Tesla หั่นราคา Cybertruck รุ่น Cyberbeast เหลือไม่ถึงแสนดอลลาร์ เดินเกมดึงลูกค้าในสหรัฐ

Tesla หั่นราคา Cybertruck รุ่น Cyberbeast เหลือไม่ถึงแสนดอลลาร์ เดินเกมดึงลูกค้าในสหรัฐ

20 ก.พ. 2569 10:14 น.

Tesla หั่นราคา Cybertruck รุ่น Cyberbeast เหลือไม่ถึงแสนดอลลาร์ เดินเกมดึงลูกค้าในสหรัฐ

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ของสหรัฐ ประกาศปรับลดราคา Cybertruck รุ่น Cyberbeast ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดของไลน์อัพในตลาดสหรัฐ จาก 114,990 ดอลลาร์ เหลือ 99,990 ดอลลาร์ หวังดึงลูกค้าในสหรัฐฯ

การลดราคาครั้งนี้จะทำให้ Cyberbeast มีราคาต่ำกว่า 100,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก โดยอยู่ที่ประมาณ 3,118,340 บาท นับเป็นการขยับกลยุทธ์สำคัญของ Tesla ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในสหรัฐ

รายงานระบุว่า Tesla มีแนวโน้มยุติการจำหน่าย “Luxe Package” สำหรับ Cyberbeast ซึ่งก่อนหน้านี้รวมฟีเจอร์ Supervised Full Self-Driving (FSD) และสิทธิ์ชาร์จไฟฟรีผ่านเครือข่าย Supercharger

แพ็กเกจดังกล่าวถูกเพิ่มเข้ามาเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา พร้อมกับการปรับขึ้นราคาของ Cybertruck แต่ล่าสุดบริษัทได้ถอดแพ็กเกจนี้ออก ส่งผลให้ราคาขายสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ราคาของ Cybertruck รุ่นอื่น ๆ ยังคงเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน Tesla ได้เปิดตัว Model Y รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อใหม่ ในราคาจำหน่าย 41,990 ดอลลาร์ วางตำแหน่งเหนือรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง “Standard” ที่มีราคาถูกกว่า

นักวิเคราะห์มองว่า การเพิ่มทางเลือกย่อย และการปรับราคาให้เข้าถึงง่ายขึ้น เป็นส่วนสำคัญในกลยุทธ์ปี 2026 ของ Tesla เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจราคา โดยไม่ต้องรอการเปิดตัวรถรุ่นใหม่สำหรับตลาดมวลชน

การปรับลดราคา Cyberbeast สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งจากผู้ผลิตสหรัฐและต่างประเทศ ขณะที่ผู้บริโภคเริ่มชะลอการใช้จ่ายในสินค้าราคาสูง

การลดราคาครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามของ Tesla ในการกระตุ้นยอดขาย Cybertruck ซึ่งเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรม EV โลก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ Tesla

ไฟไหม้เรือสำราญมุ่งหน้าสิงคโปร์กลางดึก ดับ 1 ศพ ลูกเรือผู้โดยสารร่วม 600 คนระทึก

ไฟไหม้เรือสำราญมุ่งหน้าสิงคโปร์กลางดึก ดับ 1 ศพ ลูกเรือผู้โดยสารร่วม 600 คนระทึก

20 ก.พ. 2569 09:47 น.

ไฟไหม้เรือสำราญมุ่งหน้าสิงคโปร์กลางดึก ดับ 1 ศพ ลูกเรือผู้โดยสารร่วม 600 คนระทึก

เกิดเหตุเพลิงไหม้บนเรือสำราญที่กำลังมุ่งหน้าสู่ประเทศสิงคโปร์ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 ราย ขณะที่ผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า 600 ชีวิตต้องเผชิญช่วงเวลาระทึกกลางดึก

สำนักงานการท่าเรือและการเดินเรือสิงคโปร์ Maritime and Port Authority of Singapore (MPA) แถลงเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) ว่า เหตุไฟไหม้เกิดขึ้นราวเวลา 04.00 น. บนเรือสำราญสัญชาติไลบีเรียชื่อเวิลด์ เลกาซี (World Legacy) โดยต้นเพลิงสามารถควบคุมได้ในเวลาต่อมา แต่มีลูกเรือเสียชีวิต 1 ราย

บนเรือลำดังกล่าวมีผู้โดยสาร 224 คน ในจำนวนนี้ 185 คนเป็นชาวสิงคโปร์ และมีลูกเรือ 388 คน ซึ่งไม่มีใครเป็นชาวสิงคโปร์ รายงานระบุว่าไม่มีผู้โดยสารหรือเจ้าหน้าที่คนอื่นได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม

หลังเกิดเหตุ เรือได้จอดทอดสมอที่ Raffles Reserved Anchorage ใกล้เกาะปูเลาเซมากาอู  และเกาะปูเลาเซนัง ซึ่งเป็นเขตจอดเรือเฉพาะกิจภายในท่าเรือสิงคโปร์

