กพท.ยันเส้นทาง “เที่ยวบินไทย-ยุโรป” ยังเปิดบินได้ แนะประชาชนเช็กก่อนเดินทางทุกครั้ง

กพท.ยันเส้นทาง "เที่ยวบินไทย-ยุโรป" ยังเปิดบินได้ แนะประชาชนเช็กก่อนเดินทางทุกครั้ง

13 มี.ค. 2569 12:02 น.

กพท.ยันเส้นทาง “เที่ยวบินไทย-ยุโรป” ยังเปิดบินได้ แนะประชาชนเช็กก่อนเดินทางทุกครั้ง

กพท.อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง ยันเส้นทางบินไทย–ยุโรปยังเดินทางได้ โดยปรับเส้นทางเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง บางเที่ยวบินอาจใช้เวลาเดินทางนานขึ้น แนะผู้โดยสารตรวจสอบตารางบินกับสายการบินก่อนเดินทางทุกครั้ง

นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง กพท.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยภาพรวม การเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศไทยกับยุโรปยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับเที่ยวบินที่ไม่ต้องแวะต่อเครื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากสายการบินสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางบินไปใช้เส้นทางอื่นได้

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนเส้นทางบินอาจส่งผลให้ระยะเวลาการเดินทางมีการเปลี่ยนแปลงได้ กพท. จึงขอแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบเวลาเที่ยวบินทั้งขาไปและขากลับกับสายการบินก่อนการเดินทาง ส่วนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ปัจจุบันยังคงมีการปิดห้วงอากาศในบางพื้นที่ แต่หลายประเทศได้เริ่มปรับมาตรการเพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินการบินได้บางส่วน โดยในปัจจุบันเที่ยวบินไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย และประเทศโอมาน สามารถให้บริการได้ตามปกติ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เริ่มกลับมาให้บริการเที่ยวบินในวงจำกัดตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่สายการบิน Emirates ได้รายงานต่อ CAAT ว่า ปัจจุบันมีการให้บริการเที่ยวบินจากดูไบมายังประเทศไทยวันละ 2 เที่ยวบิน จากเดิมในสถานการณ์ปกติให้บริการวันละ 7 เที่ยวบิน และมีแผนเพิ่มเที่ยวบินในช่วงสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถติดตามสถานะเที่ยวบินได้จากสายการบินโดยตรง ขณะที่สายการบิน Etihad Airways และ Qatar Airways ได้เริ่มกลับมาทำการบินบางเที่ยวบินแล้วแต่ยังมีการจำกัดอยู่ในผู้โดยสารเฉพาะกลุ่ม

สำหรับสายการบินจากประเทศคูเวต และบาห์เรน ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ตามปกติ แต่อาจมีการจัดเที่ยวบินพิเศษเป็นกรณีเฉพาะ ซึ่งผู้โดยสารสามารถติดตามข้อมูลจากสายการบินเกี่ยวกับเงื่อนไขและข้อจำกัดในการเดินทางได้

อย่างไรก็ตามแม้แนวโน้มการดำเนินการด้านการบินในภูมิภาคจะเริ่มมีทิศทางฟื้นตัว แต่สถานการณ์ยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา CAAT จึงขอแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินก่อนเดินทาง และเผื่อเวลาในการเดินทางมายังท่าอากาศยาน เนื่องจากบางเที่ยวบินอาจมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งอาจส่งผลให้ระยะเวลาในการเดินทางเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งนี้ หากผู้โดยสารพบปัญหาการให้บริการหรือไม่ได้รับการดูแลตามสิทธิ สามารถร้องเรียนมายัง CAAT ผ่านเว็บไซต์ http://complaint.caat.or.th

ตำรวจโอซากาบุกค้น บ.ก่อสร้าง รับงานระบบไฟฟ้า “ศาลาไทย” งานเอ็กซ์โป 2025 โดยไม่มีใบอนุญาต

ตำรวจโอซากาบุกค้น บ.ก่อสร้าง รับงานระบบไฟฟ้า "ศาลาไทย" งานเอ็กซ์โป 2025 โดยไม่มีใบอนุญาต

13 มี.ค. 2569 11:47 น.

ตำรวจโอซากาบุกค้น บ.ก่อสร้าง รับงานระบบไฟฟ้า “ศาลาไทย” งานเอ็กซ์โป 2025 โดยไม่มีใบอนุญาต

ตำรวจโอซากาบุกตรวจค้น 8 จุดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทก่อสร้างในจังหวัดกุนมะ หลังพบเบาะแสรับเหมางานระบบไฟฟ้าในอาคารศาลาไทย ที่งานโอซากา เอ็กซ์โป 2025 มูลค่างานกว่า 44 ล้านเยน หรือกว่า 8 ล้านบาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการตามกฎหมาย พร้อมยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์จำนวนมากเพื่อตรวจสอบเส้นทางการรับงาน 

เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดโอซากาได้นำกำลังเข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้อง 8 แห่ง รวมถึงสำนักงานของบริษัท “DIO” ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองทากาซากิ จังหวัดกุนมะ เพื่อหาหลักฐานในคดีละเมิดกฎหมายธุรกิจก่อสร้าง

จากการสืบสวนพบว่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2024 บริษัทดังกล่าวได้ตกลงรับเหมาช่วงงานติดตั้งระบบไฟฟ้าภายใน “ศาลาไทย” (Thailand Pavilion) สำหรับงานโอซากา เอ็กซ์โป 2025 เป็นมูลค่าประมาณ 44 ล้านเยน (หรือประมาณ 8.8 ล้านบาท) ทั้งที่บริษัทไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการก่อสร้างจากทั้งรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดโอซากาตามที่กฎหมายกำหนด

จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เมื่อมีผู้รับเหมารายอื่นที่ทำงานในส่วนของศาลาไทยเข้าร้องเรียนกับทางจังหวัดโอซากาว่า “เกิดปัญหาค้างชำระค่าก่อสร้าง” จากการตรวจสอบในเชิงลึกของเจ้าหน้าที่จังหวัด จึงพบความผิดปกติว่าบริษัท DIO รับงานโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งนำไปสู่การสั่งพักงานบริษัทเป็นเวลา 30 วัน เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีการขยายผลสู่การดำเนินคดีอาญาในครั้งนี้

ในการบุกตรวจค้นครั้งล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานและคอมพิวเตอร์รวมกว่า 110 รายการ เพื่อนำไปตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการรับงานในครั้งนี้อย่างละเอียด

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้นในพื้นที่จัดงานโอซากา เอ็กซ์โป เนื่องจากเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เคยมีกรณีของบริษัทก่อสร้างในนครโอซากาถูกส่งฟ้องในลักษณะเดียวกัน จากการรับเหมาก่อสร้าง “ศาลาแองโกลา” โดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งครั้งนั้นศาลได้มีคำสั่งปรับเป็นเงิน 300,000 เยน

ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบว่ามีบริษัทอื่นหรือบุคคลใดอยู่เบื้องหลังการว่าจ้างที่ผิดกฎหมายในลักษณะนี้อีกหรือไม่ เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่งานนิทรรศการระดับโลกจะเริ่มต้นขึ้น.

ที่มา Asahi Shimbun / Yahoo! JAPAN

GC ยันเดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง มั่นใจส่งมอบสินค้าหนุนภาคอุตสาหกรรมไทย

GC ยันเดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง มั่นใจส่งมอบสินค้าหนุนภาคอุตสาหกรรมไทย

13 มี.ค. 2569 11:25 น.

GC ยันเดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง มั่นใจส่งมอบสินค้าหนุนภาคอุตสาหกรรมไทย

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ยังคงเดินเครื่องการผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อดูแลการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความรุนแรงและผันผวน ซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลกตึงตัวจากกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่ลดลง โดย GC ได้สื่อสารและทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบตลอดทั้ง Value Chain และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

 ในปัจจุบัน GC ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังรักษาระดับการเดินโรงงานได้ตามแผนการผลิตและส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมดำเนินมาตรการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความผันผวนของราคา การจัดหาและบริหารวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง การผลิต และการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการบริหารงบประมาณและค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น 

นอกจากนี้ GC พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) รวมถึงประสานความร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความผันผวนครั้งนี้ไปด้วยกัน

นักวิเคราะห์ชี้ แถลงการณ์ครั้งแรกของผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายสายแข็ง

นักวิเคราะห์ชี้ แถลงการณ์ครั้งแรกของผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายสายแข็ง

13 มี.ค. 2569 11:16 น.

นักวิเคราะห์ชี้ แถลงการณ์ครั้งแรกของผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายสายแข็ง

นักวิเคราะห์ชี้ แถลงการณ์ครั้งแรกหลังรับตำแหน่งของ “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ประกาศเดินหน้าสู้ศัตรู-ใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดัน สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายสายแข็ง

วันที่ 12 มีนาคม 2469 โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ออกแถลงการณ์ครั้งแรกผ่านสถานีโทรทัศน์ Press TV หลังรับตำแหน่ง โดยเรียกร้องให้ชาวอิหร่านรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวในช่วงสงคราม พร้อมย้ำว่าอิหร่านจะเดินหน้าต่อสู้กับศัตรูต่อไป และเตือนว่าฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคควรถูกปิดทันที มิฉะนั้นจะตกเป็นเป้าหมายโจมตี 

ผู้นำอิหร่านยังระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก จะยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันศัตรูของอิหร่าน พร้อมระบุว่ากลุ่มติดอาวุธพันธมิตรใน เยเมน และ อิรัก อาจเข้าร่วมสนับสนุนการต่อสู้ของอิหร่าน 

โดยคำปราศรัยครั้งแรกของ โมจตาบา คาเมเนอี หลังขึ้นดำรงตำแหน่ง ถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทางสงครามในตะวันออกกลาง โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่สะท้อนแนวคิด ความต่อเนื่องและการต่อต้าน จากยุคของบิดา

อย่างไรก็ตาม ผู้นำสูงสุดคนใหม่ออกแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ โดยให้ผู้ประกาศข่าวเป็นคนอ่านออกอากาศแทน อาจสะท้อนทั้งข้อจำกัดด้านสุขภาพและการจัดวางบทบาททางการเมืองในช่วงสงคราม ขณะที่กลไกด้านความมั่นคงของรัฐ โดยเฉพาะ IRGC ยังคงเป็นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนการตอบโต้ของอิหร่านในเวลานี้.

ขณะที่นักวิชาการจากสถาบันตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์อัลจาซีรา ว่าเนื้อหาคำปราศรัยของผู้นำคนใหม่ เน้นการสานต่อแนวทางเดิมของบิดา มากกว่าการส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า หากโมจตาบาต้องการสร้างภาพลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เขาจะต้องอาศัยบทบาทของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม IRGC ซึ่งเป็นกำลังหลักในสงครามครั้งนี้.

ที่มา Guardian

Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ “KPop Demon Hunters” แอนิเมชันระดับปรากฏการณ์

Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ "KPop Demon Hunters" แอนิเมชันระดับปรากฏการณ์

13 มี.ค. 2569 11:15 น.

Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ “KPop Demon Hunters” แอนิเมชันระดับปรากฏการณ์

Netflix ยืนยันเตรียมสร้างภาคต่อของ “KPop Demon Hunters” หลังภาพยนตร์แอนิเมชันแนวเคป๊อปปราบปีศาจกลายเป็นหนังที่มีผู้ชมสูงสุดในประวัติศาสตร์ของแพลตฟอร์ม ที่กวาดรางวัลสำคัญระดับโลกและมีลุ้นรางวัลใหญ่บนเวทีออสการ์อาทิตย์นี้ ขณะที่ทีมผู้สร้างเผยเรื่องราวยังมีอีกมากให้ต่อยอด

Netflix ประกาศข่าวดีอย่างเป็นทางการสำหรับการสร้างภาคต่อของ “KPop Demon Hunters” ภาพยนตร์แอนิเมชันที่ขึ้นแท่นเป็นคอนเทนต์ที่มีผู้ชมสูงสุดตลอดกาลของแพลตฟอร์ม ด้วยสถิติยอดการเข้าชมมากกว่า 480 ล้านครั้งภายในเวลาเพียงครึ่งปีนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อฤดูร้อนปีที่ผ่านมา

โปรเจกต์ภาคต่อนี้ถือเป็นผลงานแรกภายใต้ข้อตกลงพิเศษระยะเวลาหลายปีระหว่าง Netflix และสองผู้กำกับคู่บุญ แม็กกี้ คัง และ คริส แอปเพลแฮนส์ แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการประกาศวันฉายที่แน่นอน แต่การยืนยันนี้ก็สร้างความตื่นเต้นให้แก่แฟนคลับทั่วโลก

ประกาศนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เนื่องจาก KPop Demon Hunters กำลังเป็นตัวเก็งสำคัญบนเวทีออสการ์ที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์นี้ โดยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม โดยมีคู่แข่งอย่าง Zootopia 2 และ Elio และ สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ก่อนหน้านี้ เพลงประกอบสุดฮิตอย่าง “Golden” ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นเพลงเค-ป๊อป เพลงแรกที่คว้ารางวัลแกรมมีในสาขาเพลงประกอบสื่อบันเทิงยอดเยี่ยม รวมถึงกวาดรางวัลจากเวทีลูกโลกทองคำมาแล้ว นอกจากนี้ยังสร้างสถิติพุ่งทะยานสู่อันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 อีกด้วย

แม็กกี้ คัง ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ในฐานะคนทำหนังชาวเกาหลี ฉันรู้สึกภูมิใจมากที่ผู้ชมต้องการชมเรื่องราวและตัวละครเกาหลีของเรามากขึ้น โลกที่เราสร้างขึ้นยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมาก และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น”

ด้าน “อีแจ” (Ejae) นักร้องผู้พากย์เสียงร้องของตัวละคร “รูมิ” และร่วมเขียนเพลง Golden กล่าวว่า ในภาคต่อนี้เธอหวังจะนำเสนอสไตล์ดนตรีและแง่มุมของเกาหลีที่หลากหลายขึ้น “เกาหลีมีแนวดนตรีที่เยอะมาก ฉันหวังว่าจะได้แสดงด้านใหม่ๆ ให้โลกเห็น” เธอกล่าวเสริม

แม้ความสำเร็จจะดูรวดเร็ว แต่ภาพยนตร์ภาคแรกใช้เวลาพัฒนานานถึง 7 ปี ตั้งแต่เริ่มเสนอโปรเจกต์จนถึงวันเข้าฉาย โดยจุดเด่นที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม คือการผสมผสานความเป็นสากลเข้ากับอัตลักษณ์ของเกาหลีอย่างลงตัว ทั้งเรื่องของอาหาร ภาษา และสัญลักษณ์ต่างๆ แม้จะเป็นการผลิตโดยทีมงานฝั่งอเมริกาก็ตาม

สำหรับเนื้อเรื่องในภาคแรก เป็นการติดตามชีวิตของ รูมิ, มิรา และ โซอี้ สามสาวสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ป Huntr/x ที่ต้องรับมือกับชีวิตเบื้องหน้าอันโด่งดัง และชีวิตเบื้องหลังที่เป็นนักล่าปีศาจ ซึ่งในภาคต่อนี้ มาร์ค ซอนเนนบลิค ผู้เขียนเพลง ระบุว่าขณะนี้กระบวนการพัฒนากำลังเริ่มต้นขึ้น โดยจะเน้นไปที่การสร้างโครงเรื่องให้แข็งแรงก่อนที่จะเริ่มเขียนเพลงใหม่เพื่อให้ดนตรีสอดรับกับเนื้อหาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด.

ที่มา BBC

ระเบิดสนั่นหลายจุดในกรุงเตหะราน เจ้าหน้าที่กาชาดอิหร่านบาดเจ็บ 3 ราย

 ระเบิดสนั่นหลายจุดในกรุงเตหะราน เจ้าหน้าที่กาชาดอิหร่านบาดเจ็บ 3 ราย

13 มี.ค. 2569 09:55 น.

ระเบิดสนั่นหลายจุดในกรุงเตหะราน เจ้าหน้าที่กาชาดอิหร่านบาดเจ็บ 3 ราย

เสียงระเบิดรุนแรงดังหลายครั้งในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านในช่วงเช้าวันศุกร์ โดยสื่อของรัฐระบุว่าแรงระเบิดเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของเมือง และมีเจ้าหน้าที่กาชาดอิหร่านบาดเจ็บอย่างน้อย 3 ราย

สื่อทางการรายงานว่า เหตุโจมตีทางอากาศเกิดขึ้นราวเวลา 05.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ในพื้นที่เขตตะวันออกของกรุงเตหะราน โดย Fars News Agency ระบุว่าแรงระเบิดรุนแรงจนประชาชนหลายพื้นที่รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของบ้านเรือน ขณะที่ Tasnim News Agency รายงานว่า ยังมีเสียงระเบิดหนักในพื้นที่ตอนใต้ของเมืองด้วย

ด้านสมาคมเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่านเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ขององค์กร 3 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางบนทางด่วนเตหะราน–กุม ซึ่งเป็นทางออกสำคัญจากกรุงเตหะรานไปยังเมืองกอม

รายงานระบุว่า จุดช่วยเหลือของกาชาดในพื้นที่ได้รับความเสียหาย และผู้บาดเจ็บทั้งสามถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บเปิดเผยกับสื่อของรัฐว่า เขาได้ยินเสียงเครื่องบินรบบินอยู่เหนือศีรษะ ก่อนจะเกิดแรงโจมตีสองครั้งพร้อมกัน และแรงระเบิดระลอกที่สามทำให้เขาถูกแรงอัดจนล้มลงกับพื้น

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดครั้งนี้ ขณะที่สถานการณ์ในกรุงเตหะรานยังคงตึงเครียด.

ที่มา : CNN

จับคาสนามบิน! หนุ่มจีนลักลอบขน “มดนางพญา” กว่า 2,000 ตัวออกจากเคนยา

จับคาสนามบิน! หนุ่มจีนลักลอบขน “มดนางพญา” กว่า 2,000 ตัวออกจากเคนยา

13 มี.ค. 2569 09:41 น.

จับคาสนามบิน! หนุ่มจีนลักลอบขน “มดนางพญา” กว่า 2,000 ตัวออกจากเคนยา

เจ้าหน้าที่เคนยาจับกุมชายชาวจีนที่สนามบินหลักของประเทศ หลังพยายามลักลอบขน “มดนางพญา” กว่า 2,000 ตัวออกนอกประเทศไปยังจีน เชื่อเป็นตัวการสำคัญของเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่าหายาก

ผู้ต้องสงสัยชื่อนาย จาง เค่อฉวิน ถูกจับกุมระหว่างการตรวจความปลอดภัยที่สนามบินนานาชาติ โจโม เคนยัตตา ในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา หลังเจ้าหน้าที่พบมดมีชีวิตจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางที่เตรียมส่งไปยังจีน

อัยการเปิดเผยในศาลว่า ภายในกระเป๋าของเขาพบนางพญา หรือมดราชินี จำนวนถึง 1,948 ตัว บรรจุอยู่ในหลอดทดลองแบบพิเศษ และยังพบมดมีชีวิตอีกกว่า 300 ตัวซ่อนอยู่ในม้วนกระดาษทิชชูรวมทั้งหมดมากกว่า 2,000 ตัว

มดชนิดดังกล่าวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Messor cephalotes ซึ่งเป็นมดเก็บเกี่ยวขนาดใหญ่ของแอฟริกา และอยู่ภายใต้การคุ้มครองของข้อตกลงด้านความหลากหลายทางชีวภาพระหว่างประเทศ ทำให้การค้าขายต้องได้รับอนุญาตอย่างเข้มงวด

เจ้าหน้าที่จากหน่วยพิทักษ์ป่าเคนยา  หรือ KWS ระบุว่า ความต้องการมดชนิดนี้เพิ่มขึ้นในยุโรปและเอเชีย เนื่องจากนักสะสมบางกลุ่มนิยมเลี้ยงมดหายากเป็นสัตว์เลี้ยงในตลาดสัตว์แปลก

อัยการยังขอให้ศาลอนุญาตตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ต้องสงสัย ทั้งโทรศัพท์และแล็ปท็อป เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่า

เจ้าหน้าที่ KWS ระบุว่า คดีนี้อาจเชื่อมโยงกับขบวนการค้ามดนางพญาที่ถูกปราบปรามในเคนยาเมื่อปีที่แล้ว โดยเชื่อว่า จาง เค่อฉวิน อาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายดังกล่าว แต่เคยหลบหนีออกจากประเทศโดยใช้หนังสือเดินทางอีกเล่ม

ขณะนี้ศาลอนุญาตให้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นเวลา 5 วัน เพื่อให้ตำรวจขยายผลสอบสวนเพิ่มเติม และเจ้าหน้าที่คาดว่าอาจมีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มในเมืองอื่น ๆ ของเคนยา

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ศาลเคนยาเคยตัดสินจำคุกชาย 4 คน รวมถึงชาวเบลเยียมและเวียดนาม จากความพยายามลักลอบขนมดราชินีหลายพันตัวออกนอกประเทศ ซึ่งถือเป็นคดีแรกในลักษณะนี้

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มดเก็บเกี่ยวแอฟริกามีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ เนื่องจากช่วยปรับปรุงคุณภาพดินและรักษาความสมดุลของความหลากหลายทางชีวภาพ การนำออกจากธรรมชาติในปริมาณมากอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว.

ที่มา : BBC

แตกตื่น! ไฟไหม้ห้องซักรีดเรือ “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด” ในทะเลแดง ลูกเรือเจ็บ 2 ราย

แตกตื่น! ไฟไหม้ห้องซักรีดเรือ "ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด" ในทะเลแดง ลูกเรือเจ็บ 2 ราย

13 มี.ค. 2569 09:10 น.

แตกตื่น! ไฟไหม้ห้องซักรีดเรือ “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด” ในทะเลแดง ลูกเรือเจ็บ 2 ราย

เกิดเหตุไฟไหม้บนเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด” เรือที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพสหรัฐ ขณะปฏิบัติภารกิจในทะเลแดง มีลูกเรือได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ยืนยันเรือยังปฏิบัติการได้ตามปกติ

กองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐเปิดเผยว่า เกิดเหตุไฟไหม้ในพื้นที่ห้องซักรีดหลักของเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด” (USS Gerald R. Ford) โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ลูกเรือทั้งสองคนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและอยู่ในอาการคงที่ แต่ยืนยันว่าเหตุไฟไหม้ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ 

เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้มีระวางขับน้ำราว 100,000 ตัน และมีลูกเรือประมาณ 4,500 นาย ถือเป็นเรือรบที่ทันสมัยและมีขนาดใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งยังคงปฏิบัติภารกิจในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง 

ปัจจุบันเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด”  กำลังปฏิบัติภารกิจในทะเลแดง หลังเคลื่อนกำลังจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนลงมาทางใต้ ภายหลังสหรัฐเริ่มปฏิบัติการโจมตีต่ออิหร่าน 

การเดินเรือครั้งนี้ถือเป็นภารกิจที่ยาวนานและซับซ้อน โดยเรือได้ออกจากฐานทัพที่เมืองนอร์ฟอล์ก รัฐเวอร์จิเนีย ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ก่อนเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังยุโรป จากนั้นกลับไปยังแคริบเบียนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการในเวเนซุเอลา ก่อนถูกส่งกลับมายังตะวันออกกลางอีกครั้ง 

เหตุไฟไหม้ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับเรือบรรทุกเครื่องบินมูลค่ากว่า 13,000 ล้านดอลลาร์ลำนี้ ก่อนหน้านี้สื่อสหรัฐรายงานว่าเรือลำดังกล่าวประสบปัญหาระบบท่อสุขาภิบาลและห้องน้ำหลายครั้ง จนต้องเรียกช่างภายนอกเข้าซ่อมบำรุงหลายสิบครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

ในขณะเดียวกัน กองทัพสหรัฐยังมีเรือบรรทุกเครื่องบินอีกลำคือ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) ที่ถูกส่งไปประจำการในตะวันออกกลางเช่นกัน เพื่อเสริมกำลังทางทหารในภูมิภาคที่กำลังเผชิญความตึงเครียดด้านความมั่นคง.

ที่มา : Reuters

สหรัฐไฟเขียวซื้อน้ำมันรัสเซียชั่วคราว หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ ท่ามกลางสงคราม

สหรัฐไฟเขียวซื้อน้ำมันรัสเซียชั่วคราว หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ ท่ามกลางสงคราม

13 มี.ค. 2569 08:47 น.

สหรัฐไฟเขียวซื้อน้ำมันรัสเซียชั่วคราว หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ ท่ามกลางสงคราม

รัฐบาลสหรัฐออกใบอนุญาตพิเศษแบบจำกัด อนุญาตให้บางประเทศสามารถซื้อน้ำมันของรัสเซียได้ชั่วคราว โดยมาตรการดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามกับอิหร่าน

รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปิดตลาดสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2022 ขณะที่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

ด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการอนุญาตชั่วคราวเพื่อช่วยให้สามารถระบายอุปทานน้ำมันที่กำลังลอยลำอยู่กลางทะเล โดยเขาระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอุปทานน้ำมันในตลาดโลก กระทรวงการคลังสหรัฐได้ออกใบอนุญาตชั่วคราวให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อน้ำมันรัสเซียที่กำลังติดค้างอยู่ในทะเลได้”

อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ย้ำว่า มาตรการนี้มีขอบเขตจำกัดและเป็นเพียงระยะสั้น โดยใช้เฉพาะกับน้ำมันที่ถูกบรรทุกลงเรือแล้วเท่านั้น และจะไม่สร้างผลประโยชน์ทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญให้กับรัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากรายได้หลักจากพลังงานของรัสเซียมาจากภาษีที่เรียกเก็บตั้งแต่ขั้นตอนการสกัด

ใบอนุญาตดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ครอบคลุมเฉพาะน้ำมันดิบหรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียที่ถูกบรรทุกขึ้นเรือภายในวันที่ 12 มีนาคม และอนุญาตให้ดำเนินการซื้อขายหรือขนส่งได้จนถึงวันที่ 11 เมษายน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สงครามระหว่างอิหร่านกับฝ่ายตรงข้ามเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง และส่งผลให้การเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราวหนึ่งในห้าของโลก ต้องหยุดชะงักอย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้ค้าพลังงานเตือนว่า แม้สงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานได้ทันที.

ที่มา : CNN

เครื่องบินเติมน้ำมันสหรัฐฯ ตกในอิรัก ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

เครื่องบินเติมน้ำมันสหรัฐฯ ตกในอิรัก ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

13 มี.ค. 2569 05:49 น.

เครื่องบินเติมน้ำมันสหรัฐฯ ตกในอิรัก ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

เครื่องบินเติมน้ำมันของกองทัพสหรัฐฯ ตกในอิรัก โดยยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุแน่ชัด แต่กองบัญชาการกลางยืนยันว่า ไม่ได้เป็นผลจากการยิงของฝ่ายศัตรูหรือการยิงกันเอง

เมื่อ 12 มี.ค. 2569 กองทัพสหรัฐฯ แถลงว่า เครื่องบินเติมน้ำมันรุ่น KC-135 Stratotanker ประสบอุบัติเหตุตก ในพื้นที่ทางตะวันตกของอิรักเมื่อวันพฤหัสบดี โดยยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ “ไม่ได้เกิดจากการยิงของฝ่ายศัตรูหรือการยิงกันเอง” อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ยังไม่ได้ระบุสาเหตุที่แน่ชัด และไม่บอกว่ามีบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่

แถลงการณ์จากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในน่านฟ้าฝ่ายพันธมิตรระหว่างปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) และขณะนี้ความพยายามในการกู้ภัยกำลังดำเนินอยู่

นอกจากเครื่องบินเติมน้ำมันลำที่ตกแล้ว ยังมีเครื่องบินเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้ด้วยอีก 2 ลำ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับ CNN ว่าเครื่องบินลำที่สองนั้นเป็นรุ่น KC-135 เช่นกัน และสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย

กองทัพสหรัฐฯ ระบุอีกว่า จะเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อสถานการณ์คืบหน้า และขอความกรุณาให้รอคอยในขณะที่กำลังรวบรวมรายละเอียด “เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ครอบครัวของเหล่าทหาร”

ทั้งนี้ ตามปกติแล้วเครื่องบิน KC-135 จะมีลูกเรือ 3 ถึง 4 นาย ประกอบด้วย นักบิน, นักบินผู้ช่วย และเจ้าหน้าที่ควบคุมการเติมน้ำมัน ซึ่งทำหน้าที่เติมน้ำมันให้เครื่องบินลำอื่นกลางอากาศ นอกจากนี้บางภารกิจอาจต้องมีเจ้าหน้าที่นำร่องร่วมด้วย

นี่นับเป็นการสูญเสียเครื่องบินในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน เพิ่งเกิดเหตุเครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle จำนวน 3 ลำ ถูกพวกเดียวกันยิงตกเหนือน่านฟ้าคูเวต แต่ลูกเรือทั้ง 6 คน สามารถดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn