซี ไปยังกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน เพื่อเข้าร่วมการเจรจายุติสงคราม ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าว ฝากเตือนไปยังอิหร่านว่าอย่า “เล่นเกม” ย้ำพร้อมเจรจาหากอิหร่านจริงใจ แต่เตือนจะไม่ยอมรับหากมีคประธานาธิบดีทรมป์วามพยายามยื้อหรือหลีกเลี่ยงข้อตกลง

โดยนายแวนซ์ หัวหน้าคณะเจรจาระบุว่า การเจรจาครั้งนี้มีแนวโน้มเป็นไปในทางบวก และสหรัฐฯ พร้อมเปิดทางหากอิหร่านเข้าร่วมด้วยความจริงใจ เขากล่าวว่าหากอิหร่านเจรจาอย่างสุจริตใจ สหรัฐฯ ก็พร้อมยื่นมือให้ แต่ถ้าพยายามเล่นเกม อิหร่านจะพบว่าทีมเจรจาจะไม่เปิดรับ

นอกจากนี้เขายังกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้กำหนดแนวทางการเจรจาไว้อย่างชัดเจน แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม.

ที่มา CNN Aljazeera

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 11 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดล่าสุดลิตรละกี่บาท

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 11 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดล่าสุดลิตรละกี่บาท

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 11 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดล่าสุดลิตรละกี่บาท

Date Time: 10 เม.ย. 2569 21:35 น.

Video

More

น้ำมันไทย… วิกฤตินี้จบที่ตรงไหน? | Money Issue EP.52

“Summary“

พีทีที สเตชั่น และบางจากฯ ประกาศลดราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซล

  • การปรับลดราคาเริ่มมีผลตั้งแต่ 05:00 น. วันที่ 11 เมษายน 2569
  • ราคาน้ำมันลดลง 1-6 บาทต่อลิตร
  • ราคาน้ำมันใหม่มีหลายชนิด เช่น GSH95S EVO, E20, และดีเซล
  • ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ กทม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พีทีที สเตชั่น และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์-ดีเซล ตั้งแต่ 1-6 บาท เริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.วันที่ 11 เม.ย. 2569

สำหรับราคาใหม่ มีดังนี้ 

GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร

GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร

GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร

GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร

เบนซินอยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร

Hi Premium 97 (GSH95++) อยู่ที่ 56.54 บาท/ลิตร

Hi Diesel B20S อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร 

Hi Diesel S อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร

Hi Diesel S B7 อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร

Hi Premium Diesel S B7 อยู่ที่ 66.30 บาท/ลิตร 

(ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ กทม.)

ติดตามข่าวสาร ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาน้ำมันทุกชนิด ปตท, PTT, Shell, บางจาก, Esso ราคาน้ำมันขึ้นลง ข่าวราคาน้ำมันล่าสุด ได้ที่นี่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

กษัตริย์กัมพูชาประชวรมะเร็งต่อมลูกหมาก เตรียมประทับรักษาพระองค์ที่ปักกิ่ง 1-2 เดือน

กษัตริย์กัมพูชาประชวรมะเร็งต่อมลูกหมาก เตรียมประทับรักษาพระองค์ที่ปักกิ่ง 1-2 เดือน

10 เม.ย. 2569 17:07 น.

กษัตริย์กัมพูชาประชวรมะเร็งต่อมลูกหมาก เตรียมประทับรักษาพระองค์ที่ปักกิ่ง 1-2 เดือน

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา ทรงเผยพระอาการประชวรด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เตรียมประทับรักษาตัวในกรุงปักกิ่งต่ออีกอย่างน้อย 1-2 เดือน พร้อมส่งสาส์นอำนวยพรพสกนิกรล่วงหน้าก่อนเทศกาลสงกรานต์กัมพูชา

สำนักพระราชวังกัมพูชาได้เผยแพร่พระราชสาส์นจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา ซึ่งทรงเปิดเผยว่าพระองค์กำลังอยู่ระหว่างการรับการรักษาพระอาการประชวร ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน หลังจากคณะแพทย์ได้ตรวจพบว่าพระองค์ทรงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

ในพระราชสาส์นระบุว่า คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาล ณ กรุงปักกิ่ง ได้ยืนยันผลการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดว่าพระองค์ทรงประชวรด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากจริง และตามคำแนะนำของคณะแพทย์ พระองค์จำเป็นต้องประทับอยู่ที่กรุงปักกิ่งต่อไปเพื่อรับการรักษาและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ทำให้ยังไม่สามารถเสด็จนิวัตกลับประเทศกัมพูชาได้ในขณะนี้ โดยคาดว่าจะต้องประทับรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลาประมาณ 1 ถึง 2 เดือน เพื่อดำเนินการรักษาและฟื้นฟูพระพลานามัย

แม้จะทรงอยู่ระหว่างการรักษาพระองค์ แต่พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี ทรงถือโอกาสนี้ส่งพระราชสาส์นแสดงความปรารถนาดีไปยังผู้นำคณะสงฆ์ ผู้นำประเทศ และพสกนิกรชาวกัมพูชาทุกหมู่เหล่า เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่กัมพูชาที่กำลังจะมาถึง

ในตอนท้ายของพระราชสาส์น พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระมหาวีรกษัตรีย์นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดา ทรงอำนวยพรให้ประชาชนชาวกัมพูชาประสบแต่ความสันติสุข ความเจริญรุ่งเรือง และมีความสุข โดยทรงอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้คุ้มครองปวงชนชาวกัมพูชา พร้อมทั้งทรงขอบพระคุณพสกนิกรที่คอยถวายกำลังใจและคำอวยพรให้พระองค์มีพระพลานามัยแข็งแรงตลอดมา

ที่มา Khmer Times

“Deep Purple” พบแฟนพันธุ์แท้ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกฯ ญี่ปุ่น

"Deep Purple" พบแฟนพันธุ์แท้ "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" นายกฯ ญี่ปุ่น

10 เม.ย. 2569 15:52 น.

“Deep Purple” พบแฟนพันธุ์แท้ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกฯ ญี่ปุ่น

นายกฯ หญิงของญี่ปุ่นออกอาการดีใจสุดขีด หลังวงร็อกระดับตำนานอย่าง Deep Purple เข้าพบเป็นการส่วนตัว เผยเป็นติ่งตัวจริงตั้งแต่ประถมถึงขั้นตั้งวงเล่นคัฟเวอร์ พร้อมหยอดมุกตลก “เวลาทะเลาะกับสามี จะไปตีกลองเพลง Burn เพื่อสาปแช่ง”

ทำเนียบนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปลี่ยนจากสถานที่ทางการที่ตึงเครียดให้กลายเป็นพื้นที่ของชาวร็อก เมื่อวงร็อกระดับตำนานจากอังกฤษอย่าง Deep Purple ได้เข้าเยี่ยมนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเธอคือ “ซูเปอร์แฟน” ของวงนี้

บรรยากาศการพบปะเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยทาคาอิจิซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะมือกลองสมัครเล่นและชื่นชอบเพลงแนวฮาร์ดร็อกและเฮฟวีเมทัลเป็นชีวิตจิตใจ ถึงกับเอ่ยปากบอก เอียน เพซ มือกลองของวงเป็นภาษาอังกฤษว่า “You are my god” (คุณคือเทพเจ้าของฉัน) พร้อมกับมอบของขวัญสุดพิเศษเป็นไม้กลองที่ผลิตในญี่ปุ่นพร้อมลายเซ็นของเธอเองให้กับเขา

เธอยังเล่าความหลังให้ เอียน กิลแลน นักร้องนำและสมาชิกในวงฟังว่า เธอซื้ออัลบั้ม Machine Head มาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม และเคยเล่นคีย์บอร์ดในวงดนตรีที่กัฟเวอร์เพลงของ Deep Purple ช่วงมัธยมต้น ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นมือกลองในช่วงมหาวิทยาลัย

นายกฯ ทาคาอิจิยังเรียกเสียงหัวเราะด้วยการหยอดมุกตลกถึงชีวิตส่วนตัวว่า “ทุกวันนี้ เวลาฉันทะเลาะกับสามี ฉันจะไปตีกลองเพลง Burn เพื่อสาปแช่งเขาค่ะ”

การเข้าพบครั้งนี้ถือเป็นการพักเบรกจากภารกิจอันหนักอึ้งของผู้นำญี่ปุ่น ซึ่งตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อตุลาคมปีก่อน เธอต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้า ทั้งความขัดแย้งทางการทูตกับจีน, ปัญหาค่าเงินเยนอ่อนตัว, และวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ทาคาอิจิกล่าวผ่านล่ามว่า “ฉันมีความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่พวกคุณเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ร็อก พร้อมรับความท้าทายใหม่ๆ และสร้างสรรค์ดนตรีที่สะกดใจผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้” 

วง Deep Purple มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 50 ปี โดยเฉพาะอัลบั้มบันทึกการแสดงสดระดับตำนานอย่าง Made in Japan ในปี 1972 ที่ส่งให้วงกลายเป็นหนึ่งในวงแสดงสดที่ทรงพลังที่สุดในโลก

สำหรับแฟนๆ ชาวร็อกในญี่ปุ่น วง Deep Purple มีกำหนดเปิดฉากทัวร์คอนเสิร์ต Japan Tour 2026 ในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. นี้ ที่สนามกีฬานิปปอน บูโดกัน กรุงโตเกียว.

ที่มา Reuters / AP

ช็อกพบสุนัขกว่า 250 ตัวถูกเลี้ยงแออัดในบ้าน องค์กรคุ้มครองสัตว์เผยเป็นภาพจริงไม่ใช่ AI

ช็อกพบสุนัขกว่า 250 ตัวถูกเลี้ยงแออัดในบ้าน องค์กรคุ้มครองสัตว์เผยเป็นภาพจริงไม่ใช่ AI

10 เม.ย. 2569 14:50 น.

ช็อกพบสุนัขกว่า 250 ตัวถูกเลี้ยงแออัดในบ้าน องค์กรคุ้มครองสัตว์เผยเป็นภาพจริงไม่ใช่ AI

RSPCA องค์กรพิทักษ์สัตว์ของอังกฤษ ยืนยันภาพสุนัขพันธุ์ผสมพุดเดิลกว่า 250 ตัว ที่ถูกเลี้ยงอย่างแออัดในบ้านแห่งหนึ่งเป็นเหตุการณ์จริง หลังชาวเน็ตแห่สงสัยว่าเป็นภาพสร้างจากปัญญาประดิษฐ์ ล่าสุดพบอาการโดยรวมดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ และหลายตัวได้รับการดูแลจนสามารถหาบ้านใหม่ได้แล้ว

องค์การป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ (RSPCA) และมูลนิธิ Dogs Trust เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือสุนัขพันธุ์ผสมพุดเดิล หรือ “ดูเดิล” (Doodle) กว่า 250 ตัว ที่ถูกพบในสภาพความเป็นอยู่อย่างแออัดภายในห้องนั่งเล่นของบ้านหลังหนึ่งในสหราชอาณาจักรเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าสุนัขส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นมากและหลายตัวเริ่มย้ายเข้าสู่บ้านใหม่ที่อบอุ่นแล้ว

ภาพถ่ายโดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กลายเป็นไวรัล ซึ่งแสดงให้เห็นสุนัขจำนวนมหาศาลเบียดเสียดกันอยู่ในพื้นที่จำกัด ถูกตั้งข้อสังเกตจากชาวโซเชียลว่าเป็นภาพปลอมที่สร้างโดย AI แต่ทาง RSPCA ยืนยันว่าเป็นภาพเหตุการณ์จริงที่สะท้อน “ความจริงอันน่าตกใจ” ของปัญหาการเลี้ยงสัตว์จำนวนมากเกินขีดความสามารถ ซึ่งมีสถิติพุ่งสูงขึ้นถึง 70% ในอังกฤษและเวลส์ นับตั้งแต่ปี 2021

ภาพ: RSPCA
ภาพ: RSPCA

ลี ฮอปวูด หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของ RSPCA กล่าวว่า แม้สภาพตอนที่พบสุนัขจะมีขนพันกันเป็นก้อนและมีบาดแผลตามร่างกาย แต่ปัจจุบันพวกมัน “ฟื้นตัวได้ดีมาก” และมีสุขภาพจิตที่ฟื้นตัวได้อย่างน่าประหลาดใจ

ในรายการ BBC Breakfast เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา มีการเปิดตัว “บูน” หนึ่งในสุนัขที่ถูกช่วยเหลือ ซึ่งตอนนี้ได้รับการอุปการะโดยอดีตเจ้าหน้าที่ RSPCA โดยเจ้าของใหม่เล่าว่า ตอนแรกบูนมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ หูและตาอักเสบ และที่น่าเศร้าคือมันไม่เคยรู้จักการใส่สายจูงหรือการขึ้นรถมาก่อนจนต้องใช้วิธีอุ้มเท่านั้น เพราะมันจะหวาดกลัวต่อสิ่งเร้าภายนอกที่เพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต

RSPCA ระบุว่า กรณีการเลี้ยงสัตว์จำนวนมากเกินไปมักมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ปัญหาสุขภาพจิตของเจ้าของ รวมถึงวิกฤตค่าครองชีพ ที่ทำให้ไม่สามารถดูแลสัตว์ได้ทั่วถึง และปัญหาฟาร์มเพาะพันธุ์ที่ไร้มาตรฐาน ซึ่งเห็นแก่ความนิยมของสุนัขพันธุ์ผสม “ดูเดิล” ที่ติดอันดับสุนัขยอดนิยมในปี 2025

ภาพ: RSPCA
ภาพ: RSPCA

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ทาง RSPCA ตัดสินใจไม่ดำเนินคดีต่อเจ้าของเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าเป็นกลุ่มเปราะบางอย่างมาก และสถานการณ์ลุกลามจนเกินควบคุมจากปัจจัยภายในครอบครัวที่ยากลำบาก

ขณะนี้สุนัขส่วนใหญ่จากทั้งหมด 250 ตัว ได้รับการดูแลและฝึกพฤติกรรมจนสามารถย้ายเข้าสู่บ้านใหม่ได้แล้ว แต่ยังมีบางส่วนที่ยังอยู่ในการดูแลของ Dogs Trust โดยเฉพาะแม่สุนัขที่เพิ่งตกลูกหลังจากได้รับการช่วยเหลือออกมา.

ที่มา BBC

“สี จิ้นผิง” พบผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ชี้ไม่ยอมรับการประกาศเอกราช มั่นใจสองฝั่งรวมเป็นหนึ่ง

"สี จิ้นผิง" พบผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ชี้ไม่ยอมรับการประกาศเอกราช มั่นใจสองฝั่งรวมเป็นหนึ่ง

10 เม.ย. 2569 13:53 น.

“สี จิ้นผิง” พบผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ชี้ไม่ยอมรับการประกาศเอกราช มั่นใจสองฝั่งรวมเป็นหนึ่ง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ให้ต้อนรับนางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง ผู้นำฝ่ายค้านของไต้หวัน โดยย้ำว่าจีน “ไม่อาจยอมรับ” การประกาศเอกราชของไต้หวัน และแสดงความเชื่อมั่นว่าประชาชนทั้งสองฝั่งจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในอนาคต

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ให้การต้อนรับ นางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของไต้หวัน ณ มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง โดยถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งในรอบ 10 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคที่พุ่งสูงขึ้น

ในระหว่างการหารือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้แสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในที่สุด โดยระบุว่านี่คือ “กระแสธารแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้”

ผู้นำจีนกล่าวว่า “เพื่อนร่วมชาติทั้งสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน เป็นประชาชนในครอบครัวเดียวกันที่ปรารถนาสันติภาพ การพัฒนา การแลกเปลี่ยน และความร่วมมือ” สี จิ้นผิง กล่าวเสริมว่า ทั้งสองฝั่งช่องแคบเป็นส่วนหนึ่งของ “จีนเดียว””

“เมื่อครอบครัวปรองดองกัน ทุกสิ่งก็จะเจริญรุ่งเรือง การแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวันเป็นตัวการสำคัญที่บ่อนทำลายสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน เราจะไม่ยอมรับหรือเห็นชอบอย่างเด็ดขาด”

ผู้นำจีนย้ำว่า จีนพร้อมกระชับความร่วมมือและเปิดการเจรจากับทุกกลุ่มทางการเมืองในไต้หวัน รวมถึงพรรคก๊กมินตั๋ง ภายใต้พื้นฐานทางการเมืองเดียวกันคือ “การคัดค้านเอกราชของไต้หวัน” เพื่อปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพของดินแดนที่เป็นบ้านเกิดร่วมกัน

ด้านนางเจิ้ง ลี่เหวิน ได้ตอบรับโดยระบุว่า การฟื้นฟูความรุ่งเรืองของชนชาติจีนคือความปรารถนาร่วมกันของประชาชนทั้งสองฝั่ง พร้อมแสดงความหวังว่าช่องแคบไต้หวันจะไม่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงต่อความขัดแย้งอีกต่อไป

“ทั้งสองฝ่ายควรอยู่เหนือการเผชิญหน้าทางการเมือง และร่วมกันแสวงหาทางออกเชิงระบบเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงสงคราม เพื่อให้ช่องแคบไต้หวันกลายเป็นต้นแบบของการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติของโลก” 

ทั้งนี้ พรรคก๊กมินตั๋งเคยปกครองจีน จนกระทั่งรัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่พรรคก๊กมินตั๋งเป็นผู้นำได้ลี้ภัยไปยังไต้หวันในปี 1949 หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองต่อพรรคคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตุง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และไม่มีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพหรือการหยุดยิง และจนถึงทุกวันนี้ รัฐบาลทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่ยอมรับอีกฝ่ายอย่างเป็นทางการ

นางเจิ้งกล่าวกับสี จิ้นผิงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบที่เอื้อประโยชน์ร่วมกันคือสิ่งที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายปรารถนา และการปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนควรเป็นไปในลักษณะต่างตอบแทน และกล่าวเสริมว่า “ดิฉัน ลี่เหวิน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสักวันหนึ่งในอนาคต ดิฉันจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพและต้อนรับท่านสี จิ้นผิง และทุกท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ในไต้หวัน”

การเยือนจีนครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลไต้หวัน ที่มองว่านางเจิ้งมีท่าทีโอนอ่อนต่อจีนมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่สภาไต้หวันซึ่งพรรคก๊กมินตั๋งครองเสียงข้างมาก กำลังขัดแย้งกับรัฐบาลเรื่องแผนงบประมาณซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ มูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน

นางเจิ้งยืนกรานคัดค้านงบประมาณดังกล่าว โดยระบุว่า “ไต้หวันไม่ใช่ตู้เอทีเอ็ม” และเสนอให้ปรับลดงบประมาณลงเหลือ 3.8 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันสำหรับซื้ออาวุธที่จำเป็นเท่านั้น ขณะที่ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า การคุกคามทางทหารของจีนรอบเกาะไต้หวันต่างหากที่เป็นตัวทำลายสันติภาพในภูมิภาคอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ การพบกันระหว่างนายสีและนางเจิ้ง เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อประชุมสุดยอดกับผู้นำจีน ซึ่งคาดว่าประเด็นเรื่องความมั่นคงของไต้หวันจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการหารือระดับโลกในครั้งนี้ด้วย.

ที่มา Reuters / AFP

“มิน อ่อง หล่าย” สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

"มิน อ่อง หล่าย" สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

10 เม.ย. 2569 12:03 น.

“มิน อ่อง หล่าย” สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมา เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการสืบทอดอำนาจในฐานะผู้นำพลเรือน หลังจากที่เขาทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซูจี เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ร่วมส่งสารแสดงความยินดี

ในพิธีซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเนปิดอว์ มิน อ่อง หล่าย ในวัย 69 ปี ได้กล่าวคำสาบานตนว่าจะ “มุ่งมั่นส่งเสริมหลักการแห่งยุติธรรม เสรีภาพ และความเท่าเทียม” พร้อมประกาศอุทิศตนเพื่อรับใช้สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยเขาได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพื่อมาบริหารงานในฐานะประธานาธิบดีของรัฐบาลชุดใหม่ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในสัปดาห์หน้า

บรรยากาศโดยรอบสถานที่จัดงานเต็มไปด้วยการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด มีหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดลาดตระเวนรอบโรงแรม และมีการตั้งด่านตรวจหนาแน่นรอบอาคารรัฐสภา

มิน อ่อง หล่าย กล่าวในสุนทรพจน์ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที และมีแขกต่างชาติเข้าร่วมกว่า 50 คนว่า “เมียนมากำลังก้าวไปสู่ประชาธิปไตยอย่างมั่นคงแล้ว แต่รัฐบาลใหม่ยังมีอุปสรรคและความท้าทายอีกมากมายที่ต้องเอาชนะ” และกล่าวว่า “รัฐบาลใหม่จะดำเนินการตามแผนงานบนพื้นฐานของประชาธิปไตยและระบบสหพันธรัฐ  สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือประชาธิปไตยและสันติภาพ” 

เขากล่าวเพิ่มเติมในภายหลังว่า “เราจะเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ปกติกับอาเซียน”

แม้ทางการจะโฆษณาว่าการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาคือการคืนอำนาจให้ประชาชน แต่กลุ่มจับตามองสิทธิมนุษยชนระบุว่านี่เป็นเพียงการเลือกตั้งจอมปลอม โดยรัฐมนตรี 30 รายที่สาบานตนพร้อมกัน กว่า 2 ใน 3 เป็นทหาร ทั้งที่ยังคงรับราชการและเกษียณอายุแล้ว ส่วนรัฐมนตรีมากกว่า 10 คน เป็นบุคคลที่อยู่ในรายชื่อถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ นอกจากนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้สั่งห้ามพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซูจี เข้าร่วม และไม่มีการลงคะแนนในหลายพื้นที่ซึ่งยังคงมีการสู้รบกับกลุ่มต่อต้าน

นักวิเคราะห์มองว่าเป้าหมายหลักของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการสร้าง “ความชอบธรรมแบบเปลือกนอก” เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์และการลงทุนจากต่างประเทศ โดยในพิธีสาบานตนมีตัวแทนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ไทย จีน และอินเดีย เข้าร่วมด้วย

สื่อของรัฐบาลเมียนมารายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ส่งสารแสดงความยินดี โดยเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของมิน อ่อง หล่าย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่จีนถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้ และเตรียมรื้อฟื้นโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เคยหยุดชะงักไป

อย่างไรก็ตาม กลุ่มรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยยังคงยืนยันว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่สามารถแก้ไขวิกฤตความขัดแย้งภายในประเทศได้ ตราบใดที่ผู้นำยังคงเป็นกลุ่มเดิมที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา.

ที่มา AFP / Reuters