เจ้าหน้าที่จาก MPA ตำรวจยามฝั่ง และหน่วยป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนสิงคโปร์ได้เร่งเข้าตรวจสอบและดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้านผู้ให้บริการเรือสำราญ World Cruises ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานเรือเวิลด์ เลกาซี ระบุว่า รับทราบเหตุการณ์และกำลังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของผู้โดยสารและลูกเรือคือสิ่งสำคัญสูงสุด และจะอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อมีความคืบหน้า

ข้อมูลจากเว็บไซต์บริษัทระบุว่า เรือเวิลด์ เลกาซี ให้บริการในรูปแบบ “Flexible Cruise” คือเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารเลือกช่วงเวลาพักบนเรือได้ตามต้องการ และสามารถขึ้นเรือได้ทั้งจากสิงคโปร์และมาเลเซีย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรือลำนี้เผชิญกระแสวิจารณ์ ก่อนหน้านี้ เรือเวิลด์ เลกาซี เคยประกาศยกเลิกเที่ยวปฐมฤกษ์เพียง 2 วันก่อนกำหนดออกเดินทางเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงร้องเรียนจากผู้โดยสารเกี่ยวกับปัญหาน้ำประปาสีน้ำตาล ลิฟต์ขัดข้อง และระบบปรับอากาศไม่เพียงพอ

เหตุไฟไหม้ครั้งล่าสุดยิ่งทำให้เกิดคำถามด้านมาตรฐานความปลอดภัยของเรือสำราญ โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางทะเลกำลังฟื้นตัว โดยขณะนี้สาเหตุของเพลิงไหม้และรายละเอียดการเสียชีวิตของลูกเรือยังอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยทางการสิงคโปร์ยืนยันจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เรือสำราญ

หญิงเกาหลีใต้ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตาย 2 ศพ พบใช้ ChatGPT ช่วยวางแผนฆาตกรรม

หญิงเกาหลีใต้ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตาย 2 ศพ พบใช้ ChatGPT ช่วยวางแผนฆาตกรรม

20 ก.พ. 2569 09:31 น.

หญิงเกาหลีใต้ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตาย 2 ศพ พบใช้ ChatGPT ช่วยวางแผนฆาตกรรม

หญิงเกาหลีใต้วัย 21 ปีถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมชาย 2 ราย โดยตำรวจพบหลักฐานในโทรศัพท์มือถือว่า เธอเคยค้นหาข้อมูลผ่าน ChatGPT เกี่ยวกับอันตรายจากการผสมยานอนหลับกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายครั้ง

ตำรวจกรุงโซลเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งระบุเพียงนามสกุล “คิม” ได้ก่อเหตุฆาตกรรมชาย 2 คน โดยจากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือพบว่า เธอเคยมีการใช้ Chat GPT  สอบถามคำถาม เช่น ถ้ากินยานอนหลับพร้อมแอลกอฮอล์จะเกิดอะไรขึ้น  ต้องกินยานอนหลับกี่เม็ดถึงจะเป็นอันตราย และมันสามารถทำให้คนเสียชีวิตได้หรือไม่

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวขัดแย้งกับคำให้การของคิมที่เคยให้การว่า เธอผสมยากล่อมประสาทที่มีสารเบนโซไดอะซีพีนลงในเครื่องดื่มจริง แต่ไม่ทราบว่าจะทำให้ผู้เสียชีวิตถึงแก่ชีวิต 

คิมถูกจับกุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ในข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หลังชาย 2 คนเสียชีวิต และอีก 1 คนหมดสติ ภายหลังเข้าไปในโรงแรมกับเธอ

ตำรวจระบุว่า เหตุแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ย่านซูยูดง เขตคังบุก ในกรุงโซล โดยคิมเข้าพักโรงแรมพร้อมชายวัย 20 กว่าปี ก่อนจะออกจากที่พักเพียงลำพังในอีกสองชั่วโมงต่อมา และพบชายคนดังกล่าวเสียชีวิตในห้องพักวันถัดไป

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เธอถูกกล่าวหาว่าใช้วิธีเดียวกันกับชายอีกคนวัยใกล้เคียงกัน ที่โรงแรมอีกแห่งในเขตคังบุก

เจ้าหน้าที่เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ความพยายามก่อเหตุครั้งแรกเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เมื่อคิมผสมยากล่อมประสาทในเครื่องดื่มให้แฟนหนุ่มของเธอในขณะนั้น บริเวณลานจอดรถของร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองนัมยางจู จังหวัดคยองกี ทำให้ฝ่ายชายหมดสติ แต่รอดชีวิต โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลสอบสวน เพื่อพิจารณาว่าอาจมีเหยื่อเพิ่มเติมนอกเหนือจาก 3 รายที่ยืนยันมาแล้วหรือไม่.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ChatGPT

รมว.ต่างประเทศ ไทย–เมียนมา หารือฟื้นฟูการค้าชายแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน

รมว.ต่างประเทศ ไทย–เมียนมา หารือฟื้นฟูการค้าชายแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน

20 ก.พ. 2569 09:30 น.

รมว.ต่างประเทศ ไทย–เมียนมา หารือฟื้นฟูการค้าชายแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน

รมว.ต่างประเทศไทย-เมียนมา พบหารือกันแบบไม่เป็นทางการที่ภูเก็ต เห็นพ้องเร่งเปิดค้าชายแดน–ขยายความร่วมมือพลังงาน หวังดึงเมียนมากลับสู่อาเซียน 

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เปิดเผยภายหลังหารือกับนายตาน ส่วย รัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลทหารเมียนมา ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางฟื้นฟูการค้าชายแดนและกระชับความร่วมมือด้านพลังงาน พร้อมกันนี้ ไทยแสดงความพร้อมสนับสนุนการประสานงานระดับพื้นที่กับกลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวชายแดน หากได้รับการร้องขอ เพื่อส่งเสริมกระบวนการสันติภาพในเมียนมา

ทั้งสองฝ่ายยังหารือการผ่อนคลายข้อจำกัดที่ภาคธุรกิจไทยในเมียนมาเผชิญอยู่ เช่น กฎเกณฑ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการนำเข้าวัตถุดิบ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือการผ่อนคลายข้อจำกัดที่ภาคธุรกิจไทยในเมียนมาเผชิญอยู่ เช่น กฎเกณฑ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการนำเข้าวัตถุดิบ

พร้อมกันนี้กล่าวว่า  การพบหารือครั้งนี้นับเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศครั้งแรกระหว่างสองประเทศ นับตั้งแต่เมียนมาจัดการเลือกตั้งแบบเป็นขั้นตอนเสร็จสิ้นเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยไทยต้องการเห็นเมียนมากลับมามีส่วนร่วมอย่างเต็มรูปแบบในกรอบความร่วมมือของประชาคมอาเซียน หลังจากรัฐบาลทหารเมียนมาถูกกันออกจากการประชุมระดับสูงของอาเซียนภายหลังการรัฐประหารในปี 2564 

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยอยากเป็นสะพานเชื่อมเมียนมากลับสู่อาเซียน โดยไทยต้องการให้เมียนมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียน และหวังว่าจะได้เห็นการกลับมามีส่วนร่วมอีกครั้ง พร้อมระบุว่า เมียนมาต้องแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่ออาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศ ขณะที่อาเซียนไม่ได้รับรองผลการเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร และไม่ได้ส่งคณะผู้สังเกตการณ์อย่างเป็นทางการเข้าร่วม

รัฐมนตรีต่างประเทศไทยยังเปิดเผยว่า ฝ่ายเมียนมาแจ้งว่าจะจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ก่อนเทศกาลปีใหม่ตามประเพณีในเดือนเมษายนนี้ และยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของประเทศเป็นอันดับแรก.

ที่มา Thai MFA /Irrawaddy

คกก.ที่ทรัมป์แต่งตั้ง อนุมัติโครงการสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวใหม่แล้ว

คกก.ที่ทรัมป์แต่งตั้ง อนุมัติโครงการสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวใหม่แล้ว

20 ก.พ. 2569 05:35 น.

คกก.ที่ทรัมป์แต่งตั้ง อนุมัติโครงการสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวใหม่แล้ว

คณะกรรมการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ แต่งตั้ง อนุมัติแผนการสร้างห้องบอลรูมใหม่ที่ทำเนียบขาว ซึ่งนายทรัมป์เป็นผู้เสนอแล้ว ท่ามกลางเสียงคัดค้านเนื่องจากลัดขั้นตอนสำคัญหลายอย่าง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. 2569 คณะกรรมาธิการวิจิตรศิลป์แห่งสหรัฐฯ (US Commission of Fine Arts) มีมติเห็นชอบอย่างท่วมท้นต่อแผนการออกแบบห้องจัดเลี้ยงใหม่ (ห้องบอลรูม) ที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้เสนอแล้ว

คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายทรัมป์ทั้งหมด ลงนามอนุมัติแบบแปลนหลังจากสถาปนิกได้ทำการปรับแก้ตามข้อกังวลของคณะกรรมาธิการก่อนหน้านี้

“เราจำเป็นต้องปกป้องประเทศและแขกบ้านแขกเมือง และนี่คือสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต้องมีไปตลอด 150 ปีข้างหน้า” นายร็อดนีย์ มิมส์ คุก จูเนียร์ ประธานกรรมาธิการกล่าว

ทั้งนี้ ปีกตะวันออก (East Wing) ของทำเนียบขาวได้ถูกทุบทำลายไปเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการสร้างห้องจัดเลี้ยงดังกล่าว

มูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ ได้ยื่นฟ้องเพื่อระงับการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงนี้ โดยระบุว่าแผนงานของโครงการไม่ได้ปฏิบัติตามกระบวนการตรวจสอบที่กฎหมายกำหนด ทั้งการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ การอนุมัติจากสภาคองเกรส หรือการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน

ทรัมป์โต้แย้งว่าทำเนียบขาวจำเป็นต้องมีห้องจัดเลี้ยงใหม่ เนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอต่อการจัดงานสำคัญระดับชาติและการรับรองบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ

เขากล่าวว่า อาคารหลังนี้จะเป็น “ห้องจัดเลี้ยงที่สวยงามที่สุดในโลก” และจะใช้เงินทุนจากการบริจาคโดยภาคเอกชนทั้งหมด โดยในตอนแรกคาดว่าห้องจัดเลี้ยงนี้จะรองรับแขกได้ 500 คน แต่ต่อมาได้มีการขยายแผนให้รองรับได้ถึง 1,350 คน

โครงการห้องจัดเลี้ยงนี้ต้องเผชิญกับแรงต้านอย่างหนักจากกลุ่มอนุรักษ์ประวัติศาสตร์และภาคประชาชนบางส่วน

“ไม่มีประธานาธิบดีคนใดที่มีอำนาจตามกฎหมายในการรื้อถอนส่วนใดส่วนหนึ่งของทำเนียบขาวโดยปราศจากการตรวจสอบใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีทรัมป์ ประธานาธิบดีไบเดน หรือใครก็ตาม” มูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติระบุในคำฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลาง

“และไม่มีประธานาธิบดีคนใดที่มีอำนาจตามกฎหมายในการสร้างห้องจัดเลี้ยงบนทรัพย์สินสาธารณะ โดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น” ซึ่งในขณะนี้คดีดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล

ด้านนาย โธมัส ลูบเคอ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิจิตรศิลป์ฯ กล่าวว่าคณะกรรมการได้รับความคิดเห็นจากประชาชนมากกว่า 2,000 รายการ และความคิดเห็นเหล่านั้น “เป็นการคัดค้านอย่างท่วมท้น โดยมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 99 ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้”

ขณะที่นาย เจมส์ แมคเครอรี รองประธานคณะกรรมาธิการวิจิตรศิลป์ฯ งดออกเสียงในการอภิปรายและการลงมติในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากในตอนแรก บริษัทสถาปนิกของเขาเคยได้รับเลือกจากทรัมป์ให้เป็นผู้ดูแลโครงการห้องจัดเลี้ยงนี้ ก่อนที่รัฐบาลจะเปลี่ยนตัวสถาปนิกผู้รับผิดชอบโครงการเป็นบริษัท ชาลอม บารานีส

ทั้งนี้ โครงการห้องจัดเลี้ยงดังกล่าวยังคงต้องรอการอนุมัติจากคณะกรรมการวางแผนเมืองหลวงแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 12 ท่าน โดยมีกำหนดการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการนี้ครั้งถัดไปในช่วงต้นเดือนมีนาคม

สมาชิก 6 คนในคณะกรรมการชุดนี้เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทรัมป์ และอีก 2 ท่านเป็นสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกจับคดีประพฤติมิชอบ

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกจับคดีประพฤติมิชอบ

20 ก.พ. 2569 05:02 น.

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกจับคดีประพฤติมิชอบ

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกตำรวจจับกุมตัวและถูกสอบปากคำตลอดทั้งวัน ในคดีประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ พระอนุชาในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ได้รับการปล่อยตัวแล้วในช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. 2569 (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยข้อหาประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ราชการ จากการส่งเอกสารลับให้นายเจฟฟรีย์ เอปสตีน

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งมีอายุครบ 66 ปีในวันเดียวกันนี้ ถูกพนักงานสอบสวนจากสำนักงานตำรวจเทมส์แวลลีย์ สอบปากคำตลอดทั้งวัน โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทางตำรวจระบุว่ากำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ว่าแอนดรูว์ทรงส่งเอกสารลับให้แก่นายเอปสตีน ในตอนที่เขาดำรงตำแหน่งทูตพิเศษด้านการค้าของสหราชอาณาจักร

การจับกุมสมาชิกราชวงศ์ระดับสูง ซึ่งเป็นผู้สืบสันตติวงศ์ลำดับที่ 8 นี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของ UK

ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์สเห็นแอนดรูว์ออกจากสถานีตำรวจในเมืองเอลแชม (Aylsham) ทางตะวันออกของอังกฤษ หลังเวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเพียงเล็กน้อย โดยมีกลุ่มช่างภาพและทีมข่าวโทรทัศน์จำนวนหนึ่งรอเฝ้าทำข่าวอยู่

ทางตำรวจเทมส์แวลลีย์แถลงในช่วงค่ำวันพฤหัสบดีว่า “ชายผู้ถูกจับกุม” ได้รับการปล่อยตัวโดยยังไม่ได้ตั้งข้อหา แต่การสืบสวนคดียังคงดำเนินต่อไป โดยที่ไม่ได้ระบุชื่อของแอนดรูว์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์เผชิญข้อกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศสตรี โดยมีนายเอปสตีนเป็นนายหน้าจัดหามานานหลายปี ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธมาตลอด จนกระทั่งสหรัฐฯ ตัดสินใจเผยแพร่เอกสารทั้งภาพและอีเมลจำนวนหลายล้านฉบับ ซึ่งเป็นหลักฐานในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายเอปสตีนออกมา ซึ่งมีภาพของแอนดรูว์ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมอยู่ด้วย

เมื่อปลายเดือนมกราคม สหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารชุดล่าสุด ซึ่งในนั้นมีอีเมลที่บ่งชี้ว่า แอนดรูว์เปิดเผยข้อมูลลับจากการปฏิบัติหน้าที่ทูตการค้าของเขาในช่วงปี 2553-2554 ให้นายเจฟฟรีย์ เอปสตีน รู้

ในอีเมลที่ได้รับการเปิดเผยออกมาระบุว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553 แอนดรูว์ได้ส่งรายละเอียดการเดินทางอย่างเป็นทางการที่จะมีขึ้นในฐานะทูตการค้าไปยังสิงคโปร์ เวียดนาม เซินเจิ้นในจีน และฮ่องกง ให้กับเอปสตีน โดยในการเดินทางดังกล่าวมีพันธมิตรทางธุรกิจของเอปสตีนร่วมเดินทางไปด้วย

หลังจากเสร็จสิ้นการเดินทาง ในวันที่ 30 พ.ย.ปีเดียวกัน ดูเหมือนว่าแอนดรูว์จะส่งต่อรายงานอย่างเป็นทางการให้กับนายเอปสตีน หลังจากที่อดีตเจ้าชายรายนี้ได้รับรายงานดังกล่าวจาก อามิต พาเทล ผู้ช่วยของเขาเพียง 5 นาทีเท่านั้น

และในวันคริสต์มาสอีฟปีนั้น แอนดรูว์ส่งอีเมลถึงเอปสตีนเพื่อแจ้งข้อมูลลับเกี่ยวกับโอกาสในการลงทุนในการบูรณะจังหวัดเฮลมานด์ ประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งในขณะนั้นดูแลโดยกองทัพอังกฤษและได้รับทุนจากเงินของรัฐบาลสหราชอาณาจักร แม้ว่า ณ เวลานั้น นายเอปสตีนถูกตัดสินว่าเป็นผู้กระทำความผิดคดีทางเพศไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮังการีเล็งระงับส่งออกไฟฟ้า-ก๊าซให้ยูเครน ปมพิพาทน้ำมันรัสเซีย

ฮังการีเล็งระงับส่งออกไฟฟ้า-ก๊าซให้ยูเครน ปมพิพาทน้ำมันรัสเซีย

20 ก.พ. 2569 04:28 น.

ฮังการีเล็งระงับส่งออกไฟฟ้า-ก๊าซให้ยูเครน ปมพิพาทน้ำมันรัสเซีย

ฮังการี รวมถึงสโลวาเกีย เตรียมดำเนินการตัดการส่งไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติให้แก่ยูเครน หลังการส่งน้ำมันรัสเซียผ่านท่อส่งในยูเครนหยุดชะงัก โดยเคียฟอ้างว่าท่อถูกโดรนโจมตีเสียหาย

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่า หัวหน้าคณะทำงานของนายกรัฐมนตรีวิกตอร์ ออร์บาน กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ก.พ.) ว่า ฮังการีกำลังพิจารณาที่จะตัดการส่งออกไฟฟ้าและก๊าซไปยังยูเครน นอกเสียจากว่ากรุงเคียฟจะกลับมาส่งน้ำมันของรัสเซียไปยังฮังการีผ่านทางท่อส่งน้ำมันดรูจบา (Druzhba) อีกครั้ง

ฮังการีและสโลวาเกีย ซึ่งเป็นเพียง 2 ประเทศในสหภาพยุโรปที่ยังมีโรงกลั่นน้ำมันที่ใช้น้ำมันจากรัสเซียผ่านท่อส่งดรูจบา พยายามหาทางรักษาความมั่นคงด้านอุปทานน้ำมัน นับตั้งแต่การส่งน้ำมันผ่านท่อดังกล่าวถูกระงับไปเมื่อวันที่ 27 ก.ค. โดยยูเครนอ้างว่า โดรนรัสเซียโจมตีจนท่อเสียหาย

โรงกลั่นต่าง ๆ วางแผนที่จะเริ่มนำน้ำมันจากคลังสำรองของรัฐมาใช้ โดยรัฐบาลสโลวาเกียได้อนุมัติการให้กู้ยืมน้ำมันจำนวน 250,000 ตัน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ขณะที่ เกอร์เกลี กูลยาส หัวหน้าคณะทำงานของนายกรัฐมนตรีออร์บาน กล่าวว่า รัฐบาลฮังการีก็ได้อนุมัติให้มีการนำน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาใช้แล้วเช่นกัน หลังจากได้รับการร้องขอจากบริษัทผู้กลั่นน้ำมัน MOL

ฮังการีและสโลวาเกียกล่าวหายูเครนว่า จงใจประวิงเวลาในการกลับมาส่งน้ำมันด้วยเหตุผลทางการเมือง และเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทั้ง 2 ประเทศก็ประกาศระงับการส่งออกน้ำมันดีเซลไปยังยูเครน

อนึ่ง นายกรัฐมนตรี วิกตอร์ ออร์บาน แห่งฮังการี เป็นผู้ที่แสดงจุดยืนคัดค้านอย่างชัดเจนต่อความพยายามของยูเครนในการเข้าร่วมสหภาพยุโรป อีกทั้งฮังการีและสโลวาเกียต่างก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย มาตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปีของสงครามในยูเครน

“เรากำลังพิจารณาทางเลือกในการระงับการส่งไฟฟ้าและก๊าซไปยังยูเครนด้วยเช่นกัน” กูลยาสกล่าว พร้อมเสริมว่ารัฐบาลบูดาเปสต์กำลังประสานงานขั้นตอนต่าง ๆ ร่วมกับสโลวาเกีย นอกเสียจากว่ายูเครนจะกลับมาส่งน้ำมันดิบผ่านท่อส่งดรูจบาตามเดิม

ด้านนายกรัฐมนตรี โรเบิร์ต ฟิโก แห่งสโลวาเกีย ก็หยิบยกเรื่องความเป็นไปได้ที่จะระงับการจ่ายไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินให้แก่ยูเครนขึ้นมากล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเช่นกัน

“จะมีการใช้มาตรการตอบโต้เพิ่มเติม หากรัฐบาลยูเครนยังไม่เปลี่ยนการตัดสินใจ และยังคงระงับการส่งน้ำมันผ่านท่อส่งดรูจบาต่อไปโดยใช้ข้ออ้างที่ไม่เป็นความจริง” กูลยาสกล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก ExPro ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในกรุงเคียฟระบุว่า ฮังการีและสโลวาเกียเป็นประเทศที่ยูเครนนำเข้าพลังงานไฟฟ้ามากที่สุด คิดเป็น 68% ของไฟฟ้านำเข้าทั้งหมดในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ฮังการียังเป็นแหล่งนำเข้าก๊าซประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณการนำเข้าก๊าซทั้งหมดของยูเครนในขณะนี้ด้วย

ฮังการีเปิดเผยด้วยว่า พวกเขากับสโลวาเกียได้ร้องขอให้คณะกรรมาธิการยุโรปบังคับใช้ข้อยกเว้นที่อนุญาตให้ทั้งสองประเทศสามารถซื้อน้ำมันรัสเซียที่ขนส่งทางเรือได้ แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป (EU) ที่สั่งห้ามประเทศสมาชิกนำเข้าน้ำมันดังกล่าวก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ทรัมป์ลั่น โลกจะได้รู้ใน 10 วันว่า จะปิดดีลกับอิหร่านได้หรือไม่

ทรัมป์ลั่น โลกจะได้รู้ใน 10 วันว่า จะปิดดีลกับอิหร่านได้หรือไม่

20 ก.พ. 2569 01:26 น.

ทรัมป์ลั่น โลกจะได้รู้ใน 10 วันว่า จะปิดดีลกับอิหร่านได้หรือไม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า โลกจะได้รู้ใน 10 วัน ว่าสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้หรือไม่ ท่ามกลางคำขู่ใช้กำลังทหาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในการประชุมคณะกรรมการสันติภาพครั้งที่ 1 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 9 ก.พ. 2569 ว่า โลกจะได้รู้กันภายในเวลาประมาณ 10 วันข้างหน้า ว่าสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านได้ หรือจะต้องใช้มาตรการทางทหาร

ทรัมป์ระบุว่า “เรายังมีงานที่ต้องทำอีกพอสมควร” ในการหาข้อตกลงกับสาธารณรัฐอิสลามเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ และเสริมว่า “เราอาจจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินการขึ้นไปอีกขั้น”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าผู้แทนพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ซึ่งเป็นลูกเขยของเขาด้วยนั้น มีการประชุมที่ “ดีมาก” กับอิหร่านหลายครั้งแล้ว และย้ำว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำข้อตกลงที่มีความหมายกับอิหร่านนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจำเป็นต้องทำข้อตกลงที่มีความหมายให้ได้ มิเช่นนั้นสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้น”

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารเข้าสู่ตะวันออกกลางอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มีรายงานความคืบหน้าจากการเจรจาระหว่างตัวแทนของอเมริกาและอิหร่านในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน

การเจรจาดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ข่มขู่อิหร่านหลายครั้งว่าจะใช้กำลังทหาร ทั้งในเรื่องการปราบปรามผู้ชุมนุมของรัฐบาลเตหะราน และเรื่องกิจกรรมนิวเคลียร์ โดยสหรัฐฯ ส่งกองเรือรบไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียแล้ว เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมทำข้อตกลง

สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตและสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน ออกมาแสดงท่าทีต่อต้าน ไม่ให้นายทรัมป์มีปฏิบัติการทางทหารใดๆ ต่ออิหร่าน โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน ดังเช่นกรณีที่สหรัฐฯ บุกจับกุม นิโกลัส มาดูโร ถึงในเมืองหลวงเวเนซุเอลาเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

หนึ่งวันก่อนหน้านี้ แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวออกมาเตือนว่า จะเป็นการฉลาดกว่ามากๆ หากอิหร่านทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ พร้อมเสริมว่าทรัมป์ยังคงหวังที่จะใช้แนวทางการทูตในการแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ

ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ

20 ก.พ. 2569 00:33 น.

ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ

ชาวจีนแต่งงานกันมากขึ้นในปี 2568 หลังจากลดลงต่อเนื่องมานานร่วม 10 ปี แต่อัตราการเกิดกลับลดลงจนต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่ารัฐบาลจีนจะมีมาตรการจูงใจมากมายก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 ว่า ประเทศจีนมีการจดทะเบียนสมรสจำนวน 6.76 ล้านคู่ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากสถิติในปี 2567 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 10.8%

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากสถิติการแต่งงานในจีนลดลงต่อเนื่องนานเกือบ 1 ทศวรรษ และจำนวนการจดทะเบียนในปีที่ผ่านมาคิดเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของยอด 12.25 ล้านคู่ที่บันทึกไว้ในปี 2558 เท่านั้น

ในขณะเดียวกัน อัตราการเกิดของจีนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีทารกเกิดในปี 2568 เพียง 7.92 ล้านคน ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้จีนกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว

ผู้สูงอายุในจีนรายหนึ่งเชื่อว่า คนรุ่นใหม่มีมุมมองต่อการแต่งงานที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายลูกคนเดียว ซึ่งเริ่มนำมาใช้ในปี 2513 เพื่อควบคุมการขยายตัวของประชากร และสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในปี 2558

เขากล่าวว่า “ไม่เหมือนกับพวกเราที่เติบโตมาพร้อมกับพี่ ๆ น้อง ๆ พวกเราให้ความสำคัญกับสายสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างลึกซึ้งตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน”

“แต่คนรุ่นที่เกิดหลังยุค 80 ไม่มี ‘สินทรัพย์’ ประเภทนี้ ซึ่งก็คือความผูกพันระหว่างพี่น้อง ชายหญิงในยุคนี้จึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้การแต่งงานในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อน”

ทั้งนี้ สถิติการแต่งงานที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นผลมาจากมาตรการจูงใจในการแต่งงานต่างๆ ที่รัฐบาลจีนงัดออกมาใช้อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 คู่รักได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนสมรสได้ทุกแห่งทั่วประเทศ สิ้นสุดข้อจำกัดที่ใช้มานานหลายทศวรรษที่กำหนดให้คู่รักต้องกลับไปจดทะเบียนที่บ้านเกิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ บางมณฑลยังเสนอสิทธิประโยชน์เป็น วันลาเพื่อการสมรส นานสูงสุดถึงหนึ่งเดือน รวมถึงเงินช่วยเหลือเป็นเงินสดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังต้องใช้เวลาและข้อมูลมากกว่านี้เพื่อตัดสินว่าการฟื้นตัวของยอดจดทะเบียนสมรสนั้นจะสามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

พวกเขากล่าวว่า ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นผลมาจากการเลื่อนงานแต่งงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 หรืออาจเป็นการเลื่อนมาจากปี 2567 ซึ่งถือเป็นปีที่ไม่เป็นมงคลตามปฏิทินจีนก็เป็นได้

“เราต้องระมัดระวังอย่างมากในการที่จะมองว่า การเพิ่มขึ้นนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือมองว่านโยบาย (ส่งเสริมการแต่งงาน) เหล่านี้เป็นยาวิเศษ” สจวร์ต กีเทล-บาสเทน ศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์และนโยบายสาธารณะแห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKUST) กล่าว

นอกจากนั้น ยังมีความกดดันพื้นฐานที่ทำให้คนโสดยังคงไม่กล้าตัดสินใจแต่งงาน เช่น ปัญหาการว่างงานและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ซึ่งแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“สิ่งที่จะเปลี่ยนจำนวนคนแต่งงานได้ ก็คือทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมนั่นแหละ” กีเทล-บาสเทน กล่าว “มันเกี่ยวกับว่า คุณเริ่มต้นชีวิตอย่างไร เรื่องงาน ที่อยู่อาศัย ค่าครองชีพ ความคาดหวังเกี่ยวกับการมีบุตร ตลอดจนความก้าวหน้าในอาชีพการงานและการดูแลพ่อแม่ของคุณ มันเป็นระบบที่ใหญ่กว่านั้นมาก ที่เราจำเป็นต้องพิจารณา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

19 ก.พ. 2569 22:53 น.

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากการประชุมคณะกรรมการสันติภาพครั้งที่ 1 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. โดยประกาศจะมอบเงินช่วยเหลือฉนวนกาซา 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากเดิมที่เคยประกาศไว้ที่ 5 พันล้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดฉากการประชุมชาติสมาชิก “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งเขาเป็นผู้ผลักดันให้ก่อตั้งแล้ว ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. 2569 เพื่อหารือกันเรื่องฉนวนกาซา และเรื่องความมั่นคงในพื้นที่อื่นๆ ของโลก

ในการกล่าวเปิดการประชุม ทรัมป์ได้กล่าวต้อนรับผู้นำโลกหลายสิบท่านที่มาร่วมงาน โดยระบุว่าหลายคนในกลุ่มนี้ได้กลายมาเป็น “เพื่อนที่แสนวิเศษ” ของตัวเขา และว่าคณะกรรมการสันติภาพคือหนึ่งในสิ่งที่สำคัญและส่งผลกระทบกว้างไกลที่สุดเท่าที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

ต่อมา นายทรัมป์ได้ประกาศชื่อ 9 ประเทศที่ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินช่วยเหลือฟื้นฟูฉนวนกาซารวม 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 5 พันล้านที่นายทรัมป์ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อน

ทรัมป์ระบุว่า ประเทศที่ร่วมให้คำมั่นสัญญาในครั้งนี้ประกอบด้วย คาซัคสถาน, อาเซอร์ไบจาน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, โมร็อกโก, บาห์เรน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, อุซเบกิสถาน และคูเวต

“ทุกดอลลาร์ที่จ่ายไปคือการลงทุนเพื่อเสถียรภาพและความหวังในการสร้างภูมิภาคที่มีความสมัครสมานสามัคคีขึ้นใหม่” ทรัมป์กล่าวในระหว่างขอบคุณบรรดาผู้บริจาค

ทรัมป์ยังประกาศระดมทุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่คณะกรรมการสันติภาพ แต่ไม่ระบุว่า จะนำเงินดังกล่าวไปใช้ทำอะไร “คณะกรรมการสันติภาพกำลังแสดงให้เห็นว่าเราจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมได้อย่างไร โดยเริ่มจากที่นี่ ในห้องประชุมแห่งนี้” ทรัมป์กล่าว

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวพาดพิงถึงความกังวลและการวิพากษ์วิจารณ์ต่อสหประชาชาติ (UN) อีกครั้งในระหว่างการประชุม โดยระบุว่า สหประชาชาติควรจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งให้มากกว่าที่เป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับสหประชาชาติอย่างใกล้ชิดมาก “สักวันหนึ่งข้าพเจ้าจะไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว แต่สหประชาชาติจะยังคงอยู่ และข้าพเจ้าคิดว่ามันจะแข็งแกร่งขึ้นมาก คณะกรรมการเพื่อสันติภาพเกือบจะเป็นผู้ที่คอยเฝ้าดูสหประชาชาติ และคอยดูแลให้แน่ใจว่ามันจะดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม”

ทรัมป์ยังกล่าวถึงความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เขาอ้างว่าได้แก้ไขสำเร็จแล้ว พร้อมกับระบุว่าอิหร่านคือ “จุดวิกฤตในตอนนี้” และว่าบรรดาผู้แทนของเขามีการหารือที่ “น่าสนใจอย่างยิ่ง” กับเจ้าหน้าที่ของอิหร่าน และย้ำว่า

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำข้อตกลงที่มีความหมายกับอิหร่านนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจำเป็นต้องทำข้อตกลงที่มีความหมายให้ได้ มิเช่นนั้นสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้น”

ทั้งนี้ ผู้นำโลกและเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากกว่า 20 คน เดินทางมายังกรุงวอชิงตันเพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ซึ่งรวมพันธมิตรที่มีอุดมการณ์เดียวกันกับนายทรัมป์ เช่น นายกรัฐมนตรี วิกตอร์ ออร์บาน แห่งฮังการี ซึ่งกำลังเผชิญกับการศึกเลือกตั้งที่ยากลำบาก และประธานาธิบดี ฮาเวียร์ มิเล แห่งอาร์เจนตินา

นอกจากนั้นยังมีนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน ซึ่งพยายามสานสัมพันธ์กับทรัมป์ เพื่อขอการสนับสนุนในความขัดแย้งกับอินเดียด้วย

อย่างไรก็ตาม บรรดาพันธมิตรหลักทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ รวมถึงพันธมิตรในยุโรป ต่างไม่ได้เข้าร่วมการประชุมมครั้งนี้

ส่วน ญี่ปุ่น ซึ่งปกติจะเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการหรือไม่ และจะส่งเพียงผู้แทนที่ดูแลด้านฉนวนกาซามาเข้าร่วมเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